มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc <p><strong>ISSN 2774-1451 (Online) </strong></p> <p> --------------------------------------------------------------------------------</p> <p> “มนุษยสังคมสาร” คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มีนโยบายในการรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความที่ครอบคลุมสาขาวิชาหลัก (Main subject Category) คือ Social Sciences และจะต้องอยู่ใน 3 กลุ่มสาขาวิชา (Subject areas) คือ</p> <p> 1) Arts and Humanities<br /> 2) Economics, Econometrics and Finance<br /> 3) Social Sciences</p> <p>ซึ่งจะต้องอยู่ใน 5 กลุ่มย่อย (Sub-subject areas) คือ</p> <p> 1) General Arts and Humanities<br /> 2) Language and Linguistics<br /> 3) General Economics, Econometrics and Finance<br /> 4) General Social Sciences<br /> 5) Sociology and Political Sciences</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong><br />“มนุษยสังคมสาร” มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ <br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p> ทุกบทความใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องผ่านการพิชญพิจารณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviewer) ในสาขาที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อย 3 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความนั้น (Double-blind peer review) ทั้งนี้ เพื่อให้บทความมีคุณภาพและได้มาตรฐานทางวิชาการ บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้นิพนธ์บทความจะต้องปฏิบัติตามระบบการอ้างอิงเอกสารและหลักเกณฑ์การเสนอบทความวิชาการหรือบทความวิจัยย่างเคร่งครัด</p> <p> ผู้นิพนธ์ที่จะส่งบทความมาตีพิมพ์เผยแพร่ใน “มนุษยสังคมสาร” จะต้องส่งผลการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) ด้วยโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ ผ่านเว็บไซต์ <a href="http://plag.grad.chula.ac.th/">http://plag.grad.chula.ac.th/</a> โดยร้อยละของดัชนีความซ้ำซ้อนของบทความไม่เกินร้อยละ 10 ทั้งนี้ ให้ผู้นิพนธ์แนบผลการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานส่งมาที่วารสารพร้อมกับบทความด้วย</p> <p> ข้อความภายในบทความที่ตีพิมพ์ใน “มนุษยสังคมสาร” ทั้งหมด รวมถึงรูปภาพประกอบ ตาราง เป็นลิขสิทธิ์ของ “มนุษยสังคมสาร” การนำเนื้อหา ข้อความหรือข้อคิดเห็น รูปภาพ ตารางที่ปรากฏในบทความไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วารสารอนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางวิชาการได้ แต่ต้องแสดงที่มาจากวารสาร โดยห้ามแก้ไขดัดแปลงเนื้อหาใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ ทัศนะและความคิดเห็น ตลอดถึงข้อผิดพลาดใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในบทความใน “มนุษยสังคมสาร” ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p><strong>ประกาศอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความเพื่อใช้ในการดำเนินการตรวจประเมินบทความ (Peer review) และบริหารงานวารสาร สำหรับบุคคลทั่วไป บทความละ <strong>3,500 บาท</strong> และสำหรับบุคลากรภายในสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละบทความจะต้องได้รับการพิชญพิจารณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจากหลากหลายสถาบัน อย่างน้อยจำนวน 3 คน หากบทความของผู้นิพนธ์ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการแล้ว ให้โอนเงินค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาถนนเสด็จนิวัติ ชื่อบัญชี “นายนพดล ธีระวงศ์ภิญโญ และนายสถาพร วิชัยรัมย์ และนางสาวจรัลรัตน์ อุ่นรัมย์” บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ “0202-4647-9556” ในกรณีที่ผู้นิพนธ์บทความพิมพ์ชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์แล้ว หากบทความถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ หรือผู้นิพนธ์บทความต้องการยกเลิกการตีพิมพ์ “มนุษยสังคมสาร” จะไม่สามารถคืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ให้ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะได้ใช้เงินส่วนนี้จ่ายเป็นค่าตอบแทนให้ผู้ทรงคุณวุฒิและค่าดำเนินการวารสารไปแล้ว โดยอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ฉบับที่ 2 ปีที่ 23 (2568) เป็นต้นไป</p> <p><strong>ชื่อบัญชี:</strong> นายนพดล ธีระวงศ์ภิญโญ และนายสถาพร วิชัยรัมย์ และนางสาวจรัลรัตน์ อุ่นรัมย์<br /><strong>ธนาคาร:</strong> เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาถนนเสด็จนิวัติ<br /><strong>หมายเลขบัญชี:</strong> 0202-4647-9556<br /><strong>หมายเหตุ:</strong> โอนเสร็จแล้วขอความกรุณาถ่ายสลิปส่งมาที่<br /><strong>อีเมล์:</strong> jhusoc@bru.ac.th</p> <p> </p> มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ th-TH มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2673-0243 <p><em>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ </em><em>ThaiJo2 ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</em></p> <p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ก่อนเท่านั้น</em></p> <p><em>&nbsp;</em></p> แนวคิดและข้อคิดผ่านฉากการปรากฏตัวของตัวละคร “พระมหาเถรคันฉ่อง” ในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 1 องค์ประกันหงสา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/302219 <p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิดและข้อคิดผ่านตัวละคร “พระมหาเถรคันฉ่อง” ในภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1: องค์ประกันหงสา (พ.ศ. 2550) โดยพิจารณาบทบาทของตัวละครดังกล่าวในฐานะผู้ชี้นำทางปัญญาและศาสนา ควบคู่กับการประกอบสร้างภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในฐานะผู้นำที่เข้มแข็งและเด็ดขาด สอดคล้องกับแนวคิดจักรพรรดิราช (King of Kings) ที่เน้นความเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและความชอบธรรมในการปกครอง ผลการศึกษาพบว่า ภาพยนตร์นำเสนอกระบวนการเติบโตของสมเด็จพระนเรศวรผ่านการฝึกฝนและการอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวดจากพระมหาเถรคันฉ่อง ทั้งด้านวิชาการ การทหาร และคุณธรรม เช่น ความเมตตา การให้อภัย และความรับผิดชอบต่อผู้อื่น อันเป็นรากฐานของผู้นำที่ผสานอำนาจกับคุณธรรม นอกจากนี้ตัวละครดังกล่าวยังทำหน้าที่เสริมความชอบธรรมแก่โครงสร้างอำนาจ ในฐานะที่ปรึกษาและผู้กำกับทิศทางทางศีลธรรม ขณะที่บทสนทนาในเรื่องยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “ศาสนา” กับ “การเมือง” ซึ่งอธิบายได้ด้วยแนวคิดจักรพรรดิราชและแนวคิดมณฑล (Mandala) อันเป็นกรอบสำคัญในการเข้าใจโครงสร้างอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อค้นพบชี้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิง หากเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองและศีลธรรม ผ่านการผสมผสานระหว่างอำนาจ คุณธรรม และความเชื่อเรื่องบุญบารมี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความหมายและการรับรู้ต่อบทบาทของผู้นำในสังคมไทย</p> พงษ์กฤษฏิ์ จิโน ศยามล อินทิยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 174 186 10.14456/jhusoc.2026.13 พิธีกงจี่เช็งเม้ง เคารพสุสานบรรพชนนิรนามจีนไทย: กรณีศึกษา มูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/302334 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาขั้นตอนและรายละเอียดของพิธีกงจี่เช็งเม้ง เคารพสุสานอนุสรณ์บรรพชนนิรนามจีนไทย และ 2) เพื่อศึกษาคุณค่าของพิธีกงจี่เช็งเม้ง เคารพสุสานอนุสรณ์บรรพชนนิรนามจีนไทย กรณีศึกษา มูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยภาคสนาม ผ่านการมีส่วนร่วมในพิธี ร่วมกับการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า พิธีกงจี่มีลำดับขั้นตอนที่สะท้อนความเชื่อและแบบแผนพิธีของชาวจีน โดยเริ่มจากการไหว้ขอบคุณศาลเจ้าที่ ได้แก่ ศาลฮกเต็ก ศาลแป๊ะกง และศาลโหงวโท้ว ภายในพื้นที่สุสานสว่างจรรยาธรรม ก่อนเข้าสู่พิธีกงจี่เคารพสุสานอนุสรณ์บรรพชนนิรนามจีนไทย นอกจากนี้ พิธีกงจี่ยังสะท้อนคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ เกิดเงินหมุนเวียนในตลาดและร้านค้าท้องถิ่น ด้านสังคมและจิตอาสาที่ส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของกลุ่มมูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน และด้านวัฒนธรรมที่ช่วยสืบทอดอัตลักษณ์ ความเชื่อ และประเพณีของมูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน ให้ดำรงอยู่ในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย จึงสะท้อนให้เห็นว่าพิธีกงจี่เช็งเม้งไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะพิธีกรรมทางความเชื่อ แต่ยังเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คน และความทรงจำ</p> วิภาดา ทองธรรมสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 187 199 10.14456/jhusoc.2026.14 ชุมชนนวัตกรรมในการลดความเสี่ยงภัยคุกคามคุณภาพชีวิตจากธรรมชาติ และกิจกรรมของมนุษย์ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/300540 <p>การวิจัยเรื่องชุมชนนวัตกรรมในการลดความเสี่ยงภัยคุกคามคุณภาพชีวิตจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจภาคสนามชุมชนต้นแบบในการลดความเสี่ยงภัยคุกคามคุณภาพชีวิตจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ 2. พัฒนาชุดองค์ความรู้ในการลดความเสี่ยงภัยคุกคามคุณภาพชีวิตสำหรับชุมชน 3. พัฒนาชุมชนนวัตกรรมด้านการจัดการความเสี่ยงภัยคุกคามคุณภาพชีวิตโดยใช้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ 4. ถ่ายทอดองค์ความรู้จากชุมชนนวัตกรรมด้านการจัดการความเสี่ยงภัยคุกคามคุณภาพชีวิตโดยใช้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานบูรณาการเครื่องมือภูมิสารสนเทศร่วมกับการสำรวจภาคสนามและการจัดการความรู้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ผลการศึกษาพบว่า 1) การสำรวจชุมชนต้นแบบ 5 แห่งที่มีความโดดเด่นด้านการจัดการความเสี่ยงภัยช่วยให้ผู้เข้าร่วมเกิดการเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ด้วยความพึงพอใจระดับมาก 2) สามารถพัฒนาชุดองค์ความรู้ในลักษณะตัวแบบการเรียนรู้และนวัตกรรม (LIP) ที่บูรณาการคู่มือการจัดการความเสี่ยงของชุมชน 3) เกิดการพัฒนาชุมชนนวัตกรรม 5 แห่ง ครอบคลุมการจัดการน้ำท่วม ไฟป่า การเผาในที่โล่ง อุบัติเหตุจราจร และโรคระบาดร่วมกับการลักลอบข้ามแดน โดยสร้างนวัตกรชุมชนได้รวม 43 คน และ 4) มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อขยายผลการเรียนรู้สู่คนในชุมชนด้วยความพึงพอใจในระดับมากระหว่างชุมชน</p> อิสสราพร กล่อมกล่ำนุ่ม สุภาสพงษ์ รู้ทำนอง บัญชา วัฒนาทัศนีย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-17 2026-08-17 24 2 131 145 10.14456/jhusoc.2026.10 อิทธิพลของการดูแลแบบยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการใน คลินิกทันตกรรม: กรณีศึกษา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/302957 <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการดูแลแบบยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของคลินิกทันตกรรมในตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ (2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ (3) ศึกษาอิทธิพลของการดูแลแบบยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้รับบริการในคลินิกทันตกรรม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 400 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.908 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าการดูแลแบบยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางของคลินิกทันตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการเคารพสิทธิและความต้องการของผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความพึงพอใจของผู้รับบริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การดูแลแบบยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางทั้ง 5 ด้านร่วมกันส่งผลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยพยากรณ์ความพึงพอใจของผู้รับบริการได้ร้อยละ 47.9 (R² = .479) โดยด้านการดูแลเอาใจใส่มีอิทธิพลมากที่สุด ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> วิษณุ​ กีรติ​พงศ์​ภักดี​ นิตยานันท์ จิตวรรณรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 146 160 10.14456/jhusoc.2026.11 รัฐศาสตร์ในจิตรกรรม: การวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ กรณีศึกษา จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดบุญวาทย์วิหาร จังหวัดลำปาง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/301738 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์แนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่สะท้อนอยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง 2) ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างจิตรกรรมกับบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ และ 3) เสนอแนวทางการใช้ศิลปะจิตรกรรมเป็นเครื่องมือในการศึกษารัฐศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ สังคม และศิลปกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) จิตรกรรมฝาผนังวัดบุญวาทย์วิหาร จำนวน 81 ภาพ มิได้ทำหน้าที่เพียงการบอกเล่าพุทธประวัติและชาดก แต่ยังทำหน้าที่เป็น “บทความทางการเมือง” ที่สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ โดยเฉพาะอุดมการณ์ “ธรรมราชา” ที่เน้นย้ำความชอบธรรมของผู้ปกครองผ่านคุณธรรมและการเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก 2) ในมิติทางเศรษฐกิจ ภาพเขียนสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจทางโลกและเศรษฐกิจแห่งบุญผ่านการสละทรัพย์สินเพื่อค้ำจุนศาสนา ขณะที่ในมิติสังคม จิตรกรรมทำหน้าที่เป็น “เอกสารทางสังคม” ที่บันทึกโครงสร้าง ค่านิยม และการเปลี่ยนแปลงของอำนาจการปกครองในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงที่ลำปางอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต 3) จิตรกรรมฝาผนังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองและเป็นสื่อการเรียนการสอนรัฐศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาและสังคมไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> อนันต์ อุปสอด ศยามล อินทิยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 161 173 10.14456/jhusoc.2026.12 ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/303708 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท เงื่อนไขตั้งต้น และสภาพปัญหาในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของประเทศไทย 2) วิเคราะห์รูปแบบ กระบวนการ และปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อประสิทธิผลของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน 3) เสนอรูปแบบการกำกับดูแลแบบร่วมมือที่เหมาะสม ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 24 คน จาก 4 ภาคส่วน การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการวิเคราะห์คำพิพากษาคดีหลอกลวงออนไลน์แบบผสมผสาน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความร่วมกับการตรวจสอบสามเส้า<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) อาชญากรรมทางเทคโนโลยีของไทยเป็นปัญหาสาธารณะที่ซับซ้อนสูง ขับเคลื่อนโดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเชิงอุตสาหกรรม มีความไม่สมดุลของอำนาจ-ทรัพยากร และปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ประเด็น ได้แก่ คอขวดกระบวนการยุติธรรม ช่องโหว่การตีความกฎหมาย ข้อจำกัดการกำกับดูแล คดีล้นมือ และข้อจำกัดข้ามชาติ 2) ความร่วมมือเป็น “กลไกคู่ตั้งรับ-เชิงรุก แบบหลายระดับ” ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ พันธสัญญาร่วม และปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประการ 3) รูปแบบที่เหมาะสมคือ โมเดลการกำกับดูแลแบบบูรณาการ 4 เสาหลักกับ 5 ชั้นกลไก ส่งผลให้จำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายลดลง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้รับมือกับความซับซ้อนของคดีไซเบอร์ ขยายปากเกร็ดโมเดล และกำหนด KPI ระดับชาติ</p> พัฒนพันธ์ บูระพันธ์ สุวรรณี แสงมหาชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 200 214 10.14456/jhusoc.2026.15 การศึกษาความสัมพันธ์ในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของผู้ใช้งานรถยนต์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/303986 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของผู้ใช้รถยนต์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของผู้ใช้งานรถยนต์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของผู้ใช้งานรถยนต์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้รถยนต์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 204 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโดยรวม พบว่าด้าน การขายโดยใช้พนักงาน มีค่ามากที่สุด จากการศึกษาการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของผู้ใช้งานรถยนต์ พบว่าทั้งหมดอยู่ในระดับเห็นด้วย โดยพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นโดยรวม พบว่า ด้านพฤติกรรมภายหลังการซื้อ มีค่ามากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ด้านการขายโดยใช้พนักงานมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อในด้านการรับรู้ถึงความต้องการและปัญหา และยังมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมหลังการซื้อในทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> อภิจิรา ปริฉัตร์ตระกูล องอาจ สิงห์ลำพอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 215 229 10.14456/jhusoc.2026.16 Linguistic Landscape of the Chanthaboon Riverfront Community: Language Use and Language Choice on Shop Signs https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/303223 <p>This study examines the linguistic landscape of the Chanthaboon Riverfront Community in Chanthaburi Province, Thailand. Using a mixed-methods design, the study analyzed 71 shop signs and conducted semi-structured interviews with seven local shop owners. The sign analysis revealed that monolingual signs were the most common type, accounting for 74.6% of the dataset. Monolingual Thai signs formed the largest group at 56.3%, followed by Thai-English bilingual signs at 21.1%. Thai-Chinese signs were rare, making up only 2.8% of the sample, and only one Thai-Chinese-English trilingual sign was found. In terms of visual prominence, the Thai language was usually displayed more prominently than English on bilingual signs. Interview data suggested that shop owners’ language choices were shaped by both practical and symbolic concerns. The Thai language was associated with local identity, family memory, and the heritage atmosphere of the community. English was used to support tourist accessibility, online searchability, and business image. Chinese appeared mainly as a marker of cultural heritage rather than as an everyday language of commercial communication. The findings suggest that the linguistic landscape of the Chanthaboon Riverfront Community remains strongly anchored in Thai, while English and Chinese are used in relation to tourism, branding, and heritage identity.</p> Kanpicha Boonmak Sattawat Chaiyasit Praweenuch Sotkomkham ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 230 242 10.14456/jhusoc.2026.17 นวัตกรรม e-Book วรรณกรรมพื้นบ้านทางพุทธศาสนาลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่มีความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/302031 <p>การศึกษาวรรณกรรมพื้นบ้านทางพระพุทธศาสนาลุ่มแม่น้ำโขงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่เยาวชนกลุ่มเปราะบางในบริบทพหุวัฒนธรรม โดยใช้กระบวนการเก็บข้อมูลภาคสนามในเส้นทางเศรษฐกิจ 3R2A ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเมืองบ่อแก้ว เมืองหลวงน้ำทา เมืองบ่อเต็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว งานวิจัยจำแนกเนื้อหาตามแนวคิดการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านภาษาและวรรณกรรม 2) ด้านความเชื่อ พิธีกรรม และประเพณี และ 3) ความเชื่อมโยงของพระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง<br />ผลการศึกษาพบว่า การถ่ายทอดวรรณกรรมพื้นบ้านมีวัดและศาลาวัดเป็นศูนย์กลาง โดยมีพระภิกษุและครูภูมิปัญญาเป็นผู้นำในการถ่ายทอดผ่านภาษาท้องถิ่นที่สะท้อนภาพชีวิตจริงและคติธรรม งานวิจัยได้นำข้อมูลมาต่อยอดสู่กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน อาทิ เวทีเล่านิทานธรรมะ การแข่งขันอ่านคำฉันท์ และค่ายศีลธรรมพื้นถิ่น ผลลัพธ์สำคัญคือเยาวชนเกิดความตระหนักในรากเหง้าวัฒนธรรมและเข้าใจธรรมะผ่านเรื่องใกล้ตัว นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้เยาวชนสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Podcast, TikTok และนวัตกรรม e-Book ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองและต่อยอดพระพุทธศาสนาให้ร่วมสมัย เข้าถึงกลุ่มเยาวชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> นพรัตน์ กันทะพิกุล ปนัดดา จีนประชา เขมินทรา ตันธิกุล พิมภัสสร เด็ดขาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-19 2026-08-19 24 2 243 254 10.14456/jhusoc.2026.18 การสร้างเส้นทางการเรียนรู้จากโครงการการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพะเยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/303210 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของศูนย์การเรียนรู้จากโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพะเยา ภายใต้ SDG 4 SDG 8 และ SDG 12 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา ดำเนินการ 2 ระยะ คือการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการทดสอบเส้นทางด้วย familiarization trip ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 75 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และนักท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบศูนย์การเรียนรู้ที่มีศักยภาพ 5 แห่ง ได้แก่ กาละแมโบราณล้านนาเชียงคำ แหล่งเตาเผาโบราณบ้านเวียงบัว ชุมชนทอผ้าบ้านจำไก่ ฟาร์มสุขทางใจ และบ้านสวนแสงดาว โดยภาพรวมมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.33) ด้านที่โดดเด่นคือการจัดการองค์ความรู้ (𝑥̅ = 4.53) และสิ่งแวดล้อม (𝑥̅ = 4.45) ส่วนการประชาสัมพันธ์และการตลาดควรพัฒนาเพิ่มเติม (𝑥̅ = 4.03) จากผลดังกล่าว ได้ออกแบบเส้นทาง “สัมผัสงานศิลป์ เยือนถิ่นเกษตรอินทรีย์ ชมวิถีวัฒนธรรม” จำนวน 3 เส้นทาง มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวที่ใฝ่รู้และมีจิตสำนึกด้านความยั่งยืน ครอบคลุม 6 มิติ ได้แก่ วัฒนธรรม ศิลปหัตถกรรม เกษตรและธรรมชาติ อาหาร ประวัติศาสตร์ และการมีส่วนร่วม เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาวของจังหวัดพะเยา</p> กรัณน์ฑรัตน์ คะวัติกูล พัจน์พิตตา ศรีสมพงษ์ กิตติพิชญ์ กิตติพรไพบูลย์ พันธุ์พิชญา ปัญญาฟู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-20 2026-08-20 24 2 255 269 10.14456/jhusoc.2026.19 การพัฒนารูปแบบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอย่างยั่งยืนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชนบ้านยางลาว https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/304624 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ้านยางลาวด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลบ้านยาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ระหว่างพระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านผู้สูงอายุ เยาวชน นักวิจัยและนักวิชาการ จำนวนทั้งสิ้น 32 คน โดยมีขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา ได้แก่ การเก็บรวบรวมเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ชุมชนและวิถีชีวิต การออกแบบจัดวางนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน การพัฒนานักเล่าเรื่องเยาวชน และการพัฒนาสื่อดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบ้านยางลาวที่เกิดจากการบูรณาการและการสร้างสรรค์ร่วมกันของชุมชน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการสร้างสรรค์วิถีชีวิตชุมชนบ้านยางลาว 7 ฉาก การพัฒนานักเล่าเรื่องเยาวชน และสื่อดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์และเรียนรู้ 3 รายการ ทั้งนี้ ผลการวิจัยช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชนเกิดความภาคภูมิใจและตระหนักถึงการเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในอนาคต</p> กฤษณ์ ปิตาทะสังข์ จริยาภรณ์ ปิตาทะสังข์ คคนางค์ ช่อชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-20 2026-08-20 24 2 270 283 10.14456/jhusoc.2026.20 การสร้างสรรค์กราฟิกหนังสือภาพถ่ายงานหัตถกรรมพื้นบ้าน บ้านโคกเพชร ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/303722 <p>งานวิจัยเรื่อง การสร้างสรรค์กราฟิกหนังสือภาพถ่ายงานหัตถกรรมพื้นบ้าน บ้านโคกเพชร ตำบลโคกม้า อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการสร้างงานหัตถกรรมพื้นบ้าน บ้านโคกเพชร 2) สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายเพื่อการออกแบบกราฟิกหนังสือภาพถ่ายงานหัตถกรรมพื้นบ้าน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ชมผลงาน<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) งานหัตถกรรมที่โดดเด่นมี 3 ประเภท ได้แก่ การทอเสื่อกกพับ การทอผ้าขาวม้า และการถักแห ซึ่งเป็นการนำวัสดุท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้และสร้างอาชีพเสริม โดยผู้อยู่ในพื้นที่ได้สัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้านและบันทึกภาพขั้นตอนการผลิตด้วยแนวคิดการถ่ายภาพแบบพิคโทเรียลอาร์ตเพื่อสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น 2) ได้ดำเนินการสร้างสรรค์ภาพถ่ายและออกแบบกราฟิกหนังสือภาพถ่าย โดยผ่านการประเมินประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ด้านการถ่ายภาพ และด้านเทคนิคการออกแบบ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก ( = 4.11, S.D. = 0.62) สรุปได้ว่าหนังสือภาพถ่ายงานหัตถกรรมพื้นบ้าน บ้านโคกเพชร มีจุดเด่นด้านการนำเสนอภาพถ่ายที่สวยงาม การออกแบบหน้าปก และรูปเล่ม สะท้อนวิถีชุมชนอย่างสร้างสรรค์ และสร้างความพึงพอใจแก่ผู้เข้าชมอยู่ในเกณฑ์ดี</p> ชาลิสา เกื้อประโคน รุ่งนภา จะนันท์ สมศักดิ์ จีวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-20 2026-08-20 24 2 284 295 10.14456/jhusoc.2026.21 การพัฒนาสมรรถนะทางการสื่อสารของผู้นำชุมชนเทศบาลเมืองทุ่งสง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhusoc/article/view/303347 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบสมรรถนะทางการสื่อสาร 2) วิธีการพัฒนาสมรรถนะทางการสื่อสาร และ 3) ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาสมรรถนะทางการสื่อสารของผู้นำชุมชนเทศบาลเมืองทุ่งสง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสัมภาษณ์กลุ่ม แหล่งข้อมูลเชิงเอกสารที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนพัฒนาท้องถิ่น 2) เว็บไซต์เทศบาลเมืองทุ่งสง และ 3) วารสารเทศบาลเมืองทุ่งสง ทั้งหมด 26 ฉบับ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักโดยการสัมภาษณ์ รวม 55 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบสมรรถนะทางการสื่อสารประกอบด้วย (1) สมรรถนะทางการสื่อสารภายใน คือ สมรรถนะทางการสื่อสารในการบริหารจัดการชุมชน สมรรถนะทางการสื่อสารในการประชุม สมรรถนะทางการสื่อสารในการรับข้อมูล และสมรรถนะทางการสื่อสารในการตัดสินใจ และ (2) สมรรถนะทางการสื่อสารภายนอก คือ สมรรถนะทางการสื่อสารในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ สมรรถนะทางการสื่อสารในการแจ้งข่าวสาร สมรรถนะทางการสื่อสารในการเผยแพร่ความรู้ สมรรถนะทางการสื่อสารในการพูดที่ชุมชน สมรรถนะทางการสื่อสารในการใช้โซเชียลมีเดีย และสมรรถนะทางการสื่อสารในการใช้เทคโนโลยี 2) วิธีการพัฒนาสมรรถนะทางการสื่อสารประกอบด้วย (1) การอบรม และ (2) การสอนงาน และ 3) ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาสมรรถนะทางการสื่อสารประกอบด้วย (1) ปัจจัยด้านองค์กร (2) ผู้ปฏิบัติงาน (3) วิธีการพัฒนา และ (4) และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง</p> กานต์ บุญศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มนุษยสังคมสาร (มสส.) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0 2026-08-28 2026-08-28 24 2 296 308 10.14456/jhusoc.2026.22