วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu <p>วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (Journal of Humanities Naresuan University; JHNU) เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานวิชาการ <em>ด้านภาษา วรรณคดี คติชน ปรัชญาและศาสนา ดนตรีและนาฏศิลป์</em> โดยมีการประเมินบทความก่อนตีพิมพ์ (refereed journal) โดยผู้ประเมินจำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ ผู้ประเมินไม่เห็นชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบผู้ประเมิน (double blind review) มีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ราย 4 เดือน คือ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p> คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร th-TH วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 3027-6101 <p>ข้อความรู้ใด ๆ ตลอดจนข้อคิดเห็นใด ๆ เป็นของผู้เขียนแต่ละท่านโดยเฉพาะ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และกองบรรณาธิการวารสารมนุษยศาสตร์ฯ ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วย </p> อุดมการณ์ทางเพศที่ถ่ายทอดผ่านกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมหนังสือเรียนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/294943 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุดมการณ์ทางเพศที่แฝงไว้ในหนังสือเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ใช้ในประเทศไทยและกลวิธีทางภาษาที่ใช้สื่ออุดมการณ์ดังกล่าว โดยใช้แนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995) เป็นกรอบการศึกษาหลักในการวิเคราะห์ตัวบทหนังสือเรียนจำนวน 18 เล่ม รวม 380 ตัวบท ผลการศึกษาพบว่าอุดมการณ์ทางเพศที่ปรากฏในหนังสือเรียนประกอบด้วย 3 ความคิดย่อย ได้แก่ 1. บทบาทและหน้าที่ของผู้ชายและผู้หญิง 2. ภาพในความคิดต่อผู้ชายและผู้หญิง และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอุดมการณ์ดังกล่าวถ่ายทอดผ่านกลวิธีทางภาษาทั้งสิ้น 7 กลวิธี ได้แก่ การใช้คำศัพท์ การใช้คำแสดงทัศนภาวะ การใช้โครงสร้างประโยค การใช้อุปลักษณ์ การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ การใช้มูลบท และการใช้สหบท ผลการศึกษายังบ่งชี้ว่าหนังสือเรียนวิชาภาษาอังกฤษยังคงผลิตซ้ำอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ แต่ก็เริ่มปรากฏแนวคิดสตรีนิยมที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมและขยายบทบาททางเพศให้เท่าเทียมขึ้น</p> ไอยดา กลิ่นอ้น อรทัย ชินอัครพงศ์ ชมนาด อินทจามรรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 1 23 ชื่อช้างศึกไทยในลิลิตตะเลงพ่าย: การศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/296565 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ชื่อช้างศึกไทยในลิลิตตะเลงพ่ายด้านความหมาย และศึกษามโนทัศน์ของคนไทยที่สะท้อนให้เห็นจากการตั้งชื่อช้างศึกไทย ด้วยทฤษฎีอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ (Ethnosemantics) โดยเก็บข้อมูลชื่อช้างศึกไทยจำนวน 26 ชื่อจากวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงชัยชนะในการกระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผลการศึกษาพบว่าความหมายของคำที่นำมาประกอบสร้างเป็นชื่อช้างศึกไทยแบ่งตามกลุ่มความหมายได้ 18 กลุ่ม เรียงลำดับตามจำนวนคำที่ปรากฏจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ความดี ความงาม ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งเป็นสิริมงคล 2) ชัยชนะ 3) ช้าง 4) อำนาจ 5) โลกทั้งสาม 6) การกระทำอย่างรวดเร็ว 7) กษัตริย์ 8) อัญมณี เครื่องประดับ 9) ทหาร 10) ศึกสงคราม การรบ 11) การฆ่า ความตาย 12) ไฟ 13) เมือง 14) เทวดา 15) สัตว์ในตำนาน 16) ความกล้าหาญ 17) อาวุธ และ 18) ความพ่ายแพ้ (ของข้าศึก) ส่วนผลการศึกษาด้านมโนทัศน์ที่สะท้อนให้เห็นจากการตั้งชื่อช้างศึกไทยพบมโนทัศน์ด้านความเชื่อและค่านิยมของชนชั้นปกครองไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ ความเชื่อทางคติพุทธเรื่องบุญ โลกทั้งสาม ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก และสัตว์หิมพานต์ ความเชื่อทางคติพราหมณ์-ฮินดูเรื่องจักรคืออาวุธของพระนารายณ์และช้างเป็นเครื่องประกอบพระบารมีของพระมหากษัตริย์ ความเชื่อเรื่องการตั้งชื่อช้างศึกที่เป็นสิริมงคล ค่านิยมการตั้งชื่อช้างศึกให้สอดคล้องกับตำราพิชัยสงคราม และค่านิยมการตั้งชื่อช้างศึกให้มีสัมผัสคล้องจอง แม้ในปัจจุบันไม่มีการใช้ช้างเป็นพาหนะในการศึกสงคราม แต่การตั้งชื่อที่มีความหมายเป็นสิริมงคลให้แก่ช้างยังคงมีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นมโนทัศน์ของคนไทยทั้งที่ดำรงอยู่และปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของยุคสมัย</p> วรารัชต์ มหามนตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 24 47 ดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ภาคใต้ ประเทศไทย: อัตลักษณ์ในบริบทสังคมหลากวัฒนธรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/295610 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์และลักษณะทางดนตรีที่โดดเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ตลอดจนวิเคราะห์รูปแบบการปรับตัวทางดนตรีและวัฒนธรรมภายใต้บริบทพหุวัฒนธรรมในภาคใต้ของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับสมาชิกในชุมชนจำนวน 13 คน และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมเป็นระยะเวลา 60 ชั่วโมง ณ บ้านสวนส้มโกช้าง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์โดยอาศัยกรอบแนวคิดทางดนตรีชาติพันธุ์วิทยา ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม และทฤษฎีอัตลักษณ์ ผลการศึกษาพบว่า ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ดำรงอยู่ภายใต้แนวคิด “ความยืดหยุ่นภายในกรอบ” (bounded flexibility) โดยแก่นสารของอัตลักษณ์ทางดนตรีถูกถ่ายทอดผ่านแนวปฏิบัติในการแสดง ลักษณะเสียง รูปแบบจังหวะ และการถ่ายทอดทางเสียงร้อง มากกว่าการยึดติดกับเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แนวคิดดังกล่าวเอื้อให้ชุมชนสามารถธำรงรักษาอัตลักษณ์หลักของตนไว้ได้ ขณะเดียวกันก็สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอก การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของนโยบายการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ตระหนักถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงและพลวัตของอัตลักษณ์ในสังคมพหุวัฒนธรรม</p> นพปฎล ขุนสีแก้ว ศศิณัฐ พงษ์นิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 48 67 การพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียนสู่ผลิตภัณฑ์และบริการในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/299537 <p>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียนสู่ผลิตภัณฑ์และบริการในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์” มีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อสำรวจมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียนที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ และ (2) เพื่อคัดสรรมรดกภูมิปัญญาดังกล่าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการในบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การศึกษาภาคสนามและการคัดเลือกพื้นที่แบบเจาะจง ครอบคลุมพื้นที่ 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ รวม 10 จังหวัด การดำเนินงานวิจัยประกอบด้วยการสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเอกสารตัวเขียน การประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างนักวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ การคัดสรรองค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันในขั้นตอน “ค้น–คัด–คิด–ขาย” ผลการวิจัยพบว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับเอกสารตัวเขียนที่สามารถนำมาต่อยอดได้มี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) อักษรที่ใช้ในการจารหรือบันทึกในเอกสารตัวเขียน (2) การจารคัมภีร์ใบลาน (3) การทอและการถวายผ้าห่อคัมภีร์ และ (4) ชุดวรรณกรรมศาสตราที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารตัวเขียนในบริบทพิธีกรรม จากองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการต้นแบบรวม 20 รายการ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ 16 รายการ และบริการ 4 รายการ โดยครอบคลุมทั้งงานอนุรักษ์ งานพัฒนา และงานต่อยอดสร้างสรรค์ เช่น ชุดจารคัมภีร์ด้วยตนเอง สมุดคัดอักษรโบราณ สติกเกอร์อักษรโบราณ พัดมงคลอักษรอยุธยา บอร์ดเกมเอกสารตัวเขียน รวมถึงบริการด้านการเขียนชื่อด้วยอักษรโบราณและการอบรมความรู้เกี่ยวกับอักษรท้องถิ่นไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เอกสารตัวเขียนมิได้เป็นเพียงวัตถุโบราณ แต่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งดำรงอยู่ผ่านการปฏิบัติ ความเชื่อ และพิธีกรรมของชุมชน การพัฒนาเอกสารตัวเขียนในกรอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงควรดำเนินการบนฐานของความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และทำให้เอกสารตัวเขียนสามารถดำรงบทบาทเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีความหมายต่อสังคมร่วมสมัยต่อไป</p> อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 68 89 ผลของการสอนวากยสัมพันธ์แบบชัดแจ้งและแบบนัยต่อความถูกต้องทางไวยากรณ์ของนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/299538 <p>ประสิทธิผลเชิงเปรียบเทียบของการสอนวากยสัมพันธ์แบบชัดแจ้งและแบบนัยยังคงเป็นประเด็นสำคัญในด้านการเรียนรู้ภาษาที่สอง โดยเฉพาะในบริบทการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL) ระดับอุดมศึกษา ซึ่งการเรียนการสอนในชั้นเรียนเป็นแหล่งป้อนข้อมูลทางภาษาหลักของผู้เรียน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการสอนวากยสัมพันธ์แบบชัดแจ้งและแบบนัยต่อความถูกต้องทางไวยากรณ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษในบริบทระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย และตรวจสอบการรับรู้ของผู้เรียนต่อประสิทธิผลของการสอนในการทำนายการพัฒนาความถูกต้องทางไวยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างนี้ถูกเลือกเนื่องจากมีพื้นฐานทางไวยากรณ์ใกล้เคียงกัน และลงทะเบียนเรียนในรายวิชา Introduction to Syntax ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับในหลักสูตรสาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (PBRU) ในภาคเรียนที่ 1/2568 งานวิจัยใช้รูปแบบกึ่งทดลอง ที่ได้ทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างจากชั้นเรียนจริงจำนวน 2 ห้องเรียน (N = 60) กลุ่มที่ได้รับการสอนแบบชัดแจ้งได้รับการสอนเชิงกฎเกณฑ์ทางภาษาร่วมกับการอธิบายเชิงอภิมโนทัศน์และการทำแบบฝึกหัดที่มีลักษณะเชิงโครงสร้างทางไวยากร ขณะที่กลุ่มแบบนัยเข้าร่วมกิจกรรมการสื่อสารที่เน้นความหมายโดยไม่มีการอธิบายไวยากรณ์โดยตรง ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (paired-sample t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) การคำนวณขนาดอิทธิพล (effect size) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น (linear regression)<br />ผลการวิจัยพบว่าผู้เรียนทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการด้านความถูกต้องทางไวยากรณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบชัดแจ้งมีผลการเรียนสูงกว่ากลุ่มแบบนัย นอกจากนี้ยังพบว่าการรับรู้ของผู้เรียนต่อประสิทธิผลของการสอนมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาความถูกต้องทางไวยากรณ์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการสอนแบบชัดแจ้งช่วยส่งเสริมการพัฒนาความถูกต้องทางไวยากรณ์ในระยะสั้นได้ดีกว่า ขณะที่การรับรู้ของผู้เรียนมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยนี้ควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากระยะเวลาการทดลองที่ค่อนข้างสั้น และการใช้ตัวชี้วัดเพียงรูปแบบเดียว ซึ่งอาจจำกัดขอบเขตในการสะท้อนพัฒนาการทางภาษาในระยะยาวหรือในหลายมิติได้</p> พิศาล ปานแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 90 113 ภาษารัสเซียกับการสร้างชุดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ในเวทีโลก: การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงนโยบายของรัฐบาลรัสเซีย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/299443 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาการสร้างชุดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของภาษารัสเซียในเวทีระหว่างประเทศในวาทกรรมเชิงนโยบายของรัฐบาลรัสเซีย โดยใช้แนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟมาเป็นกรอบในการศึกษา และวิเคราะห์ผ่าน 3 มิติตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาได้แก่ มิติที่ 1 เพื่อศึกษาวิถีปฏิบัติทางวาทกรรมของเอกสารทางการของรัสเซีย มิติที่ 2 เพื่อศึกษาตัวบทในวาทกรรมรัฐที่สำคัญในการสร้างชุดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของภาษารัสเซียในต่างประเทศด้วยกลวิธีทางภาษาต่าง ๆ และมิติที่ 3 เพื่อศึกษาวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรมของวาทกรรมรัฐดังกล่าว ข้อมูลประกอบการศึกษามาจากเอกสารทางการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการในการส่งเสริมภาษารัสเซียในต่างประเทศ ผลการศึกษาพบวาทกรรมรัฐที่เกี่ยวกับภาษารัสเซียในต่างประเทศ 4 วาทกรรมหลัก ประกอบไปด้วย 1. ภาษารัสเซียในฐานะเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์และอำนาจละมุน 2. ภาษารัสเซียในฐานะภาษาแห่งความร่วมมือและการบูรณาการในเครือรัฐเอกราช 3. ภาษารัสเซียในฐานะสิ่งที่ใช้ปกป้องอัตลักษณ์และสิทธิของเพื่อนร่วมชาติในต่างแดน และ 4. ภาษารัสเซียในฐานะภาษาแห่งโอกาสและความก้าวหน้าในระดับสากล โดยมีการใช้กลวิธีทางภาษา ได้แก่ การใช้วัจนกรรม การใช้คำศัพท์ การใช้มูลบท การใช้อุปลักษณ์ การใช้สหบท การอ้างถึง การใช้ข้อมูลทางสถิติ กลวิธีการสร้างวาทกรรมต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมการใช้ภาษารัสเซียในหมู่ชาวต่างชาติและผู้สื่อสารภาษารัสเซียในต่างประเทศ ตลอดจนปกป้องอัตลักษณ์ของรัสเซียในต่างประเทศให้มากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในโลกหลายขั้วอำนาจ</p> ปริตต์ อรุณโอษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 114 139 การวิเคราะห์เชิงจริยธรรมต่อการใช้สัตว์จริงในงานศิลปะภายใต้กรอบทฤษฎีสิทธิสัตว์ของฟรานซิโอนและของโดนัลสันกับคิมลิคก้า https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/296095 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ว่าการใช้สัตว์จริงในงานศิลปะสามารถเป็นที่ยอมรับได้ทางจริยธรรมหรือไม่ ภายใต้กรอบทฤษฎีสิทธิสัตว์สายเลิกทาสของฟรานซิโอนและสายความเป็นพลเมืองของโดนัลสันกับคิมลิคก้า ความเป็นมาเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงว่าศิลปินร่วมสมัยมีการนำสัตว์จริงมาใช้ในงานศิลปะ ได้แก่ ศิลปะจัดวาง ศิลปะแสดงสด และการใช้สัตว์เป็นผู้ทำงานร่วมในการสร้างงานศิลปะ ซึ่งหลายกรณีมีปัญหาทางจริยธรรมชัดเจน เช่น มีสัตว์ถูกฆ่าหรือทรมานในขั้นตอนการสร้างและการจัดแสดงงานศิลปะ นี่จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจประเมินจริยธรรมของงานศิลปะแนวนี้ผ่านกรอบทฤษฎีสิทธิสัตว์ ผู้วิจัยเลือกมา 2 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีของฟรานซิโอน และของโดนัลสันกับคิมลิคก้า สองทฤษฎีนี้มีความเข้มงวดเหมือนกันคือการเสนอให้สัตว์มีสิทธิพื้นฐานในชีวิตและเสรีภาพ แต่จุดที่แตกต่างเด่นชัดคือทฤษฎีแรกมีความเข้มงวดจนไม่สามารถอนุญาตให้มีการใช้สัตว์ในงานศิลปะ ในขณะที่ทฤษฎีหลังมีจุดให้พอประนีประนอม วิธีการวิจัยนี้ ได้แก่ 1) ระบุเกณฑ์สำคัญของแต่ละทฤษฎี 2) รวบรวมตัวอย่างจริงของการใช้สัตว์จริงในงานศิลปะเท่าที่จะครอบคลุมทุกแนวปฏิบัติต่อสัตว์ตามที่ผู้วิจัยจำแนกประเภทไว้ ผู้วิจัยจำแนกประเภทตัวอย่างเหล่านี้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มงานศิลปะที่ใช้สัตว์ตายแล้ว (แบ่งย่อยเป็นกลุ่มที่แหล่งที่มาของสัตว์ไม่ผิดจริยธรรม ผิดจริยธรรม และไม่ชัดเจนว่าผิดจริยธรรมหรือไม่) กับ กลุ่มงานศิลปะที่ใช้สัตว์มีชีวิต (แบ่งย่อยเป็นกลุ่มที่ไม่มีการทำร้ายสัตว์ มีการทำร้ายสัตว์ และไม่ชัดเจนว่ามีการทำร้ายสัตว์หรือไม่) จากนั้น 3) วิเคราะห์ว่าแต่ละกลุ่มของตัวอย่างเหล่านี้สามารถเป็นที่ยอมรับได้ทางจริยธรรมหรือไม่ภายใต้กรอบของแต่ละทฤษฎี โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ากลุ่มหนึ่งถูกพบว่ามีการ “ละเมิด” ต่อเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งของทฤษฎีหนึ่งก็จะถือว่ากลุ่มนั้นไม่สามารถยอมรับได้ทางจริยธรรมตามกรอบของทฤษฎีนั้น ซึ่งผลการวิจัยพบว่าไม่มีกลุ่มของตัวอย่างใดเลยสามารถเป็นที่ยอมรับได้ทางจริยธรรม ไม่ว่าภายใต้กรอบของทฤษฎีใด เนื่องจากทุกกลุ่มดังกล่าวล้วนมีส่วนที่ละเมิดต่อบางเกณฑ์ของทั้งสองทฤษฎี ข้อสรุปของบทความนี้คือ ภายใต้กรอบของฟรานซิโอน การใช้สัตว์จริงในงานศิลปะไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้ทางจริยธรรมโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ภายใต้กรอบของโดนัลสันกับคิมลิคก้าไม่สามารถสรุปได้ว่ายอมรับไม่ได้ เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่การใช้นี้ในบางกรณีสามารถเป็นที่ยอมรับได้ ในการอภิปรายผล ผู้วิจัยเสนอ 2 ตัวอย่างสมมติของการใช้สัตว์ดังกล่าวที่อาจไม่ละเมิดต่อเกณฑ์ใดเลยของโดนัลสันกับคิมลิคก้าเพื่อสนับสนุนความเป็นไปได้นี้ เช่น (1) ศิลปินใช้สัตว์เลี้ยงในความดูแลของเขาช่วยสร้างงานศิลปะ ภายใต้เงื่อนไขจำกัด: การเคารพในสิทธิพื้นฐานและผลประโยชน์สูงสุด การคำนึงความโน้มเอียงตามธรรมชาติของสัตว์ การใช้แบบไม่บังคับและไม่แสวงหากำไร และการปฏิบัติต่อสัตว์ในหนทางเดียวกับมนุษย์ และ (2) ศิลปินใช้สัตว์กึ่งป่าเป็นส่วนหนึ่งในการจัดแสดงงานศิลปะจัดวางเฉพาะที่ ภายใต้เงื่อนไขจำกัด: การเคารพในสิทธิพื้นฐานและสิทธิความเป็นผู้พักพิง การใช้แบบไม่บังคับ และการใช้นี้ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการประชากรสัตว์กึ่งป่าแบบไม่ทำร้าย</p> จิรพงศ์ ทรัพย์ขุมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 140 165 กลวิธีการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในหนังสือทวิพากย์เรื่อง ‘ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม’ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/301044 <p>จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องพบว่า ตัวบทพระพุทธศาสนาในนิกายเถรวาทที่มีรากฐานมาจากภาษาบาลี โดยเฉพาะในบริบทไทย ยังได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านการแปลค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะการศึกษากลวิธีการแปลในระดับโครงสร้าง งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้จึงมุ่งศึกษากลวิธีการแปลระดับคำและระดับโครงสร้างจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในหนังสือสองภาษาเรื่อง ‘ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม’ ผลงานประพันธ์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แปลโดย บรูซ อีวานส์ (Payutto, 2007) ซึ่งเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดธรรมะตามแนวทางนิกายเถรวาท ในการศึกษากลวิธีการแปลในระดับคำ ใช้กลวิธีการแปลของ Baker (2018) เป็นกรอบในการวิเคราะห์ข้อมูล และมีการวิเคราะห์กลวิธีการแปลอื่น ๆ ที่อุบัติขึ้นมานอกเหนือจากกรอบกลวิธีการแปลที่กำหนด ส่วนการศึกษากลวิธีการแปลในระดับโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์แก่นสาระเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบการใช้กลวิธีการแปลในระดับคำ 8 กลวิธี โดยพบกลวิธีการแปลโดยใช้คำยืม (มีหรือไม่มีคำอธิบายประกอบ) มากที่สุด ส่วนกลวิธีการแปลในระดับโครงสร้าง พบ 5 กลวิธี โดยพบการปรับโครงสร้างนามวลีใหม่มากที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ผลการศึกษาในครั้งนี้ ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการแปลตัวบทพระพุทธศาสนา และนำเสนอข้อคิดเชิงปฏิบัติให้แก่นักแปลและผู้ให้การศึกษาด้านการแปล </p> ศุภานัน พรหมมาก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 166 186 การใช้ภาษาเลี่ยงคำในภาษาจีนร่วมสมัย: การศึกษาวิเคราะห์เชิงวัจนปฏิบัติศาสตร์กรณีการใช้ “可爱” แทน “傻逼” ในละครสั้นออนไลน์จีน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/295421 <p>บทความวิชาการนี้ศึกษาปรากฏการณ์ทางภาษาใหม่ในละครสั้นออนไลน์ของจีน คือการแทนคำสบถ 傻逼 ด้วยคำว่า 可爱 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงคำหยาบเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ทางแนวคิดวัจนปฏิบัติเพื่อลดทอนความรุนแรงทางภาษาและปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการควบคุมเนื้อหาออนไลน์ในสังคมจีนร่วมสมัย การวิเคราะห์เชิงวัจนปฏิบัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า คำว่า 可爱 ในประโยค 你真可爱! ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อความหมายตรงตามพจนานุกรม หากแต่เป็นเครื่องมือเชิงประชดประชันที่สื่อความหมายเดียวกับวลี 你真傻逼! โดยแฝงความไม่พอใจไว้ภายใต้ภาษาที่ดูสุภาพและเป็นมิตร ในมิติทางสังคมวิทยาการใช้คำนี้สะท้อนวิธีการปรับตัวของผู้ผลิตสื่อและผู้สร้างคอนเทนต์ภายใต้แรงกดดันจากนโยบายการควบคุมเนื้อหาออนไลน์ของรัฐจีน ปรากฏการณ์นี้แสดงถึงการต่อรองเชิงอำนาจทางวัฒนธรรมระหว่างผู้ผลิตสื่อกับรัฐผู้ควบคุมสื่อในประเทศจีน การใช้คำเลี่ยงเพื่อให้ความรุนแรงทางอารมณ์คงอยู่ภายใต้รูปแบบภาษาที่ปลอดภัย การศึกษานี้มีคุณค่าทางทฤษฎีโดยเสนอว่าการประชดแบบอ้อมเชิงอุปมาเป็นทั้งกลยุทธ์การสื่อสารที่ฝังตัวทางวัฒนธรรมและกลไกการปรับตัวของภาษาในบริบทอำนาจร่วมสมัย พร้อมทั้งให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวัจนปฏิบัติศาสตร์ในภาษาจีนสมัยใหม่ การใช้คำสบถ และแนวปฏิบัติทางภาษาในละครสั้นออนไลน์ของจีน</p> จันทพงศ์ บูรณะชัยวงศ์ ชาดา เตรียมวิทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 187 206 ประเภท แนวคิด และหน้าที่ของนิทานพื้นบ้านในหนังสือเรียนวิชาอักษรศาสตร์เขมร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/300972 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาประเภท แนวคิด และหน้าที่ของนิทานพื้นบ้าน ที่ปรากฏในหนังสือเรียนวิชาอักษรศาสตร์เขมร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 จัดทำโดยกระทรวงอบรม ยุวชน และกีฬา ผลการศึกษาพบว่า นิทานพื้นบ้านเขมรที่ปรากฏในหนังสือเรียนดังกล่าว มี 5 เรื่อง คือ 1) เรื่องพิธีเซ่นไหว้พระภูมิในฤดูทำนา 2) เรื่องภูเขานางกงรี 3) เรื่องพระพัน 4) เรื่องเนียะตาฆลังเมือง และ 5) เรื่องพ่อตาเลือกลูกเขย นิทานเหล่านี้จำแนกเป็นนิทานอธิบายเหตุ นิทานประจำถิ่น และนิทานมุกตลก ความสำคัญของนิทานเหล่านี้นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน เป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่ผู้เรียนแล้ว นิทานเหล่านี้ยังได้สะท้อนภาพสังคมเขมร ปลูกฝังแนวคิดเรื่องความรักชาติ ความภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่น รวมทั้งคุณธรรมต่าง ๆ เช่น ความกตัญญู ความอดทน การรู้จักให้อภัย เป็นต้น เพื่อสร้างเยาวชนให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต</p> ชาญชัย คงเพียรธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 23 2 207 227