วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ หลักสูตรบัณฑิตศึกษาภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย th-TH วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ 2985-1319 <p>เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์&nbsp; ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ&nbsp; พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น</p> แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านประสบการณ์จริง : กรณีศึกษาการจัดแสดงคอนเสิร์ตของนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292003 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบการบูรณาการรายวิชาสู่การปฏิบัติจริง ประยุกต์ใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ ผ่านกระบวนการจัดแสดงคอนเสิร์ตของนิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 และ 4 สาขาวิชาดนตรีและนาฏศิลป์ แขนงวิชาดนตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา รูปแบบการเรียนรู้นี้ออกแบบให้มีการบูรณาการทักษะอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกับขั้นตอนการจัดแสดงคอนเสิร์ต ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ ฝึกซ้อม ควบคุมระบบเทคนิคและการประเมินผล ผลการจัดการเรียนรู้จากการสังเกต การสัมภาษณ์และการอภิปราย พบว่า นิสิตสามารถพัฒนาสมรรถนะสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. สมรรถนะทางวิชาชีพด้านดนตรี 2. สมรรถนะด้านการวางแผนและการจัดการ 3. สมรรถนะด้านการคิดเชิงสร้างสรรค์ 4. สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร สมรรถนะเหล่านี้เกิดจากการบูรณาการทักษะรายวิชาเข้าสู่การปฏิบัติจริง โดยอาศัยวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb 4 ขั้นตอน คือ 1. ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม 2. การสะท้อนคิด 3. การสร้างแนวคิดนามธรรม 4. การทดลองปฏิบัติครั้งถัดไป กระบวนการเหล่านี้ช่วยให้นิสิตเกิดการเรียนรู้องค์รวมและพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพได้อย่างแท้จริง</p> อัษฎาวุธ พลอยเขียว วรชา ออกกิจวัตร ชลวิทย์ บุญจันทร์ กานต์ชนก สุขบท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 199 213 ทิศทางการสื่อสารสุขภาพกับการกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/291651 <p>การส่งเสริมสุขภาพเป็นประเด็นที่สังคมไทยให้การตระหนักถึงในปัจจุบันโดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยอยู่ในยุคของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า บทความนี้เป็นบทความวิชาการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการทบทวนความคิดและทิศทางการสื่อสารสุขภาพกับการกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐให้ท้องถิ่นมีความสะดวกในการดำเนินการได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะในการส่งเสริมสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งได้นำมาสู่โอกาสในความร่วมมือใหม่เพื่อสื่อสารสุขภาพผ่านสื่อที่เน้นไปที่การเพิ่มพูนความรอบรู้และการดูแลพฤติกรรมสุขภาพของตนเองผ่านการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการสื่อสารเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของเนื้อหาในชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน</p> พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ วิทยาธร ท่อแก้ว หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 214 222 การกำหนดวาระการเมืองในยุคดิจิทัล : ศึกษาเปรียบเทียบการสื่อสารในสังคมไทยร่วมสมัยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292776 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การกำหนดวาระทางการเมืองในยุคดิจิทัล ผ่านกรณีศึกษาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2568 เพื่อทำความเข้าใจพลวัตของการสื่อสารทางการเมืองที่เปลี่ยนจากยุคที่รัฐและสื่อกระแสหลักเป็นผู้ผูกขาด ไปสู่ยุคที่โซเชียลมีเดียและพลเมืองดิจิทัลมีบทบาทร่วมในการกำหนดวาระ (Agenda Setting) การศึกษานี้ใช้การสังเคราะห์งานวิชาการด้านการสื่อสารการเมือง ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากสื่อมวลชนและสื่อดิจิทัล ผลการวิเคราะห์พบว่า 1. การกำหนดวาระไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรัฐหรือสื่อกระแสหลักอีกต่อไป แต่พลเมืองดิจิทัล อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการสร้างและผลักดันวาระ 2. การสื่อสารผ่านเครือข่ายดิจิทัลเปิดพื้นที่ให้การตีความสถานการณ์ความขัดแย้งดำเนินไปในหลายกรอบ ทั้งกรอบความมั่นคง ชาตินิยม สิทธิมนุษยชน และสันติภาพ 3. ผลกระทบของกระบวนการกำหนดวาระในสังคมออนไลน์สะท้อนถึงการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนตรวจสอบและมีส่วนร่วม แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหา เช่น ข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล และการแบ่งขั้วทางการเมือง บทความชี้ให้เห็นว่าการกำหนดวาระการเมืองในยุคดิจิทัลมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการสื่อสารจากรัฐสู่ประชาชน แต่เป็นสนามแข่งขันเชิงวาทกรรมที่พลเมืองมีบทบาทสำคัญส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการเมืองไทยในสภาวะความขัดแย้งร่วมสมัย</p> เปรมศิริ ดิลกปรีชากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 223 233 ความชอบธรรมทางสังคมของบ่อนคาสิโน : ศึกษาจากกรณีถกเถียงเชิงนโยบายในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/291180 <p>บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษา ความชอบธรรมทางสังคมของบ่อนคาสิโน : ศึกษาจากกรณีถกเถียงเชิงนโยบายในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความชอบธรรมทางสังคมของบ่อนคาสิโนในบริบทสังคมไทย รวมทั้งเพื่อวิเคราะห์แนวคิดเชิงนโยบายและเหตุผลทางการเมือง เศรษฐกิจ และจริยธรรม ที่ใช้สนับสนุนหรือคัดค้านบ่อนคาสิโนและเพื่อเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างการออกแบบนโยบายสาธารณะกับการยอมรับทางวัฒนธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย พบว่า กระบวนการสร้างความชอบธรรม โดยการยอมรับหรือปฏิเสธบ่อนคาสิโนมิได้จำกัดเพียงเหตุผลเชิงเศรษฐกิจหรือกฎหมาย หากแต่สัมพันธ์กับคุณค่า จริยธรรม วัฒนธรรม และโครงสร้างอำนาจทางสังคม ส่วนแนวคิดการสร้างความชอบธรรมทางนโยบายไม่ได้เป็นกลางทางอำนาจ แต่มักถูกกำหนดโดยวาทกรรมของรัฐ ทุน และสื่อ เช่น การเน้นประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการควบคุมอาชญากรรม ขณะเดียวกันฝ่ายคัดค้านบ่อนคาสิโนก็ใช้วาทกรรมทางศีลธรรมอิงหลักพุทธศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมเชิงคุณค่า ทั้งสองฝ่ายจึงต่างใช้อำนาจผ่านวาทกรรมในการกำหนดสิ่งที่สังคมควรยอมรับหรือปฏิเสธ นำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างในสังคม และองค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างการออกแบบนโยบายสาธารณะกับการยอมรับทางวัฒนธรรมและจริยธรรมของสังคมไทย ประกอบด้วย คือ รอบคอบทางเศรษฐกิจ สร้างจิตสำนึกวัฒนธรรม มีความชอบธรรมต่อสังคม สั่งสมความร่วมมือ ยึดถือแนวคิดของมวลชน และสรรค์สร้างสังคม คือ จุดหมายเดียวกัน</p> ศักดา แป้นด้วง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 234 241 นโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมป์ : เครื่องมือภูมิรัฐศาสตร์เชิงเศรษฐกิจในการจัดระเบียบโลกใหม่และผลกระทบต่อไทยและอาเซียน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/291176 <p>นโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในฐานะเครื่องมือภูมิรัฐศาสตร์เชิงเศรษฐกิจที่ใช้เพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ในยุคหลังสงครามเย็น โดยผสานมุมมองจากรัฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การศึกษานี้อาศัยแนวคิดทฤษฎีสัจนิยมภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ และระเบียบโลกเสรีนิยมเพื่อวิเคราะห์ตรรกะเบื้องหลังนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่มิได้มีเป้าหมายเพียงเศรษฐกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์ในการควบคุมอิทธิพลของคู่แข่งในระบบโลก โดยเปรียบเทียบผลกระทบที่มีต่อไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ โดยพิจารณาทั้งด้านโครงสร้างการค้า อุตสาหกรรมสำคัญ ห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายตอบโต้ของแต่ละประเทศ จากนั้นนำเสนอบทวิเคราะห์เชิงเหตุผลและข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบใน 4 มิติ ได้แก่ การทูตการค้าเชิงรุก การกระจายตลาด การยกระดับห่วงโซ่คุณค่า และการสร้างพันธมิตรภูมิภาค ดังนั้น ประเทศไทยควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับแรงกระแทกเชิงรับสู่ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สามารถรับมือกับแรงกระแทกจากมหาอำนาจและสร้างสมดุลในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า จักกฤษ กระต่ายวงษ์พระจันทร์ ชัชพงศ์ ภาคเดช ธณกร มณีโชติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 242 253 รัฐในโลกไร้พรมแดน : การบริหารจัดการภาครัฐในยุคโลกาภิวัตน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292431 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐในยุคโลกาภิวัตน์และเสนอแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐที่เหมาะสมสำหรับโลกไร้พรมแดน ผลการวิเคราะห์พบว่า รัฐต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 5 ประการ คือ อำนาจอธิปไตยที่ถูกท้าทายจากองค์กรระหว่างประเทศและบริษัทข้ามชาติ ปัญหาระดับโลกที่ซับซ้อนและไร้พรมแดนเช่นโลกร้อนและโรคระบาด ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ควบคุมยากจากการเชื่อมโยงกันทั่วโลก การปฏิวัติดิจิทัลและภัยคุกคามไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้นในยุคข้อมูลข่าวสาร การศึกษาเสนอแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐ 5 ประการ คือ การเปิดกว้างและสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐให้มีทักษะแห่งอนาคต และการปรับตัวเชิงรุกและยืดหยุ่น นอกจากนี้ ยังนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ 2 แนวคิด คือ รัฐบาลเสมือนจริงที่ขยายการบริการสู่ Metaverse และการบริหารจัดการแบบพลวัตด้วยข้อมูลที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการภาครัฐในยุคโลกาภิวัตน์จำเป็นต้องผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างรัฐที่ฉลาด ยืดหยุ่น และยั่งยืน</p> รัฐชญา วัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 254 263 กลยุทธ์การรักษาพนักงานคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชันซี (Generation Z) ในองค์กรสมัยใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292739 <p>การเข้าสู่ตลาดแรงงานของเจเนอเรชันซี หรือ Gen Z ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับองค์กรในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การรักษาพนักงานคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชันซี ในองค์กรสมัยใหม่ โดยวิเคราะห์แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะและความต้องการของกลุ่มประชากรที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2555 พบว่า กลยุทธ์การรักษาพนักงานคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชันซี ประกอบด้วย ห้าองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่นและทันสมัย การพัฒนาระบบการเรียนรู้และความก้าวหน้าในอาชีพอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารและให้ข้อมูลป้อนกลับแบบทันทีและโปร่งใส การสร้างความหมายและจุดประสงค์ในการทำงาน และระบบผลตอบแทนและสวัสดิการที่หลากหลาย การศึกษานี้เผยให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชันซี มีความต้องการความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการทำงานที่มีความหมาย องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการรักษาพนักงานกลุ่มนี้จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการแบบดั้งเดิม โดยเน้นการให้อิสระในการทำงาน การสื่อสารแบบสองทาง และการสนับสนุนการพัฒนาตนเองของพนักงาน ผลการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการอำนวยความสะดวก การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และการมุ่งเน้นผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ กลยุทธ์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มอัตราการคงอยู่ของพนักงานคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชันซี เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานและความผูกพันต่อองค์กร การนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับแรงงานรุ่นใหม่และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต</p> ณัฐวัฒน์ ปริยพาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 264 277 คุณาวัฒน์ : แนวปฏิบัติของผู้นำทางการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292976 <p>บทความวิชาการนี้มีเป้าหมายในการศึกษาแนวปฏิบัติของผู้นำทางการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน คุณาวัฒน์ หรือคุณความดีเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสามารถทางการบริหารงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านคุณธรรมและความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย โดยมีแนวทางการปฏิบัติสำคัญ คือ สร้างนโยบายเพื่ออนาคตด้วยการกำหนดแผนมุ่งพัฒนาประเทศให้ก้าวทันโลก สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน มุ่งเน้นสาธารณะประโยชน์ด้วยการให้ความสำคัญสูงสุดกับผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ยึดหลักความเท่าเทียมด้วยการสร้างสังคมที่ทุกคนมีโอกาสและสิทธิที่เท่าเทียมกัน เพียบพร้อมสามัคคีต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสามัคคีผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรม เพื่อหลอมรวมคุณลักษณะอันพึงประสงค์เหล่านี้ให้เป็นหนึ่งเดียว และสร้างแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับผู้นำทางการเมือง ด้วยหัวใจสำคัญ คือ คิดไกล ให้เป็น เน้นส่วนร่วม พัฒนามาตรฐาน เป็นกระบวนทัศน์ที่มุ่งผสานคุณสมบัติด้านคุณธรรมและจริยธรรมเข้ากับความสามารถในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน</p> อธิภัทร ไชยศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 278 289 ประชาคมเสริมสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีตามวิถีประชาธิปไตย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292671 <p>บทความนี้นำเสนอ พลเมืองที่ดีตามวิถีประชาธิปไตย คือ ระบอบประชาธิปไตยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องสร้างให้ประชาชนมีความเป็นพลเมืองที่สามารถปกครองตนเองได้ โดยมีหลักการพื้นฐานในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การเคารพสิทธิ เสรีภาพ และกฎกติกาที่เป็นธรรมในสังคมประชาธิปไตย มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตยโดยต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเอง หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ได้แก่ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ป้องกันรักษาผลประโยชน์ชาติ ปฏิบัติตามกฎหมาย การศึกษาภาคบังคับ รับราชทหาร ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระ อนุรักษ์คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากร และไม่สนับสนุนการทุจริต ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยมีลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีตามวิถีประชาธิปไตย มีอิสรภาพพึ่งตนเองได้ ความเท่าเทียมกัน ยอมรับความแตกต่าง เคารพสิทธิผู้อื่น รับผิดชอบต่อสังคม เข้าใจระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย และให้ยึดมั่นในหลักการทางประชาธิปไตยในการดำรงชีวิตตามกฎหมาย ความเป็นพลเมืองที่ดีจะต้องไม่เฉื่อยชา การส่งเสริมหลักการเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถปกครองตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน</p> นเรศ ฤทธิเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 290 301 สื่อออนไลน์ในการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดลำปาง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293250 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์สื่อออนไลน์ในการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดลำปาง โดยพิจารณาถึงพลวัตของการสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดลำปางได้ประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต็อก และยูทูบ เพื่อสื่อสารนโยบาย การสร้างภาพลักษณ์ และการระดมการสนับสนุนจากประชาชน งานศึกษานี้อ้างอิงกรอบแนวคิดและทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง และทฤษฎีพื้นที่สาธารณะดิจิทัล เพื่อตีความปรากฏการณ์ดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า สื่อออนไลน์ที่ใช้มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ 1. การผลิตคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ที่เข้าถึงง่าย 2. การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์ 3. การจัดการภาพลักษณ์และการตอบสนองต่อประเด็นสังคมอย่างทันเหตุการณ์ และ 4. การบูรณาการสื่อออนไลน์กับการหาเสียงภาคสนาม ทั้งนี้ยังพบปัญหาท้าทาย อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และกรอบการกำกับดูแลสื่อ ผลการศึกษาเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนากระบวนการเลือกตั้งท้องถิ่นให้โปร่งใส ยุติธรรม และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี</p> อนุรักษ์ วงค์เขียว พัชรีญา ฟองจันตา ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ พระครูศรีปวรบัณฑิต (บวรวิทย์ อายุมั่น) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 302 314 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293167 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ วิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ จำนวน 300 คน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.23) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรม 6 กับความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (r=0.470**) มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร หลักสาราณียธรรม 6 ประกอบด้วย 1. ด้านเมตตากายกรรม การกระทำดีต่อกัน 2. ด้านเมตตาวจีกรรม การพูดดีต่อ 3. ด้านเมตตามโนกรรม การเคารพในความคิดผู้อื่น 4. ด้านสาธารณโภคี การแบ่งปันกัน 5. ด้านสีลสามัญญตา การรักษาระเบียบวินัย ทั้ง 6 ด้านทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นที่ดีงามร่วมกัน เป็นการประยุกต์ใช้หลักสาราณียธรรม 6 คือ การเปลี่ยนจากแนวคิดสู่การลงมือทำอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขจุดอ่อนทางการเมืองของชุมชนปรกอรุณ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่แล้ว นำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนในที่สุด</p> พระมหาสุธินันท์ สุทฺธินนฺโท วัชรินทร์ ชาญศิลป์ สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 1 13 การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการการท่องเที่ยว โดยชุมชนบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมมุสลิม 3 เกาะ : เกาะลิบง เกาะสุกร แหลมหยงสตาร์ ในพื้นที่จังหวัดตรัง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292077 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมมุสลิมในพื้นที่ 3 เกาะ ได้แก่ เกาะลิบง เกาะสุกร และแหลมหยงสตาร์ จังหวัดตรัง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย จำนวน 500 คน <br />ด้วยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง และจากกลุ่มตัวแทนนักท่องเที่ยว ผู้นำเที่ยว และบริษัทนำเที่ยวชาวมาเลเซีย จำนวน 10 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การเก็บข้อมูลดำเนินการทั้งแบบลงพื้นที่และส่งแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการสื่อสารการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการมากที่สุด คือ การขายโดยใช้พนักงาน โดยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การมีรายการโทรทัศน์นำเสนอเอกลักษณ์ท้องถิ่น การจัดทำแผ่นพับ โบชัวร์ และข่าวประชาสัมพันธ์ รองลงมาคือการจัดแถลงข่าวและจัดทำคู่มือท่องเที่ยว อันดับที่สอง คือ การโฆษณา โดยเน้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โปรแกรมนำเที่ยว สื่อวิทยุโทรทัศน์ และป้ายโฆษณา อันดับที่สาม คือ การประชาสัมพันธ์ โดยใช้สื่อโทรทัศน์ แผ่นพับ ข่าว คู่มือ และการแถลงข่าว อันดับที่สี่ คือ การตลาดเชิงกิจกรรม เช่น กิจกรรมตามเทศกาล งานประเพณีศาสนาอิสลาม กิจกรรมตามฤดูกาล และกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ อันดับที่ห้า คือ การตลาดออนไลน์ โดยมีการถ่ายทำรายการของ Youtuber, Influencer, Vlogger การจัดทำเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ และช่องทางการติดต่อซื้อขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียในพื้นที่ฐานวัฒนธรรมมุสลิมของจังหวัดตรัง ซึ่งการศึกษาครั้งนี้มีส่วนในการเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมุสลิมข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธนะวิทย์ เพียรดี เบญจวรรณ ขุนฤทธิ์ จริยา เกิดไกรแก้ว กนกวรรณ ไทยประดิษฐ ภาวินี จริงจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 14 25 สมรรถนะและการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน : มุมมองของผู้บริหารอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292983 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะและการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำนวน 248 คน ใช้การวิจัยเชิงปริมาณเป็นเครื่องมือในการวิจัยในการเก็บข้อมูล แบบสอบถาม มีทั้งหมด 56 ข้อ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านบทบาททางสังคมส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ในทำนองเดียวกันการทำงานเป็นทีม ด้านการตัดสินใจร่วมกันส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และการทำงานเป็นทีม ด้านการสื่อสารกันอย่างเปิดเผย อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.1 ทั้งนี้สมรรถนะและการทำงานเป็นทีมสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเท่ากับ ได้ร้อยละ 54.8 (AdjR<sup>2</sup>=.548) ผลการศึกษาสมรรถนะและการทำงานเป็นทีม พบว่า สมรรถนะและการทำงานเป็นทีมสอดคล้องกับสภาพที่เป็นอยู่ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาบุคคลากร โดยนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยมาช่วยเป็นแนวทางในการวางแผนและส่งเสริมบุคคลากรในการทำงาน</p> ธนธัช เหลืองลาวัณย์ ระบิล พ้นภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 26 38 ภาวะผู้นำของผู้บริหารและคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293507 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบภาวะผู้นำที่ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร 2. สำรวจประสบการณ์และความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อภาวะผู้นำของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา 3. ศึกษาผลของภาวะผู้นำต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 11 คน ซึ่งเป็นบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุนที่มีประสบการณ์การทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ควบคู่กับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ โดยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารใช้ภาวะผู้นำแบบผสมผสานระหว่างภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมและภาวะผู้นำที่มุ่งผลลัพธ์ โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่ไม่เร่งด่วน 2. บุคลากรส่วนใหญ่เห็นว่า ผู้บริหารมีความยืดหยุ่น เอาใจใส่ และสามารถสื่อสารเป้าหมายขององค์กรได้อย่างชัดเจน 3. ภาวะผู้นำของผู้บริหารส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจและคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร ทั้งนี้ การตัดสินใจที่เร่งรีบหรือขาดความชัดเจนอาจสร้างความเครียดให้แก่บุคลากรบางส่วนได้ ผลการศึกษาครั้งนี้มีคุณูปการทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ โดยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงาน และเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การในสถาบันอุดมศึกษาไทย</p> นันท์นภัส ทรงเดชะ นวินดา ต่างจิตร เจษฎา นกน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 39 50 ปัจจัยที่มีผลต่อความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครพนม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/291812 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครพนม และ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม จำนวน 336 คน โดยการหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการคำนวณจากสูตรของยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.984 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครพนม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.94) 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครพนม มีค่าอยู่ระหว่าง 0.710 ถึง 0.841 มีระดับความสัมพันธ์สูง ในทิศทางความสัมพันธ์ทางบวก ซึ่งมีค่าระดับนัยสำคัญที่ 0.01 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในสายงานของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt; 0.001 โดยผลด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ส่งผลสูงที่สุด (β=0.267) รองลงมา คือ ปัจจัยด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (β=0.207) ปัจจัยด้านความรับผิดชอบในงาน (β=0.183) ปัจจัยด้านการยอมรับนับถือ (β=0.162) ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = 0.865 (Adjusted R<sup>2</sup>=0.865)</p> นัยนา ศรีนา จารุกัญญา อุดานนท์ กชกร เดชะคำภู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 51 63 ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292623 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เชิงรุก (Active Mathematical Problem Solving: A-MaPS Model) เรื่องความน่าจะเป็น ประชากรเป็นนักเรียนโรงเรียนขามแก่นนคร จำนวน 235 คน จำนวนห้องเรียน 7 ห้อง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนขามแก่นนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เชิงรุก เรื่องความน่าจะเป็น จำนวน 10 แผน 2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ และ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=15.61, S.D.=1.56) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=5.61, S.D.=2.41) ผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์<br />หลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=16.61, S.D.=0.97) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.97, S.D.=1.24) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เชิงรุกอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.65, S.D.=0.45)</p> ปราณี ถิ่นเวียงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 64 76 การพัฒนาโฮมสเตย์ไทยสู่มาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน โฮมสเตย์บ้านหว้าน ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292395 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาศักยภาพโฮมสเตย์บ้านหว้านและกำหนดแนวทางการพัฒนาสู่มาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1. สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์บ้านหว้าน ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา และนักท่องเที่ยว จำนวน 35 คน และ 2. สมาชิกกลุ่มโฮมสเตย์บ้านหว้าน ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา จำนวน 14 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมิน และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินส่วนที่ 1 ภาพรวมโฮมสเตย์บ้านหว้าน คิดเป็นร้อยละ 55.91 “ไม่ผ่านเกณฑ์” (ผ่าน ≥ 56.25%) โดยเป็นไปตามเกณฑ์ 45 ตัวชี้วัด และไม่เป็นไปตามเกณฑ์ 17 ตัวชี้วัด และผลการประเมินส่วนที่ 2 ภาพรวมบ้านพัก คิดเป็นร้อยละ 21 “ผ่านเกณฑ์” (ผ่าน ≥ 18.75%) โดยเป็นไปตามเกณฑ์ 25 ตัวชี้วัด และไม่เป็นไปตามเกณฑ์ 4 ตัวชี้วัด โฮมสเตย์มีความโดดเด่นด้านกลุ่มโฮมสเตย์ ด้านที่พัก กิจกรรมการท่องเที่ยว ทำเลที่ตั้ง และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ มีข้อควรปรับปรุง ด้านสุขอนามัยและการรักษาความสะอาด กิจกรรมแวดล้อม การจัดการ การตลาดและการประชาสัมพันธ์ ความปลอดภัยในกิจกรรมการท่องเที่ยว และความยั่งยืนด้านสังคม แนวทางการพัฒนาโฮมสเตย์บ้านหว้านสู่มาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน โมเดล “HAMMSS” ประกอบด้วย Hygiene and Cleanliness สุขอนามัยและการรักษาความสะอาด Activities กิจกรรมการท่องเที่ยว Management การจัดการ Marketing and Promotion การตลาดและการประชาสัมพันธ์ Safety and Security ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย และ Sustainability ความยั่งยืน</p> พิมพิลา คงขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 77 90 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/291153 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 และ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 จำนวน 172 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.20) 2. การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.44) 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &lt; 0.001 มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .263 (Adjusted R<sup>2 </sup>= .263)</p> วิมลรัตน์ วงค์หนายโกฏ จารุกัญญา อุดานนท์ กชกร เดชะคำภู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 91 104 ภาวะผู้นำเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293423 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 3. นำเสนอภาวะผู้นำเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้วิจัยได้กำหนดรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 8 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะ และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ 0.903 เพื่อยืนยันองค์ความรู้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ จำนวน 134 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.05) 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ พบว่า ภาวะผู้นำส่งผลต่อการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สามารถอธิบายความแปรปรวน 67.2% (R<sup>2 </sup>= 0.672) 3. ภาวะผู้นำเชิงพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาการกำกับดูแลระบบราชการของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ พบว่า ด้านจักขุมา มีปัญญารู้จักมองการณ์ไกล มีการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์รอบด้าน และการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ด้านวิธูโร จัดการธุระได้อย่างมีความเชี่ยวชาญ มีการส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ การพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะอย่างเหมาะสม และการมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิผล ด้านนิสสยสัมปันโน ความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมีการพัฒนาการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี มีความโปร่งใส กระบวนการสื่อสารภายในองค์กรที่ดี และการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน</p> อธิภัทร ไชยศร วัชรินทร์ ชาญศิลป์ เติมศักดิ์ ทองอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 105 118 การเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำและโปร่งใสในการขับเคลื่อนกลไกระบบกองทุนบัยตุลมาล (Baitul Mal) ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลพร้อมใช้ในจังหวัดปัตตานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292251 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันในการจัดการกองทุนบัยตุลมาล (Baitul Mal) และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำและโปร่งใสและเพื่อเพิ่มสมรรถนะของนวัตกรชุมชนให้มีทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการการเงินของกองทุน<br />บัยตุลมาลในการแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเป้าหมาย การศึกษานี้ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ด้วยกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 25 คน มีพื้นที่เป้าหมาย 5 ชุมชน ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ประกอบด้วยชุมชนละ 5 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบบเจาะจง (มัสยิดและคณะกรรมการกองทุนบัยตุลมาล) ใช้แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติความพึงพอใจในการใช้แอปพลิเคชันจากค่า t และ p-value</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้วิจัยได้พัฒนาแอปพลิเคชันทั้ง 5 พื้นที่เป้าหมาย ประกอบด้วย 2 ระบบ คือ ระบบบันทึกรายรับรายจ่ายของกองทุนผ่านแอปพลิเคชันและระบบการนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายรับรายจ่ายของมัสยิดเพื่อสร้างความโปร่งใส ผลการอบรมสมรรถนะของนวัตกรชุมชนพบว่าหลังจากการอบรมการใช้แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการด้านความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนบัยตุลมาลในทุกด้าน โดยเฉพาะทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของคณะกรรมการกองทุนเพิ่มขึ้นจาก 2.25 เป็น 4.25 การจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลจาก 1.95 เป็น 3.90 และการเลือกใช้เครื่องมือ Data Visualization จาก 1.85 เป็น 4.41 ก่อนการอบรม กลุ่มตัวอย่างมีระดับทักษะที่ค่อนข้างต่ำในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแต่หลังจากการอบรมมีทักษะดังกล่าวเพิ่มขึ้น ค่า t = 7.02 และ p-value &lt; 0.05 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทักษะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p> เฟาซาน มาปะ สาฮีดัน อับดุลมานะ อับดุลฟาตะห์ มะสาแม มะรอนิง อุเซ็ง สุอัยดา บือแน นูรุลฮุสนา อับดุลลาฎีฟ บุรฮาน สาและ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 119 133 ปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293026 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทของอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2. ศึกษากฎหมายของราชอาณาจักรไทยและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทของอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 3. ศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทของอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 4. หาแนวทางเสนอแนะปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทของอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และการวิจัยนี้เป็นเชิงคุณภาพ ใช้วิเคราะห์เอกสารและเปรียบเทียบกฎหมายไทยและต่างประเทศ วิเคราะห์เอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิ และสรุปผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้อพิพาททางแพ่งที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2550 ถือว่าน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ที่กำหนดจำนวนทุนทรัพย์ จำนวน 5,000,000 บาท หรือสูงกว่านี้ได้ตามพระราชกฤษฎีกา 2. ความผิดอาญาลหุโทษ แม้ไม่ร้ายแรงแต่ไม่อาจยอมความได้ ควรเปิดโอกาสให้ไกล่เกลี่ยได้ กฎหมายบางฉบับ เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 รวมทั้งกฎกระทรวง พ.ศ. 2553 ให้อำนาจไกล่เกลี่ยในความผิดลหุโทษบางกรณี ยกเว้นความผิดเกี่ยวกับเพศ และไม่กระทบประโยชน์สาธารณะ 3. อายุความไม่สะดุดหยุดลง หากคณะผู้ไกล่เกลี่ยสั่งยุติเรื่องตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2553 ถือว่าไม่เคยรับคำร้อง ทำให้ระหว่างการไกล่เกลี่ยอายุความยังเดินต่อ อาจเสียสิทธิฟ้องของเจ้าหนี้ 4. อำเภอไม่ได้นำพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาบังคับใช้ หากนำมาใช้จะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมากยิ่งขึ้น</p> พระนิวัฒน์ จนฺทสาโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 134 146 รูปแบบการพัฒนาตนเองของบุคลากรมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/291778 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพและปัญหาการพัฒนาตนเองของบุคลากรมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2. สร้างรูปแบบการพัฒนาตนเองของบุคลากรมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ 3. เสนอรูปแบบการพัฒนาตนเองของบุคลากรมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานเจ้าหน้าที่ จำนวน 55 คน สัมภาษณ์เชิงลึกระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส จำนวน 20 คน และสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จำนวน 9 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บุคลากรมีสภาพการพัฒนาตนเองแตกต่างกันตามอายุ รายได้ และประสบการณ์การทำงานในองค์กร มีปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบการพัฒนาตนเองของบุคลากร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านบรรยากาศองค์กร ด้านการมองเห็นตัวตน และด้านความต้องการ 2. รูปแบบการพัฒนาตนเองของบุคลากรมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกอบด้วย 6 ประการ คือ การเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ยอมรับและปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี พร้อมรับการพัฒนา ใส่ใจสุขภาพ เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรและพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป และ 3. รูปแบบมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปใช้ในองค์กร ผลการวิจัยสอดคล้องกับทฤษฎีการพัฒนาตนเองและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในส่วนของปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาตนเองของบุคลากรและการพัฒนาตนเอง 6 ประการที่ค้นพบ ครอบคลุมทฤษฎีการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้จากประสบการณ์ การยอมรับเทคโนโลยี จิตวิทยาบุคลิกภาพ ลำดับความต้องการ การเรียนรู้แบบวงจรคู่ การวินิจฉัยตนเอง แนวคิดการมีจิตใจเปิดกว้าง แนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวม และแนวคิดความปลอดภัยทางจิตใจ จากการศึกษาวิจัยทำให้ทราบถึงความสำคัญของการวางแผนการพัฒนาบุคลากร และนำรูปแบบการพัฒนาตนเองของบุคลากรไปใช้ในการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาบุคลากรในอนาคตต่อไป</p> กุลรุจี สวัสดิกุล เจษณี บุตรดำ นิธิเดช คูหาทองสัมฤทธิ์ พีสสลัลม์ ธำรงศ์วรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 147 160 ความท้าทายและโอกาสในการศึกษาธุรกิจดิจิทัลในมหาวิทยาลัยเอกชนของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293198 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งสำรวจความท้าทายและโอกาสของการศึกษาธุรกิจดิจิทัลในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการรู้เท่าทันดิจิทัล การยอมรับการเรียนการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) แนวปฏิบัติทางการสอน และการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับคณาจารย์และนักศึกษาจำนวน 15 ท่าน ควบคู่กับการวิเคราะห์เอกสารหลักสูตรและนโยบายของสถาบัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์เนื้อหาได้ระบุประเด็นสำคัญ 3 ประการที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ประการแรก ระดับความรู้เท่าทันดิจิทัลที่ไม่สม่ำเสมอทั้งในกลุ่มคณาจารย์และนักศึกษา สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาการฝึกอบรมที่ตรงประเด็นและนวัตกรรมด้านหลักสูตร ประการที่สอง แม้ว่าระบบ e-learning จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและการมีส่วนร่วม แต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเชื่อมต่อที่ไม่เสถียร การเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำกัด และการใช้แพลตฟอร์มที่ไม่สอดคล้องกัน ยังคงเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิผล ประการที่สาม แนวปฏิบัติทางการสอนสะท้อนทัศนคติที่หลากหลาย ตั้งแต่วิธีการเชิงนวัตกรรมไปจนถึงความลังเล โดยเฉพาะในประเด็นการบูรณาการ AI แม้มีข้อจำกัดดังกล่าว แต่ก็พบโอกาสในด้านการพัฒนาวิชาชีพคณาจารย์ ความร่วมมือกับผู้ให้บริการเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานบนระบบคลาวด์ และการปรับการเรียนรู้ให้เป็นรายบุคคลด้วย AI ผลการวิจัยนี้ช่วยขยายการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในระดับอุดมศึกษา โดยเชื่อมโยงการถกเถียงระดับโลกเรื่อง Education 5.0 และ Society 5.0 เข้ากับบริบทของมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทย ตอกย้ำความสำคัญของการจัดให้การลงทุนทางเทคโนโลยีสอดคล้องกับความพร้อมทางการสอนและกรอบจริยธรรม</p> หยวนหยวน เหริน ญาณภัทร แสงชาติ วราภรณ์ บุญญจักร์ ศุภากร สุรดินทร์กูร ฤกษ์ชัย พลศรี ทัศนีย์ แก้วงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 161 171 การประยุกต์ใช้โมเดล CDIO ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาการจัดการการท่องเที่ยว : การศึกษาเชิงคุณภาพ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/293045 <p>บทความวิจัยนี้ศึกษาการประยุกต์ใช้โมเดล Conceive - Design - Implement - Operate (CDIO) ในหลักสูตรระดับปริญญาตรีสาขาการจัดการการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นประสิทธิผลของกรอบดังกล่าวในการเชื่อมโยงการเรียนรู้เชิงทฤษฎีกับทักษะเชิงปฏิบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน ซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาตรี ควบคู่กับการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงร่างหลักสูตรและนโยบายของสถาบัน การวิเคราะห์เนื้อหาพบประเด็นหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการหลักการ CDIO ในหลักสูตร การพัฒนาทักษะดิจิทัลและความสามารถที่ขับเคลื่อนด้วย AI การส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และความท้าทายในการดำเนินการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดล CDIO ช่วยจัดโครงสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ทำให้นักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ ออกแบบ และประยุกต์ใช้แนวทางการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านการบริการลูกค้าที่เสริมด้วย AI ระบบการท่องเที่ยวอัจฉริยะและการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน ส่วนประกอบเชิงประสบการณ์ เช่น การฝึกงาน กรณีศึกษา และการจำลองสถานการณ์ มีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ความยืดหยุ่น และการคิดเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบอุปสรรคบางประการ ได้แก่ ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีที่จำกัด ข้อจำกัดด้านเวลา และความแตกต่างในการนำไปใช้ของคณาจารย์ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการสนับสนุนและการลงทุนจากสถาบัน การวิจัยนี้มีส่วนขยายองค์ความรู้โดยแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้กรอบ CDIO นอกเหนือจากสาขาวิศวกรรมศาสตร์ไปสู่สาขาที่เน้นการบริการ ตอกย้ำถึงความสำคัญของกรอบดังกล่าวในการพัฒนาบัณฑิตด้านการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมต่ออุตสาหกรรมและทักษะดิจิทัลที่ทันสมัย ผลการวิจัยยังให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่ผู้พัฒนาหลักสูตร นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบาย โดยเน้นว่า CDIO เป็นกรอบแนวคิดที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงการศึกษาด้านการท่องเที่ยวกับความต้องการของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ยู ซู ญาณภัทร แสงชาติ ทรงกฤต ตรีรัตน์พิจารณ์ ศุภศักดิ์ บุญดี สุทธิพร ชินะผา อธิพล ศาสตรานรากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 172 184 การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาชุมชนด้านประติมากรรมฮุยซู่ : การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292659 <p>การวิจัยนี้มุ่งเน้นความสัมพันธ์เชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างการสืบทอดที่มีชีวิตของ ประติมากรรมฮุยซู่ (Gray Sculpture) กับการพัฒนาวัฒนธรรมชุมชน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ในชุมชนหลงโถว เขตฮวาตู เมืองกว่างโจว การวิจัยดำเนินไปตามวงจรสามรอบของการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต การสะท้อนผล ร่วมกับผู้อยู่อาศัยในชุมชน ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ผู้ทำงานชุมชน และนักวิจัย เพื่อพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาชุมชนเกี่ยวกับประติมากรรมฮุยซู่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นกรอบหลักสูตรสี่มิติ ได้แก่ ความเข้าใจทางวัฒนธรรม การฝึกทักษะ การประยุกต์เชิงนวัตกรรม การเผยแพร่สู่ชุมชน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเข้าใจของผู้อยู่อาศัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมประติมากรรมฮุยซู่ เพิ่มพูนทักษะและเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้มีกิจกรรมวัฒนธรรมของชุมชนถี่ขึ้นและเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน อันนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการสืบทอดทางวัฒนธรรมที่เกิดจากความร่วมมือของผู้อยู่อาศัย ผู้สืบทอด ชุมชน การศึกษานี้ยืนยันว่า หลักสูตรการศึกษาชุมชนเกี่ยวกับประติมากรรมฮุยซู่ที่พัฒนาบนพื้นฐานของ PAR สามารถกระตุ้นความเป็นเจ้าของทางวัฒนธรรมของผู้อยู่อาศัย และบรรลุการเสริมพลังซึ่งกันและกันระหว่างการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตกับการสะสมทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนได้</p> จาง หรูฟาง จันทนา คชประเสริฐ ภรดี พันธุภากร ชูศักดิ์ สุวิมลเสถียร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 14 6 185 198