https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/issue/feed
วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง
2026-06-16T10:06:07+07:00
-
test@test.com
Open Journal Systems
<p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และการเมืองตลอดจนสาขาทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิชาการได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ โดย <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-blind peer review)</p> <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เปิดรับพิจารณาบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งในรูปแบบบทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review Articles)</p> <p>ทั้งนี้ <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง </em>ได้เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2545 และได้เริ่มเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิคส์ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2561</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/297901
อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและบรรยากาศองค์การสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่มีต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของพนักงานสายสนับสนุน ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2026-02-03T13:37:51+07:00
ภาวรินทร์ พุ่มประสพ
pavarin_p@mail.rmutt.ac.th
สนิทเดช จินตนา
sanitdech_j@rmutt.ac.th
สุพิศ บุญลาภ
sanitdech_j@rmutt.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง บรรยากาศองค์การสร้างสรรค์นวัตกรรม และพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและบรรยากาศองค์การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 294 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นแอลฟาของครอนบัคเท่ากับ .969 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าเป็นขั้น ๆ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง บรรยากาศองค์การสร้างสรรค์นวัตกรรม และพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของพนักงานสายสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อวิเคราะห์อิทธิพลพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (β = .441) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 19.40 (R² = .194) นอกจากนี้ บรรยากาศองค์การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านความเป็นอิสระในการทำงาน (β = .345) และการสนับสนุนจากองค์การ (β = .277) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 32.00 (R² = .320) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงควบคู่กับการสร้างบรรยากาศองค์การที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การริเริ่มแนวคิดใหม่ และการทดลองแนวทางการทำงานที่หลากหลาย เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของพนักงานสายสนับสนุน และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างยั่งยืน</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/297055
บทบาทของสภาองค์กรชุมชนกับการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยในภาคตะวันออก
2026-01-09T14:07:37+07:00
ชัยณรงค์ เครือนวน
chainarong@buu.ac.th
<p><strong> </strong>งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสภาองค์กรชุมชนต่อการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยในภาคตะวันออก และนำเสนอทางเลือกในการใช้สภาองค์กรชุมชนพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และการวิเคราะห์เนื้อหาภายใต้กรอบโครงสร้าง-ผู้กระทำการตามหลักวิภาษวิธี ผลการวิจัยพบว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลในภาคตะวันออกมีบทบาทพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย 5 มิติ คือ 1) เป็นกลไกส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการจัดการตนเอง ทั้งด้านทรัพยากร หนี้สิน และที่อยู่อาศัย 2) สนับสนุนการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ 3) ส่งเสริมให้เกิดการตระหนักถึงการสร้างและพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคม 4) พัฒนาประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือผ่านเวทีสาธารณะ การแลกเปลี่ยน และการตัดสินใจร่วม และ 5) ส่งเสริมประชาธิปไตยที่กินได้โดยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านวิสาหกิจและการเงินชุมชน ส่วนทางเลือกในการใช้สภาองค์กร ชุมชนพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของสภาองค์กรชุมชนตำบล 2) การวางบทบาทให้สภาองค์กรชุนชนตำบลเป็นกลไกที่ช่วยสร้างเครือข่ายพลเมือง 3) การขยายภารกิจของสภาองค์กรชุมชนตำบลให้กว้างขวางขึ้น 4) การส่งเสริมหรือยกระดับให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นพื้นที่สร้าง พัฒนาหรือทดลองนวัตกรรมประชาธิปไตยรากหญ้า</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/291365
การพัฒนากิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-03-05T13:27:45+07:00
อ๊อต โนนกระยอม
chokphochai@hotmail.com
พรพิทักษ์ เห็มบาสัตย์
hembasat_5605@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ 2) พัฒนากิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพโดยผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ประชาชนทั่วไปและบุคคลของหน่วยงานในพื้นที่ที่เข้าร่วมวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และประเด็นการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ส่วนเชิงปริมาณผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า:</p> <ol> <li>1. สภาพปัญหาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ มีรายได้<br />ไม่เพียงพอและมีภาระหนี้สิน ด้านสังคม มีความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และด้านสิ่งแวดล้อม มีปัญหามลภาวะทางอากาศจากการเผาในที่โล่ง สำหรับความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต พบว่า ชุมชนต้องการพัฒนาอาชีพใหม่และฝึกทักษะการขายออนไลน์เพื่อเพิ่มรายได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องการระบบการจัดการขยะที่ถูกวิธีเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม</li> <li>2. การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ ประกอบด้วย การสร้างมูลค่าเพิ่ม (กิจกรรมปลาส้มเงินล้าน), การขยายช่องทางการตลาดดิจิทัล (การฝึกอบรมขายสินค้าออนไลน์), การสร้างความยั่งยืนผ่านการสื่อสารรักษ์โลก (กิจกรรมมัคคุเทศก์รักษ์โลก)</li> <li>3. ประชาชนในชุมชนหัวนาคำมีความพึงพอใจต่อภาพรวมของการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านหัวนาคำ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยประเด็นที่โดดเด่นที่สุดคือความรู้และทักษะที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม และการสามารถนำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน</li> </ol>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/300151
การนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไปปฏิบัติ ของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดชลบุรี
2026-04-29T11:13:40+07:00
นภนัฏ นวลใย
njoynanoul@gmail.com
สุปราณี ธรรมพิทักษ์
supraneet@go.buu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปปฏิบัติ และ 2) เปรียบเทียบการนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปปฏิบัติ จำแนกตาม เพศ อายุ วุฒิการศึกษาสูงสุด ตำแหน่ง ประสบการณ์การเป็นผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดโรงเรียน และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดชลบุรี จำนวน 73 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสังกัดและขนาดของโรงเรียน และสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปปฏิบัติในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\overline{X}" alt="equation" /> = 4.04) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.24) รองลงมาคือ ด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.24) ด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\overline{X}" alt="equation" /> = 3.99) และด้านผู้เรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\overline{X}" alt="equation" /> = 3.92) ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปปฏิบัติ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีเพศ วุฒิการศึกษาสูงสุด ประสบการณ์การเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และขนาดโรงเรียน แตกต่างกันมีการนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปปฏิบัติแตกต่างกัน ยกเว้นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอายุ ตำแหน่ง และสังกัดโรงเรียนแตกต่างกัน มีการนำนโยบายการจัดการศึกษาตามแนวทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไปปฏิบัติแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/302506
อิทธิพลการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ การมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา และองค์การแห่งการเรียนรู้ที่มีต่อความยึดมั่นผูกพันในงานของเจ้าหน้าที่ ของรัฐกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจภายใต้สังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง
2026-06-16T10:06:07+07:00
ภาคภูมิ บุญศรี
pakpoom.boo@ku.th
ศยามล เอกะกุลานันต์
Pakpoom.boo@ku.th
<p> การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ ระดับการมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา องค์การแห่งการเรียนรู้ และระดับความยึดมั่นผูกพันในงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจภายใต้สังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ การมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา องค์การแห่งการเรียนรู้กับความยึดมั่นผูกพันในงานเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจภายใต้สังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ การมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา และองค์การแห่งการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลต่อความยึดมั่นผูกพันในงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจภายใต้สังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 231 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละหน่วยงาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ แบบวัดการมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา แบบวัดองค์การแห่งการเรียนรู้ และแบบวัดความยึดมั่นผูกพันในงานใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (MRA) ด้วยวิธี Enter</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจภายใต้สังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง มีระดับการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ ระดับการมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา ระดับองค์การแห่งการเรียนรู้ และระดับความยึดมั่นผูกพันในงานอยู่ในระดับปานกลาง 2) การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ การมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา องค์การแห่งการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความยึดมั่นผูกพันในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .374 -.668 และ 3) การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ การมอบอำนาจในงานเชิงจิตวิทยา และองค์การแห่งการเรียนรู้สามารถร่วมกันพยากรณ์ความยึดมั่นผูกพันในงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจภายใต้สังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง ได้ร้อยละ 55.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/299804
บริบทที่ต้องเปลี่ยน: การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กับการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจ
2026-03-26T13:47:15+07:00
สุรชัย พรหมพันธุ์
dr.p1559@gmail.com
<p>บทความนี้วิเคราะห์บริบทที่เป็นแรงขับเคลื่อนความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจังหวัดชลบุรีผ่านสามมิติ ได้แก่ มิติศักยภาพและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ มิติการกำกับดูแลเชิงพื้นที่ และมิติความชอบธรรมทางประชาธิปไตย โดยอาศัยแนวคิดการกระจายอำนาจ ทฤษฎีเมืองเศรษฐกิจ และหลักความรับผิดชอบสาธารณะเป็นกรอบการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์พบว่าจังหวัดชลบุรีซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดกว่า 1.08 ล้านล้านบาท และเป็นแกนกลางของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังเผชิญกับภาวะไม่สมดุลเชิงการกำกับดูแล เนื่องจากขนาดและความซับซ้อนของเศรษฐกิจพื้นที่เติบโตล้ำหน้าโครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์อย่างมีนัยสำคัญ ระบบผู้ว่าราชการจังหวัดที่แต่งตั้งจากส่วนกลางซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งเฉลี่ยเพียง 1.6 ปี ก่อให้เกิดปัญหาสามประการ ได้แก่ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การขาดความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของพื้นที่ และความไม่สอดคล้องระหว่างโครงสร้างการบริหารจังหวัดกับกลไก EEC การศึกษาเปรียบเทียบกรณีกรุงเทพมหานคร Incheon ของเกาหลีใต้ Aichi ของญี่ปุ่น และ Iskandar Malaysia ยืนยันว่าการมีผู้นำพื้นที่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและมีวาระ 4 ปี เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จของพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ บทความจึงเสนอให้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการจังหวัดชลบุรีในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีผู้ว่าการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ควบคู่กับการปฏิรูประบบการคลังท้องถิ่นและสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็ง</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง