https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/issue/feed วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2026-04-30T23:32:27+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ณภัทร วุฒธะพันธ์ jms.psru@psru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวารสารที่เน้นการวิจัย ด้านการจัดการครอบคลุมทั้งสาขาวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ การบริหารธุรกิจ เป็นต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการและบทความที่มีคุณภาพ ที่มีประโยชน์ทั้งในเชิงทฤษฎี (Theoretical contribution) ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถพัฒนาและสร้างความรู้ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ (Managerial contribution) ช่วยให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจ และเพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคมในรูปแบบต่างๆ อันเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่เรื่องราวในเชิงวิทยาการจัดการในแขนงต่างๆ รวมทั้งเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนความรู้ระว่าง คณาจารย์ นักวิชาการ ผู้บริหาร นักธุรกิจ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288574 Influencing Factors on Customer Loyalty of Elderly Home Care Services at Yu Bei, Chongqing, China 2025-05-26T15:27:57+07:00 Jia Yue s6472A10015@sau.ac.th Tanaset Morasilpin tanasetm@sau.ac.th <p>Community elderly care has emerged as the most suitable and sustainable model for elderly care in China. This approach not only reduces the burden of family caregiving but also keeps the elderly connected to social networks and community support. This study aims to explore the key factors influencing customer loyalty toward elderly home care services, examine the mediating role of corporate image between level of consumer fulfillment and customer loyalty, and investigate how the level of consumer fulfillment mediates the relationship between value as assessed by customers, perceived quality, customer expectations, corporate image, and customer loyalty of elderly home care services in Chongqing, China. A mixed-methods approach was employed for this research. The quantitative phase targeted elderly individuals who had previously used the services, with a sample size of 400 respondents. The qualitative phase involved in-depth interviews with 10 key experts in elderly home care services, selected by convenience sampling. Data collection tools included a structured questionnaire and an interview schedule. The data were analyzed using descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM) with SMART PLS. The findings revealed that that customer loyalty toward elderly home care services in Chongqing was notably influenced by value as assessed by customers, perceived quality, and the ability of the services to exceed customer expectations. When these elements were met, customers were more likely to be satisfied, develop a positive perception of the service’s image, and return to use the services again. It was also found that corporate image played a mediating role between level of consumer fulfillment and customer loyalty. Furthermore, customer satisfaction mediated the relationship between value as assessed by customers, perceived quality, customer expectations, corporate image, and customer loyalty. Moreover, the study highlighted several models and theories related to service quality that could help enhance level of consumer fulfillment and foster loyalty in the context of elderly home care services.</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/289662 Integrated Marketing Communication Strategy Using Local Identity to Attract Potential Tourist Segments in Pathum Thani Province 2025-06-16T14:54:14+07:00 Methee chanted methee@eau.ac.th Panyada Nadee methee@eau.ac.th Sutiwat Soithong methee@eau.ac.th <p>This study examines the influence of local identity and integrated marketing communication (IMC) on the travel decision-making of potential domestic tourist segments to Pathum Thani, Thailand. Data were collected from 400 Thai tourists with monthly incomes exceeding 30,000 THB through structured questionnaires and complemented by in-depth interviews with 12 local stakeholders. Multiple regression analysis revealed that tangible aspects of local identity-specifically lifestyle, food, and tourist attractions-significantly influenced travel decisions, whereas local wisdom and general tourism activities showed limited impact. Among IMC tools, event marketing and online direct marketing emerged as the most effective, while advertising, influencer marketing, and sales promotions had no significant influence. Public relations exhibited a negative effect, underscoring the need for more credible and participatory communication strategies. Qualitative insights emphasized the role of immersive cultural experiences and community-driven storytelling in enhancing destination appeal. The findings provide practical recommendations for policymakers and tourism stakeholders while contributing to theoretical advancements in cultural tourism, destination branding, and consumer behavior.</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288443 ศักยภาพและการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมของชุมชน เพื่อหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานราก บ้านเกาะหัวช้าง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง 2025-05-28T14:46:42+07:00 กนกวรรณ อู่ทองทรัพย์ ckanokwa@tu.ac.th บุญฑวรรณ วิงวอน ckanokwa@tu.ac.th รัชภูมิ ปัญส่งเสริม ckanokwa@tu.ac.th สินีนาถ วิกรมประสิทธิ ckanokwa@tu.ac.th สุดารัตน์ ล่ำงาม ckanokwa@tu.ac.th <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์ 1) วิเคราะห์ศักยภาพและทุนเดิมบ้านเกาะหัวช้าง 2) ศึกษาความต้องการและประยุกต์ใช้ทุนเดิมในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมของชุมชนเพื่อเสริมเศรษฐกิจฐานรากบ้านเกาะหัวช้าง 3) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมของชุมชนเพื่อหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานราก บ้านเกาะหัวช้าง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง และ 4) ประเมินความพึงพอใจเส้นทางท่องเที่ยวสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมของชุมชนเพื่อหนุนเสริมเศรษฐกิจฐานราก บ้านเกาะหัวช้าง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ กลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บ้านเกาะหัวช้าง จำนวน 3 กลุ่ม จำนวน 85 คน คือ (1) ตัวแทนภาครัฐและองค์กรท้องถิ่น (2) ตัวแทนภาคเอกชนและผู้ประกอบการรายเดี่ยว และ (3) ตัวแทนภาคชุมชนและกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนที่มีประสบการณ์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถาม เก็บข้อมูลผ่านเวทีเสวนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อย การปฏิบัติการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยว กลุ่มที่ 4 คือ นักท่องเที่ยวภายนอกผ่านการสำรวจความพึงพอใจ จำนวน 105 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและจัดหมวดหมู่ข้อมูล สถิติพรรณนาหาค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย ผลวิจัยพบว่า 1) บ้านเกาะหัวช้างมีศักยภาพเด่น 5 ด้าน ได้แก่ อาชีพเกษตรผลผลิตท้องถิ่นหลากหลายโดยเฉพาะส้มเกลี้ยง การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน การมีส่วนร่วมของชาวบ้านในกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่น และการสนับสนุนจากภาครัฐและเครือข่ายชุมชน สำหรับทุนเดิมของชุมชนมี 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ทุนทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชตระกูลส้มที่ต้องการความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน ดินในพื้นที่แม่พริกส่วนใหญ่เป็น ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียว ซึ่งมีการระบายน้ำดีและมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ในช่วง 5.5-6.5 ซึ่งเหมาะสมกับการปลูกส้ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ GI ที่มีอัตลักษณ์ ทุนมนุษย์ที่มีทักษะการแปรรูปและหัตถกรรม ทุนวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนทางสังคมจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และทุนการท่องเที่ยวที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว 2) การวิเคราะห์ความต้องการและประยุกต์ใช้ทุนเดิมในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรม พบว่ามีความต้องการพัฒนาการท่องเที่ยวผ่านการส่งเสริมอัตลักษณ์และทรัพยากรท้องถิ่น ด้วยการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน 3) การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมของชุมชนเพื่อหนุนเสนิมเศรษฐกิจฐานราก พบว่าการจัดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนได้ร่วมกันวางแผนในการจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยมีฐานกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ จำนวน 10 ฐาน โดยจัดในลักษณะการเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ และ 4) การประเมินความพึงพอใจเส้นทางท่องเที่ยวสร้างสรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้ง ในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 10 แห่ง พบว่า ผลิตภัณฑ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนมากที่สุด ด้านสถานที่จัดงานได้รับความพึงพอใจระดับมาก ผู้ประกอบการมีอัธยาศัยดีและเน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำโดยรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288228 คุณภาพการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลต่อการบอกต่อแบบเผชิญหน้าและการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าโรงแรมระดับบนในเขตภาคตะวันออกประเทศไทย 2025-04-25T09:54:05+07:00 ศุภชัย ศรีทับทิม sritubtimmsupachai@gmail.com ชลธิศ ดาราวงษ์ chonlatis@hotmail.com อนุรักษ์ เรืองรอบ anurug@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของโรงแรมระดับบนในภาคตะวันออกประเทศไทยที่มีผลต่อการบอกต่อแบบเผชิญหน้าและการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของโรงแรมระดับบนในภาคตะวันออกประเทศไทย โดยพิจารณาจากคุณภาพการบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของโรงแรมระดับบนในภาคตะวันออกประเทศไทย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ คุณภาพของเนื้อหา การมีปฏิสัมพันธ์ ความน่าสนใจ การดึงดูดทางสายตา ความง่ายในการใช้งาน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการเก็บแบบสอบถามจากผู้ใช้บริการจองที่พักออนไลน์ของโรงแรมระดับบนในประเทศไทยจำนวน 437 คน<br />การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านคุณภาพการบริการทั้ง 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์ ความง่ายในการใช้งาน ความน่าสนใจ คุณภาพของเนื้อหา และการดึงดูดทางสายตามีผลเชิงบวกต่อการบอกต่อแบบเผชิญหน้า และการบอกต่อผ่านสื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดและการบริการเพื่อช่วยเพิ่มการบอกต่อแบบเผชิญหน้าและการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการใช้บริการจองที่พักออนไลน์ของผู้ใช้บริการโรงแรมระดับบนในประเทศไทย</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/291663 ผลกระทบของการตลาดออนไลน์ คุณภาพบริการ และ แนวทางปฏิบัติ ESG ต่อความภักดีของผู้ใช้บริการ กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ในอุตสาหกรรมโรงแรม ในจังหวัดสุโขทัย 2025-08-10T09:58:06+07:00 พิชัย พฤกษ์สุกาญจน์ pichai911@gmail.com ลัสดา ยาวิละ pichai911@gmail.com รัตนา สิทธิอ่วม pichai911@gmail.com <p>การวิจัยนี้ ศึกษาการตลาดออนไลน์ คุณภาพบริการ และแนวทางปฏิบัติ ESG ที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการ กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ในอุตสาหกรรมโรงแรม ในจังหวัดสุโขทัย และศึกษาระดับความคิดเห็นด้านการตลาดออนไลน์ คุณภาพบริการ แนวทางปฏิบัติ ESG และความภักดีของผู้ใช้บริการ กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ในอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ใช้บริการโรงแรมในจังหวัดสุโขทัย จำนวน 385 คน โดยใช้การสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า การตลาดออนไลน์ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการ อุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ การสร้างช่องทางให้สอบถามข้อมูล และการทำให้ผู้บริโภคสนใจในสินค้า ที่สามารถพยากรณ์ความภักดี ได้ร้อยละ 5.60 อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนคุณภาพบริการส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการในอุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดสุโขทัย พบว่า ตัวแปรด้านการให้ความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการ และด้านความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ สามารถพยากรณ์ความภักดี ได้ร้อยละ 13.39 ส่วนแนวทางปฏิบัติ ESG พบว่า ตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อม สามารถพยากรณ์ความภักดี ได้ร้อยละ 18.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนด้านความคิดเห็นการตลาดออนไลน์ คุณภาพบริการ แนวทางปฏิบัติติ ESG และความภักดี อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/290074 บทบาท การปรับตัว และการสื่อสาร ช่วงเวลา พ.ศ. 2490 - พ.ศ. 2568 ของศาลเจ้าปุนเถ่ากงม่า และศาลเจ้าพ่อเสือของย่านตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก 2025-06-17T14:18:40+07:00 ยรรยงวรกร ทองแย้ม yanyongvorakorn.t@psru.ac.th อรวรรณ ศิริสวัสดิ์ อภิชยกุล orawana@nu.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาบทบาท ปรับตัว และการสื่อสาร ช่วงเวลาพ.ศ. 2490 - พ.ศ.2568 ของศาลเจ้าปุนเถ่ากงม่า และศาลเจ้าพ่อเสือ ย่านตลาดใต้ จังหวัดพิษณุโลก ด้วยการศึกษาผ่านเอกสารและการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 38 คน ด้วยการเกณฑ์การคัดเลือกจากความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้าตามช่วงอายุและการสังเกตการณ์เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอการวิจัยแบบพรรณาวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า ศาสนสถานยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาที่เริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่ความเชื่อแบบพหุวัฒนธรรม โดยความเข้มงวดและพิธีกรรมดั้งเดิมมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย การปรับเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นอย่างสมดุลเพื่อการดำรงอยู่โครงสร้างการบริหารจัดการ มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นตามบริบททางสังคมและกฎหมายสถานะของศาสนสถานเปลี่ยนแปลงไป จากเพียงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สู่การเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ที่บุคคลต่างวัยมองเห็นคุณค่าที่แตกต่างกัน คนรุ่นก่อนมองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ศรัทธา คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ การเรียนรู้ การท่องเที่ยว พิธีกรรมมีการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบปฏิบัติการที่ผสมผสานความเชื่อที่หลากหลาย ทั้งลัทธิเต๋า ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ รวมถึงการทรงเจ้า กลายเป็นพิธีกรรมพหุวัฒนธรรมรูปแบบใหม่การสื่อสารยังคงเน้นสื่อบุคคลที่มีอิทธิพล แต่สื่อดิจิทัลช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลกระจายตัวและมีการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/290601 อิทธิพลของสมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนในประเทศไทย 2025-07-02T15:47:18+07:00 ชุติกร ปรุงเกียรติ chutikorn.turnitin@gmail.com สหเทพ ค่ำสุริยา Sahathep.ka@rmuti.ac.th กาญจนา ชุมสงค์ Kanjana.chumsong@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์และความได้เปรียบทางการแข่งขัน และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของสมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนนในประเทศไทย เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ผู้จัดการฝ่ายโลจิสติกส์หรือฝ่ายขนส่ง และเจ้าของกิจการของธุรกิจบริการขนส่งสินค้าทางถนน 213 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบง่ายจากรายชื่อประชากรด้วยวิธีจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วย การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีระดับสมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่<br />(1) ด้านการมุ่งเน้นการหมุนเวียนงาน (2) ด้านตระหนักเกี่ยวกับระบบพี่เลี้ยง (3) ด้านการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง และ (4) ด้านการฝึกสอนอย่างจริงจัง และมีระดับความได้เปรียบทางการแข่งขัน อยู่ในระดับมาก <br />2) สมรรถนะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ 3 ด้าน (ด้านการฝึกสอนอย่างจริงจัง ด้านการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง และด้านตระหนักเกี่ยวกับระบบพี่เลี้ยง) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนานโยบายทรัพยากรมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพพนักงานและความสามารถแข่งขันของธุรกิจ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/290351 การรับรู้คุณค่าเรื่องราวแห่งเเบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ ของสถานบริการสปาเพื่อสุขภาพในประเทศไทย 2025-07-26T10:23:37+07:00 เวณิก มีทา wenikk1998@gmail.com จารุวรรณ แดงบุบผา wenikk1998@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสื่อสารและการรับรู้เรื่องราวแห่งแบรนด์ของสถานบริการสปาเพื่อสุขภาพผ่านสื่อออนไลน์ ในสถานการณ์วิกฤตและช่วงหลังวิกฤตในประเทศไทย โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และรีวิวบนแพลตฟอร์ม Tripadvisor, Google Review, Facebook Review และ Gowabi เพื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงแก่นสาระ (Thematic Analysis) เพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ที่นำไปสู่การรับรู้และสร้างคุณค่าของแบรนด์สปา ผลการวิจัย พบว่า การสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ของสปาเพื่อสุขภาพเน้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ คุณลักษณะของบุคลากร แพ็กเกจและรูปแบบการให้บริการ ผลิตภัณฑ์สปา และลักษณะทางกายภาพของสถานที่ให้บริการ โดยผู้ประกอบการสื่อสารเรื่องราวแบรนด์ (Brand Story) ใน 3 มิติ คือ 1) การสื่อสารคุณลักษณะเด่นที่สร้างความประทับใจ เช่น บรรยากาศ เครื่องมือ และคุณภาพการบริการ 2) การสื่อสารคำมั่นสัญญาและคุณค่า ผ่านโลโก้ สโลแกน คุณภาพ และภาพลักษณ์ และ 3) การสื่อสารประสบการณ์จริงที่ผู้ใช้บริการได้รับ สำหรับด้านการรับรู้เรื่องราวแห่งแบรนด์ ผู้ใช้บริการรับรู้คุณค่าผ่าน 3 มิติ ได้แก่ 1) คุณค่าภายนอก จากประสบการณ์ประสาทสัมผัส ภาพ เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งจากสื่อและประสบการณ์ตรง 2) คุณค่าภายในจิตใจ เช่น ความประทับใจต่อบุคลากร สถานที่ บริการ และราคา และ 3) คุณค่าเชิงจิตวิญญาณ จากการเชื่อมโยงเรื่องราวแบรนด์กับประสบการณ์สุขภาพและความผ่อนคลาย</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/290409 อิทธิพลของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อความภักดี ของลูกค้า: บทบาทตัวแปรส่งผ่านแบบอนุกรมของการมีส่วนร่วมของลูกค้า ความพึงพอใจ และความไว้วางใจในแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ 2025-07-14T09:35:37+07:00 พลอยณัชชา เดชะเศรษฐ์ศิริ ploynutcha.d@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อความภักดีของลูกค้าแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ในภาคเหนือตอนล่าง และเพื่อทดสอบอิทธิพลคั่นกลางแบบอนุกรมของการมีส่วนร่วมของลูกค้า ความพึงพอใจ และความไว้วางใจของลูกค้าที่เชื่อมโยงการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไปสู่ความภักดีของลูกค้าแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ ในภาคเหนือตอนล่าง การศึกษานี้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด จำนวน 724 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม AMOS และวิเคราะห์บทบาทของตัวแปรคั่นกลางพหุ แบบอนุุกรมด้วยวิธี Bootstrapping โดยใช้โปรแกรม PROCESSผลการวิจัย พบว่า การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทางบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของลูกค้าและความพึงพอใจ แต่ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้า ในขณะที่การมีส่วนร่วมของลูกค้ามีอิทธิพลทางบวกต่อความพึงพอใจ ความไว้วางใจ และความภักดีของลูกค้า ความพึงพอใจมีอิทธิพลทางบวกต่อความไว้วางใจและความภักดี และความไว้วางใจมีอิทธิพลทางบวกต่อความภักดีของลูกค้า และผลการทดสอบอิทธิพลคั่นกลางแบบอนุกรม พบว่า การมีส่วนร่วมของลูกค้า ความพึงพอใจและความไว้วางใจมีบทบาทในการคั่นกลางพหุุแบบอนุุกรมอย่างสมบูรณ์ (Full Mediation) ส่งผลให้การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทางอ้อมต่อความภักดีของลูกค้าผ่านตัวแปรคั่นกลางทุกเส้นทางจากผลการวิจัยนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเน้นการสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจ อันจะนำไปสู่ความภักดีในระยะยาว นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของลูกค้าผ่านกิจกรรมทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288893 การประยุกต์ใช้เทคนิคการถดถอยพหุคูณเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกประเภทผลไม้จากประเทศไทยไปจีน 2025-05-23T14:16:02+07:00 ธนสิทธิ นิตยะประภา thanasit_n@kpru.ac.th เจษฎา โพธิ์จันทร์ thanasit_n@kpru.ac.th บุญทรัพย์ พานิชการ thanasit_n@kpru.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกเส้นทางการขนส่งสินค้าเกษตรประเภทผลไม้จากประเทศไทยไปยังประเทศจีน โดยการประยุกต์ใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเส้นทางการขนส่งสินค้าเกษตรและข้อมูลจากเส้นทางการขนส่งสินค้า งานวิจัยได้นำเสนอกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ปัจจัยที่สำคัญอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาพบว่าการวิเคราะห์และคัดเลือก 9 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตร เมื่อนำมาวัดค่าความสัมพันธ์ (R Square) ของปัจจัยเหล่านี้จะสามารถอธิบายความแปรปรวนของการเลือกเส้นทางขนส่งได้มาก คือ ค่า R Square เท่ากับ 0.77319 มี 8 ปัจจัย ได้แก่ เวลาใน<br />การขนส่ง ต้นทุนค่าใช้จ่าย ระยะทาง สภาพของถนน คุณภาพของพื้นผิวถนน/ประเภทของถนน โครงสร้างพื้นฐาน/ความกว้างของถนน ลักษณะของเส้นทาง และสิ่งอำนวยความสะดวก การศึกษานี้สามารถอธิบายพฤติกรรมการเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางปรับปรุงระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเส้นทางสูงสุด</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288317 บทบาทของมาตรฐานการตรวจสอบบัญชีในประเทศไทย: การยกระดับความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน 2025-04-30T12:29:40+07:00 ธีรวัฒน์ ธวัลรัตน์โภคิน aj_aui@hotmail.com <p>มาตรฐานการตรวจสอบบัญชีมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความโปร่งใสของข้อมูลทางการเงินและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยประเทศไทยได้นำมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อกำหนดเฉพาะในประเทศ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบททางธุรกิจและกฎหมายท้องถิ่น 4 บริษัทบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านการสอบบัญชี (BIG4) ประกอบด้วย Deloitte, PwC, EY และ KPMGมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรฐานเหล่านี้ พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ ความท้าทายในอนาคต เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและกฎระเบียบใหม่ ๆ จากโอกาสในการพัฒนาประเทศไทย ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะผู้ตรวจสอบ และการส่งเสริมจริยธรรมวิชาชีพ การมีมาตรฐานที่คุณภาพสูงจะช่วยลดความเสี่ยงในการทุจริตและเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุน ข้อเสนอแนะในการพัฒนาคือ การอบรมต่อเนื่อง การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพงานตรวจสอบให้เทียบเท่าสากลอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmspsru/article/view/288207 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2025-05-10T17:17:01+07:00 สายสวาสดิ์ ใจอ่อน taneeya.pong@hotmail.com ชัยฤทธิ์ ทองรอด saisawat.jai@rmutr.ac.th สุพัตรา ยอดสุรางค์ saisawat.jai@rmutr.ac.th <p>บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอการท่องเที่ยวที่มีการปรับตัวรับเทรนด์โลกในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จึงได้มีเทรนด์การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการท่องเที่ยวที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) ลดการปลดปล่อยมลพิษจากการท่องเที่ยว เพื่อลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอย่างต่อเนื่อง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 2 ต่อปี เป็นการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบต่อการรักษาธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบด้านลบที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือการทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางที่องค์การสหประชาชาติ<br />และองค์การท่องเที่ยวโลกให้ความสำคัญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไม่เพียงแต่ช่วยกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญใน<br />การรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และส่งเสริมพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่แท้จริงจากวัฒนธรรมดั่งเดิม ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในหมู่นักท่องเที่ยว โดยประเทศไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20-25% ภายในปี พ.ศ. 2573 และลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม