https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/issue/feed
วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
2025-12-19T08:40:53+07:00
Korbkul Jantarakolica
korbkul.jan@rmutr.ac.th
Open Journal Systems
<p>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ นวัตกรรม ความก้าวหน้างานวิจัย และการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการของนักวิจัย คณาจารย์และนักศึกษา ในสาขาบริหารธุรกิจ การจัดการ การตลาด เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกียวข้อง เป็นต้น</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/293515
Integrating Sustainability and Governance: A Cross-Case Synthesis of the ESEG Framework for Quarry Business Management
2025-09-30T09:07:29+07:00
ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
supawat.suk@rmutr.ac.th
<p>This study investigates how sustainability and governance principles can be systematically integrated into quarry management. The objectives aim to (1) examine the conceptual gaps in existing frameworks such as the Triple Bottom Line (TBL), Circular Economy (CE); (2) analyze international and Thai cases to identify governance lessons for sustainable practice; and (3) propose an integrated Environmental, Social, Economic, and Governance or ESEG framework for Thailand. Using document analysis and cross-case synthesis of six countries, the study identifies persistent fragmentation among environmental, social, and economic initiatives. Governance emerges as the coordinating mechanism that enables accountability, coherence, and long-term sustainability. Conceptually, the proposed ESEG framework advances sustainability theory by extending TBL and CE approaches; practically, <br />it offers policy insights for improving enforcement, participation, and innovation. Limitations include reliance on secondary data and the need for empirical validation in operational quarry contexts.</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/290468
กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์กับพฤติกรรมผู้บริโภคเจเนอเรชันอัลฟ่า
2025-09-11T14:33:58+07:00
เดชา พละเลิศ
phalalert.d@gmail.com
พัทธนันท์ ตั้งวรรณวิทย์
patthanan@thonburi-u.ac.th
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคของกลุ่มเจเนอเรชันอัลฟา จากการศึกษารวบรวมข้อมูลเอกสารต่าง ๆ พบว่า กลยุทธ์การตลาดที่มีลักษณะเฉพาะบุคคลกับพฤติกรรมผู้บริโภคเจเนอเรชันอัลฟ่า มีความสัมพันธ์กันโดยมีปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่เป็น กลไกขับเคลื่อนหลัก โดยที่พฤติกรรมผู้บริโภคเจเนอเรชันอัลฟ่า มีดังนี้ <br />1) ต้องการความรวดเร็ว และความทันใจ 2) คุ้นเคยกับ เนื้อหาเฉพาะบุคคล 3) มีพฤติกรรมหลายหน้าจอ <br />และ 4) ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสื่อสารหลัก กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ประกอบด้วย การใช้ระบบแนะนำอัตโนมัติ แชทบอทอัจฉริยะ และการวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงพยากรณ์ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและตรงกับความคาดหวังของกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่นี้ <br />จากการศึกษาเรื่องนี้ บทความมีข้อเสนอแนะที่นักการตลาดสามารถนำไปปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นอัลฟ่า ดังนี้ 1) การพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 2) ออกแบบประสบการณ์แบบ <br />การปรับเนื้อหาให้เหมาะสมเฉพาะบุคคลในระดับสูงสุด การผสานข้อมูลจากหลายช่องทาง 3) เสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น 4) ออกแบบส่วนที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และอินเตอร์เฟซของผู้ใช้ ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมหลายหน้าจอ 5) การใช้ AI/ML และ Large Language Models (LLMs) 6) การพัฒนาเครื่องมือทดลองเชิงพฤติกรรม 7) การบูรณาการด้านจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และการนำไปใช้เชิงนโยบาย</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/292855
การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในการกีฬา: กลยุทธ์นวัตกรรมด้านสมรรถนะ การจัดการ และนโยบายในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
2025-09-01T09:03:25+07:00
บัณฑิต กอบการ
radiusdoh@hotmail.com
ณิชาภา คุ้มพะเนียด
kh.nichapa@gmail.com
สิรภัทรา ทองสว่าง
siraphatthra.tho@dpu.ac.th
ภัทรบุตร เขียนนุกูล
radiusdoh@hotmail.com
มาศ ไม้ประเสริฐ
mart.mai@dpu.ac.th
พีระยุทธ มั่งคั่ง
peerayut.mun@dpu.ac.th
ธเนษฐ์พงษ์ สุขวงศ์
thanatpongbig@gmail.com
ดิฏฐชัย จันทร์คุณา
poditt@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการกีฬาผ่านสามมิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ สมรรถนะของนักกีฬา การจัดการเชิงองค์กร และการกำกับเชิงนโยบาย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบ (พ.ศ. 2561–2568) การศึกษาเชิงกรณีจำนวน 4 กรณี (โอลิมปิกโตเกียว 2020 ฟุตบอลโลกกาตาร์ 2022 การแข่งขันยูยิตสู กีฬาเยาวชนแห่งชาติ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2566 และธุรกิจปีนหน้าผาเชียงใหม่) และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน การวิเคราะห์เชิงธีมพบกลยุทธ์ในระดับนักกีฬา 4 ประการ ได้แก่ การปรับตัวทางสรีรวิทยา การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ การปรับตารางฝึกซ้อม และการใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพ ในระดับองค์กรพบการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองต่อภูมิอากาศ นวัตกรรมการจัดมหกรรมกีฬา และการใช้โมเดลบีซีจีเพื่อสร้างความยั่งยืน ส่วนระดับนโยบายพบว่ายังมีการบูรณาการกีฬาน้อยในกรอบการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ แต่มีโอกาสเชื่อมโยงกับงบประมาณด้านสุขภาพและการสร้างความตระหนักแก่สังคม การวิเคราะห์แบบเชื่อมโยงชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อมาตรการของนักกีฬาได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างองค์กรและเสริมด้วยกรอบนโยบาย งานวิจัยนี้เสนอกรอบแนวคิดพหุระดับที่ทำให้กีฬาเป็นทั้งภาคส่วนที่เปราะบางและเป็นกลไกเชิงรุกต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมข้อเสนอแนะสำหรับนักกีฬา องค์กรกีฬา และผู้กำหนดนโยบายในการยกระดับความยืดหยุ่นต่อภูมิอากาศ</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/292948
แนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ
2025-09-23T08:46:14+07:00
เพ็ญศิริ ไพจิตร
Pensiri.Pai@Stou.ac.th
เฉลิมศักดิ์ ตุ้มหิรัญ
artoom@hotmail.com
<p>งานวิจัยเรื่องแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ มีวัตถุประสงค์ข้อ (1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน และ (2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี<br />ในการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จากวิสาหกิจชุมชนดีเด่น 4 แห่ง โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 ท่าน ได้แก่ประธานและคณะกรรมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และค่าเฉลี่ย ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและสะท้อนปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารและการจัดการของวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ผลการวิจัยพบว่า (1) ลักษณะการบริหารจัดการของวิสาหกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จมีความชัดเจนในด้านการวางแผนเชิงธุรกิจ การจัดโครงสร้างองค์กร <br />การบริหารสมาชิก การติดตามงานและประสานงานกับหน่วยงานภายนอก และการควบคุมด้านการเงินและบัญชีอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ (2) วิสาหกิจชุมชนเหล่านี้มีการวิเคราะห์ตลาดและกลุ่มลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์ท้องถิ่น การสร้างเครือข่ายการตลาด และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการประชาสัมพันธ์สินค้าอย่างเหมาะสม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ ความร่วมมือของสมาชิก การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ความรู้และทักษะของสมาชิก และการมีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในการบริหารองค์กร งานวิจัยนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติการ สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างเครือข่ายการตลาด และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/293203
การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและวัฒนธรรมนวัตกรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ของพนักงานบริษัท จินดอง กรุ๊ป ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-09-16T12:08:13+07:00
มา รีนา
elevenlinama@gmail.com
ศิริกานดา แหยมคง
sirikarnda.yk@gmail.com
ภาศิริ เขตปิยรัตน์
pasiri.khe@live.uru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล วัฒนธรรมนวัตกรรมองค์กร และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและวัฒนธรรมนวัตกรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบริษัท จินดอง กรุ๊ป ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประชากร คือ พนักงานที่ทำงานในบริษัท จินดอง กรุ๊ป ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทราบจำนวนที่แน่นอน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 398 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล วัฒนธรรมนวัตกรรมองค์กร และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />และการทดสอบสมมติฐานพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลด้านกระบวนการแปลงดิจิทัล และด้านความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และวัฒนธรรมนวัตกรรมองค์กร ด้านการให้ความสำคัญกับบุคคลากร ด้านการมีส่วนร่วมของพนักงาน ด้านการให้คําแนะนําและสอนงาน ด้านเป้าหมายที่มีความท้าทาย และด้านความอดทนและการยอมรับความไม่แน่นอนในอนาคตส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ซึ่งข้อค้นพบจากการวิจัยนี้ผู้บริหารธุรกิจควรนำการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและวัฒนธรรมนวัตกรรมองค์กรไปเป็นข้อมูลเชิงนโยบายในการดำเนินงานและประยุกต์ใช้เพื่อเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/294037
อิทธิพลของปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ทัศนคติ และความเชื่อมั่นในตราสินค้าที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออาหารแช่แข็งเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี
2025-10-03T21:12:28+07:00
เหมือนฝัน ศิริโส
67109610007@rpu.ac.th
ฉัตยาพร เสมอใจ
chsame@rpu.ac.th
พรพิมล สัมพัทธ์พงศ์
Posamp@rpu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ทัศนคติ และความเชื่อมั่นในตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อการตระหนักถึงความต้องการซื้ออาหารแช่แข็งเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี(2) ศึกษาปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ทัศนคติ และความเชื่อมั่นในตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อการค้นหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาหารแช่แข็ง (3) ศึกษาปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ทัศนคติ และความเชื่อมั่นในตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อการประเมินทางเลือกในการซื้ออาหารแช่แข็ง (4) ศึกษาปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ทัศนคติ และความเชื่อมั่นในตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารแช่แข็ง และ (5) ศึกษาปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ทัศนคติและความเชื่อมั่นในตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมหลังการซื้ออาหารแช่แข็ง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในจังหวัดนนทบุรีด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 285 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 84.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสำคัญเชิงบวกต่อทุกกระบวนการตัดสินใจซื้อโดยรวม ได้แก่ ทัศนคติส่วนพฤติกรรม (β = 0.351) ทัศนคติส่วนอารมณ์ความรู้สึก (β = 0.299) ความน่าเชื่อถือ (β = 0.221) และ ความเมตตากรุณา (β = 0.141) เมื่อพิจารณาตามวัตถุประสงค์ สรุปดังนี้ (1) ความน่าเชื่อถือและทัศนคติที่ดีต่อผลิตภัณฑ์กระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อ (2) ผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นสูงจะค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบสินค้า (3) คุณลักษณะและภาพลักษณ์ของตราสินค้ามีความสำคัญในการประเมินทางเลือก (4) ความเชื่อมั่นในตราสินค้ามีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ และ (5) ผู้บริโภคที่มีทัศนคติและความเชื่อมั่นสูงมักเกิดความพึงพอใจ ส่งผลต่อพฤติกรรมหลังการซื้อสู่การซื้อซ้ำและการบอกต่อ</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/293446
การประยุกต์ใช้ตัวแทนปัญญาประดิษฐ์สำหรับสร้างการตลาดเชิงเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์: กรณีศึกษา ผลิตภัณฑ์จากโรงเรียนวัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์)
2025-09-29T12:27:31+07:00
นพปฎล ขิงทอง
noppadol.k@rmutsb.ac.th
นันทิตา เพชราภรณ์
nantita.p@rmutsb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) การศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ (2) พัฒนาตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างการตลาดเชิงเนื้อหาสำหรับผลิตภัณฑ์ของโรงเรียนวัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์) (3) ประเมินประสิทธิภาพของตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือคณะครูและนักเรียนโรงเรียนวัดจุฬามณี จำนวน 110 คน ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ การเก็บข้อมูลใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามความพึงพอใจระบบตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัญญาประดิษฐ์ที่นิยมในการใช้ในการทำการตลาดเชิงเนื้อหา สามารถจำแนกตามลักษณะใช้งาน คือ ปัญญาประดิษฐ์สำหรับค้นหาแนวคิดในการสร้างเนื้อหาใช้ Chat CPT Geminiและ Claude AI และปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างเนื้อหาที่เป็นภาพและวิดีโอใช้ Leonardo AI, Runway AI Kling AI, Pixverse, HeyGen, Gemini และ Chat GPT 2) การพัฒนาระบบตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ใช้แพลตฟอร์ม n8n ร่วมกับการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์หลากหลาย ผ่านโปรแกรม ChatGPT สำหรับการสร้างข้อความและภาพ และโปรแกรม Google Veo3 สำหรับการสร้างวิดีโอ ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานแบบอัตโนมัติในการผลิตเนื้อหาการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ใช้สัญลักษณ์นำโชค หรือ ตัวนำโชค "เด็กชายขนมต้ม" เป็นตัวแทนในการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น 3) ระดับความพึงพอใจต่อระบบตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.25, S.D. = 0.234) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านเนื้อหาและข้อมูลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.34, S.D. = 0.427) รองลงมา คือด้านการสื่อสารและการนำเสนอด้านประสิทธิภาพทางการตลาด และด้านความสะดวกในการใช้งาน</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/295345
รูปแบบการจัดการโซ่อุปทานเชิงชุมชนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในตำบลนาโพธิ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-11-11T08:50:43+07:00
กฤติกา กลับรินทร์
krittika.j@rmutsv.ac.th
มัลลิกา อินพรหม
mallika.I@rmutsv.ac.th
ณัฎฐ์วรดี คณิตินสุทธิทอง
nutworadee.k@rmutsv.ac.th
บุปผชาติ แต่งเกลี่ยง
Buppachat.t@rmutsv.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์กระบวนการจัดการโซ่อุปทานของผู้ประกอบการด้านสุขภาพ (2) เพื่อสังเคราะห์และพัฒนารูปแบบการจัดการโซ่อุปทานเชิงชุมชน สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่ยั่งยืน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนโดยประยุกต์กรอบแนวคิดโมเดลที่ใช้วิเคราะห์และปรับปรุงประสิทธิภาพซัพพลายเชนผสานกับแนวคิดการจัดการเชิงชุมชน และการสร้างคุณค่าร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกลไกความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตภาคสนาม จากกลุ่มผู้ประกอบการด้านสุขภาพและสมุนไพรในพื้นที่จำนวน 25 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าระบบโซ่อุปทานของชุมชนมีศักยภาพด้านทรัพยากรและทุนทางสังคม แต่ยังขาดการวางแผน การจัดการข้อมูล และมาตรฐานร่วมอย่างเป็นระบบ จึงได้สังเคราะห์โมเดลการจัดการโซ่อุปทานเชิงชุมชน 6 องค์ประกอบ 1) การวางแผนแบบร่วมมือกัน 2) การจัดหาทรัพยากรท้องถิ่น 3) ศูนย์การผลิตและแปรรูปชุมชน 4) การกระจายผลิตภัณฑ์สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 5) วงจรสะท้อนผลและการเรียนรู้ร่วมกัน <br />6) การสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย โมเดลนี้ช่วยยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพ เพิ่มมูลค่าทางการท่องเที่ยว และส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jibim/article/view/295488
การพัฒนาขีดความสามารถด้านการจัดการสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการพริกไทยตรัง: กรณีศึกษา พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน
2025-11-18T09:14:40+07:00
กฤติกา กลับรินทร์
krittika.j@rmutsv.ac.th
บุปผชาติ แต่งเกลี้ยง
buppachat.t@rmutsv.ac.th
เย็นจิต นาคพุ่ม
yenjit.n@rmutsv.ac.th
โสพิศพิไล ทองใส
Sopispilai.t@rmutsv.ac.th
อรปวีณ์ โภคาวัฒนา
onpawee.l@rmutsv.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนากระบวนการจัดการสินค้าคงคลังของเกษตรกรและผู้ประกอบการพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน จังหวัดตรัง (2) ศึกษาประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์สำหรับการจัดเก็บพริกไทยตรัง และ (3) พัฒนาหาแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ในการจัดการสินค้าคงคลัง งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ใน 4 อำเภอ ได้แก่ ปะเหลียน ย่านตาขาว นาโยง และวังวิเศษ โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 20 ราย เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกต การสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์กระบวนการด้วยแผนภูมิการไหล แผนผังก้างปลา Why–Why Analysis และการทดสอบจุลินทรีย์และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า ระบบการจัดการสินค้าคงคลังเดิมยังไม่เป็นระบบ ไม่มีการบันทึกข้อมูล แยกหมวดหมู่ไม่ชัดเจน และไม่ใช้หลัก <br />First-In First-Out (FIFO) การปรับปรุงประกอบด้วยการใช้ Inventory Card การกำหนดพื้นที่จัดเก็บ <br />การบันทึกการรับ–จ่ายสินค้า และการใช้ FIFO ส่งผลให้ระยะเวลาดำเนินงานเฉลี่ยต่อกิโลกรัมลดลงจาก 1,087 เหลือ 860 วินาที (ลดลงร้อยละ 20.88) และประสิทธิภาพรวมเพิ่มจากร้อยละ 102.94 เป็นร้อยละ 191.11 สะท้อนการยกระดับกระบวนการจัดการอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่า ประเภทบรรจุภัณฑ์และอุณหภูมิส่งผลต่อคุณภาพของพริกไทย การทดลองกล่องสุญญากาศ กล่องไม้ และกล่องสแตนเลส ที่อุณหภูมิ 25°C และ 55–80°C พบว่า กล่องสุญญากาศควบคุมความชื้น ลดเชื้อราและจุลินทรีย์ได้ดีที่สุด รองลงมาคือกล่องสแตนเลส ส่วนกล่องไม้มีการปนเปื้อนสูงสุดเนื่องจากความพรุนของวัสดุ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ซึ่งดำเนินการตามวงจร PAOR กับผู้ประกอบการ “บ้านสวนมรดก” พบว่า การกำหนดรหัสผลิตภัณฑ์ การระบุวันผลิต–หมดอายุ การใช้แบบฟอร์มและระบบ App Sheet Inventory การจัดเก็บแยกหมวดหมู่ และการใช้ FIFO ช่วยเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดข้อผิดพลาด <br />และสนับสนุนการวางแผนการผลิตและการจัดส่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานพรีเมียมและมาตรฐาน GI</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมธุรกิจ การจัดการ และสังคมศาสตร์