วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru
<h1 style="text-align: center; color: #111827; margin: 40px 0 10px; font-size: 28px; font-weight: 600;">วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</h1> <h3 style="text-align: center; color: #4b5563; margin: 0 0 20px; font-size: 18px; font-weight: 500;">Journal of Humanities and Social Sciences, Surindra Rajabhat University</h3> <p style="text-align: center; font-size: 16px; color: #374151; margin-bottom: 30px;"><strong>ISSN 3027-8724 (Print)</strong> | <strong>ISSN 3027-8732 (Online)</strong></p> <h2 style="color: #3730a3; margin: 40px 0 15px; font-size: 24px; font-weight: 600; border-left: 5px solid #4f46e5; padding-left: 15px;">วัตถุประสงค์ของวารสาร (Aims)</h2> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; text-align: justify; margin-bottom: 20px;">วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณค่าเชิงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงแนวคิด ทฤษฎี และกรอบวิชาการ เพื่ออธิบาย ทำความเข้าใจ และวิพากษ์ปรากฏการณ์ทางสังคม มนุษย์ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัยในบริบทท้องถิ่น ภูมิภาค และสากล</p> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; text-align: justify;">วารสารมุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้ที่มีความเข้มข้นทางวิชาการ ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริบททางสังคม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อสนับสนุนบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่รับใช้สังคมและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> <h2 style="color: #3730a3; margin: 50px 0 15px; font-size: 24px; font-weight: 600; border-left: 5px solid #4f46e5; padding-left: 15px;">ขอบเขตของวารสาร (Scope)</h2> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; margin-bottom: 15px;">วารสารเปิดรับพิจารณาบทความวิจัยและบทความวิชาการในขอบเขตต่อไปนี้</p> <ol style="font-size: 16px; line-height: 1.8; padding-left: 25px; margin-bottom: 20px;"> <li><strong>ภาษาศาสตร์และการสื่อความหมายในสังคม</strong><br />การศึกษาภาษา วาทกรรม การสื่อสาร และกระบวนการสร้างความหมายในบริบททางสังคม วัฒนธรรม และสังคมร่วมสมัย</li> <li><strong>สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และพลวัตของสังคมร่วมสมัย</strong><br />การศึกษามนุษย์ ชุมชน โครงสร้างและความสัมพันธ์ทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม อัตลักษณ์ ความเหลื่อมล้ำ และปรากฏการณ์ทางสังคมในบริบทท้องถิ่นและภูมิภาค</li> <li><strong>ปรัชญา จริยศาสตร์ และความคิดทางสังคม</strong><br />การศึกษาทางปรัชญา จริยศาสตร์ และความคิดทางสังคม เพื่อการอธิบาย วิเคราะห์ และวิพากษ์คุณค่า ความเชื่อ และกรอบความคิดที่กำกับสังคมร่วมสมัย</li> <li><strong>การศึกษาศิลปะ ดนตรี และการแสดงในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคม</strong><br />การศึกษาศิลปะ ดนตรี และการแสดงในฐานะพื้นที่ทางสังคม วาทกรรม การสื่อความหมาย และการสร้างอัตลักษณ์ โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มิใช่งานสร้างสรรค์หรือการอนุรักษ์เชิงศิลปวัฒนธรรม</li> <li><strong>มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์ในบริบทท้องถิ่นและภูมิภาค</strong><br />การศึกษาที่ใช้กรอบแนวคิดเชิงวิพากษ์ในการทำความเข้าใจประเด็นมนุษย์ สังคม และความเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อมโยงมิติท้องถิ่น ภูมิภาค และสังคมร่วมสมัยในระดับชาติและนานาชาติ</li> </ol> <h2 style="color: #3730a3; margin: 50px 0 15px; font-size: 24px; font-weight: 600; border-left: 5px solid #4f46e5; padding-left: 15px;">เงื่อนไขการตีพิมพ์</h2> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; text-align: justify; margin-bottom: 20px;">บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (<strong>Double-Blind Peer Review</strong>)</p> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; text-align: justify; margin-bottom: 20px;">ทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <h2 style="color: #3730a3; margin: 50px 0 15px; font-size: 24px; font-weight: 600; border-left: 5px solid #4f46e5; padding-left: 15px;">ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์เผยแพร่</h2> <ul style="font-size: 16px; line-height: 1.8; padding-left: 25px; margin-bottom: 20px; list-style-type: disc;"> <li><strong>บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย</strong> 3,500 บาท</li> <li><strong>บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ</strong> 4,500 บาท</li> </ul> <h3 style="color: #2563eb; margin: 30px 0 10px; font-size: 20px; font-weight: 600;">คำชี้แจง ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</h3> <ol style="font-size: 16px; line-height: 1.8; padding-left: 25px; margin-bottom: 20px;"> <li>ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์บทความผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย <ol style="padding-left: 20px; margin-top: 10px;" type="a"> <li>บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์ รูปแบบฟอร์มต้องถูกต้อง หากไม่ถูกต้องจะมีการแจ้งให้ปรับแก้ไขให้ถูกต้องผ่านในระบบวารสารในช่องทาง Pre-Review Discussions</li> <li>แบบฟอร์มการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ลงในวารสาร จำนวน 1 ไฟล์ กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ (<a style="color: #2563eb; text-decoration: underline;" href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/author_instruction">Click</a>)</li> </ol> </li> <li>เมื่อไฟล์เอกสารบทความถูกต้องครบถ้วนตามที่วารสารกำหนดแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนที่จะส่งประเมินคุณภาพบทความ ผ่านในระบบวารสารในช่องทางกระทู้สนทนาก่อนการประเมิน (Pre-Review Discussions)</li> <li>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น</li> </ol> <h3 style="color: #2563eb; margin: 30px 0 10px; font-size: 20px; font-weight: 600;">ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม</h3> <ul style="font-size: 16px; line-height: 1.8; padding-left: 25px; margin-bottom: 20px; list-style-type: disc;"> <li><strong>ชื่อบัญชี</strong> มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ 2)</li> <li><strong>ชื่อธนาคาร</strong> ธนาคารกรุงเทพ ประเภทบัญชี ออมทรัพย์</li> <li><strong>เลขที่บัญชี</strong> 644-0-303300</li> </ul> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; margin-bottom: 20px;">ทั้งนี้ เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล <a style="color: #2563eb; text-decoration: underline;" href="mailto:jhssrru@srru.ac.th">jhssrru@srru.ac.th</a> โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน หรือแนบหลักฐานการชำระเงินแจ้งผ่านระบบวารสารในช่องทางกระทู้สนทนาก่อนการประเมิน (Pre-Review Discussions) ในการโต้ตอบกระทู้</p> <p style="font-size: 16px; line-height: 1.8; font-style: italic; color: #6b7280;">หมายเหตุ: การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนอย่างน้อย 2 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p>
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
th-TH
วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
3027-8724
-
การตีความกรอบเวลาในการฟ้องคดีปกครองภายใต้หลักนิติธรรม : ปัญหาและข้อเสนอเชิงหลักการ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/292120
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หลักเกณฑ์เกี่ยวกับกรอบระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยพิจารณาภายใต้หลักนิติธรรมและหลักความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมาย ควบคู่กับหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐประชาธิปไตย ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร การทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า การกำหนดระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง แม้มีวัตถุประสงค์เพื่อความรวดเร็วและความแน่นอนในกระบวนการยุติธรรมแต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดทรัพยากร ข้อมูล หรือความรู้ทางกฎหมาย อีกทั้งการตีความวันที่ควรรู้ยังมีลักษณะไม่แน่นอนส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเสียสิทธิและลดทอนความไว้วางใจในศาลปกครอง บทความนี้เสนอให้มีการตีความหลักเกณฑ์ระยะเวลาการฟ้องอย่างยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงหลักความเป็นธรรมและความเสมอภาคเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักนิติธรรมและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างแท้จริง</p>
ธัชฎามาศ อุไรวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
28 1
e292120
e292120
10.65205/jhssrru.2026.e292120
-
การสังเคราะห์งานวิจัยการสอนภาษาไทย : แนวโน้มการพัฒนาทักษะการฟัง–พูด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/297351
<p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสังเคราะห์งานวิจัยด้านการสอนภาษาไทยที่มุ่งพัฒนาทักษะการฟังและการพูด ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2568 ข้อมูลที่นำมาศึกษาได้มาจากวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตของ 9 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยรามคำแหงมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งสืบค้นได้จากคลังข้อมูลวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยและเว็บไซต์ ThaiLIS รวมงานวิจัยทั้งหมด 217 เรื่อง ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้วิจัยบันทึกข้อมูลและสาระสำคัญด้วยแบบสรุป Cornell Notes แล้วคัดเลือกเฉพาะงานวิจัยที่มุ่งพัฒนาทักษะการฟัง–พูด เพื่อนำมาสังเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัยร่วมกับสถิติเชิงพรรณนา<br /> ผลการวิจัยพบว่า งานวิจัยด้านการฟัง–พูดมีเพียง 7 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 3.23 ของงานวิจัยทั้งหมดแนวทางที่ใช้ในการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดมีความหลากหลาย ได้แก่ การใช้นิทานและบทบาทสมมติในระดับปฐมวัย เทคนิคเพื่อนคู่คิดในระดับประถมศึกษา การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับข้อมูลท้องถิ่นในระดับมัธยมศึกษา ตลอดจนการบูรณาการทฤษฎีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองและการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้เรียนต่างชาติ ผลการสังเคราะห์สะท้อนว่า การพัฒนาทักษะการฟัง–พูดควรจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการสะท้อนกลับอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าควรมีการพัฒนางานวิจัยด้านทักษะการฟัง–พูดเพิ่มเติม เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทุกช่วงชั้นและสนับสนุนสมรรถนะการสื่อสารที่สำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21</p>
ศิรประภา สันตะวงศ์
ทรงภพ ขุนมธุรส
นิตยา เรืองสุวรรณ
ศิรประภา รัตนรวมการ
กานต์ กาญจนพิมาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e297351
e297351
10.65205/jhssrru.2026.e297351
-
ความฉลาดรู้ของนักศึกษาสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในการเลือกบริโภคอาหาร จากร้านอาหารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ : การศึกษาด้วยวิธีวิทยา ปรากฏการณ์วิทยาเชิงวิพากษ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/294380
<p> การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักศึกษา สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในการเลือกอาหารจากร้านอาหารของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้น 1) การทำความเข้าใจประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของนักศึกษาในการเลือกอาหาร 2) การตีความและการให้ความหมายของนักศึกษาด้านความฉลาดรู้ด้านอาหารในบริบทมหาวิทยาลัย และ 3) การสะท้อนและวิพากษ์บริบทเชิงโครงสร้าง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจในการเลือกอาหาร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิทยาแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงวิพากษ์เก็บข้อมูลจากนักศึกษาคหกรรมศาสตร์ระดับปริญญาตรี 18 คน โดยการเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจงจนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัว เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ<br /> ผลการวิจัยพบว่า การเลือกบริโภคอาหารของนักศึกษาขึ้นอยู่กับความสะดวก ราคา ความคุ้นเคยกับร้านอาหาร และรสชาติ ขณะเดียวกันยังถูกจำกัดด้วยปัญหา ความแออัด ความไม่สดใหม่ และสุขาภิบาลนักศึกษาตีความฉลาดรู้ด้านอาหารว่าเป็นความสามารถในการเข้าถึงและประยุกต์ใช้ความรู้ทางโภชนาการเพื่อการตัดสินใจที่ใส่ใจสุขภาพ โดยผสานความรู้เชิงวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริง ทั้งนี้ บริบทเชิงโครงสร้างและสังคม เช่น ตัวเลือกอาหารสุขภาพที่จำกัด ราคา และอิทธิพลจากเพื่อน ล้วนส่งผลต่อการเลือกอาหาร ผลการศึกษาสะท้อนว่าความฉลาดรู้ด้านอาหารมิใช่เพียงทักษะเชิงปัญญาหรือการปฏิบัติของบุคคลแต่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย</p>
กมลวรรณ สุขสวัสดิ์
จุฑามาศ พีรพัชระ
พิทักษ์ ศิริวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e294380
e294380
10.65205/jhssrru.2026.e294380
-
การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานด้วยความร่วมมือ สู่ความยั่งยืนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง ผ่านระบบการประเมินสมรรถนะ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/299269
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากลไกการขับเคลื่อนการศึกษาจังหวัดระยองด้วยการทำงานแบบมีส่วนร่วมไร้รอยต่อ 2) พัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรมด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 3) พัฒนาระบบการประเมินสมรรถนะและรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 4) ศึกษารูปแบบการบูรณาการกลไกการขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาโดยปรากฏการณ์เป็นฐานร่วมกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง ดำเนินการวิจัยด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและครูโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจัวหวัดระยอง จำนวน 12 โรงเรียน รวมครูทั้งสิ้น 312 คน ที่ได้มาด้วยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินความสำเร็จในการทำงานด้วนการโค้ช แบบประเมินทักษะการคิดแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรม แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบตรวจข้อสอบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และแบบประเมินความพึงพอใจของระบบการบูรณาการการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการทำงานร่วมกันด้วยจิตวิทยาเชิงบวกจากการโค้ช สู่การพัฒนาทักษะคิดแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรม บนระบบการรายงานผลและตรวจข้อสอบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลไกการขับเคลื่อนประกอบด้วยการสร้างทีมโค้ชที่ประกอบด้วยคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยองศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยองและนักวิชาการ ที่ได้ผ่านการเลือกตามความต้องการของตนเอง ด้วยการทำงานด้วยทักษะการโค้ช ที่มีทักษะในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 86.76) 2) ครูมี ทักษะการแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 78.4, SD 2.71) จากการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 3) ระบบตรวจข้อสอบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI และระบบรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีแม่นยำระดับดีและมีคุณภาพในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.61, SD 0.88) 4) รูปแบบการบูรณาการประกอบด้วยการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการทำงานร่วมกันด้วยจิตวิทยาเชิงบวกจากการโค้ช สู่การพัฒนาทักษะคิดแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรม บนระบบการรายงานผลและตรวจข้อสอบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งบุคลากรเห็นว่าเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นนี้มีคุณภาพระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.79, SD 0.75) ซึ่งก่อเกิดทักษะและแนวคิดเชิงเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาทีมโค้ชไร้รอยต่อและมีระบบการบันทึกรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อประมวลผลและทำนายพัฒนาการได้ อันจะเป็นต้นแบบสู่การพัฒนานโยบายการศึกษาระดับจังหวัดและระดับชาติต่อไป</p>
วิโรฒน์ ชมภู
กฤษณะ ชินสาร
กิตติศักดิ์ อ่อนเอื้อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e299269
e299269
10.65205/jhssrru.2026.e299269
-
การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสถาบันการเงินชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในจังหวัดนครราชสีมา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/297550
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสถาบันการเงินชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในจังหวัดนครราชสีมา 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลการมีส่วนร่วมในการจัดการของสมาชิกสถาบันการเงินชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในจังหวัดนครราชสีมา และ 3) กำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสถาบันการเงินชุมชนสถาบันอื่น โดยทำการศึกษาสถาบันการเงินชุมชน จำนวน 4 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative research) ทำการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม ในการศึกษาแนวทาง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องการดำเนินงานสถาบันการเงินชุมชนในพื้นที่โดยตรงจำนวน 10 คน ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสถาบันการเงินชุมชนที่ประสบผลสำเร็จ<br /> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสถาบันการเงินชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> =4.27) 2) ปัจจัยที่ส่งผลการมีส่วนร่วมในการจัดการของสมาชิกสถาบันการเงินชุมชนที่ประสบผลสำเร็จในจังหวัดนครราชสีมา พบว่า ปัจจัยภูมิหลังของสมาชิกที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านอายุด้านอาชีพหลัก และด้านปัจจัยตำแหน่งทางสังคม ส่วนปัจจัยสภาวะแวดล้อมมีเพียงปัจจัยด้านการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินชุมชนเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ 3) การกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสำหรับสถาบันการเงินชุมชนอื่น ดังนี้ (3.1) สถาบันการเงินชุมชนควรการวางแผนที่ชัดเจน โดยให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการวางแผน (3.2) สถาบันการเงินชุมชนควรมีการมอบรางวัลยกย่องแก่สมาชิกที่มีผลงานดีเด่น ปฏิบัติตามระเบียบอย่างดีหรือมีส่วนร่วมสูง (3.3) สถาบันการเงินชุมชนควรนำกำไรเพื่อจัดกิจกรรมแก่ชุมชนเพื่อให้ชุมชนเกิดการพึ่งตนเอง และ (3.4) สถาบันการเงินชุมชนควรมีการสรุปบทเรียน วิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆ นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้น</p>
พิทักษ์พงษ์ ศิริศักดิ์
สกุล วงษ์กาฬสินธุ์
อนุจิตร ชิณสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e297550
e297550
10.65205/jhssrru.2026.e297550
-
หลักอิทธิบาท 4 : การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนภาษาอังกฤษของนิสิตวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/299420
<p> การวิจัยเรื่อง “หลักอิทธิบาท 4 : การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนภาษาอังกฤษของนิสิตวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการใช้ทักษะภาษาอังกฤษด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียนของนิสิต 2) ศึกษาการบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้หลักอิทธิบาท 4 ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1–3 ทุกสาขา วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 80 รูป/คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่นิสิตครุศาสตรบัณฑิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1–3 จำนวน 30 รูป/คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ คณาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษและผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 5 รูป/คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม แบบวิเคราะห์เอกสาร และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) นิสิตมีปัญหาการใช้ทักษะภาษาอังกฤษโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.64, SD = 0.91) เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ พบว่า ทักษะการอ่านมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับ ปานกลาง (M = 2.77, SD = 0.98) รองลงมาคือ ทักษะการพูด อยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.68, SD = 0.87) ทักษะการเขียน อยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.64, SD = 0.93) และทักษะการฟังมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับน้อย (M = 2.48, SD = 0.87) 2) การบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น YouTube, Cake, Quizlet และ ChatGPT สามารถส่งเสริมแรงจูงใจ ความเพียร สมาธิ และการคิดวิเคราะห์ของนิสิต โดยช่วยให้นิสิตฝึกทักษะภาษาอังกฤษได้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับความสามารถของตนเอง และ 3) แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นระบบ สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียนให้สอดคล้องกับบริบทของวิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</p>
กิตติธัช นาชัย
อิสรพงษ์ ไกรสินธุ์
สุวิจักขณ์ กุลยศชยังกูร
นิกร พลเยี่ยม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e299420
e299420
10.65205/jhssrru.2026.e299420
-
การดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะพึ่งพิงและการพัฒนารูปแบบ การดูแลสุขภาพสำหรับผู้ดูแลในจังหวัดสุรินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/299031
<p> การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงในชุมชนส่งผลให้ครอบครัวและผู้ดูแลต้องเผชิญภาระทางกายจิตใจ และสังคม งานวิจัยแบบผสมผสานเชิงสำรวจตามลำดับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพการณ์การดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพ และทดลองใช้พร้อมประเมินประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าวในบริบทชุมชนท้องถิ่น จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงและผู้ดูแล ในตำบลจีกแดก จำนวน 50 คน คัดเลือกโดยวิธีเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถและความเครียดของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (Paired t-test) และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดูแลในพื้นที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ครอบครัวโดยเฉพาะลูกสาวทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลัก ในขณะที่เครือข่ายชุมชน 7 รูปแบบทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนสำคัญ คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.97, S.D. = 0.38) โดยมีปัญหาด้านสุขภาพกายเป็นประเด็นท้าทายสูงสุด รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลักที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพผู้ดูแลอย่างองค์รวมทั้งมิติจิตใจ ทักษะ และสังคม ภายหลังการทดลองใช้ พบว่าการรับรู้ความสามารถในการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากระดับน้อย (Mean = 47.22, S.D. = 7.24) สู่ระดับมาก (Mean = 70.39, S.D. = 9.67) ขณะที่ระดับความเครียดลดลง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวในระดับชุมชนและนโยบายต่อไปได้</p>
วนมพร พาหะนิชย์
เสรี มาลทอง
สุพัตรา วะยะลุน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e299031
e299031
10.65205/jhssrru.2026.e299031
-
การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำโดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team Games Tournament) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/302226
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team Games Tournament) 2) เปรียบเทียบทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บอร์ดเกมร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) บอร์ดเกมเรื่องการเขียนสะกดคำ 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับเทคนิค TGT เรื่อง “อ่านรู้คำ นำไปใช้” 3) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 10 ข้อ เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.65 การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการโดยการทดสอบก่อนเรียน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับเทคนิค TGT ทดสอบหลังเรียน และประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired t-test)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีทักษะการเขียนสะกดคำดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 7.40 ± 1.65 และหลังเรียนเท่ากับ 12.37 ± 1.68 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 31.94, p < 0.001) และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยรวม 4.76 ± 0.11) โดยมีความพึงพอใจด้านสื่อบอร์ดเกมและแบบฝึกหัดมากที่สุด (4.79 ± 0.11) รองลงมาคือด้านความเข้าใจและความสนใจต่อเนื้อหา (4.76 ± 0.12) และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ (4.68 ± 0.12) ตามลำดับ สรุปได้ว่า การใช้บอร์ดเกมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT สามารถพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสร้างความพึงพอใจให้กับนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
บัวชมภู อุดรพันธ์
สิริลักษณ์ บุ้งทอง
วิภาวัณย์ สาระทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e302226
e302226
10.65205/jhssrru.2026.e302226
-
การส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งการประกอบอาชีพเลี้ยงหนอนแมลงวันลายเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของกลุ่มผู้ผลิตสัตว์ในจังหวัดสุรินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/300618
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งการประกอบอาชีพเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย 2) เพื่อศึกษาการรวมกลุ่มอาชีพผ่านระบบการเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน26 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าอัตราส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ยกลางข้อมูล และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) วิจัยชิงคุณภาพ จะเป็นการการสัมภาษณ์แบบเจาะจง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ จำนวน 5 คน และกระบวนการอบรมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย ส่วนเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แบบสัมภาษณ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งการประกอบอาชีพเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย ปัจจัยด้านสภาพการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ ในระดับมาก คือ มีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=4.52, S.D.=0.35) เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=4.13, S.D.1.05) เนื่องด้วยสมาชิกของกลุ่มคิดว่าการตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจะทำให้เกิดความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมสมาชิกในกลุ่มก็สำคัญเช่นเดียวกัน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการเลี้ยงหนอนแมลงวันเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ อยู่ในระดับมาก คือ หนอนแมลงวันจะเป็นสินค้าที่น่าสนใจ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=4.25, S.D.=1.02) หนอนแมลงวันจะสร้างรายได้ให้กลุ่ม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=4.10, S.D.=1.05) ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />=4.05, S.D.=1.15) โดยผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นว่า หนอนแมลงวัน เป็นสินค้าเศรษฐกิจที่น่าสนใจในอนาคต ในการลดต้นทุนสำหรับการเลี้ยงอาหารสัตว์ สามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ และประโยชน์ประเภทอื่นในกระบวนการเลี้ยงต่อไป <br /> แนวทางการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายให้กับศูนย์เรียนรู้พุทธเกษตร โคกหนองนาบ้านหนองอีดำ ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ จะสามารถทำให้กลุ่มเกษตรกรนำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนที่มั่นคงเข็มแข็งและเกิดความยั่งยืนต่อไป เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน อีกทั้งยังช่วยสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชน แต่สมาชิกยังมีข้อที่วิตกกังวล ตั้งข้อสังเกตจากการสัมภาษณ์ประกอบด้วย 1) ขาดความรู้ความเข้าใจ สมาชิกจำนวนมากยังขาดองค์ความรู้ที่ทันสมัย ทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิตรวมถึงการแปรรูปผลผลิต 2) การวางแผนที่ไม่เหมาะสม การไม่มีการวางแผนในการเลี้ยงหนอนแมลงวันหรือการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 3) กลิ่นรบกวน : การหมักหมมของเศษอาหารที่ความชื้นสูงเกินไปจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเน่า ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับผู้เลี้ยงและอาจทำให้เพื่อนบ้านไม่พอใจได้ 4) ศัตรูพืชและสัตว์รบกวน : ปัญหาที่พบบ่อยคือ มด หนู นก และสัตว์อื่น ๆ ที่เข้ามากินหนอนและไข่ ทำให้ปริมาณหนอนลดลง ควรเลี้ยงในระบบปิดหรือมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เช่น วางภาชนะเลี้ยงในกะละมังที่มีน้ำล้อมรอบเพื่อป้องกันมด หรือใช้มุ้งลวดคลุมโรงเรือน</p> <p> </p> <p><strong> </strong></p>
กิตติศักดิ์ ร่วมพัฒนา
สายฝน ทดทะศรี
วรพรภัฏ ปัดภัย
วิชชุดา ยินดี
กนกกาญจน์ รีบเร่งรัมย์
กฤตกนก พาบุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-25
2026-06-25
28 1
e300618
e300618
10.65205/jhssrru.2026.e300618
-
ทุนทางสังคมกับความสำเร็จของการบริหารจัดการสวัสดิการชุมชน กรณีศึกษา กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสันดอนแก้ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/302092
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคมกับปัจจัยความสำเร็จในการบริหารจัดการกองทุน รวมถึงสังเคราะห์และเสนอแนวทางการเสริมสร้างทุนทางสังคมที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับความเข้มแข็งในการบริหารจัดการกองทุนฯ โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 57 คน ได้แก่ ประธานและคระกรรมการกองทุน 25 คน สมาชิกกองทุน 25 คน ผู้นำชุมชน 5 คน และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสิริราช 2 คน คัดเลือกจากผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินงานเครื่องมือวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เชิงคุณภาพใช้แบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่มและเวทีระดมความคิดเห็น เพื่อศึกษาบริบทและการบริหารจัดการกองทุน ใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนาเนื้อหา ส่วนเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม 5 ระดับเพื่อวัดระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยความสำเร็จและทุนทางสังคม ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานด้วยการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 <br /> ผลการวิจัย พบว่า กองทุนสวัสดิการตำบลสันดอนแก้ว ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมวันละ 1 บาทนำไปจัดสวัสดิการดูแลคนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต บริหารงานผ่านคณะกรรมการชุมชน อปท.และภาคีโดยเทศบาลตำบลสิริราชเป็นที่ปรึกษา และได้รับรางวัลระดับอำเภอในปี 2567 ปัจจัยที่ทำให้การดำเนินงานกองทุนประสบความสำเร็จ 5 ด้าน ได้แก่ ระบบการบริหารจัดการแบบพหุภาคี การมีส่วนร่วมของสมาชิกความโปร่งใสในการดำเนินงาน ความยั่งยืนทางการเงิน และระบบผลประโยชน์ที่ครอบคลุมวงจรชีวิต โดยมีทุนทางสังคมที่เป็นกลไกขับเคลื่อน 3 ด้าน คือ ความไว้วางใจของสมาชิก บรรทัดฐานในการช่วยเหลือกันและการจัดการทรัพยากรภายใต้กติกาชุมชน <br /> แนวทางในการพัฒนากองทุนให้เข้มแข็ง ได้แก่ การบูรณาการทุนทางสังคมเดิมร่วมกับนวัตกรรมตามยุคสมัย เช่น เทคโนโลยี แอปพลิเคชันในการบริหารจัดการเงิน เพื่อลดภาวะเหนื่อยล้าในการทำงานของคณะกรรมการ การสร้างขวัญกำลังใจด้วยการมอบเกียรติบัตร การปรับปรุงระเบียบ ข้อบังคับของกองทุนให้เหมาะสม และการใช้การประเมินผลการดำเนินงานแบบ CIPP เพื่อให้กองทุนสามารถช่วยให้คนในชุมชน<br />มีคุณภาพชีวิตที่ดี</p>
ปวีณา งามประภาสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-29
2026-06-29
28 1
e302092
e302092
10.65205/jhssrru.2026.e302092