https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/issue/feed
วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
2026-04-25T11:06:23+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี บุญเรือง
journal.ssr@mcu.ac.th
Open Journal Systems
วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295785
อคติ 4 กับบทบาทในการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
2025-11-24T13:03:56+07:00
พระณัฐพงษ์ ญาณเมธี (ไกรเทพ)
nattapongsongsam@gmail.com
<p>ความน่าเชื่อถือ (Credibility) คือ หัวใจสำคัญของตำแหน่งทางการเมือง แต่บ่อยครั้งที่การตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองถูกบิดเบือนด้วย “อคติ 4” ซึ่งเป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาที่กล่าวถึงเหตุแห่งความลำเอียง อันได้แก่ ฉันทาคติ (รักใคร่), โทสาคติ (โกรธแค้น), โมหาคติ (เขลา, หลง), และภยาคติ (กลัว) อคติเหล่านี้มีบทบาทโดยตรงในการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากไม่ได้รับการควบคุมและตระหนักถึงอย่างแท้จริง ฉันทาคติ หรือความลำเอียงเพราะความรักชอบ เมื่อนักการเมืองใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ญาติสนิท หรือกลุ่มทุนที่สนับสนุนตนเอง โดยละเลยประโยชน์สาธารณะ การกระทำเช่นนี้เป็นการทำลายหลักการความเสมอภาค โทสาคติ ซึ่งเป็นความลำเอียงเพราะความโกรธแค้นหรือเกลียดชัง การตัดสินใจลงโทษหรือกีดกันคู่แข่งทางการเมือง หรือฝ่ายที่เห็นต่าง ด้วยอารมณ์ส่วนตัว แทนที่จะอ้างอิงหลักการ กฎหมาย หรือเหตุผล ถือเป็นการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมและแสดงถึงวุฒิภาวะที่บกพร่องของผู้นำ โมหาคติ หรือความลำเอียงเพราะความเขลา ไม่รู้จริง เป็นอคติที่เกิดขึ้นเมื่อผู้นำตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือด้วยความเชื่อส่วนตัวโดยปราศจากการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างรอบด้าน สุดท้ายคือ ภยาคติ ความลำเอียงเพราะความกลัว ผู้นำที่ตัดสินใจตามแรงกดดันจากกลุ่มอำนาจมืด กลุ่มผลประโยชน์ หรือแม้แต่ความกลัวที่จะสูญเสียตำแหน่ง โดยยอมแลกกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ย่อมเป็นผู้นำที่ขาด ความกล้าหาญ และ ความซื่อสัตย์ บทบาทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ การทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินที่เป็นกลาง ผู้ที่ยึดมั่นใน ธรรมาธิปไตย (การถือธรรมเป็นใหญ่) และตระหนักรู้ถึงอคติ 4 และพยายามควบคุมมันได้เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างและรักษา ความน่าเชื่อถือ ในฐานะผู้นำที่ยุติธรรม มีเหตุผล มีความสามารถ และกล้าหาญไว้ได้ในระยะยาว เพราะความน่าเชื่อถือไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือผลรวมของการกระทำที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/296358
การบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสู่การบริหารภาครัฐยุคใหม่
2025-12-16T08:07:52+07:00
ณัชชาวีล์ วาณิชย์สุรางค์
6701104238@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ปัญหาและนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อรับมือกับบริบทแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีความคาดหวังจากประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น อปท. จำนวนมากยังคงติดอยู่ในรูปแบบการบริหารจัดการแบบดั้งเดิม ซึ่งนำไปสู่การขาดประสิทธิภาพและปัญหาธรรมาภิบาลที่เรื้อรัง ปัญหาหลักที่วิเคราะห์ครอบคลุมสองมิติสำคัญ คือ ปัญหาด้านองค์กรและประสิทธิภาพปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่ร้ายแรงจากการบริหารแบบพรรคพวกมากินมากกว่าจัดการองค์การ ซึ่งรวมถึงการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ในการแต่งตั้งและการจัดซื้อจัดจ้าง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่บิดเบือนการตัดสินใจสาธารณะ การปฏิรูปจึงต้องมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่หลักการ ธรรมาภิบาลภาครัฐแนวใหม่ โดยมีกลยุทธ์หลัก คือภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ และการปกครองแบบมีส่วนร่วม การนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจังจะช่วยให้ อปท. กลายเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และเป็นที่เชื่อถือของสาธารณะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อความต้องการของพลเมืองในศตวรรษที่ 21</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297019
แนวทางการพัฒนาสมรรถนะความเป็นผู้ประกอบการ สำหรับผู้เรียนวิทยาลัยชุมชน
2026-01-03T11:15:09+07:00
วัชรพงษ์ พนิตธำรง
visionwpg@hotmail.com
ศักดิ์ชัย นิรัญทวี
visionwpg@hotmail.com
อัจฉรา วัฒนาณรงค์
visionwpg@hotmail.com
ธารินทร์ รสานนท์
visionwpg@hotmail.com
<p>วิทยาลัยชุมชนเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอนระดับต่ำกว่าปริญญาที่มีหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการในการประกอบอาชีพของชุมชนโดยมีวิทยาลัยชุมชนในประเทศไทย จำนวน 20 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งยุทธศาสตร์และทิศทางการบริหารงานของวิทยาลัยชุมชนกำหนดให้ส่งเสริมผู้เรียนให้เป็นผู้ประกอบการพร้อมทั้งได้รับการจ้างงานกับตลาดแรงงานที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน ซึ่งต้องมีการพัฒนาสมรรถนะความเป็นผู้ประกอบการทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ที่เหมาะสมต่อการนำไปเป็นผู้ประกอบการหลังสำเร็จการศึกษา การพัฒนาสมรรถนะความเป็นผู้ประกอบการสำหรับผู้เรียนวิทยาลัยชุมชนประกอบไปด้วยการพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรการจัดทำสื่อการเรียนการสอน และการศึกษาดูงานสถานประกอบการ เป็นต้น โดยเนื้อหาที่ใช้สำหรับพัฒนาผู้เรียนเกี่ยวข้องกับ กลยุทธ์การตลาด การสร้างแรงจูงใจ การบริหารการเงิน การสร้างทีมงาน ภาวะความเป็นผู้นำ และการพัฒนานวัตกรรม เป็นต้น</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297185
การวิเคราะห์พลวัตความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองผ่านกรอบวรรณกรรมเชิงทฤษฎี
2026-01-27T13:45:54+07:00
อเนก สุขดี
anek.s@psru.ac.th
<p>บทความนี้เป็นการศึกษาวิเคราะห์พลวัตความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองโดยใช้การสังเคราะห์วรรณกรรมเชิงทฤษฎีด้านเศรษฐกิจการเมืองเป็นฐานในการศึกษา ผ่านระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและการวิเคราะห์เอกสารวิชาการ ซึ่งครอบคลุมแนวคิดเศรษฐกิจการเมืองกระแสหลัก แนวคิดมาร์กซิสต์ และสถาบันนิยมใหม่เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับบริบททางโครงสร้างทั้งในระดับสากลและประเทศไทย ผลการวิเคราะห์พบว่า พรรคการเมืองมิได้เป็นเพียงองค์กรแข่งขันเพื่อแสวงหาอำนาจรัฐ หากแต่ทำหน้าที่เป็นจุดประสานเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ตลาด และสังคมโดยพฤติกรรมเชิงองค์กรและยุทธศาสตร์ทางการเมืองถูกกำกับด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างสามมิติ ได้แก่ 1. มิติเชิงสถาบันและประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาแบบพึ่งพิงเส้นทาง 2. มิติความสัมพันธ์ทางชนชั้นที่กำหนดบทบาทของพรรคทั้งในฐานะเครื่องมือของชนชั้นนำหรือพื้นที่ต่อรองเชิงการกระจายทรัพยากร และ 3. มิติการจัดสรรทรัพยากรบนฐานชาติพันธุ์ซึ่งกำหนดรูปแบบการแข่งขันและการเข้าถึงผลประโยชน์เชิงนโยบาย ในบริบทประเทศไทย พลวัตดังกล่าวสะท้อนผ่านระบบพรรคการเมืองที่มีลักษณะเป็นสถาบันลูกผสมซึ่งพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์และอิทธิพลของทุน อันก่อให้เกิดความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างระหว่างชนชั้นนำทางเศรษฐกิจกับประชาชนฐานราก ผลการศึกษาชี้ว่า การสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการจัดสรรทรัพยากรเชิงประชานิยมระยะสั้นไปสู่การพัฒนาสถาบันรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อปรับสมดุลอำนาจต่อรองทางสังคม</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294760
การบริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ
2025-11-12T09:54:51+07:00
ศิริชัย คชวงษ์
nueng11_28@hotmail.com
มัทนา วังถนอมศักดิ์
nueng11_28@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งเสนอการบริหารสถานศึกษาเพื่อยกระดับให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนผู้เรียนให้ก้าวไปสู่สังคมที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าของสถานศึกษาต้องอาศัยกระบวนการบริหารที่เป็นระเบียบแบบแผน เพื่อให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ กระบวนการบริหารสถานศึกษาจึงเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากร นักเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สถานศึกษาเป็นที่ยอมรับและได้มาตรฐาน โรงเรียนคุณภาพคือสถานศึกษาที่มีคุณภาพและศักยภาพที่ดี มีการบริหารจัดการที่ดี มุ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียน และพัฒนาผู้เรียนในหลากหลายรูปแบบตามความสนใจ การบริหารสถานศึกษาที่ดีต้องมีคุณลักษณะที่เหมาะสม มีการกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีกระบวนการบริหารสถานศึกษาที่หลากหลาย ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำ ครูผู้สอนมีศักยภาพ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294685
จริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสถาบันอุดมศึกษา: กรอบแนวทางสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์
2025-10-23T15:50:58+07:00
วิไลวรรณ ทองใบอ่อน
wthongbaion@gmail.com
<p>การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เข้าสู่แวดวงอุดมศึกษาก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายทางจริยธรรมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์ประเด็นท้าทายเชิงจริยธรรมที่สำคัญจากการใช้ AI ในการเรียนการสอนและการวิจัย และ 2. เสนอกรอบแนวทางเชิงจริยธรรม ที่เป็นรูปธรรมสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ การทบทวนวรรณกรรมพบว่า ความท้าทายหลัก ได้แก่ ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ อคติในอัลกอริทึม ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และการลดทอนทักษะการคิดขั้นสูง เพื่อรับมือกับประเด็นเหล่านี้ จึงได้พัฒนากรอบแนวทาง 5 มิติ ได้แก่ 1. ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ 2. ความซื่อสัตย์ทางวิชาการในยุคดิจิทัล 3. ความเสมอภาคและความเป็นธรรม 4. การปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัว และ 5. การเรียนรู้โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง กรอบแนวทางนี้มุ่งสร้างวัฒนธรรมการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ สร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297392
ธรรมาธิปไตย : แนวคิดรัฐศาสตร์เชิงพุทธ
2026-01-21T11:01:04+07:00
วรภัทร วิทยธรรมากุล
vorapat_pan@nstru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” โดยมุ่งศึกษาฐานคัมภีร์ แนวคิดของนักวิชาการ และแนวทางการประยุกต์ใช้ในบริบทการเมืองไทย เพื่อยกระดับคุณภาพของประชาธิปไตยผ่านกรอบรัฐศาสตร์เชิงพุทธ ผลการศึกษาพบว่า หลักธรรมาธิปไตยตามพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในอาธิปเตยยสูตรและจักกวัตติสูตร เป็นหนึ่งในอธิปไตยสามประการ ได้แก่ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธรรมาธิปไตย ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การ “ถือธรรมเป็นใหญ่” โดยครอบคลุมทั้งระดับกฎเกณฑ์กติกาที่ชอบธรรม และระดับความจริง ความถูกต้องดีงาม และประโยชน์สุขของส่วนรวม อันเป็นหลักที่ใช้กำกับการตัดสินใจและการใช้อำนาจของผู้นำและบุคคลทั่วไป บทความนี้ได้เสนอองค์ความรู้ใหม่โดยพัฒนาแนวคิดธรรมาธิปไตยออกเป็นสองระดับ ได้แก่ ธรรมขั้นต้นและธรรมขั้นสูง และแปลงเป็นกลไกทางการเมืองสองประการ คือ “นิติธรรมวิธี” ซึ่งเป็นการตรวจสอบตามกฎหมายและกติกา และ “ธรรมิกวิธี” ซึ่งเป็นการตรวจสอบด้วยหลักความถูกต้องดีงามและประโยชน์ส่วนรวม โดยแผนภาพองค์ความรู้ที่นำเสนอถือเป็นข้อค้นพบสำคัญของบทความ เนื่องจากแสดงโครงสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างระบบกฎหมายกับจิตสำนึกทางคุณธรรม เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืน ข้อเสนอแนะเพื่อการบูรณาการธรรมาธิปไตยให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตยไทยควรมุ่งพัฒนาทั้งโครงสร้างทางกฎหมายและการเสริมสร้างคุณธรรมของผู้ใช้อำนาจควบคู่กัน โดยข้อเสนอสำคัญ คือ การใช้กรอบ “นิติธรรมวิธี–ธรรมิกวิธี” เป็นเครื่องมือในการประเมิน ตรวจสอบ และพัฒนาการเมืองไทย เพื่อให้ประชาธิปไตยเป็นทั้งระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความชอบธรรมทางศีลธรรมอย่างแท้จริง</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/292898
พลิกโฉมบริการภาครัฐไทย : นวัตกรรมเพื่อคุณภาพประชาชน
2025-09-16T18:08:15+07:00
พงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์
6701104235@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์ นวัตกรรมบริการภาครัฐไทย เพื่อพลิกโฉมบริการ และยกระดับคุณภาพประชาชน สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีตัวอย่างของการพัฒนางานบริการที่โดดเด่น ซึ่งสะท้อนการนำแนวคิด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเหล่านี้รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการ เช่น แพลตฟอร์มบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ การปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลา เช่น การลดเอกสารและเวลารอคอย และการสร้างช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบและประเมินบริการ เช่น การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะผ่านช่องทางที่หลากหลาย การวิเคราะห์กรณีตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจ ความต้องการของผู้รับบริการ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมอย่างเหมาะสม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและมุ่งเน้นการส่งมอบบริการที่ดีขึ้น การศึกษานี้จะฉายภาพแนวทางการพลิกโฉมการให้บริการ เพื่อให้ภาครัฐสามารถสร้างคุณภาพประชาชน และคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทยได้อย่างแท้จริง</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297244
การเมืองดิจิทัล : อธิปไตยถูกท้าทายในยุคข้อมูลเสรี
2026-01-22T10:19:50+07:00
รัฐชญา วัฒนกุล
6701104217@mcu.ac.th
<p>บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับพลวัตของการเมืองดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงพลวัตของอำนาจและท้าทายแนวคิดเรื่องอธิปไตยของรัฐในยุคข้อมูลเสรี บทความนี้วิเคราะห์พลวัตของการเมืองดิจิทัล ในฐานะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง มิใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ ที่ส่งผลต่อทั้งผู้มีอำนาจ ประชาชน และรัฐโดยรวม ในส่วนของการวิเคราะห์ที่สำคัญของการเมืองดิจิทัลสองประการ ประการแรก คือ การขยายตัวของพื้นที่สาธารณะดิจิทัลที่ทำให้ประชาชนเป็นพลเมืองเน็ตและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ประการที่สอง คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสารและการบริโภคข้อมูลที่นำไปสู่ห้องเสียงสะท้อนและฟองอากาศตัวกรองซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง นอกจากนี้ ยังนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมเพื่อรักษาอธิปไตยของรัฐในบริบทนี้ห้าประการ ได้แก่ การพัฒนากฎหมายและกรอบการกำกับดูแลที่ทันสมัย เช่น กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและการควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล การเสริมสร้างความรู้เท่าทันดิจิทัลและการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แก่ประชาชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลบิดเบือน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำกับดูแลและรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก และสุดท้าย การสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการควบคุมเนื้อหาที่เป็นอันตรายอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ การรับมือกับความท้าทายนี้ต้องอาศัยการปรับตัวและการบูรณาการแนวทางที่รอบด้านจากรัฐ เพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยในภูมิทัศน์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297223
การจัดการภาครัฐเชิงบูรณาการกับภาวะผู้นำท้องถิ่นในยุคดิจิทัล
2026-01-12T13:21:23+07:00
อรัญญา ชูโอชา
6701104220@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐเชิงบูรณาการ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับสมรรถนะของผู้นำท้องถิ่นในการบริหารจัดการข้ามหน่วยงาน ท่ามกลางบริบทการปฏิรูประบบราชการสมัยใหม่ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอันซับซ้อน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบริหารงานแบบแยกส่วนตามภารกิจเดิมไม่สามารถตอบโจทย์<br />การพัฒนาพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จจึงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนสมรรถนะหลักของผู้นำท้องถิ่น จากบทบาทผู้ใช้อำนาจสั่งการสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกและนักสร้างเครือข่ายที่มีขีดความสามารถสูงในการประสานภารกิจร่วมกัน ผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมีสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ในการประยุกต์ใช้ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ลดความซ้ำซ้อนของโครงการและงบประมาณ ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และจริยธรรมข้อมูลเพื่อสร้างความไว้วางใจจากภาคประชาชน องค์ความรู้ใหม่ที่สังเคราะห์ได้ คือ “โมเดลผู้นำแบบตัวกลางประสานพลัง” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการร้อยเรียงศักยภาพของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ อันจะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรและการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่เอื้อต่อการทำงานข้ามหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลในยุคดิจิทัล</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297361
ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลกับบทบาทในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรสู่การเปลี่ยนผ่านในศตวรรษที่ 21
2026-02-18T10:24:36+07:00
ธนวุฒิ สุนทรเดชา
tanawut.soontorndacha@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลและ 2. บทบาทของผู้นำในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรสู่การเปลี่ยนผ่านในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลต่อรูปแบบการทำงานและการบริหารจัดการองค์กรอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การศึกษาอาศัยการทบทวนบทความ เอกสาร แนวคิดและบทวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในลักษณะของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงทักษะทางเทคนิค แต่เป็นกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยการสร้าง “วิสัยทัศน์ดิจิทัล” และการปรับเปลี่ยน “กรอบวิธีคิดดิจิทัล” เพื่อเพิ่มประสิทธิผลขององค์กร ผู้นำต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนการเปลี่ยนแปลง” ที่เข้าใจทั้งระบบเทคโนโลยีและจิตวิทยาองค์กร โดยมุ่งเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล” เพื่อส่งเสริมความคล่องตัวและนวัตกรรม นอกจากนี้ บทบาทของผู้นำในบริบทองค์กรไทยมีความแตกต่างกันตามขนาดขององค์กร โดยผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ต้องเน้นการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบและวัฒนธรรมในวงกว้าง ในขณะที่ผู้นำองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องเน้นความคล่องตัวและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ฉับไว ข้อเสนอเชิงแนวคิดจากบทความนี้สามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาภาวะผู้นำให้เหมาะสมกับบริบทการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรไทยอย่างยั่งยืน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298979
บทบาทผู้บริหารท้องถิ่นในการจัดการภาครัฐสมัยใหม่
2026-03-27T14:11:14+07:00
ณัฐวัฒน์ ปริยพาณิชย์
6701104205@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอและวิเคราะห์บทบาทของผู้บริหารท้องถิ่นภายใต้บริบทการจัดการภาครัฐสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศจากระดับฐานราก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บทบาทของผู้บริหารท้องถิ่นในยุคปัจจุบันต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การเปลี่ยนจากผู้ใช้อำนาจสั่งการตามลำดับชั้นไปสู่การเป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือพหุภาคี โดยทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการประสานพลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร การบริหารจัดการองค์กรที่ยึดถือผลสัมฤทธิ์เป็นหลักผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการบริหารฐานข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ความโปร่งใส และความแม่นยำในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน การเป็นนักสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคมที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าสาธารณะ โดยต้องมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและสามารถปรับตัวให้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การจัดการภาครัฐยุคใหม่ในระดับท้องถิ่นจึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามระเบียบราชการ การสร้างระบบนิเวศการบริหารจัดการที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นในลักษณะหุ้นส่วนการพัฒนา การปรับตัวของผู้บริหารท้องถิ่นตามแนวทางดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในโลกยุคไร้พรมแดน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295235
ปัจจัยที่มีผลต่อระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดบุรีรัมย์
2025-11-09T01:03:19+07:00
จุติพร ภักดีนรินทร์
670426070008@bru.ac.th
ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ
670426070008@bru.ac.th
วิษณุ ปัญญายงค์
670426070008@bru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 2. ศึกษาระดับปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของ (อพม.) 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของ (อพม.) 4. ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของ (อพม.) และ 5. เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของ (อพม.) กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 364 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า <br />5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านจริยธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานกับสมรรถนะการปฏิบัติงาน พบว่า ปัจจัยทั้ง 3 ด้าน (ด้านจริยธรรม ด้านองค์ความรู้ และด้านความสามารถและทักษะการปฏิบัติงาน) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสมรรถนะการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยด้านความสามารถและทักษะการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์สูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านองค์ความรู้ ส่วนด้านจริยธรรมมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง การศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยทั้ง 3 ด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์สมรรถนะการปฏิบัติงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่า R = .875 แสดงถึงความสัมพันธ์รวมกันในระดับสูง โดยปัจจัยด้านความสามารถและทักษะการปฏิบัติงานมีอิทธิพลมากที่สุดตามด้วยปัจจัยด้านองค์ความรู้ และปัจจัยด้านจริยธรรมไม่พบอิทธิพลทางสถิติที่มีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงาน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/296953
การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารตามทัศนะของครูในโรงเรียน เขตคุณภาพที่ 16 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2
2026-01-03T11:21:19+07:00
ภัทรวดี แฉกกลาง
pattarawadeklang@gmail.com
อัศวิน เสนีชัย
pattarawadeklang@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารตามทัศนะของครูในโรงเรียน เขตคุณภาพที่ 16 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 และ 2. เปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารตามทัศนะของครูในโรงเรียน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยประชากร ได้แก่ ครูในโรงเรียนเขตคุณภาพที่ 16 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 160 คน กลุ่มตัวอย่างกำหนดตามตารางเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 113 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และดำเนินการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารตามทัศนะของครูในโรงเรียน โดยภาพรวมและรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ หลักความคุ้มค่า รองลงมาคือ หลักการมีส่วนร่วม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ หลักความโปร่งใส และ 2. ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลจำแนกตามเพศ และอายุ พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่การจำแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงานพบว่าโดยรวมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297165
การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคก้าวไกล : ศึกษากรณีการเลือกตั้งทั่วไป ปี พ.ศ. 2566
2026-01-12T13:37:50+07:00
ปิยนุช พาณิชย์พิศาล
nancylovesnyc@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาถึงบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อกระบวนการสื่อสารทางการเมืองของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566 และ 2. ศึกษาถึงกลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคก้าวไกล ผ่านกรอบแนวคิดการตลาดทางการเมือง ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารพรรค กลุ่ม ส.ส.ในพื้นที่ กลุ่ม ส.ส. พรรคการเมืองอื่น และกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1. การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) 2. การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และ 3. เอกสารจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ กรอบในการวิเคราะห์ใช้ทฤษฎีการสื่อสารทางการเมืองของ ไบรอัน แมคแนร์ ( Brian McNair ) ทฤษฎีการตลาดทางการเมืองของบรูซ ไอ นิวแมน (Bruce I. Newman) และแนวคิดการสื่อสารทางการเมืองผ่านสื่อใหม่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บริบททางการเมืองในช่วงเวลานั้นส่งผลต่อการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคก้าวไกลให้ผู้เลือกตั้งตัดสินใจเลือกพรรคเข้ามาเป็นเสียงข้างมากเพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ บริบทดังกล่าวพรรคก้าวไกลนำมาใช้ให้เกิดความได้เปรียบในการรณรงค์เพื่อโน้มน้าวใจผู้เลือกตั้ง กระบวนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคก้าวไกล เป็นการเมืองแบบใหม่ ไม่ซื้อเสียง ใช้กลยุทธ์การตลาดโดยสื่อสารผ่านสื่อใหม่ ความแตกต่างที่พรรคก้าวไกลใช้ คือ ตัวผลิตภัณฑ์ (Product) ที่เป็นตัวผู้สมัคร และตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นนโยบายของพรรคก้าวไกล มีความโดดเด่นและแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ข้อสังเคราะห์ จากการวิจัยอันเป็นองค์ความรู้ใหม่ คือ 1. ชัยชนะเกิดจากการสื่อสารภาพลักษณ์พรรคการเมืองมิติใหม่ ที่จะผลักดันประเทศให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง 2. สร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ และ 3. ความกล้าหาญและความชัดเจนในการสื่อสารทางการเมือง</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295564
ภาพลักษณ์ตราสินค้าและกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของร้าน Uniqlo ในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2025-11-25T09:31:57+07:00
อนุวัต สงสม
anuwat@tsu.ac.th
คณุตม์ เลิศวนางกูร
anuwat@tsu.ac.th
ภากร น้อยสร้าง
anuwat@tsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาพลักษณ์ตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าร้าน Uniqlo ในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ 2. ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (IMC) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของร้าน Uniqlo ในเขตอำเภอหาดใหญ่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า Uniqlo จำนวน 385 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยกำหนดเงื่อนไขคือลูกค้าที่เคยใช้บริการร้าน Uniqlo ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเคยใช้ซื้อสินค้าอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถามซึ่งมีข้อคำถามแบบตรวจสอบรายการและมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยภาพลักษณ์ตราสินค้า ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเรียงลำดับตามค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยจากมากไปหาน้อย คือ ความเป็นสากลของสินค้า ภาพลักษณ์ที่แสดงถึงความทันสมัย คุณภาพของสินค้าและความน่าเชื่อถือของสินค้า ตามลำดับ ในขณะเดียวกันปัจจัยกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (IMC) ส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเรียงลำดับตามค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยจากมากไปหาน้อย คือ การส่งเสริมการขายการโฆษณา การขายโดยพนักงาน การตลาดทางตรง และการประชาสัมพันธ์ ตามลำดับ</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294479
อิทธิพลของปัจจัยการปฏิบัติงาน ค้ำจุนและแรงจูงใจ ต่อประสิทธิภาพการใช้งานระบบ New GFMIS Thai ในส่วนราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-10-22T10:10:58+07:00
เยาวลักษณ์ วังคีรี
phatteera.n@gmail.com
พัทธ์ธีรา จิรอุดมสาโรจน์
phatteera.n@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยด้านการปฏิบัติงาน ปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุน ต่อประสิทธิภาพการใช้งาน New GFMIS Thai ของส่วนราชการ จังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2. ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยการปฏิบัติงาน ปัจจัยแรงจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนที่มีต่อประสิทธิภาพในการใช้งานระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) ในบริบทของส่วนราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 276 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) เพื่อประเมินความสัมพันธ์และขนาดของอิทธิพล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการปฏิบัติงาน ปัจจัยแรงจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.67) ตามลำดับ และปัจจัยการปฏิบัติงาน ปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุน มีอิทธิพลทางบวกและร่วมกันทำนายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานระบบ New GFMIS Thai ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) <br />โดยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจรวม (R<sup>2</sup>) เท่ากับ 0.891 ซึ่งแสดงถึงอำนาจในการทำนายที่สูงมาก เมื่อพิจารณาขนาดของอิทธิพลตามค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน (Beta) พบว่า ปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงาน (β = 0.555) มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพสูงที่สุด ตามมาด้วย ปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (β = 0.322) และ ปัจจัยการปฏิบัติงานระบบ (β = 0.136) ตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การสนับสนุนทางด้านองค์กร (ปัจจัยค้ำจุน) เช่น นโยบาย การกำกับดูแล และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความสำเร็จของการใช้งานระบบสารสนเทศทางการเงินการคลังภาครัฐ องค์กรภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างปัจจัยค้ำจุนและแรงจูงใจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ New GFMIS Thai ได้อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการดำเนินงานของภาครัฐโดยรวม</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/296322
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการ และภาพลักษณ์ของโรงแรมกับความภักดีของผู้เข้าใช้บริการโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
2026-01-12T13:44:32+07:00
หทัยย์กรณ์ กรชวัลกัญญ์
6612672010@rumail.ru.ac.th
รังสิมา หอมเศรษฐี
6612672010@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการ และภาพลักษณ์ของโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 2. เปรียบเทียบความภักดีของผู้เข้าใช้บริการโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล อันได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้ และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการ และภาพลักษณ์ของโรงแรม กับความภักดีของผู้เข้าใช้บริการโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้ที่เคยใช้บริการโรงแรมอย่างน้อย 1 คืน จำนวน 385 คน ผ่านการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติ Independent Sample T-Test และ F-test (One way ANOVA) และการวิเคราะห์สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.05, SD = 0.34) ภาพลักษณ์ของโรงแรมอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.09, SD = 0.35) และความภักดีของผู้ใช้บริการอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.04, SD = 0.33) 2. ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ มีผลแตกต่างกันต่อความภักดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ 3. คุณภาพการให้บริการและภาพลักษณ์ของโรงแรมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความภักดีของผู้ใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294911
กลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ศึกษากรณีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2565
2025-11-06T13:02:38+07:00
ณิชนันทน์ สุเดชะ
sudechanichanan@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. บริบทการเมืองระดับชาติ และระดับท้องถิ่นที่ส่งผลต่อกลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดในปี พ.ศ. 2565 และ 2. กระบวนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ของผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ และนางรัชนี พลซื่อ โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลที่คัดเลือกแบบเจาะจง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง 1 ท่าน ทีมงานหาเสียงฝ่ายละ 1 ท่าน นักการเมืองท้องถิ่น 2 ท่าน นักวิชาการด้านสื่อสารการเมือง 3 ท่าน สื่อสารมวลชน 2 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 20 ท่าน โดยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบผู้มีส่วนร่วม และผู้วิจัยยังใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร รายงานการวิจัย นำมาวิเคราะห์เชิงพรรณนาเพื่ออธิบายผลการวิจัยอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางการเมืองระดับชาติส่งผลต่อการเลือกตั้งของจังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ดมีความผูกพัน ให้การสนับสนุนต่อพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก จึงเป็นบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดในปี พ.ศ. 2565 แต่เมื่อพิจารณาในด้านนโยบายการหาเสียงและตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วนั้น การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทยย่อมส่งผลต่อการได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย และ 2. ผลการศึกษากลยุทธ์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของนายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ ผู้ชนะ พบว่า นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ มีการนำเอาทฤษฎีการตลาดทางการเมือง มาประยุกต์ใช้ในการหาเสียงอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน และการใช้นักการเมืองระดับชาติมาร่วมปราศรัย ทำให้ประสบความสำเร็จได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ส่วนนางรัชนี พลซื่อ ในนามอิสระไม่ได้ทฤษฎีการตลาดทางการเมืองมาใช้อย่างครบถ้วน ทำให้มีคะแนนมาเป็นอันดับสอง ตามหลังอันดับหนึ่งถึงสองเท่าตัว</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295623
การเมืองของการแปรญัตติกฎหมายอากาศสะอาดในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี อินเดีย: บทเรียนเพื่อพัฒนาการแปรญัตติของประเทศไทย
2025-11-21T12:19:44+07:00
ชัชพันธุ์ ยิ้มอ่อน
chatchaphanu.y@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการแปรญัตติของประเทศที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการจัดการมลพิษทางอากาศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี และอินเดีย 2. เปรียบเทียบการแปรญัตติของประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี และอินเดีย และ 3. นำเสนอบทเรียนเพื่อพัฒนากฎหมายอากาศสะอาดของประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิจัยเอกสาร ซึ่งมีเครื่องมือวิจัย คือ แบบฟอร์มวิเคราะห์กฎหมาย แบบบันทึกสรุปสาระจากเอกสารทุติยภูมิ และแบบเปรียบเทียบหลักการและแนวทางของแต่ละประเทศ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประเทศที่ประสบผลสำเร็จและล้มเหลวมีกระบวนการแปรญัตติเหมือนกัน คือ การกำหนดหลักกฎหมายเพื่อแปรญัตติเป็นข้อมาตราหรือสร้างแรงจูงใจการพัฒนาสถาบันทางการเมือง แต่ข้อแตกต่างจากการเปรียบเทียบพบว่า ประสิทธิภาพของสถาบันทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติที่ ดังนั้น บทเรียนเพื่อการพัฒนาการแปรญัตติของประเทศไทย คือ การพัฒนาสถาบันทางการเมืองให้มีอำนาจอิสระและยืดหยุ่นเพื่อใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นแกนกลาง และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดระบบการจัดการอากาศสะอาดที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294824
อิทธิพลของผู้นำแบบเก็บตัวที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2025-10-28T11:21:22+07:00
อนุกูล เด็ดขาด
anukoon.d@ku.th
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
anukoon.d@ku.th
สุชาดา นันทะไชย
anukoon.d@ku.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณลักษณะผู้นำแบบเก็บตัวของผู้บริหารสถานศึกษาและระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบเก็บตัวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3. ศึกษาอิทธิพลผู้นำแบบเก็บตัวที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีการวิเคราะห์ค่าความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน นำไปใช้กับกลุ่มประชากร จำนวน 102 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 90 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษามีค่าเฉลี่ยในภาพรวม 4.14 ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ มีสมาธิจดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่เมื่ออยู่คนเดียว และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารใช้เวลาอยู่กับตนเองมากกว่าอยู่ร่วมกับผู้อื่นในการครุ่นคิดเพื่อแก้ไขปัญหา 2. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบเก็บตัวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา<br />มีความสัมพันธ์เชิงบวก ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ได้ร้อยละ 63.6 (R = 0.636)ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3. อิทธิพลของผู้นำแบบเก็บตัวที่มีผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาโดยใช้สถิติการถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย พบว่าด้านที่ส่งผลมากที่สุด คือ ด้านความพึงพอใจ (R<sup>2</sup> = 0.503) และด้านที่ส่งผลน้อยที่สุด คือ ด้านผลสัมฤทธิ์ (R<sup>2</sup> = 0.479) ข้อค้นพบนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าผู้นำแบบเก็บตัวสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิผล โดยใช้จุดแข็งด้านการสร้างความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิผลของสถานศึกษาผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความคิดริเริ่มของบุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษาต่อไป</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/295608
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสาร ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชัน ซี
2025-11-25T09:30:29+07:00
นันทพันธ์ วิเศษแก้ว
nuntapun.w@mail.rmutk.ac.th
ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล
nattapong.j@mail.rmutk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชัน ซี และ 2. ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชัน ซี โดยงานวิจัยในครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชัน ซี ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างที่ไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น ประเภทการเลือกตัวอย่างตามความสะดวก เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีกลุ่มเจเนอเรชัน ซี เป็นจำนวนมากอยู่ในแพลตฟอร์ม จำนวน 400 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาพรวมของความคิดเห็นของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มากที่สุด คือ ด้านกระบวนการ และด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ภาพรวมของระดับความคิดเห็นของการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้ตอบแบบสอบถาม อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มากที่สุด คือ การตระหนักถึงปัญหาหรือความต้องการ และ 2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชัน ซี มีทั้งหมด 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ส่วนปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านการส่งเสริมการตลาดส่งผลเชิงลบต่อการตัดสินใจซื้อบัตรโดยสารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้โดยสารกลุ่มเจเนอเรชัน ซี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/294065
การสื่อสารเพื่อการรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนตามนโยบายของรัฐบาล: ศึกษาในช่วงปี พ.ศ. 2554 – 2563
2025-11-03T17:17:44+07:00
สันติ เพชรแก้ว
santiphetkaew@gmail.com
นันทนา นันทวโรภาส
santiphetkaew@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาถึงบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ส่งผลต่อองค์ประกอบการสื่อสาร SMCR ในการรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนตามนโยบายรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ. 2554 – 2563 และ 2. ศึกษาและวิเคราะห์ ถึงกระบวนการสื่อสาร SMCR เพื่อการรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนตามนโยบายรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ. 2554 - 2563 ทั้งในด้านรูปแบบ เนื้อหา และวิธีการ การสัมภาษณ์เชิงลึกการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีเครื่องมือวิจัยได้แก่การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 38 คน การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมและการวิจัยเอกสารจากแหล่งต่าง ๆ โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักการลดทอนข้อมูลแสดงข้อมูลอธิบายและทำการสังเคราะห์ตามหลักเหตุผลทางวิชาการ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางสังคมพบว่าผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมากมองความปลอดภัยทางถนนเป็นเรื่องไกลตัว และเชื่อว่าการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ขณะที่บริบททางเศรษฐกิจสะท้อนว่าอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการ ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี ด้านบริบททางการเมืองยังขาดความเอกภาพในการบูรณาการของหน่วยงานรัฐ การรณรงค์มักเกิดเฉพาะช่วงปีใหม่และสงกรานต์ ผู้นำรัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และ 2. กระบวนการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนพบว่า “ผู้ส่งสาร” มองว่า ปัจจัยด้านคนเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ “สาร” ที่ใช้ในการรณรงค์มีลักษณะเป็นกิจกรรมเฉพาะช่วงเทศกาล ไม่มีความต่อเนื่อง “ช่องทางการสื่อสาร” ครอบคลุมสื่อวิทยุ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ ออนไลน์ สาธารณะ และสื่อบุคคล แต่จำกัดอยู่ในช่วงเทศกาล ส่วน “ผู้รับสาร” แม้ได้รับข้อมูลจากหลายช่องทาง แต่ความไม่ต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ สาเหตุสำคัญมาจากค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ยังมองความปลอดภัยทางถนนว่าเป็นเรื่องไกลตัว</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/297345
ปัจจัยเชิงสาเหตุของความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์และผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา
2026-03-09T15:14:49+07:00
ฐาปนี เพ็งสุข
thapanee.ph@udru.ac.th
ปณิธาน เมฆกมล
thapanee.ph@udru.ac.th
สาวิตรี บุญมี
thapanee.ph@udru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา และ 2. ศึกษาอิทธิพลของความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยพิจารณาปัจจัยด้านความสามารถทางดิจิทัล ประสบการณ์การใช้ AI ความตระหนักด้านจริยธรรม AI และการสนับสนุนจากสถาบัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบอธิบาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 470 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ดี (χ²/df = 2.372, CFI = 0.976, RMSEA = 0.054) ประสบการณ์การใช้ AI มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์มากที่สุด (β = 0.802, p < .001) รองลงมาคือ ความตระหนักด้านจริยธรรม AI (β = 0.240, p < .01) ขณะที่การสนับสนุนจากสถาบันมีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (β = −0.104, p < .05) ส่วนความสามารถทางดิจิทัลไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ (β = 0.690, p < .001) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ ควรมุ่งส่งเสริมประสบการณ์การใช้ AI ควบคู่กับการปลูกฝังจริยธรรม AI อย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298887
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
2026-03-12T13:46:52+07:00
สิทธิชัย กฤชวิวรรธน์
skritvivat@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
skritvivat@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
skritvivat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และ 3. นำเสนอรูปแบบการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณสุ่มตัวอย่าง จำนวน 292 ราย จากประชากรทั้งหมด 1,079 รายโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูปหรือคน รวมถึงการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาในวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พบว่า การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ 3 ด้าน คือ การบริหารอย่างมืออาชีพ การกำหนดวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติราชการที่ชัดเจน และการเชื่อมโยงผลสำเร็จของการปฏิบัติงานเข้ากับการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐ และหลักอิทธิบาท 4 ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายการใช้พลังงานทดแทนของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พบว่า มีการนำหลักอิทธิบาท 4 ด้านฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในงานที่ทำเห็นคุณค่าของงาน ด้านวิริยะ ความเพียรพยายามในการทำงาน มุ่งมั่น มีความเพียรต่อเนื่อง ด้านจิตตะ ความเอาใจใส่ในงานที่ทำ มีสมาธิ ไม่สับสน และด้านวิมังสา ความไตร่ตรองสอบสวนพิจารณา ประเมินผล และตัดสินใจบนฐานข้อมูล เข้ามาบูรณาการกับการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่</p>
2026-04-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์