https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/issue/feed
วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
2026-08-25T09:54:54+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี บุญเรือง
journal.ssr@mcu.ac.th
Open Journal Systems
วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300830
การบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรมและระบบการควบคุมภายใน กรณีศึกษาธุรกิจร้านอาหารประเภทวิสาหกิจรายย่อย
2026-05-29T21:41:13+07:00
ณัฐพัชร์ อภิวัฒน์ไพศาล
nathapat.aph@stou.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันในการคำนวณต้นทุนการผลิตของธุรกิจ 2. ออกแบบระบบบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรม และ 3. พัฒนาระบบการควบคุมภายในของธุรกิจร้านอาหารประเภทวิสาหกิจรายย่อย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยกรณีศึกษาของธุรกิจร้านอาหารประเภทวิสาหกิจรายย่อยจำนวน 1 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ เจ้าของกิจการจำนวน 1 คน และพนักงานจำนวน 4 คน คัดเลือกแบบเจาะจงโดยมีคุณลักษณะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการต้นทุน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบบันทึกข้อมูลต้นทุนฐานกิจกรรม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสังเกตพฤติกรรมแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จัดหมวดหมู่ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการบันทึกข้อมูลต้นทุน จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และเชื่อมโยงกับแนวคิดการบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรมเพื่อคำนวณต้นทุนของกิจการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ธุรกิจไม่มีการคำนวณต้นทุนการผลิต เป็นกิจการประเภทเจ้าของคนเดียว เจ้าของบริหารงานเอง ไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ มีเพียงการจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน การสั่งซื้อวัตถุดิบและรายการต่าง ๆ ใช้วิธีการกะประมาณโดยอาศัยประสบการณ์ 2. การออกแบบระบบบัญชีต้นทุนฐานกิจกรรมมี 4 ขั้นตอนได้แก่ การวิเคราะห์กิจกรรม การคำนวณต้นทุนกิจกรรม การคำนวณอัตราต้นทุนกิจกรรม และการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์ ผลการคำนวณพบว่า ต้นทุนกิจกรรมของเกาเหลาเฉลี่ย 39.73 บาทต่อชาม และก๋วยเตี๋ยวเฉลี่ย 34.72 บาทต่อชาม 3. การพัฒนาระบบการควบคุมภายใน ควรมีระบบการบันทึกข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น การจัดทำคำสั่งซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร การทำเอกสารใบเบิกวัตถุดิบ การทำบัญชีประจำวัน รวมถึงการสังเกตการปฏิบัติงานของพนักงาน การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย และลดความสี่ยงจากการสูญหาย</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/298931
ทัศนคติของพนักงาน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต่อปัจจัยส่งเสริมขวัญ และกำลังใจในการทำงาน
2026-06-01T15:57:48+07:00
ศิรินันท์ เกษสิมลี
takatsimlee19@gmail.com
จิดาภา ถิรศิริกุล
takatsimlee19@gmail.com
ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร
takatsimlee19@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับทัศนคติของพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต่อปัจจัยส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงาน 2. เปรียบเทียบทัศนคติดังกล่าวโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอายุการทำงาน และ 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสนับสนุนกับทัศนคติของพนักงานต่อการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ <br />ใช้กลุ่มตัวอย่างพนักงานจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. พนักงานมีทัศนคติต่อปัจจัยส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่าพนักงานส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อทั้งปัจจัยด้านแรงจูงใจ รวมถึงปัจจัยค้ำจุน ซึ่งล้วนส่งผลให้เกิดความพึงพอใจ ความกระตือรือร้น และความพร้อมในการปฏิบัติงาน 2. การเปรียบเทียบทัศนคติจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าพนักงานที่มีระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีทัศนคติต่อปัจจัยส่งเสริมขวัญและกำลังใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่เพศ อายุ และอายุการทำงานไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าการศึกษาและรายได้เป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อมุมมองของพนักงานต่อแรงจูงใจในการทำงาน 3. ปัจจัยสนับสนุน เช่น สวัสดิการตามกฎหมาย สวัสดิการเพิ่มเติมจากองค์กร และสวัสดิการจากการเจรจาต่อรอง มีความสัมพันธ์กับทัศนคติของพนักงานต่อการส่งเสริมขวัญและกำลังใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300927
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการและความไว้วางใจที่มีผลต่อความพึงพอใจของญาติผู้สูงอายุในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร
2026-06-01T10:08:32+07:00
สุปัญญา จันทร์เพ็ญศรี
navaphorn.kob@gmail.com
ณัฐวัชร จันทรโรธรณ์
navaphorn.kob@gmail.com
ปิยลักษณ์ เพชรแอง
navaphorn.kob@gmail.com
นวพร เอี่ยมธีระกุล
navaphorn.kob@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการตามโมเดล SERVQUAL กับความไว้วางใจของญาติผู้สูงอายุ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจกับความพึงพอใจของญาติผู้สูงอายุ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการให้บริการตามโมเดล SERVQUAL กับความพึงพอใจของญาติผู้สูงอายุ และ 4. วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการและความไว้วางใจที่มีผลต่อความพึงพอใจของญาติผู้สูงอายุในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเอกชน เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ญาติของผู้สูงอายุจำนวน 220 คนจากศูนย์ดูแลฯ 22 แห่ง คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านด้วย PROCESS Macro (Model 4)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพการให้บริการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความไว้วางใจ <br />(b = 0.252, p = .002) ซึ่งมีมิติความเป็นรูปธรรมของบริการ (Tangibles) มิติความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และมิติการให้ความมั่นใจ (Assurance) เป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาหลักขับเคลื่อนความไว้วางใจของผู้รับบริการแทน 2) ความไว้วางใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจ (b = 0.313, p < .001) สะท้อนบทบาทชี้ขาดในกระบวนการประเมิน <br />3) คุณภาพการให้บริการไม่มีความสัมพันธ์ทางตรงกับความพึงพอใจ (b = -0.020, <br />p = .846) และ 4) ความไว้วางใจทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านโดยสมบูรณ์ มีอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.079 (95% CI [0.015, 0.160]) ยืนยันโมเดลความไว้วางใจเป็นสะพานเชิงจิตวิทยาสังคม (TB-SPM) โดยบริบทสังคมไทยที่ค่านิยมกตัญญูมีอิทธิพลสูง การส่งต่อการดูแลมีต้นทุนทางจิตวิทยาสูง ความไว้วางใจจึงเป็นกลไกมอบความรับผิดชอบทางวัฒนธรรม มิใช่เพียงการประเมินเชิงธุรกิจ เชิงกลยุทธ์ผู้ประกอบการควรมุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ ระบบความโปร่งใสดิจิทัล ควบคู่กับการรักษามาตรฐานสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดช่องว่างความพึงพอใจและสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302134
ผลการจัดกิจกรรม “เก็บดี สร้างวิถีความมีวินัย” ที่มีต่อพฤติกรรมความมีวินัยและความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย
2026-06-13T09:34:12+07:00
ฤทธิ์ชัย อำพรรณแดง
litchai26@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาผลการจัดกิจกรรม “เก็บดี สร้างวิถี<br />ความมีวินัย” ที่มีต่อพฤติกรรมความมีวินัยของเด็กปฐมวัย และ 2. เปรียบเทียบพฤติกรรม<br />ความมีวินัยและความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม “เก็บดี <br />สร้างวิถีความมีวินัย” การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้<br />ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชายและหญิง ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านเขามัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดกิจกรรม <br />“เก็บดี สร้างวิถีความมีวินัย” ซึ่งพัฒนาขึ้นตามแนวคิดการสร้างวินัยเชิงบวกสำหรับเด็กปฐมวัย และ 2. แบบสังเกตพฤติกรรมความมีวินัยและความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและหาค่าความเชื่อมั่นแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม “เก็บดี สร้างวิถีความมีวินัย” <br />มีพฤติกรรมด้านความมีวินัยและความรับผิดชอบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการดูแลรักษาความเป็นระเบียบของห้องเรียน และด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพย์สิน 2. เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมความมีวินัยและความรับผิดชอบหลังได้รับการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เด็กสามารถหยุดเล่นตามสัญญาณ ปฏิบัติตามข้อตกลง เก็บของเล่นและอุปกรณ์เข้าที่ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งสามารถดูแลอุปกรณ์และสิ่งของที่ตนเองใช้ได้ด้วยตนเองมากขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องเรียนมีความเป็นระเบียบ สะอาด และเอื้อต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302381
การศึกษาจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดช่วงก่อนและหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในสำนักงานสอบบัญชีแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี
2026-06-27T10:48:27+07:00
อภิชาติ การะเวก
apichat.ka@vru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อนและหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และ 2. วิเคราะห์การเพิ่มขึ้นและลดลงของจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดภายหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากห้างหุ้นส่วนจำกัดที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานสอบบัญชีแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 17 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ครอบคลุม 15 ประเภทธุรกิจ ใช้ข้อมูลภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2567 และปี 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. จำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อนและหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดส่วนใหญ่จำนวน 12 แห่ง มีจำนวนภาษีเงินได้คงเดิม ขณะที่จำนวน 4 แห่ง มีจำนวนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น และจำนวน 1 แห่ง ที่มีจำนวนภาษีเงินได้ลดลง และ 2. การวิเคราะห์การเพิ่มขึ้นและลดลงของจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลพบว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดร้อยละ 70.59 มีจำนวนภาษีเงินได้คงเดิม ร้อยละ 23.53 มีจำนวนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น และร้อยละ 5.88 มีจำนวนภาษีเงินได้ลดลง โดยกิจการที่มีจำนวนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ในขณะที่กิจการสร้างบ้านน็อคดาวน์เพื่อจำหน่ายมีจำนวนภาษีเงินได้ลดลง อันเนื่องมาจากต้นทุนการดำเนินงานและสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ผลการวิจัยเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของจำนวนภาษีเงินได้แตกต่างกันตามลักษณะของธุรกิจ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับรายได้ กำไรสุทธิ การควบคุมต้นทุน และผลการดำเนินงานของกิจการแต่ละแห่ง</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300142
ผลของการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือต่อผลสัมฤทธิ์ทางภาษาอังกฤษในการสอบ CU-TEP ของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า
2026-05-07T13:50:00+07:00
ลดาพร สระกาง
ladaporn.s@rmutp.ac.th
เจนตา แก้วลาย
ladaporn.s@rmutp.ac.th
นุชนาฎ สายทอง
ladaporn.s@rmutp.ac.th
ภาวิณี อุ่นวัฒนา
ladaporn.s@rmutp.ac.th
ประภาส วรรณยศ
ladaporn.s@rmutp.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางภาษาอังกฤษในการสอบ CU-TEP ของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า สังกัดกระทรวงคมนาคม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบทดสอบภาษาอังกฤษ CU-TEP Mock Test แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางภาษาอังกฤษในการสอบ CU-TEP หลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง (M = 55.50, S.D. = 16.13) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 40.10, S.D. = 9.69) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 5.17, p < .001) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทักษะการอ่านและการหาจุดบกพร่องทางไวยากรณ์มีคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ทักษะการฟังมีคะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.30, S.D. = 0.57) โดยเห็นว่าการเรียนรู้แบบกลุ่มช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การมีส่วนร่วม และความมั่นใจในการทำข้อสอบ ผลการวิจัยสะท้อนว่าการบูรณาการการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ในการสอบมาตรฐานของผู้เรียนวัยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301922
การประเมินความสามารถด้านคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2026-06-07T09:33:59+07:00
บงกช ทองเอี่ยม
bongkoch.t@rumail.ru.ac.th
ขวัญฟ้า รังสิยานนท์
bongkoch.t@rumail.ru.ac.th
นพคุณ คุณาชีวะ
bongkoch.t@rumail.ru.ac.th
บุศรา นิยมเวช
bongkoch.t@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นอยู่และสภาพที่ควรจะเป็นของความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ และศึกษาความต้องการจำเป็นของความสามารถ ด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 75 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้ค่าสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์หาสภาพที่เป็นอยู่และสภาพที่ควรจะเป็นของความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ และความต้องการจำเป็นของความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ด้วย Priority Needs Index Modified (PNI <sub>Modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาพรวมสภาพที่เป็นอยู่ของความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=3.92) ขณะที่สภาพที่ควรจะเป็น อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=4.79) และ 2) ความต้องการจำเป็นของความสามารถด้านคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีค่า PNI<sub>Modified</sub> อยู่ระหว่าง 0.20-0.25 โดยด้านที่มีระดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการคิดลื่นไหล รองลงมา ได้แก่ ด้านการคิดหลายแง่มุม และด้านการคิดสิ่งใหม่ ๆ ตามลำดับ จากผลการศึกษา พบว่า การคิดลื่นไหลเป็นทักษะที่นักศึกษาควรได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรก รองลงมา คือ การคิดหลายแง่มุม และการคิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลำดับการพัฒนาเชิงกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ที่เริ่มจากความคล่องแคล่วทางความคิดไปสู่ความสามารถในการมองอย่างหลากหลาย และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302614
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ข่าวสารเกณฑ์การประเมิน AUN-QA กับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
2026-06-26T15:27:15+07:00
เมทยา ปรียานนท์
maythaya.p@rbru.ac.th
ภารดี พึ่งสำราญ
paradee.p@rbru.ac.th
เหมือนฝัน คงสมแสวง
muanfun.k@rbru.ac.th
บวรสรรค์ เจี่ยดำรง
bavonsan.c@rbru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ การรับรู้ข่าวสารเกณฑ์การประเมิน AUN-QA และการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 และ 2 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ข่าวสารเกณฑ์การประเมิน AUN-QA กับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จำนวน 272 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบไคสแควร์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 40–49 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สถานภาพการทำงานเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ สังกัดสำนักงานอธิการบดี โดยมีระยะเวลาในการทำงานมากกว่า 15 ปี รับรู้ข่าวสารผ่านช่องทางกิจกรรมหรือโครงการอบรมให้ความรู้ที่จัดโดยหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยซึ่งมีความถี่ในการรับรู้ข่าวสาร 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นจำนวนสูงสุด ส่วนผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของหลักสูตรเป็นด้านที่ถูกให้ความสำคัญต่อข่าวสารเกณฑ์การประเมิน AUN-QA มากที่สุด การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมิน AUN-QA และการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) อยู่ระหว่าง 3.99–4.14 เป็นความสำคัญระดับมาก และ 2 ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ข่าวสารเกณฑ์การประเมิน AUN-QA กับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ผลการทดสอบสมมติฐานข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 พบว่า ระดับการศึกษา สถานภาพ และสังกัดหน่วยงาน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และสมมติฐานข้อที่ 3 การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเกณฑ์การประเมิน AUN-QA มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 (r = 0.91) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301182
อิทธิพลของแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาดต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
2026-07-03T11:18:37+07:00
รณกร คงอินทร์
ronnakorn.k@psu.ac.th
อรชนก ช่องสมบัติ
ornchanok.c@psu.ac.th
วีราภรณ์ ซิดดู
veeraporn.s@phuket.psu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของแรงจูงใจและส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ที่มีต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์ในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการฟิตเนสเซ็นเตอร์จำนวน 388 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยวิธี Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM) และการวิเคราะห์เงื่อนไขความจำเป็น (Necessary Condition Analysis: NCA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ส่วนประสมทางการตลาด 7Ps มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจในระดับสูง (β=0.679, p < 0.001) ขณะที่แรงจูงใจมีอิทธิพลเชิงบวกในระดับปานกลาง (β=0.254, p<0.001) เมื่อวิเคราะห์ผ่านเทคนิค NCA พบว่าส่วนประสมทางการตลาด 7Ps ทำหน้าที่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่จำเป็น (Necessary Condition) โดยเฉพาะในด้านกระบวนการให้บริการ สถานที่ และผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดหลัก (Bottleneck) ที่หากไม่ถึงระดับมาตรฐานจะขัดขวางการตัดสินใจในระดับสูง แม้ผู้บริโภคจะมีแรงจูงใจสูงก็ตาม ในขณะที่แรงจูงใจเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน (Driver) ที่มีอิทธิพลเชิงสาเหตุแต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ข้อค้นพบนี้ให้ประโยชน์เชิงวิชาการในการขยายขอบเขตความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจากมิติอิทธิพลเชิงสาเหตุสู่มิติเงื่อนไขความจำเป็น สำหรับภาคปฏิบัติ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานบริการในด้านกระบวนการ สถานที่ และผลิตภัณฑ์เป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันการสูญเสียโอกาสทางการตลาด ควบคู่ไปกับการใช้แรงจูงใจด้านภาพลักษณ์ทางสังคมและเหตุผลเป็นกลยุทธ์เสริมเพื่อดึงดูดลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/303287
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลในการให้บริการระบบ e-Self Service ของสำนักงานประกันสังคมต่อผู้ประกันตนมาตรา 33
2026-06-26T11:23:03+07:00
วรณัน สนสร้อย
worananson@gmail.com
วลัยพร รัตนเศรษฐ
worananson@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันต่อประสิทธิผลในการให้บริการระบบ e-Self Service 2) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลในการให้บริการระบบ e-Self Service ของสำนักงานประกันสังคมต่อผู้ประกันตนมาตรา 33 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 171 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุต่ำกว่า 25 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 15,000–25,000 บาท และเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาแล้ว 1–5 ปี ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าถึงเทคโนโลยีพบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.46, S.D. = 0.82) โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ รูปแบบของระบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน รองลงมาคือความสะดวกในการเข้าถึงและการช่วยลดขั้นตอนการยื่นเอกสาร ส่วนประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ความมั่นใจด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ ระดับการศึกษา รายได้ และระยะเวลาในการเป็นผู้ประกันตนที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่อายุที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อความคิดเห็นดังกล่าว นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณพบว่าปัจจัยที่ศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลในการให้บริการระบบ e-Self Service ในระดับค่อนข้างสูงโดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลในการให้บริการได้ร้อยละ 60.2 และมีความเหมาะสมทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการให้บริการระบบ e-Self Service ของสำนักงานประกันสังคมต่อผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/303152
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2026-06-26T11:04:11+07:00
พิศิษฐ อยู่พลี
yooplee.eng@gmail.com
บุญทัน ดอกไธสง
yooplee.eng@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
yooplee.eng@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. ศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากร 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากร ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จากบุคลากรกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อยืนยันองค์ความรู้หลังการสังเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุม 5 ด้าน เรียงตามค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม ด้านการบริการเป็นเลิศ ด้านความเข้าใจในองค์กรและระบบงาน ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ด้านการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงาน ได้แก่ การธำรงรักษาบุคลากรภาครัฐ 3 ด้าน คือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร ด้านแนวปฏิบัติในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และด้านคุณภาพชีวิตการทำงาน และหลักฆราวาสธรรม 3 ด้าน ได้แก่ จาคะ ทมะ และสัจจะ 3. การประยุกต์หลักฆราวาสธรรม 4 ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ บูรณาการร่วมกับการธำรงรักษาบุคลากรภาครัฐ 4 ด้าน คือ ด้านความผูกพันต่อองค์กร ด้านการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร ด้านคุณภาพชีวิตการทำงาน และด้านแนวปฏิบัติในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สามารถส่งเสริมสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้นี้สามารถนำไปใช้เป็น กรอบนโยบายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลกลุ่มเปราะบางได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302494
ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน
2026-06-06T14:05:41+07:00
ทศพร บุญญานุสนธิ์
phakwarin.p@rbru.ac.th
ภัควรินทร์ ภัทรศิริสมบูรณ์
phakwarin.ph@cpru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายสนับสนุน ในมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จำนวน 100 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนตามแนวคิดทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์ซเบอร์ก ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นมากกว่า 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 51.00) อายุระหว่าง 30–44 ปี (ร้อยละ 73.00) มีอายุงาน 6–10 ปี (ร้อยละ 70.00) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<em><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /></em>= 4.18, S.D. =0.76) โดยด้านความสำเร็จของงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<em><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /></em>= 4.38, S.D. =0.69) ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การยอมรับนับถือ ความก้าวหน้า และความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ขณะที่ความรับผิดชอบ นโยบายและการบริหารงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความมั่นคงในการทำงาน มีอิทธิพลเชิงลบต่อการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนได้ร้อยละ 26.40 (Adjusted R² = 0.264) แสดงให้เห็นว่ายังมีปัจจัยอื่นอีกร้อยละ 73.60 ที่อาจมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน โดยสรุปผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าทั้งปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนตามทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์ซเบอร์กมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงาน ดังนั้น ผู้บริหารควรส่งเสริมการยอมรับนับถือ การพัฒนาความก้าวหน้าในสายงาน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ควบคู่กับการบริหารภาระงานและสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301596
อนาคตของการบริการสาธารณะ: นโยบายภาครัฐในยุคดิจิทัล
2026-06-01T09:00:34+07:00
สุรีวรรณ สุคนธรส
6701104248@mcu.ac.th
<p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์อนาคตของการบริการสาธารณะของไทยที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคดิจิทัล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวโน้มและนโยบายสำคัญที่ขับเคลื่อนการบริการสาธารณะของภาครัฐไทย ทบทวนพัฒนาการของภาครัฐดิจิทัลจากยุค 2.0 ถึงยุค 4.0 และนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบกรอบแนวคิดการบริการสาธารณะดิจิทัลแบบยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐไทยจำเป็นต้องปรับตัวจากระบบราชการแบบดั้งเดิม ไปสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ฉลาด คล่องตัว และเข้าถึงง่าย ผ่านการบูรณาการบริการในแพลตฟอร์มเดียว (Government as a Platform) การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อนำเสนอบริการเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalized Services) การเสริมสร้างความไว้วางใจในโลกดิจิทัลผ่านบล็อกเชน (Blockchain) และความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบนโยบายและบริการ บทเรียนจากนานาชาติ อาทิ เอสโตเนีย สิงคโปร์ และเดนมาร์ก ยืนยันว่าการบริการสาธารณะดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างเทคโนโลยี กฎระเบียบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้เขียนเสนอว่าอนาคตของการบริการสาธารณะไทยคือการสร้างรัฐบาลที่ชาญฉลาด ตอบสนองเร็ว และใส่ใจประชาชน โดยขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและนำพาสังคมไทยสู่ความยั่งยืนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301462
กิจการร่วมค้าและกิจการค้าร่วม ของประเทศไทย
2026-05-16T13:57:27+07:00
สิทธิชัย พิริยะวัฒน์
o145@yahoo.com
ชมภูนุช กิจสมทรัพย์
o145@yahoo.com
ดรรชนี ศรีอนันต์รักษา
o145@yahoo.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำเสนอ 1. แนวคิด ความหมาย และรูปแบบของกิจการร่วมค้า และกิจการค้าร่วม ในบริบทของประเทศไทย 2. วัตถุประสงค์และกลไกการรวมกลุ่มทางธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชน และ 3. การวิเคราะห์ความแตกต่างด้านกฎหมาย การลงทุน ความรับผิด และภาระภาษีอากรของทั้งสองรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงและมีความซับซ้อนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น โดยบทความนี้ให้ความสำคัญกับบทบาทของกิจการร่วมค้าและกิจการค้าร่วมในฐานะกลไกเชิงสถาบันที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระดมทุน ทรัพยากร เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงโครงการภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ วิธีการศึกษาใช้การวิเคราะห์เชิงเอกสารจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวคิดทางวิชาการ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลรัษฎากร ตลอดจนข้อมูลเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติทางธุรกิจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบลักษณะสำคัญของกิจการร่วมค้าแบบที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กับกิจการค้าร่วมที่เน้นการแบ่งแยกหน้าที่และผลตอบแทนอย่างชัดเจน ผลการวิเคราะห์พบว่า กิจการร่วมค้ามีลักษณะของการร่วมลงทุนและแบ่งปันกำไรขาดทุนร่วมกัน จึงเหมาะสำหรับโครงการที่มีความซับซ้อนและต้องการการบริหารจัดการแบบบูรณาการ ขณะที่กิจการค้าร่วมเหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการความยืดหยุ่นและการควบคุมความเสี่ยงเฉพาะส่วน นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างด้านภาษีอากรอย่างมีนัยสำคัญ โดยกิจการร่วมค้าถือเป็นหน่วยภาษีอากรแยกต่างหากตามประมวลรัษฎากร ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มในนามของกิจการร่วมค้า ขณะที่กิจการค้าร่วมมิได้มีสถานะเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหาก สมาชิกแต่ละรายจึงมีหน้าที่เสียภาษีตามผลประกอบการของตนเอง ทั้งนี้ การเลือกใช้รูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสมควรพิจารณาจากลักษณะโครงการ ระดับความเสี่ยง การลงทุน และข้อกำหนดทางกฎหมายและภาษี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจของประเทศไทย</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300596
แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของการจัดการอุดมศึกษาไทย: บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในบริบทโลกาภิวัตน์
2026-05-18T10:50:56+07:00
นวพร เอี่ยมธีระกุล
navaphorn.kob@gmail.com
ณัฐวัชร จันทรโรธรณ์
navaphorn.kob@gmail.com
ปิยลักษณ์ เพชรแอง
navaphorn.kob@gmail.com
สุปัญญา จันทรืเพ็ญศรี
navaphorn.kob@gmail.com
<p>บทความนี้วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อโครงสร้างและข้อจำกัดของระบบอุดมศึกษาไทยในรอบสองทศวรรษ ผ่านการบูรณาการกรอบทฤษฎีทุนมนุษย์ เสรีนิยมใหม่ และแนวทางขีดความสามารถ ร่วมกับการวิเคราะห์นโยบายเปรียบเทียบใน 9 ประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ปริศนาของระบบที่ปฏิรูปอยู่เสมอแต่ไม่เปลี่ยนแปลงเกิดจากการรับเอาวาทกรรมโลกาภิวัตน์มาใช้อย่างขาดการวิพากษ์ ส่งผลให้เกิดภาวะการเลียนแบบเชิงสถาบันที่มุ่งเน้นมาตรฐานเดียวแต่ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ โดยเฉพาะความย้อนแย้งระหว่างการควบคุมเชิงคุณภาพกับการลดทอนขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ บทความนี้จึงเสนอแนวทางการก้าวข้ามกับดักนโยบายด้วยการสร้าง ตัวแบบเชิงระบบเพื่อการเปลี่ยนผ่านอุดมศึกษาไทย (ST-ICPI Model) ซึ่งบูรณาการอัตลักษณ์นโยบายเพื่อคัดกรองอิทธิพลภายนอก การรื้อสร้างระบบกำกับดูแลสู่รูปแบบการเสริมพลัง (Empowerment-based) และการจัดสรรระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยึดโยงกับความยุติธรรมทางสังคม โดยเสนอให้ปฏิรูปสู่ความหลากหลายเชิงสถาบัน (Institutional Diversity) การจัดสรรงบประมาณที่ถ่วงน้ำหนักความเหลื่อมล้ำ และการสร้างผู้นำที่มีความรอบรู้เชิงนโยบาย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบที่เน้นผลิตภาพทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว สู่ระบบอุดมศึกษาที่ขยายเสรีภาพในการเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300938
พุทธวิธีเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในการตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ
2026-04-25T16:36:43+07:00
สุเทพ สุดเอี่ยม
suthepsudeim@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ประพันธ์ขึ้นเพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงบูรณาการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 12 และ 13 ในขอบเขตเนื้อหาการใช้กรอบมัชฌิมาปฏิปทาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่กระทบต่อความมั่นคงฐานราก ในช่วงระยะเวลาปัจจุบันท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่บีบให้องค์กรต้องปรับตัวเพื่อสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ แม้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้แต่ยังพบช่องว่างในการเชื่อมโยงมิติจิตปัญญาเข้ากับวิถีดิจิทัล ส่งผลให้ทรัพยากรมนุษย์ติดกับดักความเปราะบางจากบริโภคนิยมและขาดโยนิโสมนสิการในการคัดกรองความจำเป็นพื้นฐาน พุทธวิธีในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันผ่าน "สมรรถนะแห่งความพอเพียง" โดยได้รวบรวมข้อมูลจาก ใช้วิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนาจากเอกสารวิชาการและแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 บูรณาการหลักมัชฌิมาปฏิปทาเป็นเครื่องมือยกระดับสมรรถนะทุนมนุษย์ นำเสนอผ่าน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) การสร้างชุมชนเรียนรู้ด้วยหลักมัชฌิมาปฏิปทา 2) การขับเคลื่อนนวัตกรรมท้องถิ่นพึ่งตนเองเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และ 3) การปฏิบัติสู่ความยั่งยืนเพื่อสร้างนวัตกรพอเพียงที่มีความเก่งเชิงเทคนิคควบคู่ความฉลาดทางพุทธธรรม ศึกษาแล้วพบว่าการยกระดับทุนมนุษย์ท่ามกลางวิกฤตปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการฝึกทักษะเชิงเทคนิคไปสู่การสร้างพลวัตทางปัญญาที่ยั่งยืน ใช้สติในการจำแนกความจำเป็นออกจากความต้องการ การใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทาสร้างสมดุลระหว่าง ศีล สมาธิ และปัญญา ช่วยให้ตัดสินใจท่ามกลางความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณค่าทางวิชาการระบุว่าคุณธรรมคือต้นทุนทางสังคม เพิ่มประสิทธิผลนโยบายสาธารณะยามวิกฤต ข้อเสนอเชิงนโยบายเน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งสร้างวินัยทางปัญญาเป็นแกนกลางพัฒนาคน เพื่อยับยั้งวงจรหนี้สินและบูรณาการพุทธธรรมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล อันจะนำไปสู่สังคมก้าวหน้าที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301919
แนวคิดสถาปัตยกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงตัวแทนสำหรับระบบจัดซื้อภาครัฐไทย: ข้อเสนอบนฐานพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
2026-06-06T14:27:47+07:00
พิชัย งามบุญอนันต์
xpickey@gmail.com
พระปลัดสมนึก ธีรปญฺโญ
somnuek.klab@mcu.ac.th
<p>ระบบจัดซื้อของหน่วยงานรัฐในประเทศไทยดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งเข้าสู่ระยะที่ห้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ครอบคลุมการจัดเก็บราคาด้วยระบบบัญชีแยกประเภท การลดเวลายื่นข้อเสนอเหลือสามชั่วโมง และการยกเลิกการขายเอกสารประกวดราคา ระบบนี้ยกระดับความโปร่งใสได้ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านระยะเวลาดำเนินการ ความไม่สม่ำเสมอของการตีความระเบียบ ความเสี่ยงเชิงทุจริตที่หลงเหลืออยู่ และการขาดความสามารถในการเรียนรู้และปรับปรุงตนเองของระบบ บทความวิชาการนี้จึงมุ่งนำเสนอแนวคิดสถาปัตยกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงตัวแทนสำหรับระบบจัดซื้อภาครัฐไทยบนฐานพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว โดยวิเคราะห์สี่ประเด็น ได้แก่ ฐานกฎหมายและช่องว่างของระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คุณลักษณะห้าด้านและบทบาทเจ็ดประเภทของตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม สถาปัตยกรรมหกชั้นที่จับคู่กับวงจรการจัดซื้อหกระยะและมาตราในกฎหมาย และมาตรการกำกับดูแลที่ครอบคลุมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ข้อตกลงคุณธรรม และความเสี่ยงทางจริยธรรม เพื่อเสนอกรอบที่ผสานมิติกฎหมายพัสดุไทย มิติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และมิติธรรมาภิบาลทั้งแนวสากลและแนวพุทธเข้าด้วยกัน ผลการสังเคราะห์ชี้ว่า สถาปัตยกรรมที่นำเสนอจะเสริมสร้างความโปร่งใส ลดระยะเวลาดำเนินการ และยกระดับธรรมาภิบาล เมื่อบูรณาการกับหลักให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย กลไกตรวจสอบที่ไม่อาจแก้ไขย้อนหลัง และคุณธรรมของผู้บริหารตามแนวพุทธเป็นฐานทางจริยธรรม โดยหลักโยนิโสมนสิการทำหน้าที่กำกับวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ส่วนหลักทศพิธราชธรรมและอปริหานิยธรรมเป็นกรอบของผู้บริหารและคณะกรรมการกำกับ องค์ความรู้ที่ได้รับคือโมเดลสามมิติที่แสดงการบรรจบกันของกฎหมายพัสดุไทย เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และธรรมาภิบาลเชิงพุทธ ซึ่งกรมบัญชีกลางและหน่วยงานของรัฐสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาระบบจัดซื้อยุคใหม่ได้</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302047
กลยุทธ์การใช้สื่อออนไลน์ของพรรคการเมืองไทยในการหาเสียงเลือกตั้ง
2026-06-07T09:51:08+07:00
จักรพงศ์ ชื่นดวง
jakapongchuen19@gmail.com
สุรีวรรณ สุคนธรส
jakapongchuen19@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอและวิเคราะห์บทบาทสื่อออนไลน์ของพรรคการเมืองในยุคดิจิทัลต่อการสื่อสารทางการเมือง โดยพบว่าสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมและการสื่อสารระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน ส่งผลให้รูปแบบการรณรงค์หาเสียงและการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ พรรคการเมืองได้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Facebook Twitter YouTube และ TikTok ในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และนโยบายรวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากประชาชนได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางการสื่อสารดิจิทัลช่วยสร้างภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สื่อดิจิทัล นอกจากนี้ พรรคการเมืองจึงมักใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการกำหนดทิศทางในการสื่อสาร สร้างภาพลักษณ์องค์กร และการระดมการสนับสนุนจากประชาชน เป็นการใช้เนื้อหาที่หลากหลาย เช่น วีดีโอสั้น และการถ่ายทอดสดเพื่อช่วยให้สามารถเข้ากลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถรับฟังความคิดเห็นและปรับกลยุทธ์การสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของพรรคการเมืองจึงถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสื่อสารทางการเมือง</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/300901
ปัญญาประดิษฐ์ในฐานะตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบันของอุดมศึกษา
2026-05-12T09:26:35+07:00
ณัฐวัชร จันทรโรธรณ์
navaphorn.kob@gmail.com
ปิยลักษณ์ เพชรแอง
navaphorn.kob@gmail.com
สุปัญญา จันทร์เพ็ญศรี
navaphorn.kob@gmail.com
นวพร เอี่ยมธีระกุล
navaphorn.kob@gmail.com
<p>บทความแนวคิดเชิงสังเคราะห์วิพากษ์ฉบับนี้ มุ่งวิเคราะห์ปรากฏการณ์การผนวกปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาผ่านกรอบแนวคิดเชิงโครงสร้างวิพากษ์ (Structural– Critical AI Framework) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยี AI มิได้ทำหน้าที่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา แต่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบันอย่างซับซ้อนและมีนัยยะเชิงโครงสร้างที่ท้าทายจริยธรรมวิชาการ ผ่านการบูรณาการกรอบแนวคิดด้านการยอมรับเทคโนโลยี ทุนมนุษย์ และทฤษฎีความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพื่อตีแผ่ภาวะความเหลื่อมล้ำเชิงอัลกอริทึม (Algorithmic Inequality) ที่แฝงเร้นอยู่ในระบบปฏิบัติการการศึกษา ผลการวิเคราะห์ พบว่า หากปราศจากกลไกกำกับดูแลที่เท่าทัน สถาบันอุดมศึกษาอาจตกอยู่ในภาวะการส่งสัญญาณเชิงสถาบัน (Institutional Signaling) ที่มุ่งเน้นเพียงภาพลักษณ์ความทันสมัยโดยปราศจากการปรับเปลี่ยนคุณภาพภายใน ผู้วิจัยจึงนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์แบบประสานพลังใน 3 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับนโยบายชาติในการส่งเสริมอธิปไตยทางปัญญาและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในบริบทไทย 2) ระดับสถาบันในการพัฒนากรอบธรรมาภิบาลเชิงอัลกอริทึม (Algorithmic Governance) ที่โปร่งใสและตรวจสอบอคติได้ และ 3) ระดับบุคคลในการเสริมสร้างสมรรถนะการรู้เท่าทัน AI เชิงวิพากษ์ (Critical AI Literacy) อย่างเป็นระบบ ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัลที่ยั่งยืนบนฐานความเสมอภาคทางปัญญาและธรรมาภิบาลข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์เหนือกระแสความเร่งรีบเชิงประสิทธิภาพ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301496
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัลด้วยหลักพุทธธรรม
2026-06-07T10:26:56+07:00
พนมพร เมฆพัฒน์
nuy2515@windowslive.com
พระพินิจ ธีรภทฺโท
nuy2515@windowslive.com
จักรพันธ์ นะวะแก้ว
nuy2515@windowslive.com
<p>การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัลเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของบุคคลและองค์กรภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นการผสานทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้ากับคุณธรรมและจริยธรรม บทความวิชาการนี้พบว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนควรตั้งอยู่บนหลักพุทธธรรมสำคัญ ได้แก่ สติ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งมีบทบาทในการเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนเอง การควบคุมพฤติกรรม การมีสมาธิในการทำงาน และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวต่อบริบทดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความสมดุลทางจิตใจ อันนำไปสู่การสร้างองค์กรและสังคมที่เข้มแข็ง มีจริยธรรม และยั่งยืน</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302074
บทบาทของวรรณคดีไทยในหนังสือเรียนวรรณคดีวิจักษ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเสริมสร้างสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม
2026-06-25T14:49:55+07:00
สิทธินนท์ บุญสวยขวัญ
sitti.127@gmail.com
ลัดดา หวังภาษิต
laddaw@g.swu.ac.th
สุวิชา วันสุดล
suwichaw@g.swu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้เป็นการวิเคราะห์บทบาทของวรรณคดีไทยในการเสริมสร้างสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมที่ปรากฏในหนังสือเรียนวรรณคดีวิจักษ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยขอบข่ายของบทความจะเป็นเนื้อหาของวรรณคดีไทยในหนังสือเรียนวรรณคดีวิจักษ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ 1) นมัสการมาตาปิตุคุณและนมัสการอาจริยคุณ 2) อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง 3) หัวใจชายหนุ่ม 4) มงคลสูตรคำฉันท์ และ 5) นิทานเวตาลเรื่องที่ 10 จากการวิเคราะห์พบว่า วรรณคดีไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นกระจกสะท้อนสังคมที่แฝงคติธรรมและปรัชญาการใช้ชีวิต ผ่านการแสดงผลลัพธ์ของการกระทำของตัวละคร การชี้แนะหลักธรรมคำสอน และการนำเสนอแบบอย่างของความรับผิดชอบ การนำเนื้อหาวรรณคดีเหล่านี้มาบูรณาการกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริง รวมทั้งสอดแทรกทฤษฎีการพัฒนาทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Kohlberg) ที่เน้นเรื่องพัฒนาการทางความคิดและการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของผู้เรียน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังและเสริมสร้างสำนึกรับผิดชอบต่อตนเองและขยายผลไปสู่ส่วนรวมได้อย่างลึกซึ้งและคงทนถาวร</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301645
[RETRACTED ARTICLE] เสรีภาพกับความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตยสังเคราะห์แนวคิดเชิงปรัชญารัฐศาสตร์
2026-05-25T21:00:00+07:00
ศิริกล้า แก้วสุทอ
kamaithonmcu@gmail.com
<p>บทความนี้ได้ถูกถอดถอนออกจากการตีพิมพ์ตามมติของบรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยเป็นการดำเนินการตามแนวปฏิบัติของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ (Committee on Publication Ethics: COPE) และแนวทางการถอดถอนบทความของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p> <p>เหตุผลในการถอดถอน: ภายหลังการตีพิมพ์ ได้พบว่า รายการอ้างอิงจำนวนหนึ่งในบทความไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันการมีอยู่จริงของแหล่งข้อมูลดังกล่าวได้ (Unverifiable/Non-existent References) ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขการส่งบทความที่ผู้นิพนธ์ต้องรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ของรายการอ้างอิงทั้งหมด กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางวิชาการของบทความอย่างมีนัยสำคัญ กองบรรณาธิการจึงมีมติถอดถอนบทความนี้ เพื่อรักษาความถูกต้องสมบูรณ์ของฐานข้อมูลทางวิชาการ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/302210
เมื่อหุ่นยนต์ครองผ้าเหลือง: การวิเคราะห์เชิงจริยธรรมและผลกระทบต่อความเลื่อมใสของพุทธบริษัทในยุคปัญญาประดิษฐ์
2026-06-27T10:57:40+07:00
พระธีรพล ณฏฺฐิโก (บัวทอง)
benedit8263@gmail.com
พัชริน จินดาปทีป
benedit8263@gmail.com
สิรินทิพย์ วงษ์สวรรค์
benedit8263@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อสถานะของปัญญาประดิษฐ์ ในบทบาทผู้นำทางจิตวิญญาณผ่านแนวคิดหุ่นยนต์ผ้าเหลือง (Garbi) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการเปลี่ยนความเลื่อมใสที่เคยตั้งอยู่บนความตื่น ให้กลายเป็นเพียงผลผลิตจากการจัดการข้อมูล หากศรัทธายังคงผูกติดอยู่กับรูปลักษณ์และอัลกอริทึมที่ตอบสนองต่อความพึงพอใจส่วนบุคคล ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหุ่นยนต์มีสมรรถนะสูงสุดในการเป็นเครื่องมือสืบทอดสัจธรรมที่ปราศจาก “อคติ” และ “กิเลส” แต่ในขณะเดียวกันหุ่นยนต์ครองผ้าเหลืองกลับขาด “เจตนาทางศีลธรรม” และ “จิตสำนึก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางเพื่อความพ้นทุกข์ตามแนวทางแห่งพุทธศาสนา การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในกิจสงฆ์อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเปลี่ยนสถานะของพระธรรมให้กลายเป็นข้อมูลที่ถูกปรุงแต่ง เพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การครอบงำความคิดความเชื่อ มากกว่าการเปิดทางสู่ความตื่นรู้ที่แท้จริง หรือในทางตรงกันข้ามก็อาจจะมาในฐานะเครื่องมือเผยแผ่ธรรมที่ปราศจากการบิดเบือนที่เน้นสร้างความพอใจ และต้องคงความเข้มข้นของการสื่อสารสัจธรรมที่ไม่โน้มเอียงตาม “อัตตา” ของผู้สร้างหรือผู้ใช้งาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการตั้งมั่นในปัญญาเหนือเทคโนโลยีในยุคที่เครื่องจักรสามารถแสดงบทบาทของสมณสารูปได้อย่างสมบูรณ์แบบ พุทธบริษัทต้องหมั่นฝึกฝน <strong>“</strong>ปัญญา<strong>” </strong>ให้เท่าทัน เพื่อไม่ให้ศรัทธาถูกแทรกแซงโดยเทคนิคการบริหารจัดการข้อมูลจนละทิ้งแก่นแท้แห่งการพ้นทุกข์</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/301581
[RETRACTED ARTICLE] จริยธรรมทางการเมืองในโลกแห่งความไม่แน่นอนการรื้อสร้างฐานคิดของรัฐและความรับผิดชอบสาธารณะ
2026-05-11T14:25:06+07:00
กมัยธร มงคลกุล
kamaithorn.mong@mcu.ac.th
<p>บทความนี้ได้ถูกถอดถอนออกจากการตีพิมพ์ตามมติของบรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยเป็นการดำเนินการตามแนวปฏิบัติของคณะกรรมการจริยธรรมการตีพิมพ์ (Committee on Publication Ethics: COPE) และแนวทางการถอดถอนบทความของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)<br />เหตุผลในการถอดถอน: ภายหลังการตีพิมพ์ ได้พบว่า รายการอ้างอิงจำนวนหนึ่งในบทความไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันการมีอยู่จริงของแหล่งข้อมูลดังกล่าวได้ (Unverifiable/Non-existent References) ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขการส่งบทความที่ผู้นิพนธ์ต้องรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ของรายการอ้างอิงทั้งหมด กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางวิชาการของบทความอย่างมีนัยสำคัญ กองบรรณาธิการจึงมีมติถอดถอนบทความนี้ เพื่อรักษาความถูกต้องสมบูรณ์ของฐานข้อมูลทางวิชาการ</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/299416
การสร้างอัตลักษณ์พลเมืองที่กระตือรือร้น: วิเคราะห์ผ่านการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทยตามกรอบ E-PARTICIPATION
2026-06-25T14:55:02+07:00
กุลนรี เบญจธำรงศักดิ์
n_kulnaree@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมและรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทยอายุ 18–35 ปี ในช่วง พ.ศ. 2562–2567 เพื่อวิเคราะห์กระบวนการก่อรูปอัตลักษณ์พลเมืองที่กระตือรือร้นภายใต้บริบทสังคมดิจิทัล โดยใช้การทบทวนวรรณกรรม การวิเคราะห์เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ และกรณีศึกษาการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเยาวชนร่วมสมัย ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากพลเมืองแบบรับไปสู่พลเมืองที่กระตือรือร้น โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น เรียกร้องสิทธิ และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อันนำไปสู่การพัฒนาอัตลักษณ์พลเมืองรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดจากโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมาย จึงควรส่งเสริมการศึกษาพลเมือง พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดกว้าง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองภายใต้หลักประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิพลเมือง</p>
2026-08-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์