วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru <p>วารสารวิทยาการจัดการ เปิดรับบทความวิจัยเต็มรูปแบบ (Full Paper) และบทความวิชาการ (Academic Article) จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และเป็นข้อคิดเห็นของผู้ส่งบทความเท่านั้น โดยบทความจะต้องผ่านการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ (copycatch) ไม่เกิน 10%</p> <p><strong> </strong><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p> บทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) โดยวารสารจะรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทความที่นำเสนอในวารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ ประกอบด้วย ศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ เศรษฐศาสตร์ บัญชีการเงิน การท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และศาสตร์อื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับบริหารธุรกิจ </p> <p><strong> </strong><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p> บทความจะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาไม่น้อยกว่า 3 ท่าน และบทความจะต้องผ่านการประเมินในระดับดีจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านขึ้นไป ซึ่งกองบรรณาธิการอาจให้ผู้เขียนปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตัดสินการตีพิมพ์ให้หรือไม่ก็ได้</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและ</strong><strong>ระยะเวลาเผยแพร่</strong></p> <p> วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นวารสารที่เผยแพร่เป็นประจำ ปีละ 3 ฉบับ คือ เดือนมกราคม – เมษายน เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และเดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> โดยวารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความละ 3,000 บาท ท่านสามารถชำระอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากบรรณาธิการตอบรับบทความเบื้องต้นก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเท่านั้น (กรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ วารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมในทุกกรณี)</p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา th-TH วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 3027-8015 แรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงาน ในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/289735 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจ ส่วนประสมทางการตลาดบริการ และการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงานในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ 2) ศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงานในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ และ 3) ศึกษาส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงานในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย คือ ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานและเช่าอพาร์ทเม้นท์ในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จำนวน 385 คน คำนวณจากสมการของ W.G. Cochran กําหนดค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แรงจูงใจ ส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) และการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงาน ในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงานในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ ได้แก่ ด้านเหตุผล และด้านอารมณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ R<sup>2</sup> = 0.732 และ 3) ส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นท์ของกลุ่มวัยทำงานในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการจัดจำหน่าย ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านบุคลากร และด้านกระบวนการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ R<sup>2</sup> = 0.928</p> อมรรัตน์ รัตนวิมล สินีนาถ เริ่มลาวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 1 13 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา: แนวทางการสื่อสารการตลาดสำหรับธุรกิจข้ามชาติ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/290421 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา 2) วิเคราะห์ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม แรงจูงใจ และรูปแบบการสื่อสารที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้งานในแต่ละประเทศ และ 3) เสนอแนะแนวทางการสื่สารการตลาดที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจข้ามชาติ โดยพิจารณาแพลตฟอร์ม เนื้อหา และกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละบริบทวัฒนธรรม โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานทางอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานจากทั่วโลกและการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ บทความนี้ยังมุ่งเน้นการเปรียบเทียบรูปแบบการใช้งาน แรงจูงใจ และบริบทการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผู้วิจัยพบว่า ผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นซี มีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่นิยมอย่างรวดเร็ว โดยแพลตฟอร์มอินสตาแกรม และ ติ๊กต็อกเป็นแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน แต่องค์กรทางธุรกิจในประเทศไทยยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยยังคงเน้นการสื่อสารการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก ซึ่งอาจส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการเข้าถึง และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยแนะนำให้องค์กรปรับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นซี โดยการใช้เนื้อหาที่มีความบันเทิง และเข้าใจง่าย บนแพลตฟอร์ม อินสตาแกรม และติ๊กต็อก ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ในตราสินค้า และความรักในตราสินค้า ซึ่งจะทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืนในที่สุด สำหรับองค์กรทางธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืนตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นซีและการปรับกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรไม่ควรละเลย</p> สุเมธ สันติกุล ชนาธิป ทองประกอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 14 27 อิทธิพลของการปฏิบัติตามนโยบาย ESG การจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืนและการจัดการ ซัพพลายเชนสีเขียวต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้นำเข้าไวน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/290577 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติตามนโยบาย ESG การจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน การจัดการซัพพลายเชนสีเขียวและประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ 2) ศึกษาอิทธิพลของการปฏิบัติตามนโยบาย ESG การจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืนและการจัดการซัพพลายเชนสีเขียวต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้นำเข้าไวน์ ประชากร คือ ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าไวน์ในประเทศไทย ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำนวน 440 ตัวอย่าง โดยกำหนด 20 เท่า จาก 22 ตัวแปรที่สังเกตได้ รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การปฏิบัติตามนโยบาย ESG การจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน การจัดการซัพพลายเชน สีเขียวและประสิทธิภาพการดำเนินงานอยู่ในระดับที่สูง ผลตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-Square = 94.857, df = 75, Relative Chi-square = 1.282, p-value = .052, GFI = .966, AGFI = .937, RMSEA = .030, RMR = .007) ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ดำเนินงานตามนโยบายที่กำหนดและปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ศึกษาจากองค์กรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ จัดอบรมบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนความร่วมมือแบบข้ามสายงาน สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกระบวนการนำเข้าวัตถุดิบ การผลิต และการจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> ชญานิตย์ ราพเดโช ปรีชา วรารัตน์ไชย ภคพร ผงทอง ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย จตุรวัฒน์ ธนิษฐ์นันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 28 42 ปัจจัยด้านสมรรถนะของบุคลากร และการรับรู้ส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG และเศรษฐกิจพอเพียง ในเขตพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/291569 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านสมรรถนะของบุคลากรและ การรับรู้ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน (2) เพื่อวิเคราะห์แนวทาง การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับกรอบแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ในกระบวนการพัฒนาชุมชน และ (3) เพื่อเสนอแนวทางยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชุมชนอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนจำนวน 398 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของบุคลากร ในด้านผู้นำชุมชนมีระดับสมรรถนะอยู่ในระดับมาก ขณะที่คนในชุมชนมีสมรรถนะในระดับปานกลาง ด้านส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน โดยปัจจัยสมรรถนะคนในชุมชน ส่วนประสมทางการตลาดด้านราคาสินค้าและด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ส่งผลต่อระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ขึ้นอยู่กับศักยภาพภายในของชุมชนและการบริหารจัดการทางการตลาดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังพบว่า 2) แนวทาง การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิด BCG Economy สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องส่งเสริมทักษะ ความรู้ ทัศนคติ และความสัมพันธ์ของคนในชุมชน พร้อมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน เช่น การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ติดตาม และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และกลไกตลาดอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง นอกจากนี้ 3) การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควรมุ่งพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและ BCG Model ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อให้เกิดผลในทุกมิติ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างกลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน และการกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมในชุมชน พร้อมระบบติดตามและประเมินผล จะช่วยให้เกิดความเข้มแข็งของกลไกชุมชน โดยมีการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น ทั้งในด้านทุน เทคโนโลยี ช่องทางการตลาด และข้อมูลกฎหมายอย่างครบวงจร อันนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม</p> ภิญญาพัชญ์ นาคภิบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 43 56 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืชของผู้บริโภค ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/291722 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิต<br />มาจากพืชของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคที่เคยรับประทานสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตมาจากพืชในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 435 คน <br />ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยแบ่งตามกลุ่มช่วงอายุกับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้บริโภค ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัย การทดสอบความสอดคล้องกลมกลืนของแบบจำลองการวิจัยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Model Fit) มีค่า Chi-Square (χ2) เท่ากับ 2630.1 พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืชของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วย ด้านความสะอาดปราศจากยาของสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช การลดน้ำหนักด้วยสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช ส่งผลต่อความคาดหวังเชิงบวกของผู้บริโภคสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความอยากรู้อยากเห็น ความกลัวอาหารของสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืชและ การรักษาสุขภาพ ส่งผลต่อความคาดหวังเชิงบวกของผู้บริโภคสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ปัจจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ไม่ส่งผลต่อความคาดหวังเชิงบวกของผู้บริโภค สำหรับด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมด้านสวัสดิภาพสัตว์ ส่งผลต่อความเห็นอกเห็นใจของผู้บริโภคสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยความคาดหวังเชิงบวกของผู้บริโภคส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืชและความเห็นอกเห็นใจของผู้บริโภคสินค้าเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืชไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าเนื้อที่ผลิตจากพืช</p> จิตราภา บุญญานุสนธิ์ ถนอมศักดิ์ สุวรรณน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 57 71 ผลกระทบของมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ต่อแนวทางการตรวจสอบบัญชี ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/292230 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบของมาตรฐาน ESG ต่อแนวทางการตรวจสอบบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแนวทางการตรวจสอบบัญชีกับการนำมาตรฐาน ESG มาประยุกต์ใช้ โดยดำเนินการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2568 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการศึกษาเชิงเอกสารและการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย ใน 3 ภาคธุรกิจหลัก มีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ และองค์ประกอบเชิงสำรวจ EFA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า SMEs ในกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้าน ESG ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับสูง (𝑥̅ = 3.98) โดยเฉพาะด้านสังคม (𝑥̅ = 4.00) รองลงมาคือด้านธรรมาภิบาล (𝑥̅ = 3.99) และด้านสิ่งแวดล้อม (𝑥̅ = 3.94) สำหรับแนวทางการตรวจสอบบัญชีโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (𝑥̅ = 4.29) โดยด้านการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและการบริหารความเสี่ยงได้รับคะแนนสูงสุด (𝑥̅ = 4.35) การวิเคราะห์เชิงสถิติยืนยันว่า ESG ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวทางการตรวจสอบบัญชี (R² = 0.672, p &lt; 0.001) โดยด้านธรรมาภิบาลมีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.426) และมีความสัมพันธ์เชิงบวกในทุกมิติ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาล (r = 0.635) อีกทั้งผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการนำ ESG มาประยุกต์ใช้ช่วยเสริมประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส และลดความเสี่ยงในการตรวจสอบบัญชี ข้อเสนอแนะได้แก่ การบูรณาการ ESG เข้ากับระบบบัญชีของ SMEs และการสนับสนุนจากภาครัฐด้านองค์ความรู้และเงินทุน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน</p> นิพพิชฌน์ กมลธีระวิทย์ นันทนา แจ้งสว่าง กรพินธุ์ กลิ่นเกษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 72 85 การเปรียบเทียบแบบจำลองอนุกรมเวลาเพื่อการพยากรณ์การส่งออกของประเทศไทยจากข้อมูลรายเดือนย้อนหลัง 21 ปี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294457 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและโครงสร้างเชิงพลวัตของการส่งออกสินค้าหลักของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 โดยการจำแนกองค์ประกอบเชิงสถิติของแต่ละกลุ่มสินค้าสำหรับการพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ที่มีความเหมาะสมและความแม่นยำในการสนับสนุนการส่งออกของประเทศ และ 2) คัดเลือกแบบจำลองการพยากรณ์ที่ให้ค่าความแม่นยำสูงสุดและมีความเหมาะสมเชิงสถิติเพื่อเสนอเป็นแนวทางสำหรับ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ในการส่งออกสินค้าของประเทศไทยในอนาคต ประชากรที่ใช้ใน การวิจัยคือข้อมูลมูลค่าการส่งออกสินค้าไทย 20 รายการสำคัญ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงจากสินค้าที่มีสัดส่วนต่อ การส่งออกของประเทศในระดับสูง ข้อมูลเป็นข้อมูลทุติยภูมิรายเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ โปรแกรม Minitab สำหรับการประมวลผลข้อมูลเชิงอนุกรมเวลา และการประเมินความแม่นยำของแบบจำลอง สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยค่า MAPE MAD และ RMSE รวมถึงเกณฑ์ AIC และ BIC สำหรับแบบจำลอง ARIMA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองที่เหมาะสมต่อการพยากรณ์แตกต่างกันตามลักษณะโครงสร้างข้อมูลของสินค้า โดยสินค้าที่มีแนวโน้มชัดเจนเหมาะกับ Double Exponential Smoothing สินค้าที่มีฤดูกาลเด่นชัด เช่น ข้าว และเครื่องปรับอากาศ เหมาะกับ Holt-Winters หรือ SARIMA ขณะที่สินค้าที่มีความผันผวนสูง เช่น ทองคำ แม้ใช้แบบจำลองขั้นสูงยังคงมีค่าคลาดเคลื่อนสูง งานวิจัยเสนอให้พัฒนาฐานข้อมูลพยากรณ์ระดับประเทศสำหรับสนับสนุนการวางแผนการผลิต การจัดการโลจิสติกส์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปริญ วีระพงษ์ กิตินันธ์ มากปรางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 86 102 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293172 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการสร้างภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมในทางปฏิบัติของรูปแบบภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประชากรในการวิจัยคือผู้บริหารองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 440 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การวิจัยเพื่อวัดความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามโดยตรง สถิติวิเคราะห์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ (DOS) การสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล (BDC) และ การดำเนินกลยุทธ์การปฏิบัติการ (IOS) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการสร้างภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ (SCOL) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีความเหมาะสมในทางปฏิบัติดีมาก โดยมีดัชนีความสอดคล้องกลมกลืนดี (chi-square = 115.792, chi-square/df = 1.219, df = 95, p-value = .072, CFI = .991, RMSEA = .022) การพัฒนาทักษะภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ มีอิทธิพลทางตรงและอ้อมต่อความสำเร็จในการสร้างภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ โดยอิทธิพลทางอ้อมจะส่งผ่านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล และการดำเนินกลยุทธ์การปฏิบัติการ</p> บรรดิษฐ พระประทานพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 103 115 กลยุทธ์การจัดการคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเขตภาคตะวันตกประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294710 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ก 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน การจัดการคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเขตภาคตะวันตกประเทศไทย 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การจัดการคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพในเขตภาคตะวันตกประเทศไทย และ 3) เพื่อประเมินกลยุทธ์การจัดการคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ผู้ที่มาใช้บริการคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนในพื้นที่ในเขตภาคภาคตะวันตกของประเทศไทย จำนวน 400 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) วิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยหาค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จำนวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนในภาคตะวันตก ที่ลงทะเบียนเป็นสถานพยาบาลขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งสิ้น 51 คลินิก รายละเอียด ดังนี้ นครปฐม 7 อำเภอ จำนวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน จำนวน 16 คลินิก ราชบุรี 10 อำเภอ จำนวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน จำนวน 11 คลินิก เพชรบุรี 8 อำเภอ จำนวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน จำนวน 5 คลินิก ประจวบคีรีขันธ์ 8 อำเภอ จำนวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน จำนวน 6 คลินิก และกาญจนบุรี 13 อำเภอ จำนวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน จำนวน 13 คลินิก จากการลงพื้นที่ในการเก็บข้อมูลจะพบว่า คลินิกกายภาพบำบัดเอกชนส่วนมากจะอยู่ในอำเภอเมืองและบางอำเภอยังไม่มีการให้บริการคลินิกกายภาพบำบัดเอกชนแก่ชุมชนหรือผู้รับบริการคลินิกกายภาพบำบัดหรือสนใจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเขตภาคตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางสังคม (𝑥̅ = 4.90, SD.=0.579) ปัจจัยรองลงมา คือ ปัจจัยด้านศิลปวัฒนธรรม (𝑥̅ = 4.38, SD.=0.679) ด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ/ด้านบรรยากาศ (𝑥̅ =4.38, SD.=0.583) ปัจจัยด้านทรัพยากร (𝑥̅ =4.38, SD.=0.669) ด้านโครงสร้างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (𝑥̅ =4.37, SD.=0.609) ด้านนันทนาการ (𝑥̅ =4.31, SD.= 0.937) ตามลำดับ</p> อมรรัตน์ เหมทานนท์ คณิต เขียววิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 116 125 การตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อซ้ำผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293253 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของการตลาดเชิงประสบการณ์และพฤติกรรมการซื้อซ้ำผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อศึกษาปัจจัยการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อซ้ำผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี โดยดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะผู้บริโภคที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษในจังหวัดนนทบุรี ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน โดยใช้สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และขั้นตอนที่สองเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รายได้ 40,000 บาทขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้บริการร้านกาแฟพิเศษสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 101-150 บาท รู้จักร้านกาแฟพิเศษผ่านทางโซเชียลมีเดีย เหตุผลที่เลือกรับประทานกาแฟพิเศษ เนื่องจากชอบในคุณภาพของเมล็ดกาแฟพิเศษ ส่วนใหญ่ใช้บริการในรูปแบบรับประทานที่ร้าน และนิยมสั่งเครื่องดื่มในรูปแบบเย็น</p> <p>การตลาดเชิงประสบการณ์ในการซื้อซ้ำผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษ มีระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ประสบการณ์ด้านการกระทำ มีระดับความคิดเห็นมากที่สุด รองลงมา คือ ประสบการณ์ด้านประสาทสัมผัส ประสบการณ์ด้านความรู้สึก ประสบการณ์ด้านความคิด และด้านที่น้อยที่สุด คือ ประสบการณ์ด้านการเชื่อมโยง</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า การตลาดเชิงประสบการณ์ที่มีผลต่อการซื้อซ้ำผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษของผู้บริโภคจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ การตลาดเชิงประสบการณ์ด้านประสาทสัมผัส การตลาดเชิงประสบการณ์ด้านความรู้สึก และการตลาดเชิงประสบการณ์ด้านการเชื่อมโยง อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> เปรมมิกา ศิริวิเศษวงศ์ วิจิตรา สรรพอาษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 126 138 การพัฒนากลยุทธ์การตลาดกัมมี่เยลลี่เพื่อสุขภาพจากสาหร่ายผักกาดทะเลสู่เชิงพาณิชย์ กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนประมงพัฒนาสาหร่ายทะเลเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293505 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดวิสาหกิจชุมชนประมงพัฒนาสาหร่ายทะเลเพชรบุรี 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภค และ 3) พัฒนาแผนกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์กัมมี่เยลลี่เพื่อสุขภาพจากสาหร่ายผักกาดทะเลของกลุ่มผู้บริโภคในจังหวัดเพชรบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานลำดับขั้นเชิงสำรวจ โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มย่อย กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 8 คน ทั้งสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ผู้นำกลุ่ม และบุคลากรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ที่มีความรู้ด้านการเพาะเลี้ยง การแปรรูปสาหร่าย และบริบทพื้นที่ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไปในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา หลังจากนั้นได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอและตรวจสอบผลการวิจัยร่วมกัน ก่อนสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดแผนกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรมีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลได้ต่อเนื่องตลอดปี จำหน่ายผลผลิตผ่านตลาดท้องถิ่น ร้านค้าชุมชน และออนไลน์ แต่ระดับการรับรู้ของผู้บริโภคยังจำกัด ผู้บริโภคส่วนใหญ่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและรับข้อมูลจากสื่อออนไลน์ โดยปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด แผนกลยุทธ์การตลาดที่พัฒนาขึ้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักคือวัยทำงานใส่ใจสุขภาพ และวัยรุ่นที่ชอบสินค้าน่ารัก ทานง่าย จุดขาย “อร่อย ดีต่อสุขภาพ จากสาหร่ายผักกาดทะเล” ภายใต้แบรนด์ “SeaFarm” ใช้กลยุทธ์ราคาตามคุณค่ามุ่งสื่อสารด้วยการเล่าเรื่องราว เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ</p> ณัฐประภา นุ่มเมือง สุภัทรา กล่ำสกุล จรรยาพร บุญเหลือ เยาวภา อินทเส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 139 151 อิทธิพลของคุณลักษณะนักบัญชีที่พึงประสงค์ที่มีต่อคุณภาพการปฏิบัติงาน กรณีศึกษานักบัญชีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293520 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของคุณลักษณะนักบัญชีที่พึงประสงค์ที่มีต่อคุณภาพการปฏิบัติงาน โดยมุ่งเน้นนักบัญชีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 397 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าคุณลักษณะนักบัญชีที่พึงประสงค์ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ความรู้และทักษะทางวิชาชีพ การใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ ความรู้ทางธุรกิจและกฎหมาย ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น การวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยคุณลักษณะของนักบัญชีที่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ในระดับสูงกับคุณภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งได้แก่ ความถูกต้อง การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม การให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ และการบรรลุผลลัพธ์ของงาน และพบว่า จรรยาบรรณวิชาชีพ ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น การวิเคราะห์แก้ไขปัญหา รวมถึงความรู้และทักษะทางวิชาชีพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการปฏิบัติงาน ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและความรู้ทางธุรกิจและกฎหมายไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยให้ความสำคัญกับการบูรณาการระหว่างจรรยาบรรณ ทักษะมนุษย์ และความรู้ทางเทคนิคเพื่อยกระดับคุณภาพการปฏิบัติงานของนักบัญชี พร้อมเสนอแนะแนวทางการพัฒนาศักยภาพผ่านการฝึกทักษะและการบริหารจัดการความรู้ในองค์กรเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p> ภารดี นึกชอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 152 164 มุ่งสู่ความเข้าใจเชิงองค์รวมว่าด้วยความยั่งยืนของธุรกิจกีฬา: การศึกษาผ่านเรื่องเล่าในอุตสาหกรรมฟิตเนสและบริการกีฬาของไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293556 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าธุรกิจกีฬาในประเทศไทยมีการทำความเข้าใจและขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างไร โดยเน้นไปที่ประสิทธิภาพการทำงานของผู้ฝึกสอน ประสิทธิภาพทางธุรกิจ ความยืดหยุ่นทางการตลาด และระบบนิเวศนวัตกรรม งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบเรื่องเล่าเพื่อสะท้อนประสบการณ์จริงของผู้ฝึกสอนฟิตเนส ผู้จัดการธุรกิจ และผู้ประกอบการกีฬา การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการบันทึกเรื่องเล่าของผู้เข้าร่วมและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลหลักที่คัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 12 คน ใช้การวิเคราะห์ผลเชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถของผู้ฝึกสอนเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพการบริการ ขณะที่ประสิทธิภาพทางธุรกิจและความยืดหยุ่นทางการตลาดช่วยเสริมศักยภาพในการปรับตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกัน การเข้าถึงระบบนิเวศนวัตกรรมและเครือข่ายสนับสนุนภายนอกปรากฏว่าเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เรื่องเล่าที่ได้ตอกย้ำว่าความยั่งยืนมิใช่ผลลัพธ์ที่ตายตัว หากแต่เป็นกระบวนการที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยมีการบูรณาการทุนมนุษย์ แนวปฏิบัติขององค์กร และการสนับสนุนเชิงระบบ ผลการวิจัยมีส่วนขยายองค์ความรู้ด้านการจัดการกีฬา โดยเปลี่ยนจากการมุ่งวัดผลแบบแยกส่วนไปสู่การทำความเข้าใจเชิงองค์รวมที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่า ในทางปฏิบัติ งานวิจัยนี้ให้ข้อคิดแก่ผู้จัดการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ประกอบการในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของธุรกิจกีฬาในบริบทของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่</p> มาศ ไม้ประเสริฐ พีระยุทธ มั่งคั่ง ธเนษฐ์พงษ์ สุขวงศ์ กันกรพจน์ สุขวงศ์ ปองภพ สิงห์คา สิรภัทรา ทองสว่าง ณิชาภา คุ้มพะเนียด ดิฏฐชัย จันทร์คุณา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 165 176 การออกแบบตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ชุมชน (บาล์มสมุนไพร) แบบมีส่วนร่วม ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทุ่งนาตาปิ่นรักษ์โลก ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293716 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อออกแบบตราสินค้าและพัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบมีส่วนร่วมของผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มมูลค่า สะท้อนถึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของท้องถิ่น และ 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทุ่งนาตาปิ่นรักษ์โลก ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 5 คน กลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว จำนวน 385 คน ใช้วิธีการสุ่มตามความสะดวก เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีความต้องการตราสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ออกแบบตราสินค้าชื่อ “บุญพามา” ใช้สัญลักษณ์รูปช้าง และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไม้ที่มีขนาดกะทัดรัดโดยคำนึงถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ใช้สอย และการสื่อสารเอกลักษณ์ ผลการศึกษาความพึงพอใจพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อการออกแบบตราสินค้าภาพรวมในระดับมาก (𝑥̄ = 4.25, SD. = 0.205) และผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์ภาพรวมในระดับมาก (𝑥̄ = 4.23, SD. = 0.256) แสดงให้เห็นว่าการออกแบบที่ใช้แนวคิดการมีส่วนร่วมและสะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นพปฎล ขิงทอง นันทิตา เพชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 177 189 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้บริโภค ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294228 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ พฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) และการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในจังหวัดสุพรรณบุรี และ (2) ศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ส่วนประสมทางการตลาดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยใช้การวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริโภค 420 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามสัดส่วนพื้นที่ทั้ง 10 อำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรี และผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์และการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณ (1) พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 20–30 ปี สถานภาพโสด ระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ย 10,001–20,000 บาทต่อเดือน ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน/ลูกจ้าง นิยมซื้อสินค้าประเภทความงามและของใช้ส่วนตัว โดยให้ความสำคัญกับ “ราคาคุ้มค่า” นิยมซื้อผ่าน TikTok ในช่วงเวลา 18.01–21.00 น. เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้จ่ายต่อครั้ง 501–2,000 บาท ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ด้านลักษณะทางกายภาพ (β = 0.308)</p> <p>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ (2) พบว่า ผู้ประกอบการใช้ต้นทุน ความถนัดส่วนบุคคล และเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น TikTok ไลฟ์สด โปรโมชั่น และระบบ AI เพื่อสร้างแบรนด์และเพิ่มยอดขาย การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคช่วยเพิ่มความสะดวก คุ้มค่า และมั่นใจในการซื้อ การศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระดับท้องถิ่นและประเทศ</p> จารุวรรณ จันทร์จบสิงห์ ศุภลักษณ์ ศรีวิไลย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 190 203 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยงขององค์กรกับประสิทธิภาพการสร้างมูลค่าทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294316 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยงขององค์กรกับประสิทธิภาพ การสร้างมูลค่าทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET50 โดยใช้ข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2563-2567 รวมจำนวน 200 ตัวอย่าง การบริหารความเสี่ยงขององค์กรวัดค่าด้วยดัชนีการเปิดเผยข้อมูล การบริหารความเสี่ยงขององค์กร (ERMD) ส่วนประสิทธิภาพการสร้างมูลค่าทางการเงินวัดค่าด้วยต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) และอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนเพื่อการดำเนินงาน (ROIC) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ERMD มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับ ROIC (p &lt; 0.05) แต่ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับ WACC (p &gt; 0.10) สะท้อนว่าการบริหารความเสี่ยงไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนเงินทุน แต่มีบทบาทชัดเจนในฐานะกลไกที่ส่งเสริมประสิทธิภาพเชิงการลงทุนและการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรภายในองค์กร ทั้งนี้ สอดคล้องกับแนวคิดของ Shad et al. (2022) และ Kumar and Agrawal (2024) ที่ชี้ว่าการบริหารความเสี่ยงช่วยเพิ่มเสถียรภาพเชิงกลยุทธ์และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว</p> <p>ตัวแปรควบคุม ได้แก่ ROA ROE และ Tobin’s Q มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับ ROIC สะท้อนว่าความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพเชิงมูลค่าตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มของบริษัท นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างรวมถึงกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมตอบสนองต่อการบริหารความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่มีเสถียรภาพสูง บ่งบอกว่าอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนของผลประกอบการสูงมักได้รับประโยชน์จากการบริหารความเสี่ยงมากกว่า ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การบริหารความเสี่ยงขององค์กรมีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้น และสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมเสถียรภาพและความยั่งยืนของตลาดทุนไทย</p> อรัณพงศ์ ทนันไชย อโนทัย พลภาณุมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 204 218 การตลาดเชิงประสบการณ์ส่งผลต่อการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ ของนักท่องเที่ยวชาวไทยรุ่นใหม่ต่อกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ในเขตพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294079 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวชาวไทยรุ่นใหม่ต่อกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยรุ่นใหม่จำนวนทั้งสิ้น 422 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ และการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์สหสมพันธ์ถดถอย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการตลาดเชิงประสบการณ์ส่งผลเชิงบวกต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยว <br />โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.649 และค่า R² เท่ากับ 0.421 แสดงว่า ปัจจัยการตลาดเชิงประสบการณ์สามารถส่งผลความแปรปรวนของพฤติกรรมการกลับมาเที่ยวซ้ำได้ร้อยละ 42.10 ทั้งนี้ มิติด้านความคิด และการเชื่อมโยงเป็นมิติที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มิติด้านประสาทสัมผัส ความรู้สึก และการกระทำไม่ส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ</p> อัจฌิรา ทิวะสิงห์ ทัตพิชา หฤทัยวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 219 231 การเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้สูงอายุในจังหวัดเพชรบูรณ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294210 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้สูงอายุ ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองโพรบิต (Probit Model) และแบบจำลองโลจิต (Logit Model)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า รายได้ จำนวนปีที่ได้รับการศึกษา การถือครองโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนและการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เป็นปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวกต่อการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ดังนั้น ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการสร้างอาชีพ หรืออาชีพเสริมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ควบคู่กับการจัดอบรมความรู้ทางการเงินและทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการใช้สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต เพื่อเพิ่มรายได้และศักยภาพในการเข้าถึงบริการทางการเงินให้แก่ผู้สูงอายุ</p> สุพิชชา โชติกำจร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 232 244 ธุรกิจบริการกับการจัดการแถวคอยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/293851 <p>บทความนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมแบบบรรยายเพื่ออธิบายแนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจบริการ การจัดการแถวคอย ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีปัจจุบันธุรกิจการบริการมีการแข่งขันสูง หากธุรกิจบริการสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจต่อธุรกิจบริการของผู้ให้บริการ</p> <p>การตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีจะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของธุรกิจบริการนั้น สามารถดำเนินงานไปอย่างราบรื่นโดยได้ผลกำไรอย่างต่อเนื่อง การจัดการแถวคอยเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความ<br />พึงพอใจของลูกค้า ดังนั้นธุรกิจที่ให้บริการต่าง ๆ ต้องมีการจัดการการรอคอยของลูกค้าให้เป็นอย่างดี ไม่ทำให้ลูกค้ารอคอยนานเกินไป เช่น ลดเวลาการรอคอย ทำให้การรอคอยทนได้ ลดจำนวนผู้รอคอย ปัจจุบันควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการจัดการในการรอคอยของลูกค้า เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลมีความจำเป็นและมีอิทธิผลอย่างมากทั้งในการใช้บริการของลูกค้าและการให้บริการของเจ้าของธุรกิจบริการเพราะปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้สมาร์ตโฟนในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นในการติดต่อสื่อสาร การเรียน การทำงาน การซื้อสินค้า/บริการ การชำระเงินสินค้า/บริการ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยผู้ประกอบการต้องใช้สื่อดิจิทัลในการจัดการเกี่ยวกับระบบแถวคอย การเก็บข้อมูลความต้องการลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างยอดขาย สร้างผลกำไรให้แก่ธุรกิจอย่างต่อเนื่องซึ่งจะทำให้ธุรกิจบริการนั้น ๆ เติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> วรรณิภา ไชยสัตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 245 258 การบริหารค่าตอบแทนเพื่อกระตุ้นการสร้างผลงานให้กับองค์กร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/294151 <p> การบริหารค่าตอบแทน (Compensation Management) เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมแรงจูงใจและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างผลงานและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. อธิบายแนวคิดและความสำคัญของการบริหารค่าตอบแทนในบริบทการพัฒนาองค์กร 2. สังเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารค่าตอบแทนที่สามารถกระตุ้นการสร้างผลงาน และ 3. เสนอแนวทางการบริหารค่าตอบแทนที่สอดคลัองกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ข้อมูลจาก การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ ผ่านช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์ รวมถึงการทบทวนวรรณกรรมจากตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์พบว่า การบริหารค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพควรพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. โครงสร้างและระบบค่าตอบแทนที่ชัดเจนและยืดหยุ่น 2. การประเมินค่างานและผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรม 3. การสำรวจค่าตอบแทนในตลาดแรงงานเพื่อความสามารถในการแข่งขัน และ 4. การส่งเสริมทักษะ Hard Skills และ Soft Skills และความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สรุปได้ว่าการบริหารค่าตอบแทนที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์องค์กรและบริบทสมัยใหม่จะช่วยสร้างความยั่งยืนในการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อินทิรา จันทร์สอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2025-12-23 2025-12-23 27 3 259 270