วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr
วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
หลักสูตรบัณฑิตศึกษาภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
th-TH
วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
2985-1319
<p>เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น</p>
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเอง บรรยากาศองค์การ กับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293286
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองบรรยากาศองค์การ และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด 2. เปรียบเทียบแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด โดยใช้ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่งระยะเวลาที่รับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด รายได้ต่อเดือน และความสนใจรับทุนการศึกษา และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเอง บรรยากาศองค์การ กับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดที่ปฏิบัติงาน ณ อาคารถนนรัชดาภิเษก จำนวน 216 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล แบบสอบถามแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง และแบบสอบถามบรรยากาศองค์การ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐานค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเอง บรรยากาศองค์การ และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2. ข้าราชการธุรการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง ระยะเวลาที่รับราชการสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด รายได้ต่อเดือน และความสนใจรับทุนการศึกษาต่างกัน มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน ยกเว้นระดับการศึกษาที่ต่างกันมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. การรับรู้ความสามารถของตนเองและบรรยากาศองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของข้าราชการธุรการ สังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ .771 และ .422 ตามลำดับ</p>
ภูว ขวัญกวิน
รังสิมา หอมเศรษฐี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
1
15
-
ปัจจัยกำหนดความตั้งใจใช้รถยนต์ไฟฟ้าของเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293598
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้รถยนต์ไฟฟ้าของกลุ่มเจเนอเรชัน Z ในเขตกรุงเทพมหานคร งานวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามที่พัฒนาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีใบอนุญาตขับขี่ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2540–2556 การเก็บข้อมูลดำเนินการทั้งแบบออนไลน์และภาคสนาม โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงและการกระจายตามพื้นที่ครอบคลุม 5 โซนของกรุงเทพมหานคร รวมเก็บแบบสอบถามที่สมบูรณ์ทั้งสิ้น 406 ชุดสำหรับการวิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเจเนอเรชัน Z ในเขตกรุงเทพมหานคร ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 52.2 แสดงความสนใจจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้ และร้อยละ 52.0 เต็มใจจ่ายในระดับราคาต่ำกว่า 500,000 บาท การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณระบุว่า ปัจจัย<br />การคาดหวังต่อสมรรถนะ ปัจจัยคุณค่าด้านราคา ปัจจัยแรงจูงใจทางสุนทรียะ และปัจจัยสภาพเอื้ออำนวย เป็นตัวทำนายที่มีนัยสำคัญร่วมกัน อธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้ได้ร้อยละ 66.6 ขณะที่ปัจจัยความคาดหวังต่อความพยายาม ปัจจัยความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยความไว้วางใจ ไม่เป็นตัวทำนายเชิงตรงที่มีนัยสำคัญ ผลชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง ทัศนคติเชิงบวกและเจตนา กับความสามารถจ่ายจริง ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ การออกมาตรการลดต้นทุนเริ่มต้นและผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ส่วนผู้ผลิตควรพัฒนารุ่นราคาจับต้องได้และโปรแกรมทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้เริ่มต้น รวมทั้งใช้กลยุทธ์การตลาดที่เน้นประสบการณ์เชิงสุนทรียะเพื่อตอบความต้องการของกลุ่มเจเนอเรชัน Z</p>
วรัญพงศ์ บุญศิริธรรมชัย
ปณิตา ศาสตรวาหา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
16
28
-
พฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนและมุมมองต่อภาพลักษณ์ของเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293017
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน 2. ศึกษามุมมองต่อภาพลักษณ์ 3. เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อภาพลักษณ์ จำแนกตามเพศ อายุ อาชีพ และระดับการศึกษา และ 4. เพื่อได้ข้อเสนอแนะพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนและมุมมองต่อภาพลักษณ์ของเทศบาลตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองกี่ รวมทั้งสิ้น 9,444 คน ขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้จำนวน 384 คน และใช้แบบสอบถาม ตอนที่ 1 เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 พฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและมุมมองต่อภาพลักษณ์ของเทศบาลตำบลหนองกี่ จำนวน 4 ด้าน ด้านองค์กร ด้านผู้บริหารองค์กร ด้านการให้บริการ ด้านการบริหารจัดการ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ และแบบสัมภาษณ์ ผ่านแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหนองกี่ ความถี่ในการเปิดรับข่าวสารส่วนใหญ่ มากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 34.10 ความสนใจต่อข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่สนใจเกี่ยวกับนโยบาย ร้อยละ 28.40 การเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อส่วนใหญ่ทางเว็บไซต์ของเทศบาล ร้อยละ 34.00 และมีความสนใจในประสิทธิภาพของเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในระดับดี ร้อยละ 36.20 2. มุมมองต่อภาพลักษณ์ของเทศบาลตำบลหนองกี่ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.43) 3. ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อภาพลักษณ์ของเทศบาลตำบลหนองกี่ เมื่อพิจารณาตามเพศ อายุ อาชีพ และระดับการศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่มีความแตกต่างกัน และ 4. ข้อเสนอแนะพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนและมุมมองต่อภาพลักษณ์ของเทศบาลตำบลหนองกี่ประชาชนให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงที่ง่าย แต่ควรสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและพัฒนาบริการออนไลน์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทันสมัย</p>
วณัชชา อาวาทย์
สถาพร วิชัยรัมย์
ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
29
42
-
ปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่และแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในพื้นที่ชุมชนซอยเสือใหญ่อุทิศ กรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294877
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และ 2. เสนอแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสำรวจพื้นที่ชุมชนแบบไม่เป็นทางการศึกษา เส้นทางสัญจร รูปแบบอาคาร รูปแบบประชากร พื้นที่ว่างในชุมชน ช่วงเวลาและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่มีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 8 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จำนวน 4 คน และประชาชนที่ประสบเหตุอาชญากรรม จำนวน 4 คน ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบว่า ปากซอยรัชดา 36 เป็นพื้นที่เสี่ยงมากที่สุด โดยมีปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่คือ ถนนและทางสัญจรในชุมชนมีหลายเส้นทางที่สามารถทะลุถึงกันได้ มีอาคารที่พักอาศัยและหอพักที่มีจำนวนมาก มีประชากรย้ายมาอาศัยอยู่ชั่วคราว มีความส่องสว่างของไฟบริเวณในชุมชนไม่เพียงพอ ระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยในชุมชนไม่มีประสิทธิภาพ มีพื้นที่ทิ้งร้างและรกทึบ เวลาที่เกิดเหตุอาชญากรรมมากที่สุดคือ ช่วงเวลา 00.01–04.00 นาฬิกา และ 2. แนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมของประชาชนในชุมชนเสือใหญ่อุทิศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบว่า ควรมีการควบคุมอาชญากรรมจากสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสม ทั้งในสภาพแวดล้อมรูปธรรม (ถนนทางสัญจร ระบบความปลอดภัย ที่อยู่อาศัย และประชากร) และสภาพแวดล้อมนามธรรม (การบังคับใช้กฎหมาย มาตรการ)</p>
พรหมพิเชฐ สนธิเมือง
ธีรวุฒิ นิลเพ็ชร์
เสกสัณ เครือคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
43
55
-
การประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการจากองค์การบริหารส่วนตำบลทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294286
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ใน 5 ด้าน ได้แก่ งานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย งานด้านพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม งานด้านรายได้หรือภาษี งานด้านโยธา และงานด้านสาธารณสุข และ 2. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการให้บริการเพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการให้ดียิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ โดยประชากร คือ ประชาชนตามสถิติทะเบียนราษฎร์ ณ เดือนสิงหาคม 2568 รวม 8,567 คน กลุ่มตัวอย่าง 289 คน ซึ่งได้จากการคำนวณตามสูตรของ Yamane ที่ค่าความคลาดเคลื่อน .05 เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การเก็บข้อมูลผู้วิจัยดำเนินการด้วยตนเอง และตรวจสอบความครบถ้วนก่อนนำมาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติค่าความถี่และร้อยละสำหรับข้อมูลทั่วไป และค่าเฉลี่ยกับค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลด้านความพึงพอใจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความพึงพอใจของผู้รับบริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย 4.83 หรือร้อยละ 96.63 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า งานด้านรายได้หรือภาษีได้รับความพึงพอใจสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.91, S.D. = 98.12) รองลงมาคืองานด้านพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.89, S.D. = 97.89) งานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.86, S.D. = 97.17) งานด้านโยธา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 95.24) และงานด้านสาธารณสุข (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.74, S.D. = 94.72) ตามลำดับ และ 2. ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนยังไม่สมบูรณ์ ถนนชำรุด น้ำประปาไม่สะอาด แสงสว่างไม่เพียงพอ และการเก็บขยะไม่ทั่วถึง รวมถึงการขาดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพและช่องทางสื่อสารสาธารณะที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แนวทางพัฒนาเสนอให้องค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการ ส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน และพัฒนาช่องทางบริการผ่านระบบออนไลน์และหน่วยบริการเคลื่อนที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความพึงพอใจอย่างยั่งยืนแก่ประชาชนในระยะยาว</p>
ปาริชาติ ชุมพงศ์
ธีรยุทธ ชะนิล
ทัศนีย์ หมอสอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
56
66
-
การประกอบสร้างความจริงเรื่องพรรคก้าวไกล : ศึกษาเปรียบเทียบ สำนักข่าวไทยโพสต์กับสำนักข่าวมติชนในห้วงเวลาปี พ.ศ. 2563–2566
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293575
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการประกอบสร้างความจริงของสื่อมวลชน กรณีพรรคก้าวไกล 2. ศึกษาการประกอบสร้างความจริงกรณีพรรคก้าวไกล ผ่านสำนักข่าวไทยโพสต์ และ 3. ศึกษาถึงการประกอบสร้างความจริง กรณีพรรคก้าวไกล ผ่านสำนักข่าวมติชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสาร<br />จากแพลตฟอร์มออนไลน์ข่าวของสำนักข่าวไทยโพสต์และสำนักข่าวมติชน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการประกอบสร้างความจริงเรื่องพรรคก้าวไกลของสำนักข่าวไทยโพสต์กับสำนักข่าวมติชนในห้วงเวลาปี พ.ศ. 2563–พ.ศ. 2566 เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองฝ่ายรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล ส่งผลต่อการประกอบสร้างความจริงของสำนักข่าว ตามจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน สำนักข่าวไทยโพสต์มีจุดยืนไปในทางอนุรักษ์นิยม เน้นเสถียรภาพ ความมั่นคง และความจงรักภักดีต่อสถาบัน ส่วนสำนักข่าวมติชนมีจุดยืนเน้นไปทางเสรีประชาธิปไตยการตรวจสอบรัฐ สิทธิเสรีภาพ และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 2. การประกอบสร้างความจริงของพรรคก้าวไกล สำนักข่าวไทยโพสต์นำเสนอข่าวในเชิงลบ ให้น้ำหนักข่าวไปในทางสนับสนุนรัฐบาล มีการใช้ภาษาในการนำเสนอข่าวที่รุนแรง และมองว่าพรรคก้าวไกลเป็นภัยต่อความมั่นคงโดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้าง เช่น การแก้ไขมาตรา 112 การปฏิรูปกองทัพ เป็นต้น ซึ่งมีการเลือกแหล่งข่าวฝ่ายเดียว สะท้อนให้เห็นความจริงเชิงอุดมการณ์ 3. การประกอบสร้างความจริงของพรรคก้าวไกล สำนักข่าวมติชนนำเสนอข่าวในเชิงบวก ให้น้ำหนักข่าวสนับสนุนพรรคก้าวไกล มีการใช้ภาษาในการนำเสนอข่าวที่ปลุกความสนใจ ทำให้อยากติดตามข่าว โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาล เช่น ตั๋วช้าง เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย และเน้นความสมดุลเชิงข้อมูลที่ชัดเจน</p>
ศศิรินทร์ พันธุ์กิติยะ
นันทนา นันทวโรภาส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
67
78
-
บทบาทการจัดการภัยพิบัติของคณะสงฆ์ : กรณีศึกษาอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294173
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ในการจัดการอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ 3. เสนอแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพของพระสงฆ์ในการจัดการภัยพิบัติระเบียบวิธีวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาบทเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 40 รูปหรือคน ครอบคลุมพระสังฆาธิการ ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และประชาชนผู้ประสบภัยใน 5 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์มีลักษณะเป็นระบบสองราง คือ 1. ระบบทางการ ผ่านเถรบัญชาของคณะสงฆ์ และ 2. ระบบไม่เป็นทางการที่ขับเคลื่อนโดยพระสังฆาธิการในพื้นที่ซึ่งมีภาวะผู้นำและทุนทางศรัทธาสูง ส่งผลให้เกิดการตอบสนองที่รวดเร็วและยืดหยุ่น ปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จประกอบด้วยภาวะผู้นำเครือข่าย “บวร” (บ้าน–วัด–ราชการ) และพลังจิตอาสาของชุมชนองค์ความรู้ใหม่ คือ โมเดลสังฆะสาธารณสงเคราะห์เชิงรุกซึ่งครอบคลุมวงจรการจัดการภัยพิบัติทั้งสี่ระยะ ได้แก่ การป้องกัน การเตรียมความพร้อมการตอบสนอง และการฟื้นฟู อันสะท้อนบทบาทของคณะสงฆ์ในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน</p>
พระอุดมบัณฑิต (สมศักดิ์ สุทฺธิญาณเมธี)
ขวัญชนก เหล่าสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
79
87
-
การพัฒนาอาชีพกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุในตำบลอ่างคีรี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294177
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจและศึกษาอาชีพที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุ 2. วิเคราะห์องค์ความรู้ที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาอาชีพ และ 3. ประเมินผลการพัฒนาอาชีพกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้สูงอายุในตำบลอ่างคีรี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุ จำนวน 200 คน ซึ่งได้จากสูตรของ Taro Yamane (ค่าความคลาดเคลื่อน 0.07) และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ นักพัฒนาชุมชน และผู้สูงอายุที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.87) และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Cronbach’s α = 0.92) รวมทั้งแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired Sample t-test) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. อาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในพื้นที่มี 5 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกรรมยั่งยืน หัตถกรรมพื้นบ้าน อาหารและเครื่องดื่มแปรรูป บริการและการดูแล และการค้าขาย 2. ผู้สูงอายุมีองค์ความรู้ท้องถิ่น จำนวน 12 สาขา เช่น เกษตรผสมผสาน สมุนไพรพื้นบ้าน การแปรรูปผลไม้ การทอผ้า และการจักสาน ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักพุทธธรรม ได้แก่ ความพอเพียง ความอดทน และการแบ่งปัน และ 3. หลังจากเข้าร่วมโครงการ ผู้สูงอายุมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.6 (p < .01) มีความพึงพอใจต่อกิจกรรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.42, S.D. = 0.51) อยู่ในระดับมากที่สุด และสามารถนำองค์ความรู้ไปประกอบอาชีพจริง ร้อยละ 91.7 ส่งผลให้เกิดโมเดลบูรณาการพุทธ–ภูมิปัญญาชุมชน (Buddha–Local Livelihood Integration Model: BLLIM) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนบนฐานพุทธธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น</p>
พระครูสุจิตรกิตติวัฒน์ (กิตติ สุจิตฺโต)
ขวัญชนก เหล่าสุนทร
พระมหาวิเศษ กนฺตธมฺโม (มั่งคั่ง)
พระปลัดเวชยันต์ ฐิตสทฺโธ (แววเพ็ชร์)
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ)
พระครูสังฆวิริยกิจ (ระพิน พุทฺธิสาโร)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
88
97
-
การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวฟาร์มจระเข้ จังหวัดสมุทรปราการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294094
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อการจัดการโลจิสติกส์ในฟาร์มจระเข้ จังหวัดสมุทรปราการ โดยสำรวจความพึงพอใจใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย ราคาและค่าใช้จ่าย การประชาสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่บุคลากรผู้ให้บริการ การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวฟาร์มจระเข้ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 400 คน และวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างคือการ สุ่มตัวอย่าง (Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบ t–test และ One–way ANOVA และหากพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะทำการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Scheffe</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.8 และมีอายุระหว่าง 21–30 ปี ความพึงพอใจโดยรวมของนักท่องเที่ยวอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุดคือ เจ้าหน้าที่บุคลากรผู้ให้บริการ (4.60) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ราคาและค่าใช้จ่าย (4.19) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว พบว่า ความพึงพอใจในแต่ละด้านมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศและช่วงอายุ และผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการโลจิสติกส์และคุณภาพการบริการมีผลกระทบโดยตรงต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเจ้าหน้าที่บุคลากรและความปลอดภัย ดังนั้น ผลการวิจัยนี้จึงสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์และการบริการของฟาร์มจระเข้ โดยเน้นการ ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บุคลากรและการพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อยกระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p>
ภนิดา โพธิ์เกษม
พัทธ์ธีรา จิรอุดมสาโรจน์
เจนจิรา พิศุทธิ์เกียรติ
โชติมณี บุญมา
ศิริวรรณ กาวิชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
98
109
-
วิถีแห่งการออกจากความทุกข์ของชาวบุญนิยมในโลกทุนนิยมหลังสมัยใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294735
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิถีแห่งการออกจากความทุกข์ของชาวบุญนิยมในโลกทุนนิยมหลังสมัยใหม่ภายใต้บริบทสังคมไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งผู้วิจัยใช้การคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 12 คน แบ่งเป็นชาวบุญนิยมที่เป็นชาวอโศก จำนวน 6 คน และชาวแพทย์วิถีธรรม จำนวน 6 คน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงเหตุและผลของข้อมูลที่ถูกจำแนกออกเป็นประเด็นและหมวดหมู่ สาระสำคัญที่ได้ โดยใช้วัตถุประสงค์การวิจัยและกรอบแนวคิดการวิจัยเป็นกรอบในการอธิบาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วิถีแห่งการออกจากความทุกข์ของชาวบุญนิยมในโลกทุนนิยมหลังสมัยใหม่ เรียกว่า “บุญนิยม” ซึ่งมิใช่เพียงการปฏิเสธแนวคิดทุนนิยม แต่เป็นการ “ต่อรอง” กับทุนนิยม ด้วยการแทรกคุณค่าทางจิตวิญญาณเพื่อสร้างสมดุลใหม่ให้กับชีวิตและสังคม อันเป็นความพยายามในการลดทอนสภาพแปลกแยกของมนุษย์จากทั้งผลผลิต แรงงานของตนเอง และชุมชนรอบตัว ด้วยการสร้างรูปแบบสังคมและเศรษฐกิจที่ผู้คนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการผลิตและบริโภค เช่น พาณิชย์บุญนิยมที่ไม่แสวงหากำไรสูงสุด แต่เน้นการพึ่งตนและแบ่งปัน ทำให้แรงงานและผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับผลผลิต ตลาด และชุมชน ผ่านความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน “บุญนิยม” จึงมิใช่เพียงทางเลือกทางศีลธรรม แต่ยังเป็นการท้าทายโครงสร้างการครอบงำเชิงทุนที่ผลิตความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ชี้ทาง” ที่พยายามกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชน และแสดงศักยภาพของการสร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับเหตุผลทางคุณค่ามากกว่าเหตุผลเชิงเครื่องมือเพียงอย่างเดียว โดย “ชาวบุญนิยม” ได้พิสูจน์มากว่า 50 ปีแล้วว่า ด้วยจิตใจที่เป็น “บุญ” นี้ทำให้พวกเขาสามารถนำพาตนเองและสังคมออกจากความทุกข์ในโลกทุนนิยมหลังสมัยใหม่ได้จริงไปเป็นลำดับ</p>
ชัยภัทร ชุติคามี
สุริยะใส กตะศิลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
110
123
-
การเสริมสร้างพื้นที่ตลาดชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนในจังหวัดแพร่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293938
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากระบวนการจัดการตลาดชุมชน 2. พัฒนาระบบนิเวศและการจัดการตลาดชุมชน และ 3. เสริมสร้างพื้นที่ตลาดชุมชนแบบมีส่วนร่วมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนในจังหวัดแพร่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้เทคนิคทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 373 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 75 คน การสนทนากลุ่มเฉพาะ 37 รูปหรือคน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 25 คน การวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. กระบวนการจัดการตลาดชุมชน โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก กระบวนการจัดการตลาดชุมชน มีการผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น เน้นคุณภาพสินค้าและราคาที่ยุติธรรม รูปแบบการจัดการตลาดดำเนินโดยคณะกรรมการตลาดชุมชน 2. การพัฒนาระบบนิเวศได้ร่างแบบแผนผังตลาดวัดมหาโพธิ์ และได้พัฒนาแผนผังให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ส่วนการจัดการตลาดชุมชนได้จัดโซนสินค้า ติดราคาสินค้า ตรวจสารตกค้าง จัดระเบียบแผง ทำแนวและทำป้ายที่จอดรถ ชุมชนผลิตสินค้ามาจำหน่ายได้ ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการตลาด ตั้งไลน์กลุ่มคณะกรรมการและผู้ขาย ผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ ผู้ประกอบการ ผู้ขายของ ผู้บริโภคได้บทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติ ผลการประเมินหลังการอบรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด และ 3. การเสริมสร้างพื้นที่ตลาดชุมชนได้เน้นถึงบริบท ปัจจัยนำเข้า การบริหารจัดการ และได้ตลาดชุมชนมหาโพธิ์เป็นพื้นที่ต้นแบบกิจกรรมการเสริมสร้างพื้นที่ตลาดชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนในจังหวัดแพร่ ได้เครือข่ายในการจัดการกิจกรรมต้นแบบตลาดชุมชนแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ได้แก่ ชุมชน ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน</p>
พระครูโสภณกิตติบัณฑิต (บุญเสริม กิตฺติวณฺโณ)
ณรงค์ เชื้อบัวเย็น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
124
138
-
เปรียบเทียบกฎหมายแรงงานในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294489
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักการระงับข้อพิพาททางเลือก 2. ศึกษาการระงับข้อพิพาทก่อนฟ้องตามกฎหมายแรงงานของประเทศไทย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบการระงับข้อพิพาทก่อนฟ้องของไทยกับต่างประเทศ และ 4. เสนอแนะแนวทางปรับปรุงกฎหมายแรงงานไทยให้สอดคล้องกับหลักการระงับข้อพิพาททางเลือก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การวิจัย เอกสาร กฎหมาย บทความ รายงานวิจัยและอื่น ๆ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Document Analysis Form) ข้อมูลจากกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ คำพิพากษาของศาล หนังสือ วารสาร บทความ รายงานการวิจัย และเอกสารที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทแรงงานและรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์หาข้อเสนอแนะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายแรงงานไทยให้สอดคล้องกับหลักการระงับข้อพิพาททางเลือก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานของไทยเน้นทฤษฎีการเจรจาแบบแข่งขัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการของการระงับข้อพิพาททางเลือกที่เน้นความร่วมมือ 2. กฎหมายไทยกำหนดกรอบเวลาไกล่เกลี่ยภายใน 5 วัน และให้ข้าราชการทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย ขณะที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ไม่กำหนดกรอบเวลาแน่นอนและผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีคุณสมบัติด้าน ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 3. ระบบกฎหมายแรงงานไทยขาดความยืดหยุ่น การแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยจากข้าราชการทำให้ขาดความเป็นกลางและความชำนาญ แตกต่างจากประเทศที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานสัมพันธ์ทำหน้าที่แทน และ 4. ควรปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้กำหนดกรอบในการไกล่เกลี่ยให้เหมาะสม และกำหนดคุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ยให้มีความรู้ ความสามารถ และความเป็นกลางตามหลักวิชาชีพ</p>
สุคนธ์ มณีรัตน์
เสาวนีย์ อัศวโรจน์
วราภรณ์ วนาพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
139
149
-
พฤติกรรมการใช้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ ร้านทำเล็บเฌอแตม อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293666
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการและความพึงพอใจ รวมถึงวิเคราะห์อิทธิพลของพฤติกรรมการใช้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าร้านทำเล็บเฌอแตม จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยเชิงปริมาณนี้เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัย คือ ลูกค้าที่เคยใช้บริการร้านทำเล็บเฌอแตม จำนวน 119 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ลูกค้านิยมใช้บริการทำสีเล็บเจลเป็นหลัก โดยมีความถี่ในการใช้บริการเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 201–400 บาทต่อครั้ง ความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุด รองลงมาคือ ด้านราคา ด้านสถานที่ ด้านรูปแบบเล็บเจล ด้านการส่งเสริมการขาย และด้านการโฆษณาออนไลน์ ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมด้านค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และได้สมการพยากรณ์ ดังนี้ Y = 4.803+0.186*ด้านค่าใช้จ่าย</p>
อดิสรณ์ ดอกแย้ม
พรศุลี สุทธโส
แสงรวี วิฑูรย์พันธุ์
สุวพัชร คงยอด
ธีรพล นาคชรินทร์
เหมือนแพร มั่นคง
จิตรนาถ พลพิชัย
วีรยุทธ หวันหมาด
ปานทิพย์ ทองคำหยู
รัตนาภรณ์ แก้วสีใส
พันธ์ฐาน์ ชุลีทองฤกษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
150
163
-
การยกระดับการต่อสู้กับความยากจนของครัวเรือนยากจน อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ด้วยศาสตร์พระราชา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294455
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาความยากจนของครัวเรือนยากจน และ 2. ศึกษาแนวทางยกระดับการต่อสู้กับความยากจนของครัวเรือนยากจน อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ด้วยศาสตร์พระราชา การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ดำเนินการ 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาความยากจนใน 5 มิติ ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สัมภาษณ์หัวหน้าครัวเรือนยากจน (MPI) จำนวน 12 คน ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางยกระดับการต่อสู้กับความยากจนของครัวเรือนยากจน โดยจัดสนทนากลุ่มหัวหน้าครัวเรือนยากจน จำนวน 12 คน และกลุ่มภาคีพัฒนา จำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ครัวเรือนยากจนทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งเผชิญกับปัญหาเชิงซับซ้อนใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ มีโรคเรื้อรังสูง กระทบต่อการหาเลี้ยงชีพ และการเข้าถึงบริการ ด้านความเป็นอยู่ ยังมีบ้านทรุดโทรม และมีข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินในการขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ ด้านเศรษฐกิจ พึ่งพาสวัสดิการรัฐเป็นหลัก ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ด้านการศึกษา พบความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายการศึกษาของหลาน และด้านการเข้าถึงบริการภาครัฐ มีข้อจำกัดจากสุขภาพและการสื่อสาร แนวทางยกระดับการต่อสู้กับความยากจนด้วยศาสตร์พระราชา มุ่งเน้นการเสริมพลังและบูรณาการความร่วมมือ โดยเสนอให้มีการจัดทำแผนผังสุขภาพครัวเรือน การส่งเสริมโครงการอาหารยั่งยืน (โคกหนองนาโมเดล) เพื่อความมั่นคงทางอาหาร การปรับปรุงที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะ การขยายผลโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมอาชีพและทักษะชีวิต และมาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ องค์ความรู้ที่ได้ คือ โมเดลการลดความยากจนเชิงสัมพัทธ์ของผู้สูงอายุในครัวเรือนยากจน (S-Poverty Model) ซึ่งเน้นการสร้างทุนที่ยั่งยืนและการดูแลแบบองค์รวมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น</p>
กรรณวิษณ์ ช่วยอุปการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
164
176
-
การพัฒนาแบบวัดความสุขในการทำงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนใต้
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293310
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาแบบวัดความสุขในการทำงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 2. ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตัวอย่างในการวิจัยเป็นบุคลากรสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) จำนวน 82 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความตรงเชิงเนื้อหา ความตรงเชิงสภาพ ความตรงเชิงโครงสร้าง อำนาจจำแนก และความเที่ยง โดยใช้โปรแกรม JASP</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี องค์ประกอบของความสุขในการทำงาน จำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านที่ 1 การติดต่อสัมพันธ์ ด้านที่ 2 ความรักในงาน ด้านที่ 3 ความสำเร็จในงาน ด้านที่ 4 การเป็นที่ยอมรับ ด้านที่ 5 ค่าตอบแทนและสวัสดิการ และด้านที่ 6 สภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้ข้อคำถามทั้งหมด 30 ข้อ ความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าอยู่ระหว่าง 0.60–1.00 ความตรงเชิงสภาพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแบบวัดความสุขในการทำงาน HAPPINOMETER ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ค่า r = .288 และ p = .009 ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า มีความเหมาะสมสอดคล้องดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่าสถิติ ได้แก่ ค่า <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&space;" alt="equation" /><sup>2</sup> เท่ากับ 10.22, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&space;" alt="equation" /><sup>2</sup>/df เท่ากับ 1.21, df เท่ากับ 8, p เท่ากับ 0.25 ดัชนี CFI เท่ากับ 0.987, TLI เท่ากับ 0.97, GFI เท่ากับ 0.932, AGFI เท่ากับ 0.961 ค่า RMSEA เท่ากับ 0.05 แบบวัดมีค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง .418 ถึง .708 มีค่าความเที่ยง เท่ากับ .938 2. ระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.23)</p>
สมฤทัย โดยวิริยสกุล
จิระวัฒน์ ตันสกุล
ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ
ธีระยุทธ รัชชะ
บุษบรรณ เชิดเกียรติสกุล
ยุพาวัฒน์ อุ้มชูวัฒนา
ณลิน สมิทธิวาณิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
177
190
-
การศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี : กรณีศึกษานักศึกษาสาขาวิชาการตลาดปีการศึกษา 2568
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293093
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจปัญหาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาสาขาการตลาดระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางการพัฒนาเชิงคุณภาพ และ 2. พัฒนาและตรวจสอบแนวทางการเสริมสร้างทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่มีความเหมาะสมและสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทการเรียนรู้ของศตวรรษที่ 21 ใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธีฝังตัว (Embedded Mixed-Methods Design) โดยให้การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นระเบียบวิธีหลัก และให้การวิจัยเชิงปริมาณเป็นระเบียบวิธีรองเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงหลักฐาน ระยะที่ 1 เป็นการสำรวจเชิงปริมาณจากนักศึกษา จำนวน 100 คน เพื่อระบุปัญหาการเขียนภาษาอังกฤษ ระยะที่ 2 เป็นการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษและอาจารย์สาขาการตลาดจำนวน 5 คน เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของแนวทางที่ได้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาประสบปัญหาการเขียนภาษาอังกฤษในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการใช้ไวยากรณ์ ความสอดคล้องระหว่างประธานกับกริยา และการเรียบเรียงความคิดเชิงตรรกะ แนวทางที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ 1. ผู้เรียน 2. ผู้สอน 3. สื่อการสอน และ 4. การประเมินผล โดยผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ (IOC = 0.66–1.00) ในระดับเหมาะสมมาก ข้อเสนอแนะ คือ การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาควรใช้แนวทางบูรณาการที่เน้นกระบวนการเขียน การมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนและผู้สอน การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ และการประเมินตามสภาพจริง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความสามารถในการสื่อสารทางวิชาชีพของนักศึกษาในบริบทโลกาภิวัตน์</p>
ชรียา สร้อยสุวรรณ
กริช ลีทซ์
อารยา อริยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
191
199
-
การกำกับติดตามและประเมินอิงผลลัพธ์เป็นฐาน : การออกแบบและประเมิน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293512
<p>การกำกับติดตามและประเมินอิงผลลัพธ์เป็นฐาน (Results-Based Monitoring and Evaluation: RBM) เป็นกระบวนการสำคัญที่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความโปร่งใสของการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์มากกว่ากิจกรรมหรือผลผลิต บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิดและหลักการของ RBM การออกแบบระบบกำกับติดตามและประเมินด้วยกรอบแนวคิด เช่น โมเดลตรรกะ (Logic Model) และห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Results Chain) รวมถึงการประเมินผลที่ครอบคลุมมิติความเหมาะสม ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ผลกระทบ และความยั่งยืน ตลอดจนการระบุปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ ความเป็นเจ้าของ การจัดการ การรักษาระบบ และความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี อาทิ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการสะท้อนผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า RBM เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปรับปรุงการบริหารโครงการและการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อการใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
พินดา วราสุนันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
200
213
-
พลังพลเมือง : ยุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนาท้องถิ่นไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293201
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งสำรวจพลังพลเมือง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ใหม่และสำคัญยิ่งในการพัฒนาท้องถิ่นของไทย โดยเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้รับบริการธรรมดาให้กลายเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา อย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของประชาชนมิใช่เพียงแค่การเข้าร่วม แต่เป็นการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ และร่วมประเมินผลในทุกขั้นตอนของการบริหารบ้านเมืองในระดับชุมชนบทความนี้จะวิเคราะห์แนวปฏิบัติที่สร้างสรรค์และยั่งยืนในท้องถิ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัย ความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรชุมชน และการสร้างกลไกที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบาย การจัดการทรัพยากร หรือการดูแลบริการสาธารณะในชุมชน ตั้งแต่เรื่องการจัดการน้ำ การเก็บขยะ ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุและการส่งเสริมการศึกษา การส่งเสริมพลังพลเมืองให้เป็นยุทธศาสตร์หลักนี้ จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพและความรู้ของประชาชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การบริหารท้องถิ่นที่ยั่งยืนและมีคุณค่าต่อทุกคนในสังคม</p>
อรัญญา ชูโอชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
214
224
-
การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและความเสมอภาค : นโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293256
<p>ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นธรรมในสังคมไทย แม้การเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐานจะขยายตัวมากขึ้น แต่ช่องว่างด้านข้อมูลสุขภาพ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และความรอบรู้ด้านสุขภาพยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลสุขภาพในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกับบทบาทของการสื่อสารสุขภาพ และความรอบรู้ด้านสุขภาพ รวมทั้งสังเคราะห์บทเรียนเชิงนโยบายจากต่างประเทศเพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสม งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพในลักษณะกระบวนการศึกษาวิเคราะห์นโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ ผ่านการทบทวนเอกสาร งานวิชาการ และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง แนวคิดทฤษฎีหลักที่ใช้ คือ แนวคิดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเชิงโครงสร้างและทฤษฎีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผลการวิเคราะห์พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสื่อสารสุขภาพระดับพื้นที่ที่เชื่อมโยงนโยบายส่วนกลางสู่ประชาชน ขณะเดียวกันยังเผชิญความท้าทายจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และเทคโนโลยี การเปรียบเทียบกรณีศึกษาต่างประเทศ เช่น กลไกตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ แสดงให้เห็นความสำคัญของการสร้างระบบข้อมูลที่โปร่งใสและการยกระดับทักษะสุขภาพเชิงรุก บทความนี้เสนอแนวทางข้อมูล–สื่อสาร–เสมอภาค ซึ่งประกอบด้วย 1. การผลักดันนโยบายข้อมูลสุขภาพแบบเปิดเผยและปลอดภัยภายใต้กรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2. การจัดตั้งทีมสื่อสารสุขภาพในระดับท้องถิ่น โดยมีทักษะด้านสุขภาพ ดิจิทัล และกฎหมายข้อมูล และ 3. การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเชิงรุกสำหรับประชาชนผ่านกิจกรรมและสื่อเฉพาะกลุ่ม หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างด้านสุขภาพและสร้างความเสมอภาคทางสุขภาพอย่างยั่งยืนในสังคมไทย</p>
พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ
วิทยาธร ท่อแก้ว
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
225
237
-
ความเป็นผู้นำในภาครัฐ : คุณสมบัติและแนวทางการพัฒนา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293595
<p>บทความวิชาการนี้ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในภาครัฐ : คุณสมบัติและแนวทางการพัฒนา ภาวะผู้นำ คือ กระบวนการที่บุคคลใช้อิทธิพลเพื่อชี้นำกลุ่มให้บรรลุเป้าหมาย โดยเน้นทั้งคุณลักษณะส่วนบุคคลและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผู้นำต่างจากผู้จัดการตรงที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการควบคุมในภาครัฐ ผู้นำต้องมีคุณธรรม โปร่งใส และสร้างความไว้วางใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต นอกจากนั้น ผู้นำ คือ บุคคล ส่วนภาวะผู้นำ คือ กระบวนการใช้อิทธิพลและการปฏิสัมพันธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร นักวิชาการหลายคนให้นิยามภาวะผู้นำว่าเป็นความสามารถในการโน้มน้าว ประสาน และสร้างเอกภาพในกลุ่ม ภาวะผู้นำจึงไม่จำกัดเฉพาะตำแหน่งทางการ แต่รวมถึงผู้นำไม่เป็นทางการที่มีอิทธิพลต่อผู้อื่นด้วย สำหรับผู้นำภาครัฐต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ คุณธรรม ความโปร่งใส และทักษะการสื่อสารที่ดี ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงได้ เปิดรับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และคิดเชิงนวัตกรรม ผู้นำที่ผสมผสานคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำหรับแนวทางการพัฒนาผู้นำในภาครัฐ ควรพัฒนาผู้นำผ่านการศึกษา การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงาน มีระบบประเมินผลต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพผู้นำอย่างยั่งยืน อุปสรรคและความท้าทาย อุปสรรคสำคัญของผู้นำภาครัฐไทย ได้แก่ การทุจริต ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย และการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและระบบประเมินผลที่ไม่โปร่งใสเพียงพอ สิ่งเหล่านี้ลดประสิทธิภาพของการบริหารและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ดังนั้นควรสร้างระบบสรรหาผู้นำที่โปร่งใส สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปรับโครงสร้างราชการให้ทันสมัย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีส่วนร่วม เป้าหมาย คือ ระบบการบริหารภาครัฐที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อสังคมได้จริง</p>
พศิษฐ์ ศุภศิริเรืองชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
238
252
-
การบริหารองค์การที่มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293765
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์การที่มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารองค์การที่มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 การศึกษานี้ใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารองค์การที่มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ 2. วัฒนธรรมองค์การ 3. ความสามารถในการแข่งขัน 4. สมรรถนะหลัก 5. การสื่อสาร และ 6. สภาพแวดล้อม ซึ่งปัจจัยทั้ง 6 เป็นปัจจัยเชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์เป็นตัวกำหนดทิศทาง วัฒนธรรมองค์การและการสื่อสารเป็นกลไกภายใน สมรรถนะหลักเป็นพลังขับเคลื่อน ส่วนความสามารถในการแข่งขันและสภาพแวดล้อมเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดและยั่งยืนขององค์การในศตวรรษที่ 21 การบริหารองค์การที่มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืนในยุคนี้จึงเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีพลวัตของผู้นำ การสื่อสาร วัฒนธรรมองค์กร สมรรถนะหลัก และการรับมือกับสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและประสบความสำเร็จได้อย่างมั่นคงในระยะยาว</p>
ปองปรีดา ทองมาดี
กฤษณะ ดาราเรือง
สุปราณี กล่อมจิต
ดนิตา นิ้มวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
253
267
-
หลักอริยสัจ 4 : การยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ฉนวนกาซ่า)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294276
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ (ฉนวนกาซ่า) และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นการบูรณาการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโลภะ โทสะ และความยึดมั่นในผลประโยชน์ ทั้งสองฝ่ายควรลดทิฐิ เพิ่มความเข้าใจ และเปิดทางสู่การประนีประนอมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการดับทุกข์และสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า 1. ทุกข์ (ความทุกข์) คือความขัดแย้งยืดเยื้อทำให้ชาวกาซ่าประสบวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ชีวิตถูกคุกคาม การพลัดถิ่น และเผชิญกับความทุกข์ทางเศรษฐกิจ-สังคม โดยปัญหาหลัก คือ อดอยาก ขาดอาหาร ระบบสาธารณสุขล่ม การปิดล้อมและจำกัดความช่วยเหลือ ผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เศรษฐกิจพัง และสิทธิเสรีภาพถูกจำกัด 2. สมุทัย (สาเหตุแห่งทุกข์) คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์เกิดจาก โลภะ คือ ความอยากครอบครองดินแดน ทรัพยากร และอำนาจทางการเมือง และโทสะ คือ ความโกรธ ความเกลียดชัง และความแค้นสะสม รวมถึงปัจจัยทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน 3. นิโรธ (การดับทุกข์) คือการดับทุกข์สภาพนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการยุติความรุนแรง เปิดทางสันติภาพ ลดความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม การสร้างความเข้าใจใหม่ ๆ ระหว่างสองฝ่าย รวมถึงการยอมรับสิทธิและความต้องการของกันและกัน และการประนีประนอม และ 4. มรรค (หนทางดับทุกข์) คือการประยุกต์ใช้ มรรคมีองค์ 8 ช่วยเป็นกรอบสร้างสันติในการเจรจาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ โดยเน้นการเข้าใจความจริง ได้แก่ 1. สัมมาทิฏฐิ คือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง 2. สัมมาสังกัปปะ คือ ตั้งใจหาทางออกในเชิงบวก 3. สัมมาวาจา คือใช้คำพูดที่สร้างสรรค์และไม่กระทบกระทั่ง 4. สัมมากัมมันตะ คือ กระทำด้วยความเป็นมิตรและยุติธรรม 5. สัมมาอาชีวะ คือ ดำเนินชีวิตอย่างยุติธรรมและไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว 6. สัมมาวายามะ คือ พยายามลดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง 7. สัมมาสติ คือ มีสติในการจัดการกับอารมณ์ และ 8. สัมมาสมาธิ คือ ฝึกสมาธิเพื่อการตัดสินใจที่ชัดเจน ช่วยสร้างสังคมยุติธรรมและสันติสุข</p>
พระไกรสร สุมโน (กันมา)
พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน (ราชวงศ์)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
268
281
-
บทบาทของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสื่อสารนโยบายรองรับสังคมสูงวัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294590
<p>ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบและความท้าทายต่อทุกมิติของสังคม รวมถึงภาระทางการคลังและความท้าทายในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการแปลงนโยบายระดับชาติไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอยู่ที่การสื่อสารนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพของผู้นำที่มีบทบาทหลัก 3 ด้าน คือ 1. ผู้เชื่อมโยงและถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติ 2. ผู้สร้างการมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกัน และ 3. ผู้ส่งเสริมศักดิ์ศรีและคุณค่าของผู้สูงอายุ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสื่อสารนโยบายรองรับสังคมสูงวัย จากการสังเคราะห์เอกสาร บทความวิจัย และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายรองรับสังคมสูงวัย ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรใช้กลยุทธ์การสื่อสาร 5 ด้าน ได้แก่ 1. กลยุทธ์การนำเสนอสาร เน้นการเปลี่ยนมุมมองจากการดูแลเป็นการส่งเสริมศักยภาพ 2. กลยุทธ์การใช้สื่อ เน้นสื่อบุคคลและสื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นควบคู่กับการประยุกต์ใช้สื่อใหม่เพื่อการบริหารจัดการ 3. กลยุทธ์การโน้มน้าวใจ สร้างแรงบันดาลใจผ่านเรื่องเล่าความสำเร็จของผู้สูงอายุ และเน้นการพึ่งพาตนเอง รวมถึงใช้ความน่าเชื่อถือของผู้รู้ในชุมชน 4. กลยุทธ์การมีส่วนร่วม จัดเวทีสานพลังและใช้เทคนิค T-E-A-M เพื่อส่งเสริมการร่วมคิดร่วมทำในการพัฒนา และ 5. กลยุทธ์เครือข่าย บูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนและสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์ความรู้จากบทความนี้ คือ องค์ความรู้ทางวิชาการเรื่องบทบาทของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสื่อสารนโยบายรองรับสังคมสูงวัย และการนำองค์ความรู้ทางวิชาการเรื่องการสื่อสารเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารนโยบายอื่น ๆ ของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p>
จารึก ไชยรักษ์
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
กานต์ บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
282
292
-
สัมมาสติกับศิลปะการสื่อสารในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293621
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักสัมมาสติทั้งสี่ด้าน ได้แก่ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาในการพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงวิชาชีพสำหรับพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและครอบครัว การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างพยาบาล ผู้ป่วย และครอบครัว การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าพยาบาลยังขาดทักษะและความมั่นใจในการสื่อสาร โดยเฉพาะในประเด็นการวางแผนการดูแลล่วงหน้า การแจ้งข่าวร้าย และการสื่อสารเกี่ยวกับความตาย สัมมาสติหรือความมีสติที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาช่วยให้พยาบาลอยู่กับปัจจุบัน ลดความเครียด และเพิ่มความสามารถในการสื่อสารได้ บทความนี้นำเสนอการบูรณาการ สติปัฏฐานสี่ เข้ากับการพัฒนาทักษะการสื่อสารสามด้าน คือ การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสารเกี่ยวกับประเด็นการดูแลในระยะท้ายเพื่อวางแผน และการสื่อสารกับครอบครัวที่มีปัญหาสัมพันธภาพ พร้อมนำเสนอเทคนิคการฝึกสัมมาสติและโปรแกรมฝึกอบรมที่สามารถประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริง ผลลัพธ์จากการใช้สัมมาสติในการสื่อสารส่งผลดีต่อผู้ป่วยและครอบครัวโดยช่วยลดความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจในการดูแล ขณะเดียวกันก็ช่วยลดภาวะหมดไฟในการทำงานของพยาบาล เพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร และส่งเสริมการเติบโตทางวิชาชีพและส่วนบุคคล</p>
เจนจิรา กุลวงศ์
เพิ่มพูล บุญมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
293
307
-
การยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรองค์การธุรกิจ สู่ประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293727
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรองค์การธุรกิจ สู่ประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับประสิทธิภาพการทำงานภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 การศึกษาพบว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานขององค์การ มีผลโดยตรงต่อทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของบุคลากร โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรมนุษย์ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความถูกต้อง รวดเร็ว และลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของบุคลากร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพชีวิตการทำงาน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลกับการพัฒนาทักษะบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานอย่างยั่งยืน บุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านดิจิทัลสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มผลิตภาพและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์การดิจิทัลที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้และนวัตกรรม รวมถึงภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหาร ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนองค์การให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกยุคดิจิทัล บทสรุปของบทความนี้จึงเสนอว่า การพัฒนาองค์การให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล จำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการระหว่าง มิติของมนุษย์ และมิติของเทคโนโลยี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสุขในการทำงานกับผลสัมฤทธิ์ขององค์การ อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว</p>
เลอ กวง
นภาวรรณ เนตรประดิษฐ์
พิชาภพ พันธุ์แพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-25
2026-02-25
15 1
308
318