วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts <p> วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Journal of Liberal Arts, Thammasat University) เป็นวารสารทางวิชาการที่มีกระบวนการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (double blinded peer-reviews) จัดพิมพ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลการศึกษา การค้นคว้าใหม่ๆ ทฤษฎี การวิจัย วิธีวิทยา และแนวคิดในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ได้แก่ ภาษา วรรณกรรม ภาษาศาสตร์ ปรัชญา การศึกษา ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เขียนด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ หรือบทวิจารณ์หนังสือ<br /> วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับแรก เดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม ทั้งนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบตีพิมพ์ให้เหลือเพียงรูปแบบเดียวคือการตีพิมพ์ออนไลน์เท่านั้น<br /><br /><strong>Template บทความ และแบบฟอร์มการส่งบทความ<br /></strong></p> <p> - Template บทความ : <a href="https://docs.google.com/document/d/1ZiCvNG2w2zt7t93wxM3EMkpbdlzQ_bwW/edit?usp=sharing&amp;ouid=112190963664342975661&amp;rtpof=true&amp;sd=true">ดาวน์โหลด</a></p> <p> - แบบฟอร์มการส่งบทความ : ดาวน์โหลด <a href="https://docs.google.com/document/d/17G2ilreGIGYJnO7TipQe_Bq5G-ohHEbH/edit?usp=sharing&amp;ouid=112190963664342975661&amp;rtpof=true&amp;sd=true">TH</a> or <a href="https://docs.google.com/document/d/17bpuIGvt6OMOH1c3cPAJBwZd4s2nqSTO/edit?usp=sharing&amp;ouid=112190963664342975661&amp;rtpof=true&amp;sd=true">EN</a></p> <p> - คู่มือการเขียนอ้างอิง APA7th Edition <a href="https://drive.google.com/file/d/1aDfVT1oU9gox7KZ8UFrN_XrjBlqCJZvn/view?usp=sharing">ดาวน์โหลด</a></p> Faculty of Liberal Arts, Thammasat University th-TH วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1513-9131 เกี่ยวกับวารสาร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/301235 <p>-</p> กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 กองบรรณาธิการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/301236 กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 สารบัญ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/301237 กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 บทบรรณาธิการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/301238 สุภินดา รัตนตั้งตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 การวิจารณ์ในที่ทำงาน : การวิเคราะห์เชิงวัจนปฏิบัติศาสตร์สังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/291779 <p>การวิจารณ์ถือเป็นวัจนกรรมคุกคามหน้าและอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง จึงทำให้การเอ่ยถ้อยคำวิจารณ์ผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยที่ยึดแนวคิดแบบความเป็นกลุ่มนิยม ชาวไทยมักให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จึงน่าสนใจหากชาวไทยจำเป็นต้องกล่าววิจารณ์ผู้อื่น งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่เน้นศึกษาการวิจารณ์จากบริบทสังคมวัฒนธรรมตะวันตกทำให้ในบริบทสังคมวัฒนธรรมตะวันออกยังมีอยู่จำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการเลือกใช้กลวิธีการวิจารณ์ในที่ทำงาน (2) ศึกษาการเลือกใช้กลวิธีการวิจารณ์กับรูปแบบสถานการณ์การสื่อสารระหว่างต่อหน้าและลับหลัง และ (3) ศึกษาการเลือกใช้กลวิธีการวิจารณ์กับปัจจัยสถานะเชิงความสัมพันธ์ระหว่างผู้วิจารณ์และผู้ถูกวิจารณ์ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ได้มาจากแบบสอบถามเติมเต็มผลัดสุดท้าย ซึ่งประกอบด้วยสถานการณ์สมมติ 4 ข้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่ทำงานทั้งในหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชน จำนวน 60 คน ผู้วิจัยได้นำกรอบแนวคิดวัจนกรรม กลวิธีการวิจารณ์ และทฤษฎีความสุภาพ มาใช้เป็นแนวทางพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้บอกภาษาเลือกใช้กลวิธีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ การเลือกไม่วิจารณ์ การวิจารณ์แบบตรง และการวิจารณ์แบบอ้อม โดยสถานการณ์ต่อหน้ามีแนวโน้มเลือกใช้กลวิธีการไม่วิจารณ์หรือการวิจารณ์แบบอ้อมมากกว่าสถานการณ์ลับหลัง ส่วนในด้านสถานะเชิงความสัมพันธ์พบว่าผู้วิจารณ์มีแนวโน้มเลือกใช้กลวิธีการวิจารณ์แบบตรงกับผู้ที่อาวุโสน้อยกว่า เช่น รุ่นน้อง ในขณะที่กับหัวหน้า รุ่นพี่ และเพื่อนร่วมรุ่น มักเลือกใช้กลวิธีการเลือกไม่วิจารณ์หรือกลวิธีการวิจารณ์แบบอ้อม นอกจากนี้ยังพบว่าบริบทการสนทนาที่เป็นทางการ การคำนึงถึงผลประโยชน์ในอนาคต และการมีผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูงอยู่ด้วยเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้พูดหลีกเลี่ยงการเอ่ยถ้อยคำวิจารณ์แบบตรง หรือเลือกใช้ถ้อยคำที่ช่วยลดระดับความรุนแรงของการสื่อเจตนาในการวิจารณ์มากขึ้นอีกด้วย ผลจากการศึกษานี้สามารถนำไปปรับใช้ในการสื่อสารเพื่อช่วยลดความขัดแย้งของคนในองค์กรและสังคมต่อไป</p> ศิรวัตร ไทยแท้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 1 29 10.64731/jla.v26i1.291779 รักในพระคัมภีร์ไบเบิลภาษาจีน : การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงภาษาและวัฒนธรรมในจดหมายฝากของอัครทูตเปาโล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/292727 <p>งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาคำว่า 爱 (ài รัก) ในจดหมายฝากอัครทูตเปาโล พระคัมภีร์ไบเบิลภาษาจีน ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เนื้อหาภายใต้กรอบแนวคิด ISP และ CDA โดยใช้พระคัมภีร์จีนฉบับคณะกรรมการขบวนการคริสต์ศาสนารักชาติตามหลักพึ่งตนเองสามด้านแห่งชาติจีน (2009) กับฉบับยูเนี่ยนปรับปรุงใหม่ (2010) เป็นแหล่งข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าคำว่า “รัก” ไม่ได้จำกัดเพียงคำว่า 爱 แต่มีการหลากคำถึง 19 คำ โดยพบมากที่สุดในคำว่า 爱 และ 爱心 (“รัก” ใช้ 爱 29 ครั้ง ร้อยละ48.30 “ความรัก” ใช้ 爱 27 ครั้ง ร้อยละ 45.00 ส่วน “รัก” ใช้ 爱心 1 ครั้ง ร้อยละ 1.66 “ความรัก” ใช้ 爱心 33 ครั้ง ร้อยละ 55.00) คำเหล่านี้สะท้อนความรักพื้นฐาน ความรักเชิงคุณธรรม ความเมตตา สะท้อนการปรับใช้เชิงอุดมการณ์ พร้อมเป็นกลไกทางวาทกรรมสอดคล้องนโยบาย “คริสต์ศาสนาแบบจีน” ข้อค้นพบนี้ชี้ว่าภาษาในพระคัมภีร์เป็นพื้นที่ต่อรองและสร้างอุดมการณ์ทางศาสนา</p> ธวัชชัย ชัยชนะกิจพงษ์ จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์ วุฒิพงษ์ ประพันธมิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 30 57 10.64731/jla.v26i1.292727 กลวิธีการแปลคำสรรพนาม ‘It’ และพัฒนาการทางความหมายของคำว่า ‘มัน’ ผ่านการเปรียบเทียบบทแปลภาษาไทยข้ามสมัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289263 <p>งานวิจัยนี้วิเคราะห์กลวิธีการแปลคำสรรพนาม “it” จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย โดยศึกษาสำนวนแปลจากวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland จำนวน 4 ฉบับที่ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2534-2565 ผลการศึกษาพบว่าผู้แปลใช้ 5 กลวิธีได้แก่ 1) แปลเป็นคำสรรพนาม 2) การละคำสรรพนาม 3) การแทนที่ด้วยสิ่งอ้างถึง 4) การปรับประโยคเนื่องจากความแตกต่างด้านโครงสร้างไวยากรณ์ และ 5) การปรับประโยคเพื่อถ่ายทอดความหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณี “it” ที่ไม่มีสิ่งอ้างถึงชัดเจน ผู้แปลมักเลี่ยงการแปลตรงตัว แต่ในสำนวนแปลยุคหลังพบ “มัน” ในบริบทนามธรรมมากขึ้น สะท้อนพัฒนาการเชิงความหมายของคำว่า “มัน” ที่ขยายจากการอ้างถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม ผลการวิเคราะห์สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากพัฒนาการภายในของภาษาไทยไม่ใช่การยืมโครงสร้างจากการแปล และชี้ให้เห็นว่างานแปลวรรณกรรมสามารถเป็นหลักฐานเชิงภาษาศาสตร์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงความหมายภาษาไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้</p> นิดา จำปาทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 58 84 10.64731/jla.v26i1.289263 ปัญหาการล่ามตัวเลขในการล่ามจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย : กรณีศึกษาการฝึกจดบันทึกด้วยตารางเปรียบเทียบหลักเลข https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289191 <p>บทความวิจัยนี้วิเคราะห์ปัญหาการล่ามตัวเลขจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยและการจดบันทึก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักศึกษาวิชาการแปลแบบล่ามรวม 25 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้เรียนล่ามได้ถูกต้องเฉลี่ยรวมในระดับดีพอใช้ ปัญหาการล่ามตัวเลขมักพบตั้งแต่หลักล้าน ข้อผิดพลาดหลัก ได้แก่ หลักเลข การล่ามเพียงบางส่วน และล่ามตัวเลขบางตัวผิด สาเหตุหลักมาจากปัญหาการฟัง การจดจำ จดบันทึกและการแปลงหลักเลข แม้ผลทดสอบทางสถิติไม่พบว่ารูปแบบการจดบันทึกส่งผลต่อความถูกต้องในการล่าม อย่างไรก็ดี ผู้เรียนที่ได้คะแนนสูงมีการจดบันทึกด้วยตารางเปรียบเทียบหลักเลขมากกว่ารูปแบบอื่น ตารางเปรียบเทียบหลักเลขเป็นวิธีหนึ่งในการฝึกฝนการจดบันทึกและการล่ามตัวเลขจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยของผู้เรียนชาวไทย</p> พัชราพร แก้วกฤษฎางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 85 110 10.64731/jla.v26i1.289191 แม่ซอสฝรั่งเศสในสื่อออนไลน์ของไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296733 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการถ่ายทอดชื่อซอสพื้นฐานฝรั่งเศสในข้อเขียนออนไลน์ของไทย โดยใช้ทฤษฎีของ Vinay and Darbelnet เป็นกรอบทฤษฎีหลักในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีการยืม (emprunt) ตามทฤษฎีดังกล่าวเป็นวิธีที่พบบ่อยที่สุดในการแปลชื่อซอส béchamel ซอส espagnole ซอส hollandaise และซอส velouté ส่วนกลวิธีที่พบมากที่สุดในการแปลชื่อซอส tomate คือ การแปลแบบตรงตัว (traduction littérale) นอกจากนี้ ในข้อเขียนเดียวกันยังพบกลวิธีการแปลชื่อซอสที่หลากหลายอีกด้วย</p> สุทิษา โรจนอนันต์ ชนยา ด่านสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 111 127 10.64731/jla.v26i1.296733 การวิเคราะห์คำศัพท์ในตำราสนทนาภาษาจีน 301 ประโยค https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/290263 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาลักษณะคำศัพท์ภาษาจีนในชุดตำรา<em>สนทนาภาษาจีน </em><em>301 ประโยค (ฉบับปรับปรุง)</em> ทั้งหมด 2 เล่ม โดยมุ่งเน้นการสำรวจจำนวนคำศัพท์ ระดับความยาก ความถี่ปรากฏ และวิธีการนิยามคำศัพท์ เพื่อนำผลการวิเคราะห์ไปประเมินความเหมาะสมของการคัดเลือกและจัดเรียงคำศัพท์ และเสนอแนวทางปรับปรุงตำราให้ตอบโจทย์การเรียนการสอนภาษาจีนสำหรับผู้เรียนชาวไทยระดับต้น การวิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์คลังข้อมูลภาษาจากเนื้อหาตำราเรียนทั้ง 2 เล่ม ด้วยโปรแกรม AntConc เพื่อตรวจสอบความถี่ปรากฏของคำศัพท์ ความสอดคล้องระหว่างรายการคำศัพท์กับบทเรียน ตลอดจนการจัดระดับและนิยามคำศัพท์ใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ตำรามีคำศัพท์ใหม่รวม 979 คำ แบ่งเป็นคำศัพท์ระดับต้น 69.9% ระดับกลาง 19% และระดับสูง 4.3% โดยมีคำศัพท์นอกตาราง 145 คำ (14.8%) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำนามเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบริบทไทย นอกจากนี้ พบปัญหาการขาดความสอดคล้องระหว่างคำศัพท์ในบทเรียนกับรายการคำศัพท์ 221 คำ และคำศัพท์ใหม่จำนวน 102 คำที่ไม่ปรากฏในบทเรียน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจดจำของผู้เรียน ด้านวิธีการนิยามคำศัพท์ พบว่าตำราใช้การแปลตรงตัวเป็นหลัก แต่ยังมีข้อบกพร่อง เช่น การระบุชนิดคำไม่ชัดเจน 67 คำ และการนิยามความหมายคลาดเคลื่อน 22 คำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปรับปรุงการจัดระดับคำศัพท์ เพิ่มความถี่การเกิดซ้ำของคำศัพท์ใหม่ และพัฒนาการนิยามคำศัพท์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> เหยา จู่หมิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 128 152 10.64731/jla.v26i1.290263 เพชรมงกุฎคำฉันท์ในฐานะ “งานเขียนใหม่” https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289112 <p>เพชรมงกุฎคำฉันท์เป็นวรรณคดีที่หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) ประพันธ์จากลิลิตเพชรมงกุฎของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เนื้อเรื่องกล่าวถึงการผจญภัยของพระเพชรมงกุฎกับพี่เลี้ยงชื่อพุฒศรี ลักษณะดังกล่าวนี้ทำให้เรื่องเพชรมงกุฎคำฉันท์มีลักษณะเป็น “งานเขียนใหม่” (Rewriting) บทความวิจัยนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เพชรมงกุฎคำฉันท์ในฐานะที่เป็น “งานเขียนใหม่” โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีงานเขียนใหม่ของอองเดร เลอเฟอร์แวร์ (André Lefevere) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการเขียนใหม่และปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้กลวิธีการเขียนใหม่ในเรื่อง ผลการศึกษาพบว่า กลวิธีการเขียนใหม่ในเรื่องสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม 2 ประการ คือ ประพันธศาสตร์ (poetics) และอุดมการณ์ (ideology) ปัจจัยด้านประพันธศาสตร์ส่งผลต่อกลวิธีการเขียนใหม่ในการเลือกใช้ฉันท์ประพันธ์เนื้อหาแต่ละประเภทตามขนบวรรณคดีคำฉันท์ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการดัดแปลงรายละเอียดในเรื่องเพื่อสร้างความละม้ายจริง (verisimilitude) ส่วนปัจจัยด้านอุดมการณ์พบว่า ความจงรักภักดีซึ่งน่าจะเป็นอุดมการณ์สำคัญในสังคมสมัยดังกล่าว ส่งอิทธิพลต่อการเขียนใหม่ในวรรณคดีเรื่องนี้ ดังปรากฏว่า หลวงธรรมาภิมณฑ์ได้ตัดนิทานนำเรื่องที่เป็นนิทานปริศนาเวตาลซึ่งมุ่งเน้นย้ำแนวคิดเรื่องปัญญาออก และเพิ่มบทบาทของพุฒศรีเพื่อแสดงให้เห็นความจงรักภักดีของพุฒศรีต่อพระเพชรมงกุฎ โดยนัยนี้ เพชรมงกุฎคำฉันท์จึงเป็นงานเขียนใหม่ที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์เรื่องความจงรักภักดีของข้าราชบริพารต่อเจ้านาย ผลการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า งานเขียนใหม่มิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยสังคมวัฒนธรรมด้วย นอกจากนี้ การศึกษาในครั้งนี้นับเป็นการขยายขอบเขตการศึกษางานเขียนใหม่ จากเดิมที่ใช้ศึกษาวรรณกรรมแปล ไปสู่การศึกษางานประพันธ์ในภาษาเดียวกัน</p> อัสนี พูลรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 153 184 10.64731/jla.v26i1.289112 ตัวละครเสือสมิงในนวนิยายไทย : ภาพแทนของมนุษย์ผู้มีกิเลส https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288850 <p>บทความวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ตัวละครเสือสมิงในนวนิยายไทยในฐานะภาพแทนของมนุษย์ผู้มีกิเลส เป็นการวิจัยเอกสาร โดยศึกษาจากนวนิยายไทยจำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง<em>เสือ</em> ของพรรณวดี เรื่อง<em>สายพันธุ์พยัคฆ์</em> ของตรี อภิรุม เรื่อง<em>เสือสมิงสิงร่าง</em> ของจันทนา ศิริสวัสดิบุตร และเรื่อง<em>สมิง</em><em>เขาขวาง </em>ของกฤตานนท์ โดยนวนิยายทั้ง 4 เรื่อง ล้วนมีเสือสมิงเป็นตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง นำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า นวนิยายไทยนำเสนอเสือสมิงให้เป็นภาพแทนของมนุษย์ผู้มีกิเลสโดยชี้ให้เห็นว่ากิเลสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวละครกลายร่างเป็นเสือสมิง กิเลสประเภทแรกคือโทสะ เป็นกิเลสที่ทำให้ตัวละครควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ ส่งผลให้กลายร่างเป็นเสือ สร้างความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น กิเลสประเภทที่สองคือโมหะ ทำให้ตัวละครลุ่มหลงในสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ได้แก่ ลุ่มหลงในกามคุณ และลุ่มหลงในไสยศาสตร์ โมหะทำให้ตัวละครขาดความยับยั้งชั่งใจส่งผลให้ชีวิตพบเจอกับหายนะนั่นก็คือการกลายร่างเป็นเสือสมิง</p> ชัยมงคล โฮฮิน ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 185 211 10.64731/jla.v26i1.288850 “ผมดี ผมแย่” : การเปลี่ยนอคติเรื่องเส้นผมในสาธารณรัฐโดมินิกันผ่านวรรณกรรมสำหรับเด็ก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293879 <p>วาทกรรม “ผมดี ผมแย่” ที่ลดทอนคุณค่าเส้นผมแอฟโฟร-โดมินิกัน เกิดจากบริบททางประวัติศาสตร์ของการต่อต้านเฮติและการรังเกียจความดำ อย่างไรก็ดี ช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา วาทกรรมนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป งานวิจัยนี้จึงศึกษาการเปลี่ยนอคติต่อเส้นผมหยิก ผ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กจำนวน 7 เรื่อง ด้วยวิธีการวิจัยเอกสาร พบว่าวรรณกรรมเหล่านี้เป็นพื้นที่ผลิตจินตกรรมความเป็นโดมินิกันรูปแบบใหม่ที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และตอบโต้วาทกรรมเดิม โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) อัตลักษณ์เส้นผมแอฟโฟร-โดมินิกัน คือ ลักษณะเส้นผม การดูแลเส้นผม และทรงผม (2) อคติเรื่องเส้นผมจากภายในครอบครัวและสังคมภายนอก และ (3) การเปลี่ยนอคติเรื่องเส้นผม ได้แก่ การยอมรับตนเอง การเคารพความหลากหลาย และการเชิดชูอัตลักษณ์</p> พิชญ์ดา โชติพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 212 242 10.64731/jla.v26i1.293879 การเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงมอสโก : จากวรรณกรรมสู่ภาพยนตร์สารคดี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/295667 <p>บทความวิจัยนี้ศึกษาความสัมพันธ์ของตัวบทวรรณกรรมเรื่อง “การเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงมอสโก” ของนักเขียนอะเลคซานเดอร์ ราดิเชฟ กับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “การเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงมอสโก : เส้นทางเฉพาะ” ของนักสื่อสารมวลชนอันเดรย์ โลชาค ผู้วิจัยใช้กรอบคิดด้านโครงเรื่องของนวนิยาย การวิเคราะห์ตัวบท แนวคิดสหบท มาวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียร่วมสมัยในเชิงเปรียบเทียบของสองช่วงเวลาคือศตวรรษที่ 18 และศตวรรษที่ 21 ผลการศึกษาพบว่ามีประเด็นที่เด่นชัดในงานทั้งสองชิ้น คือ 1) ประเด็นระบบทาสติดที่ดิน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีระบบทาสติดที่ดินแล้ว แต่ชาวนาก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แบกรับภาระต่าง ๆ ไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานรัฐ และมีแนวโน้มที่คนรัสเซียจะไม่อยากประกอบอาชีพนี้อย่างมีนัยสำคัญ 2) ประเด็นเสรีภาพสื่อสิ่งพิมพ์ ในอดีตผู้ปกครองประเทศใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการเซนเซอร์อย่างเข้มงวด ปัจจุบันในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าสื่อมีเสรีภาพและห้ามมีการเซนเซอร์ แต่พบว่าการเซนเซอร์ยังคงมีอยู่แต่มีความแยบยลมากยิ่งขึ้น และ 3) ประเด็นสถานะสตรี สถานะสตรีในปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้นโดยผู้หญิงพยายามสร้างคุณค่าให้กับตนเองและพยายามเข้าไปในพื้นที่ของผู้ชาย แต่ถึงกระนั้นผู้หญิงก็ยังถูกกีดกันทางเพศและแบกรับความคาดหวังจากสังคม </p> ธเนศ ปุรณสุธีมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 243 277 10.64731/jla.v26i1.295667 “เรื่องเล่าสร้างสรรค์ชุมชนมูเตลู” : คติชนกับการสร้างสรรค์เรื่องเล่าเพื่อนำเสนอมโนทัศน์ “การท่องเที่ยวมูเตลู” https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/291212 <p>งานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษาสื่อวิดีโอชุดเรื่องเล่าสร้างสรรค์ชุมชนมูเตลูจำนวน 15 เรื่อง ที่เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบของกรมการท่องเที่ยวในช่วงปี 2566-2567 โดยใช้แนวคิดที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมูเตลูและแนวคิดด้านคติชนวิทยา ผลการวิจัยพบว่าเรื่องเล่าชุดนี้นำเสนอมโนทัศน์การท่องเที่ยวมูเตลูผ่านเนื้อหาเกี่ยวกับคติชนหลากหลายประเภท โดยเฉพาะความเชื่อ ตำนานและพิธีกรรม คติชนของท้องถิ่นจึงมีบทบาทเป็น “ทรัพยากรมูเตลู” ในมิติการท่องเที่ยวและมีบทบาทด้านการแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนมูเตลูด้วย กลวิธีการนำเสนอเนื้อหาประกอบด้วยการใช้เรื่องเล่าประสบการณ์ การใช้วาทกรรม และการอธิบายประโยชน์ของการมูเตลูแก่นักท่องเที่ยว ด้านมโนทัศน์พบมโนทัศน์เกี่ยวกับการมูเตลูและมโนทัศน์การท่องเที่ยวมูเตลู เรื่องเล่าชุดนี้ยังมีบทบาทด้านการเผยแพร่การรับรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมูเตลูสู่สาธารณะ การสร้างความตระหนักรู้ด้านคุณค่าของทรัพยากรทางวัฒนธรรมในชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวมูเตลู และบทบาทด้านการเปิดพื้นที่ให้แก่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะมิติทางศาสนาและชาติพันธุ์ในสังคมไทย</p> วัชราภรณ์ ดิษฐป้าน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 278 305 10.64731/jla.v26i1.291212 การศึกษาตำนานและเรื่องเล่าพื้นบ้านศรีเทพในฐานะประวัติศาสตร์คำบอกเล่าและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289847 <p>ตำนานและเรื่องเล่าพื้นบ้านศรีเทพเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนศรีเทพมายาวนาน แต่ไม่เป็นที่รู้จักหรือกล่าวถึงมากนักแม้แต่ในยามที่ศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2566 บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตำนานและเรื่องเล่าพื้นบ้านในเขตเมืองโบราณและอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพและศึกษาบทบาทความสำคัญของตำนานในการทำหน้าที่เป็นประวัติศาสตร์คำบอกเล่า (oral history) และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (local history) สำหรับคนท้องถิ่นศรีเทพ การศึกษาครั้งนี้เน้นการลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลจากคนในท้องถิ่น ผ่านการสัมภาษณ์และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม ประกอบกับการศึกษาจากเอกสาร ผลการศึกษาวิจัยพบว่าประเภทของตำนานที่พบในเขตเมืองโบราณศรีเทพนั้นสามารถแบ่งออกได้หลัก ๆ สามประเภท ได้แก่ ตำนานวีรบุรุษและเทพารักษ์ท้องถิ่น (hero legends) ตำนานประวัติศาสตร์และตำนานประจำถิ่น (historical and local legends) และเกร็ดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (local anecdotes) บทความวิจัยนี้นำเสนอว่า เมื่อศึกษาร่วมกันแบบองค์รวม ตำนานทั้งสามประเภทมีสถานะในชุมชนเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชุดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลักหลายประการ เช่น ความเป็นอัตวิสัย ความน่าเหลือเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเหล่านี้สามารถบอกเล่า “ความเป็นศรีเทพ” ได้อย่างลึกซึ้งผ่านมุมมองของคนในท้องถิ่นเอง</p> ปฐวี พรหมเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 306 334 10.64731/jla.v26i1.289847 คน เมือง วัฒนธรรม : การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ไทย-จีนชุมชนหัวตลาด จังหวัดปัตตานี ในรูปแบบภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289393 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและพัฒนาสื่อการเรียนรู้คน เมือง วัฒนธรรมไทย-จีน ในรูปแบบภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ชุมชนหัวตลาด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยใช้การศึกษาภาคสนาม วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure) มีค่า IOC ที่ระดับ 0.91 ใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และวิเคราะห์โดยการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) ผู้ให้ข้อมูล 35 ท่านเป็นผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ ประธานชุมชน รองประธานชุมชน กลุ่มเจ้าหน้าที่จัดกิจกรรม กลุ่มนักเรียน นักกิจกรรมขับเคลื่อนชุมชน ผลการศึกษานำเสนอใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1) วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่อยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม กิจกรรมจากความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยเชื้อสายจีนผูกเนื่องกับสถานที่ ศาลเจ้า และสิ่งก่อสร้างประวัติศาสตร์ชุมชน อาหารท้องถิ่นไทย-จีนมีการผลิตและจัดจำหน่ายทั้งเทศกาลและในครัวเรือนแบบเฉพาะถิ่น วัฒนธรรม ความเชื่อ พิธีกรรม ความสัมพันธ์ของผู้คนเกี่ยวข้องกับการนับถือ การรื้อฟื้นวัฒนธรรมของตนเอง และมีระบบเครือข่ายในการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือจากระบบอำนาจรัฐ การปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบหนุนเสริมจากภายนอก นับว่าเป็นการขับเคลื่อนไปสู่การยกระดับนวัตกรรมการศึกษา 2) สื่อการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนภายใต้แนวคิด H2C (Human = H, City = C1, Culture = C2) มีการนำจุดแข็งของกลุ่มคน เมือง และวัฒนธรรมชุมชนมายกระดับเป็นสื่อนวัตกรรมการศึกษาที่แฝงไว้ซึ่งการท่องเที่ยว โดยข้อคำนึงในการออกแบบและพัฒนาสื่อคือการอาศัยความสำคัญของระบบออนไลน์ (Visual Communication Graphic Design) และการสกัดทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบในระดับการนำไปใช้ประโยชน์</p> สกาวรัตน์ บุญวรรโณ นิธิตยา สุนทรธรรมนิติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 335 360 10.64731/jla.v26i1.289393 ภาพลักษณ์ของฉินสื่อหวงที่ปรากฏในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289794 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพลักษณ์ของตัวละครฉินสื่อหวงในภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986-ค.ศ. 2024 จำนวน 27 เรื่อง โดยพบว่าภาพลักษณ์ของฉินสื่อหวงที่ปรากฏในภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งแบ่งออกเป็น ภาพลักษณ์ภายนอกพบการนำเสนอด้านท่าทางดุดัน และด้านดวงตามุ่งมั่นมากที่สุด ภาพลักษณ์เชิงบวกพบการนำเสนอด้านมีวุฒิภาวะมากกว่าด้านมีคุณธรรม ภาพลักษณ์เชิงลบพบการนำเสนอด้านผู้ปกครองที่โหดร้ายเผด็จการมากที่สุด และพบการนำเสนอภาพลักษณ์เชิงลบมากกว่าภาพลักษณ์เชิงบวก นอกจากนี้ผู้วิจัยพบภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงโดยมีการนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ ได้แก่ ด้านรูปลักษณ์สง่างาม และด้านคุณธรรมเพิ่มขึ้น อนึ่ง พบการนำเสนอภาพลักษณ์เชิงลบบางประเด็นลดลง ได้แก่ ด้านฝักใฝ่ราคะ ด้านขาดคุณสมบัติในการสืบราชสันตติวงศ์ และด้านคลั่งไคล้ในความเป็นอมตะซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวละครฉินสื่อหวง ได้แก่ ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ ปัจจัยด้านการตีความงานวรรณกรรม ปัจจัยจากอิทธิพลของวัฒนธรรมปัจจุบัน ปัจจัยการเล่าเรื่องในสื่อบันเทิง ปัจจัยด้านทัศนคติของผู้สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อเตือนให้ผู้ชมตระหนักถึงการใช้อำนาจอย่างมีคุณธรรม หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์รัฐที่ส่งเสริมความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติ </p> มัสยามาศ ชัยชนะกิจพงษ์ ศิริวรรณ ลิขิตเจริญธรรม กนกพร นุ่มทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 361 385 10.64731/jla.v26i1.289794 การวิเคราะห์หลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2507-2568 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/297092 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2507-2568 ในด้านชื่อหลักสูตร จำนวนหลักสูตร และวิชาเฉพาะในหลักสูตร โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร เครื่องมือวิจัยคือแบบบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่าชื่อหลักสูตรมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น 5 ครั้ง จำนวน 4 ชื่อ โดยมี 1 ชื่อที่ใช้ 2 ช่วง จำนวนหลักสูตรมีทั้งสิ้น 14 หลักสูตร โดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาการใช้หลักสูตรในเวลาระหว่าง 2-7 ปี ส่วนวิชาเฉพาะในหลักสูตรสามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลักษณะวิชา (วิชาบังคับ วิชาเลือก และภาคปฏิบัติ) และกลุ่มเนื้อหา (วิชาพื้นฐาน วิชางานห้องสมุด วิชาคอมพิวเตอร์และ/หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิชาทักษะ) นอกจากนี้ในหลักสูตรยังมีวิชาเฉพาะที่มีชั่วโมงปฏิบัตินอกเหนือจากวิชาบรรยายเพียงอย่างเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นวิชาบังคับที่อยู่ในกลุ่มวิชางานห้องสมุด : งานเทคนิค ผลการวิจัยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบการจัดการสอนในสาขาวิชาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังมีการอภิปรายผลถึงแนวโน้มและทิศทางของการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบปรับปรุงหลักสูตรในอนาคตได้</p> อนุรักษ์ อยู่วัง จิรบดี เตชะเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 386 415 10.64731/jla.v26i1.297092 การปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการของสำนักปรัชญาหรูในตำราเรียนภาษาจีนระดับชั้นประถมศึกษา : กรณีศึกษาตำราชุดหวาเหวินตุ๊เปิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/291596 <p>บทความวิจัยนี้ศึกษาการปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ ของสำนักปรัชญาหรู (五常) ได้แก่ เหริน (仁) อี้ (義) หลี่ (禮) จื้อ (智) และซิ่น (信) ผ่านบทเรียนในตำราเรียนภาษาจีนระดับชั้นประถมศึกษา ชุดหวาเหวินตุ๊เปิ่น (華文讀本) จำนวน 12 เล่ม ที่ใช้ในประเทศไทยช่วงทศวรรษที่ 1960 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยกำกับดูแลการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างเข้มงวด การศึกษานี้ใช้กรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า คุณธรรม 5 ประการ ของปรัชญาหรูปรากฏในบทเรียนของตำราชุดดังกล่าวรวม 144 บท คิดเป็นร้อยละ 50 ของบทเรียนทั้งหมด โดยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เน้นการปลูกฝังด้านมนุษยธรรมและความสุภาพเรียบร้อย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เริ่มปลูกฝังคุณธรรมครบทั้ง 5 ประการ สำหรับในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4 พบบทเรียนด้านความชอบธรรมมากเป็นพิเศษ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ตำราเรียนชุดดังกล่าว นอกจากทำหน้าที่ถ่ายทอดภาษาจีนแล้ว ยังเป็นเครื่องมือปลูกฝังคุณธรรม 5 ประการ ของสำนักปรัชญาหรูที่ผู้แต่งแบบเรียนมุ่งปลูกฝังให้แก่ผู้เรียนที่เป็นเยาวชนระดับชั้นประถมศึกษาอีกด้วย</p> นพเก้า สิรินธรานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 416 443 10.64731/jla.v26i1.291596 Narrating the West: King Chulalongkorn’s Klaibaan as Literary Counter-Discourse https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/292409 <p>This study examines <em>Klaibaan</em>: <em>The Writings of King Chulalongkorn</em> as a counter-discursive literary text that questions Western ethnographic representations of the East during the colonialist era. Concentrating on narrative procedures that subvert the traditional colonial gaze, it examines how the text defers Siam’s status from an object of stative viewing to a venue for dynamic interpretation and interrogation. Applying qualitative textual analysis based on post-colonial theory, notably Orientalism and counter-discourse, the study uncovers that <em>Klaibaan</em> constitutes an intellectual critique of Western morality and social deficiencies as well as a reaffirmation of Siam’s intellectual independence. The text also represents a critical point in the development of Thai literary prose as it shifted from traditional modes of poetic expression to Western forms defined by cultural mediation. This article suggests that <em>Klaibaan</em> serves as an interesting instance of a historical document and work of literature which reflexively unsettles discursive centers, bringing forward Siam in the global currents of vernacular literary conversation.</p> Anchalee Pupaka ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 444 465 10.64731/jla.v26i1.292409 Bridging Language Gaps: English Proficiency and Barriers Among Tourism Professionals in Ao Nang Subdistrict, Krabi Province https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/290884 <p>English proficiency plays a crucial role in global tourism as it facilitates effective communication between tourists and service providers from various cultural backgrounds. This study aims to examine English language proficiency and the specific challenges faced by tourism sector employees in Ao Nang Subdistrict, Krabi Province, including identifying the need for targeted language development. Data were collected from 390 participants across five key job roles: hotel staff, tour guides, travel agents or tour operators, restaurant and food service staff, and transportation service providers. Questionaires, semi-structured interviews and direct workplace observations were utilized as research instruments to provide deep understanding of language use and barriers in real-world settings. Eighty participants were purposefully selected from each job role for the interview, and observations were conducted at different tourism-related establishments, focusing on authentic interactions between staff and international tourists. The findings show that overall English proficiency is moderate, with tour guides and travel agents and tour operators demonstrating higher speaking and listening skills due to frequent customer interaction, while writing remains the weakest skill across all roles. It was also found that vocabulary for specialized tasks, various English accents, pronunciation difficulties, and the lack of regular practice using English in real-life situations are key main challenges. The participants showed strong desire for English language development programs, and they highly preferred language exchange with native English speakers and on-the-job training. Addressing English proficiency, challenges and training program needs is essential for enhancing service quality, improving tourist satisfaction, and strengthening the global competitiveness of Thailand’s tourism industry.</p> Waralee Manlek ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 466 490 10.64731/jla.v26i1.290884 Shift of Markedness of Relative Clause Markers /thiː3/, /sɯŋ3/, and /ʔan1/ in Thai https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289348 <p>This study investigates the shift of markedness of relative clause markers /thiː3/, /sɯŋ3/, and /ʔan1/ in Thai across historical periods, using 3,879 texts in prose and verse across various genres from TNHC2 (Pittayaporn et al., 2023) and the Diachronic Thai Text Corpus (Thanyawong, 2025). Together, the corpus spans about 700 years from Sukhothai to the present. The findings reveal that /ʔan1/ had the highest token frequency in Sukhothai and Early Ayutthaya (14<sup>th</sup>–15<sup>th</sup> centuries) and Late Ayutthaya (18<sup>th</sup> century), functioning as the unmarked form from the 14<sup>th</sup> to the 18<sup>th</sup> centuries. By contrast, /sɯŋ3/ peaked in Middle Ayutthaya (16<sup>th</sup> century) but has never attained unmarked status because its use did not broaden across contexts. In the 19<sup>th</sup> century, /thiː3/ emerged as the unmarked form, consistent with Kullavanijaya (2008). Marker choice is further related to semantic, syntactic, and text-level factors. Semantically, /thiː3/ shifted from a locative-restricted marker to one that modifies a wider range of head noun domains. Syntactically, /ʔan1/ was once widely attested in direct-object and oblique positions but has become increasingly concentrated in subject positions, especially those with adjectival predicates. At the text level, /ʔan1/ is favored in fiction, legal, and non-academic genres and in content categories such as beliefs and ideas, social sciences, imaginative topics, and world events and history.</p> Sathon Thaiklang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 491 522 10.64731/jla.v26i1.289348 The Genesis of the Term “Latin America”: Historiographical Debate and the Birth of an Idea https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289218 <p>This article aims to review the historiographical discussion surrounding the individual authorship of the idea and the name “Latin America”, revisiting the main authors on the subject: John Leddy Phelan, Arturo Ardao, and Miguel Rojas Mix. All three scholars situate the emergence of the adjective “Latin” within a historical context marked by French imperialism—presented as benevolence through the ideology of Pan-Latinism—in Spanish-speaking America. Although they agree on the time and place of the birth of both the idea and the name (France under Napoleon III), they diverge on who was responsible for its creation. Phelan views the label as a unilateral product of French imperialism, later adopted by Spanish-speaking Americans. In contrast, Ardao and Rojas Mix argue that Latin Americans living in France coined the expression. However, while Ardao attributes the creation of the term to the Colombian journalist José María Torres Caicedo (1830–1889), Rojas Mix contests this, claiming that the Chilean Francisco Bilbao (1823–1865) was the first to use “Latin America.” Still, Rojas Mix’s critique—that Ardao ignored Bilbao—is insufficient to invalidate Ardao’s thesis, as Bilbao employed the term “latina” merely as an adjective, not as a noun. Moreover, it was Caicedo who both popularized the expression and contributed to establishing its meaning in the form that prevails today.</p> Tiago Ferreira ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 523 550 10.64731/jla.v26i1.289218 Challenges and Strategies in English Communication Skills of the Thai Undergraduate Hotel Interns in Southern Areas https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289125 <p>English communication plays a crucial role in the hospitality sector. The present study explored the English communication skills of 22 Thai fourth-year English for Careers students, covering the key challenges they faced and the strategies they used to improve their language abilities during internships in Phuket, Phang-nga, and Koh Samui. A mixed-methods approach was used, combining quantitative questionnaires and qualitative semi-structured interviews. The responses from the questionnaires were analysed using descriptive statistics in the form of frequencies, percentages, and ranks. Thematic analysis of the transcribed semi-structured interviews was undertaken to identify the themes arising from the interviews. Listening and speaking skills were deemed the most necessary English workplace competencies. The most essential listening sub-skill was the ability to catch the speaker’s speed of speech, with the ability to use the correct formality the most important speaking sub-skill. The interviews showed that while listening and speaking were key English communication skills for hotel interns, challenges with vocabulary recall and technical terms impacted their customer interactions. Secondly, communication skills in speaking and listening emerged as the most problematic, with understanding slang being the most problematic listening sub-skill and using correct grammar and word stress being the most problematic speaking sub-skills. The interviews revealed that difficulties in listening and speaking included understanding accents and applying grammar in ‘real-time’. Thirdly, the interns used substitution, asking for repetition, and non-verbal cues as strategies to overcome communication challenges. Views on English as a lingua franca varied; some participants aimed for native fluency while others prioritised clear communication.</p> Chutinan Noobutra ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 551 579 10.64731/jla.v26i1.289125 Extending the Two-Tiered Mind Metatheory into the Therapeutic Realm: An Integrative Metatheoretical Framework for Psychotherapy and Intervention, with Cross-Cultural Empirical Examination of Its Core Human Propensities https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/294624 <p>This research article has two integrally connected aims grounded in the development and substantiation of a unified metatheoretical framework for psychotherapy and intervention. First, drawing on the two core human propensities proposed in Ridthikerd’s 2024 Two-Tiered Mind Metatheory (TTM) as foundational premises, this paper introduces the TTM-Based Three-Axis Model for Psychotherapy and Intervention. The proposed model provides a structure to map major therapeutic approaches along three core dimensions. In the proposed model, Axis 1 highlights interventions that deal with mental health issues at the self-focus level. Therapies and interventions categorized in Axis 2 are those that emphasize shifting attention away from self-focus toward metacognitive awareness, facilitating transcendence beyond fixation on one’s self-focus. By doing so, individuals become less fixated and less over-identified with excessive and counterproductive self-protectiveness tendencies. Axis 3 captures interventions that focus on application-based approaches for dealing with everyday life problems effectively, bridging insight and practical action. As the TTM-Based Three-Axis Model is grounded in the Two-Tiered Mind Metatheory, it rests on the foundational assumption that the core human propensities proposed in the metatheory operate across cultures. The second aim of this paper was to empirically test this foundational assumption by examining the measurement invariance of the Core Human Propensities Scale across Thai and English-speaking samples. Using measurement invariance analysis, cross-cultural comparability of the Core Human Propensities Scale across the two samples was supported at the configural, metric, and scalar levels, although strict invariance was not achieved. Together, by presenting the conceptual development of the TTM-Based Three-Axis Model along with the empirical examination of its underlying assumptions, the current findings lay the groundwork for further advancing the Two-Tiered Mind Metatheory and contribute to a more unified, integrative, and empirically grounded framework for understanding psychotherapy and intervention.</p> Pummarat Ridthikerd ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 580 611 10.64731/jla.v26i1.294624 《红楼梦》8组特殊 “逆序词” 历时演变及留存与消亡原因分析 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/284352 <p>本研究以《红楼梦》中20228组特殊 “逆序词” 为研究对象, 通过考察每组词义项的历时使用频次与分布情况来分析《红楼梦》“逆序词” 的存亡原因。研究结果发现: 在 “逆序词” 的来源方面, 文人进行诗词创作时为了押韵会对词序进行调整; 求新、即兴与推敲是作者创造新 “逆序词” 的重要原因; 部分 “逆序词” 经历 “非词汇化” 到 “词汇化” 的过程后产生了两式用法; 此外, 方言以及中华民族的整体与辩证思维也是 “逆序词” 产生的重要因素。在 “逆序词” 的发展方面, 一组 “逆序词” 在历朝历代使用频次的高低, 是决定其能否在现代汉语中持续使用和发展的重要依据。符合古汉语平、上、去、入顺调序的易被保留使用, 反之则更易被淘汰。</p> Xiaofen Huang Burin Srisomthawin Zhongxia Jia ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 612 640 10.64731/jla.v26i1.284352 泰国农业大学中文专业学生记叙文写作偏误研究 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287503 <p>本文以泰国农业大学两届中文专业大三学生的记叙文写作语料为研究对象, 以中介语理论为指导框架, 参照《HSK动态作文语料库语料标注及代码说明 (2.0版)》的偏误标注方法,并结合汉语本体及篇章语言学相关理论, 从语言形式、篇章及语用三个层面对学习者的记叙文写作偏误进行共计50项的穷尽式考察, 旨在揭示学习者在记叙文写作中存在的普遍性与突出性问题。研究结果显示, 两组学习者在语言形式层面的偏误占总偏误量的80.77%, 篇章偏误占18.53%, 而语用偏误仅占0.70%, 说明语言形式偏误是其记叙文写作中的 “重灾区”。在语言形式的三个子维度中, 偏误数量从多到少依次为: 词语偏误&gt;句法偏误&gt;标点符号偏误; 在篇章层面的五个子维度中, 偏误数量从多到少依次为: 时与体偏误&gt;指称偏误&gt;连接偏误&gt; 省略偏误&gt;替代偏误。两组学习者的偏误特征总体一致, 均体现出上述规律。本研究以问题导向为出发点, 旨在发现本校中文专业学习者在记叙文写作方面的主要问题,以期为教学提供针对性指导, 进而有效提升学习者的书面表达能力和记叙文写作交际能力。</p> Mingxi Zhang Nathakarn Thaveewatanseth Warisa Asavaratana ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 26 1 641 662 10.64731/jla.v26i1.287503