วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace <p><strong>ISSN: 2985-1556 (Online) </strong></p> <p> <strong>วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้คณาจารย์บุคลากรเจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เสนอและเผยแพร่บทความบทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทรรศน์ และบทความพิเศษ ที่ได้มาตรฐานสู่สาธารณชน รวมทั้งยกระดับผลงานทางวิชาการให้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายถอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เปิดรับบทความด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีละ 6 ฉบับ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p> 4) บทความพิเศษ (Special Article) ในวาระครบรอบหรือในโอกาสสำคัญต่างๆ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ </p> <p> ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน </p> <p> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</p> <p> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</p> <p> ทั้งนี้ เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภท Online ของวารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร คือ ISSN: 2985-1556 (Online) เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <u><a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.%20php/journal-peace">https://so03.tci-thaijo.org/index. php/journal-peace</a></u></p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p> Master of Arts Program in Peace Studies Mahachulalongkornrajavidyalaya University th-TH วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร 2287-0962 <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</p> การเสริมสร้างแรงจูงใจเพื่อความสุขในการทำงานของบุคลากรยุคใหม่ ด้วยหลักอิทธิบาท 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294987 <p>บทความวิชาการเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิด กระบวนการ และแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการเสริมสร้างแรงจูงใจและความสุขในการทำงานของบุคลากรยุคใหม่ ภายใต้บริบทสังคมและการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจและรักในสิ่งที่ทำ), วิริยะ (ความเพียรพยายาม), จิตตะ (สมาธิและความตั้งมั่น), และ วิมังสา (การใช้ปัญญาใคร่ครวญ) ซึ่งเป็นกลไกทางจิตที่ก่อให้เกิดพลังแห่งความสำเร็จและสันติสุขภายใน</p> <p>ผลการวิเคราะห์เชิงพุทธจิตวิทยาพบว่า แรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรยุคใหม่มิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งตอบแทนหรือแรงกระตุ้นจากภายนอกเท่านั้น แต่เกิดจาก “แรงขับภายใน”ที่เชื่อมโยงกับความตระหนักรู้ ในคุณค่าของงาน และแรงจูงใจที่เกิดจากการปฏิบัติงาน หลักอิทธิบาท 4 สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบจิตวิทยาเชิงพัฒนา ช่วยหล่อหลอมให้บุคลากรทำงานอย่างมีสติ สมดุล และมีความสุขอย่างยั่งยืน ฉันทะ ส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน วิริยะ หล่อหลอมความมุ่งมั่นและความอดทน จิตตะ พัฒนาให้เกิดสมาธิและการตระหนักรู้ในปัจจุบัน และ วิมังสา ทำหน้าที่เป็นกลไกการเรียนรู้ด้วยปัญญาและการใคร่ครวญตน</p> <p>การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการทำงานช่วยเสริมสร้าง “แรงจูงใจเชิงสติ” ซึ่งเป็นฐานแห่งความสุขในการทำงานอย่างแท้จริง และช่วยพัฒนา "สุขภาวะทางใจ" ของบุคลากรให้ทำงานอย่างมีความหมาย มีประสิทธิภาพ และดำรงชีวิตอย่างสมดุล ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายของพระพุทธศาสนาในการสร้างสันติสุขภายในและความเจริญร่วมกันขององค์กรและสังคม</p> พระจันธา เมธิโกธี พระครูสังฆกิจดิลก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1982 1993 พุทธบูรณาการเพื่อการโค้ชทีมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295219 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีการโค้ชทีมเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอหรือรากของสาเหตุก่อนที่จะค้นหาวิธีแก้ไข ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแนวคิดทฤษฎีของตะวันตก และหลักพุทธธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาวะผู้นำหรือบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชในการแก้ปัญหาให้กับทีมหรือปัญหาเฉพาะตัวบุคคลของคนในทีม โดยบูรณาการทฤษฎีของตะวันตกและพุทธธรรมเพื่อสร้างกรอบแนวคิดใหม่ว่าด้วย การโค้ชทีมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลง เนื้อหาประกอบด้วย (1) การทบทวนทฤษฎีตะวันตก ได้แก่ การโค้ชชิ่ง การโค้ชทีมเพื่อแก้ปัญหาด้วยหลักการของ การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ จิตวิทยาสติ ความฉลาดทางอารมณ์หรือวุฒิภาวะทางอารมณ์ และ ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจของสมาชิกทุกคนในทีม โดยมีการวิเคราะห์จุดที่ยังเป็นช่องว่างของการโค้ชทีมในปัจจุบัน ด้วยโมเดล GROW (2) การนำเสนอหลักพุทธธรรมที่สอดคล้องกับหลักการโค้ชทีมเพื่อแก้ปัญหา ได้แก่ อริยสัจ 4 และพรหมวิหาร 4 (3) การบูรณาการทฤษฎีตะวันตกกับหลักพุทธธรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโค้ชและคุณสมบัติภายในของบุคคลที่ทำหน้าที่ในการโค้ชทีม ผลการศึกษาเสนอว่าทฤษฎีตะวันตกให้กรอบ กระบวนการและเครื่องมือการโค้ชที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม มีวิธีการฝึกฝนพัฒนาสมรรถนะการโค้ช แต่ยังขาดพื้นฐานจุดเริ่มต้นที่ตัวบุคคลที่ต้องมีมิติด้านคุณธรรม วิธีคิดและจิตใจที่ชัดเจน ซึ่งเมื่อนำหลักพุทธธรรมมาประกอบ จะช่วยให้เกิดการสังเคราะห์ “โมเดลการโค้ชทีมเพื่อแก้ปัญหาบนพื้นฐานพุทธธรรม” ที่มีองค์ประกอบด้านกระบวนการโค้ชทีมเพื่อแก้ปัญหา พร้อมทั้งภาวะภายในตัวผู้นำ บนพื้นฐานจิตวิทยาสติ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และคุณภาพของจิตใจที่มีความเป็นพรหมวิหาร 4 เพื่อให้ผู้นำทีมหรือโค้ชสามารถนำไปสร้างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมที่เอื้ออำนวยต่อการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างการเปลี่ยนแปลง และยกระดับผลงานของทีม ซึ่งโมเดลนี้จะให้มุมมองแนวคิดที่เติมเต็มในตัวผู้นำหรือผู้ที่ทำหน้าที่โค้ชทีมให้มีความสมบูรณ์ทั้งสมรรถนะที่มองเห็นภายนอกและสิ่งที่มองไม่เห็นภายใน แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรมและมีสันติสุขในการทำงานร่วมกันเป็นทีม</p> ปรีดิ์ฤทัย ตั้งจิตญาณพัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1994 2006 การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพุทธตามแนวสัปปายธรรมเพื่อสุขภาวะองค์รวม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295167 <p>การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพุทธตามแนวสัปปายธรรมเพื่อสุขภาวะองค์รวม เป็นแนวทางที่มุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายและจิตใจให้เกื้อกูลต่อการฝึกสติ การภาวนา และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดการออกแบบสถานปฏิบัติธรรมร่วมสมัย โดยบูรณาการหลัก สัปปายธรรม 7 ได้แก่ อาวาสสัปปายะ โคจรสัปปายะ ภัสสสัปปายะ ปุคคลสัปปายะ โภชนสัปปายะ อุตุสัปปายะ และอิริยาปถสัปปายะ เข้ากับแนวคิด สุขภาวะองค์รวม</p> <p>บทความสะท้อนให้เห็นว่าสัปปายธรรมแต่ละด้านสามารถถ่ายทอดเป็นคุณลักษณะทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อความสงบและสมาธิ การวางผังที่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การออกแบบสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนปฏิสัมพันธ์เชิงบวก การคำนึงถึงอาหาร สุขภาพ ภูมิอากาศ ธรรมชาติ และอิริยาบถของผู้ใช้พื้นที่ ซึ่งล้วนส่งเสริมสมดุลระหว่างกาย จิต และปัญญา</p> <p>อย่างไรก็ตาม การออกแบบสถานปฏิบัติธรรมในปัจจุบันยังขาดกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงหลักสัปปายธรรมทั้ง 7 ด้านกับสุขภาวะองค์รวมอย่างเป็นระบบ บทความนี้จึงเสนอแนวคิด “กรอบแนวคิด สัปปายธรรมเพื่อสุขภาวะองค์รวม” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาสถานปฏิบัติธรรมร่วมสมัยให้เป็นสถาปัตยกรรมเชิงพุทธที่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรมและสุขภาวะองค์รวมของผู้ใช้พื้นที่</p> กรณ์กันต์ ลิ้วสงวนกุลธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 2007 2020 การพัฒนาแกนนำด้านการดูแลผู้บกพร่องทางจิตตามแนวทางพรหมวิหาร 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295173 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแกนนำด้านการดูแลผู้บกพร่องทางจิตตามแนวทางพรหมวิหาร 4 อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนาที่มุ่งส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและสมดุล แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการบ่มเพาะผู้นำจิตอาสาที่สามารถเข้าใจ เข้าถึง และดูแลผู้บกพร่องทางจิตด้วยความตระหนักรู้ในคุณค่าความเป็นมนุษย์</p> <p>การพัฒนาแกนนำตามแนวทางพรหมวิหาร 4 ช่วยปรับมุมมองการดูแลจากการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาท ไปสู่การดูแลเชิงภาวนาที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจในทุกข์ของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง เมตตาช่วยสร้างความไว้วางใจและความอบอุ่นในความสัมพันธ์ กรุณาส่งเสริมการช่วยเหลืออย่างมีปัญญาและไม่เบียดเบียน มุทิตาเป็นพลังใจที่เกื้อหนุนให้เห็นคุณค่าและความก้าวหน้าของผู้รับการดูแล ขณะที่อุเบกขามีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลทางอารมณ์ของผู้ดูแล ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเหนื่อยล้าหรือยึดติดเกินควร</p> <p>บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการพรหมวิหาร 4 ในกระบวนการพัฒนาแกนนำสามารถก่อให้เกิดคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ จิตตื่นรู้ต่อความทุกข์ของผู้อื่น การสื่อสารอย่างอ่อนโยน และภาวะผู้นำแห่งเมตตา อันเป็นฐานสำคัญของการสร้าง “สังคมแห่งเมตตา” ที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจของผู้ดูแล ผู้บกพร่องทางจิต และชุมชนโดยรวม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและสันติในระยะยาว</p> นุชจารี คล้ายสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 2021 2030 การบริหารโรงเรียนขยายโอกาสในยุคอนาคต : การบริหารเชิงนวัตกรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295779 <p>บทความนี้ นำเสนอแนวทางการบริหารโรงเรียนขยายโอกาสในยุคอนาคต จากปัจจัยและองค์ประกอบที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหาร และเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารให้สอดคล้องกับบริบททางเทคโนโลยีและความต้องการของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 การบริหารโรงเรียนขยายโอกาส มีความสำคัญเนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านโอกาสทางการศึกษาและทรัพยากร ช่วยให้โรงเรียนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารลดความซ้ำซ้อนในการจัดการ และตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างทันสมัยและเท่าเทียม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความสามารถในการทำงานและการดำรงชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาในยุคอนาคต มิได้เป็นเพียงการต่อยอดจาก Education 4.0 ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แต่เป็นการตอบสนองต่อคำถามเชิงจริยธรรมและเป้าหมายของชีวิตมนุษย์ในยุคที่ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในหลายมิติ ได้แก่ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิตอลในกระบวนการบริหาร โรงเรียนใช้เทคโนโลยีในการวางแผน การจัดการข้อมูลนักเรียน การติดตามผลการเรียน และการสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ บทบาทสำคัญในการตัดสินใจและการปรับปรุงกระบวนการบริหาร ความรู้ด้านดิจิตอล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและการเรียนการสอน การติดตามและประเมินผล การใช้ระบบประเมินคุณภาพภายในและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และปรับปรุงการบริหารอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยสรุปว่าการนำแนวปฏิบัติการบริหารในยุคดิจิตอลมาประยุกต์ใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโรงเรียนขยายโอกาส สร้างความโปร่งใส ยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาความสามารถของบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันภายในโรงเรียน</p> ณุภาวี คงเกิด วรรณรี ปานศิริ สมชัย สินแท้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 2031 2043 การบูรณาการสติ ขันติ และสันติในกระบวนการพัฒนาสถานปฏิบัติธรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296602 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการบูรณาการ สติ ขันติ และสันติ ในกระบวนการพัฒนาสถานปฏิบัติธรรม เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการพัฒนามนุษย์และการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมร่วมสมัย การศึกษาดำเนินการโดยใช้การวิเคราะห์เอกสารเชิงวิชาการและคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการพัฒนาสถานปฏิบัติธรรม หลักพุทธธรรมว่าด้วยสติ ขันติ และสันติ รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์กรและชุมชนเชิงคุณค่า</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า การพัฒนาสถานปฏิบัติธรรมอย่างมีคุณภาพจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการหลักธรรมทั้งสามประการอย่างเป็นระบบ โดยสติทำหน้าที่เป็นฐานของการตระหนักรู้ การกำกับตนเอง และการตัดสินใจอย่างรอบคอบของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ขันติ เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความอดทน ความเข้าใจ และการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมความสัมพันธ์อันเกื้อกูล ขณะที่ สันติ เป็นทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ของกระบวนการพัฒนา อันสะท้อนถึงสภาวะแห่งความสงบภายในบุคคลและบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ภายในสถานปฏิบัติธรรม</p> <p>การบูรณาการสติ ขันติ และสันติในกระบวนการพัฒนาสถานปฏิบัติธรรม จึงเป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ การจัดกิจกรรมทางธรรม และการอยู่ร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสถานปฏิบัติธรรมในฐานะแหล่งบ่มเพาะสันติภาวะและคุณค่าทางจริยธรรม อันนำไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน</p> จินดา มหาพัณณาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 2044 2053 แนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมผู้สูงวัยด้วยสมุนไพรและหลักภาวนา 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295438 <p>บทความวิชาการเรื่อง “แนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมผู้สูงวัยด้วยสมุนไพรและหลักภาวนา 4” มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการใช้สมุนไพรบำบัดในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างองค์รวม โดยเน้นการดูแลสุขภาพเชิงรุก บูรณาการองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมร่วมกับวิทยาการสมัยใหม่ให้เป็น ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย</p> <p>การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบองค์รวมด้วยสมุนไพรเชิงบำบัด สามารถแบ่งได้เป็น 4 มิติ ดังนี้</p> <p>(1) ด้านสุขภาพกาย เลือกบริโภคและใช้สมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายและบรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น เพื่อให้ผู้สูงวัยมีความสามารถในการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน</p> <p>(2) ด้านสุขภาพจิตและอารมณ์ สมุนไพรและธรรมชาติช่วยสร้างความผ่อนคลาย ลดความเครียด และเพิ่มความสงบภายใน ทำให้อารมณ์แจ่มใส</p> <p>(3) ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม การปลูกสมุนไพรภายในบ้านช่วยสร้างบรรยากาศร่มรื่นน่าอยู่ และเป็นแหล่งสมุนไพรที่ปลอดภัย ช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างมั่นคง</p> <p>(4) ด้านจิตวิญญาณและความมั่นคงในชีวิต ผู้สูงวัยสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรสู่คนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดคุณค่าในตนเอง ลดความโดดเดี่ยว และสร้างความหมายในการดำรงชีวิต</p> <p>ทั้งสี่มิตินี้เชื่อมโยงและสนับสนุนกัน เพื่อให้ผู้สูงวัยมีสุขภาวะที่ครบถ้วน สมวัย และดำเนินชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบ มีความสุข และยั่งยืน</p> รุ้งทอแสง ชั้นสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 2054 2061 Development Model of Social Service Activities Management of College Students in Nan'an District, Chongqing, People’s Republic of China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/301470 <p>The objectives were: 1) to investigate the management elements of college students’ social service activities in Nan’an District, Chongqing; 2) to develop a development model for college students’ social service activities in Chongqing; 3) to evaluate the development model for college students' social service activities in Nan'an District, Chongqing. The research methodology comprises 3 phases. Phase 1: studying the elements of college students' social service activities. Content validity was assessed using IOC by 3 experts. Phase 2: constructing a development model for college students’ social service activities through interviews with administrators from 3 exemplary institutions. The panel of 5 experts validated the draft model. Phase 3: evaluating the model’s accuracy and applicability by 7 qualified experts, while assessing its feasibility and utility through feedback from 30 student union presidents.</p> <p>The results of the research were found to be: 1) The development model for college students’ social service activities in Nan’an District, Chongqing, China consists of 4 key elements: organizational leadership, support mechanism, institutional development, and professional development. 2) Developing an IPOS model for college students’ social service activities in Nan’an District, Chongqing, People’s Republic of China. Using the PDCA Cycle management philosophy as its theoretical framework. 3) The evaluation results of the development model for college students’ social service activities in Nan’an District, Chongqing, People’s Republic of China indicate that experts rated its accuracy and applicability at the highest level, while student union leaders rated its feasibility and utility at the highest level.</p> He Zurun Somsak Jeewattana Pittaya Pantachai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1569 1582 A Model of Vipassana Meditation Practice for Psychological Well-Being Empowerment in Elderly Women https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293176 <p>This research, titled “A Model of Vipassana Meditation Practice for Psychological Well-being Empowerment in Elderly Women”, had three main objectives: 1) To explore concepts and theories of psychological well-being, empowerment, and the contexts, problems, and needs of elderly women in Vipassana meditation practice. 2) To develop and examine the effects of Vipassana Meditation Practice on psychological well-being empowerment in elderly women. 3) To present a model of Vipassana Meditation Practice for psychological well-being empowerment in elderly women. This study employed a mixed-methods approach, combining qualitative (in-depth interviews with Vipassana Masters and elderly practitioners) and experimental research (involving 15 elderly women practicing the Four Foundations of Mindfulness). Data were analyzed using descriptive methods and thematic analysis.</p> <p>The research findings are presented in accordance with the three research objectives as follows: 1) The findings show that elderly women commonly experience stress, loneliness, and health-related anxiety, which affect their psychological well-being and sense of empowerment. Vipassana meditation was identified as a practice that corresponds well with their life contexts and psychological needs, particularly in enhancing emotional regulation and inner strength. 2) The results of the Vipassana meditation practice indicate significant improvements in psychological well-being among elderly women, including reduced stress, improved sleep quality, enhanced emotional stability, increased self-efficacy, and greater mindfulness in daily life. Social interaction within the practice also strengthened participants’ sense of empowerment. 3) A structured model of Vipassana meditation practice was developed, integrating core meditation techniques, elderly-friendly adaptations, community support, and guidelines for sustainable practice. This model provides an effective and accessible framework for promoting psychological well-being empowerment in elderly women and can be applied in meditation centers, eldercare programs, and community settings.</p> Phramaha Weerasak Sangphong Nadnapang Phophichit Narumon Jiwattanasuk Sakchai Sakabucha ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1583 1594 Transforming Academic Leadership through Knowledge Management Innovation: Model Development and Evaluation in Private Universities https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295253 <p>This study aimed to (1) develop and validate a Knowledge Management (KM)–based Academic Leadership Model (AKL Model), (2) empirically assess the influence of KM-integrated academic leadership on academic administrative effectiveness, and (3) determine the model's practical applicability within private and international universities in Thailand. A three-phase mixed-methods methodology was employed. The initial phase involved synthesising relevant literature and expert opinions to construct and validate the AKL Model. The following phase investigated the relationship between KM-integrated leadership and academic administrative effectiveness, employing quantitative data collected from university executives. The final phase included a pilot implementation to evaluate the model's feasibility, utility, propriety, and accuracy in practical application.</p> <p>The study's findings suggest that the AKL Model offers a holistic structure for comprehending academic leadership, grounded in three interrelated domains: leadership characteristics, proficiencies, and actions. Furthermore, the results demonstrate that academic leadership, when informed by knowledge management tenets, substantially enhances the efficacy of academic administration. The initial implementation further validates the AKL Model's applicability and appropriateness for application within higher education management. Consequently, this research presents a validated KM-based academic leadership framework, delivering both theoretical significance and practical direction for enhancing academic administration in private and international universities.</p> Kanyamon Kanchanathaveekul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1595 1608 A Causal Relationship between Self-Efficacy and Job Engagement in Organizational Support and Organizational Culture as Mediating Roles on SMEs’ Low-Level Employee in Yiwu City, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/297364 <p>This study examines the role of self-efficacy in shaping job engagement among low-level employees in small and medium-sized enterprises (SMEs) in Yiwu City, China, with perceived organizational support and organizational culture proposed as mediating variables. SMEs in labor-intensive sectors often operate under structural constraints such as limited managerial resources, informal human resource systems, and highly standardized work processes, conditions that may weaken the motivational mechanisms proposed in mainstream engagement theories Accordingly, this study investigates: (1) the effects of four self-efficacy dimensions—mastery experiences, vicarious experiences, verbal persuasion, and emotional/physiological states—on perceived organizational support and organizational culture; (2) the direct relationships among self-efficacy, organizational support, organizational culture, and job engagement; (3) the mediating roles of organizational support and organizational culture; and (4) the applicability of dominant employee engagement theories within labor-intensive SME contexts. An explanatory sequential mixed-method design was employed. Quantitative data were collected from 410 low-level, full-time SME employees in the manufacturing, logistics, and trading sectors in Yiwu City using structured questionnaires and convenience sampling. The data were analyzed using descriptive statistics, reliability testing, confirmatory factor analysis (CFA), and covariance-based structural equation modeling (CB-SEM) with bootstrapping. Qualitative data from semi-structured interviews were analyzed thematically to provide contextual interpretation of the quantitative findings.</p> <p>The results indicate that: (1) Objective 1: Verbal persuasion significantly influences perceived organizational support (β = 0.755, p &lt; .001) and organizational culture (β = 0.546, p &lt; .001), while emotional and physiological states also show significant positive effects on organizational support (β = 0.420, p &lt; .001) and organizational culture (β = 0.639, p &lt; .001). In contrast, mastery experiences and vicarious experiences show no statistically significant effects on either organizational support or organizational culture (p &gt; .05). (2) Objective 2: No significant direct relationships are found between the self-efficacy dimensions and job engagement (p &gt; .05), and organizational support (β = 0.131, p = .249) and organizational culture (β = −0.330, p = .674) also show no significant direct effects on job engagement. (3) Objective 3: Bootstrapping analysis indicates that organizational support and organizational culture do not significantly mediate the relationships between self-efficacy dimensions and job engagement, as all indirect effects are statistically insignificant and confidence intervals include zero. (4) Objective 4: The overall pattern of findings suggests that theoretical mechanisms commonly proposed in employee engagement research—particularly those emphasizing individual psychological resources and supportive organizational climates—may operate differently in labor-intensive SME environments characterized by standardized tasks and limited autonomy.</p> <p>Conclusion: The study concludes that job engagement among low-level SME employees appears to be shaped more strongly by structural and economic employment conditions than by individual psychological resources or organizational perceptions. These findings highlight the need for greater contextual sensitivity in organizational behavior research and suggest that engagement theories developed in high-autonomy professional settings may have limited explanatory power in labor-intensive SME contexts.</p> Weilin Wang Napaporn Khantanapha ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1609 1628 The Influence of Consumer Trust in Smart Energy Ecosystems on Purchase Intention for New Energy Vehicles: The Mediating Role of Perceived Smart Mobility Benefits and the Moderating Effect of Digital Readiness https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296724 <p>The quick growth of smart energy ecosystems is creating intelligent charging networks, connected vehicles and digital service applications. As a result, consumers are appraising new energy vehicles (NEVs) in a different environment. However, we know little about consumer trust in these ecosystems and purchase decisions. To analyse the effect of consumer trust in smart energy ecosystem on NEV purchase intention, with perceived smart mobility benefits mediating and digital readiness moderating, the present study aims to fill this business research gap. Based on the theories of technology acceptance, trust transfer, perceived value, and stimulus-organism-response, a research model with hypotheses was developed and validated. Survey data were collected from 523 consumers in the Hebei Province of China. Important findings were resulted from the modeling. To begin with, consumer trust in smart energy ecosystems, covering technology, service provider, system reliability, and data security dimensions, has helped in having a positive impact and increase in smart mobility benefits (β = 0.536, p &lt; 0.001). Furthermore, similarly consumer trust in smart energy ecosystems, has also managed to help with the increase in purchase intention (β = 0.187, p &lt; 0.01). Secondly, the trust-intention relationship was partially mediated by perceived benefits of smart mobility, that is, 57.8% of the total impact. The effect of trust and perceived benefit on the intention to purchase is moderated by digital readiness, as it became significantly stronger for those digitally ready. It is important to note that digital readiness does not moderate the effect of trust on benefit perceptions. Rather, it affects whether benefit perceptions lead to purchase. The research results further extend trust research to the emerging realm of smart energy ecosystems. It clarifies that the cognitive pathway from trust to purchase intention and considers digital readiness a meaningful boundary condition. Strategies to boost NEV adoption have been suggested in the course of the research findings. They were termed complementary strategies.</p> Wantong Zhao Hui Guo Suprwin Nachiangmai Apichaya Kunthino ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1629 1646 Design and Development of Multimedia Innovations to Promote Cognitive Skills in Early Childhood https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294300 <p>The purpose of this study was twofold: (1) to study and develop the efficiency of multimedia-based instructional innovations designed to enhance cognitive skills in early childhood, and (2) to compare the cognitive skills of children before and after exposure to the developed media. A mixed-methods research design was employed. The participants included 241 teachers from early childhood development centers under the Bangkok Metropolitan Administration, selected through simple random sampling in accordance with predetermined criteria. Research instruments consisted of a structured questionnaire and a semi-structured interview protocol. Quantitative data were analyzed using frequencies, percentages, means, and standard deviations, while qualitative data were analyzed through content analysis. The multimedia innovation developed in this study comprised 12 sets of storybooks integrated with Augmented Reality (AR) and three-dimensional (3D) materials. The validity assessment yielded an Index of Item Objective Congruence (IOC) ranging from 0.78 to 1.00, confirming the appropriateness and accuracy of the media. The efficiency evaluation demonstrated that the innovation achieved the 80/80 efficiency criterion. Furthermore, the effectiveness index (E.I.) of children’s cognitive skills before and after learning with the innovation was 0.81, indicating a substantial improvement in cognitive development.</p> <p>The findings suggest that AR-based multimedia innovations, when integrated with tangible learning materials, are effective in promoting cognitive skills among young children. The study highlights the potential of technology-enhanced media as an instructional tool in early childhood education and provides a foundation for further research into scalable, sustainable applications across diverse educational contexts.</p> Chayapat Prapaipornlert Wannaapa Jarupaphanl Prapaipornlert Prapimjai Piemkum Prapimpong Wattanarat Sirathan Chaithornthanawat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1647 1656 การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความยั่งยืนของสหกรณ์อิสลาม ใน 4 จังหวัดภาคใต้ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294731 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความยั่งยืนของสหกรณ์อิสลามใน 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ (1) การจัดการการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม (2) กลยุทธ์การใช้สื่อแบบมีส่วนร่วม และ (3) แนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง กลุ่มข้อมูลหลักประกอบด้วยคณะกรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ 20 คน ผู้แทนจากภาครัฐ 4 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร 3 คน และสมาชิกสหกรณ์ 12 คน รวม 39 คน คัดเลือกแบบมีเกณฑ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการสร้างข้อสรุปเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) การจัดการการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความยั่งยืน มี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การวางแผนร่วมกับสมาชิก สหกรณ์เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในระดับดีแต่ยังขาดความต่อเนื่อง 2) การตัดสินใจแบบเปิดกว้าง สมาชิกมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็นในระดับน่าพอใจ แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังอยู่ที่คณะกรรมการ 3) การดำเนินการร่วมกับสมาชิก สมาชิกมีบทบาทเด่นในกิจกรรมสังคมและศาสนา แต่มีส่วนร่วมน้อยในกิจกรรมเศรษฐกิจ และ 4) การประเมินผลแบบมีส่วนร่วม ส่วนใหญ่ดำเนินผ่านการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งยังไม่ครอบคลุมทุกมิติของการประเมินผล (2) กลยุทธ์การใช้สื่อแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความยั่งยืนประกอบด้วย 1) กลยุทธ์สื่อบุคคล ผ่านคณะกรรมการ ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเข้าใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ 2) กลยุทธ์สื่อกิจกรรม เช่น การประชุมสัมมนาและกิจกรรมทางศาสนา ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก และ 3) กลยุทธ์สื่อสังคมออนไลน์ ผ่าน Facebook และ Line ใช้เผยแพร่ข้อมูลได้ดีแต่ยังขาดการสื่อสารแบบสองทางที่กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม และ (3) แนวทางการพัฒนา ได้แก่ 1) แนวทางการจัดการการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม ควรสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การตัดสินใจ การดำเนินการ และการประเมินผล พร้อมพัฒนาความรู้ด้านการสื่อสารของคณะกรรมการและสมาชิก และ 2) แนวทางการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสาร ควรบูรณาการสื่อบุคคล สื่อกิจกรรม และสื่อออนไลน์ โดยเน้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางรับฟังความคิดเห็นและสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่ม</p> อภินันท์ แสล่หมัน กานต์ บุญศิริ วิทยาธร ท่อแก้ว กุลธิดา ธรรมวิภัชน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1657 1672 นักท่องเที่ยวมูเตลู : ความเชื่อ พฤติกรรม และความต้องการในการท่องเที่ยว https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294852 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิถีปฏิบัติ พฤติกรรม และความต้องการท่องเที่ยวมูเตลูของนักท่องเที่ยวชาวไทย 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรศาสตร์กับวิถีปฏิบัติและความต้องการท่องเที่ยวมูเตลู และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวิถีปฏิบัติมูเตลูกับความต้องการท่องเที่ยวมูเตลู ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวกด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีประสบการณ์มูเตลู จำนวน 406 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความสัมพันธ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวมีวิถีปฏิบัติมูเตลูโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับวัตถุประสงค์ในการขอพรเพื่อความสุขความเจริญอยู่เย็นเป็นสุข พฤติกรรมท่องเที่ยวมูเตลูส่วนใหญ่เดินทางกับครอบครัว ใช้รถยนต์ส่วนตัว เดินทางวันหยุด ใช้จ่ายไม่เกิน 1,500 บาท วางแผนเดินทางด้วยตนเอง และมีความต้องการท่องเที่ยวมูเตลูโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยต้องการไปกราบสักการะศาลเจ้าและเทวสถานมากที่สุด 2) ลักษณะทางประชากรศาสตร์ด้านอายุ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ และสถานภาพ ส่งผลต่อวิถีปฏิบัติและความต้องการท่องเที่ยวมูเตลูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) 3) วิถีปฏิบัติมูเตลูโดยรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับความต้องการท่องเที่ยวมูเตลู (r = 0.732) ชี้ให้เห็นว่ายิ่งมีวิถีปฏิบัติมูเตลูมากความต้องการท่องเที่ยวมูเตลูยิ่งสูงขึ้น ผลการวิจัยสะท้อนว่าความเชื่อและศรัทธาเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวมูเตลูในไทย และเป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว มูเตลูไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเส้นทางหรือกิจกรรมการท่องเที่ยวมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติ ตำนานหรือเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์</p> จริยา สุพรรณ สุภาภรณ์ ประสงค์ทัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1673 1687 การเสริมสร้างพลังใจ สร้างสุข ของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุตำบลหอมเกร็ด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293883 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุตำบลหอมเกร็ด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษากิจกรรมสร้างสุข 5 มิติสำหรับผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างสุข 5 มิติอย่างยั่งยืน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังใจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือชมรมผู้สูงอายุตำบลหอมเกร็ด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 30 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) การอบรมเชิงปฏิบัติการ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) การสังเกตการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในชมรมผู้สูงอายุตำบลหอมเกร็ด พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ได้แก่ ปัจจัยด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสุขภาพ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) กิจกรรมสร้างสุข 5 มิติ สำหรับผู้สูงอายุ ในชมรมผู้สูงอายตำบลหอมเกร็ด พบว่า กิจกรรม สร้างสุข 5 มิติ ได้แก่ กิจกรรมสุขสันต์วันเกิดประจำเดือน โยคะหน้าเด็ก หัวเราะบำบัด สมาธิบำบัด SKT (SKT1/SKT2) การเรียนรู้เรื่องสมุนไพรไทย และการรู้เท่าทันกลลวงโลกออนไลน์ ช่วยเสริมคุณค่าในตนเอง ทั้งยังส่งเสริมสุขภาพกาย–ใจ และการเรียนรู้ที่เหมาะสม 3) แนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างสุข 5 มิติ สำหรับผู้สูงอายุ พบว่า แนวทางการขับเคลื่อนรูปแบบกิจกรรม ควรอาศัยการวางแผนร่วมกันผ่านกระบวนการ AIC การสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสื่อสาร และการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุเคลื่อนที่หรือกลุ่มย่อยตามความสนใจ</p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ ต้นแบบการดำเนินกิจกรรมสร้างสุข 5 มิติ ที่สามารถประยุกต์ใช้ในชมรมผู้สูงอายุในพื้นที่อื่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า และสมศักดิ์ศรีในสังคม</p> ทรรศิตา ธนากรอัครกุล พระมหาประกาศิต สิริเมโธ สัญญา สดประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1688 1699 รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมเก่งดีมีสุขของสามเณรโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294134 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การจัดการเรียนรู้ของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ จังหวัดบุรีรัมย์ 2) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม “เก่ง–ดี–มีสุข” และ 3) ขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวในระดับทั้งโรงเรียน งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบปฏิบัติการ เก็บข้อมูลจากผู้บริหาร ครู พระอาจารย์ สามเณร ผู้ปกครอง และภาคีชุมชน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตชั้นเรียน กิจกรรม และการติดตามผลจากการทดลองใช้รูปแบบ โดยดำเนินการเป็นวงจร ออกแบบปฏิบัติ สะท้อนคิด ปรับปรุง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนมีทุนทางวัฒนธรรมและกิจวัตรวัดที่ส่งเสริมวินัยและสมาธิ แต่การบูรณาการสามัญ–ธรรมศึกษาและการใช้วิธีสอนเชิงรุกยังไม่สม่ำเสมอ เครื่องมือประเมิน “ดี มีสุข” ยังไม่เป็นเอกภาพ และมีข้อจำกัดด้านเวลา ทรัพยากร ทำให้คุณภาพการเรียนรู้แตกต่างกันระหว่างห้อง โรงเรียน 2) กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยึดหลักธรรมเป็นแกน ได้แก่ สามศึกษา (ศีล สมาธิ ปัญญา) สังคหวัตถุ 4 อปริหานิยธรรม 7 และทิศ 6 แปลงสู่ชุดกิจกรรมบูรณาการ โครงงานเชิงพุทธ คลินิกวิชาการและติวพี่กับน้อง กิจวัตรวัดเชิงเรียนรู้ วงสนทนาเมตตา 10 นาทีแห่งสติ และการประเมินหลายมิติ (รูบริก “เก่ง ดี มีสุข” แบบสังเกต รายงานสะท้อนคิด และแฟ้มสะสมงาน) 3) การขับเคลื่อนระดับทั้งโรงเรียนผ่านคณะทำงานร่วม ตารางเวลาแบบบล็อก (2–2–1) PLC รายเดือน และแดชบอร์ดพัฒนาการรายเณร ทำให้เกิดเอกภาพด้านการสอนและการประเมิน การมีส่วนร่วมและสมรรถนะทางวิชาการของสามเณรสูงขึ้น คุณลักษณะด้านวินัย เมตตาชัดเจนขึ้น และตัวบ่งชี้สุขภาวะความผูกพันดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> <p>ผลสรุปคือโมเดลองค์ความรู้ใหม่ KDH Model (K = เก่ง/สมรรถนะ, D = ดี/คุณลักษณะ, H = มีสุข/สุขภาวะ) ซึ่งยึดหลักธรรมเป็นแกน ร้อยเรียงกิจกรรมในห้องเรียน กิจวัตร ความร่วมมือบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน ให้เกิดผลลัพธ์ “เก่ง ดี มีสุข” พร้อมกัน ข้อเสนอแนะคือให้บรรจุชุดกิจกรรมและรูบริกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสอนประจำภาคเรียน และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความยั่งยืนและการขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติธรรมจังหวัดอื่น</p> พระมหาศรายุทธ ธีรปญฺโญ พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ โยตะ ชัยวรมันกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1670 1683 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทหมู่บ้านจัดสรร ในเขตกรุงเทพตะวันออก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294552 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านจัดสรร ในพื้นที่กรุงเทพตะวันออก การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีความสนใจ ที่จะซื้อบ้านหรือมีประสบการณ์ในการซื้อบ้านจัดสรรในเขตพื้นที่กรุงเทพตะวันออก จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยคุณลักษณะของผู้ซื้อ ประกอบด้วย ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์บ้านจัดสรร ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ 3) ความพึงพอใจของผู้ซื้อ ประกอบด้วย ด้านคุณสมบัติบ้านจัดสรร ด้านบริการ ด้านสถานที่ 4) ปัจจัยผู้ประกอบการ ประกอบด้วย ด้านประสบการณ์ ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านชื่อเสียง 5) ภาพรวมปัจจัยคุณลักษณะของผู้ซื้อ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ความพึงพอใจของผู้ซื้อ และปัจจัยผู้ประกอบการ ทั้งหมดมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทหมู่บ้านจัดสรร ข้อค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทหมู่บ้านจัดสรรไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีความซับซ้อนในเชิงจิตวิทยา สังคม และวัฒนธรรมที่เข้ามามีบทบาทร่วมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปัจจัยคุณลักษณะของผู้ซื้อ ซึ่งเป็นตัวแปรที่อธิบายการตัดสินใจได้มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการซื้อบ้านเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันกับค่านิยมทางสังคม การยอมรับในกลุ่ม และแรงจูงใจทางจิตใจมากกว่าการพิจารณาด้านราคาเพียงอย่างเดียว</p> วัชรากร หนูเกื้อ เกศินี วีรศิลป์ สนิท สิทธิ ภาวิณี อารีศรีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1684 1699 ความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับรูปแบบการเรียนและลีลาการเรียนรู้ ของนักศึกษาสาขาอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294800 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จำแนกรูปแบบการเรียนตามแนวคิดของเฟลมมิ่งและมิลส์ 2) จำแนกลีลาการเรียนรู้ตามแนวคิดของ กราชา และริเอชแมนน์ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับรูปแบบการเรียนตามแนวคิดของเฟลมมิ่งและมิลส์ และ เพศกับลีลาการเรียนรู้ตามแนวคิดของ กราชา และริเอชแมนน์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 สาขาอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 158 คนเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบอาสาสมัคร เครื่องมือในการศึกษาประกอบด้วยแบบสำรวจรูปแบบการเรียนตามแนวคิดของ เฟลมมิ่งและมิลส์ และแบบสำรวจลีลาการเรียนรู้ตามแนวคิดของกราชา และริเอชแมนน์ ที่มีค่าสัมประสิทธิ์คอนบาคเท่ากับ 0.72 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการเรียนส่วนใหญ่เป็นแบบผสม 65.8% แบบเดี่ยว 34.2% จำแนกเป็นรับรู้ผ่านภาพและสัญลักษณ์ 1.3% รับรู้ผ่านเสียง 24.1% รับรู้ผ่านการอ่านและเขียน 14.6%และ รับรู้ทางร่างกายโดยการเคลื่อนไหวและการรู้สึก 25.9% 2) ลีลาการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยดังนี้ แบบพึ่งพา (4.13±0.40) แบบมีส่วนร่วม (3.74±0.54) แบบร่วมมือ (3.68±0.61) แบบอิสระ (3.54±0.56) แบบหลีกเลี่ยง (3.19±0.54) และแบบแข่งขัน (2.77±0.70) ตามลำดับ และ 3) เพศมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อรูปแบบการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเพศมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อ แบบพึ่งพา และแบบมีส่วนร่วม และมีความสัมพันธ์เชิงลบต่อแบบอิสระ แบบหลีกเลี่ยง แบบร่วมมือ และแบบแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong> </strong></p> กาญจนา จันทร์ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1700 1716 การเลือกเรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295787 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้เรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต 2) การเลือกเรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ประเภทวิชา คหกรรม และ 3) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนบุคคลกับการเลือกเรียนดังกล่าว จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต หลักสูตร 75 ชั่วโมง ช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 – กันยายน พ.ศ. 2568 จำนวน 230 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ในกรณีที่ผลการวิเคราะห์พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยใช้วิธีของ LSD (Least Significant Difference)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง ร้อยละ 78.3 มีอายุมากกว่า 29 ปี ร้อยละ 74.3 ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 50.9 ประกอบอาชีพอิสระ ร้อยละ 27.8 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มากกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 52.6 โดยส่วนใหญ่เลือกเรียนในสาขาวิขาคหกรรมศาสตร์ทั่วไป ร้อยละ 40.4 และเคยเรียนหลักสูตรระยะสั้นมาก่อนอย่างน้อย 1 หลักสูตร ร้อยละ 41.3 2) ผู้เรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต มีระดับความคิดเห็นต่อการเลือกเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.47, S.D. = 0.45) โดยด้านผู้สอน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านหลักสูตรและชื่อวิชาที่เรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านค่าใช้จ่ายทั้งหมดของหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น 3) ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และสาขาวิชาที่เลือกเรียน มีผลต่อการเลือกเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่จำนวนหลักสูตรที่เคยเรียนต่อเดือน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> จณาพร สุวรรณชาติ ชญาภัทร์ กี่อาริโย ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล น้อมจิตต์ สุธีบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1717 1727 พฤติกรรมการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขนมพื้นถิ่นของนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295784 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ใช้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขนมพื้นถิ่นของนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต 3) ศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขนมพื้นถิ่นของนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต 4) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวกับการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขนมพื้นถิ่นจังหวัดภูเก็ต และ 5) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขนมพื้นถิ่นของนักท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ขนมพื้นถิ่นในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือและสถิติที่ใช้ทดสอบ ได้แก่ ค่าไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 20–35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพรับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001–30,000 บาท 2) นักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อขนมพื้นถิ่นจังหวัดภูเก็ตให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวม อยู่ในระดับมาก 3) ด้านการตัดสินใจซื้อ พบว่าส่วนใหญ่นิยมซื้อขนมพื้นถิ่นเป็นของฝาก ได้แก่ ขนมเต้าส้อ ขนมอังกู๊ และขนมอาโป้ง โดยซื้อเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อเดือน ปริมาณครั้งละ 2–3 ถุงหรือกล่อง และมีค่าใช้จ่าย ต่อครั้ง 1,001–2,000 บาท 4) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความแตกต่างต่อเหตุผล ประเภท ความถี่ ปริมาณ และค่าใช้จ่ายในการซื้อขนมพื้นถิ่นที่ระดับ .05 และ 5) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านประสบการณ์ทางการตลาดมีความสัมพันธ์กับประเภทสินค้า ความถี่ และปริมาณการซื้อ ขณะที่เหตุผลในการซื้อและค่าใช้จ่ายต่อครั้งไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> ณัฐวรรณ ยิ้มปลื้ม ชญาภัทร์ กี่อาริโย ธนภพ โสตรโยม น้อมจิตต์ สุธีบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1728 1742 ความสำเร็จของการควบคุมมาตรฐานคลินิกด้านความงามในกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294527 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการควบคุมมาตรฐานคลินิกด้านความงาม การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล ที่รับผิดชอบงานคลินิกด้านความงามที่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการ ในปี พ.ศ. 2566 และ 2567 จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บทบาทภาครัฐ ปัจจัยด้านการรับรู้ ปัจจัยด้านการบริหารองค์กร ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด มีผลต่อความสำเร็จของการควบคุมมาตรฐานคลินิกด้านความงาม ผลการวิจัยนี้ ผู้ประกอบการคลินิกด้านความงาม สามารถนำข้อค้นพบนี้ใช้เป็นข้อมูลในการการบริหารจัดการ การควบคุมคุณภาพบริการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อค้นพบไปใช้เป็นข้อมูล เพื่อปรับปรุงนโยบายและกฎหมายที่ใช้ควบคุมคลินิกความงามให้มีความชัดเจนและเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น การศึกษาความสำเร็จของการควบคุมมาตรฐานคลินิกด้านความงามในกรุงเทพมหานคร ได้เผยให้เห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการกำกับมาตรฐานของคลินิกความงามในมิติที่หลากหลาย โดยพบว่า การบริหารจัดการองค์กรมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของการควบคุมมาตรฐาน</p> เกศกมล เปลี่ยนสมัย อนุวัฒน์ จรัสรัตนไพบูลย์ สนิท สิทธิ ภาวิณี อารีศรีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1743 1759 การพัฒนาประสบการณ์การอ่านของเด็กอนุบาลด้วยนิทานเมืองเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294531 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมการอ่านของเด็กอนุบาลปีที่ 3 2) พัฒนาหนังสือนิทานเมืองเพชรบุรีและแผนการจัดประสบการณ์การอ่านที่เหมาะสมกับพัฒนาการและบริบทท้องถิ่น 3) ทดลองใช้หนังสือนิทานและแผนการจัดประสบการณ์การอ่านกับเด็กอนุบาลปีที่ 3 และ 4) ประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรมดังกล่าวโดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการอ่านและความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นก่อนและหลังการทดลอง การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) กลุ่มตัวอย่างคือเด็กอนุบาลปีที่ 3 อายุ 5–6 ปี จำนวน 60 คน ที่เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินการปฏิบัติ การอ่านใน 2 ด้าน ได้แก่ “ความรู้เกี่ยวกับการอ่าน” และ “การรักการอ่าน” เครื่องมือได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC) และทดลองใช้ก่อนนำไปใช้จริง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ตลอดจนใช้ สถิติ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ (Dependent t-test) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการอ่านและความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นของเด็กก่อนและหลังการทดลอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการอ่านของเด็กอนุบาลปีที่ 3 โดยทั่วไปอยู่ในระดับปานกลาง เด็กมีความสนใจการอ่านไม่ต่อเนื่องและใช้คำศัพท์ใหม่ได้จำกัด ตัวบ่งชี้พฤติกรรมการอ่านที่สังเคราะห์ได้ถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนา 2) หนังสือนิทานจำนวน 4 เรื่อง และแผนการจัดประสบการณ์ 12 แผน ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับ “มาก” (M = 4.62, S.D. = 0.41) สะท้อนความเหมาะสมด้านเนื้อหา ภาษา ภาพประกอบ และความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นเพชรบุรี 3) การทดลองใช้พบว่าเด็กมีส่วนร่วมและตอบสนองต่อกิจกรรมได้ดี เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ และเชื่อมโยงเรื่องราวกับประสบการณ์ชีวิตจริง 4) หลังการจัดกิจกรรม เด็กมีพฤติกรรมการอ่านและความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 พฤติกรรมการอ่านดีขึ้นจากร้อยละ 65.20 เป็นร้อยละ 89.35 ทั้งนี้ ครูและผู้เชี่ยวชาญประเมินว่านวัตกรรม มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด (M = 4.70, S.D. = 0.28)</p> รัชนี นกเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1760 1773 การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธีสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับบอร์ดเกม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295827 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับบอร์ดเกม 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ฯ กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ฯ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยใช้แผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มทดลอง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ 8 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการวิธีสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับบอร์ดเกม 4 ชนิด (เกม Pelmanism เกมโดมิโนโชว์ศัพท์ เกมบิงโกคำศัพท์ และเกมบันไดงู) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired Samples t-test One-Sample t-test ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ (M = 16.42) สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ (M = 9.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ (M = 16.42 คิดเป็นร้อยละ 82.10) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ฯ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.63, S.D. = 0.49)</p> ธมลวรรณ เฉยนก พิบูลย์ ตัญญบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1774 1783 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296001 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) สมรรถนะหลักของครูในสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครูในสถานศึกษา ประชากร คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 จำนวน 160 แห่ง กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน ได้จำนวน 113 แห่ง กำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 226 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยใช้การประมาณค่า 5 ระดับ ความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 แบบสอบถามภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .996 และสมรรถนะหลักของครูในสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .998 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพทางดิจิทัล และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ทางดิจิทัล 2) สมรรถนะหลักของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการพัฒนาตนเองและ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะหลักของครูสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ทิพย์อนงค์ ทับเอี่ยม ณิรดา เวชญาลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1784 1796 การเตรียมความพร้อมของประชาชนก่อนวัยเกษียณเพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ของประชาชนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296178 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมของประชาชนในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อายุตั้งแต่ 40-59 ปีบริบูรณ์ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ การกำหนดกลุ่มตัวอย่างใช้เกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปรสังเกต การวิจัยครั้งนี้มีตัวแปรสังเกต 15 ตัว ได้จำนวนตัวอย่าง 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมก่อนวัยเกษียณ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ได้รับอิทธิพลทางตรงจากความสามารถด้านสุขภาพ มากที่สุด รองลงมาคือ ความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถด้านเศรษฐกิจ และความสามารถด้านสังคม ตามลำดับ อิทธิพลทางอ้อมพบว่า ความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากความสามารถด้านสุขภาพ มากที่สุด รองลงมาคือ ความสามารถด้านเศรษฐกิจ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาอิทธิพลรวม พบว่า ความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ได้รับอิทธิพลรวมจากความสามารถด้านสุขภาพ มากที่สุด รองลงมาคือ ความสามารถด้านเศรษฐกิจ ความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และความสามารถด้านสังคม ตามลำดับ และแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> พวนชัย โคตรชนะ ปิยะ พละปัญญา ภาวิณี อารีศรีสม อนุวัฒน์ จรัสรัตนไพบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1797 1811 รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 โรงเรียนมัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295063 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบ 3) เพื่อทดลองใช้และหาประสิทธิผลรูปแบบที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 ซึ่งค่าความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา (ค่า IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ที่ควรจะเป็น มีค่าความเชื่อมั่น 0.99 และ 0.98 ตามลำดับ แบบประเมินภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 ซึ่งมีค่าความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา(ค่า IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพที่เป็นจริง โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.18) และส่วนสภาพที่ควรจะเป็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.60) เรียงลำดับองค์ประกอบที่มีค่าความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ 1) ความสามารถในการปรับตัวด้านดิจิทัล 2) การรู้และมีทักษะดิจิทัล 3) การจัดการเรียนรู้ดิจิทัลเชิงนวัตกรรม 4) การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล 5) การพัฒนาผู้เรียนในสังคมยุค 5.0 และ 6) จริยธรรมและความรับผิดชอบดิจิทัล ตามลำดับ 2) รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 ที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาการพัฒนา กระบวนการพัฒนา และการวัดและการประเมินผล และจากประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64) 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 โดยรวม มีค่าเฉลี่ยหลังการอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.59) และความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75) ผลการศึกษาประสิทธิผลรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 โรงเรียนมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ภาวะผู้นำดิจิทัลของครูในสังคมยุค 5.0 มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.80 โดยมีค่าร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 66<em>.</em>12 </p> วิลาวรรณ จันโทวาท ศิกานต์ เพียรธัญญกรณ์ สุมัทนา หาญสุริย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1812 1825 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มเครือข่ายพระแม่ย่า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295557 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 76 คน คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 9 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง และครู 67 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและแบบสอบถามเกี่ยวกับระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ค่าความเชื่อมั่น .933 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.59, S.D. = .23) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารดิจิทัล (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63, S.D. = .31) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านวิสัยทัศน์ดิจิทัล (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.59, S.D. = .25) อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับสุดท้าย คือ ด้านการรู้ดิจิทัล (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = .29) อยู่ในระดับมากที่สุด 2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = .24) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การเรียนรู้ผ่านเกม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.67, S.D. = .27) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ กรณีศึกษา (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = .31) อยู่ในระดับมากที่สุด ลำดับสุดท้าย คือ การแสดงบทบาทสมมติ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.59, S.D. = .28) อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกและมีระดับความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (r = .673) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความสัมพันธ์สูงสุดเป็นอันดับแรก คือ ด้านวัฒนธรรมดิจิทัล กับการแสดงบทบาทสมมติ (r = .666) รองลงมา คือ ด้านวิสัยทัศน์และการแสดงบทบาทสมมติ (r = .607) และลำดับสุดท้าย คือ ด้านการรู้ดิจิทัลและกรณีศึกษา (r = .343) โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง และมีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วิรากานต์ พลคล้าย นงลักษณ์ ใจฉลาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1826 1836 การจัดการแรงงานต่างด้าวเมียนมา ลาว กัมพูชา ในภาคโรงงานอุตสาหกรรม ในจังหวัดสมุทรปราการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294503 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวจากประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชาในภาคโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสมุทรปราการ แรงงานจังหวัดสมุทรปราการ รวม 5 คน และ สนทนากลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรที่สังกัดกระทรวงแรงงาน กรมจัดหางาน ปกครองจังหวัด ชุมชน บริษัทจัดหางาน สถานประกอบการหรือนายจ้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานต่างด้าว และกลุ่มผู้อาศัยหรือได้รับผลกระทบในชุมชน และนักวิชาการตลอดจนผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง รวม 30 คน วิเคราะห์ผลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา ในภาคโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ มีแนวทาง ได้แก่ 1) มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการโรงงาน เพื่อสร้างระบบการจัดการที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพ 2) ควบคุมและตรวจสอบสถานะแรงงานให้อยู่ในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย 3) ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาระบบการอนุญาตทำงานและการขึ้นทะเบียนให้สะดวก โปร่งใส และติดตามได้ง่าย 4) การพัฒนาทักษะและศักยภาพแรงงานผ่านการฝึกอบรม 5) สร้างความเข้าใจระหว่างนายจ้างกับแรงงาน 6) พัฒนาสวัสดิการและที่พักอาศัย 7) ส่งเสริมความเสมอภาคในสถานประกอบการ 8) ป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 9) แก้ไขปัญหาการจ้างงานผิดกฎหมาย 10) ส่งเสริมกิจกรรมเชิงสังคมเพื่อให้แรงงานต่างด้าวและชุมชนมีความเข้าใจและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 11) จัดการข้อมูลแรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องและครอบคลุม และ 12) ติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง</p> วินัย บูรณสิงห์ สมบัติ กันบุตร ภาวิณี อารีศรีสม วันวสา วิโรจนารมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1837 1848 แนวทางการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296114 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น 2) สร้างแนวทางการบริหาร และ 3) ตรวจสอบและประเมินแนวทางการบริหาร เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ระยะที่ 2 การสร้างแนวทางการบริหารและระยะที่ 3 การตรวจสอบและประเมินแนวทาง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม การวิจัยเชิงปริมาณ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งสุ่มเลือกแบบหลายขั้นตอน ประกอบด้วย ผู้บริหารและครู จำนวน 474 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 15 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน เลือกแบบเจาะจงในการอภิปรายสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ PNI<sub>modified</sub> ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารด้าน ที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการจัดกิจกรรมของผู้เรียนและมีความปลอดภัย รองลงมา คือ การจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเพื่อการบริหารอย่างมีคุณภาพ การส่งเสริมวินัย คุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษา การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นคุณภาพผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาขีดความสามารถของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญและการกำหนดนโยบาย การวางแผนและบริหารจัดการสถานศึกษา 2) แนวทางการบริหารที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย 6 แนวทางหลัก 18 แนวทางรอง 86 แนวทางปฏิบัติ และ 3) ผลการตรวจสอบและประเมินมีคุณภาพระดับมากทุกด้าน ประกอบด้วย ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง ความเป็นประโยชน์ และความเหมาะสม</p> วิศวะ ผลกอง สุพรรณี สมานญาติ สิรินธร สินจินดาวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1849 1862 การพัฒนารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรณีกลุ่มเกษตรและเอกชน อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296117 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรณีกลุ่มเกษตรและเอกชน อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน เป็นการคัดเลือกที่ครอบคลุมทุกระดับที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับหน่วยงานสนับสนุน ไปจนถึงระดับชุมชนผู้ปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และสามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1) ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 2) ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 3) เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ 4) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ 5) ผู้แทนวิสาหกิจชุมชนเกษตร อำเภอแม่ริม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอแม่ริม ประกอบด้วย 1) การวางแผนเชิงระบบ 2) การผลิตเชิงคุณภาพและยั่งยืน 3) กิจกรรมและประสบการณ์เชิงการเรียนรู้ 4) การสร้างความรู้และทักษะเกษตรกร 5) การตลาดและการประชาสัมพันธ์ 6) ความร่วมมือและเครือข่าย 7) การประเมินผลและการปรับปรุง 8) ความยั่งยืน เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า</p> ศรัณรักษ์ ประสานพรรณ์ มนตรี สิงหะวาระ อนุวัฒน์ จรัสรัตนไพบูลย์ ภาวิณี อารีศรีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1863 1879 รูปแบบการจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืน กรณีศึกษา เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือตอนบน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296191 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบในการบริหารจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 1) ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 2) ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร 3) ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรคนปงยั้งม้า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 4) ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านครึ่งใต้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย 5) ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรพอเพียง บ้านแม่ฮวก อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง และ 6) ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์และหัตถกรรมบ้านแม่ลานเหนือ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ รวม 6 คน วิเคราะห์ผลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย 1) การขับเคลื่อนแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ โดยมีจังหวัดและหน่วยงานส่วนกลาง ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้สั่งการ 2) การสร้างความเข้มแข็งจากภายในกลุ่มบนฐานความสามัคคี ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง 3) การพัฒนาการผลิตและการแปรรูปบนฐานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานคุณภาพ 4) การใช้ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดขายควบคู่กับการพัฒนาตลาดสมัยใหม่ 5) การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเองเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเครือข่าย 6) การเชื่อมโยงตลาดและการสร้างอำนาจต่อรองผ่านกลไกเครือข่ายกลาง 7) การพัฒนาคนและผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อสืบทอดความยั่งยืนของเครือข่าย</p> อธิศักดิ์ อรุณมาศ มนตรี สิงหะวาระ อนุวัฒน์ จรัสรัตนไพบูลย์ ภาวิณี อารีศรีสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1880 1891 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียวของนักท่องเที่ยว ในจังหวัดภูเก็ต ผ่านการตลาดดิจิทัลสีเขียว https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296248 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับทัศนคติ การรับรู้คุณค่าของโรงแรมสีเขียว การตลาดดิจิทัลสีเขียวและการรับรู้ข้อมูล และปัจจัยด้านการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียว 2) ระดับความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียวของนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ผ่านการตลาดดิจิทัลสีเขียว และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียว ผ่านการตลาดดิจิทัลสีเขียว กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเยี่ยมเยียนจังหวัดภูเก็ต ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2568 จำนวน 441 คน สุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับทัศนคติ การรับรู้คุณค่า การตลาดดิจิทัลสีเขียวและการรับรู้ข้อมูล การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ระดับมาก (M = 4.13, S.D. = 0.68) 2) ความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียวผ่านการตลาดดิจิทัลสีเขียวอยู่ระดับมาก (M = 4.25, S.D. = 0.64) และ 3) ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุดต่อความตั้งใจใช้บริการ (Beta = .491, p &lt; .001) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Beta = .213, p &lt; .001) ส่วนการตลาดดิจิทัลสีเขียวและการรับรู้ข้อมูลส่งผลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (Beta = –.242, p &lt; .001) ทัศนคติและการรับรู้คุณค่าไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โมเดลอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียวได้ร้อยละ 54.0 ผู้ประกอบการโรงแรมสามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสีเขียวโดยการสื่อสารที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และลดอุปสรรคในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว การเสริมสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมความตั้งใจใช้บริการโรงแรมสีเขียวอย่างยั่งยืน</p> ณิชชา ปะณะรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1892 1905 การเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของนักศึกษาโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296067 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษาโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2) ศึกษาการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของนักศึกษาโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ 3) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรีจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 196 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) นักศึกษาที่เลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.69 มีอายุ 18 ปี ร้อยละ 51.53 เลือกศึกษาต่อสาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 48.47 โดยมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 34.18 ซึ่งผู้ปกครองมีอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 39.29 และนักศึกษาได้รับรายได้ต่อเดือนจากผู้ปกครอง 2,001 - 4,000 บาท ร้อยละ 31.12 2) นักศึกษาให้ความสำคัญต่อการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ว่าอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน ได้แก่ ด้านอาจารย์ผู้สอน รองลงมาคือ ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร และด้านทำเลที่ตั้ง และ 3) สาขาวิชาที่เลือกศึกษาและรายได้ต่อเดือนที่นักศึกษาได้รับจากผู้ปกครองแตกต่างกัน มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิตแตกต่างกัน ยกเว้น เพศ อายุ ภูมิลำเนา และอาชีพของผู้ปกครอง มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศิวพร ยิ้มแต้ ชญาภัทร์ กี่อาริโย วรดานันท์ เหมนิธิ เปรมระพี อุยมาวิริยหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1906 1919 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาบนเว็บไซต์ Wordwall เพื่อพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296316 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาบนเว็บไซต์ Wordwall และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาบนเว็บไซต์ Wordwall รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยใช้แผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ รวม 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนพื้นฐานที่บูรณาการเกมการศึกษาบนเว็บไซต์ Wordwall จำนวน 6 แผน (ประกอบด้วยเกมจับคู่ เกมตอบคำถาม วงล้อสุ่ม เปิดกล่อง และแฟลชการ์ด) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Samples ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการรู้ สูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาบนเว็บไซต์ Wordwall โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.54, S.D. = 0.54) </p> ปพิชญา เสนานุช ชิดชไม วิสุตกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1920 1929 รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน จังหวัดกาญจนบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296377 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในจังหวัดกาญจนบุรี ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 1) ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี 2) ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี 3) ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ 4) ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) 5) ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) 6) นายอำเภอสังขละบุรี 7) นายอำเภอทองผาภูมิ 8) นายอำเภออำเภอไทรโยค 9) นายอำเภออำเภอศรีสวัสดิ์ และ 10) นายอำเภอหนองปรือ รวม 10 คน วิเคราะห์ผลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนในจังหวัดกาญจนบุรี มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกระดับ 2) การบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยการวางแผนและการจัดโซนพื้นที่ 3) การบริหารจัดการนักท่องเที่ยว โดยการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว 4) การบริหารจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัย โดยการจัดทำคู่มือและระเบียบด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ให้บริการ 5) การวางแผนและพัฒนาพื้นที่เชิงนิเวศอย่างบูรณาการ 6) การสื่อความหมายธรรมชาติและการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ โดยการพัฒนามัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้มีความรู้และทักษะ 7) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และ 8) การตลาดและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ</p> ณิชาภัทร หาญเมือง รัชนีวรรณ คำตัน ภาวิณี อารีศรีสม สนิท สิทธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1930 1941 ปัจจัยเชิงคุณลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับผลงานวิจัยของผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ด้านบุคลากรที่เป็นเลิศ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296849 <p>คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้นำเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx) มาใช้พัฒนาคุณภาพองค์กร ซึ่งเกณฑ์กำหนดให้พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรและส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ งานวิจัยนี้จึงได้กำหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษาปัจจัยเชิงคุณลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับผลงานวิจัยของผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางการส่งเสริมศักยภาพบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ พ.ศ. 2561–2567 จำนวน 19 คน ซึ่งครอบคลุมประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยสถิติสัมประสิทธิ์คราเมอร์สวี (Cramer’s V)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเชิงคุณลักษณะมีความสัมพันธ์กับผลงานวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สาขาวิชาที่สังกัดมีความสัมพันธ์กับฐานข้อมูลวารสารที่ตีพิมพ์ในระดับสูง (Cramér's V=.799) สำหรับปัจจัยด้านประสบการณ์การทำงาน ตำแหน่งทางวิชาการที่ยื่นขอ ระดับการศึกษา และสาขาวิชาที่สังกัดมีความสัมพันธ์กับทุนวิจัยในระดับปานกลาง (Cramér's V=.522, .531, .445, .445) ระดับการศึกษายังมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในผลงานระดับปานกลาง (Cramér's V =.453) องค์ความรู้ใหม่ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเชิงคุณลักษณะของอาจารย์ที่เกิดจากความเชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์สาขาวิชาเป็นตัวกำหนดทิศทางความสำเร็จในการเผยแพร่ผลงาน และเมื่อผสานปัจจัยด้านทุนวิจัยและทุกกลุ่มตัวแปรที่เกี่ยวข้อง จะสนับสนุนให้อาจารย์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ดังนั้น การขับเคลื่อนผลลัพธ์ด้านบุคลากรตามเกณฑ์ EdPEx ในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ ไม่สามารถพึ่งพาศักยภาพส่วนบุคคลได้เพียงอย่างเดียว จึงมีข้อเสนอแนะให้สร้างระบบที่เอื้อต่อการผลิตผลงานเพื่อเปลี่ยนความสำเร็จระดับปัจเจกบุคคลไปสู่ความสำเร็จระดับองค์กรอย่างยั่งยืน</p> เขมณัฏฐ์ มาศวิวัฒน์ บรรณกร แซ่ลิ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1942 1954 การออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ องค์ประกอบของ Soft Power ที่สะท้อนผ่านบรรจุภัณฑ์และการรับรู้คุณค่าของสินค้าที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของฝากของผู้มาซื้อสินค้าในร้านขายของฝาก จังหวัดนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296491 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ องค์ประกอบของ Soft Power ที่สะท้อนผ่านบรรจุภัณฑ์ และการรับรู้คุณค่าของสินค้าของฝากที่มีต่อความตั้งใจซื้อร่วมกัน 2) อิทธิพลของการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อความตั้งใจซื้อ 3) อิทธิพลของ Soft Power ที่สะท้อนผ่านบรรจุภัณฑ์ที่มีต่อความตั้งใจซื้อ และ 4) อิทธิพลของการรับรู้คุณค่าของสินค้าของฝากที่มีต่อความตั้งใจซื้อ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ซื้อสินค้าของฝากในจังหวัดนนทบุรี อายุ 18–65 ปี 481 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสมการถดถอยพหุ แบบ Stepwise</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ตัวแปรทั้งสามด้านมีอิทธิพลร่วมต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยการรับรู้คุณค่ามีอิทธิพลสูงสุด (Beta = 0.635) รองลงมา การออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์และองค์ประกอบของ Soft Power ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อได้ร้อยละ 61.9 2) การออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ในด้านสี กราฟิก/ลวดลาย และความสามารถในการใช้งานส่งผลต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ (Beta = 0.322, 0.278 และ 0.101) 3) องค์ประกอบของ Soft Power คือ ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการเข้าถึงระดับสากลส่งผลเชิงบวก เรื่องเล่าและเสน่ห์ความเป็นไทยส่งผลเชิงลบ และ 4) การรับรู้คุณค่าด้านสังคม ด้านคุณภาพ และด้านหน้าที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ (Beta = 0.514, 0.282 และ 0.113) ผลการวิจัยชี้ว่า ควรนำการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ Soft Power และการรับรู้คุณค่าไปพัฒนาสินค้าของฝากเพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคและยกระดับการแข่งขัน</p> เจณิภา คงอิ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1955 1968 แนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296457 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี การวิจัยนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่ม 1 ผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย 1) ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 2) ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน 3) ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กลุ่ม 2 ผู้บริหารจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 4 คน กลุ่ม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคการศึกษาและวิชาชีพ จำนวน 3 คน รวมทั้งสิ้น 10 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะทั้งด้านเทคนิคและทักษะทางสังคม พร้อมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความพึงพอใจและประสิทธิภาพ โดยออกแบบงานให้ท้าทาย เปิดโอกาสให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงระบบการจัดการบุคลากร โดยเชื่อมโยงการประเมินผลสู่แผนพัฒนารายบุคคล พร้อมทบทวนค่าตอบแทนและสวัสดิการให้แข่งขันได้ และการเสริมสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการ ผ่านการสร้างพันธมิตรกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรตรงความต้องการอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับทักษะแรงงานอย่างยั่งยืน</p> อัครพันธ์ พิลา มนตรี สิงหะวาระ ภาวิณี อารีศรีสม สนิท สิทธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 14 4 1969 1981