มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc <p><strong>ISSN 2774-1451 (Online) </strong></p> <p> --------------------------------------------------------------------------------</p> <p> “มนุษยสังคมสาร” คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มีนโยบายในการรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่ครอบคลุมสาขาวิชาหลัก (Main subject Category) คือ Social Sciences และจะต้องอยู่ใน 3 กลุ่มสาขาวิชา (Subject areas) คือ 1) Arts and Humanities, 2) Economics, Econometrics and Finance, 3) Social Sciences ซึ่งจะต้องอยู่ใน 5 กลุ่มย่อย (Sub-subject areas) คือ 1) General Arts and Humanities, 2) Language and Linguistics, 3) General Economics, Econometrics and Finance, 4) General Social Sciences, 5) Sociology and Political Sciences</p> <p> “มนุษยสังคมสาร” มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน / พฤษภาคม-สิงหาคม / กันยายน-ธันวาคม) แต่อาจจะออกเป็นฉบับพิเศษ (Special issue) ในการร่วมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติกับทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่เกินปีละ 2 ฉบับ</p> <p> ทุกบทความใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องผ่านการพิชญพิจารณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviewer) ในสาขาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความนั้น (Double-blind peer review) ทั้งนี้ เพื่อให้บทความมีคุณภาพและได้มาตรฐานทางวิชาการ บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้นิพนธ์บทความจะต้องปฏิบัติตามระบบการอ้างอิงเอกสารและหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยย่างเคร่งครัด</p> <p> ผู้นิพนธ์ที่จะส่งบทความมาตีพิมพ์เผยแพร่ใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องส่งผลการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) ด้วยโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ผ่านเว็บไซต์ <a href="http://plag.grad.chula.ac.th/">http://plag.grad.chula.ac.th/</a> โดยร้อยละของดัชนีความซ้ำซ้อนของบทความไม่เกินร้อยละ 10 ทั้งนี้ ให้ผู้นิพนธ์แนบผลการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานส่งมาที่วารสารพร้อมกับบทความด้วย</p> <p> ข้อความภายในบทความที่ตีพิมพ์ใน “มนุษยสังคมสาร” ทั้งหมด รวมถึงรูปภาพประกอบ ตาราง เป็นลิขสิทธิ์ของ “มนุษยสังคมสาร” การนำเนื้อหา ข้อความหรือข้อคิดเห็น รูปภาพ ตารางที่ปรากฏในบทความไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วารสารอนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางวิชาการได้ แต่ต้องแสดงที่มาจากวารสาร โดยห้ามแก้ไขดัดแปลงเนื้อหาใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ ทัศนะและความคิดเห็น ตลอดถึงข้อผิดพลาดใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในบทความใน “มนุษยสังคมสาร” ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ</p> th-TH <p><em>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ </em><em>ThaiJo2 ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</em></p> <p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ก่อนเท่านั้น</em></p> <p><em>&nbsp;</em></p> noppadon.tr@bru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล ธีระวงศ์ภิญโญ) Nittaya.or@bru.ac.th (นางสาวจรัลรัตน์ อุ่นรัมย์) Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในการส่งเสริมการจัดทำบัญชีเพื่อการลดภาระหนี้สิน: กรณีศึกษาโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/297408 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและประสิทธิผลเชิงนโยบายของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการส่งเสริมการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกรภายใต้โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งศึกษาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน และเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจัดทำบัญชีของเกษตรกร งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ข้าราชการผู้รับผิดชอบโครงการและเกษตรกรที่เข้าร่วมการฝึกอบรมในโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบทบาทสำคัญในการนำนโยบายส่งเสริมการจัดทำบัญชีไปสู่การปฏิบัติ ผ่านการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และการติดตามให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรมีความตระหนักและมีวินัยทางการเงินเพิ่มขึ้น สามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีในการวางแผนรายรับรายจ่ายและควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการจัดทำบัญชี ความเข้าใจด้านบัญชีของเกษตรกรบางกลุ่ม และข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานภาครัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของนโยบาย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ จากหน่วยงานรัฐ ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้มีการพัฒนารูปแบบการติดตามผลที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายในระยะยาว</p> สุพรัฎ เจตนเสน, ปารณีย์ ศรีแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/297408 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 การสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสมุนไพรสตรี บ้านระกาใต้ ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/299064 <p> การวิจัยครั้งนี้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา อัตลักษณ์ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชน 2) สร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 3) ประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ชุมชนของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสมุนไพรสตรีบ้านระกาใต้ ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยกลุ่มสมาชิกวิสาหกิจชุมชนจำนวน 30 คน และกลุ่มผู้บริโภคจำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เจาะลึก และการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ด้านอัตลักษณ์ วิสาหกิจชุมชนมีจุดเด่นด้านการแปรรูปสมุนไพรธรรมชาติ โดยเฉพาะการใช้มะเฟืองเป็นวัตถุดิบหลัก จึงนำลักษณะเด่นของใบมะเฟืองสีเขียวและผลสุกสีเหลืองทองมากำหนดเป็นอัตลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ ด้านการออกแบบ ตราสัญลักษณ์ยังคงโครงสร้างเดิมเพื่อรักษาการสื่อถึงผู้ก่อตั้ง แต่ปรับปรุงองค์ประกอบกราฟิกโดยใช้สีเขียวและสีเหลืองเพื่อสะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติ รูปแบบตัวอักษรได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยและสร้างความโดดเด่นจดจำง่าย สำหรับบรรจุภัณฑ์เลือกใช้รูปทรงกลมที่เน้นการใช้งานง่าย พกพาสะดวก และออกแบบให้รองรับการใช้งานด้วยไม้พายตักเนื้อครีมที่มีที่เก็บในตัวเพื่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ด้านความพึงพอใจ ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อบรรจุภัณฑ์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยเฉพาะในด้านโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญา ความเป็นเอกลักษณ์ของตราสัญลักษณ์ และความครบถ้วนชัดเจนของข้อมูลบนฉลาก ส่วนด้านกราฟิก การใช้สีและความเหมาะสมของขนาดบรรจุภัณฑ์อยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ อัตลักษณ์ที่พัฒนาขึ้นไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นสากล แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเชิงพาณิชย์และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</p> จันทิราพร ศิรินนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/299064 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความฉลาดทางวัฒนธรรม และวัฒนธรรมองค์การ ต่อความผูกพันต่อองค์การของพนักงานสัญชาติไทยในองค์การข้ามชาติ: กรณีศึกษา บริษัทเดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/299183 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความฉลาดทางวัฒนธรรมและวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของพนักงานสัญชาติไทยในองค์การข้ามชาติ กรณีศึกษาบริษัทเดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษาบทบาทของวัฒนธรรมองค์การในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางวัฒนธรรมและความผูกพันต่อองค์การของพนักงานสัญชาติไทยในองค์การข้ามชาติ กรณีศึกษาบริษัท เดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประชากรเป็นพนักงานสัญชาติไทยที่ปฏิบัติงานในบริษัทเดลต้าอีเลคโทรนิคส์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน โดยใช้รูปแบบการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงลำดับขั้น โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดทางวัฒนธรรมและวัฒนธรรมองค์การมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์การของพนักงานสัญชาติไทยในองค์การข้ามชาติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2) วัฒนธรรมองค์การมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางวัฒนธรรมและความผูกพันต่อองค์การของพนักงานสัญชาติไทยในองค์การข้ามชาติ โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ทั้งความฉลาดทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นปัจจัยระดับบุคคล และวัฒนธรรมองค์การซึ่งเป็นปัจจัยเชิงค่านิยมระดับองค์การ ต่างมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การ โดยเฉพาะในบริบทขององค์การข้ามชาติที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ วัฒนธรรมองค์การที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมมีแนวโน้มช่วยเพิ่มระดับความผูกพันต่อองค์การของพนักงานให้สูงขึ้นตามไปด้วย</p> อภิญญา สามารถกุล, ฐิติมา ไชยะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/299183 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของเทศบาลนครบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301042 <p> บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นประชาชนต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของเทศบาลนครเมืองบุรีรัมย์ 2) เพื่อได้ค่าสหสัมพันธ์ของตัวแปรสังเกตต่อรูปแบบปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน 3) เพื่อได้รูปแบบโมเดลตัวแปรขั้นกลางเชิงสาเหตุปัจจัยรูปแบบต่อประสิทธิภาพการพัฒนาเป็นเทศบาลนครเมืองบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 382 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=3.80 S.D. 0.86) 2. ค่าสหสัมพันธ์ของตัวแปร 33 คู่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งหมด 528 คู่ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.124 - 0.933 ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ด้วยกันเองเกือบทุกคู่มีค่าความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าความสัมพันธ์แนวบวกอยู่ระหว่าง 3.932 ถึง 3.605 โดยมีค่าเฉลี่ยของตัวแปรอยู่ระหว่าง 0.941 ถึง 0.733 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.464 ถึง 0.681 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตตัวแปรแฝง พบว่า ทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยแยกได้เป็น 4 กลุ่ม 3. รูปแบบโมเดลตัวแปรขั้นกลางเชิงสาเหตุของปัจจัยที่ผลต่อประสิทธิภาพการพัฒนาเป็นเทศบาลนครเมืองบุรีรัมย์ ขั้นตอนการวิเคราะห์การพัฒนา ได้แก่ ด้านการตรงต่อเวลา (PRTI) 0.263 ด้านความพึงพอใจ (SAA) 0.223 ด้านการประชาสัมพันธ์ (PUR) 0.150 ด้านการปฏิบัติงาน (PEO) 0.115</p> ธนพัฒน์ จงมีสุข, ภรัญโรจน์ ศิวรังศรีรัชต์, ธนกร เพชรสินจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301042 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 Navigating the Path to Viability: Lessons in Adaptation and Strategy from Si Sa Ket's Community Enterprises https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301049 <p> This study examined the viability and sustainability of Community Enterprises (CEs) in the border areas of Si Sa Ket Province, Thailand, with particular attention to the operational, financial, governance, and market-related challenges that shaped their long-term survival. Using a qualitative multiple-case study design, data were collected from 60 key informants across selected Community Enterprise areas through semi-structured interviews, focus group discussions, participant observation, and document analysis. The participants included community leaders, local residents, Community Enterprise committee members, Community Enterprise members, and community committee members. Data were analyzed thematically to identify recurring patterns of challenge, adaptation, and strategic response. </p> <p> The findings revealed four major factors that influenced CE sustainability. First, external support strengthened initial capacity but also created dependency when it was supply-driven and short-term. Second, transparent and participatory governance was essential for building trust, accountability, and collective action. Third, market orientation was necessary for transforming local products and cultural resources into sustainable economic value. Fourth, intergenerational collaboration was critical for linking traditional knowledge with digital skills and future succession. Based on these findings, the study proposed a sustainability framework built on four core pillars: adaptive external support, participatory governance, market-oriented value creation, and intergenerational capability development. The study contributed practical insights for policymakers, development agencies, and community leaders seeking to strengthen rural Community Enterprises in peripheral borderland contexts.</p> Siriwuth Wannathong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301049 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301131 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และ 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ จำนวน 384 คน ได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane (1973) โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ระดับ .05 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีระดับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.18) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการเข้าถึงสื่อ รองลงมาคือ ด้านความเข้าใจ ด้านการประเมินคุณค่าสื่อ ด้านการวิเคราะห์สื่อ และด้านการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ตามลำดับ และ 2) ปัญหาและอุปสรรคในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับน้อย (𝑥̅ = 2.02) โดยปัญหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ ด้านความเข้าใจ รองลงมาคือ ด้านการเข้าถึงสื่อ ด้านการใช้สื่อ ด้านการวิเคราะห์สื่อ และด้านการประเมินคุณค่าสื่อ ตามลำดับ</p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่านักศึกษามีศักยภาพในการใช้สื่อดิจิทัลในระดับดี แต่ยังคงมีข้อจำกัดที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนา โดยเฉพาะทักษะการคัดกรอง วิเคราะห์ และจัดการข้อมูล เพื่อเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล </p> จุฑามาศ พรหมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301131 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301141 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ และ 2)เพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมี 3 ลักษณะ คือ แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบปลายเปิด มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.864 สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับ ค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำได้ดังนี้ ด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ และด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ตามลำดับ 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานคือ ควรมีการจัดกิจกรรมเพิ่ม เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือ ควรให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงความคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานมากกว่าเดิม และการได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาความดีความชอบอย่างมีหลักเกณฑ์ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย ตามลำดับ</p> รังสิทธิ วิหกเหิน, พระศรีปริยัติธาดา -, ชัยภัทร สุริยะโรจนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301141 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตของความพ้นวิสัยในการชำระหนี้: ศึกษากรณีพฤติการณ์อันเป็นรากฐานแห่งสัญญาเปลี่ยนแปลงไป https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301153 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตของ "ความพ้นวิสัย" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 และ 219 ในบริบทของสังคมเศรษฐกิจปัจจุบันที่เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้พฤติการณ์อันเป็นรากฐานแห่งสัญญาเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้การชำระหนี้แม้จะไม่เป็นพ้นวิสัยในเชิงกายภาพ แต่ส่งผลให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ที่เป็นภาระหนักสมเกินควร</p> <p> จากการศึกษาพบว่า กฎหมายลักษณะหนี้ของไทยยังคงจำกัดขอบเขตความพ้นวิสัยในการชำระหนี้ไว้เพียงการพ้นวิสัยในเชิงกายภาพและเชิงกฎหมายเท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติที่รับรองความพ้นวิสัยในเชิงเศรษฐกิจ หรือหลักพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ไว้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่สัญญาในกรณีที่ต้นทุนการชำระหนี้พุ่งสูงขึ้นมหาศาลหรือมูลค่าของหนี้ลดลงจนเสียสมดุลแห่งสัญญา เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส พบว่าระบบกฎหมายที่พัฒนาแล้วได้มีการวางกลไกการเยียวยาด้วยการปรับปรุงสัญญา แต่ยังคงรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญาควบคู่ไปกับหลักความเป็นธรรม</p> <p> ข้อเสนอแนะจากการวิจัยเห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยการบัญญัติหลักพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้เป็นสิทธิของคู่สัญญาในการร้องขอเจรจาใหม่ และให้อำนาจศาลในการปรับปรุงเนื้อหาแห่งสัญญาเพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาดุลยภาพแห่งสัญญาไว้อย่างเหมาะสม อันจะเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองคู่สัญญาภายใต้หลักความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแท้จริง</p> กัลยาณี ธีระวงศ์ภิโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301153 Thu, 07 May 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเปลือกโกโก้เหลือทิ้งสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังผ่านกระบวนการคิด เชิงออกแบบภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/297609 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการจัดการเปลือกโกโก้เหลือทิ้งสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG ผลการศึกษา พบว่า เปลือกโกโก้เหลือทิ้งในอำเภอสวนผึ้งเป็นปัญหาของชุมชน ในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และ สังคม การประยุกต์ใช้แนวคิดกระบวนการคิดเชิงออกแบบ กับ แนวคิดเศรษฐกิจ BCG เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนของเหลือทิ้งที่อาจกลายเป็นขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหนังแฟชั่นร่วมสมัย ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และ เพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ข้อค้นพบโดยการประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG ตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การเข้าใจผู้บริโภค เปลี่ยนมุมมองต่อเปลือกโกโก้จากขยะให้เป็นทรัพยากรชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนกำจัดของเสียและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร 2. การวิเคราะห์และกำหนดโจทย์การสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องหนังที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3. การสร้างแนวคิดพัฒนานวัตกรรมหนังชีวภาพจากผงเปลือกโกโก้ผสมยางพาราตามหลักเศรษฐกิจสีเขียวไร้สารเคมี 4. การสร้างต้นแบบโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและย่อยสลายได้จริง 5. การทดสอบและปรับปรุงนำผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย ณ ตลาดโอ๊ะป่อย และ ตลาดบัฟฟาโร่มาเก็ต เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากตลาดชุมชนนำมาพัฒนาคุณภาพสินค้าและสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่วัดผลได้จริงในชุมชน</p> ดร.ถิรวุฒิ แสงมณีเดช , ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ , ดร.อภิลักษณ์ ธรรมวิมุตติ, อภิเชษฐ์ ขำเลิศ, ผศ.ดร.นงลักษณ์ เพิ่มชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/297609 Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0700