วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt <p><strong>วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ<br />(</strong><strong>Academic Journal of Management Technology)</strong></p> <p><strong>ISSN 3027-8317 (Online)</strong><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และ<br />ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> วารสารที่จัดทำโดยคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ จำนวน 2 ประเภทบทความ ได้แก่ บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ <strong>โดยตั้งแต่ปี 2567 วารสารมีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ</strong> ได้แก่ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน - ธันวาคม วารสารจัดพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) และบทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยประเมินแบบ Double-Blind Peer Review (ปิดชื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความและผู้เขียน)</p> <p><strong>วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ </strong><strong>กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ดังนี้</strong></p> <p> - บทความภาษาไทย บทความละ 3,000 บาท</p> <p> - บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 4,500 บาท</p> <p><em><strong>***วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ รับพิจารณาบทความที่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพของ TCI โดย มุ่งเน้นความโปร่งใส ยึดมั่นในความถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ สามารถตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ ทุกคนมีความเสมอภาคกัน และคำนึงถึงคุณภาพของผลงานที่จะตีพิมพ์เผยแพร่*** <br /><a href="https://rmuti365-my.sharepoint.com/:b:/g/personal/sornanong_ma_rmuti_ac_th/EZ45i2NNwBBMtpvO4_4qrS4BzJKDPUjW-gTqMwYBXmCNMw?e=4eHkKm" target="_blank" rel="noopener">เอกสารดาวน์โหลดเกี่ยวกับข้อมูลวารสาร</a><br /></strong></em></p> Faculty of Management Technology, Rajamangala University of Technology Isan Surin Campus th-TH วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ 3027-8317 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> กรอบแนวคิดความฉลาดทางวัฒนธรรม ภาวะผู้นำของผู้บริหารต่างชาติ และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ ที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการปรับตัว ของผู้บริหารและประสิทธิผลของทีม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/302553 <p>การขยายตัวของธุรกิจระหว่างประเทศและการเคลื่อนย้ายผู้บริหารข้ามชาติทำให้ความสามารถในการบริหารจัดการภายใต้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริหารชาวจีนที่ปฏิบัติงานในประเทศไทยซึ่งต้องเผชิญทั้งความแตกต่างด้านค่านิยม การสื่อสาร ความคาดหวังต่อภาวะผู้นำ และบริบทการทำงานขององค์การ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดบนพื้นฐานทฤษฎีระบบ เพื่ออธิบายอิทธิพลของความฉลาดทางวัฒนธรรม ภาวะผู้นำของผู้บริหารต่างชาติ และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การที่มีต่อประสิทธิผลของทีม ผ่านความสามารถในการปรับตัวของผู้บริหาร โดยใช้แนวทางการพัฒนากรอบแนวคิดจากการทบทวนและสังเคราะห์ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการข้ามวัฒนธรรม ภาวะผู้นำ พฤติกรรมองค์การ ผลการปฏิบัติงานเชิงปรับตัว และประสิทธิผลของทีม การสังเคราะห์นำไปสู่กรอบแนวคิดแบบปัจจัยนำเข้า–กระบวนการ–ผลลัพธ์ ซึ่งกำหนดให้ความฉลาดทางวัฒนธรรม ภาวะผู้นำของผู้บริหารต่างชาติ และการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การเป็นปัจจัยนำเข้า ความสามารถในการปรับตัวของผู้บริหารเป็นกระบวนการ และประสิทธิผลของทีมเป็นผลลัพธ์ พร้อมทั้งเสนอข้อเสนอเชิงแนวคิดจำนวน 7 ข้อ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร กรอบแนวคิดเสนอว่าปัจจัยนำเข้าทั้งสามมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถในการปรับตัวของผู้บริหารและประสิทธิผลของทีม และความสามารถในการปรับตัวของผู้บริหารทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงสื่อกลางที่เชื่อมโยงปัจจัยด้านผู้บริหารและองค์การไปสู่ผลลัพธ์ระดับทีม กรอบแนวคิดนี้ช่วยบูรณาการองค์ความรู้ที่เดิมมักศึกษาตัวแปรดังกล่าวแยกจากกัน และนำเสนอคำอธิบายเชิงระบบเกี่ยวกับประสิทธิผลของผู้บริหารต่างชาติในบริบทองค์การพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการทดสอบเชิงประจักษ์ในอนาคต และเป็นแนวทางสำหรับองค์การในการพัฒนาความฉลาดทางวัฒนธรรม ภาวะผู้นำ การสนับสนุนจากองค์การ และความสามารถในการปรับตัวของผู้บริหาร เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลของทีมในสภาพแวดล้อมธุรกิจระหว่างประเทศ</p> ชวนหลิง จาง เกดชนา วันทานี นนทิพันธุ์ ประยูรหงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 167 182 การศึกษาคุณค่าตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อความภักดีของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ ในกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/287184 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับความภักดีของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมผู้บริโภคกับความภักดีของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในกรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อศึกษาคุณค่าตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อความภักดีของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 จำนวน 400 คน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคที่มีปัจจัยด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ ที่ต่างกัน จะมีระดับความภักดีแตกต่างกัน 2) พฤติกรรมผู้บริโภคด้านตราสินค้าที่ซื้อที่แตกต่างกัน จะมีระดับความภักดีแตกต่างกัน และปัจจัยคุณค่าตราสินค้า ในด้านการรับรู้ตราสินค้า การเชื่อมโยงตราสินค้า และการรับรู้คุณภาพผลิตภัณฑ์ มีอิทธิพลต่อความภักดีของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญ ผลจาก การวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับผู้บริโภคเป้าหมายรับรู้ตราสินค้าเพื่อสร้างโอกาสเกิดความผูกพันที่ผู้บริโภคมีต่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และพัฒนาให้สามารถตอบสนองตรงตามความต้องการผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม</p> นันท์นภัส ตาสว่าง พรพิมล กะชามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 1 11 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ของลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/293297 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile ของลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยพิจารณาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการใช้งาน การยอมรับเทคโนโลยี และการรับรู้ความเสี่ยงการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณในรูปแบบการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อความตั้งใจใช้บริการ โดยการรับรู้ประโยชน์ <em>β</em> = 0.163, p = 0.008) และทัศนคติในการใช้งาน (<em>β</em> = 0.391, p &lt; 0.001) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะทัศนคติซึ่งมีอิทธิพลสูงที่สุด นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการรับรู้ความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลยังคงมีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญ (<em>β</em> = 0.224, p &lt; 0.001) ในทางตรงกันข้าม การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน (<em>β</em> = 0.111, p = 0.051) รวมถึงการรับรู้ความเสี่ยงด้านการเงิน (<em>β</em> = 0.031, p = 0.593) และด้านความปลอดภัย (<em>β</em> = -0.105, p = 0.084) ไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้ใช้บริการจะรับรู้ว่าแอปพลิเคชันสามารถใช้งานได้ง่าย แต่ปัจจัยดังกล่าวมิได้เป็นตัวกำหนดความตั้งใจใช้งานโดยตรง ในขณะที่การรับรู้ถึงประโยชน์และทัศนคติที่มีต่อการใช้งานกลับเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพฤติกรรมการใช้บริการ Mobile Banking ในบริบทของ ธ.ก.ส. ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญ</p> รัตนา สุขแก้ว ปราณี เอี่ยมละออภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 12 27 อิทธิพลของดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงินต่อดัชนีราคาหุ้นกลุ่มพลังงานของประเทศไทยและมาเลเซีย : การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบด้วยการถดถอยแบบควอนไทล์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/299597 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ดัชนีราคาน้ำมันดิบ (WTI) ดัชนีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของสหรัฐ(USEPU) และดัชนีชี้วัดทางการเงิน ได้แก่ ดัชนีชี้วัดความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์ (VIX) ดัชนีชี้วัดความผันผวนของราคาน้ำมัน (OVX) และดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ของไทย (SET) หรือของมาเลเซีย (FTSE) ที่ส่งผลต่อดัชนีราคาหุ้นกลุ่มพลังงานของประเทศไทย (NQTH60) และมาเลเซีย (NQMY60) โดยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares : OLS) และแบบควอนไทล์ (Quantile Regression : QR) ในระดับ 0.25 0.50 และ 0.75 ซึ่งแทนสภาวะตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า เท่ากับ และสูงกว่าปกติ จากข้อมูลทุติยภูมิรายวันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จากผลการทดสอบ พบว่า SET และ FTSE มีอิทธิพล (P&lt;0.01) ในทิศทางบวกทุกสภาวะตลาดโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ระหว่าง 1.260–1.342 และ 1.166–1.365 ตามลำดับ เช่นเดียวกับ WTI ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ระหว่าง 0.055–0.074 สำหรับไทย และ 0.031–0.049 สำหรับมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม การทดสอบด้วย QRได้แสดงผลกระทบของ VIX OVX และ USEPU ในแต่ละสภาวะตลาดของสองประเทศที่แตกต่างกัน กล่าวคือ VIX และ OVX มีอิทธิพลเชิงลบเฉพาะ Q0.25 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ -0.0034 และ -0.0025 ตามลำดับ ในกรณีของ NQTH60 และ -0.0040 สำหรับ VIX ในกรณีของ NQMY60 ขณะที่ ณ Q0.75 USEPU มีอิทธิพลเชิงบวก เฉพาะในกรณีของ NQMY60 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ 0.0014 ทั้งนี้ กลับไม่พบอิทธิพลของ VIX OVX และ USEPU เมื่อวิเคราะห์โดย OLS ข้อค้นพบดังกล่าวมีนัยสำคัญสองประการ ได้แก่ (1) นักลงทุนควรพิจารณาใช้แบบจำลอง QR ในการประเมินความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากยังคงมีดัชนีชี้วัดที่วิธี OLS ไม่สามารถตรวจพบได้ และ (2) ผู้กำหนดนโยบายควรคำนึงถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างพลังงานในการออกแบบมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดโล</p> กฤษฎา เกษคึมบง อภิชาติ พงศ์สุพัฒน์ พรวรรณ นันทแพศย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 28 50 แบบจำลองทางการตลาดเพื่อส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/297491 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลทางตรงของการสื่อสารทางการตลาดแบบบูรณาการที่มีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว 2) ศึกษาอิทธิพลทางตรงของภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่มีต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว และ 3) ศึกษาอิทธิพลทางอ้อมของการสื่อสารทางการตลาดแบบบูรณาการที่มีต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวผ่านภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ในจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู สภาพพื้นที่เขานางพันธุรัตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถาม จากนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 302 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 9 คน ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ดี ( <em>/</em>df = 2.800, CFI = 0.927, TLI = 0.908, RMSEA = 0.077 และ RMR = 0.015) โดยพบว่า 1) การสื่อสารทางการตลาดแบบบูรณาการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว (β = 0.811, p &lt; 0.001***) แต่ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว (β = 0.091, <em>p</em> = .594) 2) ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว (β = 0.734, <em>p</em> &lt; .001***) และ 3) การสื่อสารทางการตลาดแบบบูรณาการมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวผ่านภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.755,<em>p</em> &lt; .001***) ชี้ให้เห็นว่าภาพลักษณ์การท่องเที่ยวทำหน้าที่เป็นตัวแปรสื่อกลางที่สำคัญในการส่งผ่านอิทธิพล สอดคล้องกับผลเชิงคุณภาพที่พบว่าภาพลักษณ์เชิงบวกคือปัจจัยขับเคลื่อนหลักในการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์เชิงคุณค่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน</p> ปานจิต วัฒนสารัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 51 72 พลวัตของภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล: การปรับตัวเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/290722 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตของภาวะผู้นำในยุคดิจิทัล โดยเน้นการบูรณาการภาวะผู้นำดิจิทัล ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง และภาวะผู้นำการปรับตัว เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน เชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้ในภาคสาธารณะของไทยที่ยังมีข้อจำกัด การผสานภาวะผู้นำทั้งสามมิติดังกล่าวช่วยเสริมสมรรถนะของผู้นำให้สอดคล้องกับพลวัตดิจิทัลและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน บทความนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการสังเคราะห์วรรณกรรมเชิงวิเคราะห์และ การพิจารณากรณีศึกษาองค์กรไทย เพื่อรวบรวมและตีความข้อมูลเชิงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ร่วมสมัยจากแหล่งข้อมูลวิชาการที่หลากหลาย เพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบภาวะผู้นำที่เหมาะสมกับบริบทดิจิทัลของไทย ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ผู้นำยุคดิจิทัลต้องพัฒนาทักษะอารมณ์และสังคม การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการปรับตัว ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจและกำหนดวิสัยทัศน์ที่ยืดหยุ่นในโลกที่ซับซ้อน แนวทางดังกล่าวช่วยให้ผู้นำสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะยาวกับ การบริหารการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นในมิติของโครงสร้าง กระบวนการ และวัฒนธรรมองค์กร บทความนี้จึงเสนอกรอบแนวคิดและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมศักยภาพของภาวะผู้นำไทยในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> อัจฉรา ลิ้มวงษ์ทอง กิตติพงษ์ โสภณธรรมภาณ ศริญญา คงเที่ยง ณ.ชนม์ ประยูรวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 73 84 แรงจูงใจ สภาพแวดล้อม และภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/293251 <p>การวิจัยเรื่อง แรงจูงใจ สภาพแวดล้อม และภาวะผู้นำเชิงปฏิรูปที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สังกัดฝ่ายกิจการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลปัจจัยแรงจูงใจ 2) ศึกษาอิทธิพลปัจจัยสภาพแวดล้อม 3) ศึกษาอิทธิพลภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ พนักงาน ธ.ก.ส. สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยแรงจูงใจ ได้แก่ ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ และด้านความมั่นคงในงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปัจจัยสภาพแวดล้อม ได้แก่ ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านความเหมาะสมในที่ทำงาน และด้านการติดต่อสื่อสาร ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจัยภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป ด้านการจูงใจที่สร้างแรงบันดาลใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ผู้บริหารควรพัฒนาระบบแรงจูงใจที่เป็นธรรมสอดคล้องกับผลงาน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน และส่งเสริมภาวะผู้นำเชิงปฏิรูป เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม และพร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างยั่งยืน</p> สุรศักดิ์ จินพละ ชนาธิป เลขะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 85 102 ความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาด https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/300769 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาด และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลทั่วไปของสถานประกอบการกับความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 400 ราย เครื่องมือในการวิจัยคือแบบสอบถาม ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ t-test และ ANOVA ผลการศึกษาพบว่า ความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านจริยธรรมมีค่าเฉลี่ยระดับสูงสุด รองลงมา คือด้านลักษณะบุคคลและด้านทักษะ ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าประเภทของกิจการแตกต่างกัน มีความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาดทุกด้านประกอบด้วย ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านจริยธรรมและด้านลักษณะบุคคลแตกต่างกัน (<em>p </em>&lt; 0.05) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยภาครัฐวิสาหกิจมีความคาดหวังต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาดทุกด้านมากกว่าภาคเอกชน และจำนวนพนักงานแตกต่างกัน มีความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณลักษณะของบัณฑิตสาขาวิชาการตลาด ด้านจริยธรรมแตกต่างกัน (<em>p </em>&lt; 0.05) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนด้านความรู้ ทักษะและลักษณะบุคคลไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและปรับปรุงหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาวิชาการตลาด ในการปรับปรุงหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานระดับอุดมศึกษาและมีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p> <p> </p> รุ่งทิพย์ เกษตรสิงห์ นภาพร วงษ์วิชิต โชติกา ฉิมงามเสริฐ สุภารดี สวนโสกเชือก วิรัลพัชร มงคลอำนวย นนิตา สมบุตร ดิเรกฤทธิ์ สวัสดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 103 117 ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/297465 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล (ESG) ที่มีต่อความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน (วัดผลผ่านอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์: ROA) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างเจาะจง รวมจำนวนข้อมูลทั้งสิ้น 786 ข้อมูล ครอบคลุมระยะเวลา 2 รอบปีบัญชี คือ พ.ศ. 2566 ถึง พ.ศ. 2567 กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกไม่รวมบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน เนื่องจากลักษณะการประกอบธุรกิจ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหลักเกณฑ์มีความแตกต่างจากกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น และไม่รวมบริษัทที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ และสถิติเชิงพรรณนา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายมิติพบว่า มิติด้านสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อ ROA อย่างมีนัยสำคัญมากที่สุด (β = 0.364, p &lt; 0.01) โดยการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานและเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร มิติด้านสังคมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อ ROA อย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.110, p &lt; 0.01) ซึ่งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพของกิจการและมิติด้านธรรมาภิบาลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อ ROA อย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.104, p &lt; 0.01) ระบบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งช่วยลดต้นทุนตัวแทนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินงานด้าน ESG ไม่ได้เป็นเพียงภาระต้นทุน แต่เป็น "กลไกเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้สินทรัพย์และขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรให้เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว</p> สุปาณี หาญชนะ นวลปรางค์ แจบไธสง สมใจ บุญหมื่นไวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 118 134 การประหยัดจากขนาดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/298966 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทย จำแนกตามขนาดกิจการและภาคธุรกิจ และเสนอแนะนโยบายส่งเสริม SME แบบจำเพาะตามหลักฐานเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยข้อมูลงบการเงินจำนวน 43,184 รายการ จากฐานข้อมูลเปิดของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปีงบการเงิน 2564 ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ จำแนกเป็น 3 ขนาดกิจการ (รายย่อย รายเล็ก และรายกลาง) และ 4 ภาคธุรกิจ (การค้า การผลิต เกษตร และบริการ) การวิเคราะห์ใช้สถิติ One-way ANOVA ร่วมกับการประมาณค่าแบบจำลองลอการิทึม (Log-Log) ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Least Squares) พร้อมทดสอบสมมติฐาน H0: β = 1 ผลการวิจัยพบว่า SME ไทยโดยรวมมีค่า β เท่ากับ 1.026 (p &lt; 0.001) ซึ่งบ่งชี้ภาวะไม่ประหยัดจากขนาดในระดับเล็กน้อย อย่างไรก็ดี เมื่อจำแนก ตามขนาดกิจการพบว่าวิสาหกิจขนาดย่อม (β = 0.992) และวิสาหกิจขนาดกลาง (β = 0.961) มีการประหยัดจากขนาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่วิสาหกิจขนาดย่อยยังไม่ผ่านระดับประสิทธิภาพขั้นต่ำ (β = 1.011) เมื่อจำแนกตามภาคธุรกิจทุกภาคมีค่า β สูงกว่า 1 โดยภาคเกษตรสูงสุด (β = 1.064) และภาคบริการต่ำสุด (β = 1.024) ด้านอัตรากำไรสุทธิพบว่าวิสาหกิจขนาดย่อยมีอัตรากำไรสูงสุด (ร้อยละ 37.7) แม้จะยังไม่มีการประหยัดจากขนาด สะท้อนโครงสร้างเชิงสถาบันที่ต้นทุนทางบัญชีต่ำกว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ผลการวิจัยเสนอแนะให้ สสว. ออกแบบนโยบายจำเพาะตามขนาดกิจการ โดยมุ่งช่วยวิสาหกิจขนาดย่อยผ่านการเข้าถึงสินเชื่อและโครงการรวมกลุ่ม (clustering) เพื่อก้าวข้ามระดับประสิทธิภาพขั้นต่ำ และลดต้นทุนที่ไม่เกี่ยวกับการผลิตสำหรับวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง เพื่อให้สามารถแปลงความได้เปรียบด้านต้นทุนให้เป็นกำไรได้อย่างเต็มที่</p> ภคพร วัฒนดำรงค์ อิทธิฤทธิ์ วงศ์ไชย วิทวัส ขัดทาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 135 153 ผลกระทบของดัชนี S&P 500 Scored & Screened ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีความผันผวน VIX และ ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค ที่มีต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) และ ดัชนี FTSE Bursa Malaysia https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/304847 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของดัชนี S&amp;P 500 Scored &amp; Screened ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (ราคาทองและราคาน้ำมันดิบเบรนท์) ดัชนีความผันผวน VIX และ ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค (อัตราแลกเปลี่ยน และ ดัชนีราคาผู้บริโภค) ที่มีต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) และ ดัชนี FTSE Bursa Malaysia EMAS (FBMEMAS Index) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิประเภทอนุกรมเวลารายเดือน รวม 105 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2568 จากฐานข้อมูลทางการเงิน Investing.com และ TradingView โดยใช้วิธีการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้น แบบจำลอง SET Index ใช้วิธีประมาณค่าด้วยวิธี Huber-White robust standard errors เพื่อแก้ไขปัญหาความแปรปรวนไม่คงที่ ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีความผันผวน VIX เป็นตัวแปรเดียวที่ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อตลาดหุ้น ในทางตรงกันข้าม ดัชนี S&amp;P 500 Scored &amp; Screened และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย และประเทศมาเลเซียเมื่อเปรียบเทียบดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้งสอง พบว่า อัตราแลกเปลี่ยนและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับ SET Index อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ FBMEMAS Index ได้รับผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญจากราคาทองคำ กล่าวคือ SET Index มีความอ่อนไหวต่อภาวะทางการเงินภายในประเทศ ขณะที่ FBMEMAS Index มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ตลาดทุนทั้งสองแห่งจะได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจโลกและดัชนีตลาดหุ้นระหว่างประเทศที่สำคัญ แต่พลวัตของตลาดมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้ช่วยให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นในแต่ละประเทศ และสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยในอนาคตเพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของตลาดในแต่ละประเทศและบทบาทของลักษณะดังกล่าวต่อผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นภายในประเทศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น</p> พรวรรณ นันทแพศย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 7 2 154 166