https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2025-12-24T23:00:55+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิริพัฒถ์ ลาภจิตร (Asst. Prof. Dr.Siriphat Lapchit) jhssrru@srru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</strong></p> <p><strong>Journal of Humanities and Social Sciences, Surindra Rajabhat University</strong></p> <p><strong>ISSN 3027-8724 (Print) ISSN 3027-8732 (Online) </strong></p> <p><strong>วารสารกำหนดเผยแพร่</strong> : ฉบับปกติ (Regular Issues) ปีละ 2 ฉบับดังนี้ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์วารสาร :</strong> ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยรับบทความวิชาการและบทความวิจัย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร</strong> : บทความทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ การพัฒนาสังคม และการศึกษา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกของปัญหาให้แก่สังคม </p> <p><strong>เงื่อนไขการตีพิมพ์</strong> : บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบบทความ (Peer Reviewer) จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสามท่าน โดยบทความผู้นิพนธ์ภายนอกได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกคนละหนึ่งท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอย่างน้อยสองท่าน ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายในได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบัน และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) และทางกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พิจารณาบทความจนกว่าจะได้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร ทั้งนี้ บทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน และไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาเสนอขอตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ หากมีการใช้ภาพหรือตารางของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อกองบรรณาธิการก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ สำหรับทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความในวารสารฉบับนี้ เป็นของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์เผยแพร่<br /></strong> บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาไทย 3,500 บาท<br /> บทความวิจัย/ บทความวิชาการ ภาษาอังกฤษ 4,500 บาท</p> <p><strong>คำชี้แจง</strong><strong> </strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์<br /> 1. ผู้นิพนธ์ส่งไฟล์บทความผ่านระบบ ThaiJo ประกอบด้วย<br /> 1.1 บทความวิจัย/บทความวิชาการ ในรูปแบบไฟล์ Word จำนวน 1 ไฟล์ รูปแบบฟอร์มต้องถูกต้องหากไม่ถูกต้องจะมีการแจ้งให้ปรับแก้ไขให้ถูกต้องผ่านในระบบวารสารในช่องทาง Pre-Review Discussions<br /> 1.2 แบบฟอร์มการส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ลงในวารสาร จำนวน 1 ไฟล์ กรุณาดูคำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์ <a title="คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์" href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/author_instruction">(Click)</a><br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. เมื่อไฟล์เอกสารบทความถูกต้องครบถ้วนตามที่วารสารกำหนดแล้ว ทางกองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความเบื้องต้น ตามข้อกำหนดของวารสาร หากผ่านการพิจารณาบทความเบื้องต้น ทางวารสารจะแจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารก่อนที่จะส่งประเมินคุณภาพบทความ ผ่านในระบบวารสารในช่องทาง Pre-Review Discussions<br /> 3. ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสาร กำหนดให้โอนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารผ่านทางบัญชีธนาคาร โดยผู้นิพนธ์จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วารสารเท่านั้น<br /></span></p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม<br /></strong> ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (บกศ 2)<br /> ชื่อธนาคาร ธนาคารกรุงเทพ ประเภทบัญชี ออมทรัพย์<br /> เลขที่บัญชี 644-0-303300</p> <p><strong>ทั้งนี้</strong> เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว กรุณาจัดส่งหลักฐานการชำระเงินที่อีเมล jhssrru@srru.ac.th โดยระบุ 1) ชื่อ - สกุล ผู้นิพนธ์ 2) ชื่อบทความ 3) สลิปการโอน หรือแนบหลักฐานการชำระเงินแจ้งผ่านระบบวารสารในช่องทาง pre-Review Discussions ในการโต้ตอบกระทู้</p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> การชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์วารสารทุกรายการ เป็นค่าดำเนินการของวารสาร ซึ่งหากบทความของท่านไม่ผ่านการพิจารณาให้ตีพิมพ์ลงในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน และถูกปฏิเสธการลงตีพิมพ์ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าตีพิมพ์วารสารดังกล่าว</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/287248 การสื่อความหมายเพื่อการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ 2025-06-17T17:29:50+07:00 ชนิษฐา ใจเป็ง peeup@hotmail.com <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการสื่อความหมายเพื่อการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหาดวนกรเป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ในการรองรับนักท่องเที่ยว ที่มาพักผ่อน มาเรียนรู้ศึกษาระบบนิเวศ ซึ่งเป็นพื้นที่การบริหารจัดการโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากการที่พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ต้องการได้รับประสบการณ์จากการท่องเที่ยว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้การสื่อความหมายในฐานะศิลปะหรือเทคนิคในการสื่อสารระหว่างแหล่งท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวผ่านเครื่องมือสื่อความหมายประเภทต่าง ๆ ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ ป้ายสื่อความหมาย การจัดนิทรรศการ สื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนเส้นทางศึกษาด้วยตนเอง และศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว หรือสื่อบุคคล ทั้งนี้มีเป้าหมายของการสื่อความหมายเพื่อสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตลอดจนให้ความรู้ สร้างการรับรู้ ตระหนัก และซาบซึ้งในคุณค่า และความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยว อันนำมาสู่ความรู้สึกหวงแหน และรู้จักอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ ให้คงอยู่สืบไป</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291698 ความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญของผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในคู่ครอง : การวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดของบูดิเออร์ และ แนวคิดสตรีนิยมแนววิพากษ์ 2025-12-24T23:00:55+07:00 เนตรนิยมาศ วรรณพยันต์ neidniyamart.w@gmail.com <p> บทความนี้มุ่งวิเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนผ่านและการเกิดความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญของผู้หญิงที่เคยประสบกับความรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด ผ่านกรอบแนวคิด ได้แก่ แนวคิด habitus และ Capital ของ Pierre Bourdieu แนวคิดสตรีนิยมแนววิพากษ์(Radical Feminism) และแนวคิดความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ(Post-Traumatic Growth : PTG) การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ (qualitative study)ในลักษณะของการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการสังเคราะห์เอกสาร (theoretical and documentary analysis) เพื่อชี้ให้เห็นว่า การหลุดพ้นจากความรุนแรงมิใช่เพียงการอยู่รอด แต่เป็นกระบวนการที่ต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในอคติทางวัฒนธรรม และโครงสร้างชายเป็นใหญ่ โดยผู้หญิงจะต้องเปลี่ยนผ่านจาก habitus เดิม สะสมทุนใหม่ สร้างอัตลักษณ์ใหม่ และกลายเป็นผู้ให้ผ่านการเติบโตทางจิตใจ จากการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีและการสังเคราะห์เอกสารนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความงอกงามที่เป็นผลจากการตื่นรู้ การฟื้นพลัง และการเคลื่อนไหว เพื่อเปลี่ยนแปลงทั้งตนเองและสังคม บทความเสนอให้การสนับสนุนผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรง ต้องครอบคลุมทั้งด้านจิตสังคม วัฒนธรรม และโครงสร้างอย่างเป็นองค์รวม เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืนและมีความหมายในสังคมไทยต่อไป</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/290625 สภาพและเงื่อนไขการบริหารจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ในจังหวัดศรีสะเกษ 2025-07-01T13:31:31+07:00 ปรารถนา มะลิไทย Prathana.m08@gmail.com ลือศักดิ์ แสวงมี pong.p2551@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและเงื่อนไขการบริหารจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ในจังหวัดศรีสะเกษ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหาร ตัวแทน แกนนำ และผู้ปฏิบัติงานหลักขององค์กรที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียทางนโยบาย (Stakeholders) ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 13 คนและทำการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ 2) การส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ และ 3) การส่งเสริมการตลาดของเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ และเงื่อนไขที่นำไปสู่การบริหารจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามแนวคิดการบริหารความร่วมมือจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ 1) การติดต่อสื่อสาร ที่มีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เข้ามาร่วมกันแสวงหาแนวทางการทำงานร่วมกันที่จะนำไปสู่การผลักดันเป้าหมายของทุกฝ่ายให้บรรลุผลเป้าหมาย 2) การสร้างความเชื่อมั่นเป็นแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกิดขึ้นจากการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน และ 3) การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างองค์ความรู้ (knowledge) เนื่องด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนสิ่งที่สำคัญจะต้องมีความรู้ในการจัดการเครือข่ายความร่วมมือให้สามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติ กระบวนการ และการตัดสินใจในการบริหารแบบร่วมมือกันได้ ทั้งนี้การบริหารจัดการร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เกิดขึ้นภายใต้บทบาท หน้าที่ และความสามารถของแต่ละภาคส่วนที่มีโอกาสและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ปรากฎให้เห็นการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำคือ การส่งเสริมการรวมกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ กระทั่งปลายน้ำคือ การเชื่อมโยงตลาดให้กับเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเชื่อมโยงของเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ</p> 2025-09-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291221 การวิเคราะห์นโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีของไทย 2025-07-31T15:36:55+07:00 สุภาพร ประกอบธรรม supaponooy@hotmail.com อนุรัตน์ อนันทนาธร anurat@go.buu.ac.th <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์นโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีของไทย 2) วิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของนโยบาย และ 3) ข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงนโยบายใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ประกอบไปด้วย ผู้บริหารโครงการระดับนโยบายส่วนกลาง ระดับจังหวัด ประธานคณะกรรมการกองทุนและสมาชิกกองทุนระดับภาคและจังหวัด ระดับอำเภอ และท้องถิ่น นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ รวมจำนวน 15 คน คัดเลือกโดยวิธีเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่ปฎิบัติงานจริงและการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ การตรวจสอบข้อมูลใช้วิธีแบบสามเส้าความสอดคล้อง ด้านข้อมูล ด้านตัวบุคคล และด้านระยะเวลา วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธี Content analysis วิเคราะห์และตีความเนื้อหาข้อมูลที่เป็นข้อความเพื่อให้ได้ประเด็นที่สำคัญมา<br />สร้างความเข้าใจผลการวิจัย<br /> ผลการศึกษาพบว่า กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เป็นมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศัยกภาพของสตรีให้มีความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นแหล่งทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สมาชิกกองทุนกู้ไปดำเนินกิจการเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ บริหารกองทุนโดยกลไกลระบบราชการ มีคณะกรรมการบริหารและกำกับกองทุน 3 ระดับ ได้แก่ ส่วนกลาง ระดับกรุงเทพมหานคร และระดับจังหวัด ควบคุมกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยหลักเกณฑ์เงื่อนไขและแนวปฏิบัติที่กำหนดจากส่วนกลาง สมาชิกมาจากสตรีที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เป็นสมาชิก ดำเนินการจัดการกองทุนรูปคณะกรรมการ ระดับภาค ระดับจังหวัด และอำเภอ ผลของการดำเนินนโยบายมีความสำเร็จในเชิงปริมาณจากการขยายจำนวนสมาชิก และจำนวนโครงการที่ขอกู้ แต่ล้มเหลวเรื่องผลลัพธ์กิจการที่กู้เงินไปไม่มีความยั่งยืน มีปัญหาหนี้เสีย สมาชิกจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่ใกล้ชิดกับกลุ่มชนชั้นนำระดับอำเภอและจังหวัด ปัญหาและข้อจำกัด ได้แก่ นโยบายมุ่งเน้นการกระจายเงินกู้มากกว่าการพัฒนาศักยภาพสตรี เน้นการสั่งการกำกับควบคุม ขาดการมีส่วนร่วม ระบบมีความซับซ้อน ยากต่อการปฏิบัติ ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง สตรีส่วนใหญ่ไม่รู้จักและไม่สนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก ไม่มีค่าตอบแทนให้กับอนุกรรมการและผู้บริหารที่ขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ขาดแรงจูงใจ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน แนวทางการปรับปรุงนโยบาย ได้แก่ 1) ด้านการบริหารจัดการ 2) ด้านกฎระเบียบและมาตรการ และ 3) ด้านการเครือข่ายการทำงาน</p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/290287 การมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2025-06-28T16:00:12+07:00 อรุณชัย บัวใหญ่ arunchai.buayai@gmail.com ธิดารัตน์ จันทะหิน arunchai.buayai@gmail.com ชวนคิด มะเสนะ arunchai.buayai@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบ ผสมผสาน (Mixed Methods) โดยแยกเป็นวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research) และวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ดังนี้<br /><strong> วิจัยเชิงปริมาณ</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2) เปรียบเทียบสภาพการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ และขนาดสถานศึกษา กลุ่มประชากร คือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 3,605 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 243 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามสูตรกำหนดขนาดตัวอย่างของ Krejcie &amp; Morgan เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าที (t-test) และ การทดสอบค่าเอฟ (F-test) ผลการวิจัย พบว่า (1) สภาพการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.22) และทุกด้านอยู่ในระดับมาก (2) การเปรียบเทียบตามตำแหน่ง พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนการเปรียบเทียบตามประสบการณ์และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน<br /><strong> วิจัยเชิงคุณภาพ</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา 2 คน ผู้แทนครู 2 คน และบุคคลภายนอก 2 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 1) ด้านวิชาการ : การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ปรับปรุงหลักสูตร ส่งเสริมเทคโนโลยี ติดตามผลสัมฤทธิ์ และพัฒนาครู 2) ด้านงบประมาณ : การวางแผน จัดสรร ติดตามการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส และสร้างความร่วมมือในการจัดหาทรัพยากร 3) ด้านบุคคล : การสรรหา พัฒนาศักยภาพ ประเมินผล และสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี 4) ด้านทั่วไป : การพัฒนาโรงเรียน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ความปลอดภัย ความสัมพันธ์กับชุมชน และวัฒนธรรมองค์กรเพื่อความยั่งยืน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/290758 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2025-08-15T16:53:14+07:00 จริยา ทวีพันธ์ jariya.tg66@ubru.ac.th อรรถพร วรรณทอง attaporn.w@ubru.ac.th ชวนคิด มะเสนะ Chuankid.m@ubru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 2) เปรียบเทียบสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 323 คน จากประชากร 2,013 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึกกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนโดยคัดเลือกจำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ที่มีตำแหน่งและขนาดสถานศึกษาแตกต่างกัน มีสภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาโดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน พบว่าโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา ดังนี้ (1) การพัฒนาหลักสูตร ควรใช้ระบบออนไลน์ในการวางแผนและเผยแพร่หลักสูตรให้เข้าถึงง่าย (2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควรใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นความสนใจผู้เรียน (3) การวัดและประเมินผล ควรใช้ระบบสอบออนไลน์และ AI เพื่อลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำ (4) การนิเทศการศึกษาควรใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการติดตามและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง และ (5) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควรส่งเสริมให้ครูใช้เครื่องมือดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลและเผยแพร่ผลอย่างมีระบบ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291283 ผลของกิจกรรมการเรียนรู้เกมิฟิเคชันที่มีต่อแรงจูงใจของผู้เรียนภาษาอังกฤษ 2025-08-31T16:35:13+07:00 อายรียา ชาดำ airiyachadam.29@gmail.com ประยุทธ ไทยธานี p_thaithani@hotmail.com <p> การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดแรงจูงใจของผู้เรียน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทักษะภาษาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างแรงจูงใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ การใช้ “เกมิฟิเคชัน” ซึ่งเป็นการประยุกต์กลไกของเกมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมและเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เกมิฟิเคชันที่มีผลต่อแรงจูงใจของผู้เรียนภาษาอังกฤษ 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจของผู้เรียนกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง และ 3) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจของผู้เรียนหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ประชากรคือ ผู้เรียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 6 โรงเรียน จำนวน 295 คน เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้เรียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน<br />2 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยกลุ่มทดลองมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คน และกลุ่มควบคุม ซึ่งได้มาจากการสมัครใจเข้าร่วม จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้เกมิฟิเคชัน โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 10 ครั้ง และแบบสอบถามแรงจูงใจวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดเกมิฟิเคชันที่เน้นกลไกเกม ได้แก่แผนจัดการเรียนรู้ กิจกรรมการสะสมคะแนน การแข่งขัน การให้รางวัล และการวัดผลการเรียนรู้ โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นเกม ซึ่งองค์ประกอบของเกมิฟิเคชันจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ท้าทาย และได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีแรงจูงใจสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีแรงจูงใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญที่สถิติระดับ .01</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291766 ผลของกิจกรรมจิตวิทยาเชิงบวกที่มีต่อกรอบความคิดเติบโต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2025-09-30T13:17:37+07:00 ธนาธิป บัวเทศ thanathip.angpao@gmail.com ประยุทธ ไทยธานี p_thaithani@hotmail.com <p> การศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญในการพัฒนา กรอบความคิดเติบโต ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนและเสริมสร้างการปรับตัวในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้กิจกรรมจิตวิทยาเชิงบวก เพื่อส่งเสริมทัศนคติและพฤติกรรมเชิงบวกที่ต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้จิตวิทยาเชิงบวกที่มีต่อกรอบความคิดเติบโต 2) เพื่อเปรียบเทียบกรอบความคิดเติบโตของนักเรียนกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง3) เพื่อเปรียบเทียบกรอบความคิดเติบโตของนักเรียนหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568โรงเรียนพิมายวิทยา อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 16 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 630 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนพิมายวิทยา จำนวน 2 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยกลุ่มทดลอง คือ ห้อง 1/13 จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมคือ ห้อง 1/7 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมจิตวิทยาเชิงบวก โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 10 ครั้ง และแบบประเมินกรอบความคิดเติบโตวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที มีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ = 0.74<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การออกแบบกิจกรรมจิตวิทยาเชิงบวกที่มีต่อกรอบความคิดเติบโต ผู้วิจัยได้ออกแบบโดยมีแผนการจัดกิจกรรมจิตวิทยาเชิงบวก สื่อการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งการจัดกิจกรรมกิจกรรมตามแผนการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนเกิดความเชื่อว่าความสามารถนั้นพัฒนาได้จากความพยายาม ผู้เรียนมีทัศนคิตเชิงบวกต่อการเรียน การใช้ชีวิต พร้อมเป็นที่ที่เรียนรู้ปรับตัวและพัฒนาศักยภาพตนเองตลอดชีวิต 2) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีกรอบความคิดเติบโตสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีกรอบความคิดเติบโตสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญที่สถิติระดับ .01</p> <p> </p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291880 การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 2025-10-01T12:30:46+07:00 สุกัญญา ทวีพันธ์ sukanya.taweepun@gmail.com ภาณุพงศ์ บุญรมย์ boonrom2014@gmail.com นเรศ ขันธะรี narechkhan585@gmail.com <p> วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำแนกตาม ตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 296 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน จากประชากร 1,276 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มเป้าหมายคือผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 55 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง การวิจัยเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพทำการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษา ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 โดยภาพรวม อยู่ในระดับน้อย 2) การเปรียบเทียบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษากับครูและบุคลากรทางการศึกษาจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนจำแนกตามตำแหน่ง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา ดังนี้ (1) ด้านการบริหารงานวิชาการ ส่งเสริมใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงาน และยกระดับคุณภาพ เช่น ออกแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์หลักสูตร จัดตาราง ตอบคำถามด้วยแชทบอท และตรวจข้อสอบอัตโนมัติ (2) ด้านการบริหารงบประมาณ ส่งเสริมใช้ AI เพื่อความแม่นยำ โปร่งใส และคุ้มค่า เช่น วางแผนงบ ทำบัญชี จัดซื้อจัดจ้าง และยื่นภาษี (3) ด้านการบริหารงานบุคคล ส่งเสริมใช้ AI จัดการอัตรากำลัง ปรับปรุงทะเบียนบุคลากร วิเคราะห์ช่องว่างทักษะ แนะนำอบรม ลดงานเอกสารและพัฒนาศักยภาพ และ (4) ด้านการบริหารทั่วไป ส่งเสริมใช้ AI จัดการเอกสาร นัดหมายประชุมแชทบอทตอบคำถาม วิเคราะห์ความเสี่ยง ควบคุมความปลอดภัย และปรับปรุงกระบวนการบริหารให้มีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291428 ผลของโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ที่มีต่อการคิดบริหารจัดการตนของเด็กปฐมวัย 2025-09-21T09:07:18+07:00 ปิยกาญจน์ วงษ์ชาลี piyakanw31102548@gmail.com กาญจนา ท่อแก้ว kanchana.t@nrru.ac.th <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานที่มีต่อการคิดบริหารจัดการตนของเด็กปฐมวัย 2) เปรียบเทียบการคิดบริหารจัดการตนของเด็กปฐมวัยหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 สังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 รวม 51 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม และผู้ปกครองให้เข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โดยจัดกิจกรรมทั้งหมด 20 ครั้งและแบบประเมินการคิดบริหารจัดการตน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองมีการคิดบริหารจัดการตนสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการทดลอง เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองมีการคิดบริหารจัดการตนสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/293606 คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 2025-11-21T19:25:26+07:00 สุพจน์ บุญวิเศษ supot45@hotmail.com <p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 2) เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีกลุ่มตัวอย่างการวิจัย ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพของเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ <br />ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน สถิติทดสอบที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ในระดับมาก คือ ด้านร่างกาย ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ด้านสภาพแวดล้อม ส่วนด้านที่อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านจิตใจ 2) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศและระดับการศึกษา มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ส่วน อายุ สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้และลักษณะการพักอาศัย มีความคิดเห็นแตกต่างกันที่นัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3) ข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด พบว่า เทศบาลควรจัดให้มีรถบริการตรวจสุขภาพหรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ลงตรวจสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนทุก 2- 3 เดือน และควรมีการจัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้สูงอายุได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างสุขภาพจิต และจิตใจ สร้างความเข็มแข็งทางจิตใจ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเข้ามาให้คำแนะนำกับผู้สูงอายุในชุมชนเป็นระยะ เพื่อที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับฟังและทำความเข้าใจในการดำรงชีพและเข้าใจในการรักษาสุขภาพ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/291209 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ตามกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในอาชีพ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2025-11-07T09:44:45+07:00 กิติพงษ์ อิงคะมน gitimon3@gmail.com อัญญปารย์ ศิลปนิลมาลย์ unyaparn.si@ksu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเหมาะสมของบทเรียนออนไลน์ตามกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาในอาชีพสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน จากประชากรทั้งหมด 63 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนออนไลน์ แบบประเมินความเหมาะสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.55, S.D.=0.50) 2) ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ มีค่าเท่ากับ 82.00/89.50 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 3) ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ มีค่าเท่ากับ 0.73 หรือ ร้อยละ 73 โดยรวมอยู่ในระดับความก้าวหน้าในการเรียนรู้สูง 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.65, S.D. = 0.56) เมื่อพิจารณาผลการวิจัยรายด้าน พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าบทเรียนออนไลน์มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุดในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านภาพ ภาษา และเสียง ซึ่งได้รับค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านการจัดการบทเรียนได้รับคะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด แต่ยังอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/292179 การพัฒนาผงปรุงรสจากผักหวานป่าและผักคะน้าชายาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปันสุขออร์แกนิค กรุ๊ป อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี 2025-12-14T16:28:48+07:00 ศิริลดา ศรีกอก sirilada.s@lawasri.tru.ac.th กรรณิการ์ อ่อนสำลี gannigar.w@lawasri.tru.ac.th <p> การวิจัยเรื่องการพัฒนาผงปรุงรสจากผักหวานป่าและผักคะน้าชายา โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตผงปรุงรสจากผักเป็นผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน 2) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสผักเป็นผลิตภัณฑ์ทางอาหารชุมชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการพัฒนาสูตรและพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลาก ได้แก่ ประธานและสมาชิกกลุ่ม จำนวน 15 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากประสบการณ์ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาสูตรและบรรจุภัณฑ์ ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการสอบถามความพึงพอใจของผู้บริโภค คือ ผู้บริโภคทั่วไป จำนวน 200 คน และประธานและสมาชิกกลุ่ม จำนวน 15 คน ซึ่งคัดเลือกโดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากพฤติกรรมการบริโภคผงปรุงรสเป็นประจำ การพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตผงปรุงรสจากผักพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับและประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสผลิตภัณฑ์โดยวัดเป็น 9 ระดับ และแบบสำรวจความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัย พบว่า การปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้วิจัยและสมาชิกกลุ่มฯ พัฒนาสูตรผงปรุงรสจากผักหวานป่าและผักคะน้าชายาที่ชื่นชอบ และบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมพร้อมฉลากอาหารที่เป็นไปตามกฎหมายอาหารว่าด้วยเรื่อง ฉลากอาหาร บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสผักเป็นซองอะลูมิเนียมฟอยล์ซองกระดาษคราฟ ขนาด 8 ´ 11 เซนติเมตร มีน้ำหนักบรรจุ 30 กรัม ให้คะแนนความพึงพอใจต่อบรรจุภัณฑ์นระดับพึงพอใจมากถึงมากที่สุด และผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสจากผักหวานและผักคะน้าชายาในระดับชอบมาก</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/292043 พลวัตของการก่อการร้ายร่วมสมัย : ปัจจัยขับเคลื่อน อัตลักษณ์ และความเสี่ยงในยุคดิจิทัล 2025-12-05T15:23:35+07:00 ญิฮาด มะลูลีม jihad.mal@krirk.ac.th จรัญ มะลูลีม dean.iicb@gmail.com ณัฐกฤต เกิดกูลกิตติ์ mosnatthakrit@gmail.com เปรมศิริ ดิลกปรีชากุล 67130155@krirk.ac.th <p> การศึกษาครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์พลวัตของการก่อการร้ายในยุคดิจิทัล โดยบูรณาการกรอบแนวคิด “ความคับข้องใจเชิงสัมพัทธ์” (Relative Deprivation : RD) และ “การหลอมรวมอัตลักษณ์” (Identity Fusion : IF) เพื่ออธิบายกลไกทางจิตวิทยา–สังคมที่ผลักดันให้บุคคลเข้าสู่พฤติกรรมสุดโต่ง โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2567–2568 ครอบคลุมพื้นที่ศึกษาหลักในประเทศไทย (เน้นพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) และกรณีศึกษาเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) วิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนการก่อการร้ายในระดับโครงสร้างและจิตวิทยา 2) ศึกษาพลวัตของอัตลักษณ์และการใช้เครื่องมือดิจิทัลและ 3) ประเมินความเสี่ยงใหม่และเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบคุณภาพพหุวิธี (Multi-method Qualitative Approach) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis Form) จากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิและรายงานความมั่นคงกว่า 200 แหล่ง (2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview Guide) ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการรวม 7 ท่าน และ (3) ตารางวิเคราะห์กรณีศึกษาเปรียบเทียบ (Case Analysis Matrix) เพื่อวิเคราะห์ ความเชื่อมโยงของกลุ่ม Al-Qaeda, ISIS และกลุ่มติดอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)และตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation)<br /> ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ พบว่า 1) ด้านปัจจัยขับเคลื่อน<strong>:</strong> ความคับข้องใจเชิงสัมพัทธ์(RD) ทำหน้าที่เป็น “เชื้อเพลิง” จากความไม่พอใจเชิงโครงสร้าง เช่น ความเหลื่อมล้ำและการถูกกดทับทางอัตลักษณ์ ขณะที่การหลอมรวมอัตลักษณ์ (IF) เป็น “ชนวน” ที่เปลี่ยนอารมณ์สู่ความรุนแรง โดยเฉพาะในเยาวชนที่แสวงหาตัวตนและถูกชักจูงผ่านเครือข่ายสังคม 2) ด้านพลวัตอัตลักษณ์และดิจิทัล: พบการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างจากลำดับชั้นสู่เครือข่ายกระจายศูนย์(Decentralized Networks) อย่างชัดเจน มีการใช้กลยุทธ์เพศสภาพ (Gender Strategy) ดึงดูดสตรีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และใช้การโฆษณาชวนเชื่อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อคัดเลือกสมาชิกแบบเจาะจง (Micro-targeting) 3) ด้านความเสี่ยงและนโยบาย: ความเสี่ยงใหม่เกิดจากการใช้ AIและพื้นที่ออนไลน์เป็น “ห้องบ่มเพาะ” ความรุนแรงที่ตรวจสอบยาก ผลการศึกษาเสนอแนวทาง“นโยบายความมั่นคง P/CVE” ที่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางอัตลักษณ์ (Identity Resilience) การดึงชุมชนและสตรีเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/290666 ประสิทธิผลของการดำเนินงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี 2025-07-31T16:55:40+07:00 นรเสฏฐ์ หยั่งถึงนพชัย noraset2436@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมของข้าราชการตำรวจ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับประสิทธิผลในการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยใช้ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานด้านป้องกันและปราบปราม จำนวน 116 คน ที่ได้มาโดยการเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ข้อมูลที่ได้ทำการวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิผลในดำเนินงานด้านการป้องกันปราบปรามของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในดำเนินงาน โดยรวมมีระดับมาก โดยปัจจัยส่วนบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ปัจจัยด้านการบริหารปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน และปัจจัยด้านเครือข่าย 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับประสิทธิผลงาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ ระดับชั้นยศ และอายุงานมีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิผลในการดำเนินงาน ไม่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยด้านระดับการศึกษาพบว่า มีความสัมพันธ์ต่อประสิทธิผลในการดำเนินงาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/288123 การพัฒนาความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 5 ที่เรียนด้วยหน่วยการเรียนรู้สำหรับนักเรียนคละชั้น โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม 2025-08-31T16:29:47+07:00 กฤตภาส ยิ่งกล้า krittapat.y@kkumail.com ปริณ ทนันชัยบุตร Pritan@kku.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 5 ที่เรียนด้วยหน่วยการเรียนรู้สำหรับนักเรียนคละชั้น โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม (STS) และ 2) พัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 5 ที่เรียนด้วยหน่วยการเรียนรู้สำหรับนักเรียนคละชั้น โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม (STS) กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 โรงเรียนทางฝัน จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 9 คน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงจรปฏิบัติการเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 3 ประเภท 1) เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เครื่องมือที่ใช้สะท้อนผลการวิจัยได้แก่ แบบบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมของครูและนักเรียน แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ท้ายวงจร และแบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ท้ายวงจร 3) เครื่องมือประเมินผลการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ค่าความเชื่อมั่น 0.75 และแบบวัดจิตวิทยาศาสตร์ ค่าความเชื่อมั่น 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยครูผู้สอนจัดการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด STS ใช้แผนการเรียนรู้จำนวน 6 แผน ในวงจรการปฏิบัติการ 3 วงจร หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 74.53 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 7 คน จาก 9 คน คิดเป็นร้อยละ 77.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลจากการสังเกตพบว่า ผู้เรียนสามารถตั้งคำถาม อธิบายเหตุผล และเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับบริบททางสังคมได้ดีขึ้น 2) นักเรียนมีคะแนนจิตวิทยาศาสตร์ หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เฉลี่ยร้อยละ 77.40 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 8 คน จาก 9 คน คิดเป็นร้อยละ 88.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลจากการสังเกตพบว่า นักเรียนมีการสะท้อนความคิดเห็นเชิงบวกต่อการเรียนรู้ โดยนักเรียนส่วนใหญ่รับรู้ว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการปรับวิธีคิดและการมีส่วนร่วมในกิจกรรม</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/284728 Developing Academic Administration Guidelines to Enhance the Physical and Mental Health in Xinxiang City Vocational School, China 2025-06-06T17:24:39+07:00 Wang Yuefa 953136620@qq.com Nithipattara Balsiri nithipattara.b@dru.ac.th <p> The objectives of this research were 1) to investigate problems and needs of academic administration to enhance the physical and mental health, 2) to develop academic administration guidelines to enhance the physical and mental health. The samples were 286 students and 44 teachers/administrators obtained through stratified random sampling at vocational school of Xinxiang City Vocational School. The research instruments were questionnaires and a set of questions for the focus group discussion. The statistics were percentage, mean, and standard deviation. The research results indicated that 1) for students’ opinion, the problems to enhance the physical and mental health were rated at the moderate level (Mean=3.00 S.D.=0.93). In the teachers/ administrators’ opinion, the problems to enhance the physical and mental health were rated at the moderate level (Mean=3.10 S.D.=1.01). In addition, in the students’ needs to enhance the physical and mental health were at the moderate level (Mean=3.20 S.D.=0.99). In the teachers/ administrators’ needs to enhance the physical and mental health were at the moderate level (Mean=3.18 S.D.=0.97). 2) The developed guidelines to enhance the physical and mental health consisted of psychological health support services, learning stress management, career development guidance, promotion of healthy living, career development guidance, and establish a support system.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/284774 Developing the Guidelines of Parents` Participation in School Management and Student Learning 2025-06-30T09:07:19+07:00 Ding Lize 307175928@qq.com Nithipattara Balsiri nithipattara.b@dru.ac.th <p> The objectives of this research were 1) to investigate problems and needs of parents` participation in school management and student learning, 2) to develop guidelines of parents` participation in school management and student learning. The samples in this research were 222 students and 222 students’ parents obtained through stratified random sampling at Nanhu School affiliated with Beijing Normal University. The 3 specialists participated the focus group discussion. The research instrument were questionnaires and a set of questions for the focus group discussion. The statistics were frequency, mean, and standard deviation. The research results indicated that 1) In the student opinions, the problems and needs of the parents` participation on school management and student learning were rated at the low level (Mean=2.33, 2.38 S.D.=0.98, 0.97 respectively). In the student`s parent opinions, the problems and needs of the parents` participation on school management and student learning were rated at the high level (Mean=3.46, 3.54 S.D.=0.86, 0.88 respectively). 2) The developed guidelines for the parents` participation on school management and student learning composed of 2.1) Understanding school management policies and relevant regulations, 2.2) Respect for the education profession and trust in educational philosophy and methods, 2.3) Active participation in school activities, 2.4) Establishment of effective communication channels between parents and teachers, and 2.5) Assisting children in establishing learning habits and understanding learning styles.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/284778 Developing the Guidelines of Academic Administration based on Modern Educational Technology to Enhance Art Education in Guizhou Education University, China 2025-05-24T23:15:49+07:00 Liu Lian 1332023099@qq.com Nithipattara Balsiri nithipattara.b@dru.ac.th <p> The objectives of this research were 1) to investigate problems and needs to improve art education and 2) to develop the academic administration guidelines to enhance art education. The respondents in this research were 286 students and 30 teachers obtained through stratified random sampling at Guizhou Education University. The research instrument employed in this study was a questionnaire. The data analysis employed percentage, mean, and standard deviation. The research findings indicated that 1) problems and needs to improve art education based on modern educational technology in student opinion were at high level (Mean = 3.71 S.D. = 1.36) that consisted of art classroom feels disconnected from reality, art classes that integrate technology, learning and artistic comprehension. Regarding teacher perspectives were at high level (Mean = 3.58 S.D. = 1.34) that consisted of integrating technology into higher education's art classrooms and teacher-student interaction. 2) The academic administration guidelines to improve art education comprised of five units 2.1) applying technology in classroom, 2.2) applying technology in school management, 2.3) applying technology in art curriculum, 2.4) applying technology in painting and creative drawing, and 2.5) promoting teacher-student interaction. The 3 specialists evaluated the completeness and correctness of the academic administration guidelines and possessed IOC values from 0.67 to 1.00 meaning that the developed academic administration guidelines were suitable to enhance scholastic achievement of college students.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/284785 Developing the Academic Administration Guidelines to Enhance the Quality of Learning for International Business Major of Chengdu College of Arts and Science, China 2025-12-20T23:19:10+07:00 Yang Shijie 774701871@qq.com Nithipattara Balsiri nithipattara.b@dru.ac.th <p> The research objectives were 1) to study the problems and needs of academic administration to enhance the quality of learning, and 2) to develop academic administration guidelines to enhance the quality of learning. The samples were 240 students and 25 teachers of international business major at Chengdu College of Arts and Science; China selected through stratified random sampling method. The research instruments were questionnaires and questions for the focus group discussion. The data were analyzed by content analysis method, frequency, mean and standard deviation. The research findings indicated that the problems of students and teachers on academic administration to enhance the quality of learning were at highest level (Mean=4.63, 4.66 S.D.=0.50, 0.49 respectively). The needs of students and teachers on academic administration to enhance the quality of learning were at highest level (Mean=4.71, 4.74 S.D.=0.44, 0.43 respectively). The guidelines of academic administration to enhance quality of learning for international business major consisted of the course content reflects the latest developments and trends in the field of international business, the course content is related to students' future career development and academic needs, the teaching content according to changes in the international business environment, the case studies of the current realities of the international market, the course design balancing between theoretical knowledge and practical exercises, and providing future development trends in international business. The 3 specialists evaluated the completeness and correctness of the guidelines and possessed IOC values from 0.67 to 1.00 that concluded that the developed guidelines of academic administration were suitable to enhance the quality of learning for international business major.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/284789 Developing the Academic Administration Guidelines to Enhance Quality of Learning for Dance Major of Si Chuan Film and Television University, China 2025-12-20T23:13:30+07:00 Zhao Ling 1500140276@qq.com Nithipattara Balsiri nithipattara.b@dru.ac.th <p> The objectives of this research were 1) to study the problems and needs of academic administration to enhance the quality of learning, 2) to develop theacademic administration guidelines to enhance the quality of learning. The samples consisted of 265 students and 32 teachers at Si Chuan Film and Television University, China. The research instruments was questionnaires. The statistics were frequency, mean and standard deviation. The research findings indicated that : 1) problems and needs to enhance quality of learning were at the highest level, and 2) the guidelines of academic administration to enhance quality of learning were 1) current developments in the art of dance, 2) dance training in the classroom, 3) individualized instruction and feedback, 4) practical application; 5) textbooks and reference books, and 6) career development and employment trends. The developed management guidelines were suitable to enhance the quality of learning.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhssrru/article/view/284793 Developing the Academic Administration Guidelines to Enhance Students’ Innovation Skills of the Design Department of the Art College Guangxi University, China 2025-12-14T17:27:55+07:00 Shi Yuxuan 526347952@qq.com Nithipattara Balsiri nithipattara.b@dru.ac.th <p> The objectives of this research were 1) to investigate the problems and needs of the academic administration guidelines to enhance students’ innovation skills, and 2) to develop the academic administration guidelines to enhance students’ innovation. The samples consisted of 284 students and 28 teachers. The research instruments were questionnaires. The statistics were frequency, mean and standard deviation. The research findings indicated that: 1) the problems and needs to improve the students' innovation ability were at a high level, and 2) the academic administration guidelines to enhance students’ innovation skills comprised (1) deep integration of design theory and practice, (2) flexible curriculum and personalized development (3) innovative teaching resources and technical support, (4) interdisciplinary cooperation and projects, (5) development and application of assessment mechanisms, (6) teacher-student interaction and feedback mechanisms, (7) practical projects and deepening industry cooperation, (8) overcoming the fear of failure and fostering a culture of Innovation. The academic administration guidelines were applicable to enhance the innovation skills of university students.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์