วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu
<p>ISSN 2286-6809 (Print)<br />ISSN 2651-1819 (Online)</p> <p>วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ <strong>โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Review article)</strong> โดยมีวัตถุประสงค์การตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยของอาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย <br /> 2. เพื่อส่งเสริม เผยแพร่การศึกษา ค้นคว้าวิจัยที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้วิชาการ ในสาขาวิชาต่างๆ</p> <h3> </h3> <h3>Focus and Scope</h3> <p>โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องครอบคลุมศาสตร์ทางด้านการบริหารและการจัดการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การบัญชี การเงินและการธนาคาร การตลาด การจัดการและการจัดการเชิงกลยุทธ์ พฤติกรรมองค์กรและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ การจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อดังกล่าว</p> <h3> </h3> <h3>Peer Review Process</h3> <p>** บทความที่จะลงตีพิมพ์ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทุกเรื่องต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง<strong> บทความละ 3 ท่าน ในรูปแบบ Double-Blind </strong> และจะต้องเป็นบทความที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่นๆ การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง </p> <p>**ผู้สนใจสามารถส่งบทความตีพิมพ์ผ่านระบบ Submission Online </p> <p> </p> <h3>Publication Frequency</h3> <p>วารสารบริหารศาสตร์มีกำหนดการตีพิมพ์ปีละ 3 ครั้ง (เริ่มตั้งแต่ฉบับปีที่ 13 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2567 เป็นต้นไป)</p> <p>- ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน</p> <p>- ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p>- ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p> </p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/1xjS_1WZP_CIwoQObd2cIM78Mp8Wkkd_k/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Template การเขียนบทความวิจัย</a></p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/1sqPP8cdLfEyvoNVuvhjCkcLqos530zUX/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">แบบเสนอต้นฉบับ (ไทย)</a></p> <p>- <a title="Manuscript submission form" href="https://docs.google.com/document/d/1p68P61I6SNCQl9yJbXQCyGPSMo-KTxF6/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Manuscript submission form</a></p> <p>- <a href="https://drive.google.com/file/d/1beykC3sAWHephEpoKa0LTo6-qaiVcf3D/view?usp=sharing">คำแนะนำและการจัดเตรียมต้นฉบับและการอ้างอิง (อ้างอิงแบบ APA Style)</a></p> <p>- <a href="https://drive.google.com/file/d/12999q0Q3hbeMAAyW_BJpspWtVTzM93XV/view?usp=sharing">คู่มือการใช้งานงานระบบ ThaiJO (สำหรับผู้แต่ง)</a></p> <p><strong>*** ผู้ส่งบทความกรุณาจั</strong><strong>ดทำแบบเสนอต้นฉบับ และจัดทำบทความตามรูปแบบที่กำหนด</strong></p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p> ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p> <p>1. ชำระเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน) ต่อหนึ่งบทความ ภายใน 5 วันทำการ นับแต่วันที่ได้ส่งต้นฉบับต่อบรรณาธิการ</p> <p> กรณีบทความนั้นไม่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวในทุกกรณี</p> <p>2. เมื่อบรรณาธิการคัดเลือกบทความเข้าสู่กระบวนการอ่าน ตรวจ และประเมินบทความของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง และบรรณาธิการได้ตอบรับบทความให้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ส่งบทความจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เพิ่ม จำนวน 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) ต่อหนึ่งบทความ ภายใน 5 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากบรรณาธิการ หากไม่สามารถชำระได้ตามระยะเวลา ให้ผู้ส่งบทความยื่นคำขอขยายเวลาชำระเงินต่อบรรณาธิการ ทั้งนี้ การขอขยายเวลาชำระเงิน บรรณาธิการจะนำเสนอต่อคณบดีพิจารณาในกรณีที่มีเหตุอันจำเป็น และขยายเวลาเพิ่มได้อีกไม่เกิน 3 วัน</p> <p>3. ให้ผู้ส่งบทความชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (คณะบริหารศาสตร์)” เลขที่บัญชี 869-300-131-6</p> <p>4. เมื่อผู้ส่งบทความดำเนินการโอนเงินค่าธรรมเนียมแล้ว ให้ส่งหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางระบบ ThaiJO (Add Discussion) หรือส่งทางอีเมล jmsubu@gmail.com เพื่อกองบรรณาธิการจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป</p>
คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
th-TH
วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2286-6809
<p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร โดยเนื้อหาและความคิดเห็นในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีแต่อย่างใด และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อบทความของตนเองแต่เพียงผู้เดียว</p>
-
ผลกระทบของการพัฒนาทุนมนุษย์ต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/285526
<p> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสนับสนุนในการจ่ายค่าใช้จ่ายการพัฒนาทุนมนุษย์ว่ามีผลอย่างไรต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเก็บข้อมูลจากรายงานประจำปีของบริษัท (แบบ 56-1) จากกลุ่มตัวอย่าง 386 บริษัท ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ช่วงระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2564 - พ.ศ.2566) ผู้วิจัยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนาทุนมนุษย์มีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานในด้านของอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ และมูลค่าทางการตลาดแต่ไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อบริษัท และนักลงทุนในการสนับสนุนพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผู้บริหารสามารถนำไปใช้เชิงนโยบายเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและผลตอบแทนที่ดีขึ้น</p>
ธนัย ศรีอิสาณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
1
19
-
การพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุองค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/285867
<p> งานวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมทั้งตรวจสอบความกลมกลืนของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในการสร้างองค์กรสมรรถนะสูงสำหรับบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศในประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำการทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามโดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศในประเทศไทย จำนวน 400 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ ปัจจัยด้านสมรรถนะผู้ปฏิบัติการขนส่งสินค้าอันตราย ส่งผลทางตรงต่อองค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.001 รวมทั้งสมรรถนะผู้ปฏิบัติการขนส่งสินค้าอันตรายเป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างความสัมพันธ์ของการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์และองค์กรสมรรถนะสูงมีค่าอิทธิพลทางอ้อมเป็น 0.419 ส่วนการบูรณาการเรียนรู้ในองค์กร ไม่ส่งผลทางตรงและอ้อมต่อองค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศ และได้ทำการทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์มีความสอดคล้องกับทฤษฎีดังนี้ (CMIN/df=1.938, CFI 0.987, GFI 0.950 , AGFI=0.922, RMR =0.010 และ RMSEA=0.048 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุองค์กรสมรรถนะสูงของบริษัทขนส่งสินค้าอันตรายทางอากาศในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงต้องมีการจัดการทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ที่ดีรวมทั้งในด้านสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการขนส่งซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กรสมรรถนะสูง</p>
ไพรสน คำอ่อน
สรพล บูรณกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
20
43
-
สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/286384
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพดำเนินการวิจัยเอกสาร โดยศึกษาค้นคว้า รวมรวมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจในการพัฒนาคนชุมชนและสังคม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในพื้นที่ 6 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก โดยมีพื้นที่ชุมชนที่ศึกษาภาคละ 5 ตัวอย่างชุมชน ๆละ 10 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม <br />การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีและการทดสอบเอฟ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย <br />1) ด้านการเข้าถึง 2) ด้านการวิเคราะห์ 3) ด้านการประเมินค่า 4) ด้านการสร้างสรรค์ และ 5) ด้านการใช้ประโยชน์สื่อสารสนเทศและดิจิทัล โดยส่วนใหญ่มีระดับความสามารถหรือทักษะอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><strong> </strong>= 3.33, SD = 0.15) และความต้องการทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><strong> </strong>= 3.77, SD = 0.58) ทั้งนี้สมรรถนะต่าง ๆ อยู่ในระดับปานกลางเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ โดยเหตุผลหลักมาจากความไม่ถนัดและขาดความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีจึงทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวมีทักษะอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น จึงมีความต้องการที่จะพัฒนาและเรียนรู้ในทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ในการทำงาน</p>
จุมพล นันทศิริพล
วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา
สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
44
65
-
อิทธิพลของความน่าดึงดูดขององค์กรต่อความตั้งใจสมัครงานของคนรุ่นเจเนอเรชั่นแซด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/287477
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความน่าดึงดูดขององค์กรที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจสมัครงานของคนรุ่นเจเนอเรชั่นแซด โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเพศชาย เพศหญิง และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผลการศึกษาพบว่า มิติความน่าดึงดูดขององค์กรส่งผลต่อความตั้งใจสมัครงานแตกต่างกันตามกลุ่มเพศ โดยกลุ่มเพศชาย ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ การจัดการและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และการประยุกต์ใช้และความหลากหลาย ขณะที่กลุ่มเพศหญิง ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ มิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และการจัดการและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ส่วนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดตามลำดับความสำคัญ ได้แก่ มิติด้านการประยุกต์ใช้และความหลากหลาย การจัดการและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างคือคนรุ่นเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 477 คน ซึ่งเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า องค์กรควรวางกลยุทธ์การสร้างแบรนด์นายจ้างที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มเพศ เช่น การเน้นผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับเพศชาย การส่งเสริมความสัมพันธ์ในที่ทำงานสำหรับเพศหญิง และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างสำหรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดและรักษาบุคลากรรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน</p>
อภิชญา พัดแก้ว
จุล ธนศรีวนิชชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
66
92
-
อิทธิพลของนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/286139
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อปัจจัยด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และผลการดำเนินงาน 2) เพื่อศึกษานวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ และ 3) เพื่อศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ตัวแปรสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อปัจจัยด้านนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 รองลงมาคือ เทคโนโลยีดิจิทัล อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.75 และผลการดำเนินงาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.56 ตามลำดับ 2) นวัตกรรมไม่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ และ <br />3) เทคโนโลยีดิจิทัล มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมีความสำคัญต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อจัดการประสบการณ์ลูกค้าให้เกิดคุณค่าสูงสุด การคำนึงถึงบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล (Digital Talent) และมีการพัฒนาคนที่มีอยู่และสรรหาคนใหม่ ๆ มาปิดช่องว่างที่ขาดหายไป จะช่วยส่งเสริมให้ผลการดำเนินงานขององค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร</p>
สุวรรณา พลอยศรี
อัญชลี รักอริยะธรรม
พิชาภพ พันธ์ุแพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
93
116
-
สมการโครงสร้างประสิทธิภาพโซ่อุปทานของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์วิกฤตของประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/285868
<p> งานวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมการเชิงโครงสร้าง,ตรวจสอบองค์ประกอบเชิงยืนยันและตรวจสอบสมการเชิงโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พัฒนาขึ้นของประสิทธิภาพโซ่อุปทานของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุภายใต้สถานการณ์วิกฤติของประเทศไทย การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามโดยเก็บข้อมูล จากผู้บริหารในสถานประกอบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 400 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง </p> <p> ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านการแบ่งปันข้อมูล,ปัจจัยด้านประสิทธิภาพผู้จัดหาส่งผลทางตรงต่อปัจจัยด้านประสิทธิภาพโซ่อุปทานของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.001 รวมทั้งประสิทธิภาพผู้จัดหาเป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างความสัมพันธ์ของการแบ่งปันข้อมูลและประสิทธิภาพโซ่อุปทานมีค่าอิทธิพลทางอ้อมเป็น 0.240 ส่วนปัจจัยด้านนวัตกรรม ไม่ส่งผลทางตรงต่อประสิทธิภาพโซ่อุปทานของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ และได้ทำการทดสอบกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีความสอดคล้องกับสมการเชิงโครงสร้าง ได้ผลการทดสอบดังนี้พิจารณาจากค่าไคสแควร์สัมพันธ์ (CMIN/df) เท่ากับ 1.957 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 0.990 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ0.947 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ = 0.92 ค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของเศษเหลือในรูปคะแนนมาตรฐาน (RMR) เท่ากับ 0.009 และค่ารากกำลังสองของความคาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.049 ซึ่งผลการวิจัยนี้ มีความสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ผู้ประกอบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุสามารถนำปัจจัยด้านการแบ่งปันข้อมูล ด้านประสิทธิภาพผู้จัดหาไปใช้ในการวางแผนในการดำเนินการเพื่อช่วยให้การบริหารโซ่อุปทานมีความยืนหยุ่นและมีประสิทธิภาพในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุขององค์กร</p>
บัณฑิตา สุขเจริญ
สรพล บูรณกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
117
140
-
Leveraging Influencer Credibility in Green Marketing: The Effect of Environmental Knowledge, Concern, Attitude, and Intention on Green Purchase Behavior via S-O-R Theory
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/286447
<p> Since the emergence of Marketing 4.0, social media influencer marketing has gained significant popularity as a marketing strategy. It is particularly suitable for sustainable businesses, as it enables organizations to achieve superior performance while enhancing environmental sustainability. This research aims to explore the impact of consumers’ environmental knowledge on green purchase behavior in Thailand, focusing on the serial mediating roles of environmental concern, green attitudes, and green purchase intention. In addition, the study examines how influencer credibility moderates the relationship between green purchase intention and green purchase behavior. Data were collected from 538 consumers aged 18 and above residing in urban areas of Thailand using offline questionnaires administered through the mall-intercept method. The proposed model was analyzed using the PROCESS Macro.</p> <p> This study adopts the Stimulus–Organism–Response (S-O-R) theory as the primary theoretical framework. Within this model, environmental knowledge and environmental concern function as stimuli, green attitude and green purchase intention represent internal organismic processes, and green purchase behavior constitutes the response. By empirically testing this framework in the Thai context, the study contributes to validating and extending the applicability of the S-O-R model within emerging green consumer markets. The results demonstrate that green purchase behavior is indirectly influenced by environmental knowledge and environmental concern through the examined mediating variables. Furthermore, influencer credibility exhibits a moderating effect on the relationship between green purchase intention and green purchase behavior. These findings provide valuable insights for the development of effective green marketing strategies that enhance competitive advantage while promoting environmental sustainability.</p>
Khatesiree Sripoothorn
Tummatinna Seesupan
Prasittichai Narakorn
Rattana Sittioum
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
141
165
-
The Influence of COVID-19 Fear on Generation Z’s Environmental Lifestyle Behavior: A Mediation Analysis
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/287240
<p> The purpose of this study was to examine the direct impact of COVID-19 fear on Generation Z’s environmental lifestyle behavior. In addition, the indirect effects of perceived uncertainty about COVID-19 and environmental value on the relationship between COVID-19 fear and environmental lifestyle behavior were investigated. Purposive sampling was employed to recruit 420 Generation Z respondents in Thailand between April and May 2024. The SPSS PROCESS macro (Model 6) was applied to examine both the direct and mediated effects among the study variables.</p> <p> The results reveal that COVID-19 fear has a slightly positive direct effect on Generation Z consumers’ environmental lifestyle behavior. Furthermore, small but positive indirect effects of COVID-19 fear on environmental lifestyle behavior were identified, both through environmental value alone and through the serial mediation of perceived uncertainty about COVID-19 and environmental value. These findings contribute to a deeper understanding of how a global pandemic such as COVID-19 has subtly shaped Generation Z’s environmental lifestyle behavior and offer practical implications for policymakers, NGOs, educators, and marketers seeking to promote sustainable lifestyle behaviors among Generation Z consumers.</p>
Alisa Sony
Pornlapas Suwannarat
Nadhakan Shinnaranantan
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
166
189
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/287582
<p> การศึกษานี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยด้านอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จาก พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2567 ในรูปแบบข้อมูลพาเนล ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลภาคตัดขวางและข้อมูลอนุกรมเวลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาประกอบบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 52 บริษัท ทั้งนี้ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลรายไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2563 จนถึง<br />ไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2567 รวมเป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 20 ไตรมาส ส่งผลให้มีจำนวนชุดข้อมูลทั้งหมด 1,040 ชุดข้อมูล โดยวิธีการวิเคราะห์ใช้แบบจำลองถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง<br />ตัวแปรอิสระและการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ มีอิทธิพลเชิงบวกกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค แต่อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนไม่มีอิทธิพลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค นอกจากนี้ ค่า Adjusted R-Square ที่ได้จากแบบจำลองเท่ากับ 0.132 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตัวแปรอิสระสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคได้ร้อยละ 13.2 ผลการศึกษานี้ชี้ให้ให้เห็นว่ากลุ่มธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ การบริหารโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
ธนภณ วิมูลอาจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
190
206
-
การเปรียบเทียบความยั่งยืนทางการเงินของมหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/286464
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การบริหารการเงินผ่านอัตราส่วนทางการเงิน ศึกษาความยั่งยืนทางการเงิน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างภูมิภาคและขนาดของมหาวิทยาลัยราชภัฏ การศึกษาใช้ข้อมูลรายงานทางการเงินปี 2566 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏ 32 แห่งจากทั้งหมด 38 แห่งทั่วประเทศ วัดความยั่งยืนทางการเงินจากอัตราส่วน 4 ด้าน ได้แก่ สภาพคล่อง (อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนและหมุนเร็ว) การบริหารงาน (การหมุนเวียนสินทรัพย์ สินทรัพย์ประจำ ลูกหนี้ และระยะเวลาเก็บหนี้) ความอยู่รอดระยะยาว (หนี้สินต่อส่วนทุนและทุนต่อสินทรัพย์) และความสามารถทำกำไร (อัตรากำไรสุทธิ ผลตอบแทนต่อส่วนทุนและสินทรัพย์) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบ Kruskal-Wallis และ One-way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏมีความยั่งยืนทางการเงินระดับน่าพอใจ โดยมีจุดแข็งด้านสภาพคล่องและความอยู่รอดระยะยาว แต่มีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์และความสามารถทำกำไร การเปรียบเทียบตามภูมิภาคพบว่า ภาคตะวันตกและใต้มีความยั่งยืนทางการเงินสูงกว่าภูมิภาคอื่น แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การเปรียบเทียบตามขนาดพบว่าทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แสดงว่าความยั่งยืนทางการเงินขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารจัดการมากกว่าที่ตั้งหรือขนาด ข้อเสนอแนะ มหาวิทยาลัยราชภัฏควรพัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อใช้ประโยชน์สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพิ่มรายได้จากบริการวิชาการ พัฒนาหลักสูตรตอบสนองตลาดแรงงาน และจัดตั้งหน่วยพัฒนาธุรกิจ ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ควรสนับสนุนการหารายได้เสริมผ่านระบบจัดสรรงบประมาณอิงผลงาน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน</p>
วิกรานต์ เผือกมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-31
2025-12-31
14 3
207
237