วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru <p>วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวารสารที่เน้นการวิจัย ด้านการจัดการครอบคลุมทั้งสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ การบริหารธุรกิจ เป็นต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการและบทความที่มีคุณภาพ ที่มีประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี (Theoretical contribution) ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาและสร้างความรู้ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ (Managerial contribution) ช่วยให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจ และเพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคมในรูปแบบต่างๆ อันเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่เรื่องราวในเชิงวิทยาการจัดการในแขนงต่างๆ รวมทั้งเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้ระว่าง คณาจารย์ นักวิชาการ ผู้บริหาร นักธุรกิจ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป</p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม th-TH วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2985-2285 <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นลิขสิทธิ์ของ <strong>คณะวิทยาการจัดการ </strong><strong>มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม </strong>บทความที่ลงพิมพ์ใน<strong> วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม </strong>ถือว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คณะบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อบทความของตนเอง</p> </div> <div class="item addthis"> </div> Ascertaining the Effect of Green Purchase Attitude and Corporate Social Responsibility on Green Purchase Intention and Behavior of Electric Vehicles in Chongqing, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288623 <p>This study investigates the effects of green purchase attitude and corporate social responsibility (CSR) on green purchase intention and actual green purchase behavior in the context of electric vehicles (EVs) in Chongqing, China. It specifically aims to explore how purchase intention mediates the relationship between green purchase attitude and green purchase behavior, as well as between CSR and green purchase behavior. A sequential mixed-methods design was applied, beginning with a quantitative phase involving a structured questionnaire distributed to 738 EV users. Structural Equation Modeling (SEM) was used to examine the relationships among variables. The qualitative phase includes in-depth interviews with 14 key informants from the EV industry, government, and academic sectors to enrich the interpretation of the quantitative findings. The quantitative analysis demonstrated that green purchase attitude and CSR both have statistically significant positive effects on green purchase behavior. Furthermore, green purchase intention was identified as the strongest direct predictor of green behavior and served as a partial mediator in both theoretical paths. The qualitative findings confirmed that consumers’ environmental consciousness, trust in a company’s values, and identity alignment with green principles strongly influence their intention and subsequent purchasing behavior. These findings reinforce the notion that fostering environmental attitudes and promoting responsible corporate practices are essential strategies to encourage sustainable consumer behavior. More importantly, enhancing consumer intention to act is a critical intermediary step in the behavior-change process. The individuals referred to as "them" in the final paragraph of the original abstract are businesses and policymakers who can utilize these findings to design more effective green marketing and CSR communication strategies. Due to initial shortcomings in the clarity, structure, and comprehensiveness of earlier versions, the abstract lacked coherence and alignment with key academic standards. These revisions aim to ensure that the abstract now presents a clear, integrated, and well-summarized overview of the research objectives, methodology, key findings, and implications.</p> Li Chen Napaporn Khantanapha ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 1 15 กลยุทธ์โลจิสติกส์ การฟื้นตัวและความร่วมมือซัพพลายเชนที่มีอิทธิพลต่อ คุณภาพบริการของธุรกิจพาเลทให้เช่า https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/290624 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์โลจิสติกส์ การฟื้นตัวและความร่วมมือซัพพลาย คุณภาพบริการ 2) ศึกษาอิทธิพลที่กลยุทธ์โลจิสติกส์มีต่อคุณภาพบริการผ่านการฟื้นตัวและความร่วมมือซัพพลายเชน และ 3) พัฒนาแนวทางการเพิ่มคุณภาพบริการของธุรกิจพาเลทให้เช่า กำหนดขนาดตัวอย่าง 20 เท่าของค่าพารามิเตอร์และตัวแปรที่สังเกตได้ จำนวน 340 คน จากผู้ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับพาเลทเช่า ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ โดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์โลจิสติกส์ การฟื้นตัวและความร่วมมือซัพพลาย คุณภาพบริการ อยู่ในระดับที่สูง โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยธุรกิจพาเลทให้เช่ามีบทบาทสำคัญในระบบ โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นมาตฐานเดียวกันและเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการควรพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถคาดการณ์การใช้พาเลทล่วงหน้าเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนหรือมีปริมาณเกินจำเป็น มีศูนย์กระจายพาเลทให้ครอบคลุมและอยู่ใกล้ลูกค้าหลักเพื่อลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มอัตราหมุนเวียนของพาเลทให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้เช่าและลูกค้าในเครือข่ายซัพพลายเชนทั้งหมดแบบเรียลไทม์ และมีการสื่อสารที่ดีระหว่างองค์กรซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน</p> ภคพร ผงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 16 34 โมเดลสมการโครงสร้างของการเปิดเผยข้อมูล ESG และโครงสร้างเงินทุน ที่มีผลกระทบต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/291478 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างของการเปิดเผยข้อมูล ESG และโครงสร้างเงินทุนที่มีผลกระทบต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2) ศึกษาผลกระทบของการเปิดเผยข้อมูล ESG และโครงสร้างเงินทุนที่มีต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 204 บริษัท เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ ตั้งแต่ปี 2561-2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัย พบว่า 1) การทดสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างของการเปิดเผยข้อมูล ESG และโครงสร้างเงินทุนที่มีผลกระทบต่อมูลค่ากิจการ มีค่าดัชนีความกลมกลืนผ่านเกณฑ์ความสอดคล้องทุกตัว ได้แก่ CMIN/DF = 2.204, GFI = 0.979, AGFI = 0.915, CFI = 0.988, RMSEA = 0.077, IFI = 0.988, TLI = 0.964 แสดงให้เห็นว่าโมเดลมีความสัมพันธ์กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2) การเปิดเผยข้อมูล ESG มีผลกระทบเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ในขณะที่การเปิดเผยข้อมูล ESG ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างเงินทุน และโครงสร้างเงินทุนไม่มีผลกระทบมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์<br />แห่งประเทศไทย</p> นภาลัย บุญทิม พรรณทิพย์ อย่างกลั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 34 49 การวิเคราะห์และออกแบบคู่มือต้นแบบประสิทธิผลของการสร้างความยั่งยืนจากระบบกระบวนการตัดสินใจโดยใช้หลักการจัดการ Big Data สนับสนุน: ศึกษานำร่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/291703 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการตัดสินใจโดยใช้หลักการจัดการ Big Data อย่างมีประสิทธิภาพ 2) วิเคราะห์และออกแบบคู่มือต้นฉบับฯ กระบวนการตัดสินใจด้วย Big Data สนับสนุนการตัดสินใจ และ 3) ประเมินคู่มือต้นฉบับฯ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจงในอุตสาหกรรมยานยนต์ จังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งสิ้น 30 คน (ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน พนักงานด่านหน้า และพนักงานอื่นที่ใช้ Big Data) ตรวจสอบแบบสัมภาษณ์ด้วย CVI = 0.84 หลังจากนั้นได้ทำวิจัยกึ่งทดลองเพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของคู่มือต้นฉบับฯ ด้วยวิธี Mann-Whitney U-Test: t= 3.542 แสดงว่าคู่มือต้นฉบับนี้มีประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญ และวิธี McNemar: <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\lambda^{\2}" alt="equation" />=4.0112, p=0.021 แสดงถึงความน่าเชื่อถือของคู่มือนี้อย่างมีนัยสำคัญ สุดท้ายทดสอบความพึงพอใจของผู้ใช้งานคู่มือต้นฉบับฯ พบว่าอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.03, SD=0.65) ผลวิจัยพบว่า บรรลุตามวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการ โดยมีประเด็นสำคัญด้านกระบวนการตัดสินใจรูปแบบใหม่ที่ใช้ Big Data สนับสนุนการตัดสินใจของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย ความรอบรู้และรอบคอบอย่างมีปัญญารู้คิดพัฒนาซอฟต์แวร์บูรณาการร่วมกับคุณลักษณะ 4Vs (คัดเลือกปริมาณข้อมูลสนับสนุนตรงความต้องการ ความรวดเร็วของการประมวลข้อมูล คัดกรองข้อมูลมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลที่สร้างคุณค่าตอบสนองผู้บริโภค) สามารถใช้คู่มือต้นฉบับนี้ฝึกทักษะกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่เชิงนโยบายจนถึงลงมือปฏิบัติงานอย่างเกิดประสิทธิผล</p> วิไล พึ่งผล นฤมล ชมโฉม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 50 68 ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างกระแสเงินสด สภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และผลการดำเนินงานทางการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/291081 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างกระแสเงินสด สภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และผลการดำเนินงานทางการเงิน บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยโดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย จำนวน 1,188 ปี-บริษัท ระหว่างปีพ.ศ. 2562–2564 จากฐานข้อมูล SETSMART ตัวแปรที่ศึกษา คือ ตัวแปรภายในแฝง 3 ตัวแปร ได้แก่ สภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และผลการดำเนินงานทางการเงิน ตัวแปรภายนอกแฝง1 ตัวแปร ได้แก่ กระแสเงินสด เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า กระแสเงินสดเป็นปัจจัยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีความสัมพันธ์กับสภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการทำกำไร และผลการดำเนินงานทางการเงินของกิจการ นอกจากนั้น สภาพคล่องทางการเงิน และความสามารถในการทำกำไร เป็นปัจจัยความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานทางการเงิน นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบว่า โมเดลโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมากตามดัชนีชี้วัดความกลมกลืน ได้แก่ค่า RMSEA = 0.000 และ GFI = 0.990 ผลการวิจัยสะท้อนถึงบทบาทของกระแสเงินสดในการพยากรณ์ผลการดำเนินงานการลดปัญหาข้อมูลอสมมาตร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของนักลงทุนผู้วิจัยขอแนะนำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญกับการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลกระแสเงินสดอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้โมเดลในบริบทอุตสาหกรรมที่หลากหลายหรือในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาระดับการบริหารการเงินในอนาคต</p> ทัศนีย์ยา เจิมจวง เฉวียง วงค์จินดา วรพรรณ รัตนทรงธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 69 89 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำหลักปฏิบัติการจัดการแบบลีนไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับในประเทศไทย: การศึกษาผลการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทผลิตเครื่องประดับ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/292615 <p>งานวิจัยนี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบริษัทผู้ผลิตเครื่อง ประดับในประเทศไทย โดยศึกษาการปฏิบัติการจัดการแบบลีนเป็นตัวแปรต้น สภาพแวดล้อมการทำงานทางกายภาพและคุณลักษณะของงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน และผลการปฏิบัติงานของพนักงานเป็นตัวแปรตาม การวิจัยใช้วิธีการแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามพนักงาน 335 ตัวอย่าง และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้จัดการระดับปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโมเดลสมการโครงสร้างภายใต้กรอบทฤษฎีที่ยอมรับ ผลการศึกษาพบว่า หลักปฏิบัติการจัดการแบบลีนมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมการทำงานทางกายภาพและคุณลักษณะของงานอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนคุณลักษณะของงานมีบทบาทสำคัญในการส่งผ่านอิทธิพลระหว่างหลักปฏิบัติการจัดการแบบลีนไปการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการออกแบบงานในการนำลีนไปใช้อย่างประสบความสำเร็จ ขณะที่สภาพแวดล้อมการทำงานทางกายภาพไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของพนักงาน ข้อเสนอแนะเน้นการประยุกต์ใช้การจัดการแบบลีนและการพัฒนาคุณลักษณะของงานเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งแนะนำให้บูรณาการและพัฒนาองค์ประกอบด้านบุคลากรควบคู่กับเทคนิคกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ผลการวิจัยส่งเสริมมุมมองใหม่ในการบริหารงานผลิตและเสนอแนวทางต่อยอดสำหรับการศึกษาในอนาคตรวมถึงการขยายผลสู่อุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง</p> สายชล พึ่งแย้ม สุรสิทธิ์ บุญชูนนท์ โอปอล์ สุวรรณเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 90 109 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันทักษะด้านสารสนเทศ สื่อการสอน และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/291232 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลองค์ประกอบเชิงยืนยัน สำหรับทักษะด้านสารสนเทศ, สื่อการสอน, และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนการสอนของครู กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยครูจำนวน 140 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 1 ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบวัดโมเดล (ITI) ทักษะ 3 ด้าน ที่มีลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประเมินค่า 5 ระดับ ได้แก่ 1) ด้านสารสนเทศ 2) ด้านสื่อการสอน และ 3) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โมเดลที่นำมาวิเคราะห์มี 7 ตัวชี้วัด และมีจำนวนข้อคำถามรวม 32 ข้อ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันยืนยันว่า โมเดล ITI มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นอย่างดี โดยมีค่าสถิติที่แสดงถึงความสอดคล้อง ดังนี้: c2=9.34, df=10, c2/df=0.934, P−value=0.5, GFI=0.980, AGFI=0.950, SRMR=0.012, และ RMSEA=0.000 ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามเกณฑ์ทีกำหนด น้ำหนักความสำคัญขององค์ประกอบ พบว่า ทักษะด้านสารสนเทศ มีน้ำหนักสูงสุด (0.97) รองลงมาคือ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (0.96) และ ทักษะด้านสื่อการสอน (0.94) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกองค์ประกอบมีความสำคัญในระดับสูง และเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นของทักษะเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู</p> อภิสิทธิ์ บุตรน้ำเพ็ชร พลอยพัชร ก้อนบาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 110 124 New Product Creativity Strategies and Commercial Performance: Evidence from Thai Furniture Manufacturing Businesses https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/293618 <p>The purpose of this research is to investigate the relationships among four dimensions of new product creativity strategies (novelty, meaningfulness, uniqueness, communicableness), product differentiation, new product competitive advantage, customer satisfaction, and new product commercial performance. A questionnaire was used to collect the data from 169 furniture manufacturing businesses in Thailand. Multiple regression analysis was used to test hypotheses. Results revealed that uniqueness was the key dimension of new product creativity strategy that had a positive effect on product differentiation, new product competitive advantage, customer satisfaction, and new product commercial performance. Likewise, new product competitive advantage and customer satisfaction had a positive influence on new product commercial performance. Furthermore, communicableness had a positive effect on new product competitive advantage, and meaningfulness had a positive impact on customer satisfaction. Notably, product differentiation was not found to be a significant determinant of new product commercial performance in this context.</p> Sujittra Sangchanda Sasithron Sangjamraschaikun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 125 145 การบริหารจัดการสินค้าคงคลังด้วยการวิเคราะห์ ABC–FSN Analysis เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ: กรณีศึกษาบริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/293900 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของบริษัท กรณีศึกษาซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง โดยการวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าคงคลังด้วยวิธี ABC- FSN Analysis เพื่อแยกประเภทสินค้าคงคลังตามมูลค่าและความถี่การเบิกจ่าย และนำผลการวิจัยมาปรับใช้ในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังเพื่อลดต้นทุนสินค้าคงคลัง ประชากรในการวิจัย หมายถึง วัตถุดิบคงคลังทั้งหมดที่ใช้ในกระบวนการผลิตของบริษัทกรณีศึกษา โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 140 รายการ ซึ่งครอบคลุมวัตถุดิบหลักและบรรจุภัณฑ์ที่บริษัทจัดเก็บเพื่อรองรับการผลิตในช่วงเวลาที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ วัตถุดิบทั้งหมดดังกล่าวที่ถูกนำมาวิเคราะห์ตามเกณฑ์มูลค่าและความถี่การใช้งาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากระบบบันทึกข้อมูลของบริษัท ได้แก่ ข้อมูลยอดรับสินค้าเข้า ข้อมูลการเบิกจ่ายสินค้า และข้อมูลสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 สถิติที่ใช้ในการวิจัย สถิติเชิงพรรณณา (Descriptive Statistics) และคำนวณหาค่าร้อยละของหน่วยสะสมของประชากรที่ศึกษาทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า มูลค่าสินค้าคงคลังรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.85 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณากลุ่ม AS AN BS และ BN ซึ่งเป็นรายการที่มีมูลค่าสูงหรือปานกลางแต่มีอัตราการใช้งานปานกลางถึงต่ำ พบว่า มูลค่าลดลงรวม 448,280.23 บาท คิดเป็น ร้อยละ 24.68 ของกลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนคงคลัง นอกจากนี้ยังพบการย้ายกลุ่มของวัตถุดิบบางรายการตามพฤติกรรมการใช้งานจริงในช่วงเวลาศึกษา สะท้อนความจำเป็นในการทบทวนการจำแนกอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการวิเคราะห์ ABC–FSN Analysis อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อปรับปรุงการจัดกลุ่มให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และเงื่อนไขการสั่งซื้อ อันจะช่วยคงระดับการให้บริการ พร้อมลดความเสี่ยงทุนจมและพื้นที่จัดเก็บที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคงคลังของผู้ผลิตเครื่องสำอางที่มีโครงสร้างออเดอร์ผันผวนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> สุปราณี พิมพ์ศร ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร อัษฎางค์ พลนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 146 162 การพัฒนารูปแบบการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มออนไลน์โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องภายใต้กรอบแนวคิดแบบจำลองเอส–โอ–อาร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/295339 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ และพัฒนารูปแบบการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ภายใต้กรอบแนวคิด S–O–R (Stimulus–Organism–Response Model) ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยข้อมูลรีวิวสินค้าจริงจำนวน 1,061 รายการจากแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada และ TikTok Shop ผ่านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) ด้วยโปรแกรม PyThaiNLP และจำแนกประเภทด้วยเทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree) , เทคนิคนาอีฟเบย์ (Naïve Bayes) และ เทคนิคเคเนียเรสเนเบอร์ (<em>k</em>-NN) จากผลการศึกษา พบว่า เทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ (Decision Tree) ให้ประสิทธิภาพสูงสุด มีค่าความถูกต้อง (Accuracy) ร้อยละ 89.15 ค่าการทำนาย (Precision) ร้อยละ 89.54 ค่าความน่าจะเป็น (Recall) ร้อยละ 89.61 และค่า F-measure ร้อยละ 89.57 ซึ่งสามารถอธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคได้สอดคล้องกับองค์ประกอบของแบบจำลอง S–O–R ได้แก่ ตัวกระตุ้น (Stimulus) กลไก (Organism) และการตอบสนอง (Response) แสดงให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้บริโภค</p> สุธีรา หมื่นแสน ฉัตร ชูชื่น ทัดพงศ์ อวิโรธนานนท์ จักรพงษ์ สุขพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 163 186 ผลกระทบความพร้อมของระบบบัญชียุคดิจิทัลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักบัญชีบริษัทในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/297163 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความพร้อมต่อระบบบัญชียุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และเปรียบเทียบความพร้อมต่อระบบบัญชียุคดิจิทัลจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล ตลอดจนวิเคราะห์ความพร้อมต่อระบบบัญชียุคดิจิทัลที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักบัญชีบริษัทในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือนักบัญชีบริษัทในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 295 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า นักบัญชีมีระดับความพร้อมต่อระบบบัญชียุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และตำแหน่งที่แตกต่างกัน มีความพร้อมต่อระบบบัญชียุคดิจิทัลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ความพร้อมด้านการจัดการข้อมูลมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือด้านการประมวลผลข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 79.5 ในขณะที่ด้านการรวบรวมข้อมูลไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน งานวิจัยนี้เสนอแนะให้องค์กรเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลและส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> นริศรา ธรรมรักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 187 204 การพัฒนารูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน: กรณีศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดน่าน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/295991 <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษารูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดน่านที่มีผลต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว (2) พัฒนารูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว และ (3) ประเมินรูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์ผู้รู้และจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อออกแบบรูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากนั้นจึงดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังอำเภอเมือง จังหวัดน่าน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ (1) เส้นทางด้านหัตถศิลป์ (2) เส้นทางด้านผ้าทอ และ (3) เส้นทางด้านศาสนา ซึ่งมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างโดดเด่น โดยผลการประเมินรูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า รูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประกอบด้วย 5 ด้าน เรียงลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย คือ ด้านการเข้าถึง (Accessibility) ด้านกิจกรรม (Activities) ด้านดึงดูดใจ (Attractiveness) ด้านที่พัก (Accommodation) และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) เท่ากับ 0.95, 0.95, 0.94, 0.81 และ 0.74 ตามลำดับ และมีความผันแปรร่วมของตัวบ่งชี้ร้อยละ 89, 90, 90, 66 และ 54 นอกจากนี้ยัง พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการใช้บริการ ได้แก่ ความสะดวกในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ข้อมูลประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงง่าย ความหลากหลายของกิจกรรม และคุณภาพบริการ การพัฒนาเส้นทางควรเน้นการอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการสื่อสารการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมความตั้งใจในการกลับมาใช้บริการในระยะยาว</p> พลกฤต รักจุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 8 2 205 224