https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/issue/feed
วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2025-12-17T11:09:58+07:00
รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์
laubujournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong></p> <p> เป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ</p> <p> ได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 5 พ.ศ. 2568-2572 ในกลุ่ม <strong>TCI 2</strong></p> <p> โดยเปิดรับบทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Academic article) <br /> และเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ <strong>ISSN 3057-1499 (Online)<br /></strong> ตั้งแต่ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป</p> <p class="_04xlpA direction-ltr align-center para-style-body"><span class="S1PPyQ"> วารสารเก็บค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ ภายหลังผ่านการกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการ (Initial review) ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ (Peer review) 3,000 บาท/บทความ ตั้งแต่ 13 เมษายน 2566 เป็นต้นไป </span><strong><span class="S1PPyQ">ทั้งนี้ วารสารฯ ขอแจ้งยกเว้นค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความ สำหรับบทความที่ส่งเข้าระบบ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569</span></strong></p> <p><strong> </strong><strong>ความเป็นมา</strong></p> <p> คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นคณะที่ผลิตบุคลากรทางด้านศิลปศาสตร์ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ทางด้านสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาและแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง คณะฯ จึงได้จัดทำวารสารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ โดยวารสารฉบับแรกได้จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการสู่สังคมในวงกว้าง</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/288023
การปรับตัวทางวัฒนธรรมและการสร้างตัวตน ในภาพยนตร์หลานม่า
2025-05-16T08:59:28+07:00
เจตสิทธิ์ คำศรี
jettasit.k64@ubu.ac.th
ศราวุธ นนท์ศิริ
sarawut.n64@ubu.ac.th
พฤกษพรรณ บรรเทาทุกข์
pruksapan.b@ubu.ac.th
ราม ประสานศักดิ์
prasansr@ubu.ac.th
<p>การศึกษานี้วิเคราะห์กลยุทธ์การปรับตัวทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนรุ่นที่สอง สาม และสี่ ผ่านทฤษฎีการปรับตัวทางวัฒนธรรมของ (acculturation theory) ของจอห์น แบร์รี (John W. Berry) และแนวคิดพื้นที่ที่สาม (third space) ของโฮมิ บาบา (Homi Bhabha) โดยใช้ภาพยนตร์ <em>หลานม่า </em>(2567) เป็นกรณีศึกษา การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์ข้อความจากบทสนทนาและฉากต่างๆ เพื่อสำรวจแนวทางการปรับตัวทางวัฒนธรรมและพื้นที่ที่สามในแง่ของการใช้ภาษาและการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ผลการศึกษาพบว่าตัวละครชาวไทยเชื้อสายจีนใช้กลยุทธ์การปรับตัวที่แตกต่างกัน รุ่นที่สองใช้วิธีการผสมผสานวัฒนธรรมจีนเข้ากับวัฒนธรรมไทย (integration) รุ่นที่สามมักใช้กลยุทธ์การผสมผสานทางวัฒนธรรมในบริบทครอบครัว แต่มีแนวโน้มที่จะใช้กลยุทธ์การกลมกลืน (assimilation) ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการทำงานหรือที่เป็นทางการ ส่วนรุ่นที่สี่มุ่งเน้นการกลมกลืนเข้ากับสังคมไทย โดยเห็นได้จากความสามารถทางภาษาจีนที่ลดลงและมีการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมจีนลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าคนรุ่นที่สี่ยังคงสามารถรักษาความเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษได้หากพวกเขาเลือกที่จะทำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามรดกทางวัฒนธรรมไม่สามารถสูญหายไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังพบว่าตัวละครไทยเชื้อสายจีนสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองในพื้นที่ที่สามซึ่งเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมจีนและไทย โดยอัตลักษณ์ที่ถูกสร้างใหม่ในพื้นที่ที่สามนี้ไม่ได้เป็นจีนหรือไทยโดยสมบูรณ์</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/287660
การเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศผ่านการเรียนรู้เชิงรุกที่ผสมผสานแนวคิด NAMLE และวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์
2025-04-29T13:22:18+07:00
พรพรรณ ไชยรัตน์
pornpan.ch@tsu.ac.th
<p>ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างได้รับข้อมูลจากสื่อที่หลากหลายและมักมีอคติแฝง ส่งผลให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL) ต้องเผชิญความท้าทายสองประการควบคู่กัน นั่นก็คือ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเชิงวิพากษ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าการบูรณาการการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning: ABL) และโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning: PBL) เข้ากับกรอบแนวคิด NAMLE-CDA จะสามารถเปลี่ยนนิสิตเอกภาษาอังกฤษชาวไทยจากการเป็นผู้บริโภคสื่อเพียงอย่างเดียวสู่นักวิเคราะห์และผู้ผลิตสื่อเชิงวิพากษ์ได้อย่างไร การวิจัยนี้ดำเนินการภายใต้รายวิชาภาษาอังกฤษสำหรับการรู้เท่าทันสื่อ โดยมีนิสิตเอกภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 19 คนเป็นกลุ่มตัวอย่าง ดำเนินการวิจัยตามกรอบการวิจัยสี่ขั้นของมารุต พัฒผล (2563) และระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณจากเอกสารประกอบการสอนและเครื่องมือประเมินต่าง ๆ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนพัฒนาการของผู้เรียนในสามด้านหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ภาษาและพหุสื่อ (2) การตระหนักรู้ด้านบริบททางสังคม และ (3) การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลเชิงปริมาณที่แสดงถึงความพึงพอใจระดับสูงของผู้เรียน (M = 4.35, SD = 0.81) โดยเฉพาะด้านการมีส่วนร่วมและความครอบคลุมของเนื้อหา (M = 4.69, SD = 0.48) นอกจากนี้ การวิเคราะห์แบบผสมผสานยังชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้นี้เกิดจาก (1) กรอบการวิเคราะห์ภาษาและพหุสื่อที่ชัดเจน (2) การจัดลำดับกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน (3) การทำงานกลุ่มที่ช่วยเสริมแรงสนับสนุนระหว่างผู้เรียน และ (4) การวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ งานวิจัยนี้จึงให้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการเชื่อมโยงทฤษฎีสื่อกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ตอบโจทย์บริบทของผู้เรียน EFL อีกทั้งยังให้แนวปฏิบัติสำหรับหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความสามารถทางภาษาและความรู้เท่าทันสื่อในฐานะพลเมืองโลก</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/289926
การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2550–2567
2025-07-17T10:58:44+07:00
สุนารี ฝีปากเพราะ
sunaree.fee@pcru.ac.th
ทรงภพ ขุนมธุรส
songphopk@nu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยด้านการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารในระดับอุดมศึกษา ระหว่างปี พ.ศ. 2550–2567 และเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มรวมทั้งข้อสังเกตจากงานวิจัยดังกล่าว งานวิจัยที่นำมาศึกษาเป็นงานวิจัยและวิทยานิพนธ์จำนวน 10 เรื่อง สืบค้นจากฐานข้อมูล ThaiLIS โดยดำเนินการตามขั้นตอน คือ 1) สำรวจและรวบรวมข้อมูลงานวิจัย 2) จัดทำตารางบันทึกข้อมูล 3) วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล พร้อมคำนวณค่าความถี่และสถิติพื้นฐาน ผลการสังเคราะห์พบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงทดลองและกึ่งทดลอง จัดทำโดยสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 9 แห่ง มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยที่หลากหลาย 7 ลักษณะ ได้แก่ การเปรียบเทียบหรือสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างและพัฒนานวัตกรรม การสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจ การหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนวัตกรรม การศึกษาปัญหาและความต้องการ ตลอดจนการเปรียบเทียบความคิดเห็นและความต้องการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยใช้วิธีการสุ่มหลายรูปแบบ เครื่องมือวิจัยที่ใช้บ่อย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถาม ส่วนสถิติที่นิยมใช้ เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และการหาค่าประสิทธิภาพตามสูตร E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub></p> <p>สำหรับการวิเคราะห์แนวโน้ม พบว่าจำนวนงานวิจัยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานมากในช่วงปี พ.ศ. 2550–2560 แต่ไม่พบงานใหม่ในช่วง พ.ศ. 2561–2567 ข้อสังเกตสำคัญคือ งานวิจัยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินประสิทธิภาพของสื่อการสอน ขณะที่งานวิจัยที่มุ่งศึกษามิติของผู้เรียน เช่น แรงจูงใจ (motivation) เจตคติ (attitude) และประสบการณ์การใช้ภาษาในบริบทจริง (communicative context) มีจำนวนน้อยมาก ประเด็นหลักที่สะท้อนจากผลการสังเคราะห์จึงอยู่ที่ “ความไม่สมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมการสอนกับการทำความเข้าใจผู้เรียนในฐานะศูนย์กลางของการเรียนรู้” ซึ่งเป็นช่องว่างทางวิชาการสำคัญในช่วง พ.ศ. 2550–2567 การสังเคราะห์ครั้งนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมงานวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติของนวัตกรรม การประเมินผล และการสำรวจความต้องการของผู้เรียน เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารในระดับอุดมศึกษาให้มีความสมดุลและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/287872
สัมพันธบทแบบขนบและร่วมสมัยผ่านวาทวิพากษ์เชิงประวัติ ในกวีนิพนธ์ซีไรต์
2025-05-19T13:56:48+07:00
สิริศิระ โชคทวีกิจ
sirisira.c@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินค่าสัมพันธบทที่เข้าลักษณะวาทวิพากษ์ในกวีนิพนธ์ซีไรต์ ข้อมูลที่ได้มาเป็นการสุ่มเลือกเจาะจงแบบสะดวก การนำเสนอผลวิจัยแสดงในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์ มีผลวิจัยดังนี้ 1) การใช้สัมพันธบทแบบขนบ ซ้ำจากตัวบทเดียวกัน แต่ดัดแปลงปรับเปลี่ยนให้แตกต่าง เนื่องจากปัจจัยของบริบทที่สนับสนุนให้เกิดเป็นประเด็นวาทกรรม ทว่า มุ่งย้อนกลับไปที่ตัวบทเดิมได้อย่างชัดเจน หรือสืบค้นได้สะดวก ความนิยมของการใช้สัมพันธบทแบบขนบยังคงผลิตวาทกรรมให้เกิดพลังของการเปรียบเทียบได้ และ 2) การใช้สัมพันธบทร่วมสมัย วาทกรรมที่ผลิตขึ้นย่อมถูกกำหนดเฉพาะ ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะของสัมพันธบทที่ถูกนำมาใช้เป็นการสืบสาน ปรับเปลี่ยน ดัดแปลง หรือคัดลอกกลายเป็นประเด็นของการวิพากษ์ด้านการสืบทอดตามอิทธิพลของกาลเวลา โดยมีนัยซ่อนเร้นของการอ้างอิงตัวบทที่เคยมีมาก่อนเพื่อกระทบต่อเหตุการณ์ ความคิดเห็น ความรู้สึก และเจตนาที่บรรจุในตัวบทใหม่ ดังนั้น เนื้อหาจากตัวบทที่เกิดก่อนถูกนำมาเชื่อมสัมพันธ์ให้ตัวบทใหม่ที่ต่างช่วงเวลา และผลลัพธ์ในงานวิจัยนี้นำเสนอข้อความรูปภาษา แก่นความคิดเดิม พฤติการณ์บางส่วน/เกือบทั้งหมดมาอ้างเทียบอย่างมีเจตนาเพื่อหวังผลด้านการสื่อสารชุดความคิด ในที่นี้คือ วาทวิพากษ์เชิงประวัติ</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/288131
ชุดชาติพันธุ์ภาคใต้: การสื่อสารอัตลักษณ์ภาคใต้ ผ่านชุดผู้เข้าประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2025
2025-05-30T14:19:39+07:00
วรพงษ์ ปลอดมูสิก
worapong.plo@dpu.ac.th
<p>ปัจจุบันอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นสิ่งท้าทายที่ต้องอาศัยกลไกเฉพาะเพื่อธำรงรักษาไว้ การประกวดนางงามเป็นอีกหนึ่งพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองผ่านรูปแบบการสื่อสารที่ร่วมสมัย บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาชุดชาติพันธุ์ภาคใต้จากกิจกรรมการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2025 รอบ “ชุดชาติพันธุ์ภาคใต้ คาบสมุทรมลายู” ในฐานะเครื่องมือในการสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากเทปบันทึกภาพกิจกรรมการประกวดรอบขวัญใจจังหวัดสงขลา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้คาบสมุทรมลายูผ่านชุดผู้เข้าประกวดมีความหลากหลายและลุ่มลึกทั้งในมิติของวัฒนธรรมและประเพณี พิธีกรรมและความเชื่อ ตัวละครในวรรณคดี วิถีชีวิต อาหาร และสัตว์ในตำนาน โดยมิติที่ถูกเลือกใช้อย่างโดดเด่นที่สุดคือวัฒนธรรมและประเพณี รองลงมาคือพิธีกรรมและความเชื่อ แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าประกวดที่สวมใส่ชุดกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้สึก ความเชื่อ และจิตวิญญาณของอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างทรงพลัง ในขณะเดียวกันก็กำลังมีบทบาทในฐานะผู้ผลิตเนื้อหาและสื่อกลางในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่กำลังเลือนรางให้กลับมาฟื้นคืนในรูปแบบที่ร่วมสมัย อัตลักษณ์ท้องถิ่นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของอดีตแต่คือทุนทางวัฒนธรรมของอนาคต อย่างไรก็ตามกิจกรรมการประกวดนางงามมักถูกตีความว่าเป็นเวทีที่เน้นภาพลักษณ์และความงามภายนอก ทว่าการออกแบบกิจกรรมการประกวดในปัจจุบันได้เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าประกวดสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์และมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตเนื้อหา ผู้เข้าประกวดจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้แทนความงามเพียงมิติเดียวอีกต่อไป แต่กำลังทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านชุดที่ออกแบบอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/293059
กระจายอำนาจใหม่ รักษาอารมณ์ นับรวมทุกคน: บทเรียนจากขบวนการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก
2025-09-12T09:55:14+07:00
ณัฐกานต์ อัครพงศ์พิศักดิ์
nattakant.a@msu.ac.th
<p>บทความนี้สำรวจว่ายุทธศาสตร์และยุทธวิธีใดบ้างส่งผลต่อความสำเร็จของขบวนการเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสารวิชาการและเอกสารชั้นต้นเกี่ยวกับขบวนการ 3 ขบวนการ ได้แก่ ขบวนการขบถต่อต้านการสูญพันธุ์ ขบวนการวันศุกร์เพื่ออนาคต และขบวนการป่าฝนโลก บทความเสนอว่า ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือที่ถูกปรับปรุงขึ้นใหม่หลังจากเผชิญความล้มเหลวของขบวนการระดับโลกมี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกคือการปรับรูปแบบการจัดขบวนการแบบกระจายอำนาจใหม่ โดยเพิ่มยุทธวิธี "สร้างกลุ่มคนในย่านการใช้ชีวิตเดียวกัน" และการประเมินยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างจริงจังก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับบริบทที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน กลุ่มที่สองคือการจูงใจและรักษาอารมณ์ของผู้เข้าร่วมขบวนการโดยการสร้างเรื่องเล่าที่เป็นแบบเฉพาะบุคคลผ่านโซเชียลมีเดีย การชูภารกิจทางศีลธรรม และการฟื้นฟูอารมณ์ของสมาชิก และกลุ่มสุดท้ายคือ การ “นับรวมทุกคน” โดยการปรับปรุงยุทธวิธีขัดขวางท้าทายระบบปกติและการประยุกต์ใช้ "ยุทธศาสตร์ผ้าห่ม"</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/287460
แนวทางการเสริมสร้างความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับ สิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ
2025-07-22T14:12:09+07:00
รัฐอัครธีร์ อัครธีรฐิติภูมิ
rattasapa@g.swu.ac.th
ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์
chaiwatchara@g.swu.ac.th
สายชล ปัญญชิต
saicholpa@g.swu.ac.th
ภูเบศ วณิชชานนท์
phoobade@g.swu.ac.th
<p>เมื่อสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ทำให้รัฐจำเป็นต้องเข้าไปบริหารจัดการเรื่องสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ประกอบกับเรื่องสิทธิและสวัสดิการคือเครื่องชี้วัดระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามก่อนที่รัฐจะออกมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการดังกล่าว จำเป็นต้องรู้ระดับความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุเสียก่อน เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการต่าง ๆ ได้ตรงเป้าหมายและเหมาะสม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องระดับความรู้ด้านกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ การศึกษานี้อาศัยแนวคิดการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุและทฤษฎีการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมุ่งเน้นความจำเป็นในการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุเพื่อให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการและการคุ้มครองทางกฎหมายได้อย่างเสมอภาค</p> <p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย สิทธิ และสวัสดิการของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง โดยเลือกศึกษาชุมชนมีสุวรรณ 2 และชุมชนข้างสะพานคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลักษณะทางประชากรแตกต่างกัน ข้อมูลจัดเก็บและรวบรวมผ่านการสำรวจเชิงปริมาณและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุในชุมชนข้างสะพานคลองตันและผู้สูงอายุในชุมชนมีสุวรรณ 2 มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปในด้านแพ่งและพาณิชย์รวมถึงมาตรการกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม พบว่าบางส่วนยังขาดความรู้เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานและมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ การศึกษานี้นำไปสู่ประเด็นอภิปรายสถานการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับความรู้ทางกฎหมายของแก่ผู้สูงอายุ ความเข้าใจด้านกฎหมายและสวัสดิการของผู้สูงอายุ ตลอดจนการเสนอแนวทางการเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายและสวัสดิการผ่านโครงการให้ความรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน เช่น การอบรมเกี่ยวกับสิทธิของผู้สูงอายุ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเข้าถึงข้อมูล และการพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/288406
ความเสื่อมถอยของกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยไทย: ปัญหาและทางออกจากความเสื่อมถอยและความไม่ปกติของระบบการเมืองไทย "
2025-05-11T14:22:38+07:00
พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
pornamar@kku.ac.th
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
olarn@go.buu.ac.th
วรัญญา ศรีริน
warunya.s@msu.ac.th
ศักดิ์ณรงค์ มงคล
saknarong.m@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ได้ถกเถียงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่ไทยรับเอามาจากประเทศตะวันตก แม้ว่าระบอบประชาธิปไตยจะเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก แต่ในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย ต้องประสบกับแรงต้านทานที่แข็งขืนจนยากแก่การเอาชนะได้ อันเกิดจากความไม่ปกติของระบบการเมืองทำให้การเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่มีข้อยุ่งยากเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งต้องประสบกับแรงต้านทานที่แข็งขืนสำคัญอย่างน้อย 4 ประการคือ หนึ่ง การที่ทหารเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองเป็นเวลายาวนาน สอง เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างเข้มแข็งของฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายขวา สาม การเปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมืองได้ง่าย และประการที่สี่ เกิดจากความจงใจของชนชั้นนำที่มีอำนาจที่ไม่ต้องการให้ประชาชนมีความรู้ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ปัจจัยที่เป็นแรงต้านทานแข็งขืนจนยากแก่การเอาชนะได้ทั้งหมดนี้ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยไทยเสื่อมถอยลง ในบทความนี้ได้เสนอทางออกด้วยการให้ความรู้ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และการสร้างประชาธิปไตยที่ฐานรากในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อขยายฐานการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนให้กว้างขวางมากที่สุด<br />อันเป็นการเสริมสร้างอำนาจให้กับประชาชน รวมทั้งการปฏิรูปกองทัพและองค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย เพื่อถ่วงดุลและตอบโต้ต่อสู้ต่อรองกับประชาธิปไตยของชนชั้นนำที่มีอำนาจซึ่งเป็นผู้กำหนดอนาคตของสังคมแต่เพียงฝ่ายเดียว และยังมุ่งเข้ามาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะของกลุ่มตนเองเท่านั้น</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/288051
หนองคายในเงาของอินโดจีนกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ภูมิภาคผ่านพื้นที่ชายแดน
2025-05-22T16:37:45+07:00
กฤติภัทร สระทองชุน
kittiphat_sra@cmu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญของภูมิภาคอินโดจีนในฐานะพื้นที่เชิงประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนพลวัตของอำนาจ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งออกแบบแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้จังหวัดหนองคายเป็นกรณีศึกษาในการบูรณาการประวัติศาสตร์ชายแดนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษา งานวิจัยเป็นการศึกษาคุณภาพ ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การศึกษาข้อมูลภาคสนามในห้องเรียน การสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ และการสังเคราะห์แนวทางการออกแบบการเรียนรู้ตามกรอบหลักสูตรของ Taba ควบคู่กับแนวคิด Learning in Space และ Borderland Studies</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ครูส่วนหนึ่งสามารถบูรณาการเนื้อหาประวัติศาสตร์อินโดจีนและบริบทชายแดนเข้าสู่แผนการเรียนการสอน โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามปราบฮ่อ และการค้าชายแดน ทั้งนี้ การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมภาคสนามและการสัมผัสพื้นที่จริงมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาเชิงลึก สามารถตั้งคำถาม วิเคราะห์ และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวยังประสบข้อจำกัดด้านสื่อ งบประมาณ เวลา และการสนับสนุนเชิงนโยบาย การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหนองคายภายใต้กรอบรัฐชาตินิยมมักผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ส่วนกลางและกลบเสียงชายแดน การใช้กรอบเงาของอินโดจีน เปิดพื้นที่ให้เห็นบทบาทผู้คนชายแดนในฐานะผู้กระทำการทางประวัติศาสตร์ และปลดปล่อยการศึกษาจากการครอบงำของรัฐ สร้างการเรียนรู้เชิงพหุพจน์ที่สะท้อนความทรงจำท้องถิ่น บทความจึงเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่จริงของนักเรียน โดยเน้นประสบการณ์ตรง การสร้างสื่อประวัติศาสตร์จากชุมชน และการพัฒนาทักษะพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตร สื่อ และสมรรถนะครูอย่างเป็นระบบ พร้อมใช้วิธีประเมินที่หลากหลาย เช่น แผนที่ความคิด การอภิปราย สื่อสร้างสรรค์ และนิทรรศการ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชายแดนอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jla_ubu/article/view/286735
หาบเร่ซอกซอนเมือง: ปฏิบัติการเชิงพื้นที่ของนักเรียนขายของ
2025-05-23T15:45:49+07:00
วิมล โคตรทุมมี
wimon.k@sac.or.th
<p>บทความชิ้นนี้มีที่มาจากความสนใจการศึกษาเด็กไทยโดยใช้บริบทพื้นที่เมือง อย่างไรก็ดี ในแวดวงวิชาการไทย การศึกษาเด็กและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองต่างก็มีข้อเสนอการศึกษาและแนวทางการอธิบายสังคมในมุมมองที่แตกต่างกัน งานชิ้นนี้ต้องการเชื่อมการวิเคราะห์ทั้งสองกระบวนทัศน์ให้อยู่ในระนาบเดียวกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์กลุ่มคนชายขอบเปราะบางในพื้นที่เมือง โดยศึกษาปฏิบัติการในชีวิตประจำวันของเด็กหาบเร่ขายของตามร้านรวงในเมืองขอนแก่น ความเคลื่อนไหวชีวิตทางสังคมพวกเขาแสดงถึงการปรากฏตัวของผู้กระทำการเมืองที่ไม่เห็น และกระตุ้นคำถามต่อบรรทัดฐานค่านิยมเด็กในฐานะบุคคลที่ต้องได้รับการปกป้องดูแลจากผู้ใหญ่อันเป็นชุดความสัมพันธ์แนวดิ่ง แม้นักเรียนหาบเร่จะเป็นกลุ่มคนชายขอบซ้ำซ้อนตามความเปราะบางทางช่วงวัยและสถานะทางสังคม แต่ในระดับกระบวนการและปฏิบัติการการเดินหาบเร่ขายของซอกซอนตามพื้นที่เมืองได้เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างเด็กและสภาพแวดล้อมที่พัวพันตัวพวกเขา โครงข่ายความเกี่ยวโยงของเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนแออัด และความเป็นเมือง สัมพันธ์กันในแนวระนาบมากขึ้น เด็กหาบเร่สร้างพื้นที่ทางสังคมที่ดำรงอยู่อย่างเป็นอื่นต่อพื้นที่ศูนย์กลางเมืองขอนแก่น และต่อชุมชนแออัด ริมรางรถไฟ ทำนองเดียวก็สะท้อนความเป็นอื่นของเด็กตามความคาดหวังจากผู้ใหญ่ในลักษณะการข้ามพ้นการนิยามเงื่อนไขบรรทัดฐานช่วงวัย</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี