https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/issue/feed
วารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์
2026-06-27T12:37:05+07:00
Dr.Supamas Chumkaew
mesr.editor@hotmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารการวัด ประเมินผล สถิติ และการวิจัยทางสังคมศาสตร์</p> <p><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">ISSN Old Number</span></strong><br /><strong>ISSN :</strong> 2730-2466 (online )<br /><br /><strong><span class="Y2IQFc" lang="en">ISSN New Number</span></strong><br /><strong>ISSN :</strong> 3088-1951 (online )</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/299003
Where Research Begins: Choosing a Research Project That Matters to You (and the World)
2026-03-04T11:57:58+07:00
สุพรรษา หลังประเสริฐ
Supunsa.lan@stou.ac.th
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290142
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา
2025-06-16T22:26:18+07:00
ชเนตตี เมืองมูล
6680026927@student.chula.ac.th
ธีรภัทร กุโลภาส
dhirapat.K@chula.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รวมทั้งสิ้น 136 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษานี้ คือแบบสอบถาม ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (<em>PNI<sub>modified</sub></em>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา อยู่ในระดับมาก โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ทักษะการแก้ปัญหา สำหรับสภาพพึงประสงค์ของการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา อยู่ในระดับมากที่สุด องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ภาวะผู้นำและการให้คำแนะนำเป็นองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด เมื่อพิจารณาค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง พบว่า องค์ประกอบที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ทักษะการแก้ปัญหา รองลงมาคือภาวะผู้นำและการให้คำแนะนำ ทักษะการสื่อสาร ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตามลำดับ ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาการสร้างทีมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา ให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็น อันจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการพัฒนาครูอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290658
การพัฒนาแบบสอบอัตนัยและแนวทางการทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2025-07-17T12:40:53+07:00
กวินนา แก้วเพ็ชร
kawinna.macarena.gin@gmail.com
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง
nuttaporn.l@chula.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบสอบอัตนัยสำหรับการประเมินทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษสำหรับนิสิต ระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ และ 2) ศึกษาแนวทางการทดสอบที่มีความสอดคล้องกับบริบทการจัดการเรียนรู้ระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ตัวอย่างวิจัย คือ นิสิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย และวิเคราะห์ข้อมูลตามทฤษฎีการสรุปอ้างอิง (generalizability theory) ด้วยโปรแกรม EduG เพื่อทำการศึกษาเชิงสรุปอ้างอิง (G study) และการศึกษาเชิงตัดสินใจ (D study) โดยใช้การออกแบบการวัดแบบไขว้ (cross design) ซึ่งผลปรากฏว่า 1) การพัฒนาแบบสอบอัตนัยวัดทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนิสิต คณะครุศาสตร์ ในประเทศไทยควรมีการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างบริบทของผู้สอบและโจทย์ ความเหมาะสมของระยะเวลาในการทำโจทย์ข้อนั้น ๆ ร่วมด้วย และระหว่างกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเกณฑ์การตรวจให้คะแนน ควรมีการสอบถามหรือเก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับหลักหรือประเด็นที่สามารถใช้เป็นแบบอย่าง (anchor responses) ในการตรวจได้ และ 2) หากกำหนดความน่าเชื่อถือของการวัดที่ .70 จะต้องกำหนดข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบขั้นต่ำ 3 ข้อ และใช้ตรวจให้คะแนน 1 ครั้ง หรือใช้ข้อสอบ 2 ข้อ และตรวจให้คะแนน 2 ครั้ง จึงจะให้ผลการวัดที่น่าเชื่อถือได้</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290683
การพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับวิชาชีววิทยา เรื่องพันธุศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2025-07-16T13:59:33+07:00
ภูรินที กุลธงเกตุ
k.phurinatee@gmail.com
ศิริชัย กาญจนวาสี
Sirichai.k@chula.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับในเนื้อหาดังกล่าว การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนกับนักเรียน จำนวน 160 คน และระยะพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยกับนักเรียน จำนวน 420 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบวินิจฉัยสองระดับชนิดปลายเปิด แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ และแบบสัมภาษณ์ด้วยเทคนิคการคิดออกเสียง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (CTT) และทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (IRT) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในเรื่องพันธุศาสตร์หลายประการ โดยประเด็นที่พบมากที่สุด คือ ความเข้าใจว่าลักษณะเด่นเป็นลักษณะที่มองเห็นได้ชัดเจนหรือพบบ่อยในกลุ่มประชากร (ร้อยละ 28.75) รองลงมา คือ ความเข้าใจว่าดีเอ็นเอคือส่วนหนึ่งของยีน (ร้อยละ 24.38) ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้สร้างตัวลวงของแบบสอบวินิจฉัย ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ จำนวน 11 ข้อ พบว่า มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.60–1.00) มีค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายในของคะแนนระดับคำตอบ เท่ากับ .75 และระดับเหตุผล เท่ากับ .72 ผลการวิเคราะห์ตามทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ พบว่าโมเดล 3 พารามิเตอร์ (3PL) มีความเหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด โดยมีค่าอำนาจจำแนก (a) ค่าความยาก (b) และค่าการเดา (c) อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ด้วยเทคนิคการคิดออกเสียง พบว่า มีความสอดคล้องในระดับปานกลางถึงดี (κ = .41–.80) แสดงให้เห็นว่า แบบสอบวินิจฉัยที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ระบุปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290268
แนวทางการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่น
2025-06-16T22:15:50+07:00
รัชดากร แสงรูจี
6680123027@student.chula.ac.th
เพ็ญวรา ชูประวัติ
6680123027@student.chula.ac.th
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหาและวิธีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่น เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานคร จํานวน 9 คน จาก 3 โรงเรียน ด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) โดยผู้บริหารจะเป็นผู้เลือกตัวแทนครูจากกลุ่มครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาของผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่นประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การคาดการณ์และความพร้อม ผู้บริหารและครูสะท้อนถึงความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงรอบด้านและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ผ่านการสังเกตข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ การตัดสินใจที่รวดเร็ว รอบคอบ และการปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 2. ความสามารถในการตอบสนอง ผู้บริหารพัฒนาและประยุกต์ใช้กลยุทธ์การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้แก่ กลยุทธ์การรับมือในภาวะวิกฤต การใช้ทรัพยากรอย่างคล่องตัว และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 3. ความสามารถในการปรับตัว ผู้บริหารเรียนรู้จากสถานการณ์วิกฤตและการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ บูรณาการ การตอบสนองทั้งการเรียนรู้ของนักเรียนและการบริหารจัดการของโรงเรียน 4. ภาวะผู้นำและการกำกับดูแล ผู้นำในโรงเรียนต้องมีบทบาทที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทั้งในระดับกลยุทธ์และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความร่วมมือ ส่งเสริมกำลังใจ และพัฒนาศักยภาพของบุคลากร 5. การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้บริหารพบความท้าทายในข้อจำกัดด้านความสัมพันธ์กับชุมชน จึงพยายามสร้างชุมชนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการฟื้นตัวของโรงเรียนในยามวิกฤต 2) วิธีการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาของสมาคมโรงเรียนมอนเตสซอรี่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานครตามแนวคิดองค์กรที่มีความยืดหยุ่น ใช้วิธีการพัฒนาที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทจริง ได้แก่ การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การโค้ชและให้คำปรึกษา รวมถึงการนิเทศและติดตามผล ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำและขีดความสามารถของผู้บริหารในการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างยืดหยุ่นในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/290002
การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
2025-07-17T12:57:03+07:00
สรญา มุทะธากุล
6580154427@student.chula.ac.th
วาทินี อมรไพศาลเลิศ
Watinee.O@chula.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง 2. กลุ่มครูของนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายที่ 1 จำนวน 3 คน 3. กลุ่มผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนในกลุ่มเป้าหมายที่ 1 จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาชุดกิจกรรมฯ เน้นนักเรียนได้รู้จักตนเองและมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกอาชีพ โดยมีผู้เชี่ยวชาญประเมินค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม (IOC) และให้ข้อเสนอแนะ และระยะที่ 2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแผนการสอนประกอบชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบประเมินทักษะการกำหนดตนเอง แบบประเมินการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2) ชุดกิจกรรมฯสามารถสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและทำให้นักเรียนมีทักษะการกำหนดตนเองที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพด้วยตนเองได้ 3) นักเรียนสามารถระบุอาชีพที่ตนเองสนใจได้อย่างมีเหตุผลและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม และ 4) กลุ่มผู้ใช้ชุดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่ม มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมมีความเหมาะสมกับบริบทของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้ในรายวิชาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/288985
การพัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
2025-06-19T22:54:18+07:00
สุกฤตา นาคน้อย
sukritaa@outlook.co.th
ณภัทร ชัยมงคล
nhabhat.c@chula.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้พัฒนาผ่าน Canva และเครื่องดนตรีที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยในการวิจัยครั้งนี้ คือ ขิม ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตีที่นิยมเลือกใช้ในการจัดการเรียนการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) ผลการออกแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์และเกณฑ์ในการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยฯ พบว่า ประเด็นการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยฯ ประกอบไปด้วย 6 ประเด็น ได้แก่ การทำความรู้จักเครื่องดนตรี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวทฤษฎีดนตรี จังหวะ บุคลิกภาพ การปฏิบัติเครื่องดนตรี และการแสดงผลงาน โดยประเมินผ่านเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ได้พัฒนาขึ้น ได้แก่ (1) ภาระงาน จำนวน 8 ชิ้น ประกอบด้วย ชิ้นงาน เรื่องเครื่องดนตรี ทฤษฎีดนตรี และแบบฝึกทักษะเพลงต่าง ๆ (2) แบบประเมินตนเอง เรื่อง การปฏิบัติเครื่องดนตรีไทย (3) แบบวัดเจตคติของผู้ใช้งานแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ (4) แบบสัมภาษณ์ผู้ใช้งานแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ (5) แบบประเมินต้นแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ พบว่า ผลประเมินต้นแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ รายด้าน มีความเหมาะสมระดับสูงมาก ทั้ง 3 ด้าน สำหรับผลการทดลองใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการอยู่ในระดับสูงมากและสูงเป็นส่วนใหญ่ และภาพรวมด้านเจตคติของผู้ใช้งานแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.75 , SD = .09) สำหรับจุดเด่นของการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยผ่านแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ คือ ความทันสมัยและเป็นระบบ สะดวกต่อการใช้งาน สามารถติดตามและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่อง เหมาะสมกับการประเมินระยะยาวและครอบคลุม ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและการใช้เทคโนโลยี ใช้งานง่ายและต่อยอดในอนาคตได้ ในส่วนของปัญหาที่พบจากการประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องดนตรีไทยผ่านแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ พบว่า ผู้เรียนขาดความชำนาญด้านเทคโนโลยี และทักษะการแก้ปัญหาด้านเทคนิคของอุปกรณ์ </p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/295825
การพัฒนาแนวทางการประเมินผู้เรียนตามกิจกรรมการเรียนการสอนแบบนัดหมายของแผนการศึกษา ก2 และ ก3 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
2025-12-18T14:45:37+07:00
กุญชร เจือตี๋
Kunchon.Jeo@stou.ac.th
ธัญสินี เล่าสัม
Thanyasinee.Lao@stou.ac.th
อนุสรณ์ เกิดศรี
Anusorn.Koe@stou.ac.th
ศุกลรัตน์ อิงชาติเจริญ
Sukolrat.Ing@stou.ac.th
ศิริรัตน์ จำแนกสาร
Sirirut.Jum@stou.ac.th
ศุภมาส ชุมแก้ว
Supamas.Chu@stou.ac.th
สมเกียรติ แก้วเกาะสะบ้า
Supamas.Chu@stou.ac.th
สฤษฎ์เทพ สุขแก้ว
Sarhistthep.Suk@stou.ac.th
วินิตา แก้วเกื้อ
Vinita.Kae@stou.ac.th
รัชกฤช ธนพัฒนดล
Ratchakrit.Tan@stou.ac.th
ณรงค์ ทีปประชัย
Narong.tee@stou.ac.th
สุพรรษา หลังประเสริฐ
Supunsa.lan@stou.ac.th
ปิยนาฏ สิทธิฤทธิ์
Piyanart.sit@stou.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสำรวจและวิเคราะห์รูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม และรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนใช้งานอยู่ในปัจจุบัน สำหรับผู้เรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบนัดหมายของแผนการศึกษา ก2 และ ก3 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2. เพื่อกำหนดและสร้างรูปแบบการประเมินที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน สำหรับผู้เรียนในแผนการศึกษา ก2 และ ก3 ซึ่งตั้งอยู่บนแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) และ 3. เพื่อระบุปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณา ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนและการประเมินผลในแผนการศึกษา ก2 และ ก3 การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและการสังเกตเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษาในรูปแบบการศึกษาทางไกล รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้สอน จำนวน 42 ท่าน และการระดมสมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผล จำนวน 15 ท่าน โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสังเกต เพื่อรวบรวมข้อมูลตามประเด็นคำถามการวิจัยหลัก 3 ข้อ และทำสรุปโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ตามลำดับวัตถุประสงค์ดังนี้ ประการแรกตาม วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่ารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับแผนการศึกษา ก2 และ ก3 คือการเลือกใช้วิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือวัตถุประสงค์การสอนต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ (CLOs) ของชุดวิชาอย่างชัดเจน ซึ่งผู้สอนส่วนใหญ่เลือกใช้การอภิปรายกลุ่มและการนำเสนอกรณีศึกษาเป็นหลัก ต่อมาตาม วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้กำหนดแนวทางการประเมินผลที่เหมาะสมโดยยึดเกณฑ์การเก็บคะแนนจากกิจกรรมแบบนัดหมายร้อยละ 40 แบ่งการวัดผลเป็น 2 ครั้ง ครั้งละร้อยละ 20 โดยเน้นการออกแบบกิจกรรมการประเมินตามสภาพจริงที่วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ครอบคลุมทั้ง 4 ด้านตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) และใช้เกณฑ์การประเมินพฤติกรรม (Rubrics) ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความโปร่งใสและเที่ยงตรง และสุดท้ายตาม วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้ระบุปัจจัยสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่ ความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนของนักศึกษา ความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต การกำหนดวันจัดกิจกรรมที่ชัดเจนก่อนการลงทะเบียนเพื่อลดความท้าทายด้านเวลาเข้าเรียนของผู้เรียน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้สอนมีความยืดหยุ่นในการพิจารณาวิธีการประเมินรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็น Authentic Assessment เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของเนื้อหาในแต่ละชุดวิชา</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/mesr/article/view/289134
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ
2025-06-16T20:59:49+07:00
ประภากร ศรีอรุณรัศมี
prapakorn.sr@gmail.com
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง
nuttaporn.l@chula.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการเขียนสะกดคำที่เกิดขึ้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการเขียนสะกดคำและศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อน-หลังใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านเขียนสะกดคำ การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) คัดเลือกตัวอย่างวิจัยด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยเป็นนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) แบบฝึกทักษะด้านการเขียนสะกดคำ 3) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเที่ยงของแบบสอบ การวิเคราะห์เปรียบผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) ทดสอบด้วยสถิติที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับ .001 และการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการหลังการใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ทักษะด้านการเขียนสะกดคำ ด้วยการหาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการเขียนสะกดคำประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาหลักด้านทักษะและความรู้เรื่องการสะกดคำ 2) ผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา ตั้งแต่ 0.6 – 1.00 และค่าความเที่ยงจากสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาร์คของแบบทดสอบ ก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ .95 และ .94 ตามลำดับซึ่งอยู่ในระดับดีและ 3) การเปรียบเทียบค่าสถิติการทดสอบก่อนและหลังเรียนการสะกดคำคะแนนก่อนเรียน (<em>M</em> = 4.76 , <em>SD</em> = 3.50) คะแนนหลังเรียน (<em>M</em> = 10.20 , <em>SD</em> = 4.14) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการเขียนสะกดคำ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังได้รับการเรียนการสอน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช