วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ th-TH <p>เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์&nbsp; ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ&nbsp; พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น</p> journal.ssr@mcu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี บุญเรือง) journal.ssr@mcu.ac.th (อาจารย์นเรศ ฤทธิเดช) Mon, 29 Jun 2026 13:55:55 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295728 <p>บทความวิชาการฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของประชาชนตื่นตัวและต้องการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การนำหลักพุทธธรรม มาประยุกต์ใช้มิใช่เพียงการปฏิบัติตามพิธีกรรม แต่คือการเสริมสร้าง ปัญญา และ เมตตา ในกระบวนการดังกล่าว การประยุกต์ใช้หลักธรรมในกระบวนการตรวจสอบภาครัฐท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ โดยมี “ปัญญา” และ “เมตตา” เป็นแกนหลักสำคัญ ปัญญา คือแสงสว่างที่ช่วยให้การตรวจสอบตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง เมตตา คือพลังที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาดีต่อสังคม อันเป็นแนวทางการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความไม่ยึดติดในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา แต่ให้ใช้ วิจารณญาณ ไตร่ตรองด้วยตนเอง ไม่ใช่การตัดสินจากอคติหรือความรู้สึกส่วนตัว การตรวจสอบแบบมีปัญญาคือการตั้งคำถามด้วยความสงสัยเพื่อหาความจริง ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ เพื่อให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ปัญหา และผลกระทบอย่างแท้จริง การรู้เท่าทันกลไกการทำงานและข้อจำกัดของระบบราชการเป็นการปฏิบัติธรรมในทางโลกที่ช่วยให้การวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานของ ความเป็นไปได้ และ เหตุผล ที่เป็นธรรม ในขณะที่ปัญญาช่วยให้เราเห็นความจริง เมตตา คือพลังที่ช่วยให้เราเข้าถึงและตรวจสอบด้วย ความปรารถนาดี ที่จะเห็นภาครัฐและสังคมโดยรวมดีขึ้นการตรวจสอบอย่างมีเมตตา ไม่ใช่การมองข้าราชการเป็นศัตรู แต่เป็นการมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่มีโอกาสทำผิดพลาดได้เช่นกัน หลักธรรม พรหมวิหาร 4 คือรากฐานที่สำคัญ เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา การใช้เมตตาในการตรวจสอบคือการเสนอแนะด้วยภาษาที่สุภาพ สร้างสรรค์ ไม่ใช่การประจานหรือทำลายขวัญกำลังใจ การใช้กรุณาคือการชี้แนะแนวทางแก้ไขอย่างเข้าใจ การใช้มุทิตาคือการชื่นชมเมื่อภาครัฐปฏิบัติงานได้ดี และการใช้อุเบกขาคือการไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน แต่ให้ตัดสินตามหลักการและเหตุผลที่เที่ยงธรรม นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</p> พระณัฐพงษ์ ญาณเมธี (ไกรเทพ) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295728 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 เศรษฐศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297716 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำเสนอ 1. การวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ<br />มหภาคและสถานการณ์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของประเทศไทย 2. การประเมินข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และ 3. การสังเคราะห์แนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยมีความสำคัญในบริบทที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้าง ท่ามกลางการแข่งขันด้านการลงทุนที่รุนแรงในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งพบว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎระเบียบ แรงงาน และข้อตกลงทางการค้า ส่งผลให้การไหลเข้าของเงินลงทุนต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง วิธีการวิเคราะห์ใช้การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย เศรษฐกิจมหภาค และกรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การลงทุน โดยเฉพาะทฤษฎี OLI เพื่ออธิบายปัจจัยกำหนดการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งด้านการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความคล่องตัว และการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่มีเอกภาพและจูงใจมากขึ้น ข้อสรุปสำคัญคือ การยกระดับศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไม่อาจพึ่งพามาตรการทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยบทบาทเชิงรุกของรัฐในลักษณะการกำกับระบบนิเวศการลงทุน การบูรณาการนโยบายระหว่างหน่วยงาน และการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> สิทธิชัย พิริยะวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297716 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการยกระดับการจัดการภาครัฐ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298893 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารงานภาครัฐท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่มีความผันผวนและซับซ้อนในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสมรรถนะของผู้นำเชิงกลยุทธ์กับประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสาธารณะ การยกระดับการจัดการภาครัฐจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญใน 2 ประเด็น คือ ในเรื่องการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรจากแนวดิ่งสู่แนวระนาบเพื่อสร้างความคล่องตัว โดยผู้นำต้องปรับบทบาทจากการใช้อำนาจสั่งการเป็นการกระจายอำนาจตัดสินใจสู่ระดับปฏิบัติการ และการทลายโครงสร้างแบบไซโล และการสร้างทีมงานข้ามสายงานที่ยืดหยุ่นและการจัดการนวัตกรรมสาธารณะและการสร้างคุณค่าร่วม โดยเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้ผูกขาดการบริการสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อรังสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ได้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐยุคอุบัติใหม่ 5 ประเด็น ได้แก่ การสร้างนิเวศวิทยาแห่งความไว้วางใจ การจัดการแบบพลวัตผ่านโครงสร้างกึ่งรูปนัย นวัตกรรมแบบเปิดเพื่อมวลชน การประเมินผลเชิงคุณค่ารวม และภาวะผู้นำแบบผู้พยากรณ์เชิงรุก ข้อสรุปจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบราชการจากการทำงานเชิงตั้งรับไปสู่การทำงานเชิงรุกที่เน้นผลสัมฤทธิ์และความยั่งยืนอันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม</p> ณัชชาวีล์ วาณิชย์สุรางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298893 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงการมีส่วนร่วมกับการพัฒนาการจัดการภาครัฐ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298980 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการนำเสนอความสำคัญและความเชื่อมโยงของภาวะผู้นำเชิงการมีส่วนร่วมที่มีต่อการพัฒนาการจัดการภาครัฐในยุคปัจจุบัน ทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ พบว่า การเสริมสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมและการสร้างความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ภาวะผู้นำเชิงการมีส่วนร่วมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านระบบราชการจากการบริหารแบบแนวดิ่งที่เน้นการใช้อำนาจสั่งการไปสู่การบริหารแบบเครือข่ายที่เน้นความร่วมมือและการกระจายอำนาจตัดสินใจ ผู้นำที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจะสามารถสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาภายในองค์กร ส่งผลให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลและการคิดค้นนวัตกรรมบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของพลเมืองได้อย่างแท้จริง ในขณะที่มิติของธรรมาภิบาล ภาวะผู้นำรูปแบบนี้จะช่วยยกระดับความโปร่งใสผ่านกลไกการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบโดยภาคพลเมือง ซึ่งช่วยลดปัญหาการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นในระบบบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนี้ บทความยังได้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการจัดการภาครัฐยุคถัดไป 4 ประการ ได้แก่ การสร้างโครงสร้างเครือข่ายไร้รอยต่อ การออกแบบนวัตกรรมร่วมแบบฝังตัว การสร้างระบบธรรมาภิบาลดิจิทัล และการประเมินผลสัมฤทธิ์เชิงคุณค่าสาธารณะ</p> พงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298980 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 จากภาวนา 4 สู่พลเมืองตื่นรู้: แนวทางเสริมสร้างประชาธิปไตยในสังคมผู้สูงวัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299129 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการในการเสริมสร้างประชาธิปไตยในบริบทสังคมผู้สูงวัย โดยมุ่งพัฒนาพลเมืองให้มีภาวะ “ตื่นรู้” บนฐานแนวคิด “ภาวนา 4” ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมตามหลักพระพุทธศาสนา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์เอกสารทางพระพุทธศาสนา พจนานุกรมพุทธศาสตร์ และวรรณกรรมวิชาการร่วมสมัย ตลอดจนข้อมูลสถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2566 –2567 ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 14,297,425 คน สะท้อนการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ ผลการศึกษาพบข้อค้นพบเชิงนวัตกรรมว่า ภาวนา 4 สามารถสังเคราะห์เป็นกรอบ “สมรรถนะพลเมืองตื่นรู้” ได้อย่างเป็นระบบใน 4 มิติ ได้แก่ (1) ความมีวินัยและความรับผิดชอบต่อกติกาสาธารณะ (2) จริยธรรมสาธารณะและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (3) สติและความมั่นคงทางอารมณ์เพื่อลดการแบ่งขั้วและการถูกชักจูงทางข้อมูลข่าวสาร และ (4) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลและการตรวจสอบข้อมูลก่อนการตัดสินใจเชิงสาธารณะ อันสะท้อนการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับแนวคิดพลเมืองประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมจึงขอเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปัจเจก ครอบครัว และชุมชน ควบคู่กับข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้สูงวัย เพื่อยกระดับบทบาทจากผู้รับสวัสดิการไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางสาธารณะ อันจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ตั้งอยู่บนฐานของเหตุผล จริยธรรม และความยั่งยืน</p> บรรณวัชร พลคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299129 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อภิปัญญา: การประยุกต์สู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301234 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการสังเคราะห์แนวคิดอภิปัญญาสู่การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการนำอภิปัญญาเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาผู้เรียนในมิติ ต่าง ๆ ซึ่ง อภิปัญญา คือ ความสามารถของบุคคลที่ได้รับการพัฒนา ผ่านการตระหนักในความรู้ในกระบวนการคิดของตน กระบวนการทบทวนทางปัญญาด้วยตนเอง สามารถสร้างกลยุทธ์ที่เหมาะสม จนสามารถนำตนเองบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ อภิปัญญามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการเรียนรู้ มิติแรก เป็นกลยุทธ์ที่ครูสามารถใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความตระหนักรู้และทบทวนกระบวนการคิดจนพัฒนาเป็นลักษณะนิสัยได้ในระยะยาว มิติที่สอง อภิปัญญาเป็นความสามารถที่สำคัญในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจพื้นฐานต่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอื่นได้ด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมและนำตนเองสู่เป้าหมายที่คาดหวังไว้ตามศักยภาพและความต้องการของตน</p> รัชชานนท์ อินทรพฤกษ์, ยลธร จุลปานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301234 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อุดมการณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2: กรณีศึกษาสุนทรพจน์ของ มาร์โก รูบิโอ ในการประชุมด้านความมั่นคงที่นครมิวนิค ประจำปี 2026 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300943 <p>บทความนี้ทำการศึกษาอุดมการณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 ผ่านการวิเคราะห์และตีความเนื้อหาสุนทรพจน์ของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เข้าร่วมการประชุมด้านความมั่นคงที่นครมิวนิคประจำปี 2026 ในฐานะตัวแทนของสหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่ 2 จะประกอบด้วย 2 ประเด็นสำคัญ อันได้แก่ 1) การฟื้นฟูสหรัฐฯให้กลับขึ้นมายิ่งใหญ่ ด้วยการสนับสนุนและดำเนินนโยบายที่ออกห่างจากแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย และ 2) การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ใกล้ชิดและพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯกับยุโรปขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูสหรัฐฯกับยุโรปให้กลับขึ้นมายิ่งใหญ่ร่วมกัน อย่างแข็งแกร่งและมีอำนาจอีกครั้งในภูมิรัฐศาสตร์โลก ด้วยการสนับสนุนและดำเนินนโยบายที่ออกห่างจากแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย เพื่อให้สหรัฐฯและยุโรปสามารถกลับขึ้นมาเป็น “อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” อีกครั้งหนึ่ง และร่วมกันมุ่งไปสู่การสร้าง “ศตวรรษใหม่ของชาติตะวันตก” ที่จะกำหนดความเป็นไปของศตวรรษที่ 21 ได้ต่อไป</p> ทศพร มุ่งครอบกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300943 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 พลวัตภาครัฐ: การพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือโลกยุคเปลี่ยนผ่าน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301597 <p>บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับพลวัตภาครัฐในโลกปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งและซับซ้อน ภาครัฐทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากหลายมิติ ทั้งการปฏิวัติทางเทคโนโลยีและดิจิทัลที่พลิกโฉมวิถีชีวิตและความคาดหวังของประชาชน วิกฤตการณ์และความไม่แน่นอนซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ปัญหาที่เชื่อมโยงซับซ้อนข้ามมิติ ตลอดจนข้อจำกัดด้านทรัพยากร ผู้เขียนสังเคราะห์แนวคิดจากกรอบการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) และการบริการสาธารณะแนวใหม่ (New Public Service) ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐต้องก้าวข้ามกรอบคิดและวิธีการทำงานแบบดั้งเดิม โดยอาศัยการสร้างสรรค์นวัตกรรมในห้ามิติ ได้แก่ การปลูกฝังวัฒนธรรมการทดลองและการเรียนรู้ การใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด การเปิดกว้างสู่ความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ การพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีทักษะแห่งอนาคต และการทบทวนกฎระเบียบให้เอื้อต่อนวัตกรรม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย เช่น ระบบบริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Service) แพลตฟอร์มยืนยันตัวตนดิจิทัล ThaID และการนำปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย บทความสรุปว่านวัตกรรมภาครัฐมิใช่ทางเลือก หากแต่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะช่วยให้ภาครัฐปรับตัว ยืดหยุ่น และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ตลอดจนนำพาสังคมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> สุรีวรรณ สุคนธรส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301597 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการสาธารณะในยุคดิจิทัลด้วยหลักพละ 5 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301258 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การบริหารจัดการสาธารณะในยุคดิจิทัล ผ่านการบูรณาการหลักพละ 5 ซึ่งเป็นพลังภายในตามหลักพุทธธรรม เข้ากับการบริหารภาครัฐสมัยใหม่และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยใช้วิธีศึกษาเชิงเอกสารและสังเคราะห์เชิงวิชาการจากวรรณกรรมไทยและต่างประเทศ พระไตรปิฎก และเอกสารนโยบาย ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า การบริการสาธารณะในยุคดิจิทัลไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ แต่เป็นภารกิจเชิงสถาบันที่ยึดหลักสี่ประการ ได้แก่ ประโยชน์สาธารณะ ความเสมอภาค ความต่อเนื่อง และความโปร่งใส ภายใต้สภาวะโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ (VUCA) รัฐต้องเปลี่ยนสู่การอภิบาลแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะที่การจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพเชิงปริมาณยังขาดมิติจริยธรรม หลักพละ 5 อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา จึงทำหน้าที่เป็นแกนคุณธรรมกำกับการใช้เทคโนโลยีให้พ้นจากภาวะไร้ธรรมาภิบาล ความสำเร็จจึงไม่ได้อยู่ที่ความทันสมัยของเครื่องมือ แต่อยู่ที่การผสานเทคโนโลยีกับศักยภาพมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนสังเคราะห์เป็นกรอบที่เรียกว่า DIGI-BALA Model และเสนอสามแนวทาง คือ บรรจุหลักพละ 5 ในกรอบสมรรถนะของผู้บริหารและข้าราชการดิจิทัล ประเมินผลกระทบเชิงจริยธรรมก่อนใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบริการประชาชน และวางกลไกธรรมาภิบาลข้อมูลที่ครอบคลุมประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และมิติจริยธรรม</p> พิชัย งามบุญอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301258 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิกฤตพลังงาน 2026 : การเผชิญหน้าของโลกกับจุดเปลี่ยนผ่านเชิงวิกฤต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301226 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบของวิกฤตราคาน้ำมันโลกในปี ค.ศ. 2026 2) ศึกษาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การบิน โลจิสติกส์ และการผลิต ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ วิกฤตค่าครองชีพ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ เช่น ประเทศไทย และ 3) อธิบายว่าวิกฤตนี้สะท้อนความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานขององค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ IEA, EIA, IMF, World Bank ตลอดจนบทความวิชาการและงานศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองของพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงพรรณนาและเชิงตีความภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองของพลังงาน ผลการศึกษาพบว่า วิกฤตพลังงานปี ค.ศ. 2026 มีรากฐานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลูกโซ่ต่อภาคการผลิต การขนส่ง การบิน และค่าครองชีพของประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ เช่น ประเทศไทย นอกจากนี้ ผลการศึกษายังสะท้อนว่า ความผันผวนของราคาพลังงานมิได้เกิดจากข้อจำกัดด้านอุปทานเพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับอำนาจตลาด ความคาดการณ์ของผู้ประกอบการ และข้อจำกัดของกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก ซึ่งยังไม่สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การรับมือกับวิกฤตพลังงานในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องอาศัยนโยบายแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน แม้ว่าหลายประเทศจะมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่ระบบพลังงานใหม่ยังไม่สามารถทดแทนระบบเดิมได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ดรรชนี ศรีอนันต์รักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301226 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรอัตลักษณ์ฐานสมรรถนะสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300914 <p>บทความนี้เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากกระบวนการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา โดยมุ่งเน้นการนำเสนอการวิจัยเอกสาร ผ่านกระบวนการรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความข้อมูลจากเอกสารหรือหลักฐานอ้างอิงต่าง ๆ เพื่อชี้ประเด็นความสำคัญของของเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรอัตลักษณ์ฐานสมรรถนะเพื่อการพัฒนาชุมชุมอย่างยังยืน ผลการวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะจึงถูกผลักดันให้เป็นแนวทางสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในการปฏิบัติจริง ซึ่งมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผลที่ไม่สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะจึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยเน้นความยืดหยุ่นของหลักสูตร การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการประเมินตามสมรรถนะ ควบคู่กับการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับบริบทของชุมชน ผ่านการใช้ทุนทางสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรในพื้นที่เป็นฐานในการออกแบบการเรียนรู้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังกรณีศึกษาของโรงเรียนบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา ที่ใช้ศักยภาพด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการทำเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสำคัญของชุมชน และกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะให้เข้ากับบริบทของชุมชน อันเป็นที่มาของคำว่า “หลักสูตรอัตลักษณ์” เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความตระหนัก เห็นคุณค่า และสามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาท้องถิ่นได้ ถือเป็นเป็นนวัตกรรมการพัฒนาหลักสูตรที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบของชุมชนอย่างยั่งยืน</p> จิโรจ จิ๋วแหยม, ทินกร พูลพุฒ, นวลพรรณ วรรณสุธี, โยธิน ศรีโสภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300914 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299523 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 2) การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 3) บทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 และ 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์บทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 254 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารจำนวน 22 คน และ ครูจำนวน 232 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยได้ค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.989 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วม ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร 2) การปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ 3) บทบาทของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของครูในสถานศึกษา มี 3 ด้าน คือ ด้านการประสานความสัมพันธ์ ด้านการสร้างแรงจูงใจ และด้านการนิเทศ ติดตาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) สามารถสร้างสมการพยากรณ์ ได้ดังต่อไปนี้ สมการพยากรณ์รูปคะแนนดิบ Ŷ = 0.735 + 0.214 (X<sub>1</sub>) + 0.496 (X<sub>3</sub>) + 0.581 (X<sub>6</sub>) และสมการรูปคะแนนมาตรฐาน คือ Z = 0.202Zx<sub>1</sub> + 0.455Zx<sub>3</sub> + 0.710Zx<sub>6</sub></p> ณิชนันท์ กาทองทุ่ง, วัชระ จตุพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299523 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่งกวาว อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299917 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลตำบลทุ่งกวาว อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 กับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอย และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 370 คน เคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 รูปหรือท่าน ประกอบด้วย นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ปกครองท้องที่ และประชาชนในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง <br />( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.25) 2. หลักอปริหานิยธรรม 7 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมีความสัมพันธ์ในระดับสูงมาก และ <br />3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม (DOBEM MODEL) ประกอบด้วยการมีส่วนร่วม 4 ด้าน คือ ด้านการตัดสินใจ ด้านการดำเนินงาน ด้านการรับผลประโยชน์ และด้านการประเมินผล ผ่านการบูรณาการหลักอปริหานิยธรรม 7 ได้แก่ การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ การพร้อมเพรียงกันประชุมและดำเนินกิจกรรม การยึดมั่นในกติกาชุมชน การเคารพนับถือผู้ใหญ่ การให้เกียรติสตรี การเคารพสถานที่ปฏิบัติงาน และการอารักขาคุ้มครองผู้ทรงศีลผู้ทรงธรรม เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบและประสิทธิภาพการจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน</p> พระภัทรชกร สิริภทฺโท, พระครูโสภณกิตติบัณฑิต, สมจิต ขอนวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299917 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดภายในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299440 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความคิดเห็นระดับการใช้กลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 และ 2. เปรียบเทียบระดับการใช้กลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 จำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.993 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า <br />(t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการใช้กลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2. การเปรียบเทียบระดับการใช้กลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 จำแนกตามเพศ และประสบการณ์ทำงาน พบว่าไม่แตกต่าง และการเปรียบเทียบ ระดับการใช้กลยุทธ์การป้องกันการกระทำผิดภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง พบว่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วทันย์ หมั่นเหมาะ, กษิฎิฏฏ์ มีพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299440 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ของธนาคารออมสินสาขาตลาดโรงเกลือ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299548 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาหลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจของธนาคารออมสินสาขาตลาดโรงเกลือ และ 2. ศึกษาส่วนประสมทางการตลาด 7Ps มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจของธนาคารออมสินสาขาตลาดโรงเกลือ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจของธนาคารออมสินสาขาตลาดโรงเกลือ จำนวน 155 คน โดยใช้วิธีสำมะโนประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามในรูปแบบ Google Form ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แต่ละหน่วยงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C สามารถร่วมกันพยากรณ์ความพึงพอใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่า R=0.627 แสดงถึงความสัมพันธ์กันในระดับสูง โดยด้านคุณลักษณะ มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านเงื่อนไข ส่วนในด้าน ความสามารถในการชำระหนี้ เงินทุน และหลักประกัน ไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ และ 2. ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps สามารถร่วมกันพยากรณ์ความพึงพอใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีค่า R=0.767 แสดงถึงความสัมพันธ์กันในระดับสูง โดยด้านผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ และด้านกระบวนการ ส่วนในด้าน ด้านราคา สถานที่ให้บริการ การส่งเสริมการตลาด และบุคลากร ไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ</p> จีระ กาวกระโทก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299548 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของคุณค่าตราสินค้า คุณภาพการบริการ และการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ : กรณีศึกษาธนาคารออมสิน สาขาลำพูน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299592 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณค่าตราสินค้าส่งผลต่อกระบวนตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน 2. ศึกษาคุณภาพการบริการส่งผลต่อกระบวนตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน และ 3. ศึกษาการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ส่งผลต่อกระบวนตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 255 คน ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับผู้ใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน รวมทั้งมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐานที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณค่าตราสินค้า ด้านการรับรู้คุณภาพ ด้านภาพลักษณ์การเชื่อมโยงตราสินค้า และด้านความภักดีต่อตราสินค้าส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. คุณภาพการบริการ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ ด้านความน่าเชื่อถือวางใจ ด้านการตอบสนองลูกค้า และด้านการรู้จักและเข้าใจลูกค้าส่งผลต่อกระบวนตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ 3. การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ทุกด้านส่งผลต่อกระบวนตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อรายได้ประจำสุขใจ ธนาคารออมสิน สาขาลำพูน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ปิยะธิดา ปาระมี, ธิดารัตน์ พงษ์วชิรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299592 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพละธรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่ในตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299784 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่ในตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ 2.ศึกษาปัจจัยหลักพละ 4 ที่ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่ และ 3.นำเสนอการประยุกต์หลักพละธรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ 379 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ส่วนเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1.ระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองผู้ปกครองท้องที่ อยู่ในระดับมาก 2.หลักพละธรรมที่ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่ ได้แก่ สังคหพละ (β = .505) มีอิทธิพลเชิงบวกระดับค่อนข้างสูงในการส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในการทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมชุมชน วิริยพละ (β = .335) มีอิทธิพลเชิงบวกระดับปานกลางต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในการแสวงหาความรู้และพัฒนาตนเอง และอนวัชชพละ (β = .152) มีอิทธิพลเชิงบวกระดับค่อนข้างต่ำต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในการส่งเสริมให้บุคคลมีการพิจารณาและตัดสินใจทางการเมืองอย่างรอบคอบ สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 76.00 แต่ปัญญาพละไม่ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่ในตำบลช่อแฮเนื่องจากประชาชนให้ความสนใจในด้านเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง 3.หลักพละธรรมมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ ปัญญาพละ ส่งเสริมให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบการเมืองการปกครองอย่างถูกต้อง วิริยพละ ส่งเสริมความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ชุมชน อนวัชชพละ ส่งเสริมความซื่อสัตย์ โปร่งใส และหลักธรรมาภิบาล และสังคหพละ ส่งเสริมความร่วมมือ ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยหลักธรรมทั้ง 4 ด้านได้รับการบูรณาการเป็น TRESF Model (The Four Bases of Power Rights &amp; Liberties Equity Sovereignty Fraternity Model) รูปแบบการประยุกต์หลักพละธรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมืองของผู้ปกครองท้องที่อย่างยั่งยืน</p> มัญชรีกร เชิดชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299784 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ในพื้นที่อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299227 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาระดับประสิทธิภาพของการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ในพื้นที่อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา และ 2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคณะกรรมการหมู่บ้านจำนวน 232 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 11 คน และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับประสิทธิภาพของการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านทรัพยากรที่ใช้ในการไกล่เกลี่ย ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ 2. แนวทางการพัฒนาควรเน้นการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ ทั้งความรู้ด้านกฎหมาย ทักษะการสื่อสาร และจริยธรรม ควบคู่กับการสนับสนุนงบประมาณ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยให้มีความชัดเจนและยืดหยุ่น</p> ถลัษนันท์ เมธาพลเศรษฐ์, เศรษฐวัฒน์ โชควรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299227 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทและการสื่อสารทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา : ศึกษากรณีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมปี พ.ศ. 2562 - 2565 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300942 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อบทบาทและการสื่อสารทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลในการตรวจสอบรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสมัยประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2562-2565 และ 2. ศึกษาบทบาทและกระบวนการสื่อสารทางการเมืองของสมาชิกสภาฯ พรรคก้าวไกล เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ การวิจัยครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีการสื่อสารของเบอร์โลและทฤษฎีการสื่อสารทางการเมืองของแมคแนร์เป็นกรอบแนวคิดหลัก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูล จำนวน 12 คน และการวิจัยเอกสารจากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาตามหลัก การลดทอนข้อมูล แสดงข้อมูลอธิบาย และทำการสังเคราะห์ตามหลักเหตุผลทางวิชาการ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางการเมืองในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2562–2565 เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดบทบาทและรูปแบบการสื่อสารทางการเมืองของสมาชิกสภาฯ พรรคก้าวไกล โดยไม่เพียงส่งผลต่อบทบาทในฐานะฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังหล่อหลอมให้การสื่อสารทางการเมืองมีลักษณะเข้มข้น เชิงรุก และมุ่งสื่อสารกับสาธารณชนควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หรือ “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” เป็นกลไกลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ได้ ส่งผลให้ฝ่ายค้านไม่สามารถใช้อำนาจรัฐสภาในฐานะเครื่องมือถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่ และ 2. บทบาทและกระบวนการสื่อสารของสมาชิกสภาฯ พรรคก้าวไกลนั้น เป็นไปตามทฤษฎีการสื่อสารทางการเมืองของแมคแนร์ทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ พรรคก้าวไกล สื่อมวลชน และประชาชน โดยแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการสื่อสารทางการเมืองที่สอดคล้องกับพลวัตของการเมืองร่วมสมัย แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางอำนาจในทันที แต่กลับส่งผลในเชิงการรับรู้ การกำหนดวาระ และการขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ</p> ชญาดา วิภัติภูมิประเทศ, นันทนา นันทวโรภาส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300942 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300031 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม 2. เปรียบเทียบความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชน เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 346 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 รูปหรือคน เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสังคมศาสตร์ และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนมีความไว้วางใจทางการเมืองต่อนักการเมืองท้องถิ่น โดยภาพรวม อยู่ใระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.31, S.D. = 0.81) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.36, S.D. = 0.87) ด้านบุคลิกภาพ <br />(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.33, S.D. = 0.87) ด้านการสื่อสารทางการเมือง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.28, S.D. = 0.90) และด้านกระบวนการทำงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.26, S.D. = 0.83) ตามลำดับ 2. จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อความไว้วางใจทางการเมืองโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้น ประชาชนที่มีอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อความไว้วางใจทางการเมืองโดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3. ความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิบัติตนตามหลักอริยวัฑฒิ 5 ของนักการเมืองท้องถิ่น พบว่า 1) ศรัทธา นักการเมืองท้องถิ่นควรยึดมั่นในหลักแห่งความจริง และเป็นผู้นำที่มีเป้าหมายชัดเจน 2) ศีล ควรยึดถือปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายและจริยธรรม 3) สุตะ ควรแสวงหาความรู้อยู่เสมอและต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รอบรู้เท่าทันเหตุการณ์ในปัจจุบัน 4) จาคะ ควรมีความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ มีน้ำใจช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียม และ 5) ปัญญา ควรเป็นบุคคลต้นแบบที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล</p> ญาทิตา พ้นภัย, อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า, วัชรินทร์ ชาญศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300031 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ที่มากกว่ามนุษย์ในการกำจัดขยะ: กรณีศึกษาสถานีขนถ่ายขยะหนองแขม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301853 <p>บทความนี้มุ่งเน้นการศึกษาการกำจัดขยะในฐานะความสัมพันธ์ที่มากกว่ามนุษย์ (more-than-human relations) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการกำจัดขยะในสถานีขนถ่ายขยะหนองแขม ที่มีต่อความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยอาศัยวิธีการอัตชาติพันธุ์วรรณนาพ้นมนุษย์ โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นเจ้าหน้าที่ในศูนย์กำจัดขยะ ผู้นำชุมชน และผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงกับศูนย์กำจัดขยะ มีเครื่องมือการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแนวคิดวัตถุที่มีชีวิตชีวา (Vital Materialism) ที่ช่วยอธิบายประสบการณ์ของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ว่ามีความสัมพันธ์กับการกำจัดขยะอย่างไร และสร้างผลกระทบแบบใดบ้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กรณีของกลิ่นเหม็น หนอนแมลงวัน และนกยางควาย เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการกำจัดขยะ และเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมเช่นกัน กรณีของกลิ่นเหม็นสะท้อนว่าการกำจัดขยะมีการรั่วไหลอยู่เสมอ แม้ว่าจะการกำกับควบคุมขยะและกลิ่น ซึ่งการรั่วไหลของกลิ่นเหม็นเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์นำพากลิ่นเหม็นออกไปอย่างไม่ตั้งใจ และเข้าไปการปรากฏการณ์ของการรบกวนความเป็นอยู่ของผู้คน จึงเกิดเป็นการเมืองของกลิ่นเหม็นขึ้น ในส่วนหนอนแมลงวันกับนกยางควาย สะท้อนถึงช่องว่างของการกำจัดขยะที่เปิดโอกาสให้สรรพสิ่งเหล่านี้เข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับขยะ โดยอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ และก่อรูปเป็นระบบนิเวศของการกำจัดขยะที่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของการกำจัดขยะของเมือง</p> วีรเศรษฐ ริ้วทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301853 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารทางการเมืองผ่านบทเพลงเพื่อชีวิต: ศึกษาในช่วงปี พ.ศ. 2550-2565 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301643 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาถึงบริบททางการเมืองของไทยที่ส่งผลต่อการสื่อสารทางการเมืองผ่านบทเพลงเพื่อชีวิต ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2565 และ 2. ศึกษาถึงกระบวนการสื่อสารทางการเมืองผ่านบทเพลงเพื่อชีวิต ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2565 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเอกสาร วิเคราะห์เนื้อหาบทเพลง การวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์หรือสัญวิทยาและการวิเคราะห์ตีความ เครื่องมือวิจัยได้แก่บทเพลง จำนวน 490 เพลง และการสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางการเมืองของไทยที่ส่งผลต่อการสื่อสารทางการเมืองผ่านบทเพลงเพื่อชีวิต ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2565 ล้วนส่งผลต่อการสื่อสารทางการเมืองผ่านบทเพลงเพื่อชีวิต โดยแบ่งออกเป็น 3 ยุคหลัก คือ 1) ยุคความขัดแย้งเชิงขั้วและการเลือกข้าง แบ่งแยกสีเสื้อ บทเพลงมีเนื้อหาแบ่งฝ่าย “แบ่งขั้วอุดมการณ์” 2) ยุคการควบคุมและการปรับตัวภายใต้รัฐบาลทหาร โดยฝ่ายทหารใช้บทเพลงเพื่อสร้างวาทกรรม ความรักชาติ ความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย 3) ยุคเพื่อชีวิต "นิวเจน" และการเรียกร้องเชิงโครงสร้าง บทเพลงสะท้อนปัญหาสังคมปากท้อง วิกฤตเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจนำของรัฐพันลึก 2. กระบวนการการสื่อสารทางการเมืองผ่านบทเพลงเพื่อชีวิต ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2565 คือ 1. คีตกวีผู้สร้างสรรค์บทเพลงคือผู้ส่งสาร 2. บทเพลงเพื่อชีวิตและบทเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตคือสาร จัดสัดส่วนของบทเพลงมี 6 กลุ่ม กลุ่มที่ 1) ความยากลำบากในการใช้ชีวิต ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียม 2) ความรัก ความศรัทธา และรำพึงรำพัน 3) การเรียกร้องความยุติธรรม การต่อสู้ และสองมาตรฐาน 4) การเรียกร้องประชาธิปไตย และการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 5) การประชดประชัน เหน็บแนมทางการเมือง ความไม่พอใจ และความโกรธแค้น และกลุ่มที่ 6) การถูกเอารัดเอาเปรียบ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3. ช่องทางการสื่อสารสื่อใหม่คือ YouTube TikTok และ 4. ประชาชนผู้รับฟังทั่วไปคือผู้รับสาร</p> ณภัทร สุขศาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301643 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงานบัญชีของนักบัญชีในเขตกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301477 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความตั้งใจใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในงานบัญชีของนักบัญชีในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2. ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้เทคโนโลยี AI ในงานบัญชี ได้แก่ อิทธิพลทางสังคม สิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้ และทัศนคติต่อการใช้งาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักบัญชีที่ปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 474 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักบัญชีมีระดับความตั้งใจใช้เทคโนโลยี AI ในงานบัญชีอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.24 เมื่อพิจารณาระดับความคิดเห็นของตัวแปรที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทัศนคติต่อการใช้งาน และการรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ขณะที่อิทธิพลทางสังคม การรับรู้ความง่ายในการใช้ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งานอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 5 ตัวสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้ AI ได้ร้อยละ 71.00 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ทัศนคติต่อการใช้งาน การรับรู้ประโยชน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ตามลำดับ ส่วนอิทธิพลทางสังคมและการรับรู้ความง่ายในการใช้ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนว่า การส่งเสริมความตั้งใจใช้ AI ในงานบัญชีควรมุ่งเน้นการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อ AI การทำให้นักบัญชีเห็นประโยชน์ของ AI อย่างชัดเจน และการจัดเตรียมระบบสนับสนุน ทรัพยากร และการอบรมที่เอื้อต่อการใช้งานจริงในองค์กร</p> ชัยสิทธิ์ คล่องประทีปผล, ปรียานุช กิจรุ่งโรจน์เจริญ, รุจิรัตน์ ปาลีพัฒน์สกุล, เสมอขวัญ สถิตชัยทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301477 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302098 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนขององค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 397 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.973 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูปหรือคน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะ 10 รูปหรือคน เพื่อยืนยันองค์ความรู้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพการให้บริการประชาชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการบริการอย่างก้าวหน้า ต่อเนื่อง เท่าเทียม รวดเร็วทันต่อเวลา และเพียงพอ ตามลำดับ โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดสะท้อนข้อจำกัดด้านทรัพยากรในพื้นที่ห่างไกล 2. หลักปัจจัยการบริหาร 4M ได้แก่ ด้านบุคลากร การจัดการ วัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณ และหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ สมานัตตตา ทาน อัตถจริยา และปิยวาจา ต่างส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในแบบจำลองที่แยกศึกษา หลักสังคหวัตถุ 4 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายที่สูงกว่า สะท้อนถึงความสำคัญของมิติพฤติกรรมเชิงพุทธธรรมในบริบทการให้บริการของพื้นที่ 3. การบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา กับหลักปัจจัยการบริหาร 4M คือ ด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การบริการอย่างเท่าเทียม รวดเร็วทันต่อเวลา เพียงพอ ต่อเนื่อง และก้าวหน้า อย่างยั่งยืน</p> พระหลง อิทฺธิญาโณ (เคอคำ), บุญทัน ดอกไธสง, เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302098 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์และสํารวจมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการออกแบบบทเรียนออนไลน์ด้วยกระบวนการโค้ชเพื่อส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูอาชีวศึกษาเอกชน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299182 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.วิเคราะห์และสำรวจมุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการออกแบบบทเรียนออนไลน์ด้วยกระบวนการโค้ชส่งเสริมสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูอาชีวศึกษาเอกชน และ 2.ศึกษาแนวทางการออกแบบบทเรียนออนไลน์ตามกระบวนการโค้ช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 92 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารจำนวน 2 คน ครูผู้สอนจำนวน 24 คน ผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 1 จำนวน 66 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยการจัดหมวดหมู่และเข้ารหัส</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้เรียนมีมุมมองสอดคล้องกันว่า สถานศึกษามีความจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครูและผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมดิจิทัล โดยปัญหาสำคัญที่พบ ได้แก่ ภาระงานส่วนเกินของครู ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร ความไม่พร้อมของอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตของผู้เรียน รวมถึงสื่อและกิจกรรมออนไลน์ที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงมีความต้องการบทเรียนออนไลน์ที่กระชับ เข้าถึงง่าย ยืดหยุ่น เน้นการปฏิบัติจริง และสามารถนำเทคโนโลยีหรือ AI มาใช้เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ 2. แนวทางการออกแบบบทเรียนออนไลน์ตามกระบวนการโค้ช GROW Model ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) Goal การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและการลดภาระงานของครู 2) Reality การวิเคราะห์สภาพจริง ปัญหา และข้อจำกัดของครูและผู้เรียน 3) Options การแสวงหาทางเลือกผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การใช้ AI-Assisted Tools และระบบพี่เลี้ยงหรือ Buddy Coaching และ 4) Will การกำหนดแผนปฏิบัติ การติดตามผล และการสร้างแรงจูงใจ เพื่อส่งเสริมให้ครูสามารถพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา</p> อธิพงษ์ จันทร์เสน, สายหยุด ภูปุย, ปวีณา ขันธ์ศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299182 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700