วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts
<p> วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Journal of Liberal Arts, Thammasat University) เป็นวารสารทางวิชาการที่มีกระบวนการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (double blinded peer-reviews) จัดพิมพ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลการศึกษา การค้นคว้าใหม่ๆ ทฤษฎี การวิจัย วิธีวิทยา และแนวคิดในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ได้แก่ ภาษา วรรณกรรม ภาษาศาสตร์ ปรัชญา การศึกษา ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เขียนด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ หรือบทวิจารณ์หนังสือ<br /> วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับแรก เดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม ทั้งนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบตีพิมพ์ให้เหลือเพียงรูปแบบเดียวคือการตีพิมพ์ออนไลน์เท่านั้น<br /><br /><strong>Template บทความ และแบบฟอร์มการส่งบทความ<br /></strong></p> <p> - Template บทความ : <a href="https://docs.google.com/document/d/1ZiCvNG2w2zt7t93wxM3EMkpbdlzQ_bwW/edit?usp=sharing&ouid=112190963664342975661&rtpof=true&sd=true">ดาวน์โหลด</a></p> <p> - แบบฟอร์มการส่งบทความ : ดาวน์โหลด <a href="https://docs.google.com/document/d/17G2ilreGIGYJnO7TipQe_Bq5G-ohHEbH/edit?usp=sharing&ouid=112190963664342975661&rtpof=true&sd=true">TH</a> or <a href="https://docs.google.com/document/d/17bpuIGvt6OMOH1c3cPAJBwZd4s2nqSTO/edit?usp=sharing&ouid=112190963664342975661&rtpof=true&sd=true">EN</a></p> <p> - คู่มือการเขียนอ้างอิง APA7th Edition <a href="https://drive.google.com/file/d/1aDfVT1oU9gox7KZ8UFrN_XrjBlqCJZvn/view?usp=sharing">ดาวน์โหลด</a></p>Faculty of Liberal Arts, Thammasat Universityth-THวารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์1513-9131การสังเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน สถานการณ์จำลอง และประเด็นการศึกษาในแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเมือง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293709
<p>การวางแผนการใช้ที่ดินและการพัฒนาเมืองในอนาคตเป็นงานที่มีความซับซ้อนเนื่องจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยี แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงที่ดินเมือง จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจำลองและทำความเข้าใจพลวัตการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในอนาคต การศึกษานี้ดำเนินการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน รูปแบบสถานการณ์จำลอง และหัวข้อการศึกษาจากฐานข้อมูลวิชาการ 4 แหล่ง ได้บทความ 124 เรื่องในช่วงปี 2010-2024 ผลการศึกษาพบปัจจัยขับเคลื่อน 135 ปัจจัยที่แตกต่างกัน จำแนกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ (ร้อยละ 31) ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้น (ร้อยละ 40.74) ปัจจัยทางสังคม-เศรษฐกิจ (ร้อยละ 17.04) และปัจจัยอื่น ๆ (ร้อยละ 10.37) โดยระยะทางจากถนนเป็นปัจจัยที่ใช้มากที่สุด (62 ครั้ง) การใช้สถานการณ์จำลองพบในร้อยละ 37.1 ของงานวิจัย โดยรูปแบบหลักคือ สถานการณ์ปกติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแบบกระชับ หัวข้อการศึกษาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ การพยากรณ์และจำลองการขยายตัวของเมือง (49.2%) การพัฒนาแบบจำลอง (33.9%) และการศึกษาผลกระทบ (16.9%) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการบูรณาการปัจจัยหลายมิติ การพัฒนาสถานการณ์จำลองใหม่ และการเชื่อมโยงการวิจัยสู่การประยุกต์ใช้เชิงนโยบาย</p>ณัฐวุฒิ ทะนันไธสงชูเดช โลศิริอสมาภรณ์ สิทธิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026256159110.64731/jla.v26i2.293709Der Prozess des Vergessens – Der Gegner des Fremdsprachenlernens
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/299428
<p>Vergessen ist eine natürliche kognitive Funktion des menschlichen Gehirns, die alle Bereiche – auch den Fremdsprachenunterricht – durchdringt. In diesem Beitrag werden Methoden vorgestellt, wie man das Vergessen konstruktiv in die Wortschatzarbeit im Unterricht integrieren kann. Dies wird vor allem vor dem Hintergrund getan, dass systematische Wortschatzarbeit im Unterricht häufig unterschätzt wird. In diesem Zusammenhang spielen die sogenannten „high frequency words“ eine wichtige Rolle, die als Richtlinie dienen können, an der sich Lehrkräfte orientieren. Eine sorgfältige Selektion dieser Wörter ist wesentlich, um Lernerfolg zu garantieren. Durch Wiederholungen, durch Einbindung von Wortschatzkarten, durch Kontextualisierung und durch den gezielten Einsatz von digitalen Lernspielen können Lehrkräfte nicht nur den Prozess des Vergessens mit der Wissenserweiterung von „high frequency words“ verbinden, sondern auch seine positive Seiten für den Lernprozess produktiv nutzbar machen.</p>Sang Min KimEkaphol SuvattanametakulDanaya Tantisantisom
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026259260910.64731/jla.v26i2.299428เกี่ยวกับวารสาร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/305578
<p>-</p>กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-20262กองบรรณาธิการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/305579
กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-20262สารบัญ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/305580
กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-20262ปัจจัยด้านหัวข้อ เพศ และบทบาทในการสนทนากับการใช้คำตอบขั้นต่ำในภาษาไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296120
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยด้านหัวข้อเรื่อง เพศ และบทบาทในการสนทนา ที่มีผลต่อการใช้คำตอบขั้นต่ำในภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรี อายุ 19-21 ปี รวม 20 คน แบ่งเป็นคู่เพศชาย-ชาย 5 คู่ และเพศหญิง-หญิง 5 คู่ ผู้ให้ข้อมูลแต่ละคู่รับชมคลิปวิดีโอ 2 คลิป (หัวข้อทั่วไปและหัวข้อระทึกขวัญ) จากนั้นทำการเล่าเรื่องให้ผู้ฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ชม ผลการวิเคราะห์ทางสถิติจากจำนวนการปรากฏของคำตอบขั้นต่ำทั้งหมด 199 ครั้ง ในช่วงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพบว่าความแตกต่างของจำนวนครั้งระหว่างหัวข้อทั้งสองมีค่าความใกล้เคียงนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.05) ขณะที่ความแตกต่างของจำนวนครั้งระหว่างคู่สนทนาต่างเพศ และระหว่างบทบาทผู้สนทนาต่างบทบาท ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านรูปแบบการใช้ พบว่าคำตอบขั้นต่ำที่ใช้บ่อยที่สุดคือ “อืม” และ “ใช่” และสามารถจำแนกหน้าที่ของคำตอบขั้นต่ำได้ 7 ประการ ได้แก่ การแสดงการรับรู้และความเข้าใจ การแสดงอารมณ์ความรู้สึก การแสดงการเห็นด้วย การซ้ำความ การยืนยันข้อมูล การเติมเต็มถ้อยความของคู่สนทนา และการสรุปความหรือการตีความ ผลที่แสดงว่าทั้งสามปัจจัยไม่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนการใช้คำตอบขั้นต่ำในภาษาไทย สะท้อนว่าความถี่ในการใช้คำตอบขั้นต่ำของกลุ่มตัวอย่างมีความคงที่ และสามารถถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสนทนาในภาษาไทย</p>พิมพ์ฬวีร์ แข็งขันจุฑามณี อ่อนสุวรรณธฤต วงศ์วรจรรย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026213010.64731/jla.v26i2.296120การประเมินคุณภาพบทแปลข้อมูลบริการสาธารณะ ด้านสาธารณสุข จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย : การวิเคราะห์ตามทฤษฎี Skopos
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/299848
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์การประเมินคุณภาพบทแปลข้อมูลบริการสาธารณะ ด้านสาธารณสุข จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย โดยใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎี Skopos และเกณฑ์การประเมินของ Fujinami (2007) ครอบคลุมรายการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวัตถุประสงค์ จำแนกวัตถุประสงค์ของบทแปลออกเป็น เพื่อให้ข้อมูลด้านสาธารณสุข หรือเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านปฏิบัติตามแนวทางหรือมาตรการที่กำหนด 2) ด้านความเข้าใจ จำแนกเป็น ระดับคำหรือวลี และระดับประโยคหรือสูงกว่าประโยค 3) ด้านความซื่อตรงต่อต้นฉบับ โดยพิจารณาจากเนื้อหา รูปแบบ หรือผลลัพธ์ ผลจากการนำเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาวิเคราะห์ข้อมูลบริการสาธารณะ ด้านสาธารณสุข จำนวน 20 ฉบับ รวม 662 ประโยค พบว่า บทแปลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 95.17) ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้งสามรายการ โดยด้านความเข้าใจมีตัวอย่างไม่ผ่านเกณฑ์มากที่สุด (ร้อยละ 3.73) รองลงมาคือ ความซื่อตรงต่อต้นฉบับ (ร้อยละ 2.72) และลำดับสุดท้ายคือ วัตถุประสงค์ (ร้อยละ 2.42) แสดงให้เห็นว่าบทแปลส่วนใหญ่สามารถรักษาหน้าที่การสื่อสารของต้นฉบับไว้ได้ นอกจากนี้ ผลการประเมินยังสะท้อนให้เห็นกลวิธีการแปลที่แตกต่างกันตามประเภทของข้อความ บทความนี้แสดงให้เห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ทฤษฎี Skopos เพื่อพัฒนาเป็นเกณฑ์การประเมินคุณภาพบทแปลข้อมูลบริการสาธารณะ ด้านสาธารณสุข ช่วยให้สามารถวิเคราะห์บทแปลได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น </p>สุวัธน์ เรืองศรีสมเกียรติ เชวงกิจวณิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-20262316510.64731/jla.v26i2.299848จินตภาพธรรมชาติในกวีนิพนธ์ของกวีภาคใต้ร่วมสมัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/291799
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์จินตภาพธรรมชาติในกวีนิพนธ์ของกวีภาคใต้ร่วมสมัย และศึกษาแนวคิดที่สื่อผ่านจินตภาพธรรมชาติในกวีนิพนธ์ดังกล่าว โดยเลือกศึกษาจากตัวแทนกวีนิพนธ์ของกวีภาคใต้ร่วมสมัย 9 คน คือ พนม นันทพฤกษ์ สมใจ สมคิด กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ธัช ธาดา กานติ ณ ศรัทธา รัตนธาดา แก้วพรหม รูญ ระโนด วีระศักดิ์ ยอดระบำ และรังสิมันต์ จุลหริก ผลการศึกษาพบว่า จินตภาพธรรมชาติที่ปรากฏในกวีนิพนธ์ของกวีภาคใต้ร่วมสมัย เป็นการใช้จินตภาพเพื่อสื่อภาพทางผัสสะ คือ จินตภาพการเห็น จินตภาพการลิ้มรส จินตภาพการได้กลิ่น จินตภาพการได้ยิน และจินตภาพการสัมผัส กวีนิพนธ์เหล่านี้นำเสนอแนวคิดสำคัญ ได้แก่ ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจแก่กวี ธรรมชาติคือครูและปัญหาวิกฤตธรรมชาติ</p>กวินสรา สุดใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-20262669310.64731/jla.v26i2.291799ต้นหลิวในกวีนิพนธ์สมัยถัง : มิติทางวัฒนธรรมและอารมณ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293438
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของคำว่า ต้นหลิว (柳) ในกวีนิพนธ์จีนยุคราชวงศ์ถัง โดยมีข้อสังเกตว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวมักถูกตีความอย่างจำกัดในกรอบของความเศร้าและการจากลา ทั้งที่ในบทกวีจำนวนมากมีการใช้คำว่า ต้นหลิว (柳) เพื่อสื่อความหมายที่หลากหลายยิ่งกว่าเดิม งานวิจัยนี้จึงมุ่งเสนอการตีความในมิติทางวัฒนธรรมและอารมณ์ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ของ Herbert Blumer โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์บทกวีในหนังสือรวมกวีนิพนธ์สมัยถัง《唐诗》จำนวน 22 บท ซึ่งได้กล่าวถึงคำว่า ต้นหลิว (柳) อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า ต้นหลิวในบทกวีถังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของภาวะภายในและบริบททางสังคมหลากหลายรูปแบบ รวม 11 ด้าน ได้แก่ การจากลา ความคิดถึงบ้านเกิด การมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ สัญลักษณ์ของผู้หญิง ความอาลัยต่อแผ่นดินเกิด ความเงียบสงบ ความเหงา เทศกาลหานสือ การไร้ความรู้สึก การชมความงามธรรมชาติ และความทรงจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นหลิว (柳) ไม่ได้มีความหมายตายตัว หากแต่เป็นผลจากการตีความและการให้ความหมายร่วมกันของกวีและสังคม งานวิจัยนี้จึงสามารถขยายขอบเขตความเข้าใจเกี่ยวกับสัญลักษณ์ในวรรณกรรมจีนคลาสสิก และเสนอแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์วรรณกรรมผ่านมุมมองทางวัฒนธรรมและสังคมได้อย่างลุ่มลึก</p>จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์ชนนิกานต์ แจ้งโพธิ์นาค เปมิกา นาคะรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-202629411510.64731/jla.v26i2.293438การศึกษาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ที่ปรากฏในนวนิยายชายรักชายของกัมพูชา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293886
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ที่ปรากฏในนวนิยายชายรักชายของกัมพูชาที่เขียนขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2553-2565 จำนวน 11 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่า นวนิยายชายรักชายของกัมพูชามีลักษณะเด่นคือ 1) มีการตั้งชื่อเรื่องโดยใช้กลวิธีเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น การใช้สัญลักษณ์ 2) มีโครงเรื่องแบบนวนิยายโรมานซ์ 3) ผู้เล่าเรื่องแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ แบบสัพพัญญู และแบบที่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 คือ “ฉัน” เป็นผู้เล่า โดยจะเล่าสลับกันไปมาระหว่างพระเอก (Seme) กับนายเอก (Uke) 4) ฉาก ส่วนใหญ่เป็นเมืองพนมเปญและเสียมเรียบ ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญมากกว่าเมืองอื่น ๆ 5) ตัวละคร ตัวละครเอกจะแบ่งบทบาททางเพศอย่างชัดเจนระหว่างเกย์รุกทำหน้าที่เป็นพระเอกและเกย์รับทำหน้าที่เป็นนางเอก นอกจากนี้ตัวละครเอกอาจมีการลื่นไหลทางเพศได้ เช่น จากเดิมที่เคยมีแฟนเป็นผู้หญิงเปลี่ยนมาเป็นมีแฟนเป็นผู้ชาย ส่วนตัวละครปรปักษ์พบในตัวละครที่เป็นร่างตัวแทนของบิดาและตัวละครที่เป็นเพศหญิง 6) การใช้ภาษา พบการใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์เป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างความงามทางวรรณศิลป์ 7) การใช้ภาพประกอบเพื่อช่วยเล่าเรื่อง และ 8) แนวคิดสำคัญ นำเสนอในประเด็นที่ว่า ความรักเป็นสิ่งสวยงาม และไม่ควรถูกตีกรอบด้วยความเป็นทวิลักษณ์เท่านั้น เพราะไม่ว่าเพศใด ๆ ก็สามารถรักกันได้ สิ่งที่สำคัญคือ คนทั้งคู่จะต้องเรียนรู้กัน มีความเข้าใจกัน รู้จักให้อภัย และแบ่งปันกัน เพื่อทำให้ความรักนั้นกลายเป็นรักแท้ที่ยั่งยืน สาเหตุที่ทำให้นวนิยายชายรักชายของกัมพูชาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกเหนือจากปัจจัยภายนอก คือ สังคมเขมรเปิดใจยอมรับกลุ่ม LGBTQIAN+ มากขึ้นแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยภายใน คือ คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์ ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิงนั้น เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้วรรณกรรมประเภทนี้ดำรงอยู่ในปัจจุบันและงอกงามในอนาคต </p>ชาญชัย คงเพียรธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026211614210.64731/jla.v26i2.293886สตรีในหมวดกั๋วเฟิง : การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสตรีชนชั้นสูงและสตรีชนชั้นแรงงาน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/294569
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาภาพแทน บทบาท และประสบการณ์ของสตรีในหมวดกั๋วเฟิงของคัมภีร์<em><u>ซื</u>อจิง</em> โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสตรีชนชั้นสูงและสตรีชนชั้นแรงงานภายใต้กรอบสังคมของระบบธรรมเนียมและดนตรีในยุคราชวงศ์โ<u>จ</u>วตะวันตก ผู้วิจัยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสามหัวข้อ ได้แก่ การแต่งงาน บทบาทหน้าที่ และการชื่นชมความงาม โดยวิเคราะห์ร่วมกับทฤษฎีบทบาททางสังคม ทฤษฎีโครงสร้างสังคม และทฤษฎีสตรีนิยม ผลการวิจัยพบว่า สตรีชนชั้นสูงแม้มีสถานะสูงกว่าแต่กลับมีเสรีภาพในการเลือกน้อยกว่า ขณะที่สตรีชนชั้นแรงงานมีพื้นที่แสดงออกมากกว่าแม้ยังถูกจำกัดด้วยค่านิยมสังคม นอกจากนี้ กลวิธีการเขียนในกลอนทำหน้าที่ทั้งสะท้อนและผลิตซ้ำอุดมการณ์ทางสังคมเกี่ยวกับความงาม เพศสภาพ และภาพสตรีอุดมคติ อย่างไรก็ดี กลอนบางบทเผยให้เห็นพื้นที่การต่อรองของสตรีต่อโครงสร้างอำนาจ ผลการวิเคราะห์จึงสะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างวรรณกรรม สังคม และเพศสภาพ รวมถึงบทบาทของ<em><u>ซื</u>อจิง</em>ในการกำหนดและควบคุมภาพสตรีในยุคนั้นอย่างลึกซึ้ง</p>พิชญา วิภาวีนุกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026214317210.64731/jla.v26i2.294569พัฒนาการของการสืบสรรค์วรรณคดีไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/295840
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของการสืบสรรค์วรรณคดีไทยตั้งแต่ พ.ศ 1888 จากเรื่องไตรภูมิพระร่วงจนถึงกลุ่มวรรณกรรมออนไลน์ที่นำวรรณคดีมาสืบสรรค์ในบริบทปัจจุบัน พ.ศ. 2568 และศึกษาวรรณคดีไทยเรื่องที่มีความพิเศษที่ถูกนำมาสืบสรรค์ในบริบทสังคมและวัฒนธรรมแต่ละยุคสมัย ผลการศึกษาพบว่าการสืบสรรค์วรรณคดีมีรากฐานจากการปรับปรนวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์จากมุขปาฐะสู่ลายลักษณ์ การผสานวัฒนธรรมต่างชาติสู่การนำมาเป็นต้นเค้าหรือดัดแปลงเป็นตัวบทใหม่ การสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ รวมถึงมีการสืบสรรค์วรรณศิลป์สู่ศิลปะต่างแขนงในแบบของการประสานศิลป์ การสืบต่อวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ และการประสานศิลป์ตอบสนองภารกิจและบริบทของการสถาปนาอาณาจักรใหม่ การเกิดวัฒนธรรมการพิมพ์และการผสมผสานวัฒนธรรมใหม่ การกำหนดมาตรฐานวรรณคดีและนโยบายการสร้างชาติกับการส่งเสริมวัฒนธรรมและภาษาไทย การนำวรรณคดีเรื่องเก่าไปเล่าใหม่ในสื่อที่เกิดขึ้นใหม่และศิลปกรรมแนวใหม่ และการปรับใช้ใหม่ในฐานะที่วรรณคดีเป็นสื่อแทน “ความเป็นไทย” และเป็นทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนการนำมาผลิตซ้ำในวัฒนธรรมประชานิยม อันเป็นพลวัตตามพัฒนาการของสังคมไทย ส่วนวรรณคดีไทยเรื่องที่มีความพิเศษที่นำมาศึกษามีพัฒนาการของการสืบสรรค์ทั้งในแง่ของรูปแบบและนัยที่สัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรมแต่ละยุคสมัย</p>นิตยา แก้วคัลณา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026217320010.64731/jla.v26i2.295840ทฤษฎีการบ่มเพาะบุคลากรด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน : การศึกษาหนังสืออัตชีวประวัติ A Life Beyond Boundaries เชิงวรรณศิลป์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/292996
<p>บทความนี้ประยุกต์ใช้วิธีการ “การอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์และเชื่อมโยง” ในการศึกษา <em>A Life Beyond Boundaries</em> ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แอนเดอร์สันได้สร้างระบบทฤษฎีว่าด้วยการบ่มเพาะบุคลากรด้านอาณาบริเวณศึกษา ผ่านการเล่าเรื่องเชิงอัตชีวประวัติ ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการกำหนดแบบแผนการบ่มเพาะบุคลากรสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แอนเดอร์สันตระหนักถึงสภาพการณ์ที่ศาสตร์ด้านมนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะอักษรศาสตร์และศิลปะวรรณคดี ตกอยู่ในภาวะชายขอบของอาณาบริเวณศึกษาซึ่งเป็นสาขาวิชาบูรณาการ ส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการพัฒนานักวิจัย จึงถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต การศึกษา และการทำงานที่ก้าวข้ามพรมแดนวิชาของตน เพื่อยืนยันถึงบทบาทสำคัญของอักษรศาสตร์และศิลปะวรรณคดีในการหล่อหลอมนักวิจัยสาขาอาณาบริเวณศึกษา หนังสืออัตชีวประวัติเล่มนี้ประสานสุนทรียศาสตร์ทางวรรณกรรมกับความคิดเชิงวิเคราะห์ทางวิชาการได้อย่างลงตัว เสนอกรอบทฤษฎีซึ่งประกอบด้วยแก่นแท้สองประการที่เชื่อมโยงกัน คือ 1) การส่งเสริมให้นักวิจัยก้าวพ้นข้อจำกัดของสาขาวิชา เพื่อพัฒนาตนเองท่ามกลางอุปสรรค และ 2) การเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือและการบูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์ต่าง ๆ โดยตอกย้ำบทบาทพื้นฐานของอักษรศาสตร์และศิลปะวรรณคดีที่ไม่อาจละเลยได้ในกระบวนการดังกล่าว</p>เซิ่งหยาง อู๋
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026220122210.64731/jla.v26i2.292996การสร้างเรื่องเล่าพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสัมพันธมิตร : ปฏิบัติการใต้ดิน เชลยศึกและการเมืองของความทรงจำ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296220
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างเรื่องเล่าพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสัมพันธมิตรที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยศึกษาจากประกาศของรัฐบาล หนังสือสารคดีการเมืองภาษาไทยและหนังสือสารคดีภาษาอังกฤษที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยที่เผยแพร่ระหว่าง ค.ศ. 1945 ถึงต้นทศวรรษ 1960 ผลการศึกษาพบว่าภายหลังสงครามยุติมีคำอธิบายทางการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสัมพันธมิตรที่ยอมรับร่วมกันสองแบบ คือ โครงเรื่องเน้นปัจจัยภายในประเทศและโครงเรื่องเน้นไมตรีจิตของสัมพันธมิตร หนังสือสารคดีการเมืองภาษาไทยส่วนใหญ่เขียนขึ้นภายใต้โครงเรื่องทั้งสองนี้ โดยเลือกอ้างอิงหนังสือภาษาอังกฤษบางเล่มที่เสริมความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันก็ละเลยเรื่องราวของเชลยศึกสัมพันธมิตรบนเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า ซึ่งเป็นเรื่องราวที่แพร่หลายที่สุดในตลาดหนังสือภาษาอังกฤษในช่วงเวลาเดียวกัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยคัดสรรและจัดการเรื่องเล่าพื้นฐานเกี่ยวกับสงครามอย่างเป็นระบบ โดยเลือกเรื่องเล่าเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทการเมืองภายในประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลกภายหลังสงคราม กระบวนการดังกล่าวทำงานสอดประสานกับเรื่องเล่าพื้นฐานในประเทศสัมพันธมิตร</p>นิภาพร รัชตพัฒนากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026222324810.64731/jla.v26i2.296220การศึกษาเรื่องเล่ายี่กอฮงจากมุมมองคติชนวิทยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/290705
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเปรียบเทียบชีวประวัติของยี่กอฮงจากเรื่องเล่าสำนวนภาษาไทยและภาษาจีน 2) เพื่อวิเคราะห์ความเป็นวีรบุรุษของยี่กอฮงตามมุมมองคติชนวิทยา งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดและวิธีวิทยาทางคติชนวิทยาในการวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับยี่กอฮงที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ หนังสือ หนังสือพิมพ์ ตลอดจนสื่อร่วมสมัย ได้แก่ เฟซบุ๊ก และบล็อก สามารถรวบรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับยี่กอฮงทั้งภาษาไทยและภาษาจีนได้ทั้งหมด 31 สำนวน ผลการวิจัยพบว่า 1) ชีวประวัติของยี่กอฮงสะท้อนมุมมองร่วมกันระหว่างไทย-จีนว่า ยี่กอฮงเป็นข้าราชการและเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แม้จะประกอบธุรกิจสีเทา แต่ยี่กอฮงได้ใช้ความร่ำรวยของเขาในการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนทั้งในสังคมไทยและสังคมจีน 2) คุณลักษณะสำคัญที่ทำให้ยี่กอฮงเป็นวีรบุรุษในมุมมองคติชนวิทยา คือ ความเสียสละอุทิศตนเพื่อส่วนรวม</p>วิรัช เวโรจน์ฤดีอรอุษา สุวรรณประเทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026224927110.64731/jla.v26i2.290705ตะก๊ะ : ผู้สืบสานสายธารธรรมแห่งชุมชนพระบาทห้วยต้ม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293518
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วิทยาศาสนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของ “ตะก๊ะ” ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำชุมชนเป็นผู้ยึดมั่นคำสอนของครูบาวงศ์ ทำให้มีผลต่อการธำรงอัตลักษณ์ทางศาสนาและการพัฒนาสังคมในชุมชนพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง แบบบันทึกการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และแบบสำรวจเอกสาร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ตะก๊ะ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย ผลการศึกษาพบว่า “ตะก๊ะ” มีบทบาทหลัก 3 ด้าน ได้แก่ (1) บทบาทด้านพิธีกรรมทางศาสนาและจิตวิญญาณ โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำในการประกอบพิธีสำคัญเพื่อธำรงศรัทธาและสืบทอดมรดกทางจิตวิญญาณของครูบาวงศ์ (2) ผู้นำทางสังคมและจริยธรรม ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ไกล่เกลี่ยปัญหา และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ (3) บทบาทด้านถ่ายทอดวัฒนธรรมทำหน้าที่สื่อกลางในการถ่ายทอดคุณค่าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่ บทบาทเหล่านี้ ช่วยลดปัญหาภายในชุมชนและเสริมสร้างทุนทางสังคม</p>ตรีนุช พลางกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026227228510.64731/jla.v26i2.293518รูปเคารพและความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าตือโป๊ยก่ายในประเทศจีนและสังคมจีนโพ้นทะเลในบริบทร่วมสมัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293755
<p>“ตือโป๊ยก่าย” เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญจากวรรณกรรมเรื่อง<em>ไซอิ๋ว</em>ที่มีลักษณะนิสัยหลากหลายมิติ ทั้งในมิติของผู้ที่ภักดีต่อพระถังซำจั๋ง กล้าหาญในการต่อสู้กับปีศาจ ขณะเดียวกันก็มีมิติที่เจ้าเล่ห์ ขี้เกียจ และมักมากในกาม ความซับซ้อนของลักษณะนิสัยนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้จินตนาการและนำไปใช้เชิงความเชื่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตำนานเรื่องเล่า ศึกษารูปเคารพ ศึกษาบทบาทของความเชื่อ และวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมของความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าตือโป๊ยก่ายในประเทศจีนและสังคมจีนโพ้นทะเล ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ที่มีการบูชาเทพเจ้าตือโป๊ยก่ายรวมทั้งสิ้น 32 แห่ง โดยใช้แนวคิดอนุภาคและบทบาทหน้าที่ ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าตือโป๊ยก่ายมีความหลากหลายตามปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ ตำนานและเรื่องเล่าท้องถิ่น ตลอดจนบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีรูปเคารพปรากฏใน 2 กลุ่มคือ เทพเจ้าตือโป๊ยก่ายที่มีหน้าเป็นหมู และเทพเจ้าตือโป๊ยก่ายที่มีหน้าเป็นเทพหรือมนุษย์ นอกจากนี้ ยังพบบทบาทของความเชื่อใน 3 บทบาทสำคัญ คือ เทพชั้นรองที่สนับสนุนเทพอื่น ๆ เทพที่บันดาลโชคลาภในธุรกิจสีเทา และเทพที่บันดาลความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นว่า การดำรงอยู่ของความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าในบริบทร่วมสมัยไม่ได้ขึ้นกับตำนาน เรื่องเล่า ความเก่าแก่ของรูปเคารพ หรือบทบาทหน้าที่เท่านั้น หากแต่ความเชื่อนี้ยังปะทะกับเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น รูปแบบวัฒนธรรม เศรษฐกิจ กฎหมาย และวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ที่เข้ามาเป็นตัวแปรทำให้ความเชื่อยังคงดำรงอยู่ ถูกลดทอน หรือถูกยกเลิกออกไปจากพื้นที่บูชา</p>วุฒิพงษ์ ประพันธมิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026228631710.64731/jla.v26i2.293755“พรานเบ็ดผ้าเหลือง” มายาคติ ความหลงและสมณศักดิ์ที่ครอบงำ : การวิเคราะห์วิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์ไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/294388
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพลวัตของมายาคติ ความเชื่อและการผลิตซ้ำความศักดิ์สิทธิ์ในสถาบันสงฆ์ไทยผ่านโครงสร้างสมณศักดิ์ และระบบทุนทางศาสนา (2) ศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่ส่งผลต่อวิกฤตศรัทธาและความน่าเชื่อถือ ของสถาบันสงฆ์ในยุคร่วมสมัย และ (3) วิพากษ์กลยุทธ์การสื่อสารเชิงอำนาจ การจัดการภาพลักษณ์และบทบาทของพระสงฆ์ในการธำรงอำนาจและสถานะในสังคมไทยร่วมสมัย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางศาสนา งานวิจัย บทความ และวาทกรรมสาธารณะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผ่านกรอบการวิเคราะห์วาทกรรม เชิงอำนาจและทุนเชิงสัญลักษณ์ ผลการวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญคือ มายาคติแบบพรานเบ็ดผ้าเหลืองที่ใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือตกศรัทธาและทุน ผ่านการผลิตซ้ำความศักดิ์สิทธิ์ใน 4 ระดับ ได้แก่ (1) การใช้วาทกรรมที่ ยกย่องตำแหน่งมากกว่าการปฏิบัติ (2) การแปรสมณศักดิ์เป็นเครื่องผลิตทุน (3) การใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณแทนคุณภาพทางธรรม และ (4) การดัดแปลงหลักธรรมให้เป็นสินค้า วิกฤตศรัทธาเกิดจาก “วงจรอุบาทว์” ที่เชื่อมโยงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ส่วนการสื่อสารของพระสงฆ์เปลี่ยนจากการถ่ายทอดธรรมะเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อธำรงสถานะ โดยใช้วาทกรรมปิดกั้นการตั้งคำถามและสร้างตราสินค้าทางศาสนา โดยภาพรวมของการวิจัยพบว่าปัญหาดังกล่าวเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ต้องการการรื้อสร้าง ครอบคลุมกลไกตรวจสอบอิสระ ปฏิรูประบบสมณศักดิ์ การจัดการทรัพย์สินแบบโปร่งใส การรื้อมายาคติ “ห้ามแตะต้องศาสนา” และการปฏิรูปการศึกษาพระสงฆ์ พบว่า หากไม่ปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ความศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์ไทยอาจเสื่อมสลายอย่างไม่อาจย้อนกลับ</p>กฤต พิริยธัชกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026231835110.64731/jla.v26i2.294388การสร้างความทรงจำใหม่จากชุนฮยังอัปลักษณ์สู่สาวงามนามชุนฮยัง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/297153
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษากระบวนการประกอบสร้างความทรงจำใหม่ของชุมชนผ่านการปรับเปลี่ยนชุนฮยังจ็อนในสำนวนที่แตกต่างจากฉบับที่แพร่หลายในวัฒนธรรมเกาหลี กล่าวคือ จากการนำเสนอในฐานะบุตรสาวคีแซ็งผู้มีรูปลักษณ์อัปลักษณ์และไม่อาจดำรงตนภายใต้กรอบคุณค่าของสังคม จนนำไปสู่การจบชีวิตและกลายเป็นผีสาวโสดที่อาฆาต สู่ภาพสาวงามผู้เลอโฉมและทรงคุณธรรมอันเป็นที่ยอมรับของสังคม การเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาของเรื่องเล่าดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการแปรเปลี่ยนรายละเอียดเชิงเนื้อหา แต่เป็นกระบวนการรื้อสร้างความหมายใหม่ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะการประกอบพิธีปลอบประโลมวิญญาณเพื่อคลี่คลายความอาฆาตและฟื้นฟูความสมดุลระหว่างโลกของคนเป็นกับคนตาย ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนเรื่องเล่านี้เป็นกลไกสำคัญของการสร้างความทรงจำทางวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่เยียวยาความหวาดกลัวของชุมชน ถ่ายทอดอุดมคติทางศีลธรรม และกำกับพฤติกรรมทางสังคมผ่านความหมายที่ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่ ทั้งนี้ เรื่องเล่าชุนฮยังในบริบทดังกล่าวยังสะท้อนค่านิยมและระเบียบศีลธรรมของสังคมโชซ็อนตอนปลายอย่างมีนัยสำคัญ</p>วีรญา กังวานเจิดสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026235237210.64731/jla.v26i2.297153การรู้ดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคตะวันตก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288125
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรู้ดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูมิภาคตะวันตก และ 2) เสนอโครงร่างเนื้อหาและแผนการสอนรายวิชาการรู้ดิจิทัลสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูมิภาคตะวันตก รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและได้รับคืนจำนวน 517 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานด้วย One-way ANOVA ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และทดสอบรายคู่ด้วย LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีการรู้ดิจิทัลโดยรวมในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายมหาวิทยาลัย พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงมีการรู้ดิจิทัลในระดับสูง ขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี นครปฐม และกาญจนบุรีมีการรู้ดิจิทัลในระดับปานกลาง 2) การทดสอบสมมุติฐาน พบว่า นักศึกษาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกัน มีการรู้ดิจิทัลโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงนำเสนอโครงร่างเนื้อหารายวิชาการรู้ดิจิทัล 1 ชุด ประกอบด้วยเนื้อหา 9 บท ได้แก่ การรู้ดิจิทัล การรู้ดิจิทัลกับการคิด การรู้ดิจิทัลกับการสื่อสาร การใช้และการแก้ปัญหาการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การรู้เท่าทันสารสนเทศ การสื่อสารดิจิทัล การทำงานร่วมกันบนโลกดิจิทัล การสร้างเนื้อหาดิจิทัล และความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล 3) เมื่อพิจารณาผลการทดสมมุติฐานจากตัวชี้วัด พบว่า นักศึกษาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกัน มีการรู้ดิจิทัลในบางตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงออกแบบแผนการสอนรายวิชาการรู้ดิจิทัล โดยแบ่งวิธีการสอนเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นการสอนเนื้อหาพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรู้ดิจิทัลตามโครงร่างเนื้อหาในบทที่ 1-3 ในลักษณะของการบรรยายและการทำแบบฝึกหัดเพื่อทบทวนความรู้ ส่วนที่ 2 เป็นการสอนเกี่ยวกับทักษะการรู้ดิจิทัลตามโครงร่างเนื้อหาในบทที่ 4-9 ในลักษณะของการบรรยายและการฝึกปฏิบัติโดยเน้นที่ตัวชี้วัดที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 5.00 ซึ่งแตกต่างกันตามแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มความเข้าใจและมีสมรรถนะในเรื่องนั้น ๆ และส่วนที่ 3 เป็นการมอบหมายให้ทำโปรเจกต์ร่วมกัน และนำเสนอผลงานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้เกิดการนำไปใช้จริงและมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น</p>ประอรนุช หงษ์ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026237339910.64731/jla.v26i2.288125ทัศนคติของคนไทยต่อส้วมไร้เพศ : พื้นที่ (ไม่) ใหม่ว่าด้วยความเท่าเทียม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/292523
<p>บทความวิจัยเรื่อง “ทัศนคติของคนไทยต่อส้วมไร้เพศ : พื้นที่ (ไม่) ใหม่ว่าด้วย ความเท่าเทียม” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทัศนคติของคนในสังคมไทย ต่อส้วมสาธารณะแบบไร้เพศ ด้วยการวิจัยแบบผสมผสาน จากการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์ โดยผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คือ ผู้หญิง ช่วงอายุ 18-29 ปี อาชีพพนักงานบริษัทภาคเอกชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม การศึกษาระดับปริญญาตรี และนับถือศาสนาพุทธ เห็นด้วยต่อการมีส้วมสาธารณะแบบไร้เพศ ในด้านความหลากหลายทางเพศ และด้านสังคม วัฒนธรรม และการรับรู้ แต่ไม่แน่ใจในปัจจัยเชิงกายภาพ และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยต่อปัจจัยด้านความหลากหลายทางเพศ และปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และการรับรู้ โดยมีเงื่อนไขบางประการ และไม่แน่ใจในปัจจัยด้านกายภาพ จึงเสนอแนวทางการสร้าง ผ่านปัจจัยด้านกายภาพ ได้แก่ ความสะอาด ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว รวมถึงเสนอแนวทางการจัดการอย่างประนีประนอม เพื่อนำมาปรับใช้ในบริบทของสังคมไทย ผ่านปัจจัยด้านความหลากหลายทางเพศ และปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และการรับรู้ สู่การยอมรับ และเปิดกว้างต่อความแตกต่าง เฉกเช่น พื้นที่ย่านสร้างสรรค์ ที่มีความหลากหลายในมิติต่าง ๆ รวมถึงความหลากหลายเพศ จึงเสนอ “กรอบพัฒนา 3Ps เพื่อการนำส้วมไร้เพศไปใช้ในบริบทสังคมไทย” โดยเฉพาะพื้นที่การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมไทยจากการยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นปกติ</p>ธนดล เต้พันธ์รัชนีกร แซ่วัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026240042910.64731/jla.v26i2.292523อิทธิพลของประเภทตัวแทนในบทบาทของผู้ให้คำแนะนำและผู้ตัดสินใจต่อการกล่าวโทษผู้ตัดสินใจในนักศึกษาระดับปริญญาตรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293053
<p>ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทหลากหลายแง่มุมของสังคม ตั้งแต่ในด้านชีวิตประจำวันไปจนถึงบริบทสำคัญอย่างทางการแพทย์ แต่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นโดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนั้นทำให้เกิดประเด็นสำคัญด้านการกล่าวโทษ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของประเภทตัวแทนในบทบาทของผู้ให้คำแนะนำและผู้ตัดสินใจที่มีต่อการกล่าวโทษผู้ตัดสินใจในบริบททางการแพทย์ ในกรณีที่ผู้ตัดสินใจไม่ทำตามคำแนะนำและนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ศึกษาในรายวิชาจิตวิทยาแบบ Convenience Sampling จำนวน 97 คน ที่ได้อ่านสถานการณ์จำลองทางการแพทย์จำนวน 9 เงื่อนไขที่ประกอบไปด้วยประเภทของตัวแทนในบทบาทผู้ให้คำแนะนำและผู้ตัดสินใจที่แตกต่างกันแบบ Within-subjects design จากนั้นประเมินการกล่าวโทษต่อผู้ตัดสินใจของแต่ละสถานการณ์ และทำการวิเคราะห์ผลด้วยสถิติแบบ two-way repeated measure ANOVA พบว่าเกิดอิทธิพลหลักของประเภทตัวแทนในบทบาทผู้ให้คำแนะนำ (<em>F</em> (2,192) = 13.79, <em>p</em> < .001, 𝜂<em><sub>p</sub></em><sup>2</sup> = .126) โดยผู้ตัดสินใจจะได้รับการกล่าวโทษมากที่สุดเมื่อปฏิเสธคำแนะนำจากมนุษย์ ซึ่งมากกว่ากรณีที่ปฏิเสธคำแนะนำจาก AI ที่มีจิตใจคล้ายมนุษย์ (<em>p</em> = 0.018) และ AI ปกติ (<em>p</em> < 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้ตัดสินใจยังได้รับการกล่าวโทษมากกว่าเมื่อปฏิเสธคำแนะนำจาก AI ที่มีจิตใจคล้ายมนุษย์เทียบกับ AI ปกติในระดับที่ใกล้เคียงกับนัยสำคัญทางสถิติ ในทางกลับกันประเภทของตัวแทนในบทบาทของผู้ตัดสินใจไม่มีอิทธิพลต่อการกล่าวโทษผู้ตัดสินใจและไม่พบอิทธิพลเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตัวแปรอิสระ</p>บุณยาพร มกรธวัชบุญธิชา เพียรดีพราวรวี ทองคำพีพี สุวรรณสิงห์ทระวิณ ชาลีรักษ์ตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026243045110.64731/jla.v26i2.293053การศึกษาความสัมพันธ์และการเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/293796
<p>พฤติกรรมก้าวร้าวเป็นหนึ่งในพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ได้รับความนิยมในการศึกษาหาสาเหตุของพฤติกรรม หนึ่งในสาเหตุที่ถูกกล่าวถึงคือรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 4 รูปแบบ การศึกษาพื้นฐานของสองประเด็นนี้ในบริบทของประเทศไทยยังพบได้น้อย การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมก้าวร้าวและรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู 2. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแต่ละรูปแบบ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มองค์ความรู้พื้นฐานให้มากยิ่งขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างอายุ 18-25 ปี จำนวน 293 คน (อายุเฉลี่ย 21.85 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.98) เป็นเพศชายร้อยละ 83.28 และเป็นเพศหญิงร้อยละ 16.72 ใช้แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวและแบบสำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการทดสอบ F-test ในการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1.พบว่าพฤติกรรมก้าวร้าวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (<em>r</em> = .44, <em>p</em> < .01) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (<em>r</em> = .40, <em>p </em>< .01) และรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (<em>r</em> = .45, <em>p</em> < .01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ และ 2. พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากแต่ละรูปแบบ (4 รูปแบบ) ได้แก่ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ การอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ และรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง มีพฤติกรรมก้าวร้าวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em>(3, 98) = 16.66, <em>p</em> < .01) การศึกษานี้ช่วยยืนยันถึงความสัมพันธ์และความแตกต่างระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูทั้ง 4 รูปแบบกับพฤติกรรมก้าวร้าวในบริบทของประเทศไทย และยังพบประเด็นเพิ่มเติมว่ารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบกำกวมหรือผสมผสานมีจำนวนที่มากกว่าแบบชัดเจน ทั้ง 4 รูปแบบ ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการอบรมเลี้ยงดูในปัจจุบันที่ผู้เลี้ยงดูปรับเปลี่ยนรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูและผสมผสานจากรูปแบบเดิมให้เหมาะสมกับเด็กและสถานการณ์มากขึ้น</p>หัตถพันธ์ วงชารี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026245248010.64731/jla.v26i2.293796Linguistic Hierarchies under Sovereign Order: The Ecological Predicament of the Chinese Language at Suvarnabhumi Airport, Bangkok
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/290380
<p>This study examines Suvarnabhumi International Airport in Bangkok as an empirical site of linguistic landscape research, applying the functional matrix of linguistic landscape and the theory of geosemiotics to systematically analyze the functional embedding, visual presentation, and hierarchical distribution of the Chinese language under sovereign regulation. Based on 284 signage samples, the study identifies a tripartite language hierarchy within the airport: English dominates international communication, Thai maintains its role as a symbol of national sovereignty, and Chinese is largely confined to commercial zones, functioning as a consumption-oriented communicative tool. Chinese signage is visibly subordinate in both font size and spatial positioning, gaining prominence only in promotional displays. Legal frameworks such as Thailand’s Signage Tax institutionalize the visual primacy of Thai, reinforcing its sovereign symbolism. Meanwhile, the strong purchasing power of Chinese tourists drives capital interests to increase the visibility of Chinese in commercial zones, often accompanied by semantic inaccuracies and a lack of regulatory support. The current ecology of Chinese signage faces structural vulnerabilities, including translation errors, service information gaps, and institutional absence, reflecting its economically dependent status. The study recommends establishing a zone-based multilingual signage classification system to balance sovereign regulation with service flexibility. Overall, this research reveals the deep-seated tensions between language policy, market logic, and symbolic governance in multilingual public spaces under globalization, offering insights for managing language visibility in globalized infrastructures.</p>Bin LangKanokporn NumtongNathakarn Thaveewatanaseth
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026248151110.64731/jla.v26i2.290380Traditional Local Dress and the Promotion of “Malayness” in the Southern Border Provinces of Thailand
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/292783
<p>Traditional dress is an important part of the heritage and culture of a nation, as it is symbolic of history, pride, and customs. Likewise, the ethnic Thai Malay takes pride in<em> Busana Melayu</em>, a traditional Malay dress that symbolizes modesty, honor, and identity. Wearing this costume during occasions shows respect to one’s own traditions and heritage. Today, the traditional Malay dress is relevant to Thai Malay people in the southern border provinces in Thailand. This paper, therefore, explores and seeks to understand the symbolic perspectives of costumes in <em>Busana Melayu</em> of the Thai Malays and its contribution to the preservation and reinforcement of ethnic identity of Thai Malays in the broader social and cultural dynamics in the majority Thai society. The study adopted qualitative methods that include interviews, focus group discussions, and observation. The study found out that <em>Busana Melayu</em> is normally worn by the Thai Malays, particularly, at religious functions such as <em>Hari Raya</em> and other cultural events. It is compatible with Islam because of its function as a modest dress that coincides with Islamic rules on dress code. Basically, it is a way to honor cultural heritage while adhering to Islamic customs. However, the community encountered both obstacles and opportunities while dealing with the demands of modernization and holding onto their heritage. Studying its impact on cultural preservation provides valuable insights for future research.</p>Munirah YamirudengAbdonloh Khreeda-oh
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026251253810.64731/jla.v26i2.292783From Traditional Korean Culture to the Global Public: Reframing K-Culture through Spiritual Heritage and the Public Value of Culture
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/297007
<p>Korean popular culture (K-culture) has attained exceptional global visibility under Hallyu (the Korean Wave), yet persistent critiques—commercial overreach, superficiality, and cultural insensitivity—signal limits to its appeal. This article asks what sustains K-culture’s resonance beyond platform scale and how it might address the emerging backlash. Using recent survey evidence and three foundational concepts—Cheonson (the view of humans as “Heaven’s descendants”) and Jecheon (rites venerating Heaven) and the important Mahayana Buddhist concept of Buddha-nature, which holds that all humans and living beings equally possess the potential to realize the highest state of perfection, the study theorizes how spiritual heritage can ground a shift toward public-minded cultural practice. Bringing together cultural-hybridity analysis, soft-power scholarship and its critiques, and research on emotional economies in media, the study reads K-culture as both a commercial pop industry that constitutes the nation’s economic interests and at the same time it can serve as a carrier of ethical orientations for conveying ethical concepts and values that contribute to the overall well-being of humankind. This research article argues that re-centering production and reception on universalistic values and the public value of culture can convert friction points into opportunities for dialogue, co-creation, and ethical stewardship. The proposed framework offers a concise roadmap for evolving Hallyu from a high-performing export model into a culture of hope and coexistence-globally legible yet heritage-anchored, commercially viable yet publicly accountable. K-Culture can transcend its current limitations and evolve into a “culture of hope and coexistence” that engages the global public more equitably and imaginatively.</p>Park KwangsooThapakorn Kamnerdsiri
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-2026253956010.64731/jla.v26i2.297007บทบรรณาธิการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/305581
สุภินดา รัตนตั้งตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-202026-08-20262