มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc <p><strong>ISSN 2774-1451 (Online) </strong></p> <p> --------------------------------------------------------------------------------</p> <p> “มนุษยสังคมสาร” คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มีนโยบายในการรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่ครอบคลุมสาขาวิชาหลัก (Main subject Category) คือ Social Sciences และจะต้องอยู่ใน 3 กลุ่มสาขาวิชา (Subject areas) คือ 1) Arts and Humanities, 2) Economics, Econometrics and Finance, 3) Social Sciences ซึ่งจะต้องอยู่ใน 5 กลุ่มย่อย (Sub-subject areas) คือ 1) General Arts and Humanities, 2) Language and Linguistics, 3) General Economics, Econometrics and Finance, 4) General Social Sciences, 5) Sociology and Political Sciences</p> <p> “มนุษยสังคมสาร” มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน / พฤษภาคม-สิงหาคม / กันยายน-ธันวาคม) แต่อาจจะออกเป็นฉบับพิเศษ (Special issue) ในการร่วมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติกับทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่เกินปีละ 2 ฉบับ</p> <p> ทุกบทความใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องผ่านการพิชญพิจารณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviewer) ในสาขาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความนั้น (Double-blind peer review) ทั้งนี้ เพื่อให้บทความมีคุณภาพและได้มาตรฐานทางวิชาการ บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้นิพนธ์บทความจะต้องปฏิบัติตามระบบการอ้างอิงเอกสารและหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยย่างเคร่งครัด</p> <p> ผู้นิพนธ์ที่จะส่งบทความมาตีพิมพ์เผยแพร่ใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องส่งผลการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) ด้วยโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ผ่านเว็บไซต์ <a href="http://plag.grad.chula.ac.th/">http://plag.grad.chula.ac.th/</a> โดยร้อยละของดัชนีความซ้ำซ้อนของบทความไม่เกินร้อยละ 10 ทั้งนี้ ให้ผู้นิพนธ์แนบผลการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานส่งมาที่วารสารพร้อมกับบทความด้วย</p> <p> ข้อความภายในบทความที่ตีพิมพ์ใน “มนุษยสังคมสาร” ทั้งหมด รวมถึงรูปภาพประกอบ ตาราง เป็นลิขสิทธิ์ของ “มนุษยสังคมสาร” การนำเนื้อหา ข้อความหรือข้อคิดเห็น รูปภาพ ตารางที่ปรากฏในบทความไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วารสารอนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางวิชาการได้ แต่ต้องแสดงที่มาจากวารสาร โดยห้ามแก้ไขดัดแปลงเนื้อหาใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ ทัศนะและความคิดเห็น ตลอดถึงข้อผิดพลาดใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในบทความใน “มนุษยสังคมสาร” ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ</p> th-TH <p><em>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ </em><em>ThaiJo2 ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</em></p> <p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ก่อนเท่านั้น</em></p> <p><em>&nbsp;</em></p> noppadon.tr@bru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล ธีระวงศ์ภิญโญ) Nittaya.or@bru.ac.th (นางสาวจรัลรัตน์ อุ่นรัมย์) Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนบ้านโคกขมิ้น อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/292566 <p><span class="Bodytext215pt"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: windowtext;"> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนบ้านโคกขมิ้น อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมตามเพศ อายุ การศึกษา รายได้ และอาชีพ และศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่บริการโรงเรียน จำนวน 269 คน ใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์ แบบสอบถามมีลักษณะแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ข้อมูลทั่วไปมีลักษณะเป็นปลายปิด และคำถามเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาโรงเรียนบ้านโคกขมิ้น เป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า มีการตรวจสอบคุณภาพมีค่าความเชื่อมั่น 0.924 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก แสดงถึงความตระหนักและการสนับสนุนที่ดีต่อการจัดการศึกษา การสัมภาษณ์ชี้ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ เวลา ภาระงาน และความเข้าใจของชุมชน การมีส่วนร่วมของนักเรียนและชุมชนเชิงนโยบายและการประเมินผล โรงเรียนจึงควรปรับรูปแบบและเวลาจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน โดยใช้การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Line และ Facebook หากสามารถเสริมสร้างการมีส่วนร่วมได้ จะช่วยให้โรงเรียนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น</span></span></p> ลษิดา เพ็งประโคน, ภรัญโรจน์ ศิวรังศรีรัชต์, ธนพัฒน์ จงมีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/292566 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสุขในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลพลับพลาชัย อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294561 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของบุคลากรเทศบาลตำบลพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และเปรียบเทียบระดับความสุขในการทำงานจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และรายได้ ตลอดจนรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาองค์กรให้มีความสุขในการทำงานเพิ่มมากขึ้น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 86 คน ด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และรายได้ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อระดับความสุขในการทำงานของบุคลากร แสดงให้เห็นว่า ความสุขในการทำงานเกิดจากบรรยากาศและการจัดการขององค์กร มากกว่าความแตกต่างเฉพาะด้านบุคคล ความสุขในการทำงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.06 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.080 เมื่อพิจารณาเป็นรายมิติพบว่า ด้าน การสื่อสาร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการได้รับการยอมรับอยู่ในลำดับสูงสุด รองลงมาคือด้านความรักในงานและความสำเร็จในงาน ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวก การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน และการยอมรับในองค์การข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ การกำหนดเกณฑ์การประเมินที่เป็นธรรม การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรควบคู่กับการสื่อสารสองทางที่โปร่งใส การเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดสวัสดิการที่สอดคล้องกับวิถีการทำงาน เพื่อช่วยลดความเครียด เสริมสร้างความผูกพันในองค์การ และพัฒนาทีมเวิร์ก ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับความสุข คุณภาพการบริการ และประสิทธิผลในการทำงานอย่างยั่งยืน รวมถึงการคงอยู่กับองค์กรในระยะยาว</p> ไพลิน ดิษยเกษม, ธัญญรัตน์ พุฑฒิพงษ์ชัยชาญ, ภรัญโรจน์ ศิวรังสีรัชต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294561 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความเชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับผี ของประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294453 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีของประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมรซึ่งมีวิถีชีวิตผูกพันกับความเชื่อเรื่องผีและสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน การเก็บข้อมูลใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง และตำบลสามแวง อำเภอห้วยราช ผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อเรื่องผียังคงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งในด้านการควบคุมพฤติกรรมทางสังคม การยึดถือจารีต และการอธิบายเหตุการณ์ที่เกินกว่าหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เช่น การเจ็บป่วยหรือเหตุการณ์ผิดปกติ ซึ่งชาวบ้านมักเชื่อว่าเกิดจากอำนาจของผี จึงมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อบูชาผีให้เกิดความพึงพอใจและไม่รบกวนชีวิตประจำวัน พิธีกรรม “มะม๊วด” เป็นพิธีกรรมสำคัญที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ โดยมีการ “โบล” หรือเสี่ยงทายเพื่อวินิจฉัยโรคผ่านการสื่อสารกับวิญญาณ งานวิจัยได้พัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจพิธีกรรมดังกล่าว เช่น วีดิทัศน์ประกอบเพลง “วอนมะม๊วด” เพลงใหม่ “เรือมอัญจืนปลึง” และของที่ระลึกจากพิธีกรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้แก่ชุมชน ผลการศึกษาชี้ว่า สื่อนวัตกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการอนุรักษ์ และสืบสานความเชื่อเกี่ยวกับผีให้คงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาวบุรีรัมย์อย่างยั่งยืน</p> ธนพล ตีรชาติ, อโศก ไทยจันทรารักษ์, ไชยวัฒน์ ไชยชาติกิตติยศ, นพรัตน์ บรรณาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294453 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมบนวัสดุเสื่อกก ชุมชนท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294952 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการทางภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านการทอเสื่อของชุมชนบ้านท่าแฉลบ และ 2) เพื่อศึกษาการทดลองใช้เสื่อกกในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 12 คน ได้แก่ ประธานและสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ช่างผู้ผลิต ตัวแทนชุมชน อาจารย์ด้านศิลปะ และนักออกแบบ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าชุมชนมีการสืบทอดภูมิปัญญาการทอเสื่อมากว่า 90 ปี โดยพัฒนาการผลิตให้ร่วมสมัยผ่านการออกแบบลวดลายใหม่ การใช้สีธรรมชาติผสมสีเคมีที่ปลอดภัย และการสร้างตราสินค้า “เสื่อจันทร์” (CHANTHABOON MAT) เพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทดลองสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมพบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและขาดทักษะด้านการวาดภาพ จึงได้ออกแบบเทมเพลตช่วยร่างภาพรูปปลาและรูปปูจำนวน 10 แผ่น พร้อมกำหนดแนวทางการระบายสีอะคริลิกให้สอดคล้องกับพื้นผิวเสื่อ ผลการสร้างสรรค์ช่วยเพิ่มมูลค่า แก้ปัญหาความไม่สม่ำเสมอของสี และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กฤติยา โพธิ์ทอง, เบญจพร ประจง, ธนวัฒน์ กันภัย, กิตติพล คำทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294952 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างต้นแบบเกษตรกรผู้สูงวัยเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก สู่การเตรียมความพร้อมในการรับมือสังคมผู้สูงวัย กรณีศึกษา : เกษตรกรผู้สูงวัยในตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294493 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสร้างต้นแบบเกษตรกรผู้สูงวัยในการเสริมสร้างศักยภาพด้านเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัย กรณีศึกษา เกษตรกรผู้สูงวัยในตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยยึดกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรเป็นหลัก ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเกษตรกรผู้สูงวัยและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 30 คน ที่ผ่านการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์เชิงอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรผู้สูงวัยเผชิญข้อจำกัดด้านร่างกาย การใช้เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบกิจกรรมพัฒนาที่เหมาะสม อาทิ การส่งเสริมเครื่องมือเกษตรที่ใช้งานง่าย การพัฒนาทักษะด้านการตลาดออนไลน์การจัดหาแหล่งทุน และการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับเกษตรกรรุ่นใหม่ ผลลัพธ์ของการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงวัยได้รับความรู้และทักษะใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เกิดความมั่นใจและแรงจูงใจในการทำเกษตรต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ข้ามรุ่น การเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมใหม่ และการสร้างความร่วมมือในระดับชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยโครงการได้รับ<br />การยอมรับว่ามีความเหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และเป็นแนวทางที่สามารถต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนในระยะยาว</p> ณฐิตากานต์ พยัคฆา, ภาณุพันธุ์ ประภาติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294493 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น กรณีศึกษา : พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/292656 <p> งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น กรณีศึกษา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดการระบบสารสนเทศพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก 2) พัฒนาพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคกในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ดิจิทัล และ 3) เผยแพร่พิพิธภัณฑ์ดิจิทัล พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก ในรูปแบบออนไลน์ มีวิธีดำเนินการวิจัย ด้วยการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหาและภาพประกอบเพื่อนำมาพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ดิจิทัล ทดสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการออกแบบ แล้วจึงนำไปเป็นเครื่องมือในการสำรวจความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่าง ผลจากการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ได้วิเคราะห์และสรุปข้อมูลสารสนเทศพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก ออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ประวัติความเป็นมาการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ 2) เครื่องมือเครื่องใช้บนเรือน 3) เครื่องใช้ในครัว 4) เครื่องมือล่า ดัก จับ สัตว์ อุปกรณ์ดักจับสัตว์ 5) เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร ผลการประเมินประสิทธิภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการออกแบบอยู่ในระดับมาก (<span class="CCcommand"><img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /></span> = 4.12, S.D. = 0.89) ผลการประเมินความพึงพอใจโดยกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.18 , S.D. = 0.81) จึงสามารถสรุปได้ว่า พิพิธภัณฑ์ดิจิทัล พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการนำเสนอด้วยภาพถ่ายพาโนรามา 360 องศา เนื้อหาประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว 2 มิติ เสียง จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นสื่อกลางในการสืบค้นข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ในเนื้อหาต่างๆ ตรงกับบริบทของความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยียุคปัจจุบัน</p> รุ่งนภา จะนันท์, ธนพล รามฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/292656 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทประพันธ์เพลง “ก้อมสานโทน” สำหรับออร์เคสตรากับพิณ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294167 <p> บทความวิจัยนี้เป็นบทเพลงสร้างสรรค์ที่ประพันธ์ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาดนตรีพื้นบ้านโคราช และเพื่อประพันธ์บทเพลง “ก้อมสานโทน” สำหรับออร์เคสตรากับพิณ ผู้สร้างสรรค์ได้คัดเลือกเสียง “ชัย ยะ ชะ ชิ ชัย” จากเพลงโคราช กลุ่มจังหวะ “ปะ โทน โทน” จากเสียงของกลองโทนโคราช และลายพม่ารำขวาน ที่เป็นลายเพลงอีสาน นำมาเป็นวัตถุดิบเสียงในการสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลง นำมาสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการประพันธ์เพลงร่วมสมัย ผลการสร้างสรรค์คือ บทประพันธ์เพลงที่มีแนวทำนองหลักและเสียงประสานอยู่ในบันไดเสียง E ไมเนอร์ เครื่องหมายประจำจังหวะของบทเพลงนี้ คือ 4/4 เนื้อดนตรีบทเพลงนี้มีลักษณะเป็นแบบดนตรีหลากแนว อัตราความเร็วที่ใช้ในบทเพลงนี้จะมีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละท่อนเพลง สังคีตลักษณ์แบ่งออกเป็น 7 ท่อน ได้แก่ 1. ท่อนบทนำ 2. ท่อน A 3. ท่อน B 4. ท่อนช่วงเชื่อม 1 5. <span style="font-size: 0.875rem;">ท่อน C 6. ท่อนช่วงเชื่อม 2 และ 7. ท่อนจบ บทเพลงสร้างสรรค์นี้เป็นการผสมผสานดนตรีพื้นบ้านและ</span>ดนตรีตะวันตก มาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นความร่วมสมัย พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสำเนียงเสียงออกมาในรูปแบบของวงออเคสตร้ากับพิณ เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมพื้นบ้านโคราชให้คงอยู่ต่อไป</p> วีระศักดิ์ งามวงศ์รณชัย, วาทิน ประชานันท์, ณัฐพล ดีคำ, จารุวรรณ สุริยวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294167 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์การสื่อความหมายความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ในภาพยนตร์ไทยเรื่อง ฒ. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294378 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) เพื่ออธิบายกลวิธีการสร้างและการสื่อสารความหมายเกี่ยวกับความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์ “ฒ.” ประกอบด้วยโครงสร้างการเล่าเรื่อง 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มเรื่อง การพัฒนาเหตุการณ์ ภาวะวิกฤติ การคลี่คลาย และการยุติเรื่องราว ในเชิงเนื้อหาพบความรุนแรงต่อผู้สูงอายุในภาพยนตร์ 5 ประเภท รวม 25 เหตุการณ์ ได้แก่ ความรุนแรงทางร่างกาย ความรุนแรงทางจิตใจ ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงจากการทอดทิ้งละเลย และความรุนแรงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะความรุนแรงทางจิตใจปรากฏมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ รวมทั้งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ข้อค้นพบชี้ว่า ผู้สูงอายุมิได้เผชิญความรุนแรงในมิติเดียว หากแต่ต้องเผชิญกับความรุนแรงหลายมิติที่ทับซ้อนกัน อันก่อให้เกิดทั้งบาดแผลทางกายและจิตใจ ดังนั้นผู้สูงอายุ ครอบครัว ชุมชน และสังคมจำเป็นต้องตระหนักและพัฒนากลไกการป้องกันเชิงรุก เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางสังคมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย</p> <p>&nbsp;</p> องอาจ สิงห์ลำพอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/294378 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 The Effect of Muslim Tourist Behavior on the Potential of Halal Tourism Destinations in the Songkhla Lake Area https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/292378 <p> This study investigated the relationship between Muslim tourist behavior and the potential of halal tourism destinations in the Songkhla Lake area. A convenience sample of 400 Muslim tourists was surveyed using structured self-administered questionnaires. Data were analyzed using multiple regression analysis at a significance level of α = 0.05. Six behavioral dimensions were examined: travel patterns, accommodation preferences, food habits, tourism activities, religious practices, and spending behavior. Together, they explained 29.9% of the variance in destination potential (R² = 0.299, SE = 0.26917). Religious practices emerged as the strongest predictor, followed by tourism activities, food habits, travel patterns, accommodation preferences, and spending behavior. These results emphasize the role of religious observance in shaping halal tourism potential and highlight the varying influence of other behavioral factors. The prediction equation is Y = 0.113X<sub>1</sub> + 0.089X<sub>2</sub> + 0.154X<sub>3</sub> + 0.161X<sub>4</sub> + 0.304X<sub>5</sub> + 0.015X<sub>6</sub>. The findings provide useful insights for tourism planners and stakeholders in developing religiously-sensitive services and products tailored to Muslim tourists, enhancing the overall halal tourism experience in the culturally diverse Songkhla Lake region.</p> Waraporn Suksanchananun, Gunyanuch Kittipongpittaya ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/292378 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700