https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/issue/feed วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ 2026-08-31T14:36:23+07:00 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ msarujournal@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิทยาการจัดการ เปิดรับบทความวิจัยเต็มรูปแบบ (Full Paper) และบทความวิชาการ (Academic Article) จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และเป็นข้อคิดเห็นของผู้ส่งบทความเท่านั้น โดยบทความจะต้องผ่านการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมทางวิชาการ (copycatch) ไม่เกิน 10%</p> <p><strong> </strong><strong>ประเภทของบทความ</strong></p> <p> บทความวิชาการ (Academic Article) บทความวิจัย (Research Article) โดยวารสารจะรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทความที่นำเสนอในวารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ ประกอบด้วย ศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ เศรษฐศาสตร์ บัญชีการเงิน การท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ และศาสตร์อื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับบริหารธุรกิจ </p> <p><strong> </strong><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p> บทความจะผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาไม่น้อยกว่า 3 ท่าน และบทความจะต้องผ่านการประเมินในระดับดีจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านขึ้นไป ซึ่งกองบรรณาธิการอาจให้ผู้เขียนปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตัดสินการตีพิมพ์ให้หรือไม่ก็ได้</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมและ</strong><strong>ระยะเวลาเผยแพร่</strong></p> <p> วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นวารสารที่เผยแพร่เป็นประจำ ปีละ 3 ฉบับ คือ เดือนมกราคม – เมษายน เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และเดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> โดยวารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความละ 3,000 บาท ท่านสามารถชำระอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจากบรรณาธิการตอบรับบทความเบื้องต้นก่อนส่งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความเท่านั้น (กรณีบทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ วารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมในทุกกรณี)</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/301763 แนวคิดการจัดการนโยบายการท่องเที่ยว: กรณีศึกษาดัชนีการพัฒนาการเดินทาง และการท่องเที่ยวโดยสภาเศรษฐกิจโลก 2026-07-07T11:03:29+07:00 มูนีเราะฮ์ ยีดำ sandmuneeroh@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวคิดเพื่อการจัดการนโยบายการท่องเที่ยว โดยศึกษาผ่านดัชนีการพัฒนา การเดินทางและการท่องเที่ยว (Travel and Tourism Development Index: TTDI) ที่ถูกกำหนดโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) กำหนดการวัดผลใน 5 มิติ ได้แก่ มิติสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย มิตินโยบาย<br />ด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว และเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย มิติโครงสร้างพื้นฐานและการบริการ มิติทรัพยากร<br />การเดินทางและการท่องเที่ยว และมิติความยั่งยืนด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว ทั้งนี้เมื่อศึกษาโดยเปรียบเทียบรายงานในปี ค.ศ.2024 ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 8 ประเทศ โดยเรียงตามอันดับสูงที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดเรียงข้อมูลประเทศที่มีพัฒนาการของค่าคะแนนจากเพิ่มขึ้นจากรายงานปี ค.ศ. 2021 มากที่สุด ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศที่มี<br />ค่าคะแนนลดลงมากที่สุด ได้แก่ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และไทย โดยไทยได้ค่าคะแนนลดลงมากที่สุด ลดลง 0.16 คะแนน จึงนำไปสู่การเสนอแนะการจัดการนโยบายการท่องเที่ยวของไทยเพื่อนำไปสู่การแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระดับโลก โดยการเน้นการพัฒนาอย่างเร่งด่วนใน 2 มิติที่คะแนนลดลงมากที่สุด ได้แก่ มิติความยั่งยืนด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว และมิตินโยบายด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว และเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302774 ปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของสถาบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 2026-07-07T10:56:37+07:00 สุพัตรา อินทร์มา supattra.ig66@live.ubru.ac.th กฤตยกมล ธานิสพงศ์ krittayakamon.t@ubru.ac.th หทัยรัตน์ ไชยสัตย์ hathairat.k@ubru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของสถาบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 2) เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของสถาบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตัวอย่างคือ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 11 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 3 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557–2566 (รวม 10 ปี) โดยคัดเลือกเฉพาะธนาคารที่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จำนวน 10 ปี รวม 40 ไตรมาส คิดเป็นข้อมูลทั้งสิ้น 560 ไตรมาส โดยตัดข้อมูลของธนาคาร TTB ในช่วงหลังการควบรวมกิจการ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2562–4/2566 จำนวน 17 ข้อมูล ออกเพื่อให้การวิเคราะห์มีความต่อเนื่องและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น ทำให้เหลือข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ทั้งหมด 543 ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลโดยผู้วิจัย สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพาแนล (Panel Regression Analysis) ผ่านการทดสอบข้อตกลงเบื้องต้นด้วย Multicollinearity และ Hausman Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ ปริมาณสินเชื่อรวม อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราการว่างงาน ส่งผลต่อปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) ดัชนีราคาผู้บริโภค ปริมาณสินเชื่อรวม ส่งผลต่อปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเฉพาะกิจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/298467 อิทธิพลของประสบการณ์ลูกค้าออนไลน์และความไว้วางใจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีต่อแรงจูงใจในการซื้อสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานคร 2026-05-31T21:08:42+07:00 นันทวัน นิลวิมุต ninwimur@gmail.com อนันตพร วงศ์คำ anantaporn_won@nation.ac.th พัชรี สกุลรัตนศักดิ์ skpatchareei@gmail.com <div class="page" title="Page 1"> <div class="layoutArea"> <div class="column"> <p>การเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการแข่งขันของผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีและความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจในการซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบของประสบการณ์ลูกค้าออนไลน์ที่มีต่อแรงจูงใจในการซื้อสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานคร และ (2) ศึกษาองค์ประกอบของความไว้วางใจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีต่อแรงจูงใจในการซื้อสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริโภควัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเคยซื้อสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม จำนวน 400 คน ได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกใช้แบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.90 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Cronbach's Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.974 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ด้วยวิธี Stepwise</p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสบการณ์ลูกค้าออนไลน์ มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการซื้อสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 54.45 ด้านที่ส่งผลมากที่สุดคือ การรับรู้คุณค่าด้านปัจเจกบุคคล รองลงมาคือ สภาวะประสบการณ์ด้านอารมณ์ และ 2) ความไว้วางใจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 3 ด้าน มีอิทธิพลต่อแรงจูงใจในการซื้อสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 65.70 ด้านที่ส่งผลมากที่สุด คือ ด้านการแก้ไขสถานการณ์ขัดแย้ง รองลงมาคือ ด้านความใส่ใจและการให้บริการ และด้านการให้ความสะดวกสบาย ตามลำดับ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมุ่งพัฒนาประสบการณ์การใช้งานที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการยกระดับการให้บริการ การจัดการข้อร้องเรียน และการสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อสินค้าและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม</div> </div> </div> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/299187 ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการแอปพลิเคชัน โมบายแบงก์กิ้งของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2026-07-23T14:05:48+07:00 วาสนา พุ่มไสว wassanapumsawai2528@gmail.com ศุภลักษณ์ ศรีวิไลย suphalak@aru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีการใช้งานแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) ทดสอบอิทธิพลของปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งของประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยผู้ที่ใช้บริการแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง จำนวน 400 คน ด้วยการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย 1) พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31–40 ปี โสด การศึกษาสูงสุดคือปริญญาตรีรายได้เฉลี่ย 15,001–30,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน/ลูกจ้าง มีการยอมรับเทคโนโลยีและการตัดสินใจเลือกใช้บริการอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ การรับรู้ทัศนคติในการใช้งาน (β = 0.321) การรับรู้ประโยชน์ในการใช้งาน (β = 0.276) การรับรู้ความเสี่ยง (β = 0.216) และการรับรู้คุณภาพของแอปพลิเคชัน (β = 0.180) ตามลำดับ ตัวแปรทั้งหมดร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจเลือกใช้บริการได้ร้อยละ 61.0 (β = 0.61) และ 2) พบว่า ธนาคารควรเปลี่ยนการประชาสัมพันธ์จากการมุ่งเน้นเพียงฟังก์ชันเชิงเทคนิคสู่การสร้างภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความทันสมัยและวิถีชีวิต เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวก ร่วมกับการใช้กลยุทธ์การตลาดระดับท้องถิ่นมอบสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ในพื้นที่ รวมถึงการให้ความรู้ด้านดิจิทัลเชิงรุก และพัฒนาเสถียรภาพของระบบสารสนเทศ</p> <p>ให้มีความปลอดภัยแม่นยำ การศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันการเงินในการกำหนดนโยบายเพื่อรักษาฐานลูกค้า และขยายขีดความสามารถการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/300445 การบริหารทีมงานข้ามวัฒนธรรมของผู้บริหารข้ามชาติชาวไทยในต่างประเทศ: การทบทวนวรรณกรรมและแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กรข้ามชาติ 2026-06-22T16:54:08+07:00 ชนาธิป ทองประกอบ chanathip.t@ru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและวิเคราะห์อิทธิพลของมิติทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อรูปแบบการสื่อสาร การตัดสินใจ และความคาดหวังต่อบทบาทผู้นำของผู้บริหารข้ามชาติชาวไทยในบริบทการทำงานต่างประเทศ (2) วิเคราะห์บทบาทของภาวะผู้นำเชิงปรับตัวและความฉลาดทางวัฒนธรรมในการลดความขัดแย้งและเสริมสร้างความไว้วางใจภายในทีมพหุวัฒนธรรม (3) ศึกษากลไกกระบวนการภายในทีม ได้แก่ การสื่อสาร การจัดการความขัดแย้ง และการสร้างความสามัคคีที่เชื่อมโยงไปสู่ประสิทธิภาพของทีมงานข้ามชาติ (4) พัฒนาและนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสำหรับการบริหารทีมพหุวัฒนธรรม และ (5) เสนอแนะแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับองค์กรไทยในการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารข้ามชาติ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทีมและสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในบริบทสากล ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เอกสารทางวิชาการ งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้ามวัฒนธรรม ภาวะผู้นำข้ามวัฒนธรรม ความฉลาดทางวัฒนธรรม การจัดการความขัดแย้ง และการบริหารทีมพหุวัฒนธรรม โดยคัดเลือกเอกสารที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการคัดเลือกเอกสารใช้ การเลือกแบบเจาะจง โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องกับประเด็นการศึกษา ความน่าเชื่อถือทางวิชาการ และความสามารถในการสนับสนุนการสังเคราะห์กรอบแนวคิด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเอกสารและแบบวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามประเด็นที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากเอกสารที่คัดเลือก ผลการศึกษาพบว่า ความแตกต่างด้านลำดับชั้นอำนาจ ความเป็นปัจเจกนิยม–กลุ่มนิยม และบริบท การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการรับรู้ และความตึงเครียดภายในทีม หากผู้บริหารไม่สามารถปรับรูปแบบภาวะผู้นำ และกลยุทธ์การสื่อสารให้สอดคล้องกับบริบทประเทศปลายทาง ความขัดแย้งเชิงความสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้บริหารใช้แนวทางการวิเคราะห์บริบททางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ปรับระดับการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างบรรยากาศความปลอดภัยทางจิตวิทยา จะสามารถเปลี่ยนความแตกต่างทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่ความสามัคคีเชิงวัฒนธรรมและประสิทธิภาพทีมที่สูงขึ้น บทความเสนอโมเดลเชิงกลยุทธ์ที่ประกอบด้วยขั้นตอนการวินิจฉัยทางวัฒนธรรม การปรับแนวทางการสื่อสาร การประยุกต์ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว และกลไกการแปลงความขัดแย้งให้เป็นโอกาสเชิงนวัตกรรม ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนาผู้บริหารข้ามชาติของไทยในองค์กรระดับสากล ทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่องค์กรไทยควรลงทุนในการพัฒนาศักยภาพด้านความสามารถข้ามวัฒนธรรมของผู้นำ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในเวทีระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/300624 ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง การแบ่งปันความรู้ และความเชื่อมั่นในตนเองเชิงสร้างสรรค์ ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรม ของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 2026-05-21T15:18:00+07:00 ปัฐยาวดี ศรีเผด็จ pattayavadee.s@gmail.com อัณณ์ณิชา ธัญญะชัยรัตน์ aannicha_thu@utcc.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง การแบ่งปันความรู้ ความเชื่อมั่นในตนเองเชิงสร้างสรรค์ และพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง การแบ่งปันความรู้ และความเชื่อมั่นในตนเองเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 มีประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 จำนวน 264 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ t-Test, F-Test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การแบ่งปันความรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความเชื่อมั่นในตนเองเชิงสร้างสรรค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงด้านการกระตุ้นทางปัญญา มีผลต่อพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การแบ่งปันความรู้ทุกด้าน มีผลต่อพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความเชื่อมั่นในตนเองเชิงสร้างสรรค์ทุกด้าน มีผลต่อพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน PT1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302879 การสร้างสรรค์สื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมอัตลักษณ์ของกรมทหารสื่อสารที่ 1 ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน จ.สมุทรสาคร 2026-06-29T17:02:04+07:00 อิศรา ยิ่งยวด isara.yi@bsru.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาบริบท และปัจจัยพื้นฐาน 2) เพื่อสร้างสรรค์สื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมอัตลักษณ์ของกรมทหารสื่อสารที่ 1 ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน จ.สมุทรสาคร และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจ และการรับรู้อัตลักษณ์องค์กรของผู้ใช้สื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมอัตลักษณ์ของกรมทหารสื่อสารที่ 1 ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน จ.สมุทรสาคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านข้อมูลเชิงคุณภาพสู่การผลิตสื่อวีดิทัศน์ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเยาวชน และประชาชนทั่วไป จำนวน 430 คน วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นผ่านการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบโควตาร่วมกับการเลือกแบบตามสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านบริบทและปัจจัยพื้นฐาน หน่วยงานมีความต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากพื้นที่ทหารที่เข้าถึงยากสู่ “พื้นที่เปิดกว้าง และแหล่งเรียนรู้ของชุมชน” โดยมุ่งสื่อสารอัตลักษณ์ “ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีที่เคียงข้างประชาชน” ในฐานะผู้เชื่อมโยงระหว่างภารกิจความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิต 2) ด้านการสร้างสรรค์สื่อ ผู้วิจัยได้ผลิตนวัตกรรมสื่อวีดิทัศน์เชิงสารคดี นำเสนอภารกิจด้านเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับบทบาทของศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสะท้อนภาพห้องเรียนที่มีชีวิต ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญจนมีความสมบูรณ์ 3) ด้านการประเมินความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ และการรับรู้อัตลักษณ์ต่อสื่อประชาสัมพันธ์ในภาพรวมระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า สื่อสามารถสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาทของหน่วยงานภาครัฐได้สูงสุดในระดับมากที่สุด รองลงมาคือการใช้ภาษาในการนำเสนอที่ชัดเจนเข้าใจง่าย และความสามารถในการสร้าง ความภาคภูมิใจต่อหน่วยงานตามลำดับ ข้อเสนอแนะสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการสร้างสรรค์สื่อเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับบริบทขององค์กร เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่มีประสิทธิภาพในการลดช่องว่างการสื่อสาร และสามารถปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหน่วยงานทหารให้มีความเป็นมิตร และเข้าถึงง่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/300780 คุณภาพชีวิตในการทำงานส่งผลต่อความเครียดของบุคลากรธุรกิจสื่อ 2026-05-07T22:38:36+07:00 จีรนันท์ เขตพงศ์ jeeranan.khat@northbkk.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความเครียดของบุคลากรธุรกิจสื่อ และ 2) คุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความเครียดของบุคลากรธุรกิจสื่อ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากบุคลากรธุรกิจสื่อจำนวน 300 คน ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การเปรียบเทียบรายคู่ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา ประเภทสื่อที่ทำงาน ประสบการณ์การทำงาน และความรับผิดชอบในงาน ส่งผลต่อระดับความเครียดของบุคลากรธุรกิจสื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คุณภาพชีวิตในการทำงาน 4 ด้าน ที่ส่งผลต่อความเครียดของบุคลากรธุรกิจสื่อ ประกอบด้วย ความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว โอกาสในการพัฒนาทักษะ สิทธิส่วนบุคคลและความเท่าเทียม และการบูรณาการทางสังคม สามารถร่วมกันพยากรณ์ความเครียดได้ร้อยละ 61.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยอีก 4 ด้านไม่ส่งผลต่อความเครียดของบุคลากรธุรกิจสื่อ ประกอบด้วย ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเหมาะสม สภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย ความก้าวหน้าในอาชีพและความมั่นคงในการทำงาน และลักษณะงานที่มีคุณค่าต่อสังคม ผู้บริหารองค์กรสื่อควรกำหนดนโยบายด้านคุณภาพชีวิตในการทำงาน โดยบูรณาการกับแผนกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์สามารถลดความเครียดของบุคลากรสื่อและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่กับองค์กรต่อไป</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/300882 อิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อความได้เปรียบ ทางการแข่งขันของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กลุ่มภาคกลางตอนล่าง 2 2026-06-13T09:41:01+07:00 วลีพร สมพามา waleeporns.som@gmail.com ธนัทเมศร์ วัชราพิบูลวงศ์ kritchana.won@mail.pbru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับกลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และความได้เปรียบทางการแข่งขัน 2) อิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างสรรค์ที่มีผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน และ 3) อิทธิพลของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กลุ่มภาคกลางตอนล่าง 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 จำนวน 294 คน โดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง แบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณและอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับกลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) กลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างสรรค์มีอิทธิพลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมพยากรณ์ความแปรปรวนได้ร้อยละ 49.1 พบว่าด้านการสร้างคุณค่าให้เหนือกว่าสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกสูงที่สุด ในขณะที่ด้านการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างชาญฉลาดมีอิทธิพลเชิงลบต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน และ 3) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลทางบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถพยากรณ์ความแปรปรวนได้ร้อยละ 52.9</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/301366 ปัจจัยที่ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัลของผู้สูงอายุในเทศบาล ตำบลสรรคบุรี อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท 2026-06-23T14:22:50+07:00 วิจิตร จารุโณประถัมภ์ wijit.j@chandra.ac.th ณัทณรงค์ จตุรัส natnarang@rmutt.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และค่าน้ำหนักความสำคัญของลักษณะทางประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการใช้สื่อ และทักษะการรู้เท่าทันสื่อที่ส่งผลต่อความตระหนักรู้ของผู้สูงอายุ และศึกษาเชิงลึกถึงสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุในเทศบาลตำบลสรรคบุรี จำนวน 350 คน โดยใช้แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบปกติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ลักษณะทางประชากรและพฤติกรรม มีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60 - 64 ปี จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือทุกวัน แอปพลิเคชันที่นิยมที่สุด คือ Facebook และ Line โดยใช้เวลาเฉลี่ยต่อครั้งน้อยกว่า 15 นาที 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตระหนักรู้ โดยผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล เป็นปัจจัยเพียงด้านเดียวที่ส่งผลต่อความตระหนักรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Beta = .481) โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 25.2 โดยปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และพฤติกรรมการใช้สื่อไม่มีผลต่อความตระหนักรู้ และ 3) ผลเชิงลึก พบว่า ผู้สูงอายุมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Analyze) สูงสุด แต่มีทักษะด้านการสร้างสรรค์ (Create) ต่ำสุด เนื่องจากข้อจำกัดด้านสายตาและภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุมีระดับความตระหนักรู้สูงมาก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพลังของประชาคมในท้องถิ่น เช่น อสม. และผู้นำชุมชนที่คอยแจ้งเตือนภัยออนไลน์ รวมถึงมีทัศนคติการป้องกันตนเองว่า หากไม่โลภก็จะไม่โดนหลอกและมีการปรับตัวโดยใช้ระบบสั่งการด้วยเสียงแทนการพิมพ์อีกด้วย</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/303056 รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนโดยใช้ส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีผลต่อความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอม ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา 2026-07-15T12:31:02+07:00 ศิริรักษ์ บุญพร้อมรักษา miaoyinb@gmail.com ปรัชญาเมธี เทียนทอง nuch4393@gmail.com ไตรภพ โคตรวงษา traiphop.khr@rru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมทางการตลาด 4Es และความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการซื้อผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอม (2) เพื่อได้รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนให้กับตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้การวิจัยแบบผสม โดยเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน และผู้บริหารองค์การส่วนตำบล เจ้าของกิจการต่าง ๆ ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่และเกษตรกร จำนวน 15 คน ด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20–29 ปี เป็นพนักงานบริษัท การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีรายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 7,001–15,000 บาท นักท่องเที่ยวนิยมซื้อผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอม โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่ามากที่สุด และจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมานพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 4 ปัจจัย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับกระบวนการตัดสินใจซื้อในทุกขั้นตอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และยังพบว่าทั้ง 4 ปัจจัยมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตระหนักถึงความต้องการการตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมหลังการซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 </p> <p>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนของตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีอยู่ 5 ด้าน คือ การปฏิบัติการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น การจัดระเบียบสินค้า และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การจัดการความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อมและอำนวยความสะดวก และการจัดการทรัพยากรท่องเที่ยว</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/301404 ปัจจัยการบริหารจัดการดิจิทัลที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ ในจังหวัดพิษณุโลก 2026-06-18T15:28:42+07:00 ณฐวัฒน์ พระงาม natawat.plu@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัล วัฒนธรรมองค์กร ทักษะดิจิทัล และความสำเร็จทางธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ในจังหวัดพิษณุโลก (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย ด้านการบริหารจัดการดิจิทัลกับความสำเร็จทางธุรกิจ และ (3) วิเคราะห์อิทธิพลของภาวะผู้นำดิจิทัล วัฒนธรรมองค์กร และทักษะดิจิทัลที่มีต่อความสำเร็จทางธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ในจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ จำนวน 375 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัล วัฒนธรรมองค์กร ทักษะดิจิทัล และความสำเร็จทางธุรกิจ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสำเร็จทางธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ในจังหวัดพิษณุโลกในระดับปานกลางถึงสูง (r = 0.606–0.724, p &lt; .01) และ (3) ภาวะผู้นำดิจิทัล วัฒนธรรมองค์กร และทักษะดิจิทัล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสำเร็จทางธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ ในจังหวัดพิษณุโลก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จทางธุรกิจได้ร้อยละ 57.6 (R<sup>2</sup> = 0.576) โดยวัฒนธรรมองค์กรมีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.401, p &lt; .001) ภาวะผู้นำดิจิทัล (β = 0.280, p &lt; .001) และทักษะดิจิทัล (β = 0.160, p = .001) ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ในจังหวัดพิษณุโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น และเสริมด้วยภาวะผู้นำดิจิทัลและทักษะดิจิทัล เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/301797 พฤติกรรมการใช้บริการและส่วนประสมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการ โรงแรมและที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ 2026-05-08T16:56:16+07:00 จิรัสย์ เจียรวริษฐ์ Kitidi123@gmail.com ฑัตษภร ศรีสุข thatsaporn_sri@nation.ac.th พัชรี สกุลรัตนศักดิ์ skpatcharee@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการและส่วนประสมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการโรงแรมและที่พักของนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เคยใช้บริการโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 0.929 และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.988 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีประสบการณ์เข้าพัก 5-10 ปี เลือกใช้บริการโรงแรม เดินทางเป็นครอบครัว มีค่าใช้จ่าย 1,000-2,000 บาทต่อคืน ค้นหาข้อมูลผ่าน Booking.com เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ โดยพฤติกรรม 5 ประเด็นที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการ ได้แก่ ประสบการณ์เข้าพัก รูปแบบที่พัก ผู้ร่วมเดินทาง ค่าใช้จ่าย และช่วงเวลาเข้าพัก ในขณะที่แหล่งข้อมูล วัตถุประสงค์ และกิจกรรม ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>ด้านส่วนประสมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ พบว่าส่งผลต่อการเลือกใช้บริการโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวแปรอิสระสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการเลือกใช้บริการได้ร้อยละ 90.00 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจตามลำดับอิทธิพล ได้แก่ สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย บรรยากาศและความสวยงาม และความสะอาด ส่วนลักษณะห้องพักไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ประกอบการควรพัฒนามาตรฐานด้านความสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เป็นจุดขายหลัก ควบคู่ไปกับการสื่อสารคุณค่าผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302136 ปัจจัยความสำเร็จของการจัดงานอีเวนต์คอสเพลย์ในกรุงเทพมหานคร 2026-06-23T14:33:44+07:00 ศศพักตร์ ปิ่นนิล PINNIN_S@silpakorn.edu นพรัตน์ บุญเพียรผล Boonpienpon_n@su.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์และทบทวนของการจัดงานอีเวนต์คอสเพลย์ในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จของการจัดงานอีเวนต์คอสเพลย์ในกรุงเทพมหานคร ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้จัดงานและผู้ร่วมก่อตั้งงานอีเวนต์คอสเพลย์ในกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลแบบก้อนหิมะ (Snowball Sampling) จำนวนผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและตีความข้อมูล พร้อมคัดเลือกข้อความสำคัญจากผู้ให้ข้อมูลมาใช้อธิบายผลการวิจัย เพื่อสะท้อนมุมมองและประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์ของการจัดงานอีเวนต์คอสเพลย์ในกรุงเทพมหานครประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ 1) กลยุทธ์การจัดการสปอนเซอร์ 2) กลยุทธ์การออกแบบประสบการณ์ 3) กลยุทธ์การใช้ความร่วมมือกับพันธมิตร และแขกรับเชิญ 4) กลยุทธ์การวางผังพื้นที่แยกตามลักษณะการใช้งาน 5) กลยุทธ์การบริหารความหนาแน่นและฝูงชน 6) กลยุทธ์การวางเป้าหมาย 7) กลยุทธ์การสร้างความภักดี และ 8) กลยุทธ์การเลือกสถานที่ ส่วนปัจจัยความสำเร็จของการจัดงานอีเวนต์คอสเพลย์ในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 2 มิติหลัก ได้แก่ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายในประกอบด้วย สถานที่จัดงาน การออกแบบประสบการณ์ การปรับปรุงงานจากข้อเสนอแนะ การสร้างความเชื่อมั่นจากความต่อเนื่องของการจัดงาน และการประสานงาน ขณะที่ปัจจัยภายนอกประกอบด้วย การเติบโตของสังคมคอสเพลย์ การยอมรับของสังคม การขยายตัวของคอมมิวนิตี การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม และการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302418 ปัจจัยทางการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรี ของนักท่องเที่ยวนานาชาติในเขตอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2026-06-25T15:58:52+07:00 จันทกานต์ กรรณสูต Kannasut_j@silpakorn.edu นพรัตน์ บุญเพียรผล Boonpienpon_n@su.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เข้าชมงานเทศกาลดนตรีในเขตอำเภอหัวหิน และ (2) ศึกษาปัจจัยทางการตลาดเชิงประสบการณ์ (4Es) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีของนักท่องเที่ยวนานาชาติในเขตอำเภอหัวหิน กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวนานาชาติที่เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีในเขตอำเภอหัวหิน จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเข้าร่วมงานกับกลุ่มเพื่อน ให้ความสำคัญกับบรรยากาศภายในงาน ประสบการณ์ใหม่ และการติดตามข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.95 โดยทุกองค์ประกอบของกระบวนการตัดสินใจ ได้แก่ การรับรู้ความต้องการ การค้นหาข้อมูล การประเมินทางเลือก การตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมหลังการซื้อ อยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ ปัจจัยทางการตลาดเชิงประสบการณ์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.91 ทั้งนี้ ปัจจัยทางการตลาด เชิงประสบการณ์ด้านประสบการณ์ (Experience) และด้านการมีส่วนร่วมและการบอกต่อ (Evangelism) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีได้ร้อยละ 79.10 ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเทศกาลดนตรี โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อดิจิทัล และการสร้างอัตลักษณ์ของงานเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของอำเภอหัวหิน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302501 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์ และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย 2026-07-21T09:24:04+07:00 กฤติมา พวงทองทิพย์ 6714992006@rumail.ru.ac.th อรไท ชั้วเจริญ orathai_c@rumail.ru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านองค์กรและความผูกพันต่อองค์กรของเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สภากาชาดไทย 2) เพื่อเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์กรของเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สภากาชาดไทย จำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านองค์กรที่มีส่งต่อความผูกพันต่อองค์กรของเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย จำนวน 139 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างประชากรแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test และการวิเคราะห์เชิงถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านองค์กรและความผูกพันต่อองค์กร อยู่ในระดับมาก โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ที่มีปัจจัยด้านประชากรศาสตร์แตกต่างกัน มีความผูกพันต่อองค์กรแตกต่างกัน โดยปัจจัยด้านอายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ปัจจัยด้านเพศและประสบการณ์ในการทำงาน ไม่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร และปัจจัยด้านองค์กร ได้แก่ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติและด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การ ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร สามารถทำนายความผูกพันต่อองค์กรของเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยได้ร้อยละ 35.60</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/301748 ปัจจัยทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลของนักท่องเที่ยวนานาชาติ เขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 2026-06-27T22:08:17+07:00 นภณต์ สุขสาคร napolsooksarkornn@gmail.com นพรัตน์ บุญเพียรผล Boonpienpon_n@su.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวนานาชาติที่เข้าร่วมงานเทศกาลในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 2) ศึกษาปัจจัยทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลของนักท่องเที่ยวนานาชาติ เขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวนานาชาติที่มาท่องเที่ยวเทศกาลด้านบันเทิง และวัฒนธรรมในพัทยา จังหวัดชลบุรี ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 400 คน ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) โดยวิธีการส่งแบบสอบถามไปให้กับนักท่องเที่ยวนานาชาติที่เคยเข้าร่วมงานเทศกาลด้านบันเทิงในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐาน ด้วยค่าสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ โดยกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) นักท่องเที่ยวนานาชาติส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ โดยเดินทางมาท่องเที่ยวปีละ 1 ครั้ง รองลงมาคือ เดินทางมาท่องเที่ยวปีละ 2–3 ครั้ง สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่าย 3,001–5,000 บาท รองลงมาคือ มากกว่า 10,000 บาท ซึ่งบุคคลที่ร่วมเดินทางส่วนใหญ่คือคู่รัก รองลงมาคือเดินทางกับครอบครัว 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7P’s) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมากที่สุดอันดับ 1 คือ ด้านกระบวนการ (Beta=0.164) รองลงมาคือด้านการส่งเสริมการตลาด (Beta=0.162) ด้านการจัดจำหน่าย (Beta=0.150) ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (Beta=0.132) และด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจน้อยที่สุด คือ ด้านบุคคล (Beta=0.104) ในขณะที่ด้านผลิตภัณฑ์/ บริการ และ ด้านราคา ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานเทศกาลของนักท่องเที่ยวนานาชาติในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302718 แรงจูงใจในการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ของวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร 2026-07-08T14:49:50+07:00 กมลวรรณ มณีวงศ์ 6714992005@rumail.ru.ac.th อรไท ชั้วเจริญ orathai_c@rumail.ru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการท่องเที่ยว และกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศของวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศของวัยทำงานในกรุงเทพมหานครจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศของวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร วิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One-Way ANOVA และการวิเคราะห์เชิงถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41-50 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และรายได้อยู่ในช่วง 15,001 – 30,000 บาท ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีการศึกษา แตกต่างกันส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศของวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วน เพศ อายุ อาชีพ รายได้ แตกต่างกันส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศของวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน แรงจูงใจในการท่องเที่ยวในด้านการพักผ่อน ด้านการเข้าสังคม ด้านการมี ส่วนร่วม ด้านกิจกรรมในพื้นที่ และด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียง ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศของวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302773 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2026-07-23T14:13:22+07:00 กมลวรรณ วรรณธนัง duean_2520@hotmail.com ธนภัทธ์ เครือสิงห์ 76777004@aru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) ศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3) ศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 237 คน สุ่มแบบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความคล่องแคล่ว รวดเร็ว ด้านคุณภาพของงาน และด้านความสำเร็จในงาน 2) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการเพิ่มพูนทักษะ ด้านการพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับการพัฒนาองค์กร ด้านการพัฒนาทัศนคติ และด้านการเพิ่มพูนความรู้ และ 3) การเพิ่มพูนความรู้ การเพิ่มพูนทักษะ การพัฒนาทัศนคติ และการพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับการพัฒนาองค์กร สามารถอธิบายการผันแปรของประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ในระดับสูง (ร้อยละ 76)</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/msaru/article/view/302833 การจัดการสินค้าคงคลังสารเคมีในโรงงาน อุตสาหกรรม: บริษัทกรณีศึกษา 2026-06-23T14:37:51+07:00 กิตติภพ ขันทอง kittiphop.kha@ku.th ทิพย์รัตน์ เลาหวิเชียร fbustrl@ku.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาแนวโน้มของความต้องการใช้สารเคมีในองค์การกรณีศึกษาซึ่งดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ โดยใช้วิธีการพยากรณ์แบบปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียล 2) คำนวณปริมาณการสั่งซื้อ ที่ประหยัดที่สุด และจุดสั่งซื้อซ้ำสำหรับสินค้าคงคลังของสารเคมี และ 3) การเปรียบเทียบต้นทุนรวมของการจัดการสินค้าคงคลัง ก่อนและหลังจัดระบบปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด และจุดสั่งซื้อซ้ำ โดยวิธีการศึกษามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความซับซ้อนในการจัดการสินค้าคงคลังของสารเคมีของบริษัทกรณีศึกษา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวอันเนื่องมาจากปัจจัยด้าน การเสื่อมสภาพและวันหมดอายุ โดยมีขอบเขตการศึกษา 1) แหล่งข้อมูล 2) เครื่องมือและการรวบรวมข้อมูล และ 3) ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วิธีการพยากรณ์แบบปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลให้ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ มีค่าเท่ากับ 39.19 แกลลอน ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสอง มีค่าเท่ากับ 2,807.49 และร้อยละค่าเฉลี่ย</p> <p>ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ ที่ร้อยละ 34.32 ซึ่งเป็นระดับที่ยอมรับได้สำหรับข้อมูลอุตสาหกรรมที่มีความผนผวนสูง และผลการคำนวณหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด พบว่าระดับที่ประหยัดที่สุดคือ 176 แกลลอนต่อครั้ง โดยมีจุดสั่งซื้อซ้ำที่ 44 แกลลอน การประยุกต์ใช้นโยบายใหม่นี้ช่วยลดความถี่ในการสั่งซื้อและลดต้นทุนการสั่งซื้อรวมลงได้ร้อยละ 27.89 แม้ต้นทุนการถือครองเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมสามารถลดต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังรวมลงจาก 14,639.99 บาท เหลือ 13,907.33 บาท คิดเป็นร้อยละ 5.00</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการปริทัศน์