https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/issue/feed
วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2026-06-27T13:39:55+07:00
ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์
laubujournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong></p> <p> เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ</p> <p> ได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 ในกลุ่ม <strong>TCI 2</strong></p> <p> โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Academic article) <br /> และเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ <strong>ISSN 3057-1499 (Online)<br /></strong> ตั้งแต่ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป</p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-center para-style-body"><span class="S1PPyQ"> วารสารเก็บค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ ภายหลังผ่านการกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการ (Initial review) ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ (Peer review) 3,000 บาท/บทความ ตั้งแต่ 13 เมษายน 2566 เป็นต้นไป </span><strong><span class="S1PPyQ">ทั้งนี้ วารสารฯ ขอแจ้งยกเว้นค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ สำหรับบทความที่ส่งเข้าระบบ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569</span></strong></p> <p><strong> </strong><strong>ความเป็นมา</strong></p> <p> คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นคณะที่ผลิตบุคลากรทางด้านศิลปศาสตร์ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ทางด้านสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง คณะฯ จึงได้จัดทำวารสารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยวารสารฉบับแรกได้จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการสู่สังคมในวงกว้าง</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/289444
ประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
2025-09-21T09:37:24+07:00
กัณฐิกา มาวัน
m.kanthiak@kkumail.com
ศานิตย์ ศรีคุณ
sanitsrikoon@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญมีความบกพร่องทางการมองเห็นจำนวน 5 คน ซึ่งเป็นนักเรียนเรียนรวมทั้งหมดของโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และเครื่องบันทึกเสียง โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามประเภทการเรียนรู้ของผู้เรียนตามทฤษฎีการเรียนรู้ของกานเย (Gagné) ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ (1) ทักษะทางปัญญา ได้แก่ ความสามารถในการจำแนกแยกแยะและทักษะด้านภาษา (2) กลวิธีในการเรียนรู้ ได้แก่ การเลือกใช้วิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของตน (3) สมรรถภาพในการเรียนรู้ข้อเท็จจริง เช่น ความสามารถในการจดจำข้อมูลและเนื้อหาด้วยวิธีเฉพาะตน (4) ทักษะการเคลื่อนไหวที่พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และ (5) เจตคติในเชิงบวกต่อการเรียนรู้ การดำรงชีวิต และการพึ่งพาตนเองร่วมกับการขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดทางร่างกาย โดยอาศัยกลวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ความเชื่อมั่นในตนเอง และเจตคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ ผลการศึกษานี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพเฉพาะบุคคลของผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทของการเรียนรวม นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมในระยะยาว</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/296287
แรงงานเสี่ยงใน “โรงงานสังคม”: การขูดรีดและการตอบโต้ของแรงงานแพลตฟอร์มส่งอาหารในเมืองอุตสาหกรรม
2026-01-22T11:51:05+07:00
พฤกษ์ เถาถวิล
preuk.t@ubu.ac.th
<p>บทความนี้นำแนวคิดโรงงานสังคม (social factory) ของ Mario Tronti มาทำความเข้าใจงานและชีวิตของแรงงานแพลตฟอร์มส่งอาหาร (ไรเดอร์) ในเมืองอุตสาหกรรม โดยตั้งคำถามว่า เมืองอุตสาหกรรมในฐานะโรงงานสังคมก่อรูปขึ้นอย่างไร ไรเดอร์สร้างมูลค่าและถูกขูดรีดผ่านกระบวนการสกัดมูลค่าส่วนเกินอย่างไร และไรเดอร์ตอบโต้ต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้อย่างไร บทความมีที่มาจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสอบถามไรเดอร์ 65 ราย การสัมภาษณ์เชิงลึกไรเดอร์ 12 ราย และนักสหภาพแรงงาน 2 ราย รวมทั้งการสังเกตการณ์ทั้งแบบมีและไม่มีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของไรเดอร์ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนกันยายน 2567 ถึงมีนาคม 2568 บทความแสดงให้เห็นว่า ไรเดอร์เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของ “แรงงานเสี่ยงในโรงงานสังคม” กล่าวคือ เป็นแรงงานที่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ต้องแบกรับความเสี่ยงที่ทุนผลักภาระมาให้ และเป็นผู้สร้างมูลค่าภายในวงจรการผลิต–การกระจาย–การแลกเปลี่ยน–การบริโภค ภายใต้ระบบทุนนิยมร่วมสมัยที่ตรรกะและความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบโรงงานได้แผ่ขยายออกไปครอบงำทั้งสังคม ดังนั้นบทความจึงเสนอให้ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” เป็นวาระทางนโยบายในฐานะกลไกกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อคุ้มครองแรงงานเสี่ยงอย่างไรเดอร์ และแรงงานเสี่ยงกลุ่มอื่น ๆ</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/292090
การพัฒนาเชิงพื้นที่: การตอบโต้ของท้องถิ่นและนัยเชิงนโยบายจากโครงการสะพานเศรษฐกิจภายใต้การขับเคลื่อนแบบรวมศูนย์ กรณีจังหวัดระนอง
2026-01-22T15:07:06+07:00
วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย
p.wipawadee@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโครงการสะพานเศรษฐกิจภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ โดยเน้นกรณีจังหวัดระนอง ในฐานะตัวอย่างของนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม 2) วิพากษ์กระบวนการกำหนดนโยบายและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งขาดการเชื่อมโยงกับบริบทเฉพาะของพื้นที่และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน และ 3) เสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และหลักความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ การศึกษานี้ประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการพัฒนาเชิงพื้นที่และความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ ควบคู่กับระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินโครงการสะพานเศรษฐกิจภายใต้โครงสร้างนโยบายแบบรวมศูนย์จากส่วนกลาง และการจำกัดพื้นที่การมีส่วนร่วมของสาธารณะในกระบวนการตัดสินใจ ไม่เพียงทำให้ความเปราะบางทางนิเวศและสังคมทวีความรุนแรงขึ้น หากยังนำไปสู่การผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และลดทอนศักยภาพของท้องถิ่นในการกำหนดอนาคตของตนเอง นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะดังกล่าวยังนำไปสู่การตอบโต้ของภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากอยู่ในกระบวนการพัฒนาไทยมาอย่างต่อเนื่อง บทความนี้เสนอว่า การบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่เป็นธรรมไม่อาจอาศัยเพียงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเท่านั้น หากต้องดำเนินควบคู่กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกระบวนการกำหนดนโยบาย ไปสู่การให้ความสำคัญกับศักยภาพของพื้นที่ ความรู้ท้องถิ่น และสิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนพัฒนาและการจัดการพื้นที่</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/293622
พื้นที่ทางเพศในภูมิทัศน์หมอลำ: ปฏิบัติการ “แล่นไม้” ของเกย์อีสาน
2025-10-17T12:53:07+07:00
พงศธร กันทวงค์
phongsathon.ka.2002@gmail.com
<p>พื้นที่ทางเพศในภูมิทัศน์หมอลำ: ปฏิบัติการ “แล่นไม้” ของเกย์อีสาน ได้พยายามศึกษาการ “แล่นไม้” ของ “เกย์” ในงานหมอลำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของพื้นที่ทางกายภาพกับพื้นที่ทางเพศของเกย์ในงานหมอลำ และ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแสวงหาการมีเพศสัมพันธ์ของเกย์ในพื้นที่งานหมอลำผ่านการใช้รหัสทางเพศและกลยุทธ์การนัดหมายที่ใช้ งานนี้อธิบายถึงความสัมพันธ์ในทางกายภาพของพื้นที่และพิจารณาพื้นที่ในฐานะการถูกให้หรือสร้างความหมายใหม่ผ่านปฏิบัติการทางเพศ พร้อมกับศึกษากลยุทธ์และรหัสทางเพศที่ถูกใช้ในงานหมอลำโดยเกย์ซึ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษา ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์แบบกลุ่ม และวิธีวิจัยแบบ “อัตชาติพันธุ์วรรณนา” ผ่านการเป็นคนใน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงการเกิดพื้นที่ทับซ้อนระหว่างพื้นที่ทางเพศกับพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิง พร้อมกับการต่อสู้ต่อรองและช่วงชิงความหมายพื้นที่ใหม่เพื่อท้าทายความหมายเดิมที่ศักดิ์สิทธิ์ของสังคมที่นิยามให้กับพื้นที่ การใช้กลยุทธ์และรหัสทางเพศถูกสร้างขึ้นและรับรู้กันในกลุ่ม นอกจากนี้ ยังพบว่าแม้พื้นที่หมอลำจะโอบรับความหลากหลายทางเพศ แต่ในพื้นที่ของเกย์ยังคงมีการยึดระบบสองเพศและชายเป็นใหญ่อยู่ งานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มมิติการศึกษา “เกย์” ให้ออกจากพื้นที่เมืองหลวงและพยายามวิพากษ์เพศสถานะที่มีความซับซ้อน</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/296389
การบูรณาการศาสตร์ผ่านการเรียนรู้แบบคิดเป็นปฏิบัติจริงสำหรับเยาวชนชุมชนพื้นที่ห่างไกลเพื่อธำรงอัตลักษณ์วัฒนธรรมพื้นเมืองในสังคมเมืองอุบัติใหม่
2026-04-03T14:34:50+07:00
มณฑล อ้นวันนา
monton_on@cmu.ac.th
ชรินทร์ มั่งคั่ง
charin.mangkhang@cmu.ac.th
กฤติภัทร สระทองชุน
kittiphat_sra@cmu.ac.th
วรรณวิลัย แซ่ย่าง
mju6630101339@mju.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบนิเวศการเรียนรู้แนวชาติพันธุ์ศาสตร์สำหรับเยาวชนชุมชนพื้นที่ห่างไกลเพื่อธำรงอัตลักษณ์วัฒนธรรมพื้นเมือง และ 2) เพื่อถอดบทเรียนการศึกษาบูรณาการศาสตร์ผ่านการเรียนรู้แบบคิดเป็นปฏิบัติจริงสำหรับเยาวชนในบริบทสังคมเมืองอุบัติใหม่ การวิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ภายใต้กรอบการถอดบทเรียนและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยเยาวชนชาติพันธุ์ 20 คน คณะทำงาน 10 คน ภูมิปัญญาชนชาติพันธุ์ และภาคีเครือข่ายในชุมชนเมืองเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ชิ้นงานสื่อและผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม และเวทีสะท้อนคิด นำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงตีความโดยใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า สามารถออกแบบนิเวศการเรียนรู้เชิงชาติพันธุ์ศาสตร์ได้ 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าไปอยู่ในโลกของชุมชน การตีความวัฒนธรรมเชิงบูรณาการ การระบุความท้าทายของชุมชน การออกแบบโครงการร่วมกับชุมชน การลงมือทำเพื่อชุมชน ไปจนถึงการสะท้อนคิดเพื่อสร้างความหมาย กระบวนการดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอัตลักษณ์วัฒนธรรม ความภาคภูมิใจ ทักษะคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การจัดการโครงการ และการผลิตสื่อวัฒนธรรมร่วมสมัยแก่เยาวชน ในระดับชุมชนก่อให้เกิดการฟื้นฟูประเพณี การถ่ายทอดภูมิปัญญาระหว่างวัย และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ ขณะที่ระดับสังคมก่อให้เกิดพื้นที่สาธารณะและสื่อวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ พื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้และความยืดหยุ่นของกิจกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาเยาวชนให้เหมาะสมกับนโยบายการศึกษาพื้นเมืองและการธำรงอัตลักษณ์วัฒนธรรมพื้นถิ่นให้สอดคล้องกับกรอบ SDG เป้าหมายที่ 4 อย่างมีความหมาย</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/298320
แนวทางพัฒนาทักษะมัคคุเทศก์ภาษาญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมนำเที่ยว: กรณีศึกษากิจกรรมมัคคุเทศก์ภาษาญี่ปุ่น
2026-04-08T08:36:57+07:00
ชาคริยา ชุมมวล
chakhariya.c@ubu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการประเมินตนเองของนักศึกษาหลังเข้าร่วมกิจกรรมนำเที่ยว สำรวจความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนักศึกษา และเสนอแนวทางพัฒนาทักษะมัคคุเทศก์ภาษาญี่ปุ่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 30 คน และนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น 19 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมนำเที่ยวพื้นที่อีสานใต้ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินตนเองและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาประเมินความสามารถในการดูแลนักท่องเที่ยว ในระดับสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.89) และประเมินความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยและสถานที่ท่องเที่ยว ในระดับต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.81) ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น พบว่าพึงพอใจด้านความเป็นมิตรและการให้บริการของมัคคุเทศก์ ในระดับสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.89) และพึงพอใจด้านความรู้และการอธิบายของมัคคุเทศก์ ในระดับต่ำที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.26) ข้อมูลเชิงคุณภาพพบว่านักศึกษาได้พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นและความกล้าแสดงออกเพิ่มเติม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเสนอให้ปรับปรุงด้านการสื่อสารและทักษะภาษาญี่ปุ่น เทคนิคการสื่อสารของมัคคุเทศก์ และการบริหารจัดการเวลา จากผลการศึกษา ผู้วิจัยเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะมัคคุเทศก์ภาษาญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมนำเที่ยว 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการสื่อสารแบบฉับพลัน (2) การเสริมสร้างเทคนิค การนำเที่ยว และ (3) การยกระดับการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยจิตบริการ อย่างไรก็ตาม แม้กิจกรรมนำเที่ยวภายใต้กรอบแนวคิดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) นี้จะช่วยเสริมทักษะการดูแลนักท่องเที่ยวและเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพัฒนาความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและความสามารถในการอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นได้อย่างมืออาชีพ สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างการฝึกปฏิบัติในรายวิชากับมาตรฐานการทำงานของมัคคุเทศก์จริง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นเพื่อการท่องเที่ยวต่อไป</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/297531
เอกลักษณ์และกลยุทธ์การสร้างเนื้อหาของนักรีวิวภาพยนตร์แพลตฟอร์ม TikTok กรณีศึกษาช่อง Pizza Movie
2026-04-27T11:58:35+07:00
อภิสรา ยุทธโรจน์
apisara.yu@ssru.ac.th
<p>ในบริบทของสื่อสังคมออนไลน์ปัจจุบัน งานวิจัยเกี่ยวกับนักรีวิวภาพยนตร์บนแพลตฟอร์ม TikTok ยังขาดการอธิบายถึงเอกลักษณ์และกลยุทธ์ของผู้สร้างเนื้อหาที่สร้างความโดดเด่น ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการสื่อสารกับลักษณะเฉพาะของแพลตฟอร์มดิจิทัล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเอกลักษณ์และกลยุทธ์การสร้างเนื้อหาของนักรีวิวภาพยนตร์แพลตฟอร์ม TikTok กรณีศึกษาช่อง Pizza Movie เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) จากวิดีโอรีวิวภาพยนตร์ของช่องที่มียอดรับชมตั้งแต่ 10 ล้านครั้งขึ้นไป ผลการวิจัยพบว่าช่อง Pizza Movie มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านการเล่าเรื่องโดยใช้เสียงเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร สามารถถ่ายทอดอารมณ์และทัศนคติต่อภาพยนตร์ผ่านน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางได้อย่างชัดเจน ร่วมกับการใช้องค์ประกอบภาพและการตัดต่อที่ช่วยเสริมความเข้าใจ เนื้อหามีลักษณะกระชับ สอดคล้องกับรูปแบบวิดีโอสั้นของแพลตฟอร์ม TikTok และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้ตั้งแต่ช่วงต้นของคลิป นอกจากนี้ ยังพบว่าเนื้อหามีการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมด้วยคำบรรยายที่เข้าใจง่าย เข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายกลุ่ม และมีความเป็นเอกลักษณ์จากการเชื่อมโยงประเด็นใกล้ตัวกับภาพยนตร์ รวมถึงมีการใช้แฮชแท็กและช่วงเวลาในการเผยแพร่วิดีโอที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เอกลักษณ์ของผู้สร้างเนื้อหาบน TikTok ไม่ได้เกิดจากตัวตนหรือสไตล์เฉพาะบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกับโครงสร้าง วัฒนธรรม และพฤติกรรมการรับชมของแพลตฟอร์ม TikTok ทั้งในด้านรูปแบบวิดีโอ การเล่าเรื่อง จังหวะการนำเสนอ และการกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารของผู้ผลิตเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สร้างเนื้อหาสามารถสร้างความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้ในบริบทของสื่อสังคมออนไลน์ร่วมสมัย</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/295581
ถอดรหัสบุคลิกภาพและจิตวิทยาการออกแบบ ตัวละครหลัก Tangled
2026-03-02T08:14:41+07:00
กมลวรรณ พรเจริญ
kamolwan.po.65@ubu.ac.th
ชญานิศ นิตรักษ์
chayanit.ni.65@ubu.ac.th
มัธยา ธานี
matthaya.t@ubu.ac.th
ศรายุทธ กุลราช
sarayut.k@ubu.ac.th
<p>งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มุ่งวิเคราะห์การออกแบบตัวละครในแอนิเมชัน Tangled ตามแนวคิดดัชนีชี้วัดประเภทบุคลิกภาพ MBTI ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ จิตวิทยาสี และผลของการออกแบบตัวละครต่อการเล่าเรื่อง ผู้วิจัยศึกษา 5 ตัวละครหลัก ได้แก่ ราพันเซล ฟลินน์ ไรเดอร์ แม่เลี้ยงกอเธล พาสกาล และแม็กซิมัส โดยสุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า การออกแบบตัวละครสะท้อนบุคลิกภาพ แรงจูงใจ และอารมณ์ที่แตกต่างกัน ช่วยกำหนดบทบาทและความสัมพันธ์ ผลการศึกษาตาม 1) แนวคิด MBTI พบว่า ราพันเซลสะท้อน ENFP “นักรณรงค์” ช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวก ฟลินน์สะท้อน ISTP “ผู้มีความสามารถโดดเด่น” ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเรื่องด้วยเหตุผลและการลงมือปฏิบัติ กอเธลสะท้อน ESFJ “ผู้ให้คำปรึกษา” เป็นแรงผลักดันและสร้างความขัดแย้ง พาสกาลสะท้อน INFP “ผู้ไกล่เกลี่ย” ช่วยสนับสนุนและสร้างสมดุลทางอารมณ์ แม็กซิมัสสะท้อน ISTJ “นักคำนวณ” ช่วยสร้างอุปสรรคและความตึงเครียด 2) ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ พบว่า ราพันเซลและฟลินน์เติบโตตามลำดับขั้นความต้องการ ส่งผลต่อแกนหลัก แรงขับเคลื่อนเรื่อง และการพัฒนาความสัมพันธ์ กอเธลติดกับความต้องการความปลอดภัย ส่งผลต่อการสร้างอุปสรรค พาสกาลเติมเต็มทุกความต้องการ ส่งผลต่อการสนับสนุนและสร้างสมดุลทางอารมณ์ แม็กซิมัสบรรลุความต้องการสูงสุดและกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง 3) จิตวิทยาสี พบว่า ราพันเซลเน้นโทนสว่าง ได้แก่ ม่วงอ่อน เหลืองทอง และเขียว เพื่อเน้นบทบาทและพัฒนาการ ฟลินน์เน้นสีธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าอมเขียว น้ำตาล และขาว สะท้อนบทบาทและการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์ กอเธลเน้นสีมืดอย่างแดงเข้ม สื่อถึงความขัดแย้งกับราพันเซล พาสกาลเน้นสีเขียวแทนความซื่อสัตย์ แดงแทนความโกรธ ม่วงแทนความสงบ และส้มแทนอันตราย เพื่อสื่อความลึกทางอารมณ์ แม็กซิมัสเน้นโทนสว่าง คือ ขาวเแทนความถูกต้อง บลอนด์อ่อนแทนความสง่างาม น้ำตาลแทนความน่าเชื่อถือ ทองแทนเกียรติยศ และน้ำเงินอ่อนแทนความฉลาด สะท้อนพัฒนาการและความขัดแย้งกับฟลินน์</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/289967
ลักษณะภาษาไทยสมัยอยุธยา: ศึกษาจากบันทึกรายวัน ของออกพระวิสุทธสุนธร (โกษาปาน)
2025-09-25T17:03:08+07:00
สุภัคธัช สุธนภิญโญ
suphakkhathat.su@ssru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะภาษาไทยสมัยอยุธยา กลุ่มข้อมูลคือบันทึกรายวันของออกพระวิสุทธสุนธร (โกษาปาน) จำนวน 68 หน้า ใช้แนวคิดการเปลี่ยนแปลงของภาษา (Language change) เป็นกรอบการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ด้านอักขรวิธีมีความลักลั่นทั้งการใช้พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเครื่องหมาย ด้านคำศัพท์พบเฉพาะการสูญศัพท์ ด้านความหมายพบลักษณะความหมายแคบเข้า ความหมายย้ายที่ และความหมายสื่อไปในทางลบ ด้านไวยากรณ์พบการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของคำและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงแต่ละด้านมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงด้านอื่นซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงภายใน (Internal change) ส่วนการเปลี่ยนแปลงภายนอก (External change) พบการใช้คำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบลักษณะเด่น ได้แก่ การใช้สำนวน การใช้คำเชื่อม การใช้คำซ้อน ที่แสดงให้เห็นลักษณะของภาษาไทยสมัยอยุธยาได้ชัดเจนขึ้น</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/298311
กลวิธีการแปลชื่อเรื่องจากภาษาญี่ปุ่น-ภาษาไทย: กรณีศึกษา นวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ผลงานนักเขียน ฮิงาชิโนะ เคโงะ
2026-03-27T08:35:11+07:00
วีระพล คงศรี
wiraphon.kh.65@ubu.ac.th
ภัทรพล วะรามิตร
phattharaphon.wa.65@ubu.ac.th
อรรถญาณ จูมจันทร์
attayarn.jo.65@ubu.ac.th
สุทธิดา พันธุ์โคตร
suttida.p@ubu.ac.th
วนัสนันทน์ สุกทน
wanatsanan.s@ubu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลชื่อเรื่องจากภาษาญี่ปุ่น-ภาษาไทย กรณีศึกษานวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ผลงานนักเขียน ฮิงาชิโนะ เคโงะ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากสำนักพิมพ์ที่ได้แปลและจัดจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 9 สำนักพิมพ์ ได้แก่ สำนักพิมพ์ไดฟุกุ สำนักพิมพ์น้ำพุ สำนักพิมพ์ Biblio สำนักพิมพ์ JClass สำนักพิมพ์ Hummingbooks Publishing สำนักพิมพ์ Maxx Publishing แพรวสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ Page Publishing และสำนักพิมพ์ Nation Books (NB Horror) ในช่วงปีค.ศ. 2017 – 2024 รวมทั้งสิ้น 70 เรื่อง การวิเคราะห์ในงานชิ้นนี้ อ้างอิงกลวิธีการแปลที่พบในงานของรุสนี มะแซ และคณะ (Masae et al, 2018) เป็นหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ามีการใช้กลวิธีการแปล 7 วิธี โดยกลวิธีที่พบมากที่สุด คือ การแปลตรงตัวทั้งข้อความและไม่มีเสริมภาษาไทย จำนวน 21 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 30 ชี้ให้เห็นว่าการแปลแบบตรงตัวเป็นกลวิธีที่ใช้มากที่สุดในการแปลชื่อเรื่องนวนิยายญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย ทั้งนี้สามารถอธิบายได้จากลักษณะเฉพาะของชื่อเรื่องนวนิยายที่มักมีรูปแบบสั้น กระชับ และสะท้อนเจตนารมณ์หรืออัตลักษณ์ของผู้เขียน โดยเฉพาะผลงานแนวสืบสวนสอบสวนของฮิงาชิโนะ เคโงะ ซึ่งมักตั้งชื่อเรื่องด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่แฝงนัยยะชวนให้ค้นหา ความกระชับของชื่อเรื่องดังกล่าวเอื้อต่อการถ่ายทอดความหมายผ่านการแปลแบบตรงตัวโดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมากนัก อีกทั้งนวนิยายเป็นสื่อที่พึ่งพาการรับรู้ผ่านภาษาและจินตนาการของผู้อ่านเป็นสำคัญ การแปลแบบตรงตัวจึงช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านตีความและสร้างความหมายจากตัวบทได้ด้วยตนเอง และเป็นการสร้างความมั่นใจว่าผู้อ่านฉบับแปลจะได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกันกับต้นฉบับ อีกทั้งกลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความคุ้นเคยและความเข้าใจต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้น สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้อ่านในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้แปลมีแนวโน้มเลือกใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อ่านที่ต้องการฉบับแปลที่ยังคงรักษาความหมาย อรรถรส และอัตลักษณ์ของผู้เขียนตามต้นฉบับ ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้อ่านฉบับแปลได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกันกับต้นฉบับมากเท่าที่จะเป็นไปได้</p>
2026-06-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี