วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru <p>วารสารวิทยาการจัดการ เปิดรับบทความวิจัยเต็มรูปแบบ (Full Paper) และบทความวิชาการ (Academic Article) จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และเป็นข้อคิดเห็นของผู้ส่งบทความเท่านั้น โดยบทความจะต้องผ่านการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ (copycatch) ไม่เกิน 10%</p> <p><strong> </strong><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p> บทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) โดยวารสารจะรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทความที่นำเสนอในวารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ ประกอบด้วย ศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ เศรษฐศาสตร์ บัญชีการเงิน การท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และศาสตร์อื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับบริหารธุรกิจ </p> <p><strong> </strong><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p> บทความจะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาไม่น้อยกว่า 3 ท่าน และบทความจะต้องผ่านการประเมินในระดับดีจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านขึ้นไป ซึ่งกองบรรณาธิการอาจให้ผู้เขียนปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตัดสินการตีพิมพ์ให้หรือไม่ก็ได้</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและ</strong><strong>ระยะเวลาเผยแพร่</strong></p> <p> วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นวารสารที่เผยแพร่เป็นประจำ ปีละ 3 ฉบับ คือ เดือนมกราคม – เมษายน เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และเดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> โดยวารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความละ 3,000 บาท ท่านสามารถชำระอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากบรรณาธิการตอบรับบทความเบื้องต้นก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเท่านั้น (กรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ วารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมในทุกกรณี)</p> th-TH msarujournal@gmail.com (วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์) msarujournal@gmail.com (นางสาวทิพย์พวรรณ คล้ายสังข์) Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภค กรณีศึกษา กลุ่มคนวัยทำงานในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295179 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของกลุ่มคนวัยทำงานในประเทศไทย และ (2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 368 คน ซึ่งเป็นผู้บริโภควัยทำงานอายุระหว่าง 18–60 ปี ที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม Shopee โดยมีความถี่ในการซื้อมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน โดยสินค้าที่นิยมมากที่สุด คือ เสื้อผ้า/แฟชั่น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ระหว่าง 501–1,000 บาท และผู้ตอบแบบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 18–30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัท และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001–20,000 บาท ความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการส่งเสริมการตลาดมีระดับความคิดเห็นสูงสุด รอง 6 ลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเฉพาะด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการให้บริการแบบเจาะจง และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว</p> ฤทธิ์เดชา ตาบุญใจ, กิตติภพ กันทา, นิศากร สรรพเลิศ, สิริพร สีใจคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295179 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิดอีเอสจี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295276 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ และ (2) เสนอกลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่สอดคล้องกับหลักการอีเอสจี (ESG) พื้นที่ศึกษาคือ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภค 385 คน ใช้การสุ่มแบบสะดวก (Convenience Sampling) ด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ด้านปัจจัยการตลาด 4E ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากที่สุดกับการแลกเปลี่ยนคุณค่า รองลงมาคือการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างประสบการณ์ และการเข้าถึงอย่างทั่วถึงตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่าปัจจัยการตลาด 4E มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อทั้งหมด และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.2 โดยการเข้าถึงอย่างทั่วถึงมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ การแลกเปลี่ยนคุณค่า การสร้างความสัมพันธ์ และการสร้างประสบการณ์ ตามลำดับ</p> <p>จากผลดังกล่าวสามารถเสนอ แนวทางกลยุทธ์ทางการตลาด 4 ด้านที่เชื่อมโยงกับหลัก ESG ได้แก่ (1) การสร้างประสบการณ์เชื่อมั่นคุณภาพ เพื่อส่งเสริมมิติสิ่งแวดล้อม (2) การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม เพื่อส่งเสริมมิติสังคม (3) การเข้าถึงที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อส่งเสริมมิติธรรมาภิบาล และ (4) การสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งสามมิติของอีเอสจี (ESG) กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างสู่ความยั่งยืนได้ในอนาคต</p> ภัทราพรรณ รวมจิตร, ปฏิพัทธ์ ตันมิ่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295276 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้าด้วยแนวคิดลีน กรณีศึกษาผู้ให้บริการงาน ด้านบำรุงรักษาและวิศวกรรมแบบองค์รวม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295802 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้าประเภทงานบริการของบริษัทกรณีศึกษาผู้ให้บริการงานด้านบำรุงรักษาและวิศวกรรมแบบองค์รวม 2) ประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในการลดความสูญเปล่าในกระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้าประเภทงานบริการของบริษัทกรณีศึกษาและ 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจต่อการปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้าประเภทงานบริการหลังปรับปรุง มีประชากรที่ใช้ในการวิจัย 12 คน ซึ่งเป็นพนักงานจัดซื้อและผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้า โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้วิจัยใช้แนวคิดลีน (Lean Thinking) เป็นกรอบแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการ โดยใช้เครื่องมือหลักได้แก่ การวิเคราะห์ความสูญเปล่า 8 ประการ (8 Wastes) และหลักการ ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, Simplify) ในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของกระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้าภายในบริษัท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการขึ้นทะเบียนคู่ค้าประเภทงานบริการเดิมมีทั้งหมด 42 ขั้นตอน ใช้เวลารวม 1,465.041 ชั่วโมง โดยกิจกรรมที่ใช้เวลามากที่สุดคือการกรอกข้อมูลและแนบเอกสารของคู่ค้า (44.67%) และขั้นตอนการตรวจสอบอนุมัติจากหลายหน่วยงาน (29.99%) ภายหลังการประยุกต์ใช้แนวคิดลีนร่วมกับเครื่องมือลีน 8 Wastes และหลักการ ECRS สามารถลดจำนวนขั้นตอนเหลือ 24 ขั้นตอน และลดเวลาการดำเนินงานเหลือ 989.937-1,109.937 ชั่วโมง หรือลดลง 355.104-475.104 ชั่วโมง คิดเป็น 24-32% ส่งผลให้กระบวนการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน</p> ภูษิดา สุรกานต์กุล, ฐิติมา วงศ์อินตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295802 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพงานนิทรรศการกับประสบการณ์งานนิทรรศการ และความภักดีของผู้เข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2568 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295815 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณภาพงานนิทรรศการและประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงาน 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของประสบการณ์งานนิทรรศการและความภักดีของผู้เข้าร่วมงาน และ 3) ทดสอบประสบการณ์งานนิทรรศการในฐานะตัวแปรส่งผ่านระหว่างความสัมพันธ์ของคุณภาพงานนิทรรศการที่ส่งผลต่อความภักดีต่องานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2568 เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quatitative Research) โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เคยเข้าร่วมงานนิทรรศการสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2568 จำนวน 320 คน ที่มาจากคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ของ Hair et al. (10 – 20 เท่าของตัวแปรสังเกตได้) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Convenience Sampling) มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง (SEM) เพื่อทดสอบสมมติฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพงานนิทรรศการมีอิทธิพลต่อประสบการณ์งานนิทรรศการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ประสบการณ์งานนิทรรศการมีอิทธิพลสูงมากต่อความภักดี 3) ประสบการณ์งานนิทรรศการทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่าน อย่างสมบูรณ์ระหว่างความสัมพันธ์ของคุณภาพงานนิทรรศการ และความภักดีต่องานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2568 โดยมีค่าอิทธิพลทางอ้อมและการวิเคราะห์แบบจําลองสมการโครงสร้างจากการใช้โปรแกรม AMOS มีค่าผลของแบบจําลองที่เหมาะสมดีซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์คือ χ²= 4.183, df= 56, TLI = 0.94, CFI = 0.96, GFI = 0.89, AGFI = 0.83, RMSEA=0.10 และ RMR = 0.16 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ทุกสมมติฐานมีค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน (β) เป็นบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ดังนั้นสมมติฐานทุกข้อได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ ทางฝ่ายผู้จัดงานสามารถนำผลวิจัยไปพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดในการสร้างประสบการณ์ และนำเสนอบริการเพื่อสนองตอบผู้เข้าร่วมงานให้เกิดความภักดี และมาร่วมงานซ้ำในอนาคต</p> พรรษกฤช ศุทธิเวทิน, อัจฉรา ศรีลาชัย, วงศ์ลัดดา วีระไพบูลย์, วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์, อภิญญา อิงอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295815 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 คุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงาน บริษัท แฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295913 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานบริษัทแฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาความผูกพันต่อองค์กรมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานบริษัทแฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะงาน ความผูกพันต่อองค์การ กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานเอกชน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย พนักงานบริษัท แฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด จำนวน 133 คน โดยมีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าสถิติสหสัมพันธ์อย่างง่าย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยลักษณะงาน มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานบริษัทแฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด ในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ปัจจัยความผูกพันต่อองค์การมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพนักงานบริษัทแฟลช คอฟฟี่ ทีเอช จำกัด ในเขตกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยในครั้งนี้ คือ องค์กรควรให้ความสำคัญกับการออกแบบลักษณะงานที่เหมาะสมและส่งเสริมความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในการทำงาน และสร้างความพึงพอใจรวมถึงความผูกพันระยะยาวต่อองค์กรในที่สุด</p> อรรณพ ปานพวง, วรานิษฐ์ พุทธโรจน์รังสี, สุภกร ตันวราวุฒิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295913 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความรู้ทางการบัญชีสมัยใหม่และทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานทางการบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296158 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ทางการบัญชีสมัยใหม่ของผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชี 2) เพื่อศึกษาระดับทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลของผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชี 3) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางการบัญชี 4) เพื่อทดสอบอิทธิพลความรู้ทางการบัญชีสมัยใหม่ต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางการบัญชี และ 5) เพื่อทดสอบอิทธิพลทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางการบัญชี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 378 ตัวอย่าง เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเจาะจง และใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ความรู้ทางการบัญชีสมัยใหม่ ทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางการบัญชีของผู้ทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความรู้ทางการบัญชีสมัยใหม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางการบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดนครศรีธรรมราช และทักษะทางวิชาชีพบัญชีในยุคดิจิทัลมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางการบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> อรัญญา จินาชาญ, วไลภรณ์ นวลสอาด, ปุณยทรรศน์ คงแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296158 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มจักสานชุมชนกระแชง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296295 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของกลุ่มจักสานชุมชนกระแชง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มจักสานชุมชนกระแชง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สมาชิกกลุ่มจักสานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชน ตำบลกระแชง จำนวน 25 คน ซึ่งคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ 7S McKinsey, PEST Analysis, SWOT และ TOWS Matrix ในการสังเคราะห์ข้อมูล และใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนาในการนำเสนอผลการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การจัดทำกลยุทธ์ในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มจักสานชุมชนกระแชง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนากลุ่มได้ดังนี้ 1) กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ SO1: พัฒนาผลิตภัณฑ์จักสานเชิงอัตลักษณ์ตามแนวคิดรักษ์โลก SO2: พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการเรียนรู้ และ SO3: ประสานเครือข่ายรัฐ - เอกชนเพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าชุมชน 2) กลยุทธ์เชิงแก้ไข ได้แก่ WO1: จัดอบรมพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบ WO2: สร้างแบรนด์และตราสัญลักษณ์ประจำชุมชน WO3: ส่งเสริมตลาดออนไลน์ และยกระดับทักษะดิจิทัล WO4: จัดระบบบริหารจัดการกลุ่มและมาตรฐานสินค้า และ WO5: พัฒนาคนรุ่นใหม่กลับมามีส่วนร่วม 3) กลยุทธ์เชิงป้องกัน ได้แก่ ST1: พัฒนาโมเดลต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ 4) กลยุทธ์เชิงรับ ได้แก่ WT1: สร้างแผนพัฒนาทักษะชุมชนเพื่อรับมือเทคโนโลยีและการแข่งขัน WT2: วางแผนบริหารกำลังคนทดแทน และ WT3: กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสขายในสภาวะการแข่งขันสูง</p> ธีรพงษ์ น้อยบุญญะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296295 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้งานระบบพร้อมบิซ ของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296725 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของธุรกิจ ข้อมูลลักษณะของธุรกิจ ปัจจัยการยอมรับ และการใช้เทคโนโลยี และความตั้งใจในการใช้งานระบบพร้อมบิซของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้งานระบบพร้อมบิซของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 15 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยทั้งสองกลุ่มใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยตัวแปรด้านลักษณะธุรกิจ ได้แก่ รูปแบบของธุรกิจแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงประเภทกิจการค้าปลีก ค้าส่ง บริการ และการผลิต มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ปัจจัยด้านความคาดหวังในการใช้ ด้านอิทธิพลทางสังคม ด้านสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน ด้านมูลค่าราคา และด้านความเคยชิน ยังส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้งานระบบพร้อมบิซอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติอีกด้วย ผู้ประกอบการมีความตั้งใจใช้งานระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดต้นทุน และก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> วราภรณ์ รัตนะ, นริศรา เจริญพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296725 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการควบคุมภายในและความสามารถทางนวัตกรรมองค์กรที่มีผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในจังหวัดตาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296929 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยการควบคุมภายในที่มีผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในจังหวัดตาก และ 2) ความสามารถทางนวัตกรรมองค์กรที่มีผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในจังหวัดตาก การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในจังหวัดตาก จำนวน 205 คน ใช้วิธีวิจัยแบบเชิงปริมาณ การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณด้วยวิธี stepwise</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยการควบคุมภายในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผลการทดสอบ สมมติฐานพบว่า ปัจจัยการควบคุมภายใน 2 ด้าน มีผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในจังหวัดตาก โดยรวมที่ร้อยละ 50.30 ด้านที่ส่งผลมากที่สุดคือ กิจกรรมการควบคุม รองลงมา ได้แก่ การติดตามประเมินผล และ 2) ระดับความคิดเห็นต่อความสามารถทางนวัตกรรมองค์กรภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความสามารถทางนวัตกรรมองค์กร 4 ด้าน มีผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานของสหกรณ์ในจังหวัดตาก โดยรวมที่ร้อยละ 46.40 ด้านที่ส่งผลมากที่สุด คือ การมุ่งเน้นการประกอบการ การมุ่งเน้นการเรียนรู้ การมุ่งเน้นตลาด และการมุ่งเน้นโซ่อุปทาน ตามลำดับ ดังนั้น สหกรณ์ควรเร่งพัฒนาระบบการควบคุมภายในให้รัดกุมและโปร่งใส พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมองค์กรทุกด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวของบุคลากร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพบริการและความยั่งยืนในการดำเนินงาน</p> พิชญาภัค คำบาล, ฑัตษภร ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/296929 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการรับรู้ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภคในจังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298315 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยการรับรู้ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารญี่ปุ่นของผู้บริโภค ในจังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้พฤติกรรมการบริโภคอาหารญี่ปุ่นในด้านต่าง ๆ พบว่า การรับรู้ด้านคุณภาพของวัตถุดิบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 โดยผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับปริมาณวัตถุดิบที่เหมาะสมกับราคา และวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานและสดใหม่มากที่สุด ด้านราคา และความคุ้มค่าโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 โดยให้ความสำคัญกับราคาเหมาะสมกับคุณภาพ และการมีโปรโมชั่นในโอกาสพิเศษมากที่สุด ส่วนด้านการบริการของพนักงานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 โดยผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าการบริการที่รวดเร็ว สุภาพ ใส่ใจ และสร้างความประทับใจ เป็นปัจจัยสำคัญ ผลการทดสอบด้วยสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) พบว่า การรับรู้ด้านคุณภาพของวัตถุดิบ ด้านราคาและความคุ้มค่า และด้านคุณภาพบริการของพนักงาน มีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคในจังหวัดปทุมธานี มีการรับรู้ต่อการบริโภคอาหารญี่ปุ่นในระดับสูง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ ความคุ้มค่าของราคา และการบริการของพนักงาน สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดและการบริการของร้านอาหารญี่ปุ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อัจฉราวรรณ สุขเกิด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298315 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาสของธนาคารออมสิน ในอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297099 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ (1) การรับรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขสัญญาสินเชื่อ (ด้านความรู้และทักษะ) (2) ภาพลักษณ์องค์กร และ (3) การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ที่มีต่อความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อ “สร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสินในอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ใช้บริการที่มีความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อสร้างเครดิตสร้างโอกาสของธนาคารออมสิน ในอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบ Enter</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ด้านความรู้ (β=.476, p&lt;.001) และด้านทักษะ (β=.313, p&lt;.001) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการ (R²=.518) ภาพลักษณ์องค์กรด้านการให้บริการ (β=.427, p&lt;.001) เอกลักษณ์องค์กร (β=.201, p&lt;.001) ชื่อเสียง (β=.126, p=.038) และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (β=.113, p=.049) ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการ (R²=.608) ขณะที่ CRM ด้านการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (β=.581, p&lt;.001) การสร้างฐานข้อมูลผู้บริโภค (β=.125, p=.008) และการเก็บรักษาผู้บริโภค (β=.138, p=.028) ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการ (R²=.565) ผลการศึกษาชี้ว่าการรับรู้ด้านความรู้ การให้บริการ และเทคโนโลยี CRM เป็นคันโยกสำคัญในการเพิ่มความตั้งใจใช้บริการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาสของลูกค้าในพื้นที่ศึกษา</p> ปิยาภัสน์ เผ่ากันทะ, พรพิมล กะชามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297099 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การยอมรับและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297144 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการยอมรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ (2) วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 400 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของ ทาโร ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญตามสัดส่วนรายคณะ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาภายใต้กรอบทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการยอมรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับดี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อและการยอมรับมากที่สุดคือ ปัจจัยเชิงหน้าที่ ได้แก่ ประโยชน์ใช้สอย ความคุ้มค่า และราคาที่เข้าถึงได้ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญกับอรรถประโยชน์ส่วนบุคคลก่อนมิติด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังพบความขัดแย้งเชิงพฤติกรรมโดยนักศึกษามีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แต่ยังมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกสูง ซึ่งเป็นผลจากอิทธิพลด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ กระแสนิยม และกลยุทธ์การส่งเสริมการขายระยะสั้น</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ มหาวิทยาลัยควรบูรณาการนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียวเข้ากับมาตรการส่งเสริมการเข้าถึงสินค้าสีเขียวที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสม ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นทั้งความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความสะดวกในการใช้งานควบคู่กัน การส่งเสริมการบริโภคสีเขียวในกลุ่ม Generation Z ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่บูรณาการความสมดุลระหว่าง "อรรถประโยชน์ ความคุ้มค่า และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" อย่างเป็นรูปธรรมควบคู่กับการสื่อสารสร้างการรับรู้มาตรฐานสินค้าอย่างเป็นระบบ</p> อรนี บุญมีนิมิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297144 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 แพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์และคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297282 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ และ (2) ศึกษาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Stepwise เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย</p> <p>ผลจากการวิจัย พบว่า 1) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ภาพรวมในระดับมากที่สุด ซึ่งแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมที่ร้อยละ 14.50 โดยด้านที่ส่งผลคือ ด้านการตอบสนอง ส่วนด้านที่ไม่ส่งผลคือ ด้านการออกแบบดีไซน์ ด้านความน่าเชื่อถือ และด้านความเชื่อมั่น 2) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการโดยรวมในระดับมากที่สุด ซึ่งคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมที่ร้อยละ 43.70 ด้านที่ส่งผลคือ ด้านความน่าเชื่อถือ ส่วนด้านที่ไม่ส่งผล คือ ด้านเอาใจใส่ ด้านการตอบสนองความต้องการ ด้านลักษณะทางภายภาพ และด้านความเชื่อถือไว้วางใจ ดังนั้น ผู้ให้บริการจึงมีความจำเป็นในการพัฒนาแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์ควบคู่กับการยกระดับคุณการให้บริการเพื่อเสริมศักยภาพความได้เปรียบในการแข่งขันของสถานประกอบการของที่พักในจังหวัดบุรีรัมย์</p> จรรยา ฟานเดอร์เวิร์ฟฟ์, ฑัตษภร ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297282 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านสะดวกซักของลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297417 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการตลาดเชิงประสบการณ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านสะดวกซักของลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริโภคที่เคยใช้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ จำนวน 10 ราย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อชำระเงินผ่าน QR Code หรือ E-Wallet มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37.04 เนื่องจากความสะดวกและประหยัดเวลา ความแตกต่างของพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในด้านความเข้าใจการใช้งาน การใช้บริการร้านร่วมกับผู้อื่น และความถี่ในการใช้เทคโนโลยี ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับการตลาดเชิงประสบการณ์ พบว่าประสบการณ์ทั้ง 5 ด้าน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 85.20 ทั้งนี้ประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมกับแบรนด์มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ประสบการณ์ด้านอารมณ์ ผลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเพิ่มความสะดวกในการให้บริการ แต่ต้องออกแบบใช้งานง่าย และไม่ซับซ้อน ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการตัดสินใจใช้บริการ ได้แก่ ความสะอาด บรรยากาศ ความปลอดภัย และคุณภาพการซักและอบ โดยสรุปร้านสะดวกซักในจังหวัดเชียงใหม่ควรบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ที่เข้มแข็งเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยืน</p> วรินลดา ธรรมวงค์, ฑัตษภร ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297417 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ระบบการเตรียมพาเลทล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน กรณีศึกษา โรงงานประกอบรถยนต์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297889 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการชิ้นส่วนในโรงงานประกอบรถยนต์ 2) ออกแบบและพัฒนาระบบการเตรียมพาเลทล่วงหน้าให้เหมาะสมกับการผลิต 3) การประเมินผลระบบการเตรียมพาเลทล่วงหน้าโดยการเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการปรับปรุงการดำเนินงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติงาน และสัมภาษณ์แบบเจาะจงจากกลุ่มประชากร 14 ตัวอย่าง ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 4 เดือน จากนั้นวิเคราะห์ปัญหาด้วยหลักการลีนร่วมกับเครื่องมือ FMEA และออกแบบขั้นตอนการทำงานโดยอ้างอิงค่าทางสถิติ ได้แก่ Standard Deviation และ Z-score ก่อนนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานใหม่ สำหรับการจัดการชิ้นส่วนในโรงงานประกอบรถยนต์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การปรับปรุงขั้นตอนการนำพาเลทออกจากคลัง โดยแยกพื้นที่ทำงานและจัดเตรียมพาเลทล่วงหน้าช่วยลดการหยุดรอของรถฟอร์คลิฟท์ได้ทั้งหมด พร้อมลดระยะทางเคลื่อนย้ายลง 1,062 เมตรต่อวัน ส่งผลให้การทำงานคล่องตัวและปลอดภัยมากขึ้น 2) การปรับปรุงขั้นตอนคัดแยก Dolly Supply ด้วยการจัดพื้นที่ และกำหนดเส้นทางใหม่ช่วยลดการหยุดรอของพนักงานลงร้อยละ 75 และลดระยะทางการเข็นรวมกว่า 1,220 เมตรต่อวัน ทำให้การทำงานต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) การกระจายภาระงานใหม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของระยะทางเดินระหว่างพนักงานทั้งสี่คนจากร้อยละ 11.64 เหลือร้อยละ 4.84 แสดงถึงความสมดุลที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับรถฟอร์คลิฟท์ทั้งสองคัน พบว่า ความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยเพิ่มจากร้อยละ 23.9 เป็นร้อยละ 38.3 สะท้อนว่าภาระงานของรถฟอร์คลิฟท์ยังไม่สมดุลหลังการปรับปรุง</p> นิกรณ์ ยาวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297889 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายในการป้องกันอุบัติเหตุของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297951 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ต้นทุนและผลประโยชน์ในความเต็มใจจ่ายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุของนักศึกษา และ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการป้องกันอุบัติเหตุของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงร่วมกับเทคนิคสโนว์บอล กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาที่สวมหมวกกันน็อกในปีการศึกษา 2567 จำนวน 168 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและเชิงเศรษฐศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ต้นทุน ผลประโยชน์ และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (CBA) การประเมินความคุ้มค่าของการสวมหมวกกันน็อกในกลุ่มนักศึกษา พบว่ามีผลลัพธ์ที่เป็นบวกในทุกมิติ โครงสร้างต้นทุนอุบัติเหตุ: เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 20,000 บาท ต้นทุนส่วนใหญ่ คือ ต้นทุนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Costs) ซึ่งสูงถึงร้อยละ 45 - 48 สะท้อนถึงการสูญเสียคุณภาพชีวิตตามมาด้วย ต้นทุนค่าเสียโอกาส (ร้อยละ 27 - 29) ที่กระทบต่อการศึกษา ความคุ้มค่า เชิงเศรษฐศาสตร์: ผลการวิเคราะห์พบว่า ทุกคณะมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน มากกว่า 1 (อยู่ที่ 1.01 - 1.13) และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นบวก ยืนยันว่าการส่งเสริมการสวมหมวกกันน็อกเป็นมาตรการที่มีความคุ้มค่า 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจจ่าย (WTP) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุมีนัยสำคัญ คือ การซื้อประกันอุบัติเหตุซึ่งมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ค่าใช้จ่ายในการซื้อหมวกกันน็อกมาตรฐานและการบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ ขณะที่การรับรู้ข่าวสารด้านการลดความเสี่ยงไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หน่วยงานทางการศึกษาควรส่งเสริมการสวมหมวกกันน็อกในกลุ่มนักศึกษาที่มุ่งเน้นมาตรการเชิงรูปธรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจจริง</p> มนภัทร บุษปฤกษ์, ฉัตรชัย นิยะบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297951 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์ลำดับชั้น (AHP) เพื่อศึกษาปัจจัยในการคัดเลือกที่ตั้งสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) เชิงยุทธศาสตร์ในโครงการแลนด์บริดจ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298200 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลำดับความสำคัญของปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดที่ตั้งที่เหมาะสม และเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าน้ำหนักของปัจจัยในการเลือกที่ตั้งสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง เชิงยุทธศาสตร์สำหรับโครงการแลนบริดจ์ โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์ลำดับ เป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์วิธีการดำเนินงานวิจัยเริ่มต้นจากการทบทวนวรรณกรรม และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดปัจจัยหลัก 4 ด้าน และปัจจัยรอง 12 ด้าน จากนั้นทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 ท่าน ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง ทั้งจากภาครัฐและเอกชนในด้านผังเมือง คมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ วิเคราะห์ผลโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยเรขาคณิต เพื่อรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญให้เป็นฉันทามติ และตรวจสอบความสอดคล้องเชิงตรรกะ ผ่านค่าอัตราส่วนความสอดคล้อง ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้มากกว่าหรือเท่ากับ 0.10</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยหลักที่มีค่าน้ำหนักความสำคัญมากที่สุดคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อ (32.5%) รองลงมาคือ ด้านการปฏิบัติการโลจิสติกส์ (27.1%) ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (24.9%) และด้านต้นทุนและเศรษฐศาสตร์ (15.4%) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาปัจจัยรองที่มีอิทธิพลสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การเข้าถึงระบบราง (21.3%) ระยะเวลาในการขนถ่าย (18.0%) และข้อจำกัดด้านผังเมืองและกฎหมาย (11.3%) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเลือกที่ตั้ง ICD สำหรับโครงการแลนบริดจ์ต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อระหว่างทางบกและทางน้ำ โดยเฉพาะระบบราง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ</p> พันชาติ ชนะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298200 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน ของผลิตภัณฑ์งานแกะสลักไม้ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/299720 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อกลยุทธ์การตลาด คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ และความสามารถทางการแข่งขัน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์การตลาดกับคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้กับความสามารถทางการแข่งขัน และ 4) ศึกษาบทบาทของคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ในฐานะตัวแปรคั่นกลางระหว่างกลยุทธ์การตลาดกับความสามารถทางการแข่งขันของผลิตภัณฑ์งานแกะสลักไม้ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์งานแกะสลักไม้ โดยใช้การเลือกแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นแอลฟาของ ครอนบาค เท่ากับ 0.94 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณ และการวิเคระห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การตลาด คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ และความสามารถทางการแข่งขันของผลิตภัณฑ์งานแกะสลักไม้ โดยรวมผู้บริโภคเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก 2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์กลยุทธ์การตลาดทุกด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และส่งเสริมการตลาด มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ (R²=.844) 3) คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ โดยเฉพาะด้านอารมณ์ สังคมและวัฒนธรรม และความคุ้มค่ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถทางการแข่งขัน (R<sup>2</sup>=.539) และ4) คุณค่าที่ลูกค้ารับรู้มีบทบาทเป็นตัวแปรคั่นกลางแบบบางส่วนในความสัมพันธ์ระหว่าง กลยุทธ์การตลาดและความสามารถทางการแข่งขัน (R²=.368) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลยุทธ์การตลาดสามารถส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันทั้งทางตรง และทางอ้อมผ่านการสร้างคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มการยอมรับของตลาด และศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว</p> วันทนา เนาว์วัน, กิติมา ทามาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/299720 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 กรอบยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศในองค์กร: การปรับตัวของระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ต่อบริบทสังคมสูงวัยของไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295606 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งเสนอกรอบยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ เพื่อขับเคลื่อนความเสมอภาคทางเพศขององค์กรไทยท่ามกลางบริบทสังคมสูงวัยที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างประชากรที่ทำให้ภาระงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ช่องว่างการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ค่าตอบแทน และโอกาสในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำระหว่างเพศยังคงดำรงอยู่ อย่างไรก็ตามองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่บูรณาการมิติเพศและวัยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบในบริบทสังคมไทยยังมีจำกัด บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความท้าทายเชิงโครงสร้างดังกล่าว และเสนอกรอบยุทธศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์แบบบูรณาการมิติเพศและวัย (Gender-Age Inclusive HR 4-Pillar Model) สำหรับองค์กรไทยโดยใช้การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์และข้อถอดบทเรียนเชิงนโยบายจากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับกรอบแนวคิดเชิงวิพากษ์ของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ที่มองระบบ HR ในฐานะกลไกเชิงอำนาจที่ผลิตและจัดระเบียบอัตลักษณ์ทางเพศ และวัยในองค์กร บทความสังเคราะห์รากเหง้าของปัญหาผ่านแนวคิดภาระสองเท่า (double burden) ภาระสามเท่า (triple burden) และบทลงโทษของความเป็นแม่ (motherhood penalty) แล้วเสนอกรอบ 4 เสาหลัก ได้แก่ (1) นโยบายและสวัสดิการที่เป็นมิตรต่อครอบครัวและยืดหยุ่น (2) การออกแบบกระบวนการบริหารงานบุคคลที่ปลอดอคติและโปร่งใส (3) กลไกเร่งการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำของสตรีผ่านการวางเส้นทางอาชีพเชิงกลยุทธ์ และ (4) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีความปลอดภัยทางจิตใจและภาวะผู้นำเชิงแบบอย่าง กรอบแนวคิดนี้มีส่วนขยายองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ ด้วยการตีความภาระงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นความเสี่ยงเชิงระบบขององค์กร แทนที่จะเป็นปัญหาส่วนบุคคลของแรงงานสตรี พร้อมเสนอชุดตัวชี้วัดและเงื่อนไขความสำเร็จเชิงระบบเพื่อแปลงเจตนารมณ์สู่ผลลัพธ์ที่วัดได้</p> ฤดีชนก รุ่งเรืองไมตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/295606 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการของเสียจากงานอีเวนต์ในธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298812 <p>บทความวิชาการนี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการจัดงานอีเวนต์ภายใต้บริบทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ปริมาณของเสียจากกิจกรรมการจัดงานอีเวนต์ในธุรกิจโรงแรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขยะอาหารและวัสดุใช้ครั้งเดียว ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายด้านการบริหารจัดการทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมในภาคธุรกิจบริการในปัจจุบัน ธุรกิจโรงแรมในฐานะสถานที่หลักในการจัดงานเลี้ยงและอีเวนต์ จึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะแหล่งกำเนิดของเสีย และหน่วยงานที่ต้องพัฒนากลไกการจัดการของเสีย อย่างมีประสิทธิภาพ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิด หลักการ และแนวทางการบริหารจัดการของเสียจากงานอีเวนต์ในธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรม แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะมูลฝอยและขยะอาหาร ผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการของเสีย อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนเชิงป้องกัน การลดของเสีย ณ แหล่งกำเนิด การคัดแยกของเสีย การนำกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน นอกจากนี้การศึกษายังได้สังเคราะห์องค์ความรู้และพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับการจัดการของเสียจากงานอีเวนต์ในธุรกิจโรงแรม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมบริการ</p> สุพรรณี ศรีธัมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298812 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 BCG Model ยุทธศาสตร์การตลาดเพื่อความยั่งยืนในยุคดิจิทัล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297148 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์โมเดล BCG ให้เป็นยุทธศาสตร์การตลาดในยุคดิจิทัล โมเดลเศรษฐกิจ BCG เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงมิติของการตลาดเชิงชีวภาพ (Bio Marketing) การตลาดเชิงหมุนเวียน (Circular Marketing) และการตลาดเชิงสีเขียว (Green Marketing) เข้ากับการดำเนินกลยุทธ์การตลาดในบริบทดิจิทัล โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์ทฤษฎีทางการตลาดที่เกี่ยวข้องครอบคลุมการวิเคราะห์เอกสารเชิงระบบ (Systematic Literature Review) และการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศระหว่างปี ค.ศ. 2021–2024 เช่น การตลาดที่ยั่งยืน (Sustainable Marketing Theory) การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing Theory) และทฤษฎีการบริโภคเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Consumption Theory) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้โมเดล BCG สามารถเสริมสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ความไว้วางใจ และความภักดีเชิงคุณค่า (Value-driven Loyalty) ของผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับเครื่องมือดิจิทัล เช่น บล็อกเชน (Blockchain) การเล่าเรื่อง (Storytelling) และ การตลาดแบบมีส่วนร่วมในโลกดิจิทัล (Digital Participatory Marketing) สรุปได้ว่า BCG Model เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลสู่ความยั่งยืน</p> ชนิกานต์ พนมอุปถัมภ์, สงกรานต์ แก่นเชิดชู, ปรารถนา เอี่ยมศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/297148 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700