https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/issue/feed วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร 2026-06-28T00:10:39+07:00 พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. (หรรษา ธมฺมหาโส) Journalpeacemcu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ISSN: 2985-1556 (Online) </strong></p> <p> <strong>วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุน ส่งเสริมให้คณาจารย์บุคลากรเจ้าหน้าที่ นิสิต และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เสนอและเผยแพร่บทความบทความวิจัย บทความวิชาการ บทวิจารณ์หนังสือ บทความปริทรรศน์ และบทความพิเศษ ที่ได้มาตรฐานสู่สาธารณชน รวมทั้งยกระดับผลงานทางวิชาการให้ได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายถอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เปิดรับบทความด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีละ 6 ฉบับ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา สังคมวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาชุมชม การศึกษา จิตวิทยา และรวมถึงสหวิทยาการเชิงประยุกต์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ </p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) และบทวิจารณ์หนังสือ (Book Review) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p> 4) บทความพิเศษ (Special Article) ในวาระครบรอบหรือในโอกาสสำคัญต่างๆ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร มีกำหนดวงรอบการเผยแพร่ปีละ 6 ฉบับ ดังนี้</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ </p> <p> ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน </p> <p> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม </p> <p> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม</p> <p> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</p> <p> ทั้งนี้ เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภท Online ของวารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร คือ ISSN: 2985-1556 (Online) เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <u><a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.%20php/journal-peace">https://so03.tci-thaijo.org/index. php/journal-peace</a></u></p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีกระบวนการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนตีพิมพ์ โดยบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ส่วนบทความจากผู้นิพนธ์ภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอกหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295164 การบูรณาการหลักสัปปายะที่เอื้อต่อการออกแบบภายในสำหรับการเจริญจิตภาวนาในสถานปฏิบัติธรรม 2025-11-18T11:40:00+07:00 จุฑาเพ็ญ เตชะสุขนิรันดร์ juthaphen@gmail.com อุทัย สติมั่น uthaisati@gmail.com <p>สถานปฏิบัติธรรมที่มีความสัปปายะจะเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม ทำให้จิตสงบรวดเร็วและเอื้อต่อ การพัฒนาสุขภาวะองค์รวมของผู้ปฏิบัติ จึงเป็นที่มาของบทความวิจัยนี้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการหลัก “สัปปายะ” เข้ากับการออกแบบภายในสถานปฏิบัติธรรม โดยมุ่งวิเคราะห์เชื่อมโยงหลักสัปปายะ 4 ด้าน อันได้แก่ อาวาสสัปปายะ ภัสสสัปปายะ อุตุสัปปายะ อิริยาบถสัปปายะ กับมิติการออกแบบภายในด้านพื้นที่ แสง เสียง อากาศ วัสดุอุปกรณ์ตกแต่ง และบรรยากาศ เพื่อสร้างมาตรฐานการออกแบบภายในที่ได้รับการยอมรับทั้งจากผู้ปฏิบัติธรรมและผู้เชี่ยวชาญ ลักษณะสำคัญของแนวทางการออกแบบภายในที่เน้นย้ำ ได้แก่ ความเรียบง่าย ไม่เน้นหรูหรา ความผสมผสานกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยดึงธรรมชาติเข้ามามีส่วนร่วม การใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม และการลดทอนสิ่งรบกวนทางจิตใจ เพื่อเกื้อกูลต่อการปฏิบัติภาวนา ให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น</p> <p>งานศึกษานี้อาศัยการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแนวคิดการออกแบบเชิงพุทธ ร่วมกับทฤษฎีร่วมสมัยว่าด้วยความต้องการของมนุษย์ เช่น ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) โดยการออกแบบต้องคำนึงถึงความต้องการพื้นฐานในขั้นตอนของมาสโลว์ ที่มีอยู่ 5 ลำดับ อันได้แก่ 1) ความต้องการทางกายภาพ 2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย 3) ความต้องการความรักและการเป็นส่วนหนึ่ง 4) ความต้องการการยอมรับและคุณค่าในตนเอง 5) ความต้องการความสมบูรณ์ของตนเอง เพื่อสร้างกรอบการวิเคราะห์เชิงบูรณาการ (Integrated Analytical Framework) ที่สะท้อนทั้งมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางสุนทรียศาสตร์ ในการออกแบบให้เกิดความสมดุล กลมกลืน ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยใช้วัสดุธรรมชาติร่วมด้วย</p> <p>ข้อสรุปสำคัญ คือ การบูรณาการหลักสัปปายะ 4 เป็นการเพิ่มระดับคุณภาพของการออกแบบภายในเชิงกายภาพ และเปิดกว้างแนวทางสู่การสร้างนวัตกรรมการออกแบบใหม่ ๆ อันจะช่วยให้เกิดการยอมรับ และสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบของการออกแบบสถานปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293593 โคกหนองนาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน : กรณีศึกษา อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ 2026-01-18T14:06:51+07:00 นพพล คําลือฤทธิ์ nopphon9999@gmail.com วุฒิเมธส์ วังคำ Nopphon9999@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ “โคกหนองนา โมเดล” ในการพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และศาสตร์พระราชา โดยใช้อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งและความยากจนในระดับสูง เป็นกรณีศึกษา การศึกษานี้อาศัยการทบทวนเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทพื้นที่ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อสังเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงานโคกหนองนา โมเดลในระดับครัวเรือน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า โคกหนองนา โมเดล เป็นรูปแบบการจัดการพื้นที่ที่สอดคล้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร การบริหารจัดการน้ำและดินอย่างเหมาะสม การลดต้นทุนการผลิต และการฟื้นฟูระบบนิเวศ การนำโมเดลดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อำเภอปรางค์กู่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจ่ายในครัวเรือน เพิ่มรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงจากภัยแล้งและความผันผวนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานมิได้ขึ้นอยู่กับนโยบายหรือรูปแบบการจัดการเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้าน “คน” เป็นสำคัญ</p> <p>ปัจจัยที่ส่งเสริมให้การดำเนินงานโคกหนองนา โมเดลประสบความสำเร็จ ได้แก่ ความพอใจและทัศนคติเชิงบวกต่อการทำกสิกรรม ความเพียรพยายามและความตั้งใจจริง การดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านเครือข่ายเกษตรกรตามหลักธรรม “อิทธิบาท 4” ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางการประยุกต์ใช้ “โคก หนอง นา” เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างยั่งยืน ดังนี้ 1) วิเคราะห์ทรัพยากรและบริบทครัวเรือน 2) ออกแบบพื้นที่ตามหลักโคกหนองนา 3) จัดการน้ำให้เพียงพอตลอดปี 4) ฟื้นฟูและปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง 5) ดำเนินเกษตรผสมผสานเพื่อพึ่งตนเอง 6) ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่เหมาะสม 7) สร้างรายได้และทุนหมุนเวียนในครัวเรือน 8) เชื่อมโยงเครือข่ายและพัฒนาชุมชนเกื้อกูล แนวทางดังกล่าวเน้นการลงมือทำจริงตามลำดับขั้น โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลาง ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำไปสู่เศรษฐกิจครัวเรือนที่มั่นคง พึ่งตนเองได้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295035 ความท้าทายของธุรกิจพลังงานในยุคโลกร้อน : พลังงานทางเลือกและความรับผิดชอบต่อสังคมวิถีพุทธ 2025-11-21T13:47:10+07:00 จินตณา กิ่งแก้ว jintana.kingkaew@ugp.co.th <p>ในยุคที่ภาวะโลกร้อนกลายเป็นวิกฤติระดับโลก ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ในขณะเดียวกันความต้องการใช้พลังงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แรงกดดันจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพกลับทวีความเข้มข้นมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวภาพ จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ธุรกิจพลังงานจากถ่านหินต้องเผชิญในเวลาเดียวกัน</p> <p>อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีและนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว ธุรกิจพลังงานจำเป็นต้องบูรณาการแนวคิดด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยนำหลัก “วิถีพุทธ” ที่เสนอกรอบคิดและทางออกของธุรกิจ ด้วยการวิเคราะห์ตามหลักธรรม อริยสัจ 4 ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดในการทำความเข้าใจสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ได้แก่ ทุกข์ คือ โลกกำลังเผชิญความทุกข์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมุทัย ต้นเหตุคือความโลภ ความหลง และความประมาทในการใช้ทรัพยากร นิโรธ การดับทุกข์ทำได้ด้วยการปรับกระบวนการทำงานที่เอื้อต่อการจัดการสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ มรรคมีองค์ 8 แนวทางปฏิบัติคือศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการเคารพต่อธรรมชาติ หลักการเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ</p> <p>ในเชิงปฏิบัติ การนำ ศีล สมาธิ และปัญญาเชิงพุทธ มาประยุกต์ใช้ สามารถช่วยให้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรตัดสินใจอย่างรอบคอบ ไม่ถูกครอบงำด้วยความโลภหรือผลประโยชน์ระยะสั้น การตระหนักรู้เช่นนี้จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมพลังงานที่ไม่เพียงสร้างผลกำไร แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ที่เน้นการดูแลทั้งมิติภายในและภายนอกองค์กร ดังนั้น การดำเนินธุรกิจพลังงานในยุคโลกร้อนกำลังเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อน การก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและการเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีวิถีพุทธเป็นกรอบคุณค่าที่ช่วยสร้างสมดุลและนำพาสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295469 การหารายได้ระหว่างเรียนกับการพัฒนาทักษะอาชีพในยุคปัญญาประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนในยุคปัจจุบัน 2025-11-13T10:47:16+07:00 ฆนากร นาราษฎร์ khanakorn.xxx@gmail.com อนุชา กอนพ่วง khanakorn.xxx@gmail.com <p>บทความนี้นำเสนอการศึกษาเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการหารายได้ระหว่างเรียนและการพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อตลาดแรงงานและระบบการศึกษาอย่างรุนแรง การศึกษานี้วิเคราะห์ว่าการหารายได้ระหว่างเรียนไม่ใช่เพียง ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนาทักษะสำคัญที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทดแทนได้ และนำเสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาทักษะอาชีพ พร้อมทั้งเสนอแนวทางสนับสนุนที่เป็นระบบ 5 ประการ ได้แก่ การปฏิรูปหลักสูตร การพัฒนาทักษะเฉพาะทาง การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ การเสริมสร้างจริยธรรมดิจิทัลและการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสใหม่ให้นักเรียนสร้างรายได้ผ่านการสร้างเนื้อหาดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล การบูรณาการการหารายได้เข้ากับการศึกษาจะช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคการศึกษากับตลาดแรงงาน และเป็นการลงทุนสำคัญในการสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295032 นวัตกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนเชิงพุทธ 2025-11-10T08:59:21+07:00 พระสมุห์วงษ์ทอง ต่อมคำ phrasamu.won@rmutr.ac.th ภูมิภควัธจ์ ภูมพงศ์คชศร phrasamu.won@rmutr.ac.th ธวัชชัย อุ่ยพานิช tomkham2558@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและสังเคราะห์แนวคิด นวัตกรรมการเรียนรู้เชิงพุทธในชั้นเรียน โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการหลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ อริยสัจ 4 และมรรคมีองค์ 8 เข้ากับทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ อาทิ การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การเรียนรู้โดยการค้นพบ (Discovery Learning) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บทความมุ่งเน้นการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการลงมือปฏิบัติจริง การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน ครู และบริบทแวดล้อม เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งด้านความรู้ กระบวนการคิดขั้นสูง และคุณธรรมจริยธรรมที่สอดคล้องกับสังคมร่วมสมัยผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า หลักพุทธศาสนาสามารถทำหน้าที่เป็นกรอบคิดเชิงระบบ (Systematic Framework) ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การระบุปัญหา การวิเคราะห์สาเหตุ การกำหนดเป้าหมาย และการวางแนวทางแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอนอันนำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งเป็นสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ ผู้เขียนเสนอกรอบแนวคิดเชิงตรรกะที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากร แนวคิดหลัก กระบวนการเรียนรู้ และผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการหลักพุทธเข้ากับสถานการณ์จริง และการประเมินผลแบบ K–P–A เพื่อประเมินผู้เรียนอย่างครอบคลุมนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงพุทธจึงเป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่สร้างสมดุลระหว่างปัญญา คุณธรรม และทักษะชีวิต ช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ และส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294740 การบริหารสถานศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กเชิงสร้างสรรค์ 2025-11-11T12:30:09+07:00 ปวีณา แก้วไทรนันท์ paweena.kae@rmutr.ac.th พรรณี เทพสูตร t04tapaweena@gmail.com พิภพ วชังเงิน paweena.kae@rmutr.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดการบริหารสถานศึกษาเชิงสร้างสรรค์ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบริบทการจัดการศึกษาของประเทศไทย โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กส่วนใหญ่ประสบข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ การขาดแคลนครูไม่ครบชั้นเรียน ครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงวัสดุ ครุภัณฑ์ เทคโนโลยี และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคุณภาพการจัดการเรียนการสอนการบริหารสถานศึกษาในบริบทดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดการบริหารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นโอกาสในการพัฒนา โดยบทความนี้ได้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา การบริหารสถานศึกษาเชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก รวมทั้งการวิเคราะห์มาตรฐานการศึกษา เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นสถานศึกษาที่ น่าอยู่ น่าเรียน และมีคุณภาพ ผลการสังเคราะห์พบว่า องค์ประกอบสำคัญของการบริหารสถานศึกษาเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน การสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน การทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่ายทางการศึกษา การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนขนาดเล็ก การบริหาร เชิงสร้างสรรค์ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กให้เติบโตได้ตามศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293625 Determinants of the Intention to Pursue Graduate Studies in Thailand: The Role of Educational Motivations and Perceived Value of Education 2025-09-18T23:41:06+07:00 Yan Chen wendychen8410@gmail.com Chalermchai Panyadee cpanyadee@yahoo.com <p>-</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293200 The Model of Mindfulness Practices on Well-Being of Students in International Buddhist Studies College, Mahachulalongkornrajavidyalaya University 2026-01-12T09:40:19+07:00 Phramaha Weerasak Abhinandavedi mahaweerasak@gmail.com Ven. Neminda mahawerasak@gmail.com Ven. Nguyen Anh Tuan mahawerasak@gmail.com Ven. Ugyen Tshering mahawerasak@gmail.com Nathapat Ampan mahawerasak@gmail.com Nadnapang Phophichit mahawerasak@gmail.com <p>This research, titled “The Model of Mindfulness Practices on Well-Being of Students in International Buddhist Studies College, Mahachulalongkornrajavidyalaya University”, had three main objectives: 1) To study the concepts and theories of well-being, as well as the context, problems, and needs regarding the well-being of students at the International Buddhist Studies College, Mahachulalongkornrajavidyalaya University. 2) To analyze the mindfulness practices for promoting well-being in Buddhism. 3) To develop and present a model of mindfulness practices on student well-being at the International Buddhist Studies College. This study employed a qualitative research approach, incorporating in-depth interviews and thematic analysis to explore the effects of mindfulness on students’ psychological, academic, social, and spiritual well-being.</p> <p>The findings of this research are presented in alignment with the three research objectives. First, the study found that students’ well-being at the International Buddhist Studies College is influenced by psychological, emotional, social, and academic factors. Students face challenges such as academic pressure, cross-cultural adjustment, language barriers, and the demands of monastic and academic life, highlighting the need for systematic approaches to support holistic well-being. Second, the analysis of Buddhist mindfulness practices revealed that structured activities—particularly the annual 15-day intensive meditation retreat and weekly Sunday meditation sessions—significantly enhance students’ well-being. These practices contribute to reduced stress and anxiety, improved emotional regulation, increased mental clarity, enhanced concentration and memory, and strengthened interpersonal relationships. However, challenges such as initial resistance to meditation, language difficulties, and time constraints were also identified. Third, based on these findings, a structured model of mindfulness practices was developed to promote student well-being. The model comprises four components: daily mindfulness routines, weekly group meditation sessions, annual intensive meditation retreats, and the integration of mindfulness techniques into academic activities. This model provides a holistic and practical framework for enhancing student well-being and supports the integration of mindfulness practices into higher education contexts, particularly within Buddhist studies institutions.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/298328 Developing a Digital Competence Model for STEM Undergraduates at Kunming University of Science and Technology 2026-03-16T19:24:34+07:00 Zhan Yang zhan.yang@g.swu.ac.th Prachuab Tongsri zhan.yang@g.swu.ac.th Chakrit Ponathong zhan.yang@g.swu.ac.th <p>The objectives of this research article is 1) to examine the current situation and overall level of digital competence among STEM undergraduates at Kunming University of Science and Technology (KUST) across five dimensions—digital awareness, digital knowledge, digital skills, digital security, and digital ethics; and 2) to develop an operational digital competence development model for STEM undergraduates in local engineering-focused universities. This research employed a mixed-methods design. The research population comprised full-time STEM undergraduates from four representative faculties at KUST (Information Engineering and Automation, Civil/Architectural Engineering, Chemical Engineering, and Science). Quantitative data were collected using a 35-item questionnaire and analyzed by descriptive statistics (mean, standard deviation, distribution indicators), reliability tests (Cronbach’s alpha), and factor-based validity checks (EFA/CFA with key fit indices). Comparative statistics (t-test/ANOVA) were used to examine differences across faculties and grade levels. Qualitative data were obtained through semi-structured interviews and analyzed using coding procedures to identify barriers and needs in real learning contexts. Expert consultation was then conducted to refine the model structure and ensure feasibility for implementation.</p> <p>The research results were found that: 1) The overall digital competence level of KUST STEM undergraduates was moderate, with an evident imbalance across dimensions: digital ethics and digital awareness were relatively stronger, while digital skills and especially digital security routines remained weaker; significant differences were observed by faculty and grade level. 2) Based on integrated quantitative, qualitative, and expert evidence, a Digital Competence Development Model (DCDM) was proposed, organized into an Objective Tier, a five-dimensional Core-Competency Tier, and a Support Tier, and operated through a target–intervention–feedback cycle for continuous improvement.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/298325 The Development of Chinese Pop Music Based on Stylistic Trends and Audience Preferences among the Thai People 2026-03-16T19:25:27+07:00 Fan Yahui 452682816@qq.com Tepika Rodsakan 332583981@qq.com Pongsapich Kaewkulthorn 452682816@qq.com <p>The objectives of this research are 1) to outline dominant musical characteristics associated with widely consumed Thai pop songs in the digital streaming era; 2) to examine how stylistic elements have evolved across different time periods; and 3) to interpret the relationship between musical style and audience listening behavior within platform-based environments. This research was a qualitative descriptive research design supported by quantitative indicators. The research population comprises Thai popular songs that achieved sustained popularity between 2016 and 2025. Data were collected from five major music platforms–YouTube Thailand, Joox, Spotify, Apple Music, and Popnable. Thirty representative Thai-language pop songs were selected through a three-stage sampling process based on chart recurrence, streaming volume, chart longevity, and cross-platform visibility. Data analysis integrates qualitative listening analysis with descriptive platform indicators. Musical components–including melody, rhythm, tempo, instrumentation, production texture, and lyrical expression–were systematically examined, while chart duration and replay tendencies were used to support interpretations of audience preference. The songs were further categorized into two periods (2016–2020 and 2021–2025) to facilitate temporal comparison of stylistic tendencies.</p> <p>The research result was found that 1) Thai popular music from 2016–2020 was largely dominated by pop ballads and soft rock styles, marked by melodic clarity, warm acoustic timbres, and emotionally direct lyrical expression, reflecting audience preference for familiarity and emotional accessibility. 2) Between 2021 and 2025, stylistic expansion became evident through the increased integration of R&amp;B, rap, and electronic elements; however, these features primarily enriched existing emotional and melodic structures rather than replacing them. 3) Across the decade, audience preference was closely aligned with digital platform listening patterns, favoring mid-tempo songs with introspective moods, clear melodic profiles, and high replay suitability.</p> <p>The conclusion of this research is that Thai popular music has developed through aesthetic continuity combined with selective stylistic expansion, with audience preference shaped more by emotional resonance and listening comfort than by genre novelty.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/298327 Exploring the Current Status, Needs, and Pathways for Mongolian Long-tune Courses in Inner Mongolia Universities 2026-03-16T19:25:00+07:00 Shi Mengnan shimengnan123@gmail.com Tepika Rodsakan 332583981@qq.com Surasak Jamnongsarn shimengnan123@gmail.com <p>The objectives of the research are to 1) analyze the current implementation status and teaching needs of Mongolian Long-tune courses in universities in the Inner Mongolia Autonomous Region, and 2) construct a systematic development and optimization pathway for these courses. The research subjects were 278 university teachers involved in Mongolian Long-tune instruction, selected through a non-probability sampling method. Research instruments included a structured questionnaire developed from Tyler’s curriculum theory—covering curriculum objectives, content, implementation, and evaluation—and semi-structured interview outlines. Data analysis employed descriptive statistics, including Priority Needs Index (PNI) analysis using SPSS 27.0 to quantify gaps between the current status and needs, complemented by qualitative content analysis of interview data.</p> <p>The research results were found that: 1) The Mongolian Long-tune curriculum shows a significant and systematic mismatch between current provision and teaching needs across four dimensions. The most critical gaps relate to cultural contextualization, practical training opportunities, and curriculum systematization. Qualitative evidence indicates that this mismatch is rooted in tension between the non-standardized, context-dependent logic of “living transmission” in intangible cultural heritage and the standardized, measurable logic of institutional higher education. 2) Based on teacher interview consensus, a four-dimensional curriculum optimization pathway was constructed to improve objectives (making them operational), content (integrating culture and language more deeply), implementation (embedding fieldwork, stage performance, and a dual-teacher classroom model), and evaluation (using diversified, process-oriented approaches). The pathway is further translated into actionable recommendations for education authorities, university administrators, and frontline teachers to support sustainable curriculum development. This study provides practical and theoretical insights into the professional transmission and innovative development of Mongolian Long-tune as an important form of intangible cultural heritage within the framework of higher education.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/299072 A Model for Enhancing Future Employment Skills among Vocational Students in Henan Province, China 2026-03-09T11:33:52+07:00 Hu Fangfang prachuabt@g.swu.ac.th Prachuab Tongsri prachuabt@g.swu.ac.th Chakrit Ponathong 332583981@qq.com <p>This study reconsiders employability in Henan’s higher vocational colleges by focusing on students’ ability to sustain employment and adapt to change. The research objectives were: 1) to describe the profiles of emotional intelligence (EI), career adaptability (CA), and employability among final-year vocational students in Henan and identify key dimensions for the Henan Vocational Employability Model (HVEM); 2) to examine how EI and CA dimensions contribute to core employability components; and 3) to validate and refine the HVEM through expert review and teacher focus groups. A mixed research-and-development (R&amp;D) design was adopted. The research population consisted of final-year students from six higher vocational institutions in Henan Province across engineering/manufacturing, information technology/management, agriculture/agri-processing, and chemical/environmental programmes, from which 384 valid questionnaires were collected using systematic sampling. Instruments included WLEIS, CAAS-SF, and an employability scale. Data were analysed using descriptive statistics, reliability testing, exploratory factor analysis, and multiple regression, while model validation used IOC ratings and teacher focus groups.</p> <p>The research result was found that: 1) Students reported moderate-to-high EI, CA, and employability overall; teamwork and use of emotion showed the highest mean scores, while curiosity and career planning were comparatively lower, indicating priority areas for model emphasis. 2) Career adaptability was the strongest driver: models explained 31%–36% of variance (R² = .31–.36), with concern (β = .31) and curiosity (β = .22) predicting career planning, control (β = .27) predicting self-management, and others’ emotion appraisal (β = .29) predicting teamwork. 3) Expert review confirmed all HVEM domains as relevant (IOC ≥ 0.73), and teacher feedback led to practical revisions, resulting in a final HVEM organised into three clusters—applicable to classroom practice, internship preparation, and provincial-level policy improvement in vocational education.</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293840 รูปแบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์เพื่อความยั่งยืนของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ กรณีศึกษา บริษัทวิศวกรรมที่เป็นที่ปรึกษาในกรุงเทพมหานคร 2025-09-24T15:13:54+07:00 วีรวัฒน์ ทัดทอง charndej@gmail.com สมบัติ กันบุตร sombatk@mju.ac.th พุฒิสรรค์ เครือคำ sombatk@mju.ac.th ภาวิณี อารีศรีสม sombatk@mju.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัญหาการลาออกของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ในบริษัทวิศวกรรมที่เป็นที่ปรึกษาในกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาความยั่งยืนของวิศวกร ที่ปรึกษาในบริษัทวิศวกรรมที่ปรึกษา ในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย นายกสภาวิศวกรแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาชั้นนำ วิเคราะห์ผลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พบว่า 1. ปัญหาการลาออกของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ 1.1) ค่าตอบแทนและสวัสดิการ 1.2) โครงสร้างการเลื่อนตำแหน่งและการพัฒนาอาชีพ 1.3) ภาระงานและการขาดสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว 1.4) สภาพแวดล้อมการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร 1.5) ขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย 1.6) ความมั่นคงในงาน 1.7) ความไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ 1.8) ขาดการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ และ 1.9) การสื่อสารภายในองค์กร และ 2. แนวทางในการพัฒนาความยั่งยืนของวิศวกรที่ปรึกษา คือ 2.1) สร้างระบบการพัฒนาบุคลากร 2.2) พัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 2.3) ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ 2.4) พัฒนาทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ 2.5) สร้างเครือข่ายวิชาชีพและพัฒนาชื่อเสียง 2.6) สร้างระบบการจัดการความรู้ 2.7) พัฒนาทักษะด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม 2.8) สร้างระบบประเมินผล 2.9) สร้างความก้าวหน้าในอาชีพ 2.10) ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานและสวัสดิการ 2.11) บริหารจัดการความเสี่ยงด้านบุคลากร 2.12) พัฒนาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 2.13) สร้างระบบการสื่อสารและการมีส่วนร่วมภายในองค์กร 2.14) พัฒนาระบบการจัดการประสิทธิภาพและผลิตภาพ 2.15) กลยุทธ์การบริหารงานบุคคล 2.16) เสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการทำงาน และ 2.17) สร้างความผูกพันและความภักดีต่อองค์กร</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294511 ปัจจัยภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่ม 2025-11-07T16:54:15+07:00 ก้องภพ กิ่งเนตร khongphop01@gmail.com นิคม นาคอ้าย Khongphop01@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่ม 3) ศึกษาความความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ ด้านการเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิผลของสถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่ม 4) ศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่ม ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กลุ่มประชากรในการศึกษา คือ สถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่ม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จำนวน 23 แห่ง โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 132 คน ได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธี Enter</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง ในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = 0.50) 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่มในภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.32) 3) ความความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงกับประสิทธิผลของสถานศึกษาในภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวก ในระดับค่อนข้างสูง (r = .703) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ภาวะผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาอำเภอบางกระทุ่ม ได้ร้อยละ 91.8</p> <p>ได้สมการรูปคะแนนดิบ Mean_Etotal = .024 + 0.426II_total + 0.290IM_total + 0.280IS_total - 0.008IC_total</p> <p>ได้สมการรูปคะแนนมาตรฐาน ZMean_Etotal = 0.471ZII_total + 0.281ZIM_total + 0.281ZIS_total - 0.028ZIC_total</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293005 การพัฒนาจิตสำนึกร่วมเพื่อยกระดับวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยพุทธสันติวิธี 2025-11-23T12:14:10+07:00 อัครินทร์ อินทะชัย inthachaiakarin@gmail.com พระครูสังฆกิจดิลก inthachaiakarin@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ บริบท สภาพปัญหา ความต้องการจำเป็นการสร้างจิตสำนึกร่วมของพระภิกษุวัดใหม่(ยายแป้น) และแนวคิดทฤษฎีการพัฒนาจิตสำนึกร่วมตามแนววิทยาการสมัยใหม่ และพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธสันติวิธีที่เอื้อต่อการพัฒนากระบวนการสร้างจิตสำนึกร่วมในการยกระดับพระภิกษุวัดใหม่(ยายแป้น) ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน 3) เพื่อพัฒนาและนำเสนอกระบวนการสร้างจิตสำนึกร่วมในการยกระดับการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยพุทธสันติวิธี ดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ในรูปแบบอริยสัจโมเดล มีขั้นตอนในการวิจัยตามแนวทางบันได 9 ขั้น โดยการศึกษาจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 รูป/คน การจัดวิพากษ์กระบวนการงานวิจัย (Research Criticism) และลงสู่ปฏิบัติจริง (Action Research)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความจำเป็นของพระภิกษุ วัดใหม่ (ยายแป้น) ขาดจิตสำนึกร่วมในหลายมิติ ได้แก่ การมีส่วนร่วม ความทรงจำร่วม ประโยชน์ร่วม และพื้นที่ร่วม ส่งผลให้การพัฒนาวัดไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แนวทางแก้ไขคือการส่งเสริมให้พระภิกษุมีบทบาทในการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในวันสำคัญ เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา และวันเข้าพรรษา เพื่อเชื่อมโยงวัดกับชุมชนให้กลับมาเป็นศูนย์กลางทางสังคม 2) หลักพุทธธรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาจิตสำนึกร่วม คือ หลักสาราณีย-ธรรม 6 ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีและความระลึกถึงกัน ได้แก่ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี สีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา โดยนำมาประยุกต์ใช้ผ่านกิจกรรมและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ภายในวัด 3) กระบวนการสร้างจิตสำนึกร่วมที่พัฒนาขึ้น เน้นการมีส่วนร่วมผ่านการปฏิบัติจริงของพระภิกษุ สามเณร และชุมชน โดยใช้กิจกรรมทางศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญ ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม และสามารถยกระดับวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p>องค์ความรู้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการสร้างจิตสำนึกร่วมในการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนโดยพุทธสันติวิธี การใช้หลักธรรมหลักสาราณียธรรม 6 ควบคู่ผ่านไปกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ภายในวัดในการพัฒนาจิตสำนึกร่วมและได้กระบวนการสร้างจิตสำนึกร่วม, ได้ผลลัพธ์การพัฒนาจิตสำนึกร่วม, ได้ต้นแบบกระบวนการสร้างจิตสำนึกร่วม, ได้พุทธศาสนิกชนร่วม มีศรัทธาร่วม</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293455 กระบวนการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยพุทธสันติวิธี 2026-01-06T21:16:37+07:00 ชีวีวัฒน์ หวานอารมย์ chiviwat.kung@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหา บริบท ความจำเป็น ความต้องการ และแนวคิด ทฤษฎีกระบวนการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตามศาสตร์สมัยใหม่ 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธสันติวิธีที่เอื้อต่อกระบวนการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 3) เพื่อพัฒนาและนำเสนอกระบวนการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยพุทธสันติวิธี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยยึดหลักอริยสัจโมเดล ตามแนวทางบันได 9 ขั้น ของหลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาของคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ประกอบด้วย (1) การขาดภาวะผู้นำในการบริหารศูนย์ (2) ขาดความเป็นกลาง และขาดความเป็นอิสระ ในการทำงาน โดยถูกแทรกแซงจากบุคคลที่มีอิทธิพล (3) การไม่รักษาความลับของคู่พิพาทที่มายื่นคำร้องในศูนย์ไกล่เกลี่ย (4) คณะทำงานบางคนไม่ซื่อสัตย์สุจริต มีการเรียกรับผลประโยชน์จากคู่กรณีเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ (5) ขาดความอดทนต่อการรับฟังและความสามารถในการสื่อสาร และ (6) คณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ยังไม่มีแนวทางในการบริหารงานศูนย์ไกล่เกลี่ย แบบพุทธสันติวิธี 2) หลักพุทธสันติวิธีที่เอื้อต่อการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน เป็นการใช้แนวคิด ทฤษฎีตามศาสตร์สมัยใหม่ 8 ประการ คือ (1) จิตวิเคราะห์ (2) การจัดการความขัดแย้ง (3) องค์กรการเรียนรู้ (4) การเปลี่ยนแปลง (5) ผู้นำเชิงจริยธรรม (6) การสื่อสาร (7) การมีส่วนร่วม และ (8) การบริหารจัดการ มาบูรณาการร่วมกับหลักพุทธธรรม คือ สติปัฎฐาน 4 และ อปริหานิย-ธรรม 7 เพื่อสร้างเป็นกระบวนการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน และพัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตรอบรมสำหรับนำไปใช้พัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนต่อไป 3) กระบวนการพัฒนาคณะทำงานบริหารศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยพุทธสันติวิธี มีองค์ประกอบในการพัฒนาคณะทำงาน อยู่ 8 ด้านได้แก่ 1) ด้านคุณลักษณะ 2) ด้านการทำงานเป็นทีม 3) ด้านสันติภายใน 4) ด้านการสื่อสาร 5) ด้านการบริหารองค์กร 6) ด้านการประสานงานเครือข่าย 7) ด้านเทคโนโลยี และ 8) ด้านการพัฒนาและบูรณาการ</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293003 การพัฒนานิพพานสถานธรรมเพื่อเสริมสร้างชุมชนเมืองสันติสุขโดยพุทธสันติวิธี 2025-11-23T12:20:54+07:00 นันทิพา อินทะชัย nantipa1967@gmail.com พระครูสังฆกิจดิลก nantipa1967@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาบริบท สภาพปัญหา ปัจจุบัน ความต้องการจำเป็นในการพัฒนานิพพานสถานธรรมของวัดใหม่ (ยายแป้น) แนวคิดการพัฒนานิพพานสถานธรรมเพื่อเสริมสร้างสันติสุข และหลักพุทธธรรมที่เอื้อต่อการพัฒนานิพพานสถานธรรมต้นแบบในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อการพัฒนานิพพานสถานธรรมวัดใหม่ (ยายแป้น) เพื่อเสริมสร้างชุมชนเมืองสันติสุขโดยพุทธสันติ 3) เพื่อผลลัพธ์การพัฒนานิพพานสถานธรรมวัดใหม่ (ยายแป้น) เพื่อเสริมสร้างสันติสุขโดยพุทธสันติวิธี ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในดุษฎีนิพนธ์ได้แก่การวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิจัยภาคสนาม โดยเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยจากกลุ่มเป้าหมายที่เลือกให้เป็นข้อมูลสำคัญจำนวน 21 รูป/คนและการสนทนากลุ่มเฉพาะของผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ จำนวน 6 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบท สภาพปัญหา ปัจจุบัน ความต้องการจำเป็นในการพัฒนานิพพานสถานธรรมของวัดใหม่ (ยายแป้น) แนวคิดการพัฒนานิพพานสถานธรรมเพื่อเสริมสร้างสันติสุข และหลักพุทธธรรมที่เอื้อต่อการพัฒนานิพพานสถานธรรมต้นแบบในพระพุทธศาสนาเถรวาท สภาพบริบทของชุมชนวัดใหม่ (ยายแป้น) พบว่าสภาพทั่วไปของปัญหามีความคล้ายคลึงกับชุมชนเมืองโดยทั่วไปที่มีการอยู่อาศัยกันอย่างแออัด สร้างต่ำกว่ามาตรฐานไม่ถูกสุขลักษณะ ปัญหาทางด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสังคม ความปลอดภัย ด้านสุขภาพอนามัย และด้านจิตใจ ซึ่งปัญหาด้านจิตใจส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับปัญหา ด้านต่าง ๆ พบว่าชาวชุมชนในพื้นที่ มีความต้องการพัฒนานิพพานสถานธรรมเพื่อจะได้ปฏิบัติธรรม นำไปสู่ปัญญาและสันติสุข สร้างความสัมพันธ์วัดกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อสังคมต่อไป มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการจะเห็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตามกฎหมาย เป็นวัดตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2505 และพระราชบัญญัติสงฆ์ ถูกต้องตามมหาเถรสมาคมสำนักพุทธศาสนา เพื่อฝึกเจริญสติที่ได้ผล และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยใช้หลักธรรม สัปปายะ 7 และหลักธรรมสติปัฏฐาน 4 จะทำให้เห็นภาพเป้าหมายชัดเจน ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญที่จะให้กระบวนการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ 2) การพัฒนานิพพานสถานธรรมเพื่อเสริมสร้างชุมชนเมืองสันติสุขโดยพุทธสันติวิธี ได้จัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตามกฎหมายเป็นวัดตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2505 และพระราชบัญญัติสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 พร้อมทั้งผ่านความเห็นชอบของเจ้าคณะแขวง เจ้าคณะเขต เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะหนกลาง ยื่นต่อเถรสมาคมสำนักพุทธศาสนา ซึ่งได้ดำเนินการยื่นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เป็นที่เรียบร้อย จะเข้าพิจารณาในเดือนสิงหคม 2568 เพื่อจะได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมต่อไป 3) ผลลัพธ์การพัฒนาและนำเสนอกระบวนการการพัฒนานิพพานสถานธรรมเพื่อเสริมสร้างชุมชนเมือง โดยพุทธสันติวิธี การที่จะทำให้เกิดความเข้าใจของนิพพานสถานธรรม เหมาะสมกับผู้มาปฏิบัติธรรมในหลักสัปปายะ 7 เห็นภาพเป้าหมายชัดเจน ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญที่จะให้กระบวนการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จผลลัพธ์จากการพัฒนาสถานที่ ได้มีห้องพักที่สะอาด สะดวก ห้องพักชายจำนวน 10 ห้องมีห้องน้ำด้านใน 2 ห้อง ห้องพักหญิง จำนวน 8 ห้องมีห้องน้ำด้านใน 2 ห้อง มีลานจอดรถที่สะดวก มีห้องน้ำด้านนอก 8 ห้อง มีป้ายแผนที่บอกสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัดมีถังน้ำสำรอง และมีที่ดับเพลิง เป็นต้น ชาวชุมชนวัดใหม่ (ยายแป้น) และพุทธศาสนิกชน ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และวันสำคัญต่าง ๆ ที่ทางวัดจัดขึ้น</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293004 การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดโดยพลังบวร 2025-11-23T12:17:43+07:00 กนกพร สิทธิกรณ์ kanokphorn1993@gmail.com พระครูสังฆกิจดิลก kanokphorn1993@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ บริบท สภาพปัญหาและสาเหตุ ผลกระทบ ความจำเป็นและความต้องการ เกี่ยวกับกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัด ตามแนวคิด ทฤษฎีศาสตร์สมัยใหม่และหลักพุทธธรรม 2) เพื่อศึกษาพัฒนากระบวนการ การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดโดยพลังบวร 3) เพื่อนำเสนอผลลัพธ์กระบวนการ การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดโดยพลังบวร ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในดุษฎีนิพนธ์ ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยภาคสนาม โดยเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยจากกลุ่มเป้าหมายที่เลือกให้เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะของผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดหลายแห่งประสบปัญหาขาดระบบบริหารจัดการศาสนสมบัติที่เป็นระบบ ขาดบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะ และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ สาเหตุหลักมาจากการบริหารแบบดั้งเดิมที่รวมศูนย์ ขาดการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับหลักการบริหารสมัยใหม่ 2) การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมโดยโมเดล “บวร” (บ้าน วัด ราชการ) ประสบความสำเร็จในสี่ด้าน คือ การจัดตั้งคณะกรรมการที่มีศักยภาพ การถอนคืนการจัดประโยชน์และการบริหารตนเอง การรวบรวมกฎระเบียบอย่างเป็นระบบ และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน 3) การประเมินประสิทธิภาพของโมเดล “บวร” ประกอบด้วยขั้นตอนสร้าง, ตรวจสอบแก้ไข, ดำเนินการ และพัฒนา ครอบคลุมการสร้างบุคลากร ระเบียบวิธี ระบบงาน และฐานข้อมูล พร้อมกลไกตรวจสอบถ่วงดุล สร้างกลไกการบริหารจัดการที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน</p> <p>องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ คือ โมเดล “วงล้อการบริหารศาสนสมบัติ โดยพลังบวร” ที่บูรณาการหลักมรรค 8 กับธรรมาภิบาล ในการบริหารศาสนสมบัติ ผ่านการมีส่วนร่วมของบ้าน วัด และราชการ สามารถเสริมความโปร่งใส ลดความขัดแย้ง และสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่วัดและชุมชน</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294376 สภาพและแนวทางการส่งเสริมการนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 2025-10-10T14:01:43+07:00 ลักขณา จิตเรือ luckkanajitrue.k38@gmail.com ณิรดา เวชญาลักษณ์ Luckkanajitrue.k38@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติ และ 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติ ประชากร คือ โรงเรียนขนาดเล็ก ที่เปิดสอนระดับปฐมวัย จำนวน 66 แห่ง และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ โรงเรียนขนาดเล็กที่เปิดสอนระดับปฐมวัย จำนวน 59 แห่ง และกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 59 คน โดยเลือกแบบเจาะจง และครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 59 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย รวมทั้งสิ้น 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) สภาพการนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติ โดยภาพรวมพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.46, S.D. = .44) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดประสบการณ์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = .46) รองลงมา คือ ด้านการประเมินพัฒนาการ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.47, S.D. = .48) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ แหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.44, S.D. = .52) 2) แนวทางการส่งเสริมการนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติ พบว่า (1) การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ควรจัดเวทีแลกเปลี่ยนกึ่งทางการ โดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน เข้าร่วมประชุมแบบประชาคม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบสนองความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของชุมชน (2) การจัดทำแผนการจัดประสบการณ์ ควรออกแบบแนวทางหรือมาตรฐานร่วมกันกับครู (3) การจัดประสบการณ์ ควรกำหนดคุณลักษณะพิเศษที่ควรมีในครูปฐมวัย มีทักษะนันทนาการมีผลงานที่แสดงความสามารถและความถนัดที่สอดคล้องกับการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย (4) การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ แหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน ผู้ปกครอง และปราชญ์ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการให้ความรู้ช่วยกันสร้างแหล่งเรียนรู้พัฒนาสื่อและอุปกรณ์จากวัสดุในชุมชน 5) การประเมินพัฒนาการ ควรกำหนดรอบการนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบดำเนินการโดยผู้บริหารและผู้รับผิดชอบร่วมกับครูปฐมวัย</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/292705 การพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาพจิตนักเรียนตามแนวทางพุทธศาสนาในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม 2025-10-08T10:49:46+07:00 ชณสุธน คงบางพระ chanasuthon@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนตามหลักจิตวิทยาและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 2) ออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพจิตของนักเรียนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม ตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมเสริมสร้างเสริมสร้างสุขภาพจิตของนักเรียนในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ จำนวน 9 คน ได้แก่ ด้านวางแผนปฏิบัติงานการศึกษา ด้านการจัดกิจกรรมผู้เรียน ด้านฝึกทักษะผู้เรียน ด้านการแนะแนว ด้านกระบวนการ ด้านพระพุทธศาสนา ด้านการให้คำปรึกษานักเรียน ด้านจิตวิทยาการให้ปรึกษา และด้านจิตวิทยาโรงเรียน/พัฒนาการ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาโวหาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนตามหลักจิตวิทยาและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) ด้านความรู้ - ผู้เรียนต้องมีความรู้จากการดู ฟัง อ่าน และลงมือทำ (2) ด้านเจตคติ - ต้องมีทัศนคติเชิงบวก เปิดใจ มองโลกในแง่ดี (3) ด้านทักษะ - ต้องมีทักษะการฟัง การสังเกต การสื่อสาร และ (4) ด้านบุคลิกภาพ - ต้องมีคุณลักษณะกัลยาณมิตร 7 ประการ 2) การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตใช้หลักอริยสัจ 4 ประกอบด้วย 4 กิจกรรม (1) กิจกรรมเปิดใจตนสู่ใจเพื่อน (หลักทุกข์) (2) กิจกรรมเชื่อมเหตุสะพานใจ (หลักสมุทัย) (3) กิจกรรมเพื่อนร่วมทางใจ (หลักนิโรธ) และ (4) กิจกรรมวิถีมรรคฮักใจ (หลักมรรค) ผลการประเมินพบว่านักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น มีความเห็นอก เห็นใจ และระวังการใช้คำพูดมากขึ้น 3) การขับเคลื่อนนวัตกรรมดำเนินการโดยการถอดบทเรียนและขยายผลผ่านการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน สร้างระบบเพื่อนช่วยเพื่อน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ปกครองและหน่วยงานภายนอก เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนอย่างเป็นกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ส่งเสริมสุขภาพจิตนักเรียนในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการเป็นเพื่อนให้คำปรึกษา สามารถช่วยเหลือเพื่อนที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/298249 ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบ : การพัฒนาระบบและกลไกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยการมีส่วนร่วมของ “บวร” 2026-04-02T11:31:23+07:00 ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ khantong.wat@mcu.ac.th ธนบงกช ศิริพัฒน์กิตติ khantong.wat@mcu.ac.th ยุติธรรม สินธุ khantong.wat@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ความรู้จากโครงการวิจัยย่อยภายใต้แผนงานเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบและกลไกการคุ้มครองครอบครัวในชุมชนเมือง 2) พัฒนาและออกแบบนวัตกรรมเชิงระบบของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบโดยการมีส่วนร่วมของ “บวร” (บ้าน–วัด–โรงเรียน/ราชการ) และ 3) ประเมินศักยภาพของโมเดลในการนำไปปรับใช้และขยายผลในบริบทชุมชนเมือง งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) โดยบูรณาการการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การสังเคราะห์ความรู้จากโครงการย่อย 1 (SAFE Model) และ โครงการย่อย 2 (RBS Model) นำไปสู่การพัฒนาโมเดลเชิงบูรณาการด้านระบบนิเวศการคุ้มครองครอบครัวในชุมชนเมือง ซึ่งบูรณาการ 3 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนาคน ระบบ และพื้นที่ทางสังคม โดยมีพลัง “บวร” เป็นกลไกสำคัญ ในการเชื่อมโยงความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ 2) การพัฒนานวัตกรรมเชิงระบบก่อให้เกิด “โมเดลระบบนิเวศการคุ้มครองครอบครัวในชุมชนเมืองวิถีพุทธ” (Urban Buddhist Family Protection Ecosystem: UBFPE) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญได้แก่ การพัฒนาพี่เลี้ยงชุมชน การบริหารจัดการเชิงบูรณาการ และการใช้พื้นที่ทางศาสนาเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นระบบ และ 3) การประเมินศักยภาพของโมเดล UBFPE พบว่า มีความเหมาะสมในระดับสูงสำหรับการนำไปปรับใช้ในชุมชนเมืองที่มีบริบทใกล้เคียงกัน โดยมีจุดเด่นในการใช้ทุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชน อันนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและการป้องกันความรุนแรงอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293843 ปัจจัยความสำเร็จในการประกอบธุรกิจร้านกาแฟสดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-09-24T15:27:16+07:00 นิธิโรจน์ แก้วรักษ์กมล charndej@gmail.com ปิยะ พละปัญญา piya_p@mju.ac.th สนิท สิทธิ piya_p@mju.ac.th ภาวิณี อารีศรีสม piya_p@mju.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการประกอบธุรกิจร้านกาแฟสดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่พักและเดินทางเข้ามาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการบริโภคกาแฟสดและใช้บริการร้านกาแฟสด ประกอบด้วย 1.1) จุดประสงค์ในการใช้บริการร้านกาแฟสด 1.2) ความถี่และระยะเวลาในการใช้บริการร้านกาแฟสด 1.3) ประเภทของกาแฟสดที่นิยมบริโภค 1.4) ลักษณะการเลือกใช้บริการร้านกาแฟสด 2) มาตรฐานร้านกาแฟ ประกอบด้วย 2.1) มาตรฐานด้านสถานที่ 2.2) มาตรฐานด้านการบริการ 2.3) มาตรฐานด้านผลิตภัณฑ์ 2.4) มาตรฐานด้านบุคลากร 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4Ps ประกอบด้วย 3.1) ด้านผลิตภัณฑ์ 3.2) ด้านราคา 3.3) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย 3.4) ด้านการส่งเสริมการตลาด 4) การบริหารจัดการ ประกอบด้วย 4.1) การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน 4.2) การกำหนดขั้นตอนการทำงาน 4.3) มีการติดตามและประเมินผล 4.4) การสร้างนวัตกรรมและการปรับตัว มีผลต่อความสำเร็จในการประกอบธุรกิจร้านกาแฟสดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลการวิจัยนี้ ผู้ประกอบการร้านกาแฟสด สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ การดำเนินธุรกิจได้อย่างตรงจุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและความยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจร้านกาแฟสด จะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจตลาด ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294356 รูปแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2025-10-08T10:21:33+07:00 ปริศนา วิโนสุยะ prisanaw65@nu.ac.th สถิรพร เชาวน์ชัย Prisanawr65@nu.ac.th ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย Prisanawr65@nu.ac.th กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์ Prisanawr65@nu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย ดำเนินการใน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยการสังเคราะห์เอกสาร 2) ศึกษาแนวทางการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยการศึกษาการบริหารที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในสถานศึกษาต้นแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ ที่มีผลงานโดดเด่น จำนวน 3 แห่ง ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) 3) การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ผ่านการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา กระบวนการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบ บูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา และความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2) แนวทางการบริหารเพื่อส่งเสริม การจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์และกำหนดนโยบายการพัฒนา (Strategy Analysis &amp; Policy Design) ผู้บริหารศึกษามีวิสัยทัศน์และวิเคราะห์บริบทของโรงเรียน เพื่อกำหนดนโยบายและเป้าหมายให้สอดคล้องกับการใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ (2) การวางแผนการพัฒนาครู (Master Planning) ผู้บริหารวางแผนจัดอบรม พัฒนาครู และส่งเสริมการสร้างสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ (3) การดำเนินการตามแผน (Action Implementation) ผู้บริหารจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการสอนจริง และจัดครูพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา (4) การเสริมแรงในการพัฒนา (Reinforcement) ผู้บริหารสร้างแรงจูงใจด้วยการมอบรางวัล เกียรติบัตร และเผยแพร่ผลงานครูที่โดดเด่น (5) การติดตามและประเมินผลการพัฒนา (Tracking and Evaluation) ผู้บริหารนิเทศ ติดตาม ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษของครู ความพึงพอใจของนักเรียน และ (6) การสะท้อนผลเพื่อพัฒนา (Reflection for Development) จัดประชุมสะท้อนผล (AAR) เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด PDCA 3) รูปแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ผลการสร้างรูปแบบ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ (1) ปัจจัยที่ส่งต่อการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา (2) กระบวนการบริหารเพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ (3) ความสามารถในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาอังกฤษแบบบูรณาการของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญและฉันทามติว่ารูปแบบมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้จริง</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293842 แนวทางการจัดการน้ำเสียชุมชนเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ศึกษากรณีเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 2025-09-24T15:19:55+07:00 ชิตญา โชควิสิฐกร charndej@gmail.com ปิยะ พละปัญญา piya_p@mju.ac.th อนุวัฒน์ จรัสรัตนไพบูลย์ piya_p@mju.ac.th ภาวิณี อารีศรีสม piya_p@mju.ac.th <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการน้ำเสียชุมชน ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ.เชียงใหม่ รวม 7 คน และสนทนากลุ่มกับผู้แทนผู้นำชุมชนทั้งหมดในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีทั้งหมด 97 ชุมชน จาก 4 แขวงการปกครอง ตัวแทนผู้ประกอบการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน รวม 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอข้อมูลจากการสังเคราะห์สาระจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน และการวิเคราะห์ประเด็นจากการสนทนากลุ่ม โดยจัดหมวดหมู่ประเด็นสำคัญ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางในการจัดการปัญหาน้ำเสียในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การขยายขอบเขตการรวบรวมน้ำเสียให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง การส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีบทบาทและส่วนร่วมในการจัดการน้ำเสียของตนเองอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการสร้างความรับรู้ที่เหมาะสมและเข้าถึงง่าย การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคมชุมชนด้วยกลไกการจัดการและเครือข่ายผู้นำ การบูรณาการนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการของชุมชน และการร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการจัดการน้ำเสียที่สมดุล ยั่งยืน และตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ อย่างเชียงใหม่</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294432 การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีชุด “คีตสัมพันธ์ จีน แขก ฝรั่ง ฝั่งธนบุรี” 2025-11-10T09:36:50+07:00 อัมรินทร์ แรงเพ็ชร ajamarin@hotmail.com ดุษฎี มีป้อม ajamarin@hotmail.com สุพรรณี เหลือบุญชู ajamarin@hotmail.com <p>งานวิจัยสร้างสรรค์ทางดนตรีชุด “คีตสัมพันธ์ จีน แขก ฝรั่ง ฝั่งธนบุรี” มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์จีน แขก ฝรั่ง ในพื้นที่ธนบุรี และ 2) ศึกษาดนตรี “หล่อโก้ว” ของชาวจีนแต้จิ๋ว “วงปี่กลอง” ในพิธีมหะหร่ำ ของชาวมุสลิมชีอะห์ “ระฆังการิยอง” และเพลง “ลูกกุฏีจีน” ของฝรั่ง ชาวโปรตุเกส ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในธนบุรี เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรี ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากเอกสารและข้อมูลภาคสนาม เพื่อทำการศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และลักษณะทางดนตรี</p> <p>ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์จีน แขก ฝรั่ง ในพื้นที่ธนบุรี สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ได้เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีบทบาทต่อการช่วยสร้างความมั่นคงให้กับบ้านเมือง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง ทั้ง 3 กลุ่มจึงได้ย้ายตามมาตั้งถิ่นฐานด้วย เป็นกลุ่มชนที่มีประวัติศาสตร์คู่กับสังคมไทยมานาน ข้อที่ 2 การศึกษาดนตรีพบว่า มีประวัติความเป็นมาและมุมมองทางสุนทรียที่มีเอกลักษณ์ ปัจจุบันดนตรียังคงมีบทบาทต่อชีวิตทั้ง 3 กลุ่ม ในการใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณี ผู้วิจัยได้นำข้อมูลดังกล่าว มาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้ง 3 กลุ่มไว้ด้วยกัน ในชื่อชุด “คีตสัมพันธ์ จีน แขก ฝรั่ง ฝั่งธนบุรี” อันมีความหมายถึงกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 3 ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันบนประวัติศาสตร์พื้นที่ธนบุรี ผลจากการวิจัยทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานเป็นชุดเพลงไทยสำเนียงจีน แขก และฝรั่ง โดยแต่ละชุดเพลงจะประกอบด้วยเพลง 3 เพลง ที่มีท่วงทำนองเกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของทั้ง 3 กลุ่ม มีการผสมผสานเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ทำนองเพลงมีสำเนียงที่ชัดเจนและไพเราะมากขึ้น ผลงานสร้างสรรค์ดังกล่าวเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการประพันธ์เพลงไทย ช่วยส่งเสริมและเผยแพร่ภูมิปัญญาทางดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ จีน แขก ฝรั่ง ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี เพื่อการเรียนรู้และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุขต่อไป</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/296643 การพัฒนารูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซี 2026-01-14T04:42:35+07:00 มนตรี วิวาห์สุข montree.wi@go.buu.ac.th ลัดดาวัลย์ พุทธรักษา laddawanp2550@gmail.com วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ warakorn@go.buu.ac.th ธนิดา จุลวนิชย์พงษ์ tanida@buu.ac.th จุฑามาศ แหนจอน drhaenjohn@gmail.com อรพินท์ หลักแหลม Saranya.s@stic.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบจิตภาวนาตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2) ศึกษาแนวทางการปฏิบัติจิตภาวนาในพื้นที่อีอีซี 3) สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากข้อ 1 และ 2 ให้เป็นรูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซี และ 4) ตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซี เก็บรวบรวมข้อมูลจาก เอกสาร ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา และปกรณ์วิเสส ภาคสนาม ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยอาจารย์จิตภาวนา 18 รูปหรือคน และศิษย์จิตภาวนา 108 คน และการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมด้วยการบรรพชาอุปสมบท ฝึกปฏิบัติตามรูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซีเป็นเวลา 15 วัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างและเนื้อหาแล้วสังเคราะห์เป็นรูปแบบจิตภาวนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบจิตภาวนาตามแนวทางพระพุทธศาสนามี 3 แบบ ได้แก่ สมถะ นำวิปัสสนา วิปัสสนานำสมถะ และสมถะควบคู่วิปัสสนา 2) แนวทางการปฏิบัติจิตภาวนาในพื้นที่อีอีซี มี 9 แนวทาง ได้แก่ “พุทโธ” “พองยุบ” “สัมมาอะระหัง” “อานาปานสติ” “รูปนาม” “มโนมยิทธิ” “การสร้างจังหวะเคลื่อนไหว” “การดูจิต” และ “การผสมสติปัฏฐานกับอานาปานสติ” แนวทางที่นิยมอย่างกว้างขวาง คือ แนวทางที่หนึ่งและสอง ทุกแนวทางเว้นแนวทางสุดท้ายพัฒนาขึ้นในพื้นที่อื่นแล้วถูกนำมาเผยแพร่ในพื้นที่อีอีซี 3) รูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซี คือ รูปแบบที่ 9 ซึ่งมีครบทั้งส่วนที่เป็นสมถะและวิปัสสนา 4) รูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซี มีกระบวนการศึกษาปฏิบัติและนำไปใช้ในชีวิตและการงานได้โดยเริ่มจากทำเข้าใจว่าชีวิตเป็นสติปัฏฐาน กล่าวคือ ชีวิตประกอบด้วยกายกับจิตแยกเป็น 5 ส่วนประกอบ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ใช้เป็นฐานฝึกสติ จากนั้นจำกัดวงแคบเข้าเหลือเพียงกายคือลมหายใจ ตามแนวอานาปานสติเพื่อพัฒนาจิตให้เป็นสมาธิระดับปฐมฌานแล้วนำปฐมฌานนั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามองค์ธรรมการปฏิบัติของสติปัฏฐานและอานาปานสติ ได้แก่ อาตาปี สัมปชาโน และสติมา กล่าวคือ ทำงานอย่างต่อเนื่อง รู้ทั่วการทำงานนั้นอย่างสมบูรณ์ และรู้ทันว่าทำงานนั้นอยู่ ดังนั้น รูปแบบจิตภาวนาแห่งอีอีซีจึงนำไปใช้ในชีวิตและการงานได้ทุกลมหายใจ</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295471 องค์ประกอบของสมรรถนะวิชาชีพอาจารย์ผู้สอน สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2025-12-18T09:43:28+07:00 อิทธิพล อเนกธนทรัพย์ ittipon_ane@dusit.ac.th ชญาภัทร์ กี่อาริโย premraphi.o@rmutp.ac.th สุชีรา ผ่องใส premraphi.o@rmutp.ac.th วรดานันท์ เหมนิธิ premraphi.o@rmutp.ac.th เปรมระพี อุยมาวีรหิรัญ premraphi.o@rmutp.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะวิชาชีพอาจารย์ผู้สอน สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 26 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์ด้านคหกรรมศาสตร์ไม่น้อยกว่า 5 ปี ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสร้างกรอบองค์ประกอบสมรรถนะการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นอาจารย์ผู้สอนสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ จำนวน 182 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ 13 แห่ง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purpose Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ซึ่งนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของสมรรถนะวิชาชีพอาจารย์ผู้สอน สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก 17 องค์ประกอบรอง และ 118 องค์ประกอบย่อย เมื่อพิจารณาราย องค์ประกอบหลัก พบว่า 1) ด้านความรู้ในวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ (Knowledge) องค์ประกอบย่อยที่ได้รับความสำคัญสูงสุด คือ มีความรู้เกี่ยวกับหลักการประกอบอาหาร (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55) และ มีความรู้เกี่ยวกับหลักการวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52) ซึ่งค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนความสำคัญของความรู้พื้นฐานและหลักการทางวิชาชีพ 2) ด้านทักษะวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ (Skills) องค์ประกอบย่อยที่ได้รับความสำคัญสูงสุด คือ มีความสามารถประยุกต์ใช้หลักการในการประกอบอาหารประเภทต่าง ๆ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.57) ซึ่งค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดเน้นย้ำถึงทักษะปฏิบัติการที่เป็นแก่นของวิชาชีพ และ 3) ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในวิชาชีพคหกรรมศาสตร์ (Attributes) องค์ประกอบย่อยที่ได้รับความสำคัญสูงสุด คือ มีความประพฤติและบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นแบบอย่างที่ดีของอาจารย์ผู้สอนคหกรรมศาสตร์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30) และมีความสามารถในการบริหารจัดการงานและภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนงานคหกรรมศาสตร์ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.22) ซึ่งค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะและจริยธรรมเป็นรากฐานสำคัญสูงสุดในการเป็นอาจารย์ ผลการวิจัยนี้จะเป็นแนวทางสำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและพัฒนารูปแบบการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294843 รูปแบบการส่งเสริมครูของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2025-10-24T10:30:13+07:00 ปรัชญา ประเสริฐผล prachyap60@nu.ac.th ชนัดดา ภูหงษ์ทอง Prachyap60@nu.ac.th อนุชา กอนพ่วง Prachyap60@nu.ac.th ณัฏฐ์ รัตนศิริณิชกุล Prachyap60@nu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างรูปแบบการส่งเสริมครูของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ และจัดทำคู่มือประกอบการใช้รูปแบบ โดยอาศัยผลสังเคราะห์เอกสารและข้อค้นพบจากขั้นตอนที่ 1 มาพัฒนาเป็น (1) ร่างรูปแบบและคู่มือ และ (2) ตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของร่างดังกล่าว ดำเนินการวิจัยด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และแบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับความถูกต้องและ ความเหมาะสมของร่างรูปแบบและคู่มือ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) ครอบคลุม 3 ด้านความเชี่ยวชาญ ได้แก่ การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน การพัฒนาครูเอกชน และการบริหารการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ในการกำหนดเกณฑ์ยอมรับรูปแบบ/คู่มือ กำหนดอยู่ที่ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) ≥ 3.51 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ≤ 1.00</p> <p>ผลการสร้างรูปแบบพบว่า โครงสร้างหลักประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) วิธีการดำเนินการ 5) การส่งเสริมครู 6) ผลผลิต และ 7) เงื่อนไขความสำเร็จของการส่งเสริมครูโรงเรียนเอกชน) โดย “วิธีดำเนินการ” ครอบคลุม 9 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตร 2) การผลิตสื่อและนวัตกรรม 3) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน 4) การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 5) การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ 6) การสร้างแรงบันดาลใจ 7) ความคิดสร้างสรรค์ 8) การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และ 9) คุณธรรมจริยธรรม/จรรยาบรรณ จากการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า ความถูกต้องของรูปแบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.78, S.D. = 0.54) และ ความเหมาะสมของรูปแบบ อยู่ในระดับ มากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.80, S.D. = 0.54) สำหรับ คู่มือการใช้รูปแบบ ผลการประเมินแสดงว่า ความถูกต้อง อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 0.50) และ ความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.78, S.D. = 0.50) </p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/301257 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ในยุคการศึกษา 5.0 2026-04-29T22:02:42+07:00 อรวรรณ โล่ห์คำ pingkyy.2526@gmail.com ชไมพร ดิสถาพร Pingkyy.2526@gmail.com ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล Pingkyy.2526@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในยุคการศึกษา 5.0 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในยุคการศึกษา 5.0 และ 3) เพื่อสร้างและประเมินกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในยุคการศึกษา 5.0 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยระยะที่ 1 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในยุคการศึกษา 5.0 วิเคราะห์องค์ประกอบเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่พิเศษในเขตภาคกลาง จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบประเมินกลยุทธ์ โดยประเมินกลยุทธ์ผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ในยุคการศึกษา 5.0 ประกอบด้วย 10 ด้าน ได้แก่ (1) การมีวิสัยทัศน์ (2) การสื่อสาร (3) การสร้างนวัตกรรมและการคิดสร้างสรรค์ (4) การปรับตัวและยืดหยุ่น (5) การสร้างทีม (6) ความซื่อสัตย์สุจริต (7) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (8) การพัฒนาผู้มีศักยภาพสูงสำหรับอนาคต (9) ความฉลาดรู้ทางดิจิทัล และ(10) การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ 2) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนา พบว่า สมรรถนะที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ ด้านความฉลาดรู้ทางดิจิทัล และด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ (PNI<sub>modified</sub> = 0.48) รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาผู้มีศักยภาพสูงสำหรับอนาคต (PNI<sub>Modified</sub> = 0.35) และด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (PNI<sub>modified</sub> = 0.32) ขณะที่ด้านการสร้างทีมมีความต้องการจำเป็นต่ำสุด (PNI<sub>modified</sub> = 0.13) ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในยุคการศึกษา 5.0 ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนเอกชน 3) กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ในยุคการศึกษา 5.0 ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 16 กลยุทธ์รอง ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 การยกระดับภาวะผู้นำดิจิทัลและการบริหารด้วยข้อมูล กลยุทธ์ที่ 2 การสร้างองค์กรนวัตกรรมและโรงเรียน ต้นแบบ Education 5.0 กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาทุนมนุษย์ และผู้นำแห่งอนาคต และ กลยุทธ์ที่ 4 การบริหารความเสี่ยงและเสริมความยั่งยืนทางการแข่งขัน และประเมินกลยุทธ์ มีความเหมาะสม มีความเป็นได้ มีความสอดคล้องกับบริบท และมีความคุ้มค่า</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294510 การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญา โดยใช้วัดเป็นฐาน 2025-10-18T16:47:54+07:00 พระมหาธณัชพงศ์ สุพฺรหฺมปญฺโญ คิดอ่าน thanatpong.kit@mcu.ac.th พระครูพิลาสธรรมากร ณัฐพล ประชุณหะ Thanatpong.kit@mcu.ac.th สมบูรณ์ ตาสนธิ Thanatpong.kit@mcu.ac.th อำนาจ ขัดวิชัย Thanatpong.kit@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการความรู้ของวัดสวนดอก พระอารามหลวง เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญาโดยใช้วัดเป็นฐาน เพื่อประเมินการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญา การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร วิธีวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัยได้แก่ วัดสวนดอก พระอารามหลวง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย (ก) ผู้ใช้งาน 26 รูป/คน (ข) ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 รูป/คน รวมเป็น 33 รูป/คน และ 2) กลุ่มทดลองใช้แอปพลิเคชัน จำนวน 80 รูป/คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินการพัฒนาจิตและปัญญา ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการจัดการความรู้ของวัดสวนดอกยังขาดความเป็นระบบ ข้อมูลกระจัดกระจายไม่ถูกจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ เนื้อหาบนสื่อออนไลน์ขาดความลึกเชิงประวัติศาสตร์ ข้อมูลสำคัญอย่างปีพุทธศักราชมีความคลาดเคลื่อน ขาดแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน อุปสรรคสำคัญคือการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ งบประมาณ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การนำเสนอข้อมูลไม่น่าสนใจและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก 2. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านการสร้างแอปพลิเคชัน "วัดสวนดอก" เป็นนวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย โดยใช้แนวคิดการผสมผสานความรู้และความบันเทิงผ่านกลไกของเกม การเล่าเรื่อง และการใช้เทคโนโลยีกับแผนที่นำทาง ฟีเจอร์เด่นคือการสกัดปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมและวัตถุโบราณมานำเสนอ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้หลักธรรมและคุณค่าทางจิตปัญญาไปพร้อมกับการเยี่ยมชมวัด 3. ประเมินการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาจิตและปัญญา พบว่าแอปพลิเคชัน "วัดสวนดอก" ได้รับคะแนนความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.23–4.33) ในทุกมิติ ทั้งการออกแบบ เนื้อหา และการใช้งาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาจิตและปัญญา ซึ่งผู้ใช้ให้คะแนนในระดับสูงมาก โดยระบุว่า ช่วยเพิ่มความเข้าใจในหลักธรรมและประวัติศาสตร์ (การพัฒนาปัญญา, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38) และช่วยสร้างความสงบและแรงบันดาลใจ (การพัฒนาจิต, <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30)</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295250 การออกแบบเพื่อเชื่อมต่อ : การพัฒนาผ้าคลุมถ่วงน้ำหนักให้ความอบอุ่นสำหรับลดความเหงาในผู้ใหญ่ตอนต้น 2025-11-12T21:05:26+07:00 ภาสกร ยุรวรรณ paskorn.yurawan@g.swu.ac.th ดุษฎี อินทรประเสริฐ dusadee@g.swu.ac.th พีร วงศ์อุปราช dusadee@g.swu.ac.th <p>การวิจัยเชิงออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบและหลักการออกแบบสำหรับลดความเหงาในผู้ใหญ่ตอนต้น โดยอาศัยความเข้าใจประสบการณ์ความเหงาที่ฝังในร่างกาย ที่เป็นผลวิจัยระยะที่ 1 ของงานวิจัย การลดความเหงาในผู้ใหญ่ตอนต้น : การวิจัยเชิงออกแบบของต้นแบบผ้าคลุมถ่วงน้ำหนักให้ความอบอุ่น การวิจัยในระยะนี้เป็นการวิจัยระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงออกแบบดำเนินการในกรุงเทพมหานคร พัฒนาต้นแบบร่วมกับผู้ใช้ ที่เป็นเพศชายวัยผู้ใหญ่ตอนต้น 22-30 ปี จำนวน 19 คน ได้มาจากการรับสมัครและคัดเลือกคนเหงาระดับสูงด้วยแบบวัดความเหงาเดอยอง เกียร์เวลด์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิต ผ่านกระบวนการวิจัยการออกแบบ 3 ขั้นตอน 1) การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลจากระยะที่ 1 ร่วมกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เช่น แนวคิดการรู้คิดสมานกาย แนวคิดการควบคุมอุณหภูมิทางสังคม แนวคิดการสำนึกรู้ร่างกาย เพื่อสร้างหลักการออกแบบเบื้องต้น และแผนที่คาดการณ์ 2) การออกแบบและสร้างต้นแบบ "ผ้าคลุมถ่วงน้ำหนักให้ความอบอุ่น" พร้อมประเมินผลขั้นอัลฟ่าขั้นเบต้า 3) การประเมินและสะท้อนคิด ผ่านการประเมินขั้นแกมม่าเพื่อสังเคราะห์หลักการออกแบบฉบับสมบูรณ์</p> <p>ผลการวิจัยได้พัฒนาต้นแบบผ้าคลุมฯ V1 ที่ให้แรงกด 2.27 กก. และความอบอุ่นบริเวณลำตัวส่วนบน ผลการประเมินจากผู้ใช้พบว่า ต้นแบบ V1 สามารถกระตุ้นการรับรู้ร่างกายและความรู้สึกเชื่อมโยงกับตนเอง โดยเฉพาะผ่านแรงกด และสร้างความรู้สึก "อุ่นใจ" และ "ผ่อนคลาย" ชั่วคราว ผลลัพธ์สุดท้ายคือหลักการออกแบบ STEAD (Self-connection, Thermal Warmth, Ease of Use, Adaptive Modulation, Deep Pressure) ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองต่อมิติทางกายภาพของความเหงา และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงทฤษฎีว่า "ความเหงาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างตัวตน"</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/295454 การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมเชิงพุทธสันติวิธี : กรณีศึกษาผู้ประกอบการธุรกิจร้านกาแฟ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2025-11-30T10:08:24+07:00 ปานไพลิน เทพช่วย 6719990009@tsu.ac.th เจษฎา นกน้อย chetsada@tsu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม 2) วิเคราะห์การประยุกต์ใช้แนวคิดพุทธสันติวิธีในการบริหารจัดการ และ 3) พัฒนาแนวทางการบริหารด้วยภาวะผู้นำเชิงพุทธสันติวิธี สำหรับผู้ประกอบการร้านกาแฟ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ได้ทบทวนวรรณกรรมและศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ประกอบการร้านกาแฟ 6 คน มีเกณฑ์การคัดเลือก คือ เป็นผู้บริหารหลักของร้าน และลูกค้าประจำ 12 คน มีเกณฑ์การคัดเลือก คือ เป็นลูกค้าประจำที่มาใช้บริการมากกว่า 3 ครั้ง รวมจำนวน 18 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการมีภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม โดยการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความเข้าใจซึ่งกันและกัน 2) ผู้ประกอบการมีการประยุกต์ใช้แนวคิดพุทธสันติวิธีในการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักสติ เมตตา อุเบกขา ขันติ และปัญญาในการดำเนินธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพนักงานและลูกค้า 3) ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมเชิงพุทธสันติวิธีให้ความสำคัญกับความสุขของลูกค้า ไม่ต่างจากความสุขของพนักงาน เป็นลักษณะสำคัญของการบริหารจัดการที่มองความสำเร็จของธุรกิจในมิติของความสุข ความสงบ และคุณค่าทางจิตใจ ไม่ใช่เพียงผลประกอบการเท่านั้น อีกทั้งได้เสนอแนวทางการบริหารด้วยโมเดลภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมเชิงพุทธสันติวิธี ประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติผู้นำมีสติและเมตตา มิติพนักงานมีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นเจ้าของ และมิติลูกค้าได้รับบริการที่อบอุ่นและจริงใจ โดยมีผู้นำเป็นศูนย์กลางสร้างคุณค่าภายในสู่ภายนอก ส่งผลให้ธุรกิจมีภาพลักษณ์ที่ดี ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294788 แนวทางการเสริมสร้างทักษะสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรม 4.0 ของช่างเทคนิคในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 2025-10-24T10:37:13+07:00 สิทธิพันธ์ โพธิ์ศรี sittipan.water@gmail.com ฐาศุกร์ จันประเสริฐ 2thasuk@g.swu.ac.th อมราพร สุรการ amaraporn.s@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างทักษะสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรม 4.0 ของช่างเทคนิคในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมให้ช่างเทคนิคเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและสามารถปรับพฤติกรรมการทำงานให้สอดคล้องกับการทำงานในอุตสาหกรรม 4.0 กลุ่มผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยช่างเทคนิคจำนวน 11 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่ม และการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองใกล้เคียงกับหน้างานจริง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการเสริมสร้างทักษะสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรม 4.0 ของช่างเทคนิคประกอบด้วยกระบวนการพัฒนา 3 ระยะที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ได้แก่ (1) ระยะก่อนดำเนินการ มุ่งสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจร่วม และการมีส่วนร่วมของช่างเทคนิค เพื่อสร้างความพร้อมทางจิตใจและบรรยากาศ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (2) ระยะระหว่างดำเนินการ เน้นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ผ่านการลงมือทำจริงภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัยและเปิดใจเรียนรู้ โดยผู้ดำเนินการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้มากกว่าผู้ถ่ายทอด และ (3) ระยะหลังดำเนินการ มุ่งติดตามผลและเสริมแรงเชิงบวกให้เกิดการนำความรู้ไปใช้จริงในระบบงาน ทั้งสามระยะเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นกรอบแนวปฏิบัติการเสริมสร้างทักษะสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยสามมิติหลัก ได้แก่ มิติของมนุษย์ ที่เริ่มจากความไว้วางใจและความเข้าใจ มิติของกระบวนการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการลงมือทำ การแลกเปลี่ยน และการสะท้อนผล และมิติของระบบงาน ที่ส่งเสริมการติดตามผลและการขยายผลในระดับองค์กร กรอบแนวทางนี้นำไปสู่ระบบการเรียนรู้แบบมีชีวิต ที่ช่วยให้ช่างเทคนิคพัฒนาได้ทั้งทักษะทางเทคนิคและทักษะมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ยืดหยุ่น และยั่งยืน อันเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับสมรรถนะของแรงงานไทยให้พร้อมปรับตัวภายใต้การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอัจฉริยะในยุคอุตสาหกรรม 4.0</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294498 ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาของประชาชน ในจังหวัดเชียงใหม่ 2025-10-16T14:07:46+07:00 พิชญามณญ์ วงษ์สถิตย์ charndej@gmail.com สมบัติ กันบุตร sombatk@mju.ac.th ภาวินี อารีศรีสม sombatk@mju.ac.th วันวสา วิโรจนารมย์ sombatk@mju.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับประชาชนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา ในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2567 จำนวน 300 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองสมการโครงสร้าง มีความกลมกลืนสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด มากที่สุด รองลงมาคือ บทบาทภาครัฐ และปัจจัยด้านจิตวิทยาและสังคม ตามลำดับ เมื่อพิจารณาอิทธิพลทางอ้อมพบว่า การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากบทบาทภาครัฐ มากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ตามลำดับ อิทธิพลรวม พบว่า การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ได้รับอิทธิพลรวมจากบทบาทภาครัฐ มากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และปัจจัยด้านจิตวิทยาและสังคม ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้ ทำให้เกิดความชัดเจนในการผลักดันนโยบายที่สอดรับกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการผลิตและการตลาดในการผลิตเวชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/293341 กระบวนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน โดยพุทธสันติวิธี 2026-06-08T19:08:05+07:00 ขนิษฐา รัตนประทุม letter8833@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ บริบท สภาพปัญหา ความต้องการจำเป็นและแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในพื้นที่แขวงบางขุนนนท์ กรุงเทพมหานคร และพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อพัฒนากระบวนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนโดยพุทธสันติวิธี และ 3) เพื่อนำเสนอผลลัพธ์กระบวนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนโดยพุทธสันติวิธี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในรูปแบบอริยสัจโมเดล โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก 5 กลุ่ม ได้แก่ คณะทำงานศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 7 คน หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ 1 คน ชุมชน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญ 5 รูป/คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม 6 รูป/คน รวม 22 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาด้านสถานที่ทำการไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน การสื่อสารไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนงาน การบริหารจัดการในเชิงระบบและพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงนำแนวคิด ทฤษฎีตามศาสตร์สมัยใหม่ มาบูรณาการร่วมกับหลักสัปปุริสธรรม 7 2) กระบวนการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนโดยพุทธสันติวิธี มีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านปลุกพลังนำทาง (2) สื่อสารความความรู้ (3) เสริมแกร่งบริหาร และ (4) สร้างคุณค่าความร่วมมือ และ 3) ผลลัพธ์การนำกระบวนการพัฒนาไปใช้ พบว่า (1) เครือข่ายร่วมมือให้ความร่วมมือ มีพื้นที่แลกเปลี่ยน ใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (2) เกิดองค์ความรู้ใหม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง (3) การดึงสมรรถนะ เครือข่ายมาใช้ประโยชน์ เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน และ (4) ความสัมพันธ์ เกิดความไว้วางใจพร้อมเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294468 การพัฒนานวัตกรชุมชนผ่านกระบวนการสุนทรียแสวงหา : กรณีผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน 2025-10-31T15:22:03+07:00 กรวิกา กัปตพล k.kornwika@gmail.com ฐาศุกร์ จันประเสริฐ thasuk@g.swu.ac.th ดุษฎี อินทรประเสริฐ dusadee@g.swu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรชุมชนของกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนโดยใช้กระบวนการสุนทรียแสวงหา (Appreciative Inquiry: AI) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ร่วมวิจัยจำนวน 12 คน จากตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และงานหัตถกรรมยาวนานเฉลี่ย 10–30 ปี ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย และการติดตามการปฏิบัติจริง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากระบวนการสุนทรียแสวงหาที่ประกอบด้วย 4 ขั้น คือ การค้นหา การสร้างฝัน การออกแบบ และการสานฝัน สามารถทำให้ผู้ร่วมวิจัยตระหนักถึงทุนมนุษย์ ทุนทรัพยากร และทุนวัฒนธรรมของชุมชน ร่วมกันกำหนดภาพอนาคต ออกแบบแนวทาง และลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณลักษณะนวัตกรชุมชน 9 ประการ ได้แก่ กล้าคิดกล้าทำ คิดสร้างสรรค์นอกกรอบ สื่อสารเก่ง ขายของเป็น อดทนไม่ย่อท้อ มองปัญหาเป็นโอกาส พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ลงมือปฏิบัติได้ ถ่ายทอดเป็น และบริหารจัดการเป็น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดระบบการสร้างนวัตกรรมในชุมชนที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน ตั้งแต่การสร้างแนวคิด การทดสอบต้นแบบ การนำร่อง ไปจนถึงการขยายผลและการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุน งานวิจัยนี้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ว่า “การสร้างนวัตกรชุมชนเกิดขึ้นผ่านการสร้างนวัตกรรม” กล่าวคือ การที่สมาชิกได้มี ส่วนร่วมลงมือปฏิบัติและสร้างนวัตกรรมจริง เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คุณลักษณะนวัตกรชุมชนก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืน อันเป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องและขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ ในเชิงนโยบาย ผลการวิจัยเสนอให้ภาครัฐและเครือข่ายนำกระบวนการสุนทรียแสวงหาไปใช้พัฒนานวัตกรชุมชน เพื่อยกระดับศักยภาพและเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294777 คนจนหน้าจอ : กรณีศึกษาวาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธ เพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ในมุมมองสื่อสารมวลชน 2025-11-10T09:30:55+07:00 ธนะกิจ อินยาโส inyasotanakit@gmail.com <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สังเคราะห์วาทกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธที่ปรากฏในรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับคนยากไร้ (2) พัฒนาวาทกรรมเชิงพุทธในลักษณะรื้อสร้างอุดมการณ์และกลวิธีทางวาทกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในมุมมองของสื่อสารมวลชน และ (3) ถอดบทเรียนการถ่ายทอดชุดวาทกรรมสิทธิมนุษยชนเชิงพุทธสำหรับการสื่อสารสาธารณะ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ บรรณาธิการข่าว โปรดิวเซอร์ ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศ ผู้เขียนสคริปต์ นักวิชาการพุทธ นักสิทธิผู้มีประสบการณ์ที่เคยปรากฏในสื่อ และผู้กำกับ รวม 30 คน มีการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือวิจัย การเก็บข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหารายการโทรทัศน์ 30 ตอน (พ.ศ. 2559–2568) การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน และการสนทนากลุ่ม 10 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้กรอบการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ (CDA) สามระดับ ได้แก่ ระดับข้อความ ระดับปฏิบัติการทางวาทกรรม และระดับโครงสร้างสังคม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สื่อโทรทัศน์ผลิตซ้ำวาทกรรมหลักอย่างน้อย 5 รูปแบบ ได้แก่ เมตตากรุณา–ทาน กรรม และความเพียรส่วนบุคคล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเกื้อกูลเชิงชุมชน และความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง โดยกรอบเมตตากรุณาและปัจเจกนิยมปรากฏเด่นที่สุด ขณะที่กรอบศักดิ์ศรีและสิทธิมีบทบาทลดการตีตราและเปิดเผยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างได้ชัดเจนกว่า (2) ได้พัฒนาต้นแบบวาทกรรมรื้อสร้าง 3 รูปแบบ ได้แก่ Dignity-First, Agency-Centered Help และ Community-Solidarity พร้อมเครื่องมือปฏิบัติการที่ช่วยลดการใช้ถ้อยคำและภาพที่ตีตรา และเพิ่มการสื่อสารด้านสิทธิ บริการ และนโยบายในกระบวนการผลิตข่าว (3) ถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบ ON-AIR Model สำหรับการสื่อสารประเด็นคนยากไร้อย่างเคารพศักดิ์ศรี ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดประเด็นการนำเสนอผ่านสื่อ 2) การใช้ภาษาที่ไม่ตีตรา 3) การช่วยเหลือที่เน้นศักยภาพและการเข้าถึงสิทธิของบุคคล 4) การสร้างการมีส่วนร่วม ผ่านเครือข่ายชุมชน และ5) การชี้ช่องทางการเข้าถึงสิทธิ บริการ และนโยบาย ซึ่งสามารถใช้เป็นกรอบแนวทางเชิงปฏิบัติในการผลิตข่าวและสารคดี เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อให้สอดคล้องกับหลักพุทธธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนร่วมสมัย</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294776 วิวรรธน์ภูมิปัญญาทวารวดีสู่การออกแบบภูมิสถาปัตย์วิถีพุทธร่วมสมัย 2025-11-10T09:20:47+07:00 นัยนา เมืองฉิม naiyanamuengchim@gmail.com พระเจริญพงษ์ วิชัย naiyanamuengchim@gmail.com โยตะ ชัยวรมันกุล naiyanamuengchim@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนายุคทวารวดีและถอดเป็นหน่วยออกแบบสำหรับภูมิสถาปัตย์วิถีพุทธร่วมสมัย 2) บูรณาการสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนามาใช้กับ ภูมิ สถาปัตย์วิถีพุทธร่วมสมัย 3) นำเสนอวิวรรธน์ภูมิปัญญาทวารวดีสู่การออกแบบภูมิสถาปัตย์วิถีพุทธร่วมสมัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ พระสงฆ์ นักโบราณคดี ภูมิสถาปนิก สถาปนิก ครูช่าง ช่างศิลป์ ผู้นำชุมชน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สนทนากลุ่ม การเก็บข้อมูลแบ่งเป็นสามช่วง ได้แก่ ศึกษาเอกสาร สำรวจภาคสนามรอบแรก และสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา จำแนกและจัดหมวดหมู่ข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ เพื่อค้นหารูปแบบ แนวคิด หรือความหมายที่ปรากฏในข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนายุคทวารวดีและถอดเป็นหน่วยออกแบบสำหรับภูมิสถาปัตย์วิถีพุทธร่วมสมัย อย่างน้อย 1-6 เช่น ธรรมจักร คู่กวาง โพธิ์ สถูปหรือเจดีย์ ดอกบัวหรือหม้อน้ำ และลวดลายมณฑล พร้อมสกัดไวยากรณ์เชิงพื้นที่ซ้ำรูป ได้แก่ แกนกระบวน ลานเปลี่ยนผ่าน ทางเวียนประทักษิณ และจุดหยุด แล้วแปลงเป็นเมทริกซ์เชื่อมโยงสัญลักษณ์ องค์ประกอบกายภาพ และประสบการณ์สำหรับใช้เป็นหน่วยออกแบบ 2) กรอบบูรณาการสามชั้นจากความหมายสู่ผังและสู่ลำดับประสบการณ์พร้อมเกณฑ์บูรณาการสี่ประการ คือ ความชัดของความหมาย ความเหมาะสมเชิงพิธีกรรม ความพอดีกายภาพและภูมิอากาศ และการยอมรับของชุมชน รวมทั้งแคตตาล็อกแบบแผนอย่างน้อยห้าถึงสิบสองแบบที่ผ่านการทวนสอบกับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ใช้พื้นที่ 3) นำเสนอสำหรับการประยุกต์ใช้จริง ได้แก่ กรอบ DVARA หลักการออกแบบ ผังต้นแบบย่อยสองสถานการณ์ คือ ลานวัดเมืองหนาแน่นและวัดกึ่งชนบท ตารางวัสดุและพันธุ์ไม้ ชุดเครื่องมือกระบวนการตั้งแต่การอ่านสถานที่ การร่วมออกแบบ เพื่อนำไปเสนอในการออกแบบในสถานที่จริง</p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/view/294530 ปัจจัยที่มีผลต่อการลดขยะมูลฝอยในครัวเรือนเขตเทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี 2025-10-16T14:14:31+07:00 พัดชา รักตะกนิษฐ charndej@gmail.com เกศินี วีรศิลป์ kesinee@mju.ac.th ภาวิณี อารีศรีสม kesinee@mju.ac.th สนิท สิทธิ kesinee@mju.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการลดขยะมูลฝอยในครัวเรือนเขตเทศบาลนครรังสิต จังหวัดปทุมธานี การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรในเขตเทศบาลนครรังสิต ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปร ได้กลุ่มตัวอย่าง 300 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การลดขยะมูลฝอยในครัวเรือน ได้รับอิทธิพลโดยรวมจาก ความคาดหวังในประโยชน์ มากที่สุด รองลงมาคือ การรับรู้ของประชาชน การสนับสนุนการจัดการขยะ และการบริหารจัดการขยะ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาอิทธิพลทางตรง พบว่า การลดขยะมูลฝอยในครัวเรือน ได้รับอิทธิพลทางตรงจาก ความคาดหวังในประโยชน์ เพียงตัวแปรเดียว และอิทธิพลทางอ้อม พบว่า การลดขยะมูลฝอยในครัวเรือน ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจาก การรับรู้ของประชาชน มากที่สุด รองลงมาคือ การสนับสนุนการจัดการขยะ และการบริหารจัดการขยะ ตามลำดับ และแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ </p> 2026-06-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร