วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt <p><strong>วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ<br />(</strong><strong>Academic Journal of Management Technology)</strong></p> <p><strong>ISSN 3027-8317 (Online)</strong><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และ<br />ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> วารสารที่จัดทำโดยคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ จำนวน 2 ประเภทบทความ ได้แก่ บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ <strong>โดยตั้งแต่ปี 2567 วารสารมีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ</strong> ได้แก่ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน - ธันวาคม วารสารจัดพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) และบทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยประเมินแบบ Double-Blind Peer Review (ปิดชื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความและผู้เขียน)</p> <p><strong>วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ </strong><strong>กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ดังนี้</strong></p> <p> - บทความภาษาไทย บทความละ 3,000 บาท</p> <p> - บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 4,500 บาท</p> <p><em><strong>***วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ รับพิจารณาบทความที่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพของ TCI โดย มุ่งเน้นความโปร่งใส ยึดมั่นในความถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ สามารถตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ ทุกคนมีความเสมอภาคกัน และคำนึงถึงคุณภาพของผลงานที่จะตีพิมพ์เผยแพร่*** <br /><a href="https://rmuti365-my.sharepoint.com/:b:/g/personal/sornanong_ma_rmuti_ac_th/EZ45i2NNwBBMtpvO4_4qrS4BzJKDPUjW-gTqMwYBXmCNMw?e=4eHkKm" target="_blank" rel="noopener">เอกสารดาวน์โหลดเกี่ยวกับข้อมูลวารสาร</a><br /></strong></em></p> Faculty of Management Technology, Rajamangala University of Technology Isan Surin Campus th-TH วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ 3027-8317 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ‘การทับศัพท์’ และ ‘การตัดคำ’ จากงานเขียนคอลัมน์ ‘คำผกา’ ใน ‘มติชนสุดสัปดาห์’ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/292104 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้คำทับศัพท์ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และการตัดคำ โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง นิตยสาร “มติชนสุดสัปดาห์” 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับวันที่ 6 - 12 ธันวาคม 2567, 13 - 19 ธันวาคม 2567, 20 - 26 ธันวาคม 2567 และ 27 - 2 มกราคม 2568 ผลการศึกษาพบ 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก “การทับศัพท์” ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การทับศัพท์ภาษาไทย ได้แก่ คำว่า อินฟลูเอนเซอร์เมโลดรามาติก ซอฟท์เพาเวอร์ 2) การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้แก่ คำว่า Romanticized, Desexualized 3) การทับศัพท์บางส่วน ได้แก่ คำว่า ทักฺษิณโฟเบีย และ ชินวัตรโฟเบีย ประเด็นที่สอง “การตัดคำ” พบ 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) การตัดข้างหน้า ได้แก่ ข้า = ขี้ข้า 2) การตัดข้างหลัง ได้แก่ นายกฯ = นายกรัฐมนตรี และ 3) การใช้คำย่อ MOU 44 = MOU 2544, ODOS = One District One Scholarship. สปสช. = สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ</p> ทรงยศ บัวเผื่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 1 12 คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการร้านกาแฟ แชมป์ คอฟฟี่ ในเขตอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/291140 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นต่อคุณภาพการบริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ 2) ศึกษาปัจจัยตัวแปรคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ร้านกาแฟแชมป์ คอฟฟี่ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว กลุ่มตัวอย่างคือลูกค้าจำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย คือแบบสอบถาม นํามาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) คิดเห็นต่อคุณภาพการ บริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านการเข้าใจและรู้จักลูกค้า และด้าน การตอบสนองต่อลูกค้า ตามลำดับ 2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแสดงผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ ได้แก่ ด้านการเข้าใจและรู้จักลูกค้า ด้านการตอบสนองต่อลูกค้า ด้านการให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า และด้านความน่าเชื่อถือ จากงานวิจัยนี้สามารถนําไปประยุกต์ใช้ ผู้ประกอบการพัฒนาทักษะพนักงานในด้านการสื่อสารกับลูกค้า ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ และเทคนิคการชง สร้างบริการเฉพาะบุคคลด้วยเมนูแนะนำพิเศษรายบุคคลใช้เทคโนโลยีเพิ่มระบบสั่งกาแฟล่วงหน้า และสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดียรักษามาตรฐานและความสม่ำเสมอในการให้บริการ สร้างบรรยากาศร้านตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น โซนทำงานเงียบสงบ โซนพบปะสังสรรค์และโซนพักผ่อน</p> อัครกิตติ์ พัฒนสัมพันธ์ ศิริประภา แจ้งกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 13 26 แนวทางการตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากโกโก้ในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/292701 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทางการจัดการ 2) ศึกษาองค์ประกอบการตลาด 3) นิยามและให้ความหมายองค์ประกอบ และ 4) กำหนดแนวทางการตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากโกโก้ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ ด้วยการสังเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การระดมสมอง และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ที่ครอบคลุม 35 องค์ประกอบ จากกลุ่มผู้บริโภคจำนวน 403 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 20 ปี - ไม่เกิน 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป สามารถลดองค์ประกอบจาก 35 องค์ประกอบเหลือ 3 องค์ประกอบ นิยามชื่อและให้ความหมายองค์ประกอบใหม่ดังนี้ (1) การสร้างความโดดเด่น (Fantastic) ใช้ตัวย่อว่า “F” (2) การสร้างแบรนด์ (Branding) ใช้ตัวย่อว่า “B” (3) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ใช้ตัวย่อว่า “C” โดยองค์ประกอบรวมทั้งหมดสามารถอธิบายการตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากโกโก้ได้ร้อยละ 58.894 กำหนดเป็นแนวทางการตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากโกโก้ “FBC” ซึ่งเป็นแนวทางการส่งเสริมความสามารถทางการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโกโก้ให้มีความโดดเด่น มีอัตลักษณ์ และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการโกโก้ในการกำหนดแนวทางกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ</p> เขมิกา สุขษาเกษ รุจิรัตน์ พัฒนถาบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 27 47 การพัฒนารูปแบบเชิงทฤษฎีสำหรับการบริหารจัดการน้ำโดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ในชุมชนชนบทของจังหวัดสุพรรณบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/292830 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบเชิงทฤษฎี สำหรับระบบบริหารจัดการน้ำ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) ออกแบบและทดสอบแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่สามารถช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ และ 3) วิเคราะห์ผลกระทบของการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ต่อประสิทธิภาพการจัดการน้ำและความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำของตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ประสบปัญหาการจัดเก็บค่าน้ำแบบแมนนวลและการขาดความโปร่งใส อันส่งผลต่อความสูญเสียทรัพยากรน้ำและความยั่งยืนของระบบจ่ายน้ำ ใช้เทคโนโลยี AppSheet ร่วมกับ Google Sheets เพื่อสร้างแพลตฟอร์มต้นแบบ แบบ Low-Code วิธีการวิจัยแบบ Mixed Methods กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนผู้ใช้น้ำ 300 หลังคาเรือน และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและเทคโนโลยีดิจิทัล 9 คน เครื่องมือเก็บข้อมูลได้แก่ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ประชุมกลุ่มย่อย และแบบสำรวจความพึงพอใจผู้ใช้บริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยแสดงว่าแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นช่วยลดข้อผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ เพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเก็บค่าน้ำ ลดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และเป็นต้นแบบนโยบายขยายผลสู่ระบบประปาหมู่บ้านระดับจังหวัดอย่างยั่งยืน โดยผู้ใช้งานแสดงความพึงพอใจในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.61) งานวิจัยนี้เสนอกรอบทฤษฎีใหม่สำหรับบริหารประปาหมู่บ้าน โดยบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ชุมชนมีส่วนร่วม และกองทุนหมุนเวียน พร้อมนโยบายขยายผลสู่ระดับจังหวัด</p> พันธ์ศักดิ์ พึ่งงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 48 68 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและความพึงพอใจที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์กีฬาของนักกีฬาเทนนิสเยาวชนไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/295365 <p>การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของลักษณะทางประชากร ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และความพึงพอใจต่อการตัดสินใจซื้ออุปกรณ์กีฬาเทนนิสของนักกีฬาเยาวชนไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณในรูปแบบ การสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเทนนิสเยาวชนไทยอายุระหว่าง 15 - 18 ปี ที่เคยเข้าร่วมการแข่งขันในรายการ ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางประชากรบางด้าน ได้แก่ อายุ รายได้เฉลี่ยของครอบครัว อาชีพของผู้ปกครอง และผู้ที่มีบทบาทในการตัดสินใจซื้อ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เพศและระดับการศึกษาไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์ ราคา การส่งเสริมการตลาด และบุคลากรให้บริการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยด้านผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลมากที่สุด (B = 0.249, Sig. = 0.000) ขณะเดียวกัน ความพึงพอใจใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการตลาด และบุคลากรให้บริการ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ p &lt; 0.01 โดยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.534) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแสดงให้เห็นว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 7 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 54.9 (R² = 0.549) สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยทางการตลาดและระดับความพึงพอใจมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมการซื้อของนักกีฬาเยาวชน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ และการส่งเสริมการขาย เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและสนับสนุนการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> จารุวดี แก้วมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 69 81 ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล คุณภาพงานสอบบัญชี และค่าสัมประสิทธิ์การตอบสนองต่อข้อมูลกำไร : หลักฐานเชิงประจักษ์จากประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/293416 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพรวมของผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) คุณภาพงานสอบบัญชี และค่าสัมประสิทธิ์การตอบสนองต่อข้อมูลกำไร (Earnings Response Coefficient : ERC) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงทดสอบอิทธิพลของ ESG และคุณภาพงานสอบบัญชีที่มีต่อ ERC โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Bloomberg ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 จำนวน 202 ข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน ESG อยู่ที่ 56.42 คะแนน บริษัทส่วนใหญ่ร้อยละ 95 ใช้บริการผู้สอบบัญชีจากสำนักงานขนาดใหญ่ (Big4) โดยร้อยละ 81.70 ได้รับรายงานการสอบบัญชี แบบไม่มีเงื่อนไข ขณะที่ค่าธรรมเนียมการสอบบัญชีมีค่าเฉลี่ย 13.89 ล้านบาท และค่า ERC เฉลี่ยอยู่ที่ 0.01 สำหรับผลการวิเคราะห์เชิงอนุมาน พบว่า ESG Score และค่าธรรมเนียมการสอบบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกกับ ERC อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ไม่พบอิทธิพลของค่าบริการอื่น ประเภทของสำนักงานสอบบัญชี และความเห็นของผู้สอบบัญชีต่อ ERC ทั้งนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดทุนไทยให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความยั่งยืนและคุณภาพการสอบบัญชีในบางมิติ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการสอบบัญชีซึ่งอาจถูกตีความเป็นสัญญาณของความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลกำไร ดังนั้น ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้าน ESG ควบคู่กับการจัดสรรทรัพยากรด้านการสอบบัญชีอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน</p> กฤศ์วระพัชร์ ยังช่วย ทรงวิทย์ เจริญกิจธนลาภ มนตรี สังข์ทอง สุรชัย เอมอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 82 101 อิทธิพลกำกับความเสี่ยงทางการเงินของความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเงินทุนหมุนเวียนกับผลการดำเนินงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/293534 <p>การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารเงินทุนหมุนเวียนกับผลการดำเนินงาน และศึกษาบทบาทกำกับของความเสี่ยงทางการเงิน (Leverage) ในฐานะเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 51 บริษัท ข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2567 รวมทั้งสิ้น 233 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ด้วยการถดถอยแบบพหุคูณ และการวิเคราะห์อิทธิพลกำกับด้วยโปรแกรม PROCESS MACRO ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ แต่ไม่ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ขณะที่ระยะเวลาของสินค้าคงเหลือ ระยะเวลาในการเก็บหนี้ ระยะเวลาในการชำระหนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานทั้งอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาบทบาทตัวแปรกำกับ พบว่าความเสี่ยงทางการเงินมีอิทธิพลกำกับของความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน และระยะเวลาของสินค้าคงเหลือกับอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ โดยความสัมพันธ์ปรากฏชัดในระดับความเสี่ยงทางการเงินระดับปานกลางและระดับสูง และยังส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นด้วย ผลการศึกษาสะท้อนได้ว่าในบริษัทที่มีระดับหนี้สินสูงสามารถที่จะใช้การบริหารเงินทุนหมุนเวียนโดยเฉพาะการจัดการสินค้าคงเหลืออย่างให้มีประสิทธิภาพเพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดจากภาระหนี้สินให้เป็นการเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าบริษัทที่มีระดับหนี้สินต่ำ</p> สุนันทา ปาสาเลา พิทยา ผ่อนกลาง ศันสนีย์ มีพร้อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 102 123 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในยุคดิจิทัล กรณีศึกษาฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/293254 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านแรงจูงใจ ความผูกพันต่อองค์การ และปัจจัยด้านองค์การที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่างในบริบทการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 412 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จากประชากร 2,373 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามมาตรฐาน 75 ข้อ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าเฉลี่ย 0.8978 และผ่านการทดสอบความเชื่อมั่นจากการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างลักษณะใกล้เคียง มีค่าความเชื่อมั่นรวม 0.987 การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และการถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านแรงจูงใจ ความผูกพันต่อองค์การ และปัจจัยด้านองค์การ มีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญต่อความพึงพอใจในการทำงาน โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ถึงร้อยละ 81.2 (R² = 0.812) ปัจจัยย่อยที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ระบบการบริหารจัดการ (Beta = 0.423) รองลงมาคือความสามารถและความเชี่ยวชาญ (Beta = 0.217) โอกาสความก้าวหน้าในงาน (Beta = 0.166) และโครงสร้างองค์การ (Beta = 0.125) ขณะที่บางปัจจัยย่อย เช่น ความผูกพันทางอารมณ์และการมอบหมายงานที่ท้าทายไม่พบว่ามีนัยสำคัญในแบบจำลองรวม ผลการศึกษาสามารถประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการสร้างความผูกพันของพนักงานและการพัฒนาระบบบริหารที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี</p> สุพจน์ โกมัย พรพิมล กะชามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 124 140 การทดแทนทรัพย์สินด้านยานยนต์ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/295304 <p>ยานพาหนะของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานยาวนาน ส่งผลให้เกิดภาระต้นทุนสูง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และการปล่อยมลพิษที่เพิ่มขึ้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สมรรถนะและประสิทธิภาพของยานพาหนะ 2) ศึกษาความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม และ 3) นำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมในการทดแทนทรัพย์สินด้านยานยนต์ กลุ่มตัวอย่างคือยานพาหนะ 20 คัน ที่มีอายุการใช้งานระหว่าง 7 - 27 ปี เก็บรวบรวมข้อมูลจริงเป็นระยะเวลา 12 เดือน วิเคราะห์ด้วยดัชนีความสามารถกระบวนการ(Cp, Cpk) คาร์บอนฟุตพริ้นต์ ต้นทุนวงจรชีวิต (LCC) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ระยะเวลาคืนทุน และการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ผลการวิจัยพบว่ายานพาหนะ 5 คันที่มีอายุเกิน 20 ปีมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเกินมาตรฐานสูงสุดร้อยละ 74.80 ค่า Cp และ Cpk ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 110,105.63 kgCO<sub>₂</sub>eq ต่อปีและมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบสูงสุดถึง -1,012,108 บาท แสดงให้เห็นว่าการใช้งานต่อไปไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สำหรับทางเลือกการทดแทน พบว่ารถเก๋งที่มีระยะทางใช้งานสูงควรเปลี่ยนเป็น EV หรือ Hybrid ลดต้นทุนได้ร้อยละ 82.15 และ 60.79 ตามลำดับ รถตู้ควรใช้แนวทาง Two-Track Approach โดยเริ่มจาก B20 หรือ Hybrid แล้วขยายผลสู่ EV ที่ลดต้นทุนได้ร้อยละ 74.53 รถโดยสารขนาดใหญ่ควรเปลี่ยนเป็นไบโอดีเซล B20 ลดต้นทุนได้ร้อยละ 53 - 67 และลดการปล่อย CO<sub>2</sub> ร้อยละ 15 และยานพาหนะที่มีระยะทางใช้งานต่ำมากควรใช้ระบบ Car Sharing แทนการถือครอง</p> จิรวัฒน์ โลพันดุง ธีระยุทธ์ ยงดี วรุทัย เดชตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 7 1 141 163