https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/issue/feed วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ 2025-12-31T16:10:17+07:00 Dr.Poranee Loatong (ดร.ภรณี หลาวทอง) poranee.la@rmuti.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ<br />(</strong><strong>Academic Journal of Management Technology)</strong></p> <p><strong>ISSN 3027-8317 (Online)</strong><br /><strong>กำหนดเผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ปีละ 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และ<br />ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p> วารสารที่จัดทำโดยคณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ จำนวน 2 ประเภทบทความ ได้แก่ บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ <strong>โดยตั้งแต่ปี 2567 วารสารมีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ</strong> ได้แก่ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน - ธันวาคม วารสารจัดพิมพ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) และบทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน โดยประเมินแบบ Double-Blind Peer Review (ปิดชื่อผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความและผู้เขียน)</p> <p><strong>วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ </strong><strong>กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ดังนี้</strong></p> <p> - บทความภาษาไทย บทความละ 3,000 บาท</p> <p> - บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 4,500 บาท</p> <p><em><strong>***วารสารวิชาการเทคโนโลยีการจัดการ รับพิจารณาบทความที่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพของ TCI โดย มุ่งเน้นความโปร่งใส ยึดมั่นในความถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ สามารถตรวจสอบได้ ไม่เลือกปฏิบัติ ทุกคนมีความเสมอภาคกัน และคำนึงถึงคุณภาพของผลงานที่จะตีพิมพ์เผยแพร่*** <br /><a href="https://rmuti365-my.sharepoint.com/:b:/g/personal/sornanong_ma_rmuti_ac_th/EZ45i2NNwBBMtpvO4_4qrS4BzJKDPUjW-gTqMwYBXmCNMw?e=4eHkKm" target="_blank" rel="noopener">เอกสารดาวน์โหลดเกี่ยวกับข้อมูลวารสาร</a><br /></strong></em></p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/289065 ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกล้องถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-05-16T13:35:14+07:00 กันตวัฒน์ กาญจนโยธิน janjira_d@aru.ac.th จันจิรา ดีเลิศ janjira_d@aru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของส่วนประสมทางการตลาดที่มีต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อกล้องถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบการตลาดกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจัดแบ่งตามความสนใจของผู้บริโภค โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน ซึ่งมีการใช้งานกล้องถ่ายภาพดิจิทัลระหว่างการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกล้อง DSLR กล้อง Mirrorless และกล้องจากโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านแบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่างและความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่อส่วนประสมทางการตลาด รวมถึงพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อ ส่วนการวิเคราะห์เชิงอนุมานใช้ สถิติ T-Test และ ANOVA เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติของระดับความคิดเห็นหรือพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อระหว่างกลุ่มประชากรที่มีลักษณะแตกต่างกัน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมา คือ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการขาย นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อคุณภาพของกล้อง ฟังก์ชัน การใช้งาน และความคุ้มค่าของสินค้า รวมถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งจัดจำหน่าย นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัย ด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ การศึกษา และรายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/291652 อิทธิพลของคุณลักษณะพื้นฐานและสมรรถนะทางวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงานบัญชีที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีของหน่วยงานภาครัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2025-07-29T12:52:57+07:00 ผกาแก้ว จันทรชาศรี pakakaew.snc@gmail.com ไกรวิทย์ หลีกภัย pakakaew.snc@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะพื้นฐานและสมรรถนะทางวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงานบัญชีที่ร่วมกันส่งอิทธิพลต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีของหน่วยงานภาครัฐในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานบัญชีในหน่วยงานภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 207 คน จากนั้นจึงนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัย 1) พบว่าคุณลักษณะพื้นฐานของผู้ปฏิบัติงานบัญชีมีอิทธิพลต่อคุณภาพการจัดทำบัญชี โดยความรับผิดชอบต่องานบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกมากที่สุดต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีทั้งใน ด้านความทันเวลาของสารสนเทศที่ได้ ความเข้าใจได้ของสารสนเทศที่ได้ และความเชื่อถือได้ของสารสนเทศที่ได้ ส่วนทัศนคติเชิงบวกต่องานบัญชี มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีด้านความทันเวลาของสารสนเทศที่ได้ ด้านความเข้าใจได้ของสารสนเทศที่ได้ และด้านความถูกต้องครบถ้วนของสารสนเทศที่ได้ ทักษะในการสื่อสารและความคิดริเริ่ม ในการปรับปรุงงาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีเฉพาะด้านความถูกต้องครบถ้วนของสารสนเทศที่ได้ อย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มในการปรับปรุงงาน กลับมีอิทธิพลเชิงลบเล็กน้อยต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีด้านความทันเวลาของสารสนเทศที่ได้ และด้านความเข้าใจได้ของสารสนเทศที่ได้ และ 2) พบว่าสมรรถนะทางวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงานบัญชีด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับงานบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพการจัดทำบัญชีด้านความถูกต้องครบถ้วนของสารสนเทศที่ได้ ด้านความเข้าใจได้ของสารสนเทศที่ได้ และด้านความเชื่อถือได้ของสารสนเทศที่ได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/289867 พฤติกรรมผู้บริโภคและการรับรู้คุณค่าที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของสมาชิกในการใช้บริการ ร้านค้าสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ 2025-07-31T13:50:08+07:00 ขวัญชนก เมืองก้อน kawchanok2345@gmail.com อิราวัฒน์ ชมระกา kawchanok2345@gmail.com ศิริกานดา แหยมคง kawchanok2345@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคของสมาชิกร้านค้าสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของการรับรู้คุณค่าและความพึงพอใจของสมาชิก เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการให้บริการของสมาชิกจำแนกตามพฤติกรรมผู้บริโภค และเพื่อศึกษาการรับรู้คุณค่าที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของสมาชิกในการใช้บริการร้านค้าสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ประชากรในการวิจัยคือ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 382 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการซื้อสินค้าเพื่อใช้อุปโภค บริโภคประเภทการเกษตร โดยตัดสินใจซื้อสินค้าสหกรณ์ฯ ด้วยตนเอง เพราะร้านค้าสหกรณ์อยู่ใกล้บ้าน ใช้บริการที่สำนักงานใหญ่ในวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 07.00 - 12.00 น. และไม่มีความถี่แน่นอนในการซื้อสินค้า ผู้ตอ[แบบสอบถามมีการรับรู้คุณค่าในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจในการใช้บริการร้านค้าสหกรณ์ฯ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า สมาชิกร้านค้าสหกรณ์ที่มีพฤติกรรมผู้บริโภคด้านเวลาที่ซื้อแตกต่างกัน ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการร้านค้าสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัดที่แตกต่างกัน ส่วนพฤติกรรมผู้บริโภคด้านผู้ที่ซื้อสินค้า สินค้าที่ซื้อ เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ ผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ วันที่ซื้อ สถานที่ซื้อสินค้า และลักษณะ การซื้อสินค้าที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการร้านค้าสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ที่ไม่แตกต่างกัน และผลการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบว่า การรับรู้คุณค่าสามารถพยากรณ์ความพึงพอใจของสมาชิกในการใช้บริการร้านค้าสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ได้ร้อยละ 80.40</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/294311 อิทธิพลของกฎหมายสมรสเท่าเทียมต่อการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ของประเทศไทย สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ 2025-11-05T13:50:13+07:00 ธนวัตน์ ตันติพณิชย์กูล phutthachon.an@spu.ac.th พุทธชน อนุรักษ์ phutthachon.an@spu.ac.th อิสระพงษ์ เขียนปัญญา khianpanya.i@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกฎหมายสมรสเท่าเทียม (MEL) ต่อทัศนคติ (ATT) บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย (SN) และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม (PBC) ของนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ตลอดจนวิเคราะห์อิทธิพล ของตัวแปรทั้งสามต่อความตั้งใจเดินทาง (INT) มาท่องเที่ยวประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่ระบุว่าเป็น LGBTQ+ และยังไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในชุมชนออนไลน์ของกลุ่ม LGBTQ+ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วน Likert 5 ระดับ และใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า MEL มีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อ ATT SN และ PBC โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ในระดับสูง (48 - 53%) นอกจากนี้ ATT และ PBC ส่งผลเชิงบวกและมีนัยสำคัญต่อ INT ขณะที่ SN แม้มีทิศทางเชิงบวก แต่ไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยโมเดลการวิจัย สามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจเดินทางได้ถึง 59.9% ผลการศึกษายืนยันว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่เพียงแต่สร้างความเท่าเทียมทางสิทธิ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างทัศนคติที่ดีและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว LGBTQ+ ต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรและปลอดภัย งานวิจัยนี้มีความสำคัญเชิงทฤษฎี ในการขยายการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (TPB) ในบริบทของกฎหมายและการท่องเที่ยว เชิงปฏิบัติช่วยให้ผู้ประกอบการออกแบบบริการที่ตอบสนองต่อกลุ่ม LGBTQ+ และเชิงนโยบายชี้ให้เห็นว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็น LGBTQ+ Friendly Destination ที่มีศักยภาพในตลาดโลก</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/292710 แนวทางการสื่อสารการตลาดของธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ "ไอคอนวิลล่า" จังหวัดขอนแก่น 2025-08-22T08:27:32+07:00 นกานต์ ชูรัชพบธนธร nakan.c@kkumail.com รุจิรัตน์ พัฒนถาบุตร nakan.c@kkumail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการสื่อสารการตลาดของธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ “ไอคอนวิลล่า” จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน วิจัยเชิงคุณภาพโดยทบทวนวรรณกรรมและสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อกำหนดตัวแปรสังเกตได้จำนวน 35 ตัวแปร ต่อมาได้ทำวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นสูง (Cronbach’s Alpha = 0.964) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า สามารถลดตัวแปรเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การสื่อสารทางการตลาดเรื่อง “ชุมชนคุณภาพเพื่อการอยู่อาศัยระยะยาว” 2) การสื่อสาร ทางการตลาดเรื่อง “ดั่งผลงานบ้านชิ้นเอก” และ 3) การสื่อสารทางการตลาดเรื่อง “ความคุ้มค่าที่ได้รับ” ซึ่งทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 64.947 องค์ประกอบทั้งสามถูกสังเคราะห์เป็นแนวทางการสื่อสารการตลาดในรูปแบบ “โมเดล LMC” (Living in a Meaningful Community หรือ ใช้ชีวิตในชุมชนคุณภาพที่มอบคุณค่า) โดยโมเดล LMC จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีทิศทาง สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p> </p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/287232 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดเพชรบูรณ์ 2025-04-16T06:04:52+07:00 ดวงจันทร์ สิงห์เรือง kob_siharad@pcru.ac.th อนุพงษ์ สุขประเสริฐ kob_siharad@pcru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) เพื่อศึกษาความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน และ 3) เพื่อพัฒนาและประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวชุมชนและปราชญ์ชาวบ้านที่มีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 10 ปี ในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 20 คน โดยใช้เทคนิคสโนว์บอลในการรวบรวมข้อมูลจนได้ข้อมูลครบถ้วน ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นนักท่องเที่ยวจำนวน 384 คน คำนวณโดยใช้สูตรโคแคน และสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อนำผลลัพธ์จากการวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยภาษา PHP, JavaScript, jQuery และ CSS ผลการวิจัยพบว่า ระบบสารสนเทศที่พัฒนาสามารถบริหารจัดการข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว และสินค้าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านที่ผู้ใช้มีความพึงพอใจสูงสุด คือ ด้านความรวดเร็วในการตอบสนองของระบบ และด้านที่ผู้ใช้มีความพึงพอใจต่ำสุด คือ ด้านความสามารถในการปรับระบบ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/291578 การมีส่วนร่วมของชุมชนทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เขตเทศบาลตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง 2025-08-15T08:05:33+07:00 ณัฏฐา ขุนทอง rapeephatsrisi@gmail.com รพีพัฒน์ ศรีศิลารักษ์ rapeephatsrisi@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม เขตเทศบาลตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางในการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม เขตเทศบาลตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง โดยเนื้อหามุ่งเน้นศึกษา การมีส่วนร่วมของชุมชนทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ1) ด้านปัญหาขยะมูลฝอย และ 2) ด้านปัญหามลพิษ ซึ่งเป็น การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการอธิบายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม เขตเทศบาลตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง พบสาเหตุของปัญหาจากขยะมูลฝอยและมลพิษทางอากาศ มาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ ก) วิธีการในการกำจัดขยะที่ยังไม่ถูกวิธีและถูกสุขอนามัย ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ข) นโยบายชุมชนที่ไม่ชัดเจน ค) งบประมาณในการกำจัดขยะมูลฝอยไม่เพียงพอ และ 2) แนวทางในการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้ชุมชน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนและดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการส่งเสริมบทบาทของประชาชน การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง และการกำหนดนโยบายหรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน เพื่อให้เกิดการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับท้องถิ่น</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/290264 ผลกระทบของคุณภาพในการปฏิบัติงานและความเป็นมืออาชีพที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ในการจัดทำบัญชีของนักบัญชีในสำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาต จากกรมสรรพากร 2025-07-04T09:38:29+07:00 สายฝน อุไร sayfon.ua@bru.ac.th แก้วมณี อุทิรัมย์ sayfon.ua@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพในการปฏิบัติงานและความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งทดสอบผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดทำบัญชีของนักบัญชีในสำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาต จากกรมสรรพากร กลุ่มตัวอย่างคือ นักบัญชีจำนวน 130 คน จากสำนักงานบัญชีจำนวน 63 แห่ง ที่ประกาศรายชื่อในเว็บไซต์กรมสรรพากร ประจำปี พ.ศ. 2567 ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 30 - 40 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ทำงาน 5 - 10 ปี และทำงานในสำนักงานบัญชีที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มีทุนจดทะเบียน 500,000 - 1,000,000 บาท มีพนักงาน 10 - 20 คน และดำเนินงานมาแล้ว 3 - 6 ปี นักบัญชีมีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพการปฏิบัติงานและความเป็นมืออาชีพอยู่ในระดับมาก โดยด้านกระบวนการปฏิบัติงานเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดของคุณภาพการปฏิบัติงาน ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดของความเป็นมืออาชีพ และด้านความเชื่อถือได้เป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดของประสิทธิภาพการจัดทำบัญชี การทดสอบสมมติฐานพบว่าคุณภาพการปฏิบัติงานทุกด้านไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชี ขณะที่ความเป็นมืออาชีพด้านความรู้ทางวิชาชีพและการเรียนรู้อย่างชาญฉลาดมีผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกยืนยันว่า คุณภาพด้านกระบวนการและผลงาน รวมทั้งความเป็นมืออาชีพด้านทักษะและความเชี่ยวชาญวิชาชีพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชี งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษามาตรฐานการจัดทำบัญชีตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร อีกทั้งสามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนาบุคลากรและเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อยอดในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/292954 การวิเคราะห์บทบาทของการจัดการกำไรในการส่งผ่านอิทธิพลของความเครียดทางการเงิน ต่อการวางแผนภาษี 2025-08-28T14:52:11+07:00 ภาคภูมิ ยืนยงค์ Surachai.a@rmutsb.ac.th ดารารัตน์ โพธิ์ประจักษ์ Surachai.a@rmutsb.ac.th อเนก พุทธิเดช Surachai.a@rmutsb.ac.th สุรชัย เอมอักษร surachai.a@rmutsb.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดทางการเงิน การจัดการกำไร และการวางแผนภาษีและเพื่อศึกษาบทบาทของการจัดการกำไรในการส่งผ่านอิทธิพลของความเครียดทางการเงินต่อการวางแผนภาษีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วงปี 2564 - 2567 โดยมีตัวอย่าง 1,624 ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เส้นทาง (Path Analysis) ในการทดสอบอิทธิพลระหว่างความเครียดทางการเงิน การจัดการกำไร และการวางแผนภาษี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า บริษัทส่วนใหญ่มีความเสี่ยงล้มละลายต่ำ มีการจัดการกำไรในระดับต่ำ และอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าอัตรากฎหมายกำหนด โดยพบว่า ความเครียดทางการเงินและการจัดการกำไรมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการวางแผนภาษี ขณะที่ความเครียดทางการเงินไม่มีอิทธิพลต่อการจัดการกำไรและไม่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการวางแผนภาษีผ่านการจัดการกำไร นอกจากนี้ ตัวแปรควบคุมอย่างขนาดบริษัท โครงสร้างเงินทุน และความสามารถในการทำกำไร ก็มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์นี้ช่วยชี้ให้เห็นว่า การจัดการกำไรเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์หลักในการวางแผนภาษี ขณะที่ความเครียดทางการเงินมีอิทธิพลในเชิงบวกโดยตรงแต่ไม่ผ่านการจัดการกำไร</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jomt/article/view/292709 แนวทางการออกแบบเพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของที่พักอาศัยแนวราบสำหรับผู้สูงอายุของบริษัท ทีพีเอ็น แอสเซท จำกัด จังหวัดชัยภูมิ 2025-08-22T08:32:01+07:00 อานันทร์ ทองแสง arnanth@kkumail.com รุจิรัตน์ พัฒนถาบุตร Arnanth@kkumail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทางการจัดการของบริษัท ทีพีเอ็น แอสเซท จำกัด จังหวัดชัยภูมิ และศึกษาองค์ประกอบการออกแบบเพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของที่พักอาศัยแนวราบสำหรับผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสำรวจเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านแนวราบในจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 402 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นสูง ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) เพื่อจัดกลุ่มและนิยามความหมายของตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ ได้แก่ นโยบายภาครัฐ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดจากต้นทุนก่อสร้างสูงและการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง สำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบการออกแบบ พบตัวแปรสังเกตได้ 35 ตัวแปร ซึ่งจัดกลุ่มได้เป็น 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การออกแบบเพื่อการใช้งานประจำวัน (Daily-Use Living Solution: D) 2) การออกแบบเพื่อความยืดหยุ่นและปลอดภัย (Resilient Living Solution: R) 3) การออกแบบเพื่อการเข้าถึงที่สะดวก (Easy-Access Living Solution: E) และ 4) การออกแบบองค์ประกอบสนับสนุนการใช้ชีวิต (Helpful-Support Living Solution: H) โดยองค์ประกอบทั้ง 4 สามารถอธิบายแนวทางการออกแบบเพื่อปรับปรุงที่พักอาศัยแนวราบสำหรับผู้สูงอายุได้ถึงร้อยละ 85.315</p> <p> </p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์