https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/issue/feed วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2025-12-22T11:05:20+07:00 Editorial Team journal@arts.tu.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Journal of Liberal Arts, Thammasat University) เป็นวารสารทางวิชาการที่มีกระบวนการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นหรือสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (double blinded peer-reviews) จัดพิมพ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลการศึกษา การค้นคว้าใหม่ๆ ทฤษฎี การวิจัย วิธีวิทยา และแนวคิดในสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ได้แก่ ภาษา วรรณกรรม ภาษาศาสตร์ ปรัชญา การศึกษา ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เขียนด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ โดยอาจจะอยู่ในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ หรือบทวิจารณ์หนังสือ<br /> วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับแรก เดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม ทั้งนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบตีพิมพ์ให้เหลือเพียงรูปแบบเดียวคือการตีพิมพ์ออนไลน์เท่านั้น<br /><br /><strong>Template บทความ และแบบฟอร์มการส่งบทความ<br /></strong></p> <p> - Template บทความ : <a href="https://docs.google.com/document/d/1ZiCvNG2w2zt7t93wxM3EMkpbdlzQ_bwW/edit?usp=sharing&amp;ouid=112190963664342975661&amp;rtpof=true&amp;sd=true">ดาวน์โหลด</a></p> <p> - แบบฟอร์มการส่งบทความ : ดาวน์โหลด <a href="https://docs.google.com/document/d/17G2ilreGIGYJnO7TipQe_Bq5G-ohHEbH/edit?usp=sharing&amp;ouid=112190963664342975661&amp;rtpof=true&amp;sd=true">TH</a> or <a href="https://docs.google.com/document/d/17bpuIGvt6OMOH1c3cPAJBwZd4s2nqSTO/edit?usp=sharing&amp;ouid=112190963664342975661&amp;rtpof=true&amp;sd=true">EN</a></p> <p> - คู่มือการเขียนอ้างอิง APA7th Edition <a href="https://drive.google.com/file/d/1aDfVT1oU9gox7KZ8UFrN_XrjBlqCJZvn/view?usp=sharing">ดาวน์โหลด</a></p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296664 บทบรรณาธิการ 2025-12-19T20:56:41+07:00 สุภินดา รัตนตั้งตระกูล supinda.r@arts.tu.ac.th 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296661 เกี่ยวกับวารสาร 2025-12-19T20:51:48+07:00 กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์ journal@arts.tu.ac.th 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296662 กองบรรณาธิการ 2025-12-19T20:53:10+07:00 กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์ journal@arts.tu.ac.th 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/296663 สารบัญ 2025-12-19T20:55:19+07:00 กองบรรณาธิการ วารสารศิลปศาสตร์ journal@arts.tu.ac.th 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287122 โลกาภิวัตน์กับการสื่อมโนทัศน์คุณค่าของมนุษย์ในกวีนิพนธ์ไทยร่วมสมัยปี 2540-2566 2025-03-14T16:03:29+07:00 พิชามญชุ์ วรรณชาติ punchikaw@yahoo.com นิตยา แก้วคัลณา nittayakaeww@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้ศึกษามโนทัศน์เรื่องคุณค่าของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ปรากฏในกวีนิพนธ์ไทยร่วมสมัยระหว่างปี 2540-2566 โดยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดหรือมโนทัศน์ของผู้สร้างกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ผู้วิจัยพบว่า มโนทัศน์ที่สื่อถึงคุณค่าของมนุษย์ คือคุณค่าของการใช้ชีวิตแบบทวนกระแสโลกาภิวัตน์ การแสวงหาคุณค่าของมนุษย์ในสภาวะการแบ่งแยกแบบคู่ตรงกันข้ามและคนชายขอบ การเกิดค่านิยมแบบปัจเจกชนนิยมและคติรวมหมู่ จนบางครั้งทำให้เกิดความสับสนทางคุณค่าต่อการค้นหาคุณค่าของมนุษย์ที่แท้จริง รวมทั้งการตั้งคำถามต่อพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสถาบันหลักของไทย เพื่อสร้างมโนสำนึกคุณค่าของมนุษย์ ก็ยังเป็นมโนทัศน์หลักที่กวีถ่ายทอดผ่านบทประพันธ์</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/286523 ปัญหาการแปลสรรพนามบุรุษที่หนึ่งและบุรุษที่สองของผู้เล่าเรื่องและผู้รับฟังเรื่องในวรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่องเจ้าชายน้อย ฉบับแปลเป็นภาษาไทย 2025-02-27T18:24:22+07:00 สัญชัย สุลักษณานนท์ ssuluksananon@hotmail.com <p>วรรณกรรมฝรั่งเศสเรื่อง <em>Le Petit Prince</em> แปลออกมาเป็นภาษาไทยด้วยกันหลายฉบับ แต่ละฉบับเลือกใช้คำแปลสรรพนามบุรุษที่หนึ่งและบุรุษที่สองแทนคู่สนทนาค่อนข้างแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สรรพนามของผู้เล่าเรื่องและผู้รับฟังเรื่อง งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคลาดเคลื่อนของการตีความเกี่ยวกับกรอบกระบวนการสื่อสารที่ซ้อนกันอยู่หลายระดับซึ่งพบเห็นในงานวรรณกรรมชิ้นนี้ กระบวนการวิจัยอาศัยกรอบของการสื่อสารและการใช้บุรุษสรรพนามตามหลักภาษาไทยมาเป็นพื้นฐานเพื่อใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบการเลือกสรรพนามภาษาไทยมาใช้แปลบุรุษที่หนึ่งและบุรุษที่สองแทนผู้เล่าเรื่องและผู้รับฟังเรื่องในฉบับแปลเป็นภาษาไทย และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการเลือกใช้คำสรรพนามในภาษาไทยนั้นอาจไม่ได้คำนึงถึงระดับของกรอบการสื่อสารที่ถูกต้องซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสับสนระหว่างนักเขียนกับผู้เล่าเรื่องและระหว่างผู้อ่านกับผู้ฟังเรื่อง และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการตีความหมายของความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ของคู่สนทนาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมชิ้นนี้ รวมถึงความเป็นวรรณกรรมเยาวชนหรือวรรณกรรมผู้ใหญ่ของผลงานประพันธ์ชิ้นนี้</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287451 การเดินทางของ “พระสังข์” : การศึกษาวิเคราะห์หนังสือการ์ตูนเรื่อง สังข์ทอง ในฐานะวรรณกรรมแนวพัฒนาบุคคล 2025-03-23T16:33:22+07:00 หัตถกาญจน์ อารีศิลป a.hattakarn@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการ์ตูนเรื่อง <em>สังข์ทอง </em>เรื่อง <em>พลิกตำนาน</em><em>เจ้าชายผจญภัย</em> ของ Becassine และ <em>สังข์ศัลย์สตอรี่</em> ของ Kwanrapee ในด้านกลวิธีการสร้างสรรค์ซึ่งเน้นนำวรรณคดีไทยและขนบวรรณคดีไทยมาใช้ในการสร้างอารมณ์ขัน และในด้านเนื้อหาแนวคิดและบทบาทความสำคัญในฐานะวรรณกรรมแนวพัฒนาบุคคล (Bildungsroman) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้สร้างสรรค์การ์ตูนนำโครงสร้างนิทานเรื่อง <em>สังข์ทอง </em>และนิทานจักร ๆ วงศ์ ๆ ได้แก่ การกำเนิดในรูปลักษณ์ประหลาด การเรียนวิชา การออกเดินทางผจญภัย การเลือกคู่ มาใช้ในการสร้างความตลกขบขัน ทั้งยังสร้างตัวละครเอกโดยยั่วล้อขนบในวรรณคดีไทย นำเข้าตัวละครจากวรรณคดีต่างเรื่องมาผสมผสานไว้ และใช้รูปแบบการ์ตูนคือภาพและเรื่องเพื่อล้อภาพจำในบริบทไทยด้วย ในด้านเนื้อหาแนวคิด การ์ตูนทั้งสองเรื่องเสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นโดยสร้างความตระหนักรู้เรื่องคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของบุคคลที่พัฒนาแล้วในฐานะพลเมืองของสังคมไทยและสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 อารมณ์ขันในเรื่องมีบทบาทสำคัญในการปลดปล่อยผู้อ่านจากความเครียดและความกดดันระหว่างการเติบโตและเป็นพื้นที่ระบายความคับข้องใจของผู้อ่านที่มีต่อเนื้อหาและวิธีการประพันธ์วรรณคดีไทยตามแบบแผนเดิมด้วย การศึกษาวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นลักษณะที่สอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างแก่นของวรรณกรรมแนวพัฒนาบุคคลกับวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของไทยซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่เอื้อให้เกิดกิ่งก้านสาขาใหม่ของวรรณกรรมแนวพัฒนาบุคคลในบริบทไทยในรูปแบบอันหลากหลายต่อไป</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/285803 รวมเรื่องสั้น “ชุดเฒ่า” ของมนัส จรรยงค์ : อารมณ์ขันกับการวิพากษ์การรับอิทธิพลอเมริกันในสังคมไทย 2025-02-08T14:34:03+07:00 ชุติภา สุวิมล chutipa.suwimon@gmail.com <p>ทศวรรษ 2490-2500 เป็นช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศไทยอย่างเป็นทางการตามนโยบายของค่ายโลกเสรี ซึ่งก่อให้เกิดทั้งแรงสนับสนุนและแรงต้านจากหลายฝ่าย บทความนี้ศึกษาเรื่องสั้นจำนวน 8 เรื่อง จากรวมเรื่องสั้น “ชุดเฒ่า” ของมนัส จรรยงค์ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อชี้ให้เห็นปฏิกิริยาที่นักเขียนร่วมสมัยมีต่อการรับอิทธิพลอเมริกันในช่วงต้นของสงครามเย็น ผลการศึกษาพบว่าตัวบทวิพากษ์การรับอิทธิพลอเมริกัน 3 ประการ ได้แก่ การรับวัฒนธรรมอเมริกันซึ่งส่งผลกระทบต่อศีลธรรมและ “ความเป็นไทย” การรับแนวคิดทุนนิยมซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค และการรับแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคม โดยผู้เขียนใช้กลวิธีหลากหลายเพื่อสร้างอารมณ์ขันอันเป็นเครื่องมือหลักในการวิพากษ์ ซึ่งนอกจากจะสร้างความบันเทิงแล้วยังช่วยลดความเคร่งเครียดจริงจังในการนำเสนอสารสำคัญของเรื่อง สอดคล้องกับบริบทสังคมที่นักเขียนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรของรัฐบาลโดยตรงได้ในยุคสมัยเผด็จการ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288580 ความเป็นพหุลักษณ์และลูกผสมทางวัฒนธรรมของสังคมหลังอาณานิคมฟิลิปปินส์ในวรรณกรรมยุคหลังสงคราม : บทวิเคราะห์ Rosales Saga โดยฟรานซิสโค ซีโอนีล โฮเซ 2025-04-22T16:23:27+07:00 สิริฉัตร รักการ sirichat.rakkan@gmail.com <p>บทความชิ้นนี้นำเสนอให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบอาณานิคมที่ครอบงำสังคมหลังอาณานิคม โดยเฉพาะในบริบทข้อถกเถียงเรื่องความดั้งเดิม ความเป็นลูกผสม และความเป็นชายขอบทางวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์ ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความตัวบทวรรณกรรมหลังอาณานิคมในยุคหลังสงครามของฟิลิปปินส์อย่าง <em>Rosales Saga</em> โดยฟรานซิสโค ซีโอนีล โฮเซ ศิลปินแห่งชาติฟิลิปปินส์สาขาวรรณกรรมปี ค.ศ. 2001 ด้วยมุมมองหลังอาณานิคมศึกษา เพื่อนำเสนอให้เห็นลักษณะพหุลักษณ์และลูกผสมทางวัฒนธรรมในประสบการณ์และสำนึกความเป็นตัวตนของชาวฟีลีปีโน ซึ่งวิพากษ์และขัดแย้งต่อวิธีคิดแบบอาณานิคมที่แฝงตัวอยู่ในรูปแบบของอัตลักษณ์แห่งชาติแบบทางการของฟิลิปปินส์ยุคหลังสงคราม</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/294019 การนำเสนอภาพผู้หญิงจากภูมิภาคในพื้นที่มหานครและเมืองท้องถิ่น : กรณีศึกษาผลงานเรื่อง “ที่นี่ช่างน่าเบื่อ ช่วยมารับฉันที” ของ ยามาอูจิ มาริโกะ 2025-09-25T15:24:05+07:00 ปิยะนุช วิริเยนะวัตร์ piyanuchwiri@gmail.com <p>ยามาอูจิ มาริโกะเป็นนักเขียนญี่ปุ่นหญิงรุ่นใหม่ ที่มักนำเสนอผลงานเกี่ยวกับสตรีนิยมตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับตัวละครผู้หญิง บทความนี้มุ่งศึกษาการนำเสนอภาพตัวละครผู้หญิงจากภูมิภาคในพื้นที่มหานครกับเมืองท้องถิ่นในผลงานเรื่อง “<em>ที่นี่ช่างน่าเบื่อ ช่วยมารับฉันที</em>” ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 2012 ผลการศึกษาพบว่าตัวละครหญิงที่มาจากภูมิภาค มีมุมมองว่ามหานครเป็นพื้นที่แห่งการมอบโอกาสในชีวิต ทั้งในด้านการศึกษา หรือการทำงาน เป็นพื้นที่ให้อิสรเสรีภาพ ตลอดจนเป็นพื้นที่แห่งการบริโภคอย่างไร้ขีดจำกัด อย่างไรก็ตามตัวละครหญิงสาวเหล่านี้ในท้ายที่สุด ไม่สามารถกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของมหานครได้ พวกเธอเป็นได้แค่เพียง “กลุ่มคนแปลกแยก” ของพื้นที่มหานครก่อนที่จะตัดสินใจกลับบ้านเกิด ในอีกด้านหนึ่ง “เมืองท้องถิ่น” เป็นเมืองซึ่งเปรียบเหมือน “ฐานที่มั่น” ของพวกเธอ ที่นี่พวกเธอได้ฟื้นฟูสัมพันธภาพกับครอบครัวและเพื่อนหญิงด้วยกัน เป็นพื้นที่ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ดี จากการที่เมืองท้องถิ่นยังคงเป็นพื้นที่ที่เป็นสังคมอนุรักษ์นิยมและแนวคิดปิตาธิปไตยฝังรากลึกอยู่ จึงมีการคาดหวังในเรื่องอัตลักษณ์ของผู้หญิงอย่างชัดเจนคือ การเป็นภรรยาและมารดา ทำให้ทางเลือกของผู้หญิงค่อนข้างจำกัด กระนั้นผู้เขียนได้นำเสนอภาพความพยายามในการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของหญิงสาวในพื้นที่ดังกล่าวด้วย ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลต่อสังคม “เมืองท้องถิ่น” ของญี่ปุ่นต่อไปในอนาคตก็เป็นได้</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288496 การแสดงความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร : การศึกษาความไม่สุภาพตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ 2025-04-20T16:42:15+07:00 ศิระวัสฐ์ กาวิละนันท์ siravast.ka@ku.th <p>สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ประชาชนใช้แสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำไม่สุภาพต่อประเด็นสาธารณะต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เช่น ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของกรุงเทพมหานคร การวิเคราะห์กลวิธีความไม่สุภาพจากการแสดงความคิดเห็น ด้วยแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ พบว่าผู้แสดงความคิดเห็นต้องการแสดงเจตนาสื่อสารไปยังนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้วยกลวิธีความไม่สุภาพทั้งแบบอ้อมและแบบตรง รวมทั้งยังได้ใช้อิโมจิ การแสดงความคิดเห็นร่วม (sub-comments) และการใช้ภาพประกอบที่มักเป็นคำพูดหรือนโยบายที่ใช้ประกอบการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาช่วยเสริมให้ความไม่สุภาพเด่นชัดขึ้น ความไม่สุภาพเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการใช้ภาษาของสังคมออนไลน์ แต่เป็นเครื่องมือทางภาษาที่ท้าทายอำนาจและสะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการบริหารจากกรุงเทพมหานครด้วย</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/286958 หน่วยนามซับซ้อนในภาษาไทย : การกำกับข้อมูลตามกรอบแนวคิด Universal Dependencies 2025-05-18T16:29:49+07:00 อารียา ทองลอง areeya_thonglong@cmu.ac.th จักรภพ เอี่ยมดะนุช areeya_thonglong@cmu.ac.th ศุภวัจน์ แต่รุ่งเรือง areeya_thonglong@cmu.ac.th <p>งานวิจัยเรื่องนี้มุ่งพัฒนาแนวทางการกำกับข้อมูลหน่วยนามซับซ้อนในภาษาไทยจำนวนสองคู่ตามแนว Universal Dependencies (UD) ได้แก่ คู่แรก คือ หน่วยนามที่ประกอบด้วยอนุพากย์เติมเต็มนามและหน่วยนามที่ประกอบด้วยคุณานุประโยค และคู่ที่สอง คือ หน่วยนามที่ประกอบด้วยคุณานุประโยคแบบลดรูปและหน่วยนามที่เป็นคำนามประสมแบบสังเคราะห์ อีกทั้งยังมุ่งทดสอบคุณภาพของแนวทางการกำกับข้อมูลที่พัฒนาขึ้น ผลการศึกษาพบว่า หน่วยนามคู่แรกมีเกณฑ์การจำแนกความแตกต่างสี่ประการ ได้แก่ เกณฑ์การทดสอบการปรากฏของหน่วยนามหลัก เกณฑ์การทดสอบการปรากฏ “ที่ว่า” นำหน้าอนุพากย์เติมเต็มนาม เกณฑ์การทดสอบกลวิธีช่องว่าง และเกณฑ์การทดสอบการใช้บุรุษสรรพนามซ้ำรอย ส่วนหน่วยนามคู่ที่สอง มีเกณฑ์การจำแนกความแตกต่างสองประการ ได้แก่ เกณฑ์การทดสอบผลิตภาวะของโครงสร้างและเกณฑ์การทดสอบการคืนความแท้ ในการกำกับข้อมูลภายในโครงสร้างตามแนว UD งานนี้ได้เสนอให้ใช้ความสัมพันธ์ compound สำหรับหน่วยนามที่ประกอบด้วยอนุพากย์เติมเต็มนามและหน่วยนามที่เป็นคำนามประสมแบบสังเคราะห์ ในขณะที่หน่วยนามที่ประกอบด้วยคุณานุประโยคและหน่วยนามที่ประกอบด้วยคุณานุประโยคแบบลดรูปให้ใช้ความสัมพันธ์ acl ส่วนการทดสอบคุณภาพของแนวทางการกำกับข้อมูลที่พัฒนาขึ้น ผลการทดสอบให้ค่าความสอดคล้องเท่ากับ 0.92</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287978 การศึกษาระดับการแสดงความหมายบอกการณ์ลักษณะของ “一” ในโครงสร้างภาษาจีน “一V” ที่ปรากฏในประโยคไม่จบความและประโยคจบความจากรูปภาษาเทียบเคียงภาษาไทย 2025-04-04T09:07:56+07:00 สุพิชญา อ่ำคิด supidchaya0211@gmail.com <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ระดับการแสดงความหมายบอกการณ์ลักษณะของ “一” ในโครงสร้างภาษาจีน “一V” ที่ปรากฏในประโยคไม่จบความและประโยคจบความจากรูปภาษาเทียบเคียงภาษาไทย วิธีการศึกษา คือ รวบรวมข้อมูลและจัดประเภทรูปภาษาเทียบเคียงภาษาไทยโดยใช้โครงสร้างเป็นเกณฑ์ จากนั้นวิเคราะห์ระดับการแสดงความหมายบอกการณ์ลักษณะของ “一” กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ พจนานุกรมจีน-ไทยฉบับใหม่ ผลงานของเหลาเส่อเรื่องคนลากรถ ผลงานของปาจิณเรื่องบ้านและฤดูใบไม้ผลิ ผลการศึกษา พบว่า (1) โครงสร้าง “一V” ทั้งสองประเภทต่างใช้กริยา (วลี) เป็นรูปภาษาเทียบเคียงมากที่สุด แต่รูปภาษานี้ไม่สามารถแสดงความหมายบอกการณ์ลักษณะของ “一” ได้ (2) การใช้โครงสร้าง “พอ...ก็...” คำวิเศษณ์บอกเวลา เป็นต้น จัดเป็นรูปภาษาเทียบเคียงในอุดมคติ แต่มีอัตราการใช้ไม่สูง (3) การใช้กริยา (วลี) บางคำที่แฝงความหมายบอกการณ์ลักษณะในตัว จัดเป็นรูปภาษาเทียบเคียงธรรมชาติ แต่มีอัตราการใช้ต่ำ และ (4) คำว่า “หนึ่ง” ใช้เทียบเคียงเพื่อบอกความหมายเชิงปริมาณ ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนภาษาจีน และยังสามารถใช้สนับสนุนผลการศึกษาเชิงแบบลักษณ์ภาษาเรื่องพัฒนาการทางความหมายของคำบอกจำนวนที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภาษา</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287262 การศึกษาความหมายของ “ใจ” ในสำนวนเปรียบเทียบภาษาอินโดนีเซียและภาษาไทย 2025-03-18T18:29:33+07:00 ฮามัม สุปรียาดี adhee70@yahoo.com <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำนวนภาษาอินโดนีเซียที่ใช้คําว่า hati ‘ใจ’ และสำนวนภาษาไทยที่ใช้คำว่า ใจ และเพื่อศึกษาโลกทัศน์ของชาวอินโดนีเซียและชาวไทยจากสำนวนดังกล่าว ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีอรรถศัพท์ของอุลแมนน์มาใช้ในการวิเคราะห์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพจนานุกรมและหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสำนวน ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบองค์ประกอบและความหมายของสำนวนทั้งสองภาษา พบสำนวนที่มีองค์ประกอบของสำนวนเหมือนกันและมีความหมายเหมือนกัน สำนวนที่มีองค์ประกอบของสำนวนเหมือนกันแต่มีความหมายต่างกัน และสำนวนที่มีองค์ประกอบของสำนวนต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกัน ในด้านโลกทัศน์ของชาวอินโดนีเซียและชาวไทย พบว่า ทั้งสองประเทศมีโลกทัศน์ที่เหมือนกันในด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อีกทั้งยังมีความตระหนักรู้ว่าอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลของวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลอยู่ทั้งในสองประเทศ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289113 พลวัตของการยืมคำจากภาษาสลาวิกสู่การเปลี่ยนแปลงทางความหมายและโครงสร้างทางภาษารัสเซีย 2025-06-03T16:57:34+07:00 ปิยาภรณ์ คงแสงภักดิ์ piyabhorn.k@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาพลวัตของคำยืมจากภาษาสลาวิกสู่การเปลี่ยนแปลงทางความหมายและโครงสร้างทางภาษารัสเซีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบททางประวัติศาสตร์การยืมคำจากภาษาสลาวิกสู่ภาษารัสเซีย และ (2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและความหมายของคำยืมภาษาสลาวิกในภาษารัสเซีย การศึกษานี้อิงแนวคิดด้านภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ (Historical Linguistics) และภาษาศาสตร์เปรียบเทียบ (Comparative Linguistics) ผลการวิจัยพบว่า คำยืมจากภาษาโปแลนด์ เช็ก และบัลแกเรีย มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านความหมายบางส่วนและเปลี่ยนความหมายโดยสิ้นเชิง (Semantic Change) และในด้านโครงสร้าง (Structural Adaptation) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับเสียงพยางค์ ระบบการผันคำ และการสร้างคำใหม่จากรากศัพท์ที่ยืมมา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนพลวัตของภาษาในฐานะกลไกที่ตอบสนองต่อปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าภาษารัสเซียมีการปรับคำยืมให้สอดคล้องกับระบบภาษารัสเซียอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (Historical Linguistics) และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ในมิติที่กว้างขึ้น</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288140 การประกอบสร้างความเป็นจีนในโฆษณารถยนต์ BYD 2025-04-09T11:57:06+07:00 ภัทรพงศ์ คงวัฒนา shenpeng.pk@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์โฆษณารถยนต์ BYD เพื่อศึกษา กลวิธีการสร้างความเป็นจีนผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ของโฆษณา เช่น ภาพ เสียง หรือข้อความ และเพื่อสรุปชุดความหมายความเป็นจีนแบบต่าง ๆ โดยคัดเลือกโฆษณารถยนต์ที่เผยแพร่ในสื่อดิจิทัลระหว่างปี 2022-2024 จำนวน 10 โฆษณา โดยการวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีไวยากรณ์ภาพของ Kress และ van Leeuwen ร่วมกับแนวคิดมายาคติของ Barthes ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านความหมายเชิงภาพแทน มีการเชื่อมโยงเรื่องเล่าเกี่ยวกับคุณค่าความเป็นจีนโบราณกับรถยนต์ 2) ด้านความหมายเชิงปฏิสัมพันธ์ มีการใช้การสัมผัสทางสายตา ระยะห่างระหว่างบุคคล และทัศนคติเพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมในการสื่อสารความเป็นจีน 3) ด้านความหมายเชิงองค์ประกอบ มีการสร้างความหมายความเป็นจีนโดยรวมด้วยการจัดวางองค์ประกอบ จากการวิเคราะห์การสร้างความหมายดังกล่าวสามารถสรุปชุดความหมายความเป็นจีนที่ประกอบสร้างขึ้นในโฆษณา BYD ได้ดังนี้ 1) จีนคือผู้สร้างที่มีความทันสมัย 2) จีนคือการรวมเป็นหนึ่ง และ 3) จีนคือความเป็นสากล</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289600 ประเพณีแห่นางแมวที่จังหวัดนครปฐม : การเปลี่ยนแปลงและการดำรงอยู่ของประเพณีในชุมชน 2025-05-20T15:36:18+07:00 พรทิพย์ เฉิดฉินนภา pornthip.c@arts.tu.ac.th <p>ประเพณีแห่นางแมวเป็นประเพณีท้องถิ่นสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่จัดขึ้นเพื่อขอฝนซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำการเกษตรและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของคนไทย จังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่หนึ่งที่จัดประเพณีแห่นางแมวเป็นประจำทุกปี โดยมีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของพิธีกรรมไปจากอดีต งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงและการดำรงอยู่ของประเพณีแห่นางแมวที่ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเพณีแห่นางแมวที่จังหวัดนครปฐมเปลี่ยนแปลงไปนั้นเกิดจากวิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนจากการทำการเกษตรไปสู่การประกอบอาชีพอื่น นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังเป็นผลมาจากการมีพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (พรบ.คุ้มครองสัตว์) อีกด้วย ทั้งนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ประเพณีแห่นางแมวนี้ยังคงดำรงอยู่ด้วยการจัดให้มีประเพณีแห่นางแมวขึ้นเป็นประจำทุกปี แม้ว่าจะไม่ได้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อการขอฝนสำหรับการทำการเกษตรแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามประเพณีแห่นางแมวที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้คนในชุมชนมีความสามัคคี และที่สำคัญยังทำให้ความเชื่อและประเพณีของชุมชนยังคงสืบทอดและดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287671 มองวัฒนธรรมเกาหลีผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะฮวันกี 2025-03-27T14:38:30+07:00 วีรญา กังวานเจิดสุข weeraya.kwjs@gmail.com <p>‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮวันกี’ เป็นพื้นที่แสดงผลงานของ ‘คิมฮวันกี’ ศิลปินแนวนามธรรมที่โด่งดังของวงการศิลปะเกาหลี พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮวันกีแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นอาคารที่จัดแสดงภาพวาดขนาดใหญ่ของเขา แต่ยังเป็นอนุสรณ์สถานของโลกศิลปะของคิมฮวันกี นับว่าพื้นที่แห่งนี้ได้เปิดเผยผลงานของเขาที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมเกาหลีที่แฝงตัวในที่ต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานของคิมฮวันกีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีจุดประสงค์ในการเป็นศูนย์ให้ความรู้กับชุมชนเกี่ยวกับศิลปะ และส่งเสริมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่อีกด้วย โดยมีนิทรรศการพิเศษที่จัดขึ้นตามวาระ เปิดพื้นที่ให้กับศิลปินหน้าใหม่ได้แนะนำผลงานของตนเองในพื้นที่อันทรงเกียรติแห่งนี้ โดยวิจัยนี้ต้องการสำรวจถึงการผลิตและนำเสนอวัฒนธรรมเกาหลี และส่งต่อให้กับผู้เข้าชม รวมถึงผ่านปฏิบัติการบนพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้เกิดการผลิตซ้ำวัฒนธรรมเกาหลี วิจัยนี้ได้ทำการวิเคราะห์พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะฮวันกี ด้วยแนวคิดของการผลิตสร้างพื้นที่ (production of space) ของ Henri Lefebvre เพื่อทำความเข้าใจพื้นที่ในฐานะวัตถุทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบ การปฏิบัติทางพื้นที่ พื้นที่แสดงภาพแทน และพื้นที่ที่ถูกแทนความหมาย พบว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะฮวันกีเป็นพื้นที่ถ่ายทอดความรู้เชิงวัฒนธรรม และมีการผลิตสร้างวัฒนธรรมเกาหลีในพื้นที่ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่ที่ถูกแทนความหมายแฝงไปด้วยมโนทัศน์ของวัฒนธรรมเกาหลี</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/291321 ใต้ปีกอินทรี : การช่วยเหลือทางการทหารของสหรัฐฯ ต่อกองทัพไทยผ่านหลักสูตรฝึกทางทหารในระหว่าง พ.ศ. 2493-2506 2025-07-08T11:08:06+07:00 เทพ บุญตานนท์ thep.boo@mahidol.ac.th <p>งานวิจัยนี้สำรวจการช่วยเหลือทางการทหารในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2493-2506 โดยมุ่งศึกษาประเด็นเรื่องการฝึกทหารที่สหรัฐฯ จากการศึกษาพบว่าหลังจากที่รัฐบาลไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี ทางสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจที่จะให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ไทยอย่างเป็นทางการภายใต้ความตกลงทวิภาคีว่าด้วยความช่วยเหลือทางการทหาร ดังนั้น เป้าหมายพื้นฐานของสหรัฐฯ คือการอบรมทหารไทยให้เข้าใจยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ เพื่อที่จะให้นายทหารเหล่านี้ปฏิบัติการร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในระหว่างที่ทหารไทยศึกษาอยู่ที่สหรัฐฯ ก็จะเป็นโอกาสให้ปลูกฝังทัศนคติของนายทหารให้สอดคล้องไปกับนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้นับตั้งแต่ พ.ศ. 2494 นายทหารชั้นสัญญาบัตรจำนวนมากจึงถูกส่งมาศึกษาและฝึกอบรมทหารที่สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามการเข้าศึกษายังโรงเรียนนายร้อยของสหรัฐฯ และโรงเรียนเสนาธิการทหารของสหรัฐฯ ก็ยังประสบกับความยุ่งยาก ทำให้กองทัพไทยตัดสินใจส่งนักเรียนนายร้อยและนายทหารไปศึกษาต่อยังประเทศพันธมิตรอื่น อย่างไรก็ตามการพัฒนาศักยภาพทหารก่อนที่สงครามเวียดนามจะปะทุขึ้นนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกองทัพไทยสมัยใหม่</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288513 มองข้อถกเถียงเรื่องกาสิโนถูกกฎหมาย ผ่านการสานสนทนาระหว่างเสรีนิยมและจริยศาสตร์คุณธรรม 2025-04-21T09:41:25+07:00 เหมือนมาด มุกข์ประดิษฐ์ muanmard_m@yahoo.co.th <p>บทความนี้เสนอความคิดเรื่องหลักการว่าด้วยการทำร้าย หรือ harm principle ของมิลล์ เพื่อนำมาพิจารณาปัญหากาสิโนถูกกฎหมาย เพราะผู้เขียนเสนอว่า หลักการนี้เป็นความชอบธรรมที่ดีที่สุดแก่ข้อเสนอให้มีกาสิโนถูกกฎหมาย ในขณะเดียวกันบทความนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าหลักการนี้แม้จะมีประโยชน์แต่ไม่พอสำหรับจะสนับสนุนสังคมเสรีนิยม เพราะไม่เปิดโอกาสให้สังคมแสดงจุดยืนและคุณค่าใด ด้วยการห้ามการกระทำบางอย่างที่ขัดกับคุณค่าของสังคมได้เลย ความคิดสองอย่างในจริยศาสตร์คุณธรรม คือความคิดเรื่องคุณธรรม และความคิดเรื่องปัญญาเชิงปฏิบัติ สามารถส่งเสริมให้สังคมเสรีนิยมมีเสรีภาพได้ และมีคุณค่า มีจุดยืนทางจริยธรรมแบบเสรีนิยมได้ด้วย การถกเถียงเรื่องกาสิโนถูกกฎหมายเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สองทฤษฎีนี้สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างดีและถ่วงดุลกันและกันได้</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/291583 ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านการเมืองของเมียนมาในปี 2021 ต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม 2025-07-14T15:16:35+07:00 ศศินันท์ เครือชัยพินิต sasinank@tu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมในเมียนมา ภายหลังจากเหตุการณ์ประท้วง the 1988 uprising จนถึงการประท้วงเงียบ ตั้งแต่ปี 2021 ถึงปัจจุบันโดยเน้นที่การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพลเมืองในยุคหลังรัฐประหารปี 2021 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของพลวัตทางการเมืองที่สำคัญ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเมียนมาโดยเฉพาะในช่วงหลังรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพลวัตทางการเมืองการแสดงออกของประชาชนชาวเมียนมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และความชอบธรรมในพื้นที่การเมืองในหลายลักษณะและจากหลายกลุ่มตัวแทน โดยเชื่อว่าจะสามารถนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ในที่สุด ซึ่งประชาธิปไตยจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมเมียนมาที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เมียนมายังมีปัจจัยภายนอกที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้สงครามกลางเมืองภายในเมียนมาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงจากการแทรกแซงของประเทศจีน รัสเซีย และเบลารุส ในการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพเมียนมา รวมถึงการเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มธุรกิจจีน และประเทศในกลุ่มอาเซียนดำเนินธุรกิจในเมียนมาเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งรัฐ หากใช่เพื่อสนับสนุนให้เกิดความสงบในประเทศเมียนมา</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287903 การเสริมสร้างทักษะการอ่านจับใจความโดยประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2025-04-02T03:30:11+07:00 นิลุบล เกตุแก้ว 2546sirisopit@gmail.com ศิริโศภิษฐ์ เจือสนิท 2546sirisopit@gmail.com ฐานิตา เกาะสมบัติ 2546sirisopit@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเข้าร่วมการเรียนรู้ผ่านวิธีการแบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อแนวทางการเรียนรู้นี้ การวิจัยนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลัง กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/11 จำนวน 40 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิค 5W1H (2) แบบทดสอบความสามารถในการอ่านจับใจความ และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนหลังเข้าร่วมการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนรู้ <em>(</em><em>SD = 0.81)</em> โดยในประเด็นหัวข้อที่ประเมิน 10 ข้อ พบว่าหัวข้อที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ (<em>M</em> = 4.50, <em>SD</em> = 0.72) ความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายระหว่างเรียน (<em>M</em> = 4.23, <em>SD</em> = 0.78) ความสามารถในการจับใจความสำคัญของเนื้อหา (<em>M</em> = 4.20, <em>SD</em> = 0.85) และความสนุกสนานในการเรียนรู้ (<em>M </em>= 4.10, <em>SD</em> = 0.85)</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/286624 Cross Cultural Analysis of Disagreement Strategies: A Comparative Study of Korean Speakers and Thai Learners of Korean in Spoken and Text Messaging Contexts 2025-03-02T12:03:16+07:00 Hyeseon Jeong naviona00@gmail.com <p>This study investigates the use of disagreement strategies among native Korean speakers, Thai native speakers, and Thai learners of Korean in both spoken and mobile text messaging contexts. The research examines how cultural background, social status, and communication mode influence the choice of disagreement strategies. Findings reveal that native Korean speakers frequently use indirect strategies in spoken contexts to maintain social harmony, while direct disagreement is more common in text messaging due to the lack of nonverbal cues. Thai native speakers, influenced by the cultural concept of khwam kreng chai (KKJ), tend to minimize conflict and prefer indirect disagreement strategies. Meanwhile, Thai learners of Korean exhibit some pragmatic transfer from their native language but face challenges in using appropriate Korean disagreement strategies, highlighting the need for targeted educational interventions. The study underscores the importance of teaching disagreement strategies in Korean language education to facilitate effective cross-cultural communication.</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/286729 Intercultural Challenges Encountered in Teaching Chinese Students in Thai Higher Education 2025-03-11T09:32:33+07:00 Tagsina Sripracha tagsina.s@phuket.psu.ac.th Sudrudee Bamrung sudrudee.ba@phuket.psu.ac.th <p>Intercultural challenges have gained prominence in Thai higher education due to the influx of Chinese students into Thai universities. This study aimed to examine the intercultural challenges encountered by Thai lecturers when teaching Chinese students and to identify effective teaching strategies to promote active learning in intercultural classrooms within Thai higher education. A qualitative approach was employed, utilizing semi-structured interviews as a guideline for the focus group discussion. The findings revealed that Thai lecturers face key intercultural challenges, including language proficiency, learning behaviors, and attitudes toward learning. Firstly, regarding English language proficiency, Chinese students often struggle in understanding the lessons, which makes them hesitant and less confident in participating in class activities and discussions. Secondly, Chinese students exhibit learning behaviors such as remaining quiet and passive, avoiding interaction, and relying heavily on mobile apps. Lastly, their attitudes toward learning are reflected in their learning behaviors, as they highly value attending classes, grades, and scores. In addition, key teaching strategies for promoting active learning in intercultural classrooms incorporate using simplified English, speaking slowly and repetitively, simplifying lessons, providing Chinese translation in the lessons, asking questions to Thai students before addressing Chinese students, and allowing the use of an online dictionary. The study provides useful teaching strategies for bridging cultural gaps in intercultural education environments of Thailand and helps build a classroom management strategy that supports learning for Chinese students.</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/287510 Factors Affecting Satisfaction and Continuance Intention of Thai Undergraduate Students Using Chinese Learning Apps 2025-04-04T11:23:41+07:00 Chao Zhang cnthai@hotmail.com Nathakarn Thaveewatanaseth nathakarn.th@ku.th Kanokporn Numtong kanokporn.n@ku.th <p>This study explores factors influencing Thai undergraduates’ satisfaction and continued use of Chinese learning apps. The framework includes Perceived Usefulness (UF), Autonomy (AN), Interactivity (IA), Confirmation (CF), Interest (IT), Satisfaction (SF), and Continuance Intention (CI). A survey of 455 students from five Thai universities was conducted using a non-probability sampling method. Data was collected online and offline, then analyzed with SEM and CFA. Results show all factors significantly impact outcomes. UF, AN, IA, CF, and IT influence SF, with IT being the strongest predictor. SF directly affects CI and serves as a mediator. All six hypotheses were supported. The findings suggest developers should strengthen these key elements to improve user satisfaction and retention.</p> <p> </p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/288872 Social Media vs Traditional Spatial Strategy: Analyzing Political Event Spatial Strategies with Mobilization Consequences through the Case of Thai Politics 2025-04-30T11:24:00+07:00 Puttaporn Areeprachakun puttaporn.a@chula.ac.th <p>Traditionally, resistance has found its footing in physical spaces, often bolstered by the power of media and social media. However, relying solely on these physical arenas comes with significant drawbacks. Not only is it easier for authorities to exert control over tangible gatherings, but these spaces can also lead to unforeseen repercussions. This limitation became particularly evident during the COVID-19 pandemic, where in-person protests were largely curtailed. As a result, there is a pressing need to shift from conventional spatial strategies to dynamic social media tactics. This transformation has sparked intriguing questions about how spatial strategies interact with political outcomes. The objective of this study is to examine the relationship between spatial strategies—both physical and digital—and their political consequences, using Thailand’s political movements from 2005 to 2021 as case studies. Drawing on statistical and historical data, the study uncovers three key insights: First, there is a clear connection between spatial strategies used during events and their political consequences, proved by Fisher’s exact test. Second, social media movements have a greater potential to drive policy-level changes than traditional methods, though they may struggle to instigate shifts at the political level. Interestingly, a hybrid approach that combines physical presence with social media seems to maximize the potential for significant political change. Lastly, this study finds that social media usage tends to mitigate the risk of unintended negative outcomes. Ultimately, it argues that social media serves as a powerful platform for mobilizing efforts aimed at achieving meaningful policy change without adverse repercussions.</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/liberalarts/article/view/289590 ปีศาจ เกย์ และโกธิค : เควียร์โกธิคใน กลิ่นการเวก ของพงศกร 2025-06-04T08:32:05+07:00 ชุติมา ประกาศวุฒิสาร chutima67@hotmail.com <p><strong><em>กลิ่นการเวก</em></strong> (2549) เป็นนวนิยายแนวสยองขวัญแฟนตาซีของพงศกร จุดเด่นของนวนิยายเรื่องนี้คือการผสมผสานองค์ประกอบเควียร์เข้ากับวรรณกรรมโกธิค อันนำไปสู่การอ่านวรรณกรรมโกธิคใหม่ในแบบเควียร์ แม้ว่าวรรณกรรมโกธิคโดยทั่วไปจะเปิดพื้นที่ให้กับการละเมิดบรรทัดฐานของสังคม เช่น ความสัมพันธ์ต้องห้าม ความรุนแรงทางเพศ อำนาจที่เบี่ยงเบน แต่เรื่องราวมักจบลงด้วยการตอกย้ำคุณค่าทางศีลธรรมและการกลับคืนสู่วิถีชีวิตที่เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม <strong><em>กลิ่นการเวก</em></strong>นำเสนอการอ่านแบบเควียร์ที่ท้าทายขนบทางเพศ โดยเผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างอำนาจ ความไร้เสถียรภาพของอัตลักษณ์ทางเพศ และความรุนแรงที่สังคมกระทำต่อกลุ่มรักเพศเดียวกันผ่านความหวาดระแวงสงสัยและการตรวจตราสอดส่อง นอกจากนี้ พลังสร้างสรรค์ของเควียร์ยังสะท้อนในรูปแบบการเล่าเรื่องที่ผสมผสานความน่าสะพรึงกลัวของวรรณกรรมโกธิคกับอารมณ์ขันแบบเควียร์หรือแคมป์ ซึ่งไม่เพียงให้ความบันเทิงกับผู้อ่านเท่านั้น หากเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์ ที่ทำให้ขนบทางเพศซึ่งดูจริงจังกลายเป็นสิ่งไร้สาระและน่าขัน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025