วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm <p><strong>วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ</strong></p> <p>เป็นวารสารวิชาการที่จัดทำโดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ผ่านการรับรองคุณภาพวารสาร Thai-Journal Citation Index: TCI Group II</p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์<br />และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านการสื่อสารมวลชน วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์และสาขาอื่นๆ ที่มีผลงานเกี่ยวเนื่องกับศาสตร์ทางด้านนี้ และเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการวิจัย รวมทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านการสื่อสารในสาขาวิชาต่างๆ มากขึ้น</p> <p><span lang="th">แต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จำนวน 3 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบันและมิใช่สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความนั้น ผู้พิจารณาบทความจะมิทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ อีกทั้ง ผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind Peer Review)</span></p> <p><span lang="th">กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่<br /></span><span lang="th">- ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน กำหนดเผยแพร่ในเดือน มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม กำหนดเผยแพร่ในเดือน ธันวาคม</span></p> <p><strong>ISSN: <span class="WdYUQQ text-decoration-none text-strikethrough-none">2985-0665</span> (Print) </strong><strong>ISSN: <span class="WdYUQQ text-decoration-none text-strikethrough-none">2985-0673 </span>(Online)</strong></p> คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Faculty of Mass Communication, Chiang Mai University) th-TH วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ 2985-0665 <p>ลิขสิทธ์ที่ผู้เขียนบทความต้องยอมรับ</p> การศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการให้บริการข้อมูลข่าวสารเทศบาลตำบลของประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/293636 <div>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเทศบาลตำบลของประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาความต้องการข้อมูลข่าวสาร 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการให้บริการข้อมูลข่าวสาร และ 4) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรกับความพึงพอใจต่อการให้บริการข้อมูลข่าวสารของประชาชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นประชาชนในเขตเทศบาลตำบลทั้ง 54 แห่ง กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของยามาเน่ ที่ระดับร้อยละ 95 และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเพื่อแบ่งสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้เท่าเทียมกันตามสัดส่วนประชากรของแต่ละเทศบาลตำบล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับที่ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</div> <div> </div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปิดรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.33, S.D. = 0.67) สื่อที่เปิดรับมากที่สุด ได้แก่ ป้ายประชาสัมพันธ์สื่อบุคคลและไลน์ 2) ความต้องการข้อมูลข่าวสารของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.65, S.D. = 0.41) ในด้านรูปแบบการนำเสนอต้องการให้นำเสนอให้มีความน่าสนใจ ตรงตามความต้องการใช้ประโยชน์ มีความถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ เน้นการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการสังคม สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมและการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในช่องทางการสื่อสารควรนำเสนอผ่านเฟซบุ๊กของเทศบาลตำบลหรือเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลและเว็บไซต์เทศบาลตำบล 3) ความพึงพอใจต่อการให้บริการข้อมูลข่าวสารโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&amp;space;&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.59, S.D. = 0.75) โดยพึงพอใจมากที่สุดในด้านเนื้อหาเกี่ยวกับสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิและสวัสดิการสังคมและด้านการส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิต 4) เพศและอาชีพของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลในจังหวัดอุบลราชธานีที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการให้บริการข้อมูลข่าวสารของเทศบาลตำบลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</div> <div> </div> <p> </p> วิชิราภรณ์ สายพิมพ์ ไพบูรณ์ คะเชนทรพรรค์ สันทัด ทองรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 14 1 31 64 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมสื่อดิจิทัลของบุคลากรสื่อมวลชนไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/293614 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมสื่อดิจิทัลของบุคลากรสื่อมวลชนไทย โดยอาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Acceptance Model: TAM) และทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรมของ Rogers เป็นฐานในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากบุคลากรสื่อมวลชนไทย ได้แก่ นักข่าว ผู้ผลิตข่าวและผู้บริหารสื่อ จำนวน 460 คน โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วน 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ (multiple regression analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ปัจจัยด้านการเมืองและกฎหมาย และปัจจัยด้านเศรษฐกิจ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยอมรับนวัตกรรมสื่อดิจิทัลของบุคลากรสื่อมวลชนไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขณะที่ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรมมีอิทธิพลในเชิงลบต่อการยอมรับนวัตกรรมสื่อดิจิทัล โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการยอมรับนวัตกรรมได้ร้อยละ 73.7 ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนานวัตกรรมสื่อดิจิทัลในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบริบทเชิงโครงสร้างทางสังคม กฎหมายและเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการปรับตัวของบุคลากรสื่อด้วย<br /><br /><br /> </p> ณัฏฐ์วัฒน์ ธนพรรณสิน เพิ่มพร ณ นคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-15 2026-06-15 14 1 65 82 Beyond Price Promotion: Integrated Marketing Communication Strategies in E-commerce Mega Campaigns - A Qualitative Study of Shopee and Lazada in Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/298499 <p>The rapid growth of e-commerce and the increasing intensity of competition in Thailand have encouraged major online marketplaces to implement large-scale promotional events known as mega campaigns. While previous research has primarily focused on consumer behavior and technology adoption, limited attention has been given to how these campaigns are strategically communicated as integrated marketing efforts. This study aims to explore the Integrated Marketing Communication (IMC) strategies employed by Shopee and Lazada during the year-end mega campaign period (9.9-12.12, 2025) in Thailand. A qualitative content analysis was conducted using publicly available posts from the official Instagram and TikTok accounts of both platforms. A total of 72 campaign-related posts (37 from Shopee and 35 from Lazada) were purposively selected and analyzed using thematic analysis.</p> <p>The findings suggest that both platforms used highly coordinated communication strategies that incorporated multiple elements, including price-focused promotional appeals, urgency cues, visually engaging designs, entertainment-oriented content, influencer presence, and behavioral prompts to encourage platform interaction. Economic value messaging served as the main focus, while urgency framing and impactful visual design were employed to capture consumer attention during time-sensitive campaign periods. The analysis also revealed differences in strategic focus: many Shopee campaign posts highlighted visually striking presentations with large discount figures, countdown graphics, and animated layouts designed to quickly attract users’ attention while scrolling through social media feeds.</p> <p>The study contributes to IMC literature by showing that contemporary e-commerce mega campaigns function as continuous<br />and interactive communication systems rather than isolated promotional events. The findings also provide practical insights for marketers on integrating functional value with emotional engagement and user participation strategies in digital campaign environments.</p> Nunnapan Puathanawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-15 2026-06-15 14 1 83 122 ภาพลักษณ์นักแสดงชายไทยในฐานะ Soft Power: การเปลี่ยนผ่านจากภาพอุดมคติสู่ความเป็นมนุษย์ในวัฒนธรรมสื่อร่วมสมัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/298075 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาภาพลักษณ์ของนักแสดงชายไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ (soft power) เชิงวัฒนธรรม โดยวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของภาพลักษณ์จากภาพอุดมคติไปสู่ความเป็นมนุษย์ในวัฒนธรรมสื่อร่วมสมัย การศึกษานี้ตั้งอยู่บนข้อสังเกตว่าแนวคิด soft power ซึ่งเดิมมักเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ที่เหมาะสมสมบูรณ์แบบและมีคุณค่าทางศีลธรรมกำลังเปลี่ยนแปลงไปในบริบทสื่อดิจิทัลที่เปิดพื้นที่ให้ภาพลักษณ์ซึ่งสะท้อนความจริงใจ ความเปราะบางและประสบการณ์ชีวิตจริงได้รับการยอมรับและเชื่อมโยงกับผู้รับสารมากขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความทางสังคมและวัฒนธรรม โดยใช้กรณีศึกษานักแสดงชายไทยที่มีการปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องในสื่อกระแสหลักและสื่อดิจิทัล ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ข่าวบันเทิง บทสัมภาษณ์ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา เพลง เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์และความคิดเห็นของผู้รับสารในพื้นที่ดิจิทัลจำนวนมากกว่า 300 ชิ้น ซึ่งเก็บรวบรวมจากแพลตฟอร์มสาธารณะในช่วงพ.ศ. 2548 – 2568 เพื่อทำความเข้าใจการสร้าง การหมุนเวียนและการต่อรองความหมายของภาพลักษณ์ในวัฒนธรรมสื่อร่วมสมัย ผลการศึกษาพบว่า soft power ของนักแสดงชายไทยเกิดจากกระบวนการเชิงสื่อที่สร้างผลิตซ้ำและขยายความหมายของภาพลักษณ์ผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างสื่อบุคคลสาธารณะและผู้รับสารโดยภาพลักษณ์ดังกล่าวผสมผสานทั้งมิติของความเป็นอุดมคติ ความเป็นมนุษย์และความเข้าถึงได้ในบริบทสื่อร่วมสมัย ภาพลักษณ์จึงเปลี่ยนผ่านจากความเป็นแบบอย่างเชิงศีลธรรมไปสู่ความเป็นมนุษย์ ความเข้าถึงได้และความสามารถในการสร้างความรู้สึกร่วมกับผู้รับสารในวัฒนธรรมสื่อร่วมสมัย</p> กันยิกา ชอว์ ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-19 2026-06-19 14 1 123 154 กลวิธีการนำเสนอในมิวสิกวิดีโอเกิร์ลกรุ๊ปภายใต้สังกัด SM Entertainment https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/297411 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการนำเสนอในมิวสิก วิดีโอเกิร์ลกรุ๊ปภายใต้สังกัด SM Entertainment โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาในมิวสิกวิดีโอที่เผยแพร่ในยูทูบระหว่าง พ.ศ. 2552 - 2568 เป็นมิวสิกวิดีโอที่มียอดการรับชมเกิน 200 ล้านวิว และมียอดการรับชมมากที่สุดในปีนั้น ๆ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 11 มิวสิกวิดีโอผลการวิจัยพบว่า มิวสิกวิดีโอของเกิร์ลกรุ๊ปภายใต้สังกัด SM Entertainment ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ มีกลวิธีการนำเสนอที่มีลักษณะเป็นระบบที่องค์ประกอบต่าง ๆ ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกัน ทั้งช่วงเวลา ฉากเครื่องแต่งกาย เทคนิคการตัดต่อ เทคนิคการจัดแสงและสี เพื่อสื่อความหมายไปยังผู้ชมให้เข้าใจความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความเป็นหญิงความงาม การสร้างแบรนด์ของศิลปินรวมทั้งค่ายเพลงและเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลในฐานะสื่อกลางของกระแสเคป๊อปและวัฒนธรรมเกาหลี<br /> </p> ชนะพัฒน์ พนมวัน ณ อยุธยา ศรายุทธ ชูพันธุ์ พันธกานต์ ทานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-16 2026-06-16 14 1 155 189 โครงสร้างการเล่าเรื่องและจิตวิทยาการตัดสินใจในภาพยนตร์เชิงปฏิสัมพันธ์: กรณีศึกษา Bandersnatch, Choose Love และ Escape the Undertaker https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/298017 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา โครงสร้างการเล่าเรื่องและจิตวิทยาการตัดสินใจของผู้ชมในภาพยนตร์เชิงปฏิสัมพันธ์ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ตัวบทด้วยการใช้แนวคิดทฤษฎีโครงสร้างการเล่าเรื่องและแนวคิดโครงสร้าง 3 องก์บูรณาการกับทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์และแนวคิดจิตวิทยาการตัดสินใจ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยภาพยนตร์เชิงปฏิสัมพันธ์สามเรื่องในแฟลตฟอร์มรับชมภาพยนตร์ออนไลน์ เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ที่มีผู้ชมและการมีส่วนร่วมสูงสุดจาก IMDb ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Black Mirror: Bandersnatch (ค.ศ 2018) ภาพยนตร์เรื่อง Choose Love (ค.ศ 2023) และภาพยนตร์เรื่อง Escape the Undertaker (ค.ศ 2021)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภาพยนตร์เชิงปฏิสัมพันธ์มีวิวัฒนาการควบคู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสื่อ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงยุคสตรีมมิ่งที่เอื้อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการในฐานะผู้เล่นมากกว่าผู้ชม ด้านโครงสร้างการเล่าเรื่อง พบว่าภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องใช้โครงสร้างแบบแตกกิ่ง ที่แตกกิ่งก้านสอดแทรกในเนื้อเรื่อง ให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับภาพยนตร์ที่มีมากกว่า 1 ทางเลือกและมีตอนจบหลายแบบ โดยจำนวนตัวเลือกและความยาวของภาพยนตร์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความหลากหลายของกิ่งก้านระหว่างเรื่องและตอนจบ แม้บางเส้นทางอาจไม่ครบองค์ประกอบตามทฤษฎีโครงสร้าง 3 องก์แต่ความไม่สมบูรณ์นั้นทำหน้าที่เป็นกลไกกระตุ้นให้ผู้ชมสำรวจเส้นทางอื่นต่อไป หากผู้ชมเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับแก่นเรื่องหลักโครงสร้างจะยังคงสอดคล้องกับทฤษฎีการเล่าเรื่องอย่างครบถ้วน ด้านจิตวิทยาการตัดสินใจผ่านมุมมองทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์พบว่าปฏิสัมพันธ์ของผู้ชมสะท้อนผ่านกระบวนการตีความตัวเลือก การรับรู้บทบาท การสร้างตัวตน การสร้างนิยามใหม่และการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยแต่ละเรื่องกระตุ้นกระบวนการเหล่านี้ในลักษณะเฉพาะ กล่าวคือภาพยนตร์เรื่อง Black Mirror: Bandersnatch เน้นความซับซ้อนเชิงอภิปรัชญา ภาพยนตร์ เรื่อง Choose Love เน้นอารมณ์และค่านิยมส่วนบุคคล และภาพยนตร์ เรื่อง Escape the Undertaker เน้นการแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ภาพยนตร์เชิงปฏิสัมพันธ์เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบการสื่อสารที่ขยายขอบเขตของทฤษฎีการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิมและเปิดแนวทางสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยต่อไป</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> กฤษดา คะสุวรรณ์ นิยม วงศ์พงษ์คำ ปรีชา สาคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-19 2026-06-19 14 1 190 222 วัฒนธรรมแฟนดอมกับการเมืองดิจิทัล: ปรากฏการณ์ “ด้อมส้ม” ในบริบทการเลือกตั้งปี 2566 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/masscomm/article/view/295890 <p>บทความเรื่อง “วัฒนธรรมแฟนดอมกับการเมืองดิจิทัล: ปรากฏการณ์ “ด้อมส้ม” ในบริบทการเลือกตั้งปี 2566” เป็นบทความวิชาการเชิงวิเคราะห์ที่มุ่งอธิบายปรากฏการณ์ “ด้อมส้ม” ในฐานะรูปแบบหนึ่งของแฟนดอมทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 โดยใช้กรอบแนวคิดด้านแฟนศึกษา (fan studies) และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (participatory culture) เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงบทบาทของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากผู้รับสารทางการเมืองไปสู่ผู้ร่วมผลิตและเผยแพร่เนื้อหาในพื้นที่สื่อดิจิทัล ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า “ด้อมส้ม” มิได้เป็นเพียงกลุ่มผู้สนับสนุนทางการเมืองในเชิงการเลือกตั้ง หากแต่เป็นเครือข่ายแฟนดอมที่ผสมผสานวัฒนธรรมป๊อป เทคโนโลยีดิจิทัลและความผูกพันเชิงอารมณ์ทางการเมืองเข้าด้วยกันผ่านการผลิตเนื้อหา เช่น คลิปวิดีโอสั้น มีมทางการเมืองแฟนอาร์ตและการใช้แฮชแท็กเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะในสื่อสังคมออนไลน์ ลักษณะดังกล่าว สะท้อนรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบกระจายศูนย์ ซึ่งผู้สนับสนุนมีบทบาทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้เผยแพร่ความหมายทางการเมือง</p> <p>บทความเสนอว่า ปรากฏการณ์ “ด้อมส้ม” เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านในภูมิทัศน์การสื่อสารการเมืองไทย จากรูปแบบการสื่อสารแบบบนลงล่าง ไปสู่รูปแบบที่ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายผู้มีส่วนร่วมในสื่อดิจิทัล ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามามีบทบาทในการกำหนดวาระทางสังคมและสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองในบริบทร่วมสมัย</p> ปรัชญา โพธิหัง คมสัน รัตนะสิมากูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการสื่อสารและสื่อบูรณาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-19 2026-06-19 14 1 1 30