วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir <p><strong>ISSN: 3027-6446 (Online)</strong></p> <p><strong> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการค้นคว้า ตลอดจนเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการศึกษา การสอน การวิจัย โดยวารสารมุ่งเน้นที่บทความในสาขาต่างๆ เช่น การศึกษา นวัตกรรมการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์ โดยมีการตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ บทความแต่ละบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย การศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์</p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p> ตั้งแต่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2566 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภทออนไลน์ของ <strong>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>คือ <strong>ISSN: 3027-6446 (Online)</strong> เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <strong><a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir"><u>https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir</u></a></strong></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีระบบการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนการตีพิมพ์ บทความที่ตีพิมพ์จะต้องผ่านการพิจารณาจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน </strong>โดยใช้วิธีการประเมินแบบปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) สำหรับบทความจากผู้เขียนในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ขณะที่บทความจากผู้เขียนภายนอกหน่วยงานจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้เขียน</p> th-TH eitsthailand64@gmail.com (Asst. Prof. Dr.Phumphakhawat Phumphongkhochasorn) salakung@gmail.com (Sompoch Binsri) Tue, 30 Jun 2026 19:33:52 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การบริหารภาครัฐแบบมีส่วนร่วมเพื่อการเสริมพลังอำนาจพลเมือง: กรณีศึกษาเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290973 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มุ่งเสริมพลังอำนาจพลเมือง โดยใช้กรณีศึกษาเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านกรอบแนวคิด “การบริหารภาครัฐแบบมีส่วนร่วมเชิงเสริมพลังอำนาจพลเมือง” (Citizen Empowerment Participatory Governance: CEPG) ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงพลวัตระหว่างโครงสร้างการมีส่วนร่วม (Participatory Structures: PS) กลไกเสริมพลัง (Empowerment Mechanisms: EM) พลังเสียงพลเมือง (Citizen Voice: CV) พลวัตเชิงอำนาจ (Power Dynamics: PD) และกลไกความรับผิดชอบร่วม (Accountability Mechanisms: AM) ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการวิเคราะห์เอกสาร จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทั้งจากภาคเทศบาลและภาคประชาชน จำนวน 35 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีอุปนัยเชิงเนื้อหา<br />ผลการศึกษาพบว่า (1) โครงสร้างการมีส่วนร่วมที่ยืดหยุ่นและกลไกเสริมพลังอำนาจที่เหมาะสมช่วยเพิ่มอิทธิพลของพลังเสียงพลเมืองให้กลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ (2) แม้พลวัตเชิงอำนาจแบบซ่อนเร้นและฝังลึกยังคงดำรงอยู่ในเทศบาลเมืองทุ่งสง แต่กลไกความรับผิดชอบร่วมได้เริ่มท้าทายความไม่สมดุลทางอำนาจและส่งเสริมวัฒนธรรมการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ (3) รูปแบบ CEPG ที่พัฒนาขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงพลวัตและย้อนกลับระหว่างองค์ประกอบทั้งห้า ซึ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “การเสริมพลังอำนาจพลเมืองอย่างมีความหมาย” ที่พลเมืองทำหน้าที่เป็น “ผู้ร่วมบริหารปกครอง” และ “ผู้ร่วมสร้างสรรค์” นอกจากนี้ยังพบว่าภาวะผู้นำท้องถิ่นที่เอื้ออำนวยและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเครือข่ายการบริหารแนวนอนอย่างไม่เป็นทางการ</p> พระมหาจรูญศักดิ์ ชูยงค์, ปธาน สุวรรณมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290973 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสร้างความเข้มแข็งเพื่อสุขภาวะสังคมของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรงจิตใจแจ่มใสชุมชนบ้านคลองหมื่นแช่ม กรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292131 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์การดำรงชีพของผู้สูงอายุอย่างมีสุขทั้งกายและจิตใจ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบสร้างความเข้มแข็งสุขภาวะทางสังคมของผู้สูงอายุ และ 3) เพื่อขับเคลื่อนรูปแบบกิจกรรมการสร้างความเข้มแข็งสุขภาวะทางสังคมของผู้สูงอายุในชุมชนดังกล่าว รูปแบบการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ใช้แนวคิดสุขภาวะองค์รวมและการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ ชุมชนบ้านคลองหมื่นแช่ม เขตบางแค กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชน จำนวน 30 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) แนวทางการสนทนากลุ่ม 3) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา แล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุในชุมชนมีการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย ยึดโยงกับหลักพุทธธรรม ดูแลสุขภาพด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและชุมชน ส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งทางกาย จิต ปัญญา และสังคม 2. รูปแบบการส่งเสริมสุขภาวะที่เหมาะสม คือ การบูรณาการกิจกรรมฝึกอาชีพ กิจกรรมข้ามรุ่น เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการจัดระบบการเรียนรู้ในชุมชนที่ส่งเสริมคุณค่าของผู้สูงอายุ 3. การขับเคลื่อนกิจกรรมประสบผลสำเร็จเมื่อมีการมีส่วนร่วมของภาคีในชุมชน โดยกิจกรรมต้นแบบ เช่น ลานสุขภาพ เวทีคนต่างวัย การปลูกต้นไม้ร่วมกัน ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและส่งผลต่อความสัมพันธ์ในชุมชน<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้คือ รูปแบบการสร้างความเข้มแข็งสุขภาวะผู้สูงอายุที่ใช้หลักพุทธธรรมควบคู่กับการมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีลักษณะชุมชนคล้ายคลึงกันได้</p> ปรีชา แตงสมุทร, พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, สัญญา สดประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292131 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ของรัฐจิตอาสาเพื่อสังคมของ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292091 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบชุดความรู้การเป็นจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคมของอำเภอขามทะเลสอ 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ของรัฐจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคม และ 3) เพื่อประเมินความสำเร็จของกิจกรรมจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคมในพื้นที่ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ใช้กรอบแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb ร่วมกับแนวคิดการพัฒนาศักยภาพ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชน จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามก่อน–หลังอบรม และการสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดความรู้ที่พัฒนาขึ้นมี 4 โมดูล ได้แก่ ความรู้พื้นฐานจิตอาสา ทักษะการสื่อสาร การบริหารจัดการกิจกรรม และจริยธรรม 2) การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านทัศนคติ ทักษะ และพฤติกรรมการทำงานเพื่อสังคม โดยกิจกรรมมีลักษณะสอดคล้องกับบริบทชุมชน และ 3) ประชาชนมีความพึงพอใจในระดับสูง (เฉลี่ย 4.58 จาก 5.00 คะแนน) ขณะที่เจ้าหน้าที่มีความมั่นใจและสามารถริเริ่มกิจกรรมจิตอาสาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>ผลการวิจัยชี้ว่า การพัฒนาศักยภาพจิตอาสาของเจ้าหน้าที่รัฐควรยึดแนวทางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ การปฏิบัติจริง และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพบริการสาธารณะและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างรัฐกับประชาชน</p> นิติธร ขอฟุ้งกลาง, พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ประเสริฐ บุปผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292091 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์นวัตกรรมงานหัถกรรมจักสานเตยปาหนันเพื่อพัฒนา กระบวนการผลิตสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/300454 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและคิดค้นแนวทางการสร้างนวัตกรรมงานหัตถกรรมจักสานเตยปาหนันด้านรูปแบบและกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน 2) เพื่อถ่ายทอดกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานเตยปาหนันกลับสู่ชุมชนและวัดผลกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ใช้แนวคิดของ Carole Gray และ Julian Malins ว่าด้วยกระบวนการวิจัยในศิลปะและการออกแบบเป็นกรอบการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินเก็บข้อมูลด้านงานหัตถกรรมจักสานเตยปาหนันด้วยการทบทวนวรรณกรรมและการลงพื้นที่ พบปัญหาขาดแคลนช่างจักสานสืบทอดเพราะเยาวชนไม่สนใจ เนื่องจากรายได้ต่ำและใช้เวลาผลิตนาน กระบวนการผลิตซับซ้อนตั้งแต่การเตรียมเส้นใยจนถึงการสาน และรูปแบบผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ กำหนดกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดกระบี่และกรุงเทพมหานคร คือ ผู้ที่สนใจเรียนรู้งานหัตถกกรรมและช่างงานหัตถกรรมจักสานเตยปาหนัน จำนวน 20 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (กลุ่มเฉพาะทางด้านงานหัตกรรม) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบสอบถาม 3) แบบประเมินนวัตกรรมงานหัตถกรรมจักสานเตยปาหนัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมงานหัตถกรรมจัดสานเตยปาหนันต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1) แนวคิดที่สามารถนำมาใช้ในด้านเศรษฐกิจได้ 2) มีความใหม่ 3) เกิดสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ 3) กระบวนการใหม่นำมาใช้ได้ นวัตกรรมงานหัตถกรรมจัดสานเตยปาหนันที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นได้รับผลการประเมินจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ด้านการรองรับการใช้งาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.00, 4.01 SD.= 0.52, 0.47), ด้านการใช้งานเครื่องมือ กลไก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.96, 3.99 SD.= 0.49) กระบวนการทำงานนวัตกรรมงานหัตถกรรมจักสานเตยปาหนัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.04, 4.02 SD.= 0.52, 0.55) ความสวยงามของผลิตภัณฑ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.09, 4.15 SD.= 0.52,0.54)<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ นวัตกรรมงานหัตถกรรมจัดสานเตยปาหนันนี้สามารถสร้างกระบวนการทำงานใหม่สามารถทำให้การทำงานงานหัตถกรรมจักสานเตยปาหนันของผู้ที่ไร้ฝีมือหรือไม่มีประสบการณ์สามารถสานขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ได้ ต่างกันตรงที่ผู้เชี่ยวชาญใช้เวลาในการสานได้เร็วกว่าเพราะมีความชำนาญ และสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานผ่านนวัตกรรมนี้ได้</p> อุทัยวรรณ ประสงค์เงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/300454 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Beauty of Flaws: Embracing Machine Errors in Textile Design https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291961 <p>In this paper, a transformative approach to textile design is explored by redefining machine-induced imperfections as intended and innovative design elements. Combining the use of emerging technologies such as artificial intelligence (Paklapas et al., 2024) together with the Wabi-Sabi philosophical underpinning, the aesthetics of these flaws-formerly considered imperfections are engaged in a new way to be creative, sustainable and towards waste reduction. The focus of the study is on how aesthetic irregularities, like seam puckering, misalignment, and distortion may accommodate the industry push towards awareness and emphasis on environmental responsibility.</p> <p>A mixed-methods approach is applied, including literature analysis, experimental prototyping, and stakeholder feedback to explore the potential of machine-induced flaws. Findings show that these irregularities, when embraced intentionally, open new opportunities for sustainable design strategies and creative innovation. The results recommend a shift in paradigm where imperfection is embraced as being an enabler for innovation, authenticity, and sustainability in future textile design.</p> Natnicha Kajkumjohndej, Eakachat Joneurairatana, Veerawat Sirivesmas, Sone Simatrang, Minjade Paklapas ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291961 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การขับเคลื่อนกลไกการบริหารเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ การจัดการมัธยมศึกษาจังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292134 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสำรวจแนวทางการบริหารเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาการขับเคลื่อนกลไกการบริหารเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาจังหวัดนครปฐมที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลสัมภาษณ์<br />เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 41 คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารเครือข่ายในจังหวัดนครปฐมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งใช้หลักการบริหารเครือข่ายโดยเน้นความเป็นระบบและบทบาทที่ชัดเจนของคณะกรรมการเครือข่าย โดยมีการแต่งตั้งประธานเครือข่ายจากโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทางด้านบุคลากรและโครงสร้าง และแต่งตั้งประธานสหวิทยาเขตให้เป็นรองประธาน ทั้งนี้คณะกรรมการประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ และผู้แทนครู ซึ่งมีการแบ่งงานตามสายบังคับบัญชาอย่างชัดเจนและมีการมอบหมายภารกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างครอบคลุม 2) รูปแบบการบริหารเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาจังหวัดนครปฐมมี 4 ด้านสำคัญ คือ การกำหนดโครงสร้างเครือข่าย การจัดองค์คณะบุคคล การวางขอบข่ายและภารกิจ และการธำรงรักษาเครือข่าย โดยมีการวางแผนที่เป็นระบบ 3) การนำแนวทางและรูปแบบการบริหารเครือข่ายมาใช้ในการขับเคลื่อนกลไกในจังหวัดนครปฐมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อมีการประชุมชี้แจงผู้บริหารโรงเรียนใน 4 ด้านหลักของเครือข่าย ทำให้ผู้บริหารสามารถพัฒนาโรงเรียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการยึดหลัก สาราณียธรรม 6 </p> กัมพล โพธิ์ระดก, บุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, พระมหาประกาศิต สิริเมโธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292134 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Mediating Role of Digital Technology and Innovation Inputs, Organizational Culture, Affecting Intellectual Property of Innovative Capability Enterprises in Chongqing, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289321 <p>The rapid transformation of China’s innovation-driven economy has placed increasing emphasis on the role of intellectual property (IP) in strengthening the competitiveness of enterprises. In this context, enterprises in Chongqing face both opportunities and challenges in leveraging digital technology, innovation inputs, and organizational culture to enhance their innovative capability. The objective of this study is to examine how digital technology and innovation inputs, together with organizational culture, influence intellectual property practices and, in turn, affect the innovative capability of enterprises.</p> <p>A mixed-methods approach was employed. Quantitative data were collected through a structured questionnaire administered to innovative enterprises in Chongqing, and the data were analyzed using Structural Equation Modeling (SEM) to test the hypothesized relationships. To complement these findings, semi-structured interviews with 20 enterprise managers and policy experts were conducted, and thematic analysis was applied to capture contextual insights and validate the statistical results.</p> <p>The results indicate that digital technology and innovation inputs significantly enhance the innovative capability of enterprises, with intellectual property serving as a mediating mechanism. Furthermore, organizational culture was found to play a moderating role, shaping how knowledge and technological resources are integrated into innovation outcomes. Qualitative evidence reinforced these findings by illustrating how firms in Chongqing strategically balance technological investment, IP protection, and cultural values in their pursuit of innovation.</p> <p>This study contributes by advancing theoretical understanding of the mediating role of intellectual property in innovation research, while also providing practical guidance for enterprises and policymakers in Chongqing. The findings suggest that effective integration of digital technology, innovation inputs, and supportive organizational culture can significantly strengthen enterprise innovation capability and long-term competitiveness.</p> Xiaowei Chang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289321 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์การจัดการศึกษาปฐมวัยด้วยการเรียนรู้ ในรูปแบบ MOOC เพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292095 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์การจัดการศึกษาปฐมวัยด้วยการเรียนรู้ในรูปแบบ MOOC เพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 2) เพื่อประเมินการนิเทศออนไลน์การจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วยการเรียนรู้ในรูปแบบ MOOC ขั้นตอนดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นการเตรียมการ การสร้าง และการตรวจสอบคุณภาพบทเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูระดับปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 จำนวน 208 แห่ง จำนวน 379 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับสภาพปัญหาความต้องการความช่วยเหลือและแนะนำเกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัยเพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงครูปฐมวัย และบทเรียนในรูปแบบ MOOC วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า การนิเทศออนไลน์ประกอบด้วย 5 ด้าน 30 ประเด็นพัฒนา และบทเรียน MOOC 3 Module ได้แก่ การศึกษาแบบคละอายุ การจดจ่อในสิ่งที่เรียน และหลากหลายการประเมิน แต่ละModule มีองค์ประกอบ 8 หัวข้อ ได้แก่ ชื่อเรื่อง จำนวนชั่วโมงเรียน คำอธิบายหน่วย วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการมอบหมายงาน ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่าการนิเทศออนไลน์มีผลประเมินคุณภาพของบทเรียน MOOC อยู่ในระดับมาก และสามารถสร้างระบบนิเทศออนไลน์ที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาวิชาชีพครูปฐมวัยในยุคดิจิทัล </p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบนิเทศออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับครูปฐมวัยในยุคดิจิทัล เหตุผลสำคัญช่วยแก้ปัญหาการพัฒนาวิชาชีพครูในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง</p> นุชรินทร์ ชาพันดุง, สิรินาถ จงกลกลาง, นาตยา ปิลันธนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292095 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อยกระดับศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับการสื่อสารของวิศวกรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291968 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของวิศวกรในบริบทอุตสาหกรรมดิจิทัล และ 2) พัฒนาแอปพลิเคชันภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่เหมาะสมกับความต้องการของวิศวกร โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี ภายใต้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเอง และโมเดลการออกแบบการเรียนการสอน ADDIE ดำเนินการวิจัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง กลุ่มข้อมูลหลักประกอบด้วยผู้ประกอบการ 8 คน และวิศวกร 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบทดสอบออนไลน์ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะภาษาอังกฤษที่จำเป็นสำหรับวิศวกรตามความเห็นของผู้ประกอบการ ได้แก่ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ตามลำดับ ขณะที่วิศวกรให้ความสำคัญกับการอ่านมากที่สุด รองลงมาคือการพูด/ฟัง และการเขียน โดยปัญหาหลักในการใช้ภาษาอังกฤษคือ การอ่านและการพูด และ 2) แอปพลิเคชันที่พัฒนาครอบคลุมทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด โดยมีเนื้อหาและแบบทดสอบออนไลน์ในแต่ละทักษะ ผลการทดสอบการใช้แอปพลิเคชันภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของวิศวกร พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการใช้สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนความพึงพอใจของวิศวกรต่อแอปพลิเคชันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.51, S.D. = 0.42) <br />องค์ความรู้จากงานวิจัย คือ แนวทางพัฒนาแอปพลิเคชันที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนโดยบูรณาการแนวคิดทฤษฎีการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเอง และโมเดลการออกแบบการเรียนการสอน ADDIE รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล </p> กฤษณะ โฆษชุณหนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291968 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านการวิจัยเชิงนวัตกรรม สำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292156 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการและพัฒนารูปแบบหลักสูตร 2) ประเมินการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง 3) ประเมินสมรรถนะผู้เรียน วิธีวิจัยใช้การวิจัยประยุกต์แบบผสมผสานเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยกลุ่มประชากร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นิสิตบัณฑิตศึกษา และประธานหลักสูตร และอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยการหาดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม และใช้มาตราส่วน ลิเคิร์ท 5 ระดับ เป็นเกณฑ์ประเมินผล ผลการวิจัย พบว่าหลักสูตรต้องครอบคลุม 4 มิติหลัก 1) พื้นฐานผู้ประกอบการและนวัตกรรม 2) การวางแผนและการตลาด 3) การพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรม 4) การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและคุณภาพ การประเมินการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังจากผู้เรียน พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ 4.68 จากคะแนนเต็ม 5 (ระดับดี) จุดแข็งคือแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการภาคสุขภาพ (4.88 คะแนน) การประเมินโดยประธานหลักสูตร ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.55 จากคะแนนเต็ม 5 (ระดับดี) จุดแข็งคือการวิจัยขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคนิคการนำเสนอ (5.00 คะแนน) การประเมินสมรรถนะของนิสิตจากอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.29 จากคะแนนเต็ม 5 (ระดับดี) หลักสูตรมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการสื่อสารและการนำเสนออย่างเด่นชัด นิสิตมีพัฒนาการดีในด้านการวิจัย การใช้เทคโนโลยีใหม่ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ โดยสรุปงานวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพตรงต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อพัฒนาทักษะการวิจัยเชิงนวัตกรรมให้กับนิสิตบัณฑิตศึกษาอย่างครบถ้วนและยั่งยืน</p> พิไลพรรณ กองเทียม, พาชื่น โพทัพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292156 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Knowledge Creation, Dynamic Capabilities Influencing Performance of Inter-Organizational Corporation in Chongqing, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289324 <p>This research investigates: (1) the dimensions of knowledge acquisition and explore the influence of different dimensions of knowledge acquisition on radical innovation; (2) To determine the dimensions of Cultural Innovation and explore the influence of different dimensions of Cultural Innovation on radical innovation; and (3) To explore the mediating role of knowledge integration between different dimensions of knowledge acquisition, Cultural Innovation and radical innovation. A mixed-methods approach was employed. Quantitative data were collected from 400 respondents working in small and medium-sized enterprises (SMEs) in innovation networks across Chongqing, China. Structural Equation Modeling (SEM) using SmartPLS was used for hypothesis testing. Complementary qualitative interviews provided further insights into organizational behavior and strategic practices.</p> <p>The findings reveal that different dimensions of knowledge acquisition and Cultural Innovation significantly affect radical innovation. Moreover, knowledge integration plays a mediating role between these independent variables and radical innovation. The results indicate that enterprises with strong knowledge acquisition mechanisms and a culture that promotes innovation are better positioned to integrate internal and external knowledge, leading to the successful realization of radical innovation.</p> <p>This study contributes to the theoretical advancement of innovation management by highlighting the synergistic effects of knowledge acquisition, cultural innovation, and knowledge integration. It also offers practical implications for SMEs seeking to enhance their innovation performance through strategic knowledge practices within collaborative networks.</p> Liyuan Tian ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289324 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 มัลติมิเดียสัมมุญชนีนาฏยลีลา: ผลงานนาฏยประดิษฐ์ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292117 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อมัลติมีเดียทางวัฒนธรรมจากท่ารำสร้างสรรค์ขั้นตอนการทำไม้กวาดดอกหญ้าระบำสัมมุญชนีนาฏยลีลาผสมผสานวัฒนธรรม วิถีความเป็นอยู่การประกอบอาชีพสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ และ 2) ศึกษาผลความพึงพอใจการเผยแพร่สื่อมัลติมีเดียทางวัฒนธรรมสัมมุญชนีนาฏยลีลาการทำไม้กวาดดอกหญ้า สำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ ของชุมชนบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ประเทศไทย โดยเก็บข้อมูลเชิงลึกจาก ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบอาชีพทำไม้กวาดดอกหญ้า ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำชุมชน แบบมีโครงสร้าง <br />และแบบสอบถาม จากนั้นทำการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติพรรณนา ผลการวิจัยพบการสร้างมัลติมิเดีย <br />5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นพัฒนาบท ขั้นส่งสาร ขั้นขยายผล ขั้นประชาสัมพันธ์เจาะลึก และขั้นนำเสนอมัลติมิเดีย สิ่งที่ได้คือ ยืนยันทฤษฎีการประชาสัมพันธ์สื่อมัลติมิเดีย แนวทางการสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน และแนวทางสร้างความยั่งยืนของอาชีพทางภูมิปัญญา โดยมีผลการวัดความพึงพอใจ 3 ด้าน คือด้านเนื้อหา รูปแบบการนำเสนอ และประโยชน์ที่ได้รับ คือ เป็นสื่อที่น่าสนใจ ได้รู้จักไม้กวาดดอกหญ้ามากขึ้น และอยากซื้อไม้กวาดดอกหญ้าเพื่อช่วยชุมชน ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เห็นถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนกายภาพอย่างชัดเจน เพราะเห็นศิลปะและวัฒนธรรมชุมชนชัดเจน ช่วงเวลามีความเหมาะสม ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนได้เป็นอย่างดี เห็นถึงภูมิปัญญาของคนนครศรีธรรมราชที่ควรอนุรักษ์และสืบทอด ทุกประเด็นเมื่อตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการปราชญ์ชาวบ้าน เยาวชน และผู้สูงอายุ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมัลติมีเดียทางวัฒนธรรมในการส่งเสริมทุนทางมนุษย์ สังคม และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเสริมสร้างการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและการอนุรักษ์มรดก</p> ธีรวัฒน์ ช่างสาน, ญาดา จุลเสวก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292117 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Development and Dissemination of Music Culture on The Lei Opera in The Leizhou Peninsula Context of Globalization https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291972 <p>This research aims to: (1) analyze the crisis of music culture identity of Lei Opera in the Leizhou Peninsula, (2) synthesize the inheritance and transmission path of its music culture, and (3) evaluate the social and economic benefits generated by its development and dissemination. This research methodology was a mixed-methods approach which employed using three primary research tools: literature review, structured interviews, and questionnaire surveys. In-depth interviews were conducted with cultural scholars, performers, and educators from institutions such as the Zhanjiang City Music Association, Port City Troupe, and local universities. These interviews explored multiple perspectives on cultural transmission, educational practice, and social engagement. Additionally, a total of 500 questionnaires were distributed to students across four universities, yielding 441 valid responses. The sample represented a broad academic spectrum, providing insight into pre-existing cultural knowledge and attitudes toward Lei Opera.</p> <p>The research findings reveal that Lei Opera is facing a cultural identity crisis, marked by outdated content, linguistic limitations, and reduced public appeal. However, the research also identifies multiple inheritance pathways—including family transmission, master-apprentice mentorship, school-based education, and media outreach—that contribute to its preservation. Furthermore, Lei Opera generates significant social and economic value through tourism, cultural industries, education, and regional branding. The study concludes with strategic recommendations for integrating traditional music culture into modern education, digital platforms, and creative industries to ensure its sustainable development in a globalized era.</p> Jiang Xue, Nutthan Inkhong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291972 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้คุณภาพการบริการ ความคาดหวังต่อสายการบินเพื่อเดินทาง มาท่องเที่ยวเกาะสมุยหลังโควิดในสายตานักท่องเที่ยวชาวจีน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294853 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการรับรู้คุณภาพการบริการ ความคาดหวังต่อสายการบิน และการตัดสินใจเลือกใช้บริการสายการบินเพื่อเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะสมุยหลังสถานการณ์โควิด-19 <br />ในมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวจีน และ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้คุณภาพการบริการความคาดหวัง และการตัดสินใจใช้บริการสายการบิน กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 323 คน ที่เคยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยและรู้จักเกาะสมุย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) นักท่องเที่ยวชาวจีนมีระดับการรับรู้คุณภาพบริการ ความคาดหวัง และการตัดสินใจใช้บริการสายการบินในระดับมาก โดยเฉพาะด้านความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ และการตอบสนองของพนักงาน (2) การรับรู้คุณภาพบริการมีอิทธิพลทางบวกต่อทั้งความคาดหวังและการตัดสินใจใช้บริการสายการบิน ขณะที่ความคาดหวังก็มีอิทธิพลทางบวกต่อการตัดสินใจเช่นกัน (3) โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ²/df = 2.397, RMSEA = 0.059, CFI = 0.95, GFI = 0.90) ซึ่งสนับสนุนความสัมพันธ์ตามสมมติฐาน</p> จารีย์ พรหมณะ, ศรีสุดา แก้วอำรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294853 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Effect of Transformational Leadership, Long-term Orientation and Support Culture on Firm Performance: The Case of SMEs in Shaanxi, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289325 <p>This study examines the influence of transformational leadership, long-term orientation, and support culture on the effective performance of small and medium-sized enterprises (SMEs) in Shaanxi Province, China. Grounded in the Theory of Planned Behavior (TPB) and Social Cognitive Theory (SCT), the research employs a mixed-methods approach. The quantitative phase involved a survey of 513 SME entrepreneurs, analyzed using Structural Equation Modeling (SEM) with AMOS to test direct and mediating effects. The qualitative phase consisted of in-depth interviews with 10 experts, providing contextual insights into the mechanisms of leadership effectiveness.</p> <p>The quantitative results indicate that transformational leadership (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.254, p &lt; 0.001), long-term orientation (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.263, p &lt; 0.001), and support culture (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.328, p &lt; 0.001) significantly enhance effective communication and rational decision-making. Both communication (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" />= 0.183, p &lt; 0.001) and decision-making (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\beta&amp;space;" alt="equation" /> = 0.145, p &lt; 0.001) positively predict effective performance. Mediation analysis using bootstrapping confirms that communication and decision-making act as partial mediators between leadership characteristics and firm performance. Model fit indices (CFI = 0.962, RMSEA = 0.049, TLI = 0.928) demonstrate an acceptable structural model.</p> <p>The qualitative findings further reinforce these results, highlighting that leaders who encourage open communication, critical decision-making, and supportive organizational cultures foster higher employee engagement and adaptability. However, interviewees also noted challenges such as resistance to change and the need for leadership adaptability in turbulent environments.</p> <p>This study contributes to leadership and management research by integrating cultural and behavioral perspectives into a comprehensive model of SME performance. It provides practical implications for policymakers, educators, and SME leaders, emphasizing the importance of leadership training, organizational support systems, and sustainable orientation strategies in strengthening performance outcomes.</p> Jun Ma, Napaporn Khantanapha ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289325 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Impact of Teacher Efficacy on Student Engagement in Ideological Courses: A Study of Higher Vocational Schools in Inner Mongolia https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292118 <p>This study investigated the impact of teacher efficacy on student engagement in ideological courses within higher vocational schools in the Inner Mongolia Autonomous Region. Guided by Bandura's social cognitive theory and Fredericks's engagement model, a mixed-methods design was employed. Quantitative data were collected from 189 educators through structured surveys, while qualitative insights were obtained from interviews with 12 course managers. The findings indicated that teacher efficacy is a multidimensional construct shaped by demographic and institutional conditions. Regression analysis showed that instructional design efficacy significantly predicted students' cognitive engagement and classroom management efficacy influenced behavioral engagement. In addition, teacher efficacy was positively correlated with emotional engagement, demonstrating its central role in shaping multiple dimensions of student participation. Qualitative evidence further emphasized how teachers with high efficacy create learning environments that are structured, interactive, and responsive to student needs. These results highlight the importance of supporting teacher development to enhance student engagement in ideological education.</p> Xu Hong, Nipaporn Sakulwongs ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292118 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสังคมผู้สูงอายุ ในชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291974 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนหมู่บ้านร่วมเกื้อ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 2) ออกแบบสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของสังคมผู้สูงอายุ และ 3) พัฒนาพื้นที่ต้นแบบที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ภายใต้กรอบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) <br />โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญในชุมชนจำนวน 35 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง และการประชุมกลุ่มย่อย แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ได้ฐานข้อมูลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่สะท้อนสภาพจริงในชุมชน และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอน (2) สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกได้รับการพัฒนาให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งด้านการสัญจร การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ และความปลอดภัย (3) ได้แนวทางการออกแบบพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถขยายผลเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติในชุมชนเมืองอื่นได้<br />ดังนั้น การบูรณาการแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมผู้สูงอายุ ช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้าน “การออกแบบพื้นที่สูงวัยอย่างมีส่วนร่วม” ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตจริงกับแนวคิดสังคมสูงวัย ขณะที่นัยสำคัญเชิงนโยบายคือ งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบเชิงพื้นที่ในการกำหนดนโยบายท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ สนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์</p> ธณวรรธณ์ ศรีอรุณเอี่ยม, ประพจน์ สุปภาโต, สุรัตน์ พักน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291974 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบศักยภาพบรรณาธิการข่าวขององค์กรสื่อมวลชนไทย เพื่อประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/298511 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบศักยภาพบรรณาธิการข่าวขององค์กรสื่อมวลชนไทยเพื่อประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล 2) เพื่อพัฒนารูปแบบศักยภาพบรรณาธิการข่าวขององค์กรสื่อมวลชนไทยเพื่อประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล และ 3) เพื่อจัดทำคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพบรรณาธิการข่าวขององค์กรสื่อมวลชนไทยเพื่อประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยใช้วิธีการวิจัยด้วยเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญงานด้านสื่อมวลชนในการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน <br />21 คน 2) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมสนทนากลุ่ม จำนวน 15 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคู่มือ จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ใช้ค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบศักยภาพบรรณาธิการข่าวประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านการข่าว มิติความรู้ด้านดิจิทัล และมิติคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รวม 9 องค์ประกอบหลัก และ 26 องค์ประกอบรอง โดยรูปแบบศักยภาพที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ คู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพบรรณาธิการข่าวและบุคคลากรสื่อได้</p> <p>งานวิจัยนี้สร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาศักยภาพบรรณาธิการข่าวขององค์กรสื่อมวลชนไทย เพื่อประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล โดยเสนอรูปแบบศักยภาพที่ใช้เป็นกรอบในการคัดเลือกและพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรสื่อมวลชนไทย พร้อมทั้งมีคู่มือที่สามารถประยุกต์ใช้วางแผนพัฒนาบุคลากรได้ทั้งในองค์กรสื่อภาครัฐและเอกชน</p> ธัญปัฐณ์ เรืองจรัส, ภาวิณี บุณยโสภณ, จุฑารัตน์ ปิณฑะแพทย์, ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/298511 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Influencing Factors of Entrepreneurial Knowledge, Education and Family Culture on Entrepreneurial Intention of University Students in Guangzhou, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289326 <p>This study examines the influence of entrepreneurial knowledge, entrepreneurial education, and family culture on the entrepreneurial intention of university students in Guangzhou, China. Grounded in the Theory of Planned Behavior (TPB) and complemented by Social Cognitive Theory (SCT), the research employs a mixed-methods design, combining quantitative analysis through structural equation modeling (SEM) with qualitative interviews for deeper insights. Data were collected from 1,200 university students using a structured questionnaire, and five domain experts were interviewed.</p> <p>The quantitative findings indicate that entrepreneurial knowledge, family culture, and entrepreneurial education exert significant positive effects on students’ personal attitudes and perceived behavioral control (p &lt; 0.05). Both personal attitude and perceived behavioral control are strong predictors of entrepreneurial intention and mediate the relationships between the independent variables and entrepreneurial intention. Model fit indices (e.g., RMSEA = 0.068, AGFI = 0.809) confirm the robustness of the structural model.</p> <p>The qualitative results further reveal that practical entrepreneurial knowledge, experiential education, and supportive family culture enhance students’ confidence and motivation to pursue entrepreneurship, while traditional family preferences for job stability may act as constraints.</p> <p>This study contributes to the literature by empirically validating a comprehensive model of entrepreneurial intention that integrates both direct and indirect pathways. It also provides actionable implications for policymakers and educators in China to strengthen entrepreneurship education, promote family involvement, and develop institutional support systems that enhance students’ entrepreneurial capabilities.</p> Rui Lyu, Napaporn Khantanapha ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289326 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Effects of Creative Dance Courses on Learning Motivation among Sophomore Dance Students in Chengdu: A Study Based on Self-Determination Theory and the Theory of Multiple Intelligences https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292119 <p>This study investigated the impact of creative dance courses on the learning motivation of sophomore dance students in Chinese higher education, using Self-Determination Theory (SDT) and Multiple Intelligences (MI) as a framework. A mixed-methods study incorporated survey data from 300 students and thematic interviews with 15 participants. The findings demonstrated that creative dance dramatically increased intrinsic motivation through autonomy and competence fulfillment, while also enhancing extrinsic motivation, especially among male students. Gender appeared as a significant moderator, with female students responding more to intrinsic drivers like emotional expression and male students being more impacted by recognition and performance rewards. Further analysis revealed genre-specific differences, with ballet associated with increased extrinsic drive, contemporary dance fostering intrinsic engagement, and folk dance enhancing both cultural identity and teamwork. Qualitative research verified these tendencies, with emotional release, peer collaboration, and teacher feedback serving as significant motivators. The findings expand on SDT and MI theory by illustrating how creative dance engages numerous motivational pathways, with practical implications for building gender-responsive, genre-specific, and autonomy-supportive pedagogy in Chinese higher education.</p> Mai Chenling, Nipaporn Sakulwongs ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292119 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารฮาลาลของผู้ประกอบการไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292060 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมของการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารฮาลาลของผู้ประกอบการไทย 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารฮาลาลของผู้ประกอบการไทย 3) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารฮาลาลของผู้ประกอบการไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 คน ในส่วนการสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ด้วยเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) และทำการยืนยันผลการวิจัยด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus group) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแวดล้อมของการพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน ผู้ประกอบการควรพิจารณาสภาพแวดล้อมภายในองค์การและสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การที่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันร่วมกัน 2) องค์ประกอบของการพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน ผู้ประกอบการต้องสามารถจัดการกับปัจจัยการผลิต ด้านวัตถุดิบ แรงงาน สถานที่ผลิต การขนส่ง ให้สามารถเข้าเงื่อนไขของการรับรองมาตรฐานฮาลาล 3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน ผู้ประกอบการควรบูรณาการปัจจัยภายในองค์การร่วมกันกับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลของภาครัฐซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก โดยต้องเพิ่มขีดความสามารถภายในองค์การในด้านต่างๆ เช่น ความพร้อมด้านวัตถุดิบ ด้านกระบวนการผลิต ด้านแรงงาน ด้านการตลาด ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการขนส่ง ด้านมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารฮาลาลไปควบคู่กับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารฮาลาลจึงต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐ</p> อดิเรก ประมูลสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292060 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างผู้ประกอบการวัฒนธรรมการท่องเที่ยว ตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG: กรณีศึกษา จังหวัดนครพนม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/299582 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม 2) พัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างผู้ประกอบการวัฒนธรรมการท่องเที่ยวตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ 3) ประเมินผลการใช้หลักสูตรดังกล่าว การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา โดยประยุกต์ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหลักสูตร จำนวน 5 คน และกลุ่มทดลองใช้หลักสูตร จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการดำเนินงานหลักสูตร และแบบประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) จังหวัดนครพนมมีทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะอัตลักษณ์ของชุมชนไทแสกและชุมชนไชยบุรี ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวได้ 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตร Non-Degree 4 โมดูล รวม 60 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านผู้ประกอบการวัฒนธรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ การตลาดดิจิทัล และนวัตกรรมการท่องเที่ยวและบริการ และ 3) ผลการประเมินการดำเนินงานหลักสูตรโดยรวมอยู่ ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.44, S.D. = 0.70) และผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.93, S.D. = 0.92) สะท้อนว่าหลักสูตรสามารถส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการวัฒนธรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้</p> อภิไทย แก้วจรัส, อัจฉริยา ทุมพานิชย์, นนท์ลฉัตร วีรานุวัตติ์, กันตภพ บัวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/299582 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Research on the Impact of Financial Flexibility on Enterprise Growth: Based on the Empirical Analysis of Equipment Manufacturing Listed Enterprises in China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290618 <p>This paper selects the data of equipment manufacturing enterprises listed in China's A-shares in 2018-2022 as the research sample. The main research objectives of this paper are twofold: (1) to study the impact of financial flexibility on enterprise growth in China's equipment manufacturing enterprises , and (2) to find the impact of financial flexibility on the growth of enterprises under different property rights. This study adopts quantitative research methods, specifically utilizing multiple regression and empirical analysis. The results show that financial flexibility significantly affects the growth of enterprises, displaying a non-linear U-shaped relationship. Low levels of financial flexibility make the operating costs of enterprises high; therefore, when financial flexibility is greater than a certain range, it will promote the development of enterprises. Further research found that compared with state-owned enterprises, this relationship is more significant in non-state-owned enterprises.</p> Yao Yushan, Somkid Kaewtip, Chalermchai Panyadee, Suriyajaras Techatunminasakul, Thatphong Awirothananon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290618 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างความเข็มแข็งด้านคุณภาพชีวิตโดยการสร้างโอกาสในการมีงานทำของคนพิการชุมชนไร่ขิง-บ้านไร่ เทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292124 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) วิเคราะห์สภาพการจัดการสิทธิประโยชน์ของคนพิการในชุมชนไร่ขิง-บ้านไร่ 2) พัฒนากลไกสร้างงานให้คนพิการ และ 3) ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการให้พึ่งพาตนเองได้ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยแนวคิดการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และการเสริมสร้างพลังอำนาจคนพิการเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่ศึกษาคือชุมชนไร่ขิง-บ้านไร่ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยคนพิการ ครอบครัว ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวม 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพการจัดการสิทธิประโยชน์ คนพิการในชุมชนไร่ขิง-บ้านไร่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา การฝึกอาชีพ และสวัสดิการที่กฎหมายกำหนดได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งมีข้อจำกัดด้านการเดินทางและการรับรู้สิทธิของตนเอง<br />2. กลไกสร้างงาน การพัฒนาโครงการฝึกทักษะอาชีพที่ตอบสนองศักยภาพเฉพาะบุคคล การสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการและตลาดแรงงาน รวมถึงการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองไร่ขิง มีส่วนสำคัญต่อการนำไปสู่การจ้างงานจริง โดยต้องอาศัยการปรับทัศนคติของผู้ประกอบการและการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อคนพิการ<br />3. การยกระดับคุณภาพชีวิต การขึ้นทะเบียนคนพิการ การส่งเสริมการเข้าถึงสวัสดิการการพัฒนาทักษะอาชีพ และการสร้างความตระหนักในสังคมท้องถิ่น เป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยให้คนพิการมีพลังในการพึ่งพาตนเองและมีบทบาทในชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรี<br />ข้อค้นพบสำคัญคือ การวิจัยเชิงคุณภาพช่วยสะท้อนเสียงและประสบการณ์ตรงของคนพิการ นำไปสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนพิการ ครอบครัว และภาคีท้องถิ่น โดยการสร้างเครือข่ายและผลักดันนโยบายในระดับพื้นที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสทางอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในชุมชน</p> ธนบดี จุติโสภณชัย, พระมหาประกาศิต สิริเมโธ, ประเสริฐ บุปผาสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292124 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการป้องกันตนเองเพื่อความปลอดภัย ในการคัดแยกขยะ ของแรงงานชาวกัมพูชา ในกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292089 <p>การวิจัยครั้งนี้นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความปลอดภัยของแรงงานคัดแยกขยะชาวกัมพูชาในกรุงเทพมหานคร 2) แนวทางการพัฒนาทักษะการป้องกันตนเองเพื่อความปลอดภัยในการคัดแยกขยะ 3) เสนอรูปแบบการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 25 คน ประกอบด้วยแรงงาน นายจ้าง และผู้เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมการป้องกันตนเอง ได้แก่ ความรู้และทัศนคติด้านความปลอดภัย ความสามารถด้านภาษาไทยขั้นพื้นฐาน และประสบการณ์การทำงาน 2) แนวทางการพัฒนาทักษะควรมุ่งเน้นการใช้สื่อสองภาษา การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และการสร้างผู้นำแรงงานเป็นพี่เลี้ยง พร้อมการสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อมการทำงาน 3) ข้อค้นพบถูกสังเคราะห์เป็น โมเดล SSECW ประกอบด้วยการสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้ด้านความปลอดภัย การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความปลอดภัย การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการเสริมพลังให้แรงงานมีความเป็นเจ้าของต่อการป้องกันตนเอง องค์ความรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนามาตรการความปลอดภัยในศูนย์คัดแยกขยะเมืองใหญ่ และลดความเสี่ยงในการทำงานของแรงงานข้ามชาติอย่างยั่งยืน</p> Channa Phon, ประเสริฐ บุปผาสุข, สุรัตน์ พักน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292089 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการแก้ปัญหาและทักษะทางสังคมสำหรับนักศึกษา สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/300098 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือฯ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ <br />และ 4) ศึกษาความพึงพอใจ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่1การศึกษาองค์ประกอบจากเอกสารตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ขั้นตอนที่ 3 การนำรูปแบบการเรียนการสอนไปใช้ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 ท่าน กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา จำนวน 30 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง (Purpose Sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาและทักษะทางสังคม และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการออกแบบการจัดการเรียนรู้ วัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ ทักษะการแก้ปัญหาและทักษะทางสังคม ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบมีความเหมาะสมในระดับดีมาก โดยมีค่า I-CVI เท่ากับ 1.00 และค่า S-CVI เท่ากับ 1.00 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทักษะการแก้ปัญหาและทักษะทางสังคมของนักศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ผลการวิจัยแสดงถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้สามารถนำไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อเป็นประโยชน์และส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น</p> สลักจิตร คณะฤทธิ์, พงษ์วรินทร์ เต็งยี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/300098 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงเสมือนสำหรับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเขตภูมิภาคตะวันตก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลการเรียนรู้ของครู https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/302544 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบพี่เลี้ยงเสมือน และ 2) เพื่อทดลองใช้ระบบพี่เลี้ยงเสมือนสำหรับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเขตภูมิภาคตะวันตก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลการเรียนรู้ของครู เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ภายใต้แนวคิดระบบพี่เลี้ยงเสมือนและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเขตภูมิภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยคือ ครู จำนวน 25 คน ซึ่งใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sample) ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ระบบนวัตกรรมพี่เลี้ยงเสมือนสำหรับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเขตภูมิภาคตะวันตก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลการเรียนรู้ของครู มีผลการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับ ดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.68, S.D.0.07) มีองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ 1) บทบาทพี่เลี้ยง 2) บทบาทผู้รับการดูแล 3) ระบบพี่เลี้ยงเสมือน 4) เครื่องมือการเรียนออนไลน์ และ 5) การประเมินผล 2. ผลการใช้ระบบพี่เลี้ยงเสมือนสำหรับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเขตภูมิภาคตะวันตก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลการเรียนรู้ของครู มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> จรายุทธ ประทีปวรกาญจน์, ฐาปนีย์ ธรรมเมธา, อนิรุทธ์ สติมั่น, เอกนฤน บางท่าไม้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/302544 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/301869 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพในประเทศไทย เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ และเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ของสมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ ใช้เทคนิคการวิจัยแบบผสมวิธี ได้แก่ ระยะที่ 1 ค้นหาสมรรถนะผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ ระยะที่ 2 การสร้างและพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ ระยะที่ 3 การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างของตัวชี้วัดสมรรถนะผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ ระยะที่ 1และระยะที่ 2 ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ระยะที่ 3 ใช้การประเมินแบบวัดตัวชี้วัดสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลจากการวิจัยระยะที่ 1 และ 2 ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติการวิเคราะห์ปัจจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการวิจัยระยะที่ 3 <br />ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะของผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพในประเทศไทยจุดแข็งที่สำคัญ คือ ทักษะการอ่านเกมและการแก้เกมที่ฉับไว จุดอ่อน มีสำคัญ คือ ภาระงานหนักจากการขาดทีมสนับสนุน โอกาสที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงวิทยาศาสตร์การกีฬา อุปสรรคที่สำคัญ คือ การบาดเจ็บรุนแรงของนักกีฬา 2.ตัวชี้วัดสมรรถนะของผู้ฝึกสอนกีฬาบาสเกตบอลอาชีพ สมรรถนะหลัก ได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ จิตสำนึกในการปฏิบัติงาน การสั่งสมความเชี่ยวชาญ จริยธรรม การทำงานเป็นทีม สมรรถนะเฉพาะ ได้แก่ ภาวะผู้นำ การควบคุมตนเอง ความถูกต้องของงาน ความมั่นใจในตนเอง การคิดวิเคราะห์ การมองภาพองค์รวม การพัฒนาผู้อื่น การสืบหาข้อมูล ความยืดหยุ่นผ่อนปรน 3.ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ยืนยันว่า สมรรถนะหลักมีองค์ประกอบย่อย 5 องค์ประกอบและตัวชี้วัดรวม 30 ตัว สมรรถนะเฉพาะ มีองค์ประกอบย่อย 9 องค์ประกอบ และตัวชี้วัดรวม 33 ตัว</p> จักรพันธ์ ชุบไธสง, แอน มหาคีตะ, ดิศรณ์ แก้วคล้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/301869 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Research on the Internal Quality Assurance System of Singapore Education Based on the School Excellence Model https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/302547 <p>This article aimed to study: (1) the connotation and content of the School Excellence Model (SEM); (2) the relationship between the SEM and Singapore's internal quality assurance system in education; (3) the characteristics and effectiveness of that system; and (4) the motivations behind its construction. The research design was qualitative, using the School Excellence Model and Total Quality Management as the conceptual framework. The research area was Singapore. The key informants were eight participants—teachers, education professionals, and parents—selected through purposive sampling. The research instruments were three types: (1) a document analysis form; (2) a case study analysis form; and (3) a semi-structured interview guide. Data were analyzed by content analysis and descriptive narration. The research results were found as follows:</p> <ol> <li>The SEM comprises nine quality standards across two dimensions, namely “Enablers” and “Results.”</li> <li>The relationship between the SEM and the internal quality assurance system is expressed through five components: strategic, input, process, outcome, and mechanism assurance.</li> <li>The system is characterized by independent school decision-making, comprehensive cause-and-effect assessment, integration of excellence and forward-thinking, and close school–society interaction; and it supports students' holistic development, operational efficiency, continuous improvement, and international competitiveness.</li> </ol> <p>The new knowledge derived from this research is an integrated, closed-loop quality governance model in which the SEM functions as the operational core, linking strategic vision, organizational inputs, educational processes, and measurable outcomes through a self-regulating mechanism sustained by a culture of reflective practice, relational leadership, and community partnership—offering a coherent and transferable reference for countries seeking to build or strengthen their own internal quality assurance systems.</p> Wang Haolin, Suping Yang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/302547 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 The Impact of the Bai Ethnic Minority Intangible Cultural Heritage Teaching Model on College Students’ National Cultural Identity https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/302550 <p>This article aimed to study: (1) the development and evaluation of constructivist-based teaching models for Bai ethnic intangible cultural heritage (ICH) education; (2) the impact of these teaching models on college students’ national cultural identity; and (3) evidence-based recommendations for integrating ICH education in higher education. The research was quantitative. Data were collected via a structured questionnaire from 1,136 college students at six public universities in Yunnan Province, China, selected through stratified cluster sampling. Analyses included descriptive statistics, independent samples t-tests, and one-way ANOVA using SPSS 26.0, with effect sizes (η²) calculated to assess practical significance.</p> <p>The research results were found as follows: (1) all three constructivist teaching models scaffolding (M = 3.59), anchored (M = 4.17), and random access (M = 4.01) significantly enhanced students’ national cultural identity (p &lt; 0.05); (2) anchored teaching demonstrated the highest effectiveness, confirming the value of authentic situational learning for cultural identity formation; <br />(3) significant grade-level differences emerged, with lower-grade students showing greater receptiveness to innovative approaches, particularly random access teaching (F(4, 1131) = 2.63, <br />p = 0.03); and (4) no significant differences were found across gender or ethnic groups, indicating broad cross-demographic applicability.</p> <p>The new knowledge derived from this research is that constructivist ICH education can transform students’ cultural identity from cognitive awareness to active behavioral engagement, providing validated frameworks and practical guidance for universities seeking to integrate traditional cultural heritage into contemporary curricula.</p> Tu Xuejia, Weng Fwuyuan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/302550 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องดอกและส่วนประกอบของดอกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295363 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์<br />และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบเจาะจง จำนวน 21 คน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อหาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานด้วยแบบจำลองทั้งชนิดสำเร็จรูปและชนิดที่สร้างด้วยตนเองสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมากและดี ทั้งในด้านความเข้าใจเนื้อหา ความพึงพอใจด้านความสนุกในการเรียนรู้และความพึงพอใจด้านเวลาในการจัดการเรียนการสอน ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้และสามารถนำเทคนิคการสร้างแบบจำลองไปใช้ในการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นได้ เนื่องจากเมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเองในการออกแบบแบบจำลอง จะช่วยเพิ่มความเข้าใจและความสนุกให้กับผู้เรียนมากขึ้น</p> วิภาวดี แขวงเมฆ, ประภาภัทร บุญทองกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295363 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาพื้นที่เสริมสร้างสุขภาวะของประชาชนในชุมชนเรวดี จังหวัดนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292215 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาพื้นที่เสริมสร้างสุขภาวะของประชาชนในชุมชนเรวดี จังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อพัฒนากิจกรรม เสริมสร้างสุขภาวะในชุมชน และ 3) เพื่อขยายผลการพัฒนาสู่ความยั่งยืนโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมเป็น และผู้ส่วนเกี่ยวข้องเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ ชุมชนเรวดี จังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในชุมชน ผู้นำชุมชน กรรมการชุมชน และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครนนทบุรี รวมจำนวน 30 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหานำเสนอเชิงพรรณนาประกอบการโค็ตคำ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. การพัฒนาพื้นที่เสริมสร้างสุขภาวะของประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยการปรับปรุงภูมิทัศน์ พื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านกิจกรรมตลาดนัด<br />2. กิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะ เช่น ลานบุญ ลานธรรม ลานปัญญา การเต้นแอโรบิค และการฝึกอาชีพ สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและผสานหลักพุทธธรรมและเศรษฐกิจพอเพียง<br />3. การขยายผลสู่ความยั่งยืนเกิดจากการสร้างภาคีเครือข่ายภายในและภายนอกชุมชน สนับสนุนโดยกิจกรรม CSR และกลุ่มจิตอาสา ภายใต้กรอบสาราณียธรรม 6 ซึ่งเสริมสร้างความสามัคคีและจิตสำนึกในการดูแลพื้นที่สาธารณะร่วมกัน<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่และกิจกรรมสุขภาวะที่ตอบโจทย์ทั้งด้านกาย จิต ปัญญา และสังคม อันนำไปสู่ความยั่งยืนในระดับชุมชน</p> จรัล ผาสุขขี, ประกาศิต สิริเมโธ, สัญญา สดประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292215 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 A Model for Developing the Community Health Network Changes The Future Life in Don Wai Floating Market, Nakhon Pathom Province https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292250 <p>This study aimed to examine the community health network of Don Wai Floating Market in Nakhon Pathom Province, focusing on community participation in social activities that influence its development, and to propose a model for strengthening the network. Using a qualitative approach, the research analyzed the existing hygiene practices of the market through content examination, in-depth interviews with community personnel, stakeholders, and related organizations, as well as direct observation of community committees and members. The goal was to develop a community health network model that integrates diverse perspectives of community health governance.</p> <p>The findings revealed that: 1) The proposed model emphasizes three key components. First, it highlights the establishment of an efficient information dissemination system to ensure timely access to essential health knowledge, disease prevention strategies, and medical resource distribution. This enables residents to make informed and healthier daily decisions. 2) It focuses on training community health volunteers who serve as intermediaries between residents and health services. These volunteers assist in conveying health information, providing basic health guidance, and facilitating access to medical assistance, particularly during emergencies. 3) The model underlines the rational allocation of medical resources—such as equipment, medication, and personnel—to ensure timely and effective healthcare for residents. This optimization reduces the medical burden on the community and improves overall well-being.</p> <p>In conclusion, the proposed community health network model is expected to enhance the quality of life and overall health of residents in Don Wai Floating Market. By improving communication, empowering local volunteers, and optimizing resource allocation, the model fosters sustainable community health governance and promotes long-term public health development.</p> Wang Xinxin, Phramaha Boonlert Chauythanee, Phramaha Prakasit Thitipasitthikorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292250 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการพลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อความยั่งยืน ของทรัพยากรธรรมชาติตามแนวเชิงพุทธวิถี ชุมชนเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292275 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาสภาพบริบทและศักยภาพของชุมชนในการจัดการพลังงานทดแทน ในเขตเทศบาลเมืองไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2) ส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านการจัดการพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติตามแนวพุทธวิถี และ 3) พัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยอาศัยแนวคิดสังคหวัตถุ 4 เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้นำชุมชน พระสงฆ์ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน รวม 15 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการเขียนบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนมีศักยภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แสงแดด ขยะอินทรีย์ และน้ำเสีย สำหรับการผลิตพลังงานทดแทน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 2) การสร้างความตระหนักรู้ในชุมชนเกิดจากกิจกรรมที่บูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ การแบ่งปันความรู้ (ทานะ) การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (ปิยวาจา) การลงมือทำร่วมกัน (อัตถจริยา) และการส่งเสริมความเสมอภาค (สมานัตตา) ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีสติ และ 3) ชุมชนได้พัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานทดแทนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น เรียกว่า “พลังงานพุทธวิถี” ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ฐานทรัพยากรชุมชน กลไกการมีส่วนร่วม และระบบพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่อง<br />องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนพลังงานชุมชน การเสริมสร้างการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเชิงจิตวิญญาณ และการขยายผลเป็นต้นแบบการจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนในบริบทชุมชนไทย</p> นพชัย ถิรทิตสกุล, พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, พระมหาประกาศิต สิริเมโธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292275 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Organizational Image and Satisfaction as the Mediating Role between Perception of Service Quality and Success of Thai Higher Education institutions https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292288 <p>The objectives of this research are 1) to study the significance level of service quality perception, satisfaction, organizational image, and success of Thai higher education institutions, and 2) to examine satisfaction and organizational image as mediating variables in the perception of service quality leading to the success of Thai higher education institutions. The sample group consists of 300 students from Thai higher education institutions. The instrument used is a questionnaire. Data were analyzed using frequency distribution, percentage, mean, standard deviation, and structural equation modeling analysis.</p> <p>The results of the study found that</p> <ol> <li>To examine the significance level of perceived service quality, satisfaction, organizational image, and success of Thai higher education institutions. Found that. respondents have a high level of agreement in terms of service quality perception, perceived value from teaching and learning, satisfaction with the private higher education institution they are currently attending, and willingness to provide information to others about the private higher education institution they are currently attending, across all aspects. Perceived service quality (Quality) directly influences on organizational image (Image) with an influence value of 0.474. with a statistical significance of 0.05.</li> <li>To investigate satisfaction and organizational image as mediating variables between perceived service quality and the success of Thai higher education institutions. Found that. Perceived service quality (Quality) directly influences on organizational success (Success) with an influence value of 0.190. There is no indirect influence, making the total influence 0.190 with a statistical significance of 0.05. Implications of the Study perceived service quality. Therefore, improvements should be made in managing facilities, equipment, laboratories, and other educational facilities. These should be sufficient and modern, facilitating effective communication between service users and providers. The environment and location of the buildings should be appropriate and safe to enhance the effectiveness of learning and activities.</li> </ol> Chao Lyu, Sarotchini Siriwattana, Xin Liu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292288 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Factors Affecting Students' Intention to Use Online Learning Management Systems in Private Higher Education Institutions https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292290 <p>This Research Article had objectives of this research are as follows: 1) To study the factors influencing students' perceptions of benefits, ease of use, satisfaction, and intention to use the online learning management system at the institution of higher education. 2) To investigate satisfaction as a mediating variable between perceived benefits and intention to use the online learning management system among students at the institution of higher education. 3) To examine satisfaction as a mediating variable between perceived ease of use and intention to use the online learning management system among students at the institution of higher education.</p> <p>The study population consisted of 500 higher education students, with data gathered via a structured questionnaire. Statistical analysis was performed using descriptive measures, including frequency distribution, percentage, mean, and standard deviation to profile the data. Furthermore, the hypotheses and complex interrelationships between variables were tested through Structural Equation Modeling (SEM), alongside inferential statistical techniques, to validate the proposed theoretical framework.</p> <p>The empirical results of this study are summarized as follows: 1 Levels of Perception and System Adoption: The overall perception of service quality among students at private higher education institutions in the Bangkok Metropolitan Region reached the highest level (x = 4.77, S.D. = 0.148). While students demonstrated high levels of perceived usefulness, ease of use, and intention to utilize the online LMS, the findings indicate that perceived benefits do not hold a statistically significant influence on student satisfaction. 2 The Mediation of Satisfaction on Usefulness: In examining the structural relationships, the study assessed user satisfaction as a mediator between perceived usefulness and the intention to adopt the system. Notably, the analysis reveals that perceived ease of use is a critical driver, exerting a significant positive impact on student satisfaction at the 0.05 level. 3 Strategic Influences and Organizational Success: Regarding the mediation of satisfaction between ease of use and usage intention, the results further highlight broader organizational impacts. The structural model indicates that organizational image (Image) possesses a direct, positive influence on organizational success (Success), with a path coefficient of 0.029.</p> Subing Zhai, Sarotchini Siriwattana, Xin Liu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292290 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเติบโตและบทบาทของธุรกิจทุนจีนในการส่งออกผลไม้ของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292391 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สถานภาพการเติบโตของธุรกิจส่งออกผลไม้ของทุนจีนในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษากลไกการเข้ามาดำเนินธุรกิจผลไม้ของทุนจีน และ 3) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยจากผลกระทบของทุนจีน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Policy Research) ใช้แนวคิดห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจการเมืองเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีการกระจุกตัวของธุรกิจส่งออกผลไม้สูง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ทั้งฝ่ายไทยและจีน เจ้าหน้าที่รัฐ และเกษตรกร จำนวน 25 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์เอกสาร 2) การสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) การศึกษาเชิงกรณี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ธุรกิจของทุนจีนเติบโตอย่างรวดเร็วจากข้อได้เปรียบด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความต้องการผลไม้ไทยในตลาดจีน<br />2. ทุนจีนใช้กลไกหลากหลาย เช่น การร่วมทุน การเช่าหรือซื้อพื้นที่ และการตั้งบริษัทลูกเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทาน<br />3. ผู้ประกอบการไทยบางรายสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากข้อจำกัดด้านเงินทุน ตลาด และแรงงานคุณภาพ<br />ข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ การควบคุมทุนต่างชาติในภาคเกษตรอย่างเป็นธรรม การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยด้วยเทคโนโลยีและการรวมกลุ่ม และการสร้างระบบข้อมูลและกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อป้องกันการผูกขาดและคุ้มครองผลประโยชน์เกษตรกรไทย</p> จุฬา จันทร์เมือง, บุญเลิศ อินทปญโญ, ประพจน์ สุปภาโต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292391 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการพึ่งตนเองของชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292482 <div>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการพึ่งตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม และ 3) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของครอบครัวต้นแบบในชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญทำการคัดเลือกแบบเจาะจงได้แก่ ประชาชนในชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล รวมจำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกกิจกรรม ทำการวิเคราะห์เนื้อหาและเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ โดยมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่ประกอบด้วยแปลงสาธิตเกษตรกรรมแบบผสมผสาน และพื้นที่สำหรับการถ่ายทอดความรู้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบและจัดการพื้นที่เรียนรู้อย่างเข้มแข็ง โดยมีการบริหารจัดการที่มาจากตัวแทนของชุมชน การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินการผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการบรรยาย การฝึกปฏิบัติ การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสมาชิกในชุมชน ผลการประเมินแสดงให้เห็นว่าสมาชิกชุมชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2) การพัฒนากิจกรรมการพึ่งตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม ชุมชนได้พัฒนากิจกรรมการพึ่งตนเองในหลายมิติ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน กิจกรรมหลักที่เกิดขึ้น ได้แก่ การทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานที่ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม การส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการเงินชุมชน และการพัฒนาระบบการจัดการขยะและน้ำเสียในชุมชน การเกษตรกรรมแบบผสมผสานที่ดำเนินการในชุมชนประกอบด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเดียวกัน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพืชชนิดเดียว และสร้างรายได้ที่หลากหลายตลอดปี 3) การเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของครอบครัวต้นแบบในชุมชนตำบลคลองนกกระทุง จังหวัดนครปฐม เห็นว่าขีดความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยวัดจากตัวชี้วัดหลายด้าน ได้แก่ การลดลงของค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การเพิ่มขึ้นของรายได้จากกิจกรรมในชุมชน และการเพิ่มขึ้นของการออมในครัวเรือน </div> <div>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันนำไปสู่การเสริมสร้างการพึ่งตนเองความยั่งยืนในระดับชุมชน</div> ปรางค์ศรี ทิพย์รักษา, พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร, สุรัตน์ พักน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292482 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในศตวรรษที่ 21 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292580 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้ของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ในศตวรรษที่ 21 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดของ ปรัชญาการศึกษา เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 183 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้แบบสอบถาม ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการเรียนการสอนของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในศตวรรษที่ 21</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มี ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของผู้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาในศตวรรษที่ 21 การออกแบบการเรียนรู้ผู้สอนมีการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของผู้เรียนรายบุคคลมากที่สุด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์จากการสืบค้น การทดลอง สื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถจัดทำสื่อวัสดุ สื่อสิ่งพิมพ์สื่อเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดกระบวนการเรียนรู้ และผู้สอนสามารถใช้สื่อการสอนที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลายตรงสภาพจริง และผู้สอนสามารถนำผลการประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนไปใช้เพื่อใช้เป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน</p> จิรวุฒิ เชิญเกียรติประดับ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292580 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 Development of a Collaborative Online Training Program to Enhance Teaching Students' Digital Skills for the Diploma in Teaching Professional Program https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292582 <p>The research aimed to 1) develop and evaluate the quality of a collaborative online training program to enhance digital skills for students in the Graduate Diploma in Teaching Profession program 2) investigate the effects of implementing this program on digital skills. 3) To examine the satisfaction of students. This study employed a pre-experimental research design using a one group pretest posttest design. The population consisted of 178 graduate diploma students in teacher education enrolled during the second semester of the 2024 academic year, distributed across six classes. The sample comprised 25 students from one class enrolled in the same program and semester. The sample was selected using cluster random sampling. The research instruments included 1) The collaborative online training program to enhance digital skills of four modules.2) The digital skills assessment. 3) A satisfaction survey. The statistical analyses employed in this research included means, standard deviations, dependent samples t-test, and one-sample t-test. The research results were found as follows<strong>;</strong> 1) The collaborative online training program was developed through a needs analysis and design phase. The quality evaluation results showed the program was at the highest level, with mean of 4.67 and a standard deviation of 0.63. 2) After the experiment, it was found that the effects of implementing a program to enhance digital skills were significantly different at the 0.05 level. The results surpassed the 80% threshold. <br />3) The students' satisfaction was at its highest level. The study highlights that a collaborative online training program effectively enhanced the digital skills of students in the graduate diploma in teaching profession program, and the students expressed the highest degree of satisfaction with the training.</p> Angkana Karanyathikul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292582 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700