วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu
<p>วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (Journal of Humanities Naresuan University; JHNU) เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานวิชาการ <em>ด้านภาษา วรรณคดี คติชน ปรัชญาและศาสนา ดนตรีและนาฏศิลป์</em> โดยมีการประเมินบทความก่อนตีพิมพ์ (refereed journal) โดยผู้ประเมินจำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ ผู้ประเมินไม่เห็นชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบผู้ประเมิน (double blind review) มีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ราย 4 เดือน คือ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม</p>
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
th-TH
วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
3027-6101
<p>ข้อความรู้ใด ๆ ตลอดจนข้อคิดเห็นใด ๆ เป็นของผู้เขียนแต่ละท่านโดยเฉพาะ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และกองบรรณาธิการวารสารมนุษยศาสตร์ฯ ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องด้วย </p>
-
อภิหน้าที่ทางภาษาด้านการปฏิสัมพันธ์ในการประกอบสร้างอุดมการณ์ “ไม่มีบุตร” ในสื่อหลากรูปแบบออนไลน์ของไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/289421
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อภิหน้าที่ด้านการปฏิสัมพันธ์ที่ใช้ประกอบสร้างอุดมการณ์ไม่มีบุตรและวิเคราะห์อุดมการณ์ “ไม่มีบุตร” ในสื่อหลากรูปแบบออนไลน์ของไทยซึ่งเป็นไฟล์ภาพนิ่งที่มีทั้งรูปภาพและข้อความประกอบเข้าด้วยกัน จำนวน 200 ไฟล์ โดยใช้ทฤษฎีวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ แนวการรับรู้ทางสังคม ร่วมกับทฤษฎีวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์สื่อหลากรูปแบบแนวสัญวิทยาสังคม และวิเคราะห์อุดมการณ์ตามแนวทางของฟาน ไดก์ ผู้วิจัยเลือกนำเสนอผลการวิเคราะห์เฉพาะอภิหน้าที่ด้านการปฏิสัมพันธ์ของภาษาประเภทข้อความ พบว่าทั้งมาลาและทัศนภาวะมีผลต่อการประกอบสร้างอุดมการณ์ไม่มีบุตรในเชิงโครงสร้างของอุดมการณ์ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ คุณสมบัติของสมาชิก กิจกรรม คุณค่าและบรรทัดฐาน ทรัพยากรที่จำเป็น ตำแหน่ง และเป้าหมายของกลุ่ม และอุดมการณ์ไม่มีบุตรประกอบด้วย 9 ชุดความคิด ได้แก่ ความมั่นคงของรัฐ บทบาททางเพศ ความเป็นบิดา-มารดา บุตร การสมรสและการสร้างครอบครัว ความสัมพันธ์ทางเพศ สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม บุญกรรม และความชรา ชุดความคิดเหล่านี้สอดคล้องกับอุดมการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมกับวัฒนธรรม ได้แก่ อุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์ทุนนิยม อุดมการณ์ศาสนาพุทธ อุดมการณ์เสรีนิยม อุดมการณ์สตรีนิยม อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม และอุดมการณ์แนวคิดหลังสมัยใหม่</p>
สมประสงค์ แสงอินทร์
อรทัย ชินอัครพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
1
25
-
ประสิทธิผลของดนตรีบำบัดต่อพัฒนาการทางสังคมและการสื่อความหมายในเด็กที่มีภาวะออทิซึม: การวิเคราะห์แนวโน้มและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/290384
<p>ดนตรีบำบัดได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อความหมายสำหรับเด็กที่มีภาวะออทิซึม อย่างไรก็ตามยังไม่มีการทบทวนวรรณกรรมที่เปรียบเทียบประสิทธิผลของดนตรีบำบัดต่อพัฒนาการทางสังคมและการสื่อความหมายในเด็กที่มีภาวะออทิซึมระหว่างบริบทต่างประเทศและประเทศไทยอย่างเป็นระบบ บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ประสิทธิผลของดนตรีบำบัดในบริบทต่างประเทศ (2) ประสิทธิผลของดนตรีบำบัดในบริบทประเทศไทย (3) การเปรียบเทียบการศึกษาระหว่างสองบริบท และ (4) ความท้าทายและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าทั้งสองบริบทมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนประสิทธิผลของดนตรีบำบัด โดยงานวิจัยในต่างประเทศมีความหลากหลายในแบบแผนการวิจัย โดยเฉพาะการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและการใช้เครื่องมือวัดมาตรฐานสากล ในขณะที่งานวิจัยในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาแบบกรณีศึกษาและการวิจัยกึ่งทดลองที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก แต่มีจุดเด่นในการบูรณาการการมีส่วนร่วมของครอบครัวและการประยุกต์ใช้เครื่องดนตรีไทย<br /><br />การเปรียบเทียบระหว่างสองบริบทชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกัน คือ การขาดการติดตามผลระยะยาว ความจำเป็นในการใช้เครื่องมือวัดมาตรฐาน และความต้องการขยายขนาดกลุ่มตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเผชิญความท้าทายเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การขาดแคลนนักดนตรีบำบัดที่ผ่านการรับรอง การขาดการบูรณาการเข้าสู่ระบบสุขภาพและการศึกษาพิเศษ และงบประมาณสนับสนุนการวิจัยที่จำกัด บทความนี้จึงเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประการสำหรับประเทศไทย คือ (1) การสนับสนุนการวิจัยระยะยาวและพัฒนาเครื่องมือวัดที่เหมาะสมกับบริบทไทย (2) การบูรณาการดนตรีบำบัดเข้าสู่ระบบสุขภาพและการศึกษาพิเศษผ่านการพัฒนาบุคลากร กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติ และสร้างระบบส่งต่อแบบสหวิชาชีพ และ (3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวผ่านการพัฒนาคู่มือและการจัดอบรมผู้ปกครอง การดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการดนตรีบำบัดและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กที่มีภาวะออทิซึมและครอบครัวในประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
วิชญ์ บุญรอด
ณัฐวิภา วาณิชย์เจริญ
ดุจฤดี บำเพ็ญผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
26
52
-
การศึกษาการแปลคำวิสามานยนามในเอกสารการเมืองแนวสังคมนิยมภาษาจีนเป็นภาษาไทยกรณีศึกษาจาก สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/294417
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลคำวิสามานยนามในเอกสารการเมืองแนวสังคมนิยมภาษาจีนเป็นภาษาไทย โดยใช้กรณีศึกษาจาก <em>Selected Works of Mao Tse-Tung</em> ฉบับภาษาจีน และ <em>สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง</em> ฉบับภาษาไทย กลุ่มข้อมูลที่ศึกษาได้แก่ ชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ 5 ตัวอย่าง และชื่อบุคคล 6 ตัวอย่างซึ่งเป็นคำเฉพาะที่มีบทบาทสำคัญในบริบทการเมืองของจีน ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้แปลใช้กลวิธีหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การทับศัพท์ เช่น การถอดเสียงชื่อบุคคลหรือสถานที่ให้ใกล้เคียงกับภาษาจีนต้นฉบับ (2) การแปลความหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องอธิบายลักษณะทางกายภาพของภูมิประเทศ เช่น แม่น้ำหรือเขตแดน และ (3) การใช้คำบรรยายเจาะจงตัวเพื่อเสริมความเข้าใจบทบาทของบุคคลในบริบททางประวัติศาสตร์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการแปลคำวิสามานยนามอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความเข้าใจด้านสัทวิทยา อรรถศาสตร์ วัฒนธรรม และบริบททางการเมืองร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความหมายจากต้นฉบับได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้อ่านภาษาไทย โดยเฉพาะในเอกสารเชิงประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ทางการเมือง</p>
ศัลยา เอ้งฉ้วน
จตุวิทย์ แก้วสุวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
53
74
-
บทเสริมบอกสภาพในภาษาจีน: การวิเคราะห์โครงสร้างและความหมายของรูปภาษาเทียบเคียงภาษาไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/294222
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างและความหมายของรูปภาษาเทียบเคียงภาษาไทยของโครงสร้าง “กริยา + 得 + บทเสริมบอกสภาพ” กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาคือ ประโยคภาษาจีนที่ประกอบด้วยโครงสร้าง “กริยา + 得 + บทเสริมบอกสภาพ” และประโยคแปลภาษาไทยจากนิยายจีนสมัยใหม่และฉบับแปลไทย 20 เรื่อง จำนวนทั้งหมด 1,346 คู่ตัวอย่าง วิธีดำเนินการวิจัยคือ วิเคราะห์โครงสร้าง รูปภาษาเทียบเคียงแต่ละประเภทตามแนวคิดการเปลี่ยนแปลงในการแปล (translation shifts) จากนั้นวิเคราะห์ความสอดคล้องทางความหมายกับภาษาต้นทาง ผลการวิจัยคือ จากรูปภาษาเทียบเคียงที่แจกแจงได้ทั้งหมด 9 ประเภทย่อย พบว่า (1) ด้านโครงสร้าง ประกอบด้วยรูปภาษาที่การเปลี่ยนแปลงในการแปลไม่เด่นชัดและรูปภาษาที่การเปลี่ยนแปลงในการแปลเด่นชัด โดยรูปภาษาที่การเปลี่ยนแปลงในการแปลไม่เด่นชัดส่วนใหญ่เป็นการเลือกใช้โครงสร้าง “กริยา + บทขยายกริยา” ในการเทียบเคียง ส่วนรูปภาษาที่การเปลี่ยนแปลงในการแปลเด่นชัด แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น บทเสริมเปลี่ยนแปลงเป็นกริยาหลัก บทเสริมเปลี่ยนแปลงเป็นบทขยายกรรม (2) ด้านความหมาย รูปภาษาเทียบเคียงส่วนใหญ่ถ่ายทอดความหมายของภาษาต้นทางได้ค่อนข้างดี โดยมีความจำเป็นในการเลือกใช้แตกต่างกัน ทั้งนี้ การเลือกใช้รูปภาษาเทียบเคียงเกี่ยวข้องกับปัจจัย เช่น ธรรมชาติของภาษา การชี้ทางความหมาย ความลื่นไหลในภาษา ประโยชน์ของการวิจัยคือ สามารถทำความเข้าใจรูปภาษาเทียบเคียงภาษาไทยของโครงสร้าง “กริยา + 得 + บทเสริมบอกสภาพ” ที่หลากหลายและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งโครงสร้างที่เคยมีการกล่าวถึงและไม่เคยมีการกล่าวถึง อีกทั้งยังสามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการแปลหรือการสอนแปลภาษาจีนเป็นภาษาไทยได้</p>
สุพิชญา อ่ำคิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
75
101
-
พหุวัฒนธรรม ไทย-ชวา สู่นาฏกรรมสร้างสรรค์รำลงสรงชุด ปราบูณุอสูรแต่งตัว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/295068
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์การแสดงชุด “ปราบูณุอสูรแต่งตัว” ด้วยการผสมผสานนาฏศิลป์ไทยกับนาฏศิลป์ชวา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์ชวา แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) นำมาสู่แนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า การแสดงชุด “ปราบูณุอสูรแต่งตัว” เป็นนาฏศิลป์สร้างสรรค์ที่มีการผสมผสานนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์ชวาเข้าด้วยกันอย่างสมดุลในทุกองค์ประกอบ โดยนำเสนอในรูปแบบละครรำที่มีแนวคิดมาจากการรำลงสรงทรงเครื่องในนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์ชวา ตัวละครหลักคือ ปราบูณุอสูร กษัตริย์ยักษ์ผู้สง่างามที่กำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อเตรียมยกทัพไปชิงตัวผู้หญิงที่ตนรัก ตามบทละครรำหน้ากากเรื่องปันหยี การแสดงแบ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การรำลงสรงด้วยเพลงลงสรงโทนแทรกสร้อยช้าโหย และการรำกริชด้วยเพลงสะระหม่า ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์การใช้กริชเป็นอาวุธประจำกายของนาฏศิลป์ชวามาปรับใช้กับตัวยักษ์ในนาฏศิลป์ไทย การออกแบบดนตรีที่นำเครื่องดนตรีบางชนิดของวงกาเมลันมาบรรเลงผสมผสานกับเครื่องดนตรีของไทย และการออกแแบบเครื่องแต่งกายที่นำอัตลักษณ์ของเครื่องแต่งกายของนาฏศิลป์ชวามาสอดแทรกไว้ในเครื่องแต่งกายยืนเครื่องของนาฏศิลป์ไทย ทำให้เกิดการแสดงชุดใหม่ที่มีการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์ 2 ศาสตร์ การแสดงชุดนี้จึงมีรูปแบบการแสดงที่มีลักษณะผสมผสานข้ามวัฒนธรรม ซึ่งยังไม่ปรากฏการแสดงใดที่ผสมผสานการรำลงสรงของยักษ์ไทย-ชวาแบบองค์รวมเช่นนี้มาก่อน ผลจากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาค้นคว้าการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ สำหรับผู้ที่สนใจในการสร้างสรรค์งานต่อไป</p>
ญาณวุฒิ ไตรสุวรรณ
เสาวณิต วิงวอน
สมศักดิ์ ทัดติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
102
119
-
เพลงเรือ จังหวัดพิษณุโลก: ทำนอง ประเพณี วิถีชีวิต
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/294445
<p>บทความวิจัยเรื่อง เพลงเรือ จังหวัดพิษณุโลก: ทำนอง ประเพณี วิถีชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่องนวัตกรรมเพลงเรือ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเสริมสร้างความสุข 5 มิติ สำหรับผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทำนองร้องเพลงเรือ และประเพณีที่มีความสัมพันธ์ในวิถีชีวิตชาวพิษณุโลก การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเพลงเรือ สัมภาษณ์เพิ่มเติมจากศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ และปราชญ์ชาวบ้าน จากการศึกษาพบว่า รูปแบบการละเล่นเพลงเรือ และการประพันธ์บทร้องเพลงเรือ จังหวัดพิษณุโลกใช้แนวคิดขนบภักดิ์สบสมัย กล่าวคือ ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะโดยยึดถือรูปแบบอย่างขนบอันพึงปฏิบัติด้วยความภักดี หน้าที่ของผู้ร้องเพลงเรือ แบ่งออกเป็น 2 หน้าที่ 1) ร้องนำ 2) ลูกคู่ การขึ้นเพลงมีองค์ประกอบ 3 ส่วน 1) ร้องเอื้อนเกริ่นนำ 2) ร้องสร้อย 3) ร้องนอยทำนองเท่า การร้องเนื้อเพลงเป็นการร้องด้นเล่าเรื่อง และการลงเพลงเป็นการทอดเสียงให้ช้าลงใช้สำหรับลงจบในแต่ละบท รูปแบบสังคีตลักษณ์เพลงเรือ จังหวัดพิษณุโลกมี 3 ตอน ได้แก่ ABCDBC/ ABCDBC/ ABCDBC จังหวะหน้าทับใช้หน้าทับลาว จังหวะฉิ่งใช้จังหวะพิเศษ (ฉิ่งฉิ่งฉับ) กลุ่มเสียงปัญจมูล ได้แก่ ดรม_ซล_ ทางเพียงออบน และซลท_รม_ ทางเพียงออล่าง ในส่วนการศึกษาวิเคราะห์แบบเลือกประเด็นพบว่า มีการละเล่นเพลงเรือในประเพณีที่มีความสัมพันธ์ในวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำชาวพิษณุโลก ได้แก่ ประเพณีทอดผ้าป่าหัวเรือและแห่ผ้าห่มหลวงพ่อพระพุทธชินราช และการแข่งขันเรือยาวประเพณี</p>
ประชากร ศรีสาคร
วิชญ์ บุญรอด
ภูริตา เรื่องจิรยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
120
138
-
มโนทัศน์เรื่องบ้านและความผูกพันกับสถานที่ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ร่มไม้หนึ่งซึ่งเราตัวเล็ก ตามแนวนิเวศวิจารณ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/295914
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอการวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องบ้านและความผูกพันกับสถานที่ที่สัมพันธ์กับการสร้างอัตลักษณ์ทางสิ่งแวดล้อมในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง <em>ร่มไม้หนึ่งซึ่งเราตัวเล็ก</em> ของปันนารีย์ โดยใช้กรอบแนวคิดนิเวศวิจารณ์ (Ecocriticism) ร่วมกับโครงสร้างสามมิติของความผูกพันกับสถานที่ (Place Attachment) ของ Scannell และ Gifford ในการตีความตัวบท การพิจารณาพบว่า วรรณกรรมได้ขยายขอบเขตความหมายของ <strong>“</strong>บ้าน” จากอาคารที่อยู่อาศัยสู่ระบบนิเวศเชิงบูรณาการที่โอบอุ้มสรรพชีวิต โดยมี <strong>“</strong>คุณปู่ต้นไม้” เป็นศูนย์กลางในการยึดโยงสายใยทางอารมณ์และจิตวิญญาณ ผ่านกลไกการทำให้ธรรมชาติมีชีวิต (Personification) ซึ่งส่งผลให้ตัวละครเปลี่ยนผ่านจริยธรรมจากมุมมองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentrism) ไปสู่จริยธรรมที่เน้นสิ่งมีชีวิตเป็นศูนย์กลาง (Biocentrism) และนำไปสู่การก่อรูปอัตลักษณ์ทางสิ่งแวดล้อม (Ecological Identity) ที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นที่อันเป็นที่รักตกอยู่ภายใต้การคุกคามจากการพัฒนาที่ยึดโยงกับตรรกะทางเศรษฐกิจ ตัวละครต้องเผชิญกับภาวะความทุกข์ระทมทางนิเวศ (Solastalgia) และความไร้อำนาจเชิงนิเวศ (Ecological Helplessness) ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของเยาวชนท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ บทสรุปของบทความชี้ให้เห็นว่าวรรณกรรมเยาวชนทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางปัญญาในการวิพากษ์โลกทัศน์แบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และเสนอแนวทางการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ที่ยั่งยืนระหว่างมนุษย์กับโลกที่มากกว่ามนุษย์ (More-than-human world)</p>
มิ่งมนัสชน จังหาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
139
159
-
การศึกษาประสบการณ์ของผู้สูงอายุวัยเกษียณในการเข้าร่วมดนตรีบำบัดแบบกลุ่ม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/294265
<p>การวิจัยการศึกษาประสบการณ์ของผู้สูงอายุวัยเกษียณในการเข้าร่วมดนตรีบำบัดแบบกลุ่มในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุหลังเกษียณในการเข้าร่วมดนตรีบำบัดแบบกลุ่ม กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุหลังเกษียณที่มีอายุระหว่าง 61-69 ปี จำนวน 8 คน ที่อาศัยอยู่ภายในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นการเลือกกลุ่มที่ผู้วิจัยใช้เหตุผลในการเลือก และแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างจากผู้ให้ข้อมูลแนะนำ เข้ารับบริการดนตรีบำบัดครั้งละ 1 ชั่วโมง จำนวน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งหมด 8 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ผู้วิจัย 2) ผู้ช่วยวิจัย 3) กิจกรรมดนตรีบำบัดสำหรับผู้สูงอายุหลังเกษียณ ประกอบด้วย การร้องเพลง การเล่นเครื่องดนตรี การด้นสด การเคลื่อนไหวประกอบดนตรี และการฟังเพลง 4) แบบสังเกตพฤติกรรมของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกลุ่มดนตรีบำบัด 5) แบบสัมภาษณ์ประสบการณ์การเข้าร่วมกลุ่มดนตรีบำบัดของผู้สูงอายุหลังเกษียณ<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า จากการสัมภาษณ์ประสบการณ์ผู้สูงอายุหลังเกษียณหลังจากการเข้าร่วมดนตรีบำบัดแบบกลุ่ม อาสาสมัครมีความคิดเห็นว่าดนตรีบำบัดมีประโยชน์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งยังทำให้ผู้สูงอายุได้ปลดปล่อยอารมณ์ และความเครียดผ่านกิจกรรมดนตรีบำบัด ได้รับประสบการณ์ใหม่ในการเล่นเครื่องดนตรี และส่งเสริมให้เกิดสัมพันธภาพเชิงบวกกับอาสาสมัครในกลุ่มบำบัด</p>
ดุจฤดี บำเพ็ญผล
พรพรรณ แก่นอำพรพันธ์
ภัทรวุฒิ วัฒนศัพท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
160
180
-
กลวิธีทางภาษาในวาทกรรมเศรษฐกิจจากคำกล่าวปีใหม่สากลของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2568
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/296127
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่ปรากฏในวาทกรรมด้านเศรษฐกิจในคำกล่าวสุนทรพจน์อวยพรปีใหม่สากลของผู้นำจีนระหว่างปี พ.ศ. 2566-2568 จากเว็บไซต์ของรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเลือกศึกษาข้อมูลที่เป็นภาษาจีนมาแปลเป็นภาษาไทย แล้วนำมาวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดการวิเคราะห์ข้อความด้านกลวิธีทางภาษาของ Angkapanitchakit (2018) จากผลการวิจัยพบว่า ผู้นำจีนใช้กลวิธีทางภาษา 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลวิธีทางอรรถศาสตร์ ได้แก่ การเรียกขาน การอ้างถึง การใช้คำกริยา การใช้คำศัพท์อื่น ๆ และการใช้ตัวเลขสถิติ และ 2) กลวิธีทางวัจนปฏิบัติศาสตร์และวาทกรรม ได้แก่ การใช้มูลบท การใช้วัจนกรรม (กลุ่มบอกกล่าว กลุ่มชี้นำ กลุ่มผูกมัด กลุ่มแสดงความรู้สึก และกลุ่มแถลงการณ์) การใช้อุปลักษณ์ (อุปลักษณ์เชิงภาพพจน์ และอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์) การใช้เรื่องเล่า และการใช้สหบท ผลการวิจัยเผยให้เห็นถึงการใช้กลวิธีทางภาษาเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก และข้อมูลไปสู่ประชาชน การถ่ายทอดพลังทางภาษาของผู้นำอาจส่งผลต่อการรับรู้และวิถีปฏิบัติของประชาชน และกลวิธีทางภาษาของผู้นำจีนเหล่านี้แฝงไปด้วยอุดมการณ์หรือนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังทำให้เห็นแนวทางการออกแบบการสื่อสารทางเศรษฐกิจในการสร้างภาพลักษณ์ เสริมความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศจีน</p>
นพวรรณ เมืองแก้ว
กัญญ์วรา คงแก้ว
ฐิตาพร ศุภพันธ์
ปิลันธน์ สาระวารี
พิชัย แก้วบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
181
202
-
อำนาจสตรี: บทบาททางการเมืองของเซียวฮองเฮาในจอมนางพิชิตบัลลังก์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhnu/article/view/296495
<p>งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของเซียวฮองเฮาในบทละครจีนเรื่อง <em>จอมนางพิชิตบัลลังก์</em> โดยใช้กรอบแนวคิดความสัมพันธ์ทั้งห้าของขงจื่อ แนวคิดสตรีนิยม และแนวคิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายใต้โครงสร้างแบบปิตาธิปไตย เพื่อทำความเข้าใจพลวัตของอำนาจและสถานะของสตรีในสังคมศักดินาจีน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์แบบสามีภรรยา และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งสะท้อนบทบาทของสตรีทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ผลการศึกษาพบว่า ในฐานะภรรยา เซียวฮองเฮาดำรงตนตามจารีตโดยไม่ล้ำเส้นอำนาจบุรุษ ทว่าในฐานะฮองเฮาและผู้สำเร็จราชการ พระนางสามารถแปรสถานะดังกล่าวเป็นฐานความชอบธรรมทางการเมือง และมีบทบาทในการกำหนดทิศทางรัฐ การใช้อำนาจของพระนางมิได้เป็นการต่อต้านโครงสร้างชายเป็นใหญ่โดยตรง หากเป็นการต่อรองและตีความจารีตใหม่ภายในกรอบเดิม งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ทั้งห้าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงควบคุมบทบาทสตรีเท่านั้น หากยังเป็น “พื้นที่แห่งการต่อรอง” ที่เปิดโอกาสให้สตรีสร้างและรักษาอำนาจทางการเมืองได้ ภายใต้เงื่อนไขทางโครงสร้างดังกล่าว บทบาทของสตรีในสังคมศักดินาจึงควรทำความเข้าใจในฐานะกระบวนการเจรจาระหว่างจารีต อำนาจ และอัตลักษณ์ มากกว่าการอธิบายผ่านกรอบสตรีภายใต้การกดทับเพียงมิติเดียว </p>
ศิริภรณ์ บุญประกอบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
23 1
203
225