วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu
<p>ISSN 2286-6809 (Print)<br />ISSN 2651-1819 (Online)</p> <p>วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ <strong>โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Review article)</strong> โดยมีวัตถุประสงค์การตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยของอาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย <br /> 2. เพื่อส่งเสริม เผยแพร่การศึกษา ค้นคว้าวิจัยที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้วิชาการ ในสาขาวิชาต่างๆ</p> <h3> </h3> <h3>Focus and Scope</h3> <p>โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องครอบคลุมศาสตร์ทางด้านการบริหารและการจัดการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การบัญชี การเงินและการธนาคาร การตลาด การจัดการและการจัดการเชิงกลยุทธ์ พฤติกรรมองค์กรและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ การจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อดังกล่าว</p> <h3> </h3> <h3>Peer Review Process</h3> <p>** บทความที่จะลงตีพิมพ์ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทุกเรื่องต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง<strong> บทความละ 3 ท่าน ในรูปแบบ Double-Blind </strong> และจะต้องเป็นบทความที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ เผยแพร่ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่นๆ การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง </p> <p>**ผู้สนใจสามารถส่งบทความตีพิมพ์ผ่านระบบ Submission Online </p> <p> </p> <h3>Publication Frequency</h3> <p>วารสารบริหารศาสตร์มีกำหนดการตีพิมพ์ปีละ 3 ครั้ง (เริ่มตั้งแต่ฉบับปีที่ 13 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2567 เป็นต้นไป)</p> <p>- ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน</p> <p>- ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม</p> <p>- ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p> </p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/1jXTwaNlTHjpj3MR0pBhBxhbf5etmVCeb/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Template บทความวิจัย-ภาษาไทย</a></p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/15HfdaWJ3c7gguZ1mVKe4jwUsftceZoqC/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Template Research Article</a></p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/1EXLXBYibCuMVSfvY1_iycQPyGFyJWMlr/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Template บทความวิชาการ-ภาษาไทย</a></p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/1fl2k6A46OMD3Qa9n5NRpSfg3dIo7BdMl/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Template Review Article</a></p> <p>- <a href="https://docs.google.com/document/d/1sqPP8cdLfEyvoNVuvhjCkcLqos530zUX/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">แบบเสนอต้นฉบับ (ไทย)</a></p> <p>- <a title="Manuscript submission form" href="https://docs.google.com/document/d/1p68P61I6SNCQl9yJbXQCyGPSMo-KTxF6/edit?usp=sharing&ouid=112051766367499053711&rtpof=true&sd=true">Manuscript submission form</a></p> <p>- <a href="https://drive.google.com/file/d/1ZlBSMFs7b2pJYmgRPUGRIkBqr9vbxFmh/view?usp=sharing">คำแนะนำและการจัดเตรียมต้นฉบับและการอ้างอิง (อ้างอิงแบบ APA Style)</a></p> <p>- <a href="https://drive.google.com/file/d/12999q0Q3hbeMAAyW_BJpspWtVTzM93XV/view?usp=sharing">คู่มือการใช้งานงานระบบ ThaiJO (สำหรับผู้แต่ง)</a></p> <p><strong>*** ผู้ส่งบทความกรุณาจั</strong><strong>ดทำแบบเสนอต้นฉบับ และจัดทำบทความตามรูปแบบที่กำหนด</strong></p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p> ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะต้องชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p> <p>1. ชำระเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน) ต่อหนึ่งบทความ ภายใน 5 วันทำการ นับแต่วันที่ได้ส่งต้นฉบับต่อบรรณาธิการ</p> <p> กรณีบทความนั้นไม่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวในทุกกรณี</p> <p>2. เมื่อบรรณาธิการคัดเลือกบทความเข้าสู่กระบวนการอ่าน ตรวจ และประเมินบทความของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง และบรรณาธิการได้ตอบรับบทความให้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ส่งบทความจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมตีพิมพ์เพิ่ม จำนวน 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) ต่อหนึ่งบทความ ภายใน 5 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากบรรณาธิการ หากไม่สามารถชำระได้ตามระยะเวลา ให้ผู้ส่งบทความยื่นคำขอขยายเวลาชำระเงินต่อบรรณาธิการ ทั้งนี้ การขอขยายเวลาชำระเงิน บรรณาธิการจะนำเสนอต่อคณบดีพิจารณาในกรณีที่มีเหตุอันจำเป็น และขยายเวลาเพิ่มได้อีกไม่เกิน 3 วัน</p> <p>3. ให้ผู้ส่งบทความชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (คณะบริหารศาสตร์)” เลขที่บัญชี 869-300-131-6</p> <p>4. เมื่อผู้ส่งบทความดำเนินการโอนเงินค่าธรรมเนียมแล้ว ให้ส่งหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมผ่านทางระบบ ThaiJO (Add Discussion) หรือส่งทางอีเมล jmsubu@gmail.com เพื่อกองบรรณาธิการจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป</p>
คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
th-TH
วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2286-6809
<p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร โดยเนื้อหาและความคิดเห็นในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีแต่อย่างใด และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อบทความของตนเองแต่เพียงผู้เดียว</p>
-
โมเดลเชิงโครงสร้างของการรับรู้คุณภาพบริการ ประสบการณ์การท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ และความภักดีต่อจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในจังหวัดภูเก็ต
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/288952
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งอำนวยความสะดวก โปรแกรม พนักงาน และความเป็นเอกลักษณ์ของสปาเพื่อสุขภาพที่มีต่อการรับรู้คุณภาพ ประสบการณ์การท่องเที่ยว และความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 281 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอน (Two-Stage Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยโปรแกรมและความเป็นเอกลักษณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้คุณภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยสิ่งอำนวยความสะดวกและพนักงานไม่มีอิทธิพลต่อการรับรู้คุณภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การรับรู้คุณภาพโดยรวมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประสบการณ์การท่องเที่ยวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ประสบการณ์การท่องเที่ยวมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนในความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้คุณภาพโดยรวมและความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง ผลการศึกษาให้ข้อเสนอแนะเชิงทฤษฎีในการขยายองค์ความรู้ด้านการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการสปาในการยกระดับคุณภาพการบริการและสร้างความจงรักภักดีของนักท่องเที่ยว</p>
นงค์รัตน์ แสนสมพร
ชมพูนุท ด้วงจันทร์*
กฤศกร จิรภานุเมศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
1
29
-
พลวัตของการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน: พฤติกรรมทางการเงิน ความรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ทางการเงิน โดยมีบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินเป็นตัวแปรคั่นกลางในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/289311
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของพฤติกรรมทางการเงิน ความรู้ด้านสุขภาพ และความรู้ทางการเงินที่มีต่อการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน โดยมีบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินเป็นตัวแปรคั่นกลาง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินในประเทศไทย จำนวน 480 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างโดยใช้โปรแกรม AMOS</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองสมการโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พฤติกรรมทางการเงิน (β = 0.235, p < 0.001) ความรู้ทางการเงิน (β = 0.206, p < 0.001) และความรู้ด้านสุขภาพ (β = 0.090, p < 0.001) มีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน นอกจากนี้ พฤติกรรมทางการเงิน (β = 0.323, p < 0.001) และความรู้ทางการเงิน (β = 0.371, p < 0.001) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงิน ขณะที่ความรู้ด้านสุขภาพไม่มีอิทธิพลต่อบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.030, p = 0.473) บทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินมีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน (β = 0.579, p < 0.001) และเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงสูงที่สุดในแบบจำลอง</p> <p> เมื่อพิจารณาอิทธิพลโดยรวม พบว่า พฤติกรรมทางการเงินมีอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.235 และอิทธิพลทางอ้อมผ่านบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินเท่ากับ 0.187 ส่งผลให้มีอิทธิพลรวมต่อการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงินเท่ากับ 0.422 ส่วนความรู้ทางการเงินมีอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.206 และอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.215 ส่งผลให้มีอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.421 สำหรับความรู้ด้านสุขภาพมีอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.090 และมีอิทธิพลรวมเท่ากับ 0.107 ทั้งนี้ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงินได้ร้อยละ 79.0</p> <p> ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน ความรู้ด้านสุขภาพ และบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินล้วนมีความสำคัญต่อการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน โดยบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงพฤติกรรมทางการเงินและความรู้ทางการเงินกับการวางแผนการเกษียณอายุ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมทางการเงิน ควบคู่กับการพัฒนาการให้คำปรึกษาทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับวัยเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธนาภิญญ์ อัตตฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
30
56
-
อิทธิพลของความผูกพันและบุพปัจจัยที่นำไปสู่ความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการบนแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่ง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290038
<p> การศึกษาวิจัยเรื่องอิทธิพลของความผูกพันและบุพปัจจัยที่นำไปสู่ความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการอย่างต่อเนื่องบนแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่ง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งผลต่อความผูกพันของลูกค้า และนำไปสู่ความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการอย่างต่อเนื่องบนแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่ง แม้ในปัจจุบันจะมีงานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่งานวิจัยที่บูรณาการระหว่างตัวแปรด้านการตลาดดิจิทัลกับมิติทางจิตวิทยาผู้บริโภคที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ผู้วิจัยจึงมุ่งหวังเติมเต็มช่องว่างดังกล้าวด้วยปัจจัยร่วมสมัยที่ส่งผลต่อผู้ใช้งานชาวไทย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ใช้งานแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่งในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความตั้งใจใช้งานผ่านความผูกพันของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตัวแปรการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีอิทธิพลทางตรงที่มีนัยสำคัญต่อความผูกพันของลูกค้า แต่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการฯ ผ่านความผูกพันของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ตัวแปรความผูกพันของลูกค้ามีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจใช้งานอย่างมีนัยสำคัญในระดับที่ยอมรับได้ (p ใกล้ 0.05)</p>
พงศ์ศรัณย์ วงศ์ชนเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
57
86
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเงินทุนหมุนเวียนของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/288729
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อเงินทุนหมุนเวียนสุทธิของสหกรณ์ออมทรัพย์จากกลุ่มตัวอย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ 1,134 แห่ง ในปี พ.ศ. 2566 ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ สัดส่วนหนี้สินต่อทุน ขนาดของสหกรณ์ อัตราการเติบโตของรายได้ อัตราการเติบโตของกำไร และอัตราการเติบโตของเงินทุน ผลการวิเคราะห์แบบจำลอง สมการถดถอยเชิงเส้นที่มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 พบว่า อัตราการเติบโตของเงินทุนมีผลเชิงบวกต่อเงินทุนหมุนเวียนสุทธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์เท่ากับ 91.73 ในขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนและขนาดของสหกรณ์แสดงผลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์เท่ากับ -12.39 และ -489.86 ตามลำดับ ค่า R-square เท่ากับ 0.71 ผลการศึกษาไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ อัตราการเติบโตของรายได้ และอัตราการเติบโตของกำไรต่อเงินทุนหมุนเวียนของสหกรณ์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารเงินทุนและหนี้สิน ต่อการลดความเสี่ยงจากภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย</p>
ภิญญดา ท้วมทอง
กนกวรรณ ประสงค์ทรัพย์
ศศิภา พจน์วาที*
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
87
101
-
อัตลักษณ์และแนวทางการคงเสน่ห์อัตลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ ตลาดท่าแพท่าสาป จังหวัดยะลา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/287615
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์บริบทพื้นที่ตำบลท่าสาป จังหวัดยะลา และศึกษาแนวทางการคงเสน่ห์อัตลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ ตลาดท่าแพท่าสาป จังหวัดยะลา โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสนทนากลุ่มเป็นเครื่องมือวิจัย เก็บข้อมูลจากบุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งมีความรู้ถึงอัตลักษณ์บริบทท่าสาป จังหวัดยะลา รวม 15 คน รวมถึงแบบประชาพิจารณ์ เก็บข้อมูลแบบโควต้า จากเจ้าของอัตลักษณ์หรือผู้สืบเชื้อสายที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ ผู้ประกอบการตลาดท่าแพท่าสาป ผู้นำชุมชนและคนในชุมชนพื้นที่ตำบลท่าสาป นักท่องเที่ยว บุคลากรภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวม 100 คน ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สังเคราะห์ เปรียบเทียบ และเขียนพรรณนาเชิงเหตุผล ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตลักษณ์บริบทพื้นที่ตำบลท่าสาป ได้แก่ อัตลักษณ์ท่าแพเมืองเก่า อัตลักษณ์บ้านปะจูฮัจญ์ยี อัตลักษณ์ลูโบ๊ะดีแย อัตลักษณ์อาคารเรือสำนักงานเทศบาลตำบลท่าสาป และอัตลักษณ์นมแพะ 2) แนวทางการคงเสน่ห์อัตลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ ตลาดท่าแพท่าสาป ปรากฏผลดังนี้ 2.1) อัตลักษณ์ท่าแพเมืองเก่า เทศกาลงาน “เสน่ห์ท่าแพ มาแลท่าสาป” 2.2) อัตลักษณ์บ้านปะจูฮัจญ์ยี เทศกาลงาน “ตามรอยบ้านปะจูฮัจญ์ยี” 2.3) อัตลักษณ์ลูโบ๊ะดีแย เทศกาลงาน “มาแกดีแย บากาอีแก ดีลูโบ๊ะดีแย (กินทุเรียน ย่างปลา ที่ลูโบ๊ะดีแย)” 2.4) อัตลักษณ์อาคารเรือสำนักงานเทศบาลตำบลท่าสาป เทศกาล<br />งาน “ล่องแพแลเปอราฮู” 2.5) อัตลักษณ์นมแพะ เทศกาลงาน “กินนมชมแพะ” ซึ่งได้จัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงเสนอแนะต่อยอดวิจัยแนวพัฒนาในลักษณะแผนงานวิจัย เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</p>
อัปสร อีซอ
ภานุ คะนอง
ปวีณา เจะอารง
ธีรยุทธ มูเล็ง
อุษณีย์ ขุนหมวก*
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
102
120
-
ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างคณะกรรมการกับผลการดําเนินงานของ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290216
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างคณะกรรมการและผลการดําเนินงานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดยเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ จำนวน 465 ตัวอย่าง ศึกษาเป็นระยะเวลา 6 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2565 สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ตัวแปรตาม คือ ผลการดำเนินงาน ได้แก่ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของ ผู้ถือหุ้น (ROE) และ Tobin’s Q ตัวแปรอิสระ คือ โครงสร้างคณะกรรมการ 6 มิติ ได้แก่ ขนาดของคณะกรรมการ สัดส่วนกรรมการอิสระ จำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการ สัดส่วนของกรรมการเพศหญิง สัดส่วนของคณะกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินและบัญชี และค่าตอบแทนคณะกรรมการ ตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ขนาดของบริษัท อายุของบริษัท การเติบโตของบริษัท ความเสี่ยงทางการเงิน หมวดธุรกิจ และปีที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ขนาดของคณะกรรมการ และสัดส่วนกรรมการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชีมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับอัตราส่วนผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) (B = 1.185, p < 0.01; B =7.183, p < 0.10) ในขณะที่สัดส่วนกรรมการอิสระ และสัดส่วนกรรมการเพศหญิงมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับอัตราส่วนผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) (B = -9.809, p < 0.10; B = -9.060, p < 0.05) นอกจากนี้ยังพบว่า ค่าตอบแทนคณะกรรมการ มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ TOBIN’s Q (B = 0.297, p < 0.01) ในขณะที่สัดส่วนกรรมการอิสระและจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับ TOBIN’s Q (B = -0.543, p < 0.01; B = -0.019, p < 0.01) โดยคาดว่าผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อยอดในอนาคต</p>
ษิรินุช นิ่มตระกูล*
อพิชญา จงกล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
121
147
-
ความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290220
<p> การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานของธุรกิจคาดหวังการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน ความสามารถในการแข่งขันและผลการดำเนินงานขององค์กร อย่างไรก็ตามความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การรับรู้ประโยชน์และการยอมรับการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ ในขณะเดียวกันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของแต่ละธุรกิจอาจมีระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลกระทบของการรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (2) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างธุรกิจที่มีระดับความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างกัน และ (3) ตรวจสอบอิทธิพลของความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 768 บริษัท ได้รับการตอบกลับจำนวน 113 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 14.71 ผลการศึกษาพบว่า (1) การรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลกระทบเชิงบวกต่อความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (β = .313, p-value .037) แสดงถึงเมื่อองค์กรรับรู้ประโยชน์มากขึ้นจะมีการลงทุนเพื่อนำใช้เทคโนโลยีมากขึ้นด้วย (2) ความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) ต่ำ 2) ต่ำถึงปานกลาง 3) ปานกลางถึงสูง และ 4) สูง แต่ละกลุ่มมีผลการดำเนินงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p-value .000) กล่าวได้ว่าการใช้เทคโนโลยีในระดับที่แตกต่างกัน นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่แตกต่างด้วย โดยกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีจำนวนมากมีผลการดำเนินงานสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ และ (3) ความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงาน (β = .385, p-value .000) จากผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อตระหนักถึงประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มีแนวโน้มในการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายมากขึ้นหรือใช้เทคโนโลยีครอบคลุมในทุก ๆ กระบวนการทำงานส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นในผลการดำเนินงานโดยรวมขององค์กร</p>
กนกเนตร เปรมปรี
พัสกร สิงห์โต*
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
148
168
-
อิทธิพลของการรับรองโดยบุคคลที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ประเทศต้นกำเนิด ต่อความตั้งใจซื้อเครื่องสำอางเกาหลีของผู้บริโภคหญิงชาวไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290389
<p> จากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคเครื่องสำอางในประเทศไทย โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของความนิยมในแบรนด์จากจีนและฝรั่งเศส ทำให้เกิดคำถามว่าปัจจัยด้านการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ภาพลักษณ์แบรนด์ และประเทศแหล่งกำเนิด ยังคงส่งผลต่อความตั้งใจซื้อแบรนด์เกาหลีใต้หรือไม่ การศึกษานี้จึงมุ่งวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยดังกล่าวในบริบทปัจจุบัน งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีใต้ของผู้บริโภคเพศหญิง โดยเน้นการวิเคราะห์บทบาทของภาพลักษณ์ประเทศต้นกำเนิดและการรับรองผลิตภัณฑ์โดยบุคคลที่มีชื่อเสียง (Celebrity Endorsement) ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ ความเชี่ยวชาญ และ ความน่าดึงดูดใจของผู้รับรอง การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในรูปแบบของการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผ่านแบบสอบถาม ซึ่งคัดเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้หญิงชาวไทยที่มีประสบการณ์ในการซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีใต้ประเภท Drugstore อย่างน้อย 1 ครั้งภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวนทั้งสิ้น 407 คน</p> <p> การวิจัยนี้ทำการทดสอบสมมติฐาน โดยวิธีวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ซึ่งผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของประเทศแหล่งกำเนิด ความน่าไว้วางใจ ความเชี่ยวชาญ และความน่าดึงดูดใจของบุคคลที่มีชื่อเสียง ล้วนส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจซื้อเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีใต้ของผู้บริโภคหญิงชาวไทย โดยเฉพาะภาพลักษณ์ประเทศเกาหลีด้านคุณภาพและนวัตกรรม และคุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพรีเซนเตอร์ที่มีบุคลิกภาพและคุณลักษณะสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการรักษาภาพลักษณ์ในเชิงบวกของประเทศต้นกำเนิด เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และกระตุ้นความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคในระยะยาว</p>
นันทิญา ช้างหิน
ภิญรดา เมธารมณ์*
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
169
193
-
พลวัตแห่งผู้ประกอบการ: การเชื่อมโยงแนวคิดเชิงผู้ประกอบการกับการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290751
<p> ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ว่าด้วย “พลวัตแห่งผู้ประกอบการ” โดยเชื่อมโยงแนวคิดเชิงผู้ประกอบการเข้ากับการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบ ผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ตามแนวทาง PRISMA จากฐานข้อมูล Scopus ช่วงปี ค.ศ. 2011-2025 รวมทั้งสิ้น 24 บทความ ผลการสังเคราะห์เชิงธีม และการวิเคราะห์เชิงบรรณมิติ แสดงให้เห็น 6 ธีมสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางความคิด การเรียนรู้เชิงคล่องตัว ความสามารถด้านนวัตกรรม ภาวะผู้นำและบรรยากาศองค์การ ขีดความสามารถเชิงพลวัต และฐานระเบียบวิธี งานวิจัยนี้ยืนยันว่าแนวคิดเชิงผู้ประกอบการมีอิทธิพลต่อการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านกลไกการเรียนรู้และนวัตกรรม ในขณะที่การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบก็สามารถย้อนกลับไป<br />หล่อหลอมแนวคิดเชิงผู้ประกอบการได้เช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงระบบพลวัตแบบสองทางที่เป็นแก่นสำคัญของความเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่</p>
สรวงอัยย์ อนันทวิจักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
194
212
-
การศึกษาการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ฉลากติดตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ของผู้บริโภคในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290700
<p> การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าที่ฉลากติดตราสัญลักษณ์มาตรฐานจะช่วยให้หน่วยธุรกิจใช้ในการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งในปัจจุบันการศึกษาเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์มาตรฐานบนฉลากสินค้าของผู้บริโภคยังมีน้อย ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการซื้อสินค้าที่ฉลากติดตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ของผู้บริโภค และ 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ฉลากติดตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ของผู้บริโภค โดยประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม จำนวน 400 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่รู้จักและไม่รู้จัก<br />ตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark กลุ่มละ 200 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test และใช้แบบจำลองถดถอยโลจิสติกส์ที่มีทางเลือกต่อเนื่องเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ผลการศึกษา พบว่า 1) พฤติกรรมผู้บริโภคบ่งชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการพิจารณาฉลากสินค้าก่อนเลือกซื้อในบางครั้ง โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภค มีความถี่ในการซื้ออยู่ที่ 3 ครั้งต่อเดือน โดยมีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 998 บาทต่อครั้ง และกลุ่มตัวอย่างยังรู้จักตราสัญลักษณ์คุณภาพที่ใช้รับรองมาตรฐานในปัจจุบัน 2) ปัจจัยด้านรายได้ อายุ การศึกษา ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การประเมินคุณค่า และทัศนคติของผู้บริโภค มีอิทธิพลสูงต่อกลุ่มไม่รู้จักตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ในขณะที่กลุ่มที่รู้จักตราสัญลักษณ์ จะเน้นที่การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ และความเหมาะสมของราคา</p>
สมศักดิ์ ขันทองคำ*
พัชรี ผาสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
213
237
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาลกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยที่จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/288384
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับการเปิดเผยข้อมูลของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมในหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings โดยประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีรายชื่ออยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน THSI และรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระหว่างปี พ.ศ. 2564-2566 จำนวน 324 ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า การเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ และบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมในหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings มีการเปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปี และรายงานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านสังคม และด้านที่มีการเปิดเผยน้อยที่สุดคือ ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งมีแนวโน้มการเปิดเผยเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเปิดเผยข้อมูล ESG กับ ROA และความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเปิดเผยข้อมูล ESG กับ ROE ผลการศึกษาในครั้งนี้ให้ประโยชน์ และเป็นข้อมูลสำหรับนักลงทุน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใช้ในการตัดสินใจเลือกลงทุน โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสามารถชักจูงให้บริษัทต่างๆ ให้ความสนใจกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการดึงดูดนักลงทุนในการลงทุนในกลุ่มหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings เพิ่มมากขึ้น</p>
วีระวรรณ ศิริพงษ์*
รจนา ขุนแก้ว
นริศรา ศรีรุจี
เปรมกมล ค้อชากุล
พรสุภา แข้โส
ธร แนบเนีย
วัชรี จรูญวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
238
259
-
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหาและปัจจัยร่วม ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่าน Live Stream Commerce บน Facebook Platform ในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/290835
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่าน Live Stream Commerce บนแพลตฟอร์ม Facebook ของผู้บริโภค Generation Y ในประเทศไทย และ (2) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหา ลักษณะการสื่อสาร และการรับรู้ความเป็นธรรมด้านราคาที่มีต่อการรับรู้ความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ และความไว้วางใจในแบรนด์ออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่าน Live Stream Commerce บน Facebook ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภค Generation Y (จำนวน 800 คน) เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนจากจังหวัดที่มีสัดส่วนประชากร Generation Y สูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิจัยพบว่า ค่าดัชนีฟิตของโมเดลมีความเหมาะสม (chi-square = 353.488, df=185, chi-square/df=1.911, P-value=.000, RMSEA=.034, CFI=.996 TLI=.989, GFI=.972, AGFI=.924, RMR=.010 HOELTER=493) ลักษณะการสื่อสารส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ความเพลิดเพลิน การตลาดเชิงเนื้อหามีอิทธิพลต่อความพึงพอใจและความไว้วางใจในแบรนด์ออนไลน์ ขณะที่การรับรู้ความเป็นธรรมด้านราคาส่งผลต่อความพึงพอใจ นอกจากนี้ ยังพบว่า การรับรู้ความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ และความไว้วางใจในแบรนด์ออนไลน์มีอิทธิพลโดยตรงต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่าน Live Stream Commerce บน Facebook อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ลักษณะการสื่อสารที่มีลักษณะโต้ตอบ สนุกสนาน และเป็นมิตรทำให้เกิดการรับรู้ความเพลิดเพลินของผู้บริโภค ประกอบกับการออกแบบการตลาดเชิงเนื้อหาอย่างมีคุณภาพสามารถกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้</p>
อัชญา กล้าเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2
260
291
-
บทบรรณาธิการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jms_ubu/article/view/305981
<p>วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฉบับที่ 2 ของปีที่ 15 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) ประกอบด้วยบทความวิจัยจำนวนทั้งสิ้น 12 บทความ ซึ่งสะท้อนประเด็นสำคัญทางบริหารธุรกิจในบริบทปัจจุบัน ทั้งด้านการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การจัดการ ผู้ประกอบการและเทคโนโลยี การเงิน การบัญชี ธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ตลอดจนการท่องเที่ยว บริการและการพัฒนาชุมชน โดยสามารถจัดกลุ่มสาระสำคัญได้เป็น 4 ด้าน ดังนี้</p> <p>บทความวิจัยกลุ่มแรกมุ่งเน้นด้านการตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ประกอบด้วยบทความเรื่อง รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหาและปัจจัยร่วมที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่าน Live Stream Commerce บน Facebook Platform ในประเทศไทย โดย อัชญา กล้าเวช พบว่า ลักษณะการสื่อสารส่งผลต่อการรับรู้ความเพลิดเพลิน การตลาดเชิงเนื้อหาส่งผลต่อความพึงพอใจและความไว้วางใจในแบรนด์ออนไลน์ ส่วนการรับรู้ความเป็นธรรมด้านราคาส่งผลต่อความพึงพอใจ โดยความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ และความไว้วางใจในแบรนด์ออนไลน์ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อผ่าน Facebook Live Stream Commerce ของผู้บริโภค Generation Y</p> <p>บทความเรื่อง การศึกษาการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ฉลากติดตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ของผู้บริโภคในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย สมศักดิ์ ขันทองคำ และพัชรี ผาสุข พบว่า ผู้บริโภคซื้อสินค้าเฉลี่ย 3 ครั้งต่อเดือน มูลค่าเฉลี่ย 998 บาทต่อครั้ง โดยกลุ่มที่ไม่รู้จักตราสัญลักษณ์ให้ความสำคัญกับรายได้ อายุ การศึกษา ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การประเมินคุณค่า และทัศนคติ ส่วนกลุ่มที่รู้จักตราสัญลักษณ์ให้ความสำคัญกับการทดลองใช้ คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ และความเหมาะสมของราคาในการตัดสินใจซื้อ</p> <p>บทความเรื่อง อิทธิพลของการรับรองโดยบุคคลที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ประเทศต้นกำเนิดต่อความตั้งใจซื้อเครื่องสำอางเกาหลีของผู้บริโภคหญิงชาวไทย โดย นันทิญา ช้างหิน และภิญรดา เมธารมณ์ พบว่า ภาพลักษณ์ประเทศต้นกำเนิด รวมถึงความน่าไว้วางใจ ความเชี่ยวชาญ และความน่าดึงดูดใจของบุคคลที่มีชื่อเสียง ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อเครื่องสำอางเกาหลีของผู้บริโภคหญิงชาวไทย โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของประเทศเกาหลีด้านคุณภาพและนวัตกรรม ตลอดจนคุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและแรงจูงใจในการซื้อ</p> <p>บทความเรื่อง อิทธิพลของความผูกพันและบุพปัจจัยที่นำไปสู่ความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการบน<br>แอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิ่ง โดย พงศ์ศรัณย์ วงศ์ชนเดช พบว่า การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านความผูกพันของลูกค้า โดยความผูกพันของลูกค้ามีบทบาทสำคัญต่อความตั้งใจใช้งานแบบเสียค่าบริการอย่างต่อเนื่อง</p> <p>บทความวิจัยกลุ่มที่สองมุ่งเน้นด้านการจัดการ ผู้ประกอบการ และเทคโนโลยี ประกอบด้วยบทความเรื่อง พลวัตแห่งผู้ประกอบการ: การเชื่อมโยงแนวคิดเชิงผู้ประกอบการกับการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ โดย สรวงอัยย์ อนันทวิจักษณ์ พบว่า พลวัตแห่งผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางความคิด การเรียนรู้เชิงคล่องตัว ความสามารถด้านนวัตกรรม ภาวะผู้นำและบรรยากาศองค์การ ขีดความสามารถเชิงพลวัต และฐานระเบียบวิธี โดยแนวคิดเชิงผู้ประกอบการมีอิทธิพลต่อการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการผ่านการเรียนรู้และนวัตกรรม ขณะเดียวกัน การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการสามารถย้อนกลับไปหล่อหลอมแนวคิดเชิงผู้ประกอบการได้ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์เชิงพลวัตแบบสองทาง</p> <p>บทความเรื่อง ความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย กนกเนตร เปรมปรี และพัสกร สิงห์โต พบว่า การรับรู้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลเชิงบวกต่อความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยี และความเข้มข้นในการใช้เทคโนโลยีส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัท โดยบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสูงมีผลการดำเนินงานสูงกว่าบริษัทที่ใช้ในระดับต่ำ</p> <p>บทความวิจัยกลุ่มที่สามมุ่งเน้นด้านการเงิน การบัญชี ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ประกอบด้วยบทความเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings โดย วีระวรรณ ศิริพงษ์ และคณะ พบว่า การเปิดเผยข้อมูล ESG มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ (ROE) อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด รองลงมาคือด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาลน้อยที่สุด ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลทั้งสามด้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี</p> <p>บทความเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างคณะกรรมการกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดย ษิรินุช นิ่มตระกูล และอพิชญา จงกล พบว่า ขนาดคณะกรรมการและสัดส่วนกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชีมีความสัมพันธ์<br>เชิงบวกกับ ROE ขณะที่สัดส่วนกรรมการอิสระและกรรมการเพศหญิงมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ ROE ส่วนค่าตอบแทนคณะกรรมการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ Tobin’s Q แต่สัดส่วนกรรมการอิสระและจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ Tobin’s Q อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>บทความเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเงินทุนหมุนเวียนของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย โดย ภิญญดา ท้วมทอง และคณะ พบว่า อัตราการเติบโตของเงินทุนมีอิทธิพลเชิงบวกต่อเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ ขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนและขนาดของสหกรณ์มีอิทธิพลเชิงลบ ส่วนอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ อัตราการเติบโตของรายได้ และอัตราการเติบโตของกำไรไม่มีอิทธิพลต่อเงินทุนหมุนเวียนสุทธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>บทความเรื่อง พลวัตของการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน: พฤติกรรมทางการเงิน ความรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ทางการเงิน โดยมีบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินเป็นตัวแปรคั่นกลางในประเทศไทย โดย ธนาภิญญ์ อัตตฤทธิ์ พบว่า พฤติกรรมทางการเงิน ความรู้ทางการเงิน และความรู้ด้านสุขภาพมีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการ<br>วางแผนการเกษียณอายุทางการเงิน ขณะที่พฤติกรรมทางการเงินและความรู้ทางการเงินยังมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงิน ทั้งนี้ บทบาทของที่ปรึกษาทางการเงินเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงินสูงที่สุด และแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการวางแผนการเกษียณอายุทางการเงินได้ร้อยละ 79.0</p> <p>บทความวิจัยกลุ่มที่สี่มุ่งเน้นด้านการท่องเที่ยว บริการ และการพัฒนาชุมชน ประกอบด้วยบทความเรื่อง อัตลักษณ์และแนวทางการคงเสน่ห์อัตลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ ตลาดท่าแพท่าสาป จังหวัดยะลา โดย อัปสร อีซอ และคณะ พบว่า พื้นที่ตำบลท่าสาปมีอัตลักษณ์สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ท่าแพเมืองเก่า บ้านปะจูฮัจญ์ยี ลูโบ๊ะดีแย อาคารเรือสำนักงานเทศบาลตำบลท่าสาป และนมแพะ โดยเสนอให้คงเสน่ห์อัตลักษณ์เหล่านี้ผ่านการจัดเทศกาลที่เชื่อมโยงกับเรื่องราว วิถีชีวิต อาหาร และสถานที่สำคัญของชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในตลาดท่าแพท่าสาป</p> <p>บทความเรื่อง โมเดลเชิงโครงสร้างของการรับรู้คุณภาพบริการ ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และความภักดีต่อจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต โดย นงค์รัตน์ แสนสมพร และคณะ พบว่า โปรแกรมและความเป็นเอกลักษณ์ของสปามีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้คุณภาพโดยรวม ขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกและพนักงานไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การรับรู้คุณภาพโดยรวมและประสบการณ์การท่องเที่ยวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความภักดีต่อจุดหมายปลายทาง โดยประสบการณ์การท่องเที่ยวเป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างการรับรู้คุณภาพโดยรวมกับความภักดีต่อจุดหมายปลายทาง</p> <p>โดยภาพรวม บทความในวารสารฉบับนี้ครอบคลุมองค์ความรู้ทางบริหารธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การจัดการและการใช้เทคโนโลยี การเงิน ธรรมาภิบาลและความยั่งยืน ไปจนถึงการท่องเที่ยว บริการและการพัฒนาชุมชน</p> <p>กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความในวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา นักวิชาการ ผู้ประกอบการ ผู้บริหารองค์กร และผู้สนใจด้านบริหารธุรกิจ ในการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ</p>
กนกกานต์ เทวาพิทักษ์ คุคค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
15 2