https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/issue/feed วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2026-08-24T11:47:39+07:00 - test@test.com Open Journal Systems <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และการเมืองตลอดจนสาขาทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิชาการได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ โดย <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-blind peer review)</p> <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เปิดรับพิจารณาบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งในรูปแบบบทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review Articles)</p> <p>ทั้งนี้ <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง </em>ได้เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2545 และได้เริ่มเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิคส์ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2561</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/300378 การจัดการการสื่อสารในโมเดลความร่วมมือแบบมหาวิทยาลัย–มหาวิทยาลัย–ภาคธุรกิจ (UUE): กรณีศึกษาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–จีน 2026-04-03T11:02:10+07:00 ซาซา โหลว shasha_l@mail.rmutt.ac.th ธวัชชัย ใจศิริ tawatchai_c@rmutt.ac.th <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารในบริบทที่ภาษาอังกฤษทำหน้าที่เป็นภาษาสื่อกลาง (English as a Lingua Franca หรือ ELF) ภายใต้โครงการสถาบันจิงซื่อ (Jingshi Institute) โดยความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนที่ดำเนินงานสอดคล้องกับข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ของจีนและนโยบายประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบเจาะลึก (Deep-dive Inquiry) ที่ขยายผลเพื่ออธิบายอย่างเป็นลำดับ (Sequential Explanatory Extension) เพื่อตอบคำถามอธิบายข้อค้นพบจากการศึกษาเชิงปริมาณก่อนหน้า (Luo &amp; Chaisiri, 2023) ซึ่งได้ระบุถึงข้อจำกัดด้านพฤติกรรมการใช้ภาษาและปัญหาการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การศึกษาในครั้งนี้จึงมุ่งหาคำตอบว่าบุคลากรระดับบริหารและระดับปฏิบัติการมีกลยุทธ์ ในการจัดการอุปสรรคเหล่านั้นอย่างไร โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วมให้ข้อมูลในงานวิจัย จำนวน 8 ท่าน จากภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมของทั้งไทยและจีน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic Analysis) ตามแนวคิดของ Braun และ Clarke (2006) และประเมินความเชื่อมั่นของรหัส(Codes) ด้วยค่า Cohen’s Kappa ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่ามี 5 ประเด็นหลัก (10 ประเด็นย่อย) ได้แก่ กลยุทธ์แพลตฟอร์มดิจิทัล (การเลือกแพลตฟอร์มตามสัญชาติและการใช้ AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์) กลยุทธ์การสื่อสารแบบไม่ประสานเวลาและพหุสารัตถะ (การส่งเอกสารล่วงหน้าและสื่อทัศนูปกรณ์) การจัดการด้านเอกสารและธุรการ (เอกสารภาษาอังกฤษที่เป็นทางการและการบันทึกการประชุม) ตัวกลางและการทำความเข้าใจ (ความท้าทายด้านสำเนียงและการพึ่งพาตัวกลางมนุษย์) และการพัฒนาวิชาชีพและความก้าวหน้าในอาชีพ (การเรียนรู้ด้วยตนเองและการเคลื่อนย้ายทางอาชีพ) ซึ่งข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมวิจัยตระหนักถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มดิจิทัลและการปฏิบัติการสื่อสารแบบพหุสารัตถะในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดอุปสรรคในการสื่อสารและส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับนานาชาติ โดยทำหน้าที่เป็น “นั่งร้านดิจิทัล” (Digital Scaffolding) ที่สำคัญ ทั้งนี้ในเชิงนโยบาย ผลการวิจัยได้เสนอแนะกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ควรให้ความสำคัญกับสมรรถนะดิจิทัลระหว่างวัฒนธรรม (Digital-Intercultural Competency) มากกว่าเพียงความเชี่ยวชาญทางภาษาในรูปแบบดั้งเดิม และควรมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและการพัฒนาใน ด้านต่าง ๆ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/287927 การศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา 2026-06-19T14:17:00+07:00 กัญญาภัค พิลา 67910044@go.buu.ac.th โชติสา ขาวสนิท shotianne@gmail.com ภารดี ปลื้มโกศล paradee9@go.buu.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา และเพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา จำนวน 155 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างเป็นแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานในการทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ t-Test และ One-way ANOVA เพื่อทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปร โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความมั่งคงและปลอดภัย และด้านที่มี ค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผลประโยชน์ต่าง ๆ และผลเปรียบเทียบความ พึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา โดยการทดสอบสมมติฐาน พบว่า พนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา ที่มี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อัตราเงินเดือน ประเภทตำแหน่ง ที่แตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจในสวัสดิการ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชาที่มีเพศ อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และที่พักอาศัยระหว่างปฏิบัติราชการ ที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจในสวัสดิการ ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/301074 การพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน: กรอบเชิงนโยบาย และปฏิบัติในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2026-05-22T11:15:55+07:00 ชยาภรณ์ จตุรพรประสิทธิ์ chayapon@go.buu.ac.th อมรทิพย์ อมราภิบาล amornthip01@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ และกรอบการพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากพนักงานสอบสวนในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 222 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้บริหารตำรวจ หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้ากลุ่มงานสอบสวน และผู้ไกล่เกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงประเด็น พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า ผลการศึกษาพบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประการแรก การไกล่เกลี่ยยังถูกมองเป็น <span style="font-size: 0.875rem;">ภารกิจทางเลือก เนื่องจากขาดนโยบายและสถานะเชิงสถาบันที่ชัดเจน ประการที่สอง การดำเนินงานยังเผชิญข้อจำกัดด้านภาระงาน ทรัพยากร บุคลากรสนับสนุน และระบบติดตามผล และประการที่สาม ความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยขึ้นอยู่กับสมรรถนะของผู้ปฏิบัติงานและความร่วมมือเชิงเครือข่ายในระดับพื้นที่งานวิจัยจึงเสนอให้กำหนดการไกล่เกลี่ยเป็นภารกิจหลักของงานสอบสวน พัฒนาตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ จัดสรรทรัพยากรและระบบสนับสนุน พัฒนาหลักสูตรเชิงสมรรถนะ และจัดตั้งพื้นที่นำร่องใน EEC ก่อนขยายผลในระดับประเทศ</span></p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง