วารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr
<p>วารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์</p> <p><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">ISSN Old Number</span></strong><br /><strong>ISSN :</strong> 2730-2466 (online )<br /><br /><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">ISSN New Number</span></strong><br /><strong>ISSN :</strong> 3088-1951 (online )</p>
สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
th-TH
วารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์
3088-1951
<p>ข้อความและบทความในวารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เป็นแนวคิดของผู้เขียน มิใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการวารสาร จึงมิใช่ความรับผิดชอบของวารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์ บทความในวารสารต้องไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน และสงวนสิทธิ์ตามกฎหมายไทย การจะนำไปเผยแพร่ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกองบรรณาธิการ</p>
-
Where Research Begins: Choosing a Research Project That Matters to You (and the World)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/299003
สุพรรษา หลังประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
169
172
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290142
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รวมทั้งสิ้น 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษานี้ คือแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (<em>PNI<sub>modified</sub></em>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา อยู่ในระดับมาก โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ทักษะการแก้ปัญหา สำหรับสภาพพึงประสงค์ของการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา อยู่ในระดับมากที่สุด องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ภาวะผู้นำและการให้คำแนะนำเป็นองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด เมื่อพิจารณาค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง พบว่า องค์ประกอบที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ทักษะการแก้ปัญหา รองลงมาคือภาวะผู้นำและการให้คำแนะนำ ทักษะการสื่อสาร ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตามลำดับ ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา ให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็น อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการพัฒนาครูอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
ชเนตตี เมืองมูล
ธีรภัทร กุโลภาส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
1
16
-
การพัฒนาแบบสอบอัตนัยและแนวทางการทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290658
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบสอบอัตนัยสำหรับการประเมินทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษสำหรับนิสิต ระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ และ 2) ศึกษาแนวทางการทดสอบที่มีความสอดคล้องกับบริบทการจัดการเรียนรู้ระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ตัวอย่างวิจัย คือ นิสิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย และวิเคราะห์ข้อมูลตามทฤษฎีการสรุปอ้างอิง (generalizability theory) ด้วยโปรแกรม EduG เพื่อทำการศึกษาเชิงสรุปอ้างอิง (G study) และการศึกษาเชิงตัดสินใจ (D study) โดยใช้การออกแบบการวัดแบบไขว้ (cross design) ซึ่งผลปรากฏว่า 1) การพัฒนาแบบสอบอัตนัยวัดทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนิสิต คณะครุศาสตร์ ในประเทศไทยควรมีการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างบริบทของผู้สอบและโจทย์ ความเหมาะสมของระยะเวลาในการทำโจทย์ข้อนั้น ๆ ร่วมด้วย และระหว่างกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเกณฑ์การตรวจให้คะแนน ควรมีการสอบถามหรือเก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับหลักหรือประเด็นที่สามารถใช้เป็นแบบอย่าง (anchor responses) ในการตรวจได้ และ 2) หากกำหนดความน่าเชื่อถือของการวัดที่ .70 จะต้องกำหนดข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบขั้นต่ำ 3 ข้อ และใช้ตรวจให้คะแนน 1 ครั้ง หรือใช้ข้อสอบ 2 ข้อ และตรวจให้คะแนน 2 ครั้ง จึงจะให้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือได้</p>
กวินนา แก้วเพ็ชร
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
17
38
-
การพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับวิชาชีววิทยา เรื่องพันธุศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290683
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับในเนื้อหาดังกล่าว การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนกับนักเรียน จำนวน 160 คน และระยะพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยกับนักเรียน จำนวน 420 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบวินิจฉัยสองระดับชนิดปลายเปิด แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ และแบบสัมภาษณ์ด้วยเทคนิคการคิดออกเสียง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในเรื่องพันธุศาสตร์หลายประการ โดยประเด็นที่พบมากที่สุด คือ ความเข้าใจว่าลักษณะเด่นเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ชัดเจนหรือพบบ่อยในกลุ่มประชากร (ร้อยละ 28.75) รองลงมา คือ ความเข้าใจว่าดีเอ็นเอคือส่วนหนึ่งของยีน (ร้อยละ 24.38) ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้สร้างตัวลวงของแบบสอบวินิจฉัย ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ จำนวน 11 ข้อ พบว่า มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.60–1.00) มีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในของคะแนนระดับคำตอบ เท่ากับ .75 และระดับเหตุผล เท่ากับ .72 ผลการวิเคราะห์ตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ พบว่าโมเดล 3 พารามิเตอร์ (3PL) มีความเหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด โดยมีค่าอำนาจจำแนก (a) ค่าความยาก (b) และค่าการเดา (c) อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ด้วยเทคนิคการคิดออกเสียง พบว่า มีความสอดคล้องในระดับปานกลางถึงดี (κ = .41–.80) แสดงให้เห็นว่า แบบสอบวินิจฉัยที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ระบุปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม</p>
ภูรินที กุลธงเกตุ
ศิริชัย กาญจนวาสี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
39
60
-
แนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290268
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาและวิธีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่น เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานคร จํานวน 9 คน จาก 3 โรงเรียน ด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) โดยผู้บริหารจะเป็นผู้เลือกตัวแทนครูจากกลุ่มครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่นประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การคาดการณ์และความพร้อม ผู้บริหารและครูสะท้อนถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงรอบด้านและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ผ่านการสังเกตข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ การตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ และการปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 2. ความสามารถในการตอบสนอง ผู้บริหารพัฒนาและประยุกต์ใช้กลยุทธ์การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก่ กลยุทธ์การรับมือในภาวะวิกฤต การใช้ทรัพยากรอย่างคล่องตัว และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ความสามารถในการปรับตัว ผู้บริหารเรียนรู้จากสถานการณ์วิกฤตและการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ บูรณาการ การตอบสนองทั้งการเรียนรู้ของนักเรียนและการบริหารจัดการของโรงเรียน 4. ภาวะผู้นำและการกำกับดูแล ผู้นำในโรงเรียนต้องมีบทบาทที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทั้งในระดับกลยุทธ์และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความร่วมมือ ส่งเสริมกำลังใจ และพัฒนาศักยภาพของบุคลากร 5. การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้บริหารพบความท้าทายในข้อจำกัดด้านความสัมพันธ์กับชุมชน จึงพยายามสร้างชุมชนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการฟื้นตัวของโรงเรียนในยามวิกฤต 2) วิธีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่น ใช้วิธีการพัฒนาที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทจริง ได้แก่ การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การโค้ชและให้คำปรึกษา รวมถึงการนิเทศและติดตามผล ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำและขีดความสามารถของผู้บริหารในการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างยืดหยุ่นในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p>
รัชดากร แสงรูจี
เพ็ญวรา ชูประวัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
61
82
-
การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290002
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง 2. กลุ่มครูของนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายที่ 1 จำนวน 3 คน 3. กลุ่มผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายที่ 1 จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาชุดกิจกรรมฯ เน้นนักเรียนได้รู้จักตนเองและมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกอาชีพ โดยมีผู้เชี่ยวชาญประเมินค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม (IOC) และให้ข้อเสนอแนะ และระยะที่ 2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแผนการสอนประกอบชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบประเมินทักษะการกำหนดตนเอง แบบประเมินการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2) ชุดกิจกรรมฯสามารถสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและทำให้นักเรียนมีทักษะการกำหนดตนเองที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพด้วยตนเองได้ 3) นักเรียนสามารถระบุอาชีพที่ตนเองสนใจได้อย่างมีเหตุผลและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม และ 4) กลุ่มผู้ใช้ชุดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่ม มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมมีความเหมาะสมกับบริบทของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้ในรายวิชาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้</p>
สรญา มุทะธากุล
วาทินี อมรไพศาลเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
83
106
-
การพัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/288985
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้พัฒนาผ่าน Canva และเครื่องดนตรีที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยในการวิจัยครั้งนี้ คือ ขิม ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตีที่นิยมเลือกใช้ในการจัดการเรียนการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) ผลการออกแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์และเกณฑ์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยฯ พบว่า ประเด็นการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยฯ ประกอบไปด้วย 6 ประเด็น ได้แก่ การทำความรู้จักเครื่องดนตรี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวทฤษฎีดนตรี จังหวะ บุคลิกภาพ การปฏิบัติเครื่องดนตรี และการแสดงผลงาน โดยประเมินผ่านเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ได้พัฒนาขึ้น ได้แก่ (1) ภาระงาน จำนวน 8 ชิ้น ประกอบด้วย ชิ้นงาน เรื่องเครื่องดนตรี ทฤษฎีดนตรี และแบบฝึกทักษะเพลงต่าง ๆ (2) แบบประเมินตนเอง เรื่อง การปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย (3) แบบวัดเจตคติของผู้ใช้งานแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ (4) แบบสัมภาษณ์ผู้ใช้งานแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ (5) แบบประเมินต้นแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ พบว่า ผลประเมินต้นแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ รายด้าน มีความเหมาะสมระดับสูงมาก ทั้ง 3 ด้าน สำหรับผลการทดลองใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการอยู่ในระดับสูงมากและสูงเป็นส่วนใหญ่ และภาพรวมด้านเจตคติของผู้ใช้งานแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.75 , SD = .09) สำหรับจุดเด่นของการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยผ่านแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ คือ ความทันสมัยและเป็นระบบ สะดวกต่อการใช้งาน สามารถติดตามและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่อง เหมาะสมกับการประเมินระยะยาวและครอบคลุม ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและการใช้เทคโนโลยี ใช้งานง่ายและต่อยอดในอนาคตได้ ในส่วนของปัญหาที่พบจากการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยผ่านแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ พบว่า ผู้เรียนขาดความชำนาญด้านเทคโนโลยี และทักษะการแก้ปัญหาด้านเทคนิคของอุปกรณ์ </p>
สุกฤตา นาคน้อย
ณภัทร ชัยมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
107
124
-
การพัฒนาแนวทางการประเมินผู้เรียนตามกิจกรรมการเรียนการสอนแบบนัดหมายของแผนการศึกษา ก2 และ ก3 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/295825
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจและวิเคราะห์รูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม และรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนใช้งานอยู่ในปัจจุบัน สำหรับผู้เรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบนัดหมายของแผนการศึกษา ก2 และ ก3 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2. เพื่อกำหนดและสร้างรูปแบบการประเมินที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน สำหรับผู้เรียนในแผนการศึกษา ก2 และ ก3 ซึ่งตั้งอยู่บนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) และ 3. เพื่อระบุปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณา ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนและการประเมินผลในแผนการศึกษา ก2 และ ก3 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและการสังเกตเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาในรูปแบบการศึกษาทางไกล รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้สอน จำนวน 42 ท่าน และการระดมสมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผล จำนวน 15 ท่าน โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสังเกต เพื่อรวบรวมข้อมูลตามประเด็นคำถามการวิจัยหลัก 3 ข้อ และทำสรุปโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ตามลำดับวัตถุประสงค์ดังนี้ ประการแรกตาม วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่ารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับแผนการศึกษา ก2 และ ก3 คือการเลือกใช้วิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือวัตถุประสงค์การสอนต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ (CLOs) ของชุดวิชาอย่างชัดเจน ซึ่งผู้สอนส่วนใหญ่เลือกใช้การอภิปรายกลุ่มและการนำเสนอกรณีศึกษาเป็นหลัก ต่อมาตาม วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้กำหนดแนวทางการประเมินผลที่เหมาะสมโดยยึดเกณฑ์การเก็บคะแนนจากกิจกรรมแบบนัดหมายร้อยละ 40 แบ่งการวัดผลเป็น 2 ครั้ง ครั้งละร้อยละ 20 โดยเน้นการออกแบบกิจกรรมการประเมินตามสภาพจริงที่วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ครอบคลุมทั้ง 4 ด้านตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) และใช้เกณฑ์การประเมินพฤติกรรม (Rubrics) ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความโปร่งใสและเที่ยงตรง และสุดท้ายตาม วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้ระบุปัจจัยสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่ ความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนของนักศึกษา ความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต การกำหนดวันจัดกิจกรรมที่ชัดเจนก่อนการลงทะเบียนเพื่อลดความท้าทายด้านเวลาเข้าเรียนของผู้เรียน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้สอนมีความยืดหยุ่นในการพิจารณาวิธีการประเมินรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็น Authentic Assessment เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของเนื้อหาในแต่ละชุดวิชา</p>
กุญชร เจือตี๋
ธัญสินี เล่าสัม
อนุสรณ์ เกิดศรี
ศุกลรัตน์ อิงชาติเจริญ
ศิริรัตน์ จำแนกสาร
ศุภมาส ชุมแก้ว
สมเกียรติ แก้วเกาะสะบ้า
สฤษฎ์เทพ สุขแก้ว
วินิตา แก้วเกื้อ
รัชกฤช ธนพัฒนดล
ณรงค์ ทีปประชัย
สุพรรษา หลังประเสริฐ
ปิยนาฏ สิทธิฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
125
149
-
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/289134
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการเขียนสะกดคำที่เกิดขึ้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการเขียนสะกดคำและศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อน-หลังใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านเขียนสะกดคำ การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) คัดเลือกตัวอย่างวิจัยด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยเป็นนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) แบบฝึกทักษะด้านการเขียนสะกดคำ 3) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเที่ยงของแบบสอบ การวิเคราะห์เปรียบผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) ทดสอบด้วยสถิติที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .001 และการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการหลังการใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ทักษะด้านการเขียนสะกดคำ ด้วยการหาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการเขียนสะกดคำประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาหลักด้านทักษะและความรู้เรื่องการสะกดคำ 2) ผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา ตั้งแต่ 0.6 – 1.00 และค่าความเที่ยงจากสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาร์คของแบบทดสอบ ก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ .95 และ .94 ตามลำดับซึ่งอยู่ในระดับดีและ 3) การเปรียบเทียบค่าสถิติการทดสอบก่อนและหลังเรียนการสะกดคำคะแนนก่อนเรียน (<em>M</em> = 4.76 , <em>SD</em> = 3.50) คะแนนหลังเรียน (<em>M</em> = 10.20 , <em>SD</em> = 4.14) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการเขียนสะกดคำ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังได้รับการเรียนการสอน</p>
ประภากร ศรีอรุณรัศมี
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-27
2026-06-27
7 1
150
168