วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru <p>วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวารสารที่เน้นการวิจัย ด้านการจัดการครอบคลุมทั้งสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ การบริหารธุรกิจ เป็นต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการและบทความที่มีคุณภาพ ที่มีประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี (Theoretical contribution) ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาและสร้างความรู้ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ (Managerial contribution) ช่วยให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจ และเพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคมในรูปแบบต่างๆ อันเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่เรื่องราวในเชิงวิทยาการจัดการในแขนงต่างๆ รวมทั้งเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้ระว่าง คณาจารย์ นักวิชาการ ผู้บริหาร นักธุรกิจ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป</p> th-TH <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นลิขสิทธิ์ของ <strong>คณะวิทยาการจัดการ </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม </strong>บทความที่ลงพิมพ์ใน<strong> วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม </strong>ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> </div> <div class="item addthis"> </div> jms.psru@psru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.ณภัทร วุฒธะพันธ์ ) jms.psru@psru.ac.th (สราวุฒิ กันทะจันทร์) Tue, 30 Dec 2025 16:32:05 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แรงจูงใจเชิงประโยชน์และเชิงอารมณ์ของผู้บริโภคในการซื้อผ้าพื้นเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/286882 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจเชิงประโยชน์และเชิงอารมณ์ของผู้บริโภคในการซื้อผ้าพื้นเมือง โดยการบูรณาการทฤษฎีแรงจูงใจและพฤติกรรมการซื้อในบริบทของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นการการวิเคราะห์แรงจูงใจออกเป็นสองมิติหลัก ได้แก่ แรงจูงใจเชิงประโยชน์และแรงจูงใจเชิงอารมณ์ โดยแรงจูงใจเชิงประโยชน์ประกอบด้วยแรงจูงใจด้านประโยชน์ใช้สอย และแรงจูงใจที่มุ่งเป้าหมายโดยมีเหตุผลและความมั่นใจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผ้าพื้นเมืองของผู้บริโภค ส่วนแรงจูงใจเชิงอารมณ์นั้นประกอบด้วยแรงบันดาลใจจากปัจจัยแห่งความสุขที่แสดงออกในรูปแบบของการเป็นผู้อนุรักษ์ ความเพลิดเพลินจากเรื่องราวและการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม รวมถึงการแสดงตัวตนทางสังคม จากการสังเคราะห์แนวคิดผู้เขียนได้นำเสนอโมเดลเชิงแนวคิดที่แสดงให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจเชิงประโยชน์และเชิงอารมณ์ในกระบวนการตัดสินใจซื้อผ้าพื้นเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงจูงใจหลายประเภทที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ</p> อนงค์วรรณ ชิณศรี (ผู้แต่ง); ชัยฤทธิ์ ทองรอด , ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/286882 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ข้อจำกัดการถดถอยของความสัมพันธ์ระหว่างความผิดพลาดในบริการ การกู้คืนบริการ การให้อภัยของลูกค้า และความภักดีของลูกค้าของธุรกิจร้านอาหารที่ทำการตลาดผสมผสานหลายช่องทางในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/286224 <p>การวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับความคิดเห็นต่อความผิดพลาดในบริการ การกู้คืนบริการ การให้อภัยของลูกค้า และความภักดีของลูกค้า และศึกษาความสัมพันธ์ของความผิดพลาดในบริการ การกู้คืนบริการ<br />การให้อภัยของลูกค้า และความภักดีของลูกค้าของธุรกิจร้านอาหารที่ทำการตลาดแบบผสมผสานหลายช่องทางในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ของประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 750 คน ผ่านแบบสอบถามโดยมีค่าความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ระหว่าง 0.864 - 0.943 ความตรงและความเที่ยงที่มีค่า Cronbach’s alpha เฉลี่ยรวมเท่ากับ 0.886 ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับการให้อภัยของลูกค้ามากที่สุด รองลงมาคือ ความภักดีของลูกค้า การกู้คืนบริการ และความผิดพลาดในบริการ ตามลำดับ การกู้คืนบริการมีความสัมพันธ์กับการให้อภัยของลูกค้าในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ การกู้คืนบริการกับความภักดีของลูกค้า การให้อภัยของลูกค้ากับความภักดีของลูกค้า ความผิดพลาดในบริการกับความภักดีของลูกค้า ความผิดพลาดในบริการกับการกู้คืนบริการ และความผิดพลาดในบริการมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกันกับการให้อภัยของลูกค้า ตามลำดับ</p> อุเทน ธัชศฤงคารสกุล, สุกิจ ขอเชื้อกลาง , กฤชชา ยาวิเศษ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/286224 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้สื่อสังคมออนไลน์ ความกลัวที่จะพลาดโอกาส และความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยาจากการใช้สมาร์ตโฟนของนักศึกษาปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย: มุมมองทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนต่อบทบาทตัวแปรคั่นกลางด้านทัศนคติ ความวิตกกังวล และความพึงพอใจในชีวิต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/287333 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อความกลัวที่จะพลาดโอกาส บรรทัดฐานทางสังคม และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมที่มีต่อทัศนคติ ความวิตกกังวล ความพึงพอใจในชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยาจากการใช้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยราชภัฏของประเทศไทย ทำการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาคือ นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย ใช้การเลือกตัวอย่างแบบโควตา จำนวนตัวอย่างเท่ากับ 575 คน โดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ บรรทัดฐานทางสังคม และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมส่งผลทางบวกต่อทัศนคติ ขณะที่ความกลัวที่จะพลาดโอกาสส่งผลทางลบ ความกลัวที่จะพลาดโอกาส การใช้สื่อสังคมออนไลน์ และบรรทัดฐานทางสังคมส่งผลเชิงบวกต่อความวิตกกังวล ส่วนทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมส่งผลเชิงลบ ทัศนคติส่งผลเชิงบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตขณะที่ความวิตกกังวลส่งผลเชิงลบ นอกจากนี้ ทัศนคติและความพึงพอใจในชีวิตส่งผลเชิงบวกต่อความเป็นอยู่ที่ดีเชิงจิตวิทยา ขณะที่ความวิตกกังวลส่งผลเชิงลบ</p> สุธิษา เชญชาญ; อัมพล ชูสนุก (ผู้แต่ง); ธนัช กรศุภกิจ, ชิโต้ มาตาอัช , ฉวีวรรณ ชูสนุก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/287333 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Impact of Culture, Planned Behavior, and Entrepreneurial Motivation on the Entrepreneurial Intentions of Business Management Students in Chiang Mai, Thailand. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/286153 <p>The purposes of this research were to study the significance of cultural dimensions, planned entrepreneurial behavior, entrepreneurial motivation, and entrepreneurial intention among undergraduate business management students; and examine the consistency of the structural equation model of entrepreneurial intention and propose strategies to foster entrepreneurial intention among the students. As a mixed-methods approach, combining both quantitative and qualitative research methodologies, the participants of the quantitative study consisted of 400 undergraduate business management students in Chiang Mai selected by using simple random sampling, and the data were collected by using a questionnaire. The data were analyzed using structural equation modeling (SEM). The qualitative research was conducted in a focus group discussion with a target group of 10 people by using purposive sampling. The findings indicated that the participants thought that the most important factors were entrepreneurial intention, planned entrepreneurial behavior, cultural dimensions, and entrepreneurial motivation, respectively. It was also found that the structural equation model was consistent with empirical data (χ<sup>2</sup>=0.734, df=1, χ<sup>2</sup>/df=0.734, p-Value=0.392, GFI=0.999, CFI=1.000, RMSEA=0.000, RMR=0.003). The study revealed that planned entrepreneurial behavior had the greatest overall influence on entrepreneurial intention, followed by cultural dimensions and entrepreneurial motivation, all of which were statistically significant at the 0.05 level. In addition, the findings from the quantitative study were consistent with those from the qualitative investigation. In particular, the qualitative evidence highlighted that cultural dimensions play a significant role in shaping entrepreneurial intention-especially in contexts where businesses are closely tied to local traditions and culture, such as family enterprises, cultural tourism, and handicraft production. Three key strategies were proposed for fostering entrepreneurial intention: cultivating a culture that values independent thinking and business ownership, developing positive attitudes towards entrepreneurship, and enhancing motivation to encourage readiness for entrepreneurial ventures. This study serves as a crucial foundation for driving a modern economy powered by innovation and creativity, fostering a society of opportunities where individuals can establish and sustain their own businesses.</p> Pichaphob Panphae, Natthinan Uppapong , Suwanna Ploysri (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/286153 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่าง การใช้เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุ การมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูสมรรถภาพ กรณีศึกษาผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288657 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุที่มีต่อการมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลก และ 2) ทดสอบการฟื้นฟูสมรรถภาพในฐานะเป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุกับการมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยอาศัยแบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจำนวนทั้งสิ้น 234 รายจาก 9 อำเภอในจังหวัดพิษณุโลก อาศัยการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น ด้วยวิธีแบบโควต้า การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) และการทดสอบตัวแปรคั่นกลาง ด้วยโปรแกรม PROCESS v4.2 (Model 4) ผลการศึกษา พบว่า 1) เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุส่งผลโดยตรงต่อการมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลกคิดเป็นร้อยละ 24.60 และการฟื้นฟูสมรรถภาพคิดเป็นร้อยละ 72.30 2) การฟื้นฟูสมรรถภาพส่งผลโดยตรงต่อการมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลกคิดเป็นร้อยละ 61.60 3) เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุส่งผลทางอ้อมต่อการมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลกคิดเป็นร้อยละ 44.50 และ 4) การฟื้นฟูสมรรถภาพที่เป็นตัวแปรคั่นกลางเพียงบางส่วนระหว่างเทคโนโลยีเพื่อผู้สูงอายุกับการมีอายุมากขึ้นอย่างมีความสุขในที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในจังหวัดพิษณุโลก</p> ธเนศ อุ่นปรีชาวณิชย์ (ผู้แต่ง); สุปภาดา ภูรีพงศ์, สุทธิชัย ปัญญโรจน์, รัตน์ชนก พราหมณ์ศิริ , ปราโมทย์ สิทธิจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288657 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยโดยชุมชนอย่างครบวงจรในเขต เทศบาลเมืองเลย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288671 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการจัดการขยะมูลฝอยโดยชุมชนอย่างครบวงจรในเขตเทศบาลเมืองเลย สร้างรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ ประเมินและรับรองรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ และขยายผลรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบของการจัดการขยะมูลฝอยฯ จากตำราเอกสารวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน ระยะที่ 2 ทดสอบความสอดคล้องของรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองเลย จาก 50 ชุมชน จำนวน 400 คน ระยะที่ 3 ประเมินและรับรองรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ ใช้การสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คน และระยะที่ 4 ขยายผลรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ผ่านกิจกรรมพัฒนาชุมชนจำนวน 3 กิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า ตัวบ่งชี้ที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 57 ตัวบ่งชี้ มีความเหมาะสมตามเกณฑ์ที่กำหนด 2 และรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยฯ<br />ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยองค์ประกอบหลักที่มีค่าน้ำหนักสูงสุดคือการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม รองลงมาคือ การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรับรู้ข้อมูล วัฒนธรรมชุมชน และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตามลำดับ ตัวบ่งชี้ทุกตัวมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และความถูกต้องครอบคลุม และ กิจกรรมพัฒนาชุมชนทั้ง 3 กิจกรรม ได้รับความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมในระดับมากที่สุด</p> วีระยุทธ รัชตเวชกุล (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288671 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างระดับคะแนนการกำกับดูแลกิจการที่ดีกับการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288107 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับคะแนนการกำกับดูแลกิจการที่ดีกับการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากรายงานประจำปี และรายงานการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่างที่มีการเปิดเผยระดับคะแนนการกำกับดูแลที่ดีของกิจการ จำนวน 381 บริษัท 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ช่วงระยะเวลา 5 ปี เริ่มปี พ.ศ.2562 ถึง ปี พ.ศ.2566 ผู้วิจัยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่าระดับคะแนนการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีผลเชิงบวกกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์โดยมีตัวแปรควบคุมในเรื่องของขนาดบริษัทและโครงสร้างเงินทุนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ด้วย โดยงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์สำหรับบริษัทในการวางแผนและนำไปใช้ในการพัฒนานโยบายการกำกับดูแลกิจการที่มีประสิทธิภาพในองค์กรเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนและนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์กรและการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีในอนาคต</p> ธนัย ศรีอิสาณ, อิสรีย์ กี่อย่างรุ่งเรือง (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288107 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 Effective of Work-Life Balance,Work-Family Boundary Management Performance and Career Withdrawal Intention on Hotel Employee Service Performance in JiangSu Province,China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288624 <p>As competition intensifies within China's hotel industry, frontline employees increasingly face challenges related to work-life conflict. This study aims to develop and test a theoretical model that examines the effects of work-life balance (WLB), work-family boundary management (WFBM), and career withdrawal intention (CWI) on service performance, with work engagement (WE) serving as a mediating variable. A mixed-methods approach was employed, including literature review, interviews, and a questionnaire survey conducted with 412 frontline hotel employees in Jiangsu Province. Structural Equation Modeling (SEM) was used to analyze the data. Key findings reveal that WLB significantly improves both work engagement and service performance, while CWI negatively impacts both outcomes. WFBM has a negative effect on work engagement but no significant direct effect on service performance. Notably, work engagement mediates the relationship between WLB and CWI with service performance, but not between WFBM and service performance. These results emphasize the critical role of psychological engagement as a pathway linking work-life conditions to employee performance. Practically, the study offers actionable insights for hotel managers to enhance employee performance by promoting flexible work arrangements, developing engagement-focused HR practices, and identifying early signs of withdrawal intention to improve staff retention and service quality in the hospitality sector.</p> Xingran Li, Parkorn Chobharn (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288624 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์จากศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288105 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลส่งเสริมการตลาดของผลิตภัณฑ์จากศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 10 คน และข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามผู้บริโภค จำนวน 400 คน โดยโปรแกรม Weka วิเคราะห์กฎความสัมพันธ์ของปัจจัยกลยุทธ์ทางการตลาด (7Ps) ที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากศิลปวัฒนธรรมของผู้บริโภค ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย มีข้อมูลที่ครบถ้วน มีความปลอดภัย และรองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ การจัดส่งสินค้าที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ การจัดการคำสั่งซื้อที่สะดวก รวดเร็ว การส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อและความพึงพอใจในการใช้งาน จากการวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์ด้วยอัลกอริทึม Apriori พบกฎความสัมพันธ์ 5 อันดับแรกที่มีค่าความเชื่อมั่น 1.00 และค่าดัชนี Lift สูง แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงบวก เช่น การมีวิธีจัดส่งที่หลากหลายส่งผลให้เกิดการประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ และการมีบริการหลังการขายส่งผลต่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย นอกจากนี้การออกแบบแพลตฟอร์มที่เหมาะสม ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ของแบรนด์ และประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์ข่าวสารแก่ลูกค้า ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล</p> สวิตา อยู่สุขขี (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288105 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย เขตกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288867 <p>การวิจัยเรื่องนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล3) ศึกษาคุณภาพบริการ การรับรู้คุณค่าตราสินค้า และกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ ช่วงอายุ 28 – 43 ปี จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ F-test (One way ANOVA) เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบรายคู่ (Multiple Comparison) ด้วยวิธี Least Significance Difference (LSD) และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis; MRA) ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์บางด้าน ได้แก่ เพศ การศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในกลุ่มเจเนอเรชั่นวายเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ปัจจัยคุณภาพบริการ(R<sup>2</sup> คิดเป็นร้อยละ 82.8) ปัจจัยการรับรู้คุณค่าตราสินค้า (R<sup>2</sup> คิดเป็นร้อยละ 84.2) และกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ (R<sup>2</sup> คิดเป็นร้อยละ 89.6) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> พนิดา ฤกษ์ไชโย, ธนากร รัชตกุลพัฒน์ (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288867 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของความพึงพอใจในการเชื่อมโยงปัจจัยสนับสนุนภายในองค์ การที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงานเอกชนในเขตภาคเหนือประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/289638 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจ ปัจจัยสนับสนุนภายในองค์การและความผูกพันของพนักงานเอกชนในประเทศไทย 2) ศึกษาปัจจัยสนับสนุนภายในองค์การและความพึงพอใจมีผลต่อความผูกพันของพนักงาน และ 3) ศึกษาบทบาทของความพึงพอใจในการเชื่อมโยงปัจจัยสนับสนุนภายในองค์การไปสู่ความผูกพันของพนักงานเอกชนในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานที่ทำงานในองค์การเอกชนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดลำพูน 2) จังหวัดกำแพงเพชร และ 3) จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติอนุมานด้วยการวิเคราะห์แบบจําลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่าทุกปัจจัยมีความสำคัญระดับมาก โดยเรียงความสำคัญจากความพึงพอใจ ปัจจัยสนับสนุนภายในขององค์การและความผูกพันของพนักงาน โดยปัจจัยสนับสนุนด้านสภาพการทำงาน<br />ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตและวัฒนธรรมองค์การมีผลต่อความผูกพันของพนักงาน และความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตและวัฒนธรรมองค์การมีผลต่อความผูกพันของพนักงาน ลำดับสุดท้ายความพึงพอใจมีผลต่อความผูกพันของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ยกเว้นปัจจัยสนับสนุนภายในขององค์การด้านสภาพการทำงานไม่มีผลต่อความผูกพันของพนักงาน สำหรับบทบาทของความพึงพอใจเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยสนับสนุนภายในขององค์การไปสู่ความผูกพันของพนักงาน พบว่ามี 3 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 ปัจจัยสนับสนุนภายในด้านสภาพการทำงานมีอิทธิพลอ้อมผ่านความพึงพอใจไปสู่ความผูกพันของพนักงาน มีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.144 เส้นทางที่ 2 ปัจจัยสนับสนุนภายในด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตมีอิทธิพลอ้อมผ่านความพึงพอใจไปสู่ความผูกพันของพนักงาน มีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.268 และเส้นทางที่ 3 ปัจจัยสนับสนุนภายในด้านวัฒนธรรมองค์กรมีอิทธิพลอ้อมผ่านความพึงพอใจไปสู่ความผูกพันของพนักงาน มีค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเท่ากับ 0.049 และในภาพรวมความพึงพอใจมีบทบาทในการเชื่อมโยงจากปัจจัยสนับสนุนภายในขององค์การมีผลต่อความผูกพันของพนักงาน</p> จุฬารัตน์ คำถาเครือ (ผู้แต่ง); บุญฑวรรณ วิงวอน, พิมพ์ลภัส หนูแย้ม , ไม ยิ่งผิง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/289638 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการออมของนักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/293522 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออมของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม โดยใช้แนวคิดจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้แก่ ทฤษฎีวงจรชีวิต (Life-Cycle Hypothesis) ทฤษฎีสะกิด (Nudge Theory) และทฤษฎีพฤติกรรมวางแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ ตัวแปรต้นประกอบด้วย รายได้ ทัศนคติทางการเงิน แรงจูงใจส่วนบุคคล และความรู้ทางการเงิน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาจำนวน 237 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการออมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผ่านช่องทางดิจิทัล รายได้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านทัศนคติ แรงจูงใจ และความรู้ทางการเงินมีแนวโน้มมีผลแต่ไม่ปรากฏนัยสำคัญอย่างชัดเจน ผลวิเคราะห์ค่า R² เท่ากับ 0.418 สะท้อนว่าปัจจัยที่ศึกษาอธิบายพฤติกรรมการออมได้ร้อยละ 41.8 ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้คือ ควรพัฒนานโยบายหรือกิจกรรมที่ใช้แนวทาง “สะกิดพฤติกรรม” (behavioral nudges) เพื่อส่งเสริมการออมในกลุ่มนักศึกษา เช่น ระบบออมอัตโนมัติ การแจ้งเตือน หรือการเปรียบเทียบพฤติกรรมกับกลุ่มเพื่อน นอกจากนี้ ควรศึกษาปัจจัยอื่นเพิ่มเติมในอนาคต เช่น อิทธิพลของครอบครัว พฤติกรรมผู้บริโภค หรือสุขภาวะทางการเงิน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น</p> รัชฎาภรณ์ พัฒนะ (ผู้แต่ง); อรรถพล จรจันทร์ , อนงค์ หมอยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/293522 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาโดยกระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/296184 <p>การวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศรัทธาโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา SWOT แหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของชุมชน ในเขตชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการสำรวจและวิเคราะห์ ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ในพื้นที่ชุมชนท่าชัย -ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน จำนวน 15 คนเพื่อหาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และทำการทวนสอบผลการศึกษากับภาคีที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่ท่าชัย-ศรีสัชนาลัย<br />อำเภอศรีสัชนาลัย พบว่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยว จำนวน 9 แหล่ง โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่ควรมีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในทุกระดับ โดยใช้กลไกความร่วมมือที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ผ่านการวิเคราะห์ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเหมาะสม ทวนสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากพื้นที่ และมีกระบวนการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนทุกช่วงวัยให้มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถสื่อความหมายในแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่ชุมชนได้อย่างมีอัตลักษณ์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายกับพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงเพื่อให้เกิดการส่งต่อนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่น</p> พงษ์พันธุ์ พุทธิวิศิษฎ์, พีรภัทร สงวนศิลป์, ขวัญ แสงศิริ , อรรถพล รอดแก้ว (ผู้แต่ง) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/296184 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700