วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim <p>วารสารนวัตกรรมและการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเป็นวารสารวิชาการ และมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมและเผยแพร่งานวิจัยทางวิชาการที่มีคุณภาพ และนวัตกรรมทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ใน 5 สาขาวิชา ได้แก่</p> <p> (1) บริหารธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี</p> <p> (2) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ</p> <p> (3) การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม</p> <p> (4) พฤติกรรมองค์การและการจัดการทรัพยากรมนุษย์</p> <p> (5) การจัดการการท่องเที่ยว สันทนาการ และการบริการ</p> <p>เรายินดีรับบทความวิจัย (Research article) บทความทางวิชาการ (Academic article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book review) ที่ยังไม่เคยเผยแพร่ในวารสารฉบับอื่นมาก่อน ผู้ที่สนใจสามารถส่งบทความที่เว็บไซต์ (<a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/about/submissions">https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/about/submissions</a>)</p> <p> </p> <p>ISSN (Print) 3027-7345<br />ISSN (Online) 2697-6277</p> en-US <p>โปรดดูที่จริยธรรมการตีพิมพ์ <a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/Ethics">https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/Ethics</a></p> journalcim@ssru.ac.th (ผศ.ดร.หทัยพันธน์ สุนทรพิพิธ) journalcim@ssru.ac.th (สุดารัตน์ ชิราพฤกษ์) Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การท่องเที่ยวแบบหรูหรา: แนวโน้ม พฤติกรรม และความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน - การศึกษาเชิงวรรณกรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289203 <p>การท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในบริบทของยุคปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้มักมองหาประสบการณ์ที่เหนือระดับ มีความพิเศษ และแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบทั่วไป ทั้งในแง่ของบริการ คุณภาพ และความเฉพาะตัว บทความนี้เป็นการศึกษาเชิงวรรณกรรมที่มุ่งวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบหรูหรา ตั้งแต่ลักษณะเฉพาะของนักท่องเที่ยว พฤติกรรมและแนวโน้มของนักท่องเที่ยวแบบหรูหราในแต่ละภูมิภาค ไปจนถึงการประยุกต์ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์กับประสบการณ์การเดินทางแบบหรูหรา นอกจากนี้ ยังศึกษาลักษณะสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวรูปแบบนี้มีความแตกต่าง และมีการเติบโตที่น่าจับตามองในปัจจุบัน พร้อมทั้งวิเคราะห์ประเด็นด้านความยั่งยืนและบทบาทของเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบหรูหราให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป บทความนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเสนอกรอบแนวคิดและข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และนโยบายด้านการท่องเที่ยวแบบหรูหราให้สอดรับกับบริบทของโลกในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นแนวทางในการปรับกลยุทธ์การตลาดให้สามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ธันยกานต์ จำปาเงิน, วรรษิดา บุญญาณเมธาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289203 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 กรอบแนวคิดการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพนักวิจัยและนวัตกรในสถาบันอุดมศึกษาไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291607 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ (1) เพื่ออธิบายแนวคิดมาตรฐานวิชาชีพและกรอบมาตรฐานวิชาชีพนักวิจัยและนวัตกรในระดับชาติและในระดับสากล และ (2) เพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำเสนอกรอบแนวคิด การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพนักวิจัยและนวัตกรที่เหมาะสมกับบริบทของสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยอ้างอิงและเปรียบเทียบกับกรอบมาตรฐานวิชาชีพระดับชาติและระดับสากลที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ ได้แก่ (1) Professional Standards Framework (PSF) ของสหราชอาณาจักร (2) Researcher Development Framework (RDF) ของ Vitae (3) Innovation Competency Framework (ICF) ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) (4) Innovation Talent Development Framework (ITDF) ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO) และ (5) European Framework for Research Careers (EFRC) ของสหภาพยุโรป ผลของการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทำให้ได้ (ร่าง) กรอบแนวคิดในการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพนักวิจัยและนวัตกรในสถาบันอุดมศึกษาไทย ซึ่งแบ่งโครงสร้างสมรรถนะของนักวิจัย/นวัตกร ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ (1) Associate Fellow Researcher/Innovator (AFRI) หรือนักวิจัย/นวัตกรระดับต้น (2) Fellow Researcher/ Innovator (FRI) หรือนักวิจัย/นวัตกรประจำหน่วยงาน (3) Senior Fellow Researcher/Innovator (SFRI) หรือหัวหน้าโครงการพัฒนางานวิจัย/นวัตกรรม และ (4) Principal Fellow Researcher/Innovator (PFRI) หรือผู้อำนวยการวิจัย หรือผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการวิจัย/นวัตกรรม</p> <p> </p> สุบิน ยุระรัช, ศิริพร ทองแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291607 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรกรมที่ดิน กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289297 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตัวอย่างการวิจัย คือ บุคลากรของกรมที่ดินกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ประกอบด้วยกาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี รวมประชากร 409 คน คำนวณได้ตัวอย่างเท่ากับ 202 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ถูกต้องมากขึ้น ผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถาม จำนวน 350 ชุด และได้กลับคืนมา 307 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบวิธี Enter ผลพบว่า แรงจูงใจปัจจัยจูงใจ ด้านลักษณะงาน ด้านความรับผิดชอบ ด้านความสำเร็จของงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ แรงจูงใจปัจจัยอนามัย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ประโยชน์ที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ผู้บริหารสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางการบริหารในการสร้างแรงจูงใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน</p> กัลยา ทองหนูนุ้ย, ประสพชัย พสุนนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289297 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ส่วนประสมการตลาดบริการและความไว้วางใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อปุ๋ยสั่งตัดของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289417 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของส่วนประสมการตลาดบริการ ความไว้วางใจ และการตัดสินใจซื้อปุ๋ยสั่งตัดของสมาชิก และส่วนประสมการตลาดบริการและความไว้วางใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจชื้อ ปุ๋ยสั่งตัดของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างคือ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด เลือกสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า จำนวน 382 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนประสมการตลาดบริการ ความไว้วางใจ และการตัดสินใจซื้อปุ๋ยสั่งตัดภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า ส่วนประสมการตลาดบริการ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านกระบวนการให้บริการ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านบุคคล ส่งผลต่อการตัดสินใจชื้อ ปุ๋ยสั่งตัดของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยสามารถพยากรณ์การตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 81.3 และความไว้วางใจ ด้านความเข้าใจ ด้านความดูแลและการให้ ด้านการให้ข้อผูกมัด ด้านการสื่อสาร และด้านความน่าเชื่อถือ ส่งผลต่อการตัดสินใจชื้อปุ๋ยสั่งตัดของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยสามารถพยากรณ์การตัดสินใจซื้อปุ๋ยสั่งตัดได้ร้อยละ 83.5</p> อุมาพร พลูใจ, ภาศิริ เขตปิตรัตน์, อิราวัฒน์ ชมระกา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289417 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ระดับการรู้สารสนเทศของผู้สูงอายุในเขตดุสิต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/290739 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อวิเคราะห์ระดับการรู้สารสนเทศของผู้สูงอายุ (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการรู้สารสนเทศของผู้สูงอายุ จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในเขตดุสิต จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมี 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม และตอนที่ 2 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับระดับการรู้สารสนเทศ วิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานวิจัย T-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีระดับการรู้สารสนเทศ โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับน้อย ( = 2.09) และ ผลเปรียบเทียบการรู้สารสนเทศของผู้สูงอายุตามคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่าผู้สูงอายุที่มีเพศต่างกัน มีการรู้สารสนเทศไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตัวแปรอายุ วุฒิการศึกษา อาชีพ ของผู้สูงอายุที่ต่างกันมีการรู้สารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01</p> <p> </p> อาภาภรณ์ โพธิ์กระจ่าง, วิไลลักษณ์ รักบำรุง, มุกด์ตรา ทองเวส, คัทลียา จันดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/290739 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ผลการทดสอบและแนวทางเพื่อยกระดับคุณภาพแบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU-TEP) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291083 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์คะแนนผลการทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุม (2) เพื่อวิเคราะห์ความยากง่ายและอำนาจจำแนกของแบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU-TEP) และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับปรุงข้อสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวนผู้เข้าสอบจริง 220 คน คณะผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการทดสอบของนักศึกษา จำนวน 220 คน ที่ทำข้อสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ (SPU-TEP) จำนวน 100 ข้อ พบว่า ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ (SPU-TEP) อยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง (M= 68.90, SD = 13.01) และผลการวิเคราะห์ระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษเทียบกับ CEFR พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ B2 (ร้อยละ 42.80) รองลงมา คือ ระดับ B1 (ร้อยละ 37.40) ระดับ A2 (ร้อยละ 6.58) และระดับ A1 (ร้อยละ 0.82) ตามลำดับ (2) ค่าความยากง่าย (p) ของข้อสอบ SPU-TEP ที่วัดทักษะการฟังมีค่าอยู่ระหว่าง 0.08-0.98 ส่วนค่าความยากง่ายของข้อสอบ SPU-TEP ที่วัดทักษะการอ่านมีค่าอยู่ระหว่าง 0.27-0.95 สำหรับ ค่าอำนาจจำแนก (D) ของข้อสอบ SPU-TEP ที่วัดทักษะการฟังมีค่าอยู่ระหว่าง -0.10-0.72 ส่วนค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ SPU-TEP ที่วัดทักษะการอ่านมีค่าอยู่ระหว่าง -0.11-0.71 (3) แนวทางการปรับปรุงข้อสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อหาของข้อสอบ การเพิ่มรูปแบบการฟังที่หลากหลายสำหรับข้อสอบวัดทักษะการฟัง และการเพิ่มข้อคำถามที่ต้องใช้การวิเคราะห์และสรุปความมากขึ้นสำหรับข้อสอบวัดทักษะการอ่าน</p> ไพบูลย์ สุขวิจิตร บาร์, ถิรนันท์ วงศ์วิวัฒน์, Oscar Jr. Malicad, สุบิน ยุระรัช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291083 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจที่มีต่อความภักดีของนักท่องเที่ยว ในการใช้บริการรถสาธารณะในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291397 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจ และความภักดีของนักท่องเที่ยวในการใช้บริการรถสาธารณะในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการและความพึงพอใจที่มีต่อความภักดี และ 3) สร้างแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเพื่อพยากรณ์ความภักดี โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามกับนักท่องเที่ยวที่เคยใช้บริการรถสาธารณะในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 300 คน ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ตัวแปรความพึงพอใจ มีค่าเฉลี่ยโดยรวม มากที่สุด คือ 3.87 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ 0.942 2) ตัวแปรคุณภาพการให้บริการมีอิทธิพลทางตรงต่อตัวแปรความพึงพอใจและมีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อความภักดีผ่านตัวแปรความพึงพอใจ 3) แบบจำลองความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างสมบูรณ์ มีดัชนีความกลมกลืน ดังนี้ CMIN/df = 2.267, GFI = 0.962, NFI = 0.959, RFI = 0.939, IFI = 0.977, TLI = 0.965, CFI = 0.977 และ RMSEA = 0.065 ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีคุณภาพตอบสนองความคาดหวังของนักท่องเที่ยวและส่งเสริมความภักดีในการใช้บริการซ้ำ</p> พนิดา นิลอรุณ, ภวินท์ธนา เจริญบุญ, พาโชค เลิศอัศวภัทร, สุวิตา พฤกษอาภรณ์, สุดารัตน์ ชิราพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291397 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์แนวคิดเพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ความรับผิดชอบต่อสังคมและการรายงานบัญชีเพื่อความยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291606 <p>บทความนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยทบทวนและสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูลวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติ แสดงการสังเคราะห์แนวคิดเพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับการจัดกิจกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ในรูปแบบต่างๆ ด้วยกระบวนการเชิงระบบของการจัดกิจกรรม ใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลลัพธ์ (Output) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์แนวคิดในการพัฒนาเครื่องมือสำหรับจัดกิจกรรม CSR ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร 2) เพื่อถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีของการจัดการในลำดับขั้นตอนจัดกิจกรรม CSR ให้สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการรายงานผลของกิจกรรม CSR ที่สอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูล ESG ในการบัญชีเพื่อ ความยั่งยืน ผลการศึกษา พบว่า 1) การสังเคราะห์แนวคิดจะสามารถกำหนดลักษณะของกิจกรรมอย่างมีแบบแผน สร้างขอบเขตของกิจกรรม นำไปสู่การทำกิจกรรมที่ถูกต้อง ด้วยการออกแบบจากทักษะของผู้ดำเนินงาน 2) การถอดบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานนั้นจะทำให้สามารถเรียงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติไปที่เป้าหมายได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม และ 3) การรายงานผลทางบัญชีแสดงถึงความเชื่อมโยงโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม จัดการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลักธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG)</p> สุรัชดา เชิดบุญเมือง, มหัทธกร เปลี่ยนสมัย, ณัฐชญา เชิดบุญเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/291606 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อความไว้วางใจและความพึงพอใจของลูกค้า: มุมมองของผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าออนไลน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/293235 <p>การเติบโตของอีคอมเมิร์ซเสื้อผ้าในไทยได้เปลี่ยนโฉมตลาด โดยมีผู้ค้ารายย่อยเป็นผู้เล่นหลัก อย่างไรก็ตาม คุณภาพบริการโลจิสติกส์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความไว้วางใจและความพึงพอใจของลูกค้า โดยเฉพาะผู้ขายบนแพลตฟอร์มเช่น Facebook, LINE, TikTok, Lazada และ Shopee การศึกษานี้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพบริการโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพการจัดส่ง ความโปร่งใสด้านราคา ความไว้วางใจ และความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยวิธีการเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้ขายออนไลน์ 420 ราย และวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) โดยผลการศึกษาพบว่าคุณภาพบริการ ประสิทธิภาพการจัดส่ง และความโปร่งใสด้านราคา ล้วนส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความไว้วางใจของลูกค้า โดยเฉพาะคุณภาพบริการที่มีอิทธิพลสูงสุด (β = .394) ในขณะที่ความไว้วางใจมีอิทธิพลโดยตรงที่สูงต่อความพึงพอใจ (β = .589) และทำหน้าที่เป็นตัวกลางเต็มที่ระหว่างปัจจัยโลจิสติกส์กับ ความพึงพอใจ โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความไว้วางใจและความพึงพอใจได้ 38.4% และ 34.7% ตามลำดับ ทั้งนี้ ข้อค้นพบนี้เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความไว้วางใจผ่านการปฏิบัติการที่ดีและการสื่อสารที่โปร่งใส เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าในระยะยาวสำหรับผู้ขายเสื้อผ้าออนไลน์ไทย</p> ปภัสสร ดวงฤทธิ์, ชลธิชา จันทร์แสง, เมธวิน กิติคุณ, โพยมราษี ฤกษ์สำราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/293235 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการบริการ และกลยุทธ์การตลาด 4E ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการ ศูนย์วิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ของนักศึกษาจากประเทศจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครฯ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/293278 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับของนวัตกรรมการบริการ กลยุทธ์การตลาด 4E และ การตัดสินใจใช้บริการ ศูนย์วิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาจากประเทศจีน 2) เพื่อศึกษานวัตกรรมการบริการ และกลยุทธ์การตลาด 4E ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการ ศูนย์วิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาจากประเทศจีน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาจากประเทศจีน วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ ที่ได้เข้าใช้บริการศูนย์วิทยบริการฯ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 207 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น ทำการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัย 1) ด้านระดับความเห็น ดังนี้ ด้านนวัตกรรมบริการ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.75) ด้านกลยุทธ์การตลาด 4E พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.73) ด้านการตัดสินใจใช้บริการ พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.74) นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานยังพบว่า ด้านนวัตกรรมบริการที่มีอิทธิต่อการตัดสินใจใช้บริการศูนย์วิทยบริการฯ ได้แก่ ด้านข้อมูลสารสนเทศ ด้านกระบวนการ ด้านเทคโนโลยี และด้านสภาพแวดล้อม ตามลำดับ และด้านกลยุทธ์การตลาด 4E มีอิทธิต่อการตัดสินใจใช้บริการศูนย์วิทยบริการฯ ได้แก่ ด้านการสร้างประสบการณ์ ด้านการสร้างความสัมพันธ์ และ ด้านการสร้างความคุ้มค่า โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์การทำนายระหว่างตัวแปรทุกด้าน พบว่า มีความสัมพันธ์กันไม่เกิน 0.80</p> สุดารัตน์ ชิราพฤกษ์, วิไลลักษณ์ รักษ์บำรุง, ศุภรา เจริญภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/293278 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาเพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในจังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/293589 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจังหวัดนครปฐม เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ กับระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจังหวัดนครปฐม เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดนครปฐม งานวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุ 400 คน และเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการถดถอยพหุคูณปกติ และ เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นวัยต้น (60–69 ปี) ร้อยละ 51.25 เพศหญิงร้อยละ 66.25 มีสถานภาพสมรสร้อยละ 59 และจบการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 71.25 ระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.13) ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิต ได้แก่ ระดับการศึกษา (β = .112) การมีผู้ดูแล (β = .193) สิทธิการรักษาพยาบาล (β = .316) ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย (β = .151) การเข้าร่วมกลุ่มอาชีพในชุมชน (β = .614) การเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน (β = .350) การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ (β = .240) และการเตรียมหาอาชีพหลังเกษียณ (β = .253) โดยการเข้าร่วมกลุ่มอาชีพในชุมชนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ข้อมูลเชิงคุณภาพสอดคล้องกับเชิงปริมาณ โดยผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีบ้านเป็นของตนเอง ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล เข้าร่วมกิจกรรมชุมชน และมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและอาชีพ มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพชีวิตสูงกว่า ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนวทางพัฒนา เช่น การส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตและ การฝึกอบรมวิชาชีพ การขยายสิทธิและการเข้าถึงบริการสุขภาพ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย การสร้างกิจกรรมและเครือข่ายทางสังคม และการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพและอาชีพสำหรับผู้ที่ใกล้เข้าสู่วัยสูงอายุ</p> ธวัชชัย สู่เพื่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/293589 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 บุพปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขของคนวัยเกษียณในจังหวัดกระบี่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/294949 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบุพปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขของคนวัยเกษียณในจังหวัดกระบี่ โดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคือคนวัยเกษียณในจังหวัดกระบี่ จำนวน 300 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนลิเคิร์ท 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรแฝงทั้งหมดมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก และแบบจำลองโครงสร้างเชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี จากการประเมินความสอดคล้องของโมเดลพบว่ามีค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (c<sup>2</sup>/df) = 2.724, RMSEA = 0.076, CFI = 0.958, GFI = 0.920 และ NFI = 0.935 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด ผลการวิเคราะห์อิทธิพลแสดงว่า การรับรู้คุณค่าและประโยชน์ (PVB) การสร้างทัศนคติ (ATF) และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย (LIE) มีอิทธิพลทางตรงต่อกิจกรรมทางกายภาพและปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (PAS) อย่างมีนัยสำคัญ และทั้งสี่ปัจจัยนี้มีอิทธิพลทางตรงต่อความเป็นอยู่ที่ดี (WBE) โดยปัจจัย ATF มีอิทธิพลรวมสูงสุดต่อ WBE (β = 0.325) นอกจากนี้ PAS ยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลทางอ้อมของ PVB, ATF และ LIE ไปยัง WBE อีกด้วย แบบจำลองนี้สามารถอธิบายความแปรปรวนของความเป็นอยู่ที่ดีได้ร้อยละ 39 ผลการศึกษานำไปสู่การพัฒนา “แบบจำลองความเป็นอยู่ที่ดี” ซึ่งเป็นกรอบแนวทางสำหรับการวางแผนนโยบายและการออกแบบบริการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนวัยเกษียณอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ศึกษาที่เก็บข้อมูลเฉพาะในจังหวัดกระบี่ ซึ่งอาจมีบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น ผลการศึกษาจึงควรนำไปประยุกต์ใช้อย่างระมัดระวัง</p> ธนันพิชญ์ สิทธิเดชไพบูลย์, ชมภู สายเสมา, บัณฑิต ผังนิรันดร์, ธนพล ก่อฐานะ, ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/294949 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Relationship Between Board and Executive Compensation and Tax Planning of Listed Companies on the Stock Exchange of Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289439 <p>Compensation may serve as a motivation for board members and executives to engage in tax planning. This study aims to examine the relationship between board and executive compensation and tax planning. Data are collected from 693 listed firms in Thailand during 2022–2023. The results show that board compensation is positively associated with tax planning measured by the generally accepted accounting principle's effective tax rate and the ratio of tax expenses to total assets, indicating a tendency for the company to engage in less tax planning. This reflects that increasing board compensation may strengthen its governance role, emphasizing tax transparency. Meanwhile, there is no significant relationship between executive compensation and corporate tax planning.</p> Nata Singprasert, Kanjana Phonsumlissakul ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/289439 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 Causal factors of Becoming an Innovative Organization and Business Performance of Service-Sector Small and Medium-Sized Enterprises (SMEs) in the Accommodation Industry in Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/292690 <p>This study aims to examine the levels of causal factors influencing the development of innovative organizations and business performance of small and medium-sized enterprises (SMEs) in the service sector, with a particular focus on the accommodation industry in Thailand. It also investigates the relationships and causal influences among service quality, digital transformation, strategic management, innovative organizations, and business performance, and proposes a structural model explaining these relationships. The sample consisted of 380 entrepreneurs and supervisory-level employees aged 20 years and above, working in accommodation-sector SMEs and registered with the Thai Small and Medium Enterprise Entrepreneurs Association. Data were analyzed using statistical software at a significance level of 0.05. Statistical techniques included descriptive statistics, confirmatory factor analysis (CFA), and model fit analysis to assess the consistency between the proposed model and empirical data. The findings indicate that service quality, digital transformation, strategic management, innovative organization, and business performance were all perceived at a high level. Service quality, digital transformation, and strategic management demonstrated strong correlations and significant causal effects on innovative organizations (0.90) and business performance (0.96). The proposed A-com Model effectively explained 90% of the variance in innovative organizations and 96% of business performance, with satisfactory goodness-of-fit indices. This study contributes to a deeper understanding of the key drivers of innovation and performance in accommodation-sector SMEs. The findings offer a useful theoretical and practical framework for future research and can support policymakers and relevant agencies in developing innovation-driven strategies. Additionally, SMEs can apply the results for organizational self-assessment, strategic planning, and enhancing competitiveness, sustainability, and adaptability in the digital and post-COVID-19 era.</p> kanyarat Tirathanachaiyakun ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมและการจัดการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journalcim/article/view/292690 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700