วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir
<p><strong>ISSN: 3027-6446 (Online)</strong></p> <p><strong> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการค้นคว้า ตลอดจนเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการศึกษา การสอน การวิจัย โดยวารสารมุ่งเน้นที่บทความในสาขาต่างๆ เช่น การศึกษา นวัตกรรมการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์ โดยมีการตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ บทความแต่ละบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย การศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์</p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p> ตั้งแต่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2566 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภทออนไลน์ของ <strong>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>คือ <strong>ISSN: 3027-6446 (Online)</strong> เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <strong><a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir"><u>https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir</u></a></strong></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีระบบการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนการตีพิมพ์ บทความที่ตีพิมพ์จะต้องผ่านการพิจารณาจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน </strong>โดยใช้วิธีการประเมินแบบปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) สำหรับบทความจากผู้เขียนในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ขณะที่บทความจากผู้เขียนภายนอกหน่วยงานจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้เขียน</p>
สถาบันเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการศึกษาและการวิจัยแห่งสุวรรณภูมิ (สนว.)
th-TH
วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
3027-6446
-
การพัฒนาชุดเครื่องมือวัดสมรรถนะการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของครูต่างชาติในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291419
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดเครื่องมือวัดสมรรถนะครูต่างชาติที่สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย โดยอ้างอิงกรอบสมรรถนะครูสากลและแนวคิดการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21 เครื่องมือประกอบด้วยสมรรถนะ 7 ด้าน ได้แก่ (1) ภาษาอังกฤษ (2) การพัฒนาวิชาชีพ (3) การจัดการเรียนรู้ (4) การใช้เทคโนโลยี (5) การพัฒนาวิชาการ (6) บุคลิกภาพ และ (7) คุณธรรมจริยธรรม รวม 74 ตัวบ่งชี้ ครอบคลุมภาระงานและบริบทการสอนในโรงเรียนไทยอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ ได้มีการพัฒนาคู่มือการใช้เครื่องมือ 9 ส่วน เพื่อแนะนำการประเมิน การเก็บข้อมูล และการแปลผลอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทจริง ผลการวิจัยชี้ว่า เครื่องมือดังกล่าวช่วยให้สถานศึกษาประเมินและติดตามสมรรถนะครูต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ได้สามารถใช้วางแผนพัฒนาครูได้ตรงจุด เสริมคุณภาพการสอนภาษาอังกฤษในระยะยาว และเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริหารและผู้ประเมินในการตัดสินเชิงนโยบาย ดังนั้น บทความวิชาการนี้ไม่เพียงนำเสนอแนวคิดและหลักการพัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปฏิบัติที่สามารถใช้จริงในสถานศึกษาเพื่อประเมิน ติดตาม และส่งเสริมศักยภาพครูต่างชาติในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างยั่งยืน</p>
เอกพันธ์ กลมพุก
ชำนาญ ปาณาวงษ์
เอื้อมพร หลินเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
1
17
-
การวิจัยเชิงกระบวนทัศน์ทางการบริหารการศึกษา: การวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อถอดองค์ความรู้จากพื้นที่วิจัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290663
<p>การวิจัยเชิงกระบวนทัศน์ทางการบริหารการศึกษา เป็นเครื่องมือเชิงคุณภาพที่สำคัญในการศึกษาองค์ความรู้เชิงพื้นที่เพื่อนำข้อค้นพบไปเป็นข้อมูลแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การวิจัยเชิงกระบวนทัศน์เป็นวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและนำเสนอข้อมูลการปฏิบัติ ประสบการณ์ และมุมมองของผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่วิจัยสู่การสรุปองค์ความรู้ ข้อค้นพบทางการบริหารจัดการ และผลงานเชิงประจักษ์ โดยผลการวิจัยจะมีลักษณะเป็นกระบวนการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นวิถีการดำเนินงานที่บูรณาการระหว่าง แนวคิด ทฤษฎี บริบทเชิงพื้นที่ กระบวนการปฏิบัติ ความคิดเห็นและทัศนะความเชื่อของผู้คน นำเสนอเป็นหลักการบริหาร กระบวนการ รวมถึงแนวทางการพัฒนาการดำเนินงาน ใช้เทคนิคการวิจัยที่หลากหลาย ได้แก่ การสัมภาษณ์ เชิงลึก การสังเกตการณ์ การวิเคราะห์เอกสาร การสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์กรณีศึกษา โดยผู้วิจัยเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผลเพื่อนำเสนอกระบวนทัศน์และตกผลึกองค์ความรู้จากปรากฏการณ์ในการนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาการทำงานต่อไป</p>
จตุรงค์ ธนะสีลังกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
18
34
-
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เพื่อเสริมทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ เรื่องการนับ สำหรับเด็กปฐมวัยปีที่ 2
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289783
<p>การวิจัยนี้มีที่มาและความสำคัญจากความตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนา ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เรื่องการนับ ให้แก่ เด็กปฐมวัยปีที่ 2 เนื่องจากทักษะการนับเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความพร้อมทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Readiness) การนับ คือ กระบวนการ หรือ กิจกรรม ที่ใช้ในการกำหนดปริมาณของสิ่งของในกลุ่มหนึ่ง ๆ หรือใช้ในการระบุลำดับที่ของสิ่งของนั้นซึ่งจะเป็นรากฐานในการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิชาอื่น ๆ ในระดับชั้นที่สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เพื่อเสริมทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ เรื่องการนับ สำหรับเด็กปฐมวัยปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ 2. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3. เพื่อทดลองใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และ 4. เพื่อประเมินและปรับปรุงแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์<br />ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้อมูลพื้นฐานจากการศึกษาบ่งชี้ว่าการพัฒนาแบบฝึกทักษะ ควรมีรูปแบบที่เหมาะสม กิจกรรมหลากหลายสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัยปีที่ 2 และยึดหลักการเรียนรู้จากการปฏิบัติ โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 2. ผลการพัฒนาและหาค่าประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ พบว่า แบบฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพรายเดี่ยว (Individual Tryout) เท่ากับ 89.17 / 90.00 ค่าประสิทธิภาพแบบกลุ่มเล็ก(Small Group) เท่ากับ 89.26 / 88.89 และมีค่าประสิทธิภาพแบบภาคสนาม (Field Tryout) 88.63 / 88.24 3. ผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจกระตือรือร้น ต้องการที่จะเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น นักเรียนให้ความร่วมมือและตั้งใจในการปฏิบัติกิจกรรม ซึ่งมีทั้งปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มอย่างดี จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนพบว่า นักเรียนรู้จักทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นผู้ฟังที่ดี 4. ผลการประเมินและปรับปรุงแก้ไขแบบฝึกทักษะ พบว่า ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ .05 คะแนนความพร้อมทางคณิตศาสตร์ เรื่องการนับ ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ โดยภาพรวมเห็นด้วยในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านนักเรียนเห็นด้วยในระดับมาก เช่นเดียวกัน</p>
คณาภรณ์ เซี่ยงฉิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
35
51
-
การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สำหรับเยาวชน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291449
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภูมิปัญญาท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2) เพื่อศึกษาระดับความรู้และความตระหนักเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของเยาวชน และ 3) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูล 14 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ เยาวชน 327 คน สุ่มโดยใช้การกำหนดโควตา และเยาวชนที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม 30 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถาม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ภูมิปัญญาท้องถิ่นกำลังประสบปัญหาว่าอาจเลือนหายไป เยาวชนมีความสนใจเรียนรู้และอนุรักษ์น้อยลง ชุมชนมีการสืบทอดและอนุรักษ์ที่ปรากฏเด่นชัด เช่น ประเพณีแห่ฉัตร กินข้าวห่อ คังด้ง รำตง แกว และโง การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์มีลักษณะนำวัฒนธรรมมาจัดการท่องเที่ยว เยาวชนควรได้เรียนรู้และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น </p> <p>2) เยาวชนมีความรู้และความตระหนักในภูมิปัญญาท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทักษะแห่งศตรวรรษที่ 21 ด้านอาชีพ ระดับมาก </p> <p>3) เยาวชนเรียนรู้และเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ตระหนักถึงการอนุรักษ์ สืบสาน <br />และเผยแพร่ และเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยว7เชิงสร้างสรรค์ได้ มีปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ คือ ความร่วมมือของโรงเรียน ผู้นำชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้เงื่อนไขของการมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ อุปสรรคในการเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและความสนใจของเยาวชน</p> <p>ข้อค้นพบ คือ กระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนที่ทำให้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้</p>
วรเศรษฐ์ วงศ์อารีย์
จุฑาทิพย์ ถาวรรัตน์
อภิชาติ ใจอารีย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
52
62
-
Influencing Factors on Dynamic Capability and Operational Performance; The Case of Chongqing Cultural Industrial Parks
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289320
<p>The development of China's cultural industrial parks has played a significant role in promoting the growth of cultural industries and enhancing public engagement. This study aimed to (1) examine the factors influencing operational performance, (2) analyze the mediating role of dynamic capabilities between technical flexibility, structural flexibility, cultural flexibility, and operational performance in Chongqing Cultural Industrial Park, and (3) create a model to improve the operational performance of the Chongqing Cultural Industrial Park. The study employed mixed research methods, with the quantitative portion focusing on managers working in the Chongqing Cultural Industrial Park for over two years, with a sample size of 548 respondents. The qualitative aspect involved in-depth interviews with 10 key experts in the field of operational performance of cultural industrial parks. A convenience sampling method was used to select respondents, and data were collected using questionnaires and interview forms. Data analysis was conducted through descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM) using AMOS software.</p> <p>The study found that: (1) Technical flexibility has a significant positive effect on park performance, while structural flexibility and cultural flexibility also significantly influence park performance; (2) Dynamic capabilities play a mediating role in the relationship between technical flexibility, structural flexibility, cultural flexibility, and operational performance in Chongqing Cultural Industrial Park; and (3) A model to improve operational performance in Chongqing Cultural Industrial Park suggests that enhancing technical flexibility, structural flexibility, and cultural flexibility not only directly improves operational performance but also boosts performance through the mediating role of dynamic capabilities. The study concludes that there are various approaches and theories available for improving the operational performance of industrial parks.</p>
Xiangqin Song
Napaporn Khantanapha
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
63
77
-
“การออกแบบร่วมกัน” นวัตกรรมการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายป้องกัน การพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290735
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรการป้องกันอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มในระดับปฐมภูมิ (primary prevention) ของผู้สูงอายุตามปัจจัยเสี่ยง โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยการออกแบบร่วมกัน (co-design) โดยมีพื้นที่ในการศึกษาวิจัย 5 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ตราด อุบลราชธานี ตรัง และ กรุงเทพฯ และมีการคัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบไปด้วยผู้ปฏิบัติงาน/นักวิชาการ และผู้แทนภาคประชาชน รวมทั้งสิ้น 159 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย กระดาษชาร์ทเพื่อระดมความคิด และวงล้ออนาคต (future wheels) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มาตรการป้องกันอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นจากกระบวนการกลุ่มในระดับพื้นที่ ประกอบด้วย 7 กลุ่มมาตรการ คือ 1) การเตรียมพร้อมก่อนวัยสูงอายุ 2) การให้ความรู้ผู้สูงอายุ 3) การจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ 4) การคัดกรองปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ 5) การจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุ 6) การปรับสภาพบ้านสำหรับผู้สูงอายุ และ 7) การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการหกล้ม ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้พบว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคีเครือข่าย ตลอดจนประชาชนให้ความสำคัญ และร่วมกันดำเนินงานตามมาตรการทั้ง 7 กลุ่มมาตรการ จะก่อให้ผลกระทบอย่างเป็นระบบทั้งในระดับบุคคล ระดับชุมชน และระดับสังคม</p>
นภดล พิมสาร
พรอุมา ราศรี
เบญจมพร เอี่ยมสกุล
มันตา กรกฎ
ปฤษฐพร กิ่งแก้ว
กฤษฎา เจริญรุ่งเรืองชัย
วิลาวรรณ ล้วนคงสมจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
78
96
-
การพัฒนาสื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลองเพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289911
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลอง สำหรับการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังใช้สื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลอง และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อสื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) สื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลองมีเนื้อหาทั้งสิ้น 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกกฎหมาย 2) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน 3) แบบวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนวัดบัวโรย (เฉลิมราษฎร์วิทยาคาร) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) จำนวน 1 ห้องโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบประสิทธิภาพ E1/E2 = 80/80 และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย t-test (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลองที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.19/86.44 2) การเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังใช้สื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลอง พบว่านักเรียนมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 หลังจากใช้สื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลอง และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลองมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ดังนั้นองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ คือการพัฒนาสื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลองเพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่านักเรียนมีทักษะการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในเกณฑ์ดี และสื่อปฏิสัมพันธ์สถานการณ์จำลองสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีคุณภาพ</p>
กมลวรรณ หอมคง
ธนะวัฒน์ วรรณประภา
นคร ละลอกน้ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
97
112
-
แนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เพื่ออนาคต
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291623
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้เพื่ออนาคต และ 2) เพื่อออกแบบแนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการเรียนรู้เพื่ออนาคตของผู้เรียน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแจกแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเครือข่ายสหวิทยาเขตระยอง 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 368 คน โดยเปรียบเทียบจากตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie & Morgan (1970) แล้วทำการแบ่งชั้นตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วยมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และเชิงคุณภาพ ใช้การสนทนากลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและประธานนักเรียน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง และทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมายกร่างแนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ระดับทักษะการเรียนรู้เพื่ออนาคตตามการรับรู้ของผู้สอน<br />ที่มีต่อผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ลำดับแรก คือ ทักษะการคิด ซึ่งเป็นความสามารถทางปัญญาในการประมวลข้อมูลเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ การให้เหตุผล การวางแผน การตัดสินใจ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ <br />2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 (ร่าง) การออกแบบแนวทางการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้ของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เพื่ออนาคต ประกอบด้วยหลัก 6Is ดังนี้ 1) Inspiration 2) Investment 3) Integrated 4) Inclusive 5) Innovation และ 6) Internalization<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำความต้องการของผู้สอนและผู้เรียนไปใช้ในการวางกลยุทธ์ การบริหารสถานศึกษาให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้เพื่ออนาคต เพื่อให้สถานศึกษาเกิดการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีต่อไป</p>
ฤทัยรัตน์ เทศจันทร์
พร้อมพิไล บัวสุวรรณ
วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
113
134
-
Impact of Social and Psychological Factors on Conspicuous Consumption of Young Financial Professionals in Anhui Province, China
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289322
<p>This study investigates the impact of social and psychological factors on conspicuous consumption among young financial professionals in Anhui Province, China. Data were collected through a large-scale survey, and the quantitative analysis was conducted using Structural Equation Modeling (SEM) to test hypothesized relationships. The results indicate that brand symbolism and reference group value expression have significant positive effects on conspicuous consumption, whereas the traditional Chinese value of frugality has a negative effect. Psychological factors also play a critical role: self-congruity and self-esteem both positively influence conspicuous consumption and serve as mediators in the relationships between social factors and conspicuous consumption. Specifically, self-congruity mediates the effects of brand symbolism and reference group value expression, while self-esteem mediates the effects of brand symbolism, reference group value expression, and frugality. Complementing these findings, qualitative interviews with young professionals provided deeper insights into the symbolic meanings of brands, the tension between modern consumerism and traditional frugality, and the ways in which self-perception shapes consumption choices. Together, these results contribute to the understanding of conspicuous consumption in the Chinese cultural context and provide practical implications for policymakers and marketers.</p>
Dan Wang
Naaphitsara Arayachosagul
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
135
150
-
The Inheritance and Development of Yang Qin Performance in Guangdong Colleges and Universities Under Multi-Cultural Background
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290916
<p>This Article aimed to study (1) the current situation of Yang Qin education in Guangdong colleges and universities is presented; (2) to analyze the opportunities and challenges brought by various factors to the Yang Qin cause in colleges and universities; and (3) to seize the opportunity and innovate the inheritance and development of Yang Qin education in colleges and universities under the multicultural background. This paper adopts qualitative and quantitative research methods to discuss the status quo, problems and challenges of the inheritance and development of Yang Qin in universities under the multicultural background. This paper adopts the case analysis method. The researchers took 16 colleges and universities with music colleges and music majors in Guangdong Province as the research objects to carry out thematic research.</p> <p>The results reveal significant issues including outdated curricula, insufficient course duration, lack of integration between theory and practice, limited teacher training, and poor infrastructure, all of which hinder students’ skill development and career readiness. Most institutions lack adequate teaching facilities and updated materials, with both teachers and students expressing dissatisfaction with available resources and learning environments. Market demand strongly influences students' motivation to study Yang Qin, yet employment opportunities remain limited, underscoring the need for more diverse, modernized training that aligns with job market expectations. Additionally, teaching approaches often overlook students’ varied abilities, while emotional and creative aspects of performance are underemphasized. Opportunities for improvement lie in increasing professional course hours, enriching practical experience, enhancing teacher training, innovating teaching materials and methods, and strengthening alignment with market and societal needs. Under the influence of multicultural development, promoting Yang Qin education through scientific research, policy support, and expanded social visibility is essential for its sustainable inheritance and modernization.</p>
Jia Xu
Nutthan Inkhong
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
151
166
-
การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก แนวปฏิบัติสำหรับการใช้ห้องปฏิบัติการ ทางกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290492
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก สำหรับการใช้ห้องปฏิบัติการทางกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญต่อสื่อโมชันกราฟิก และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก สำหรับการใช้ห้องปฏิบัติการทางกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน อาจารย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 18 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง และนิสิตกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 138 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) สื่อโมชันกราฟิกที่พัฒนาตามหลักการแอดดีโมเดล 2) แบบสอบถามประเมินประสิทธิภาพ และ <br />3) แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ โดยใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อโมชันกราฟิกที่พัฒนาขึ้น นำเสนอแนวปฏิบัติสำหรับการใช้ห้องปฏิบัติการทางกายภาพบำบัด มีความยาว 4.31 นาที และได้รับการออกแบบให้สามารถรับรู้ได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน 2) ผลประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญต่อการพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก แนวปฏิบัติสำหรับการใช้ห้องปฏิบัติการทางกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยา โดยรวมอยู่ในระดับความเหมาะสมมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.36, SD. = 0.25) และ 3) ความพึงพอใจต่อการพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก แนวปฏิบัติสำหรับการใช้ห้องปฏิบัติการทางกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยพะเยาของนิสิต และอาจารย์กายภาพบำบัด โดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64, SD. = 0.41)</p> <p>สื่อโมชันกราฟิก ที่พัฒนาขึ้นตาม ADDIE Model เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเผยแพร่ข้อมูล สามารถนำไปบูรณาการในการเรียนการสอน และช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ความตระหนักรู้ ในใช้ห้องปฏิบัติการอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ</p>
จักรพันธ์ ฮ่องลึก
จริเมศน์ ไพฑูรย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
167
183
-
การพัฒนาสมรรถนะด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/296912
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันด้านนโยบายการสนับสนุนส่งเสริม การกำกับดูแล และปัญหาการพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการนักบริหารระดับต้นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ 2) นำเสนอการพัฒนาสมรรถนะด้านการบริหารงานของข้าราชการนักบริหารงานระดับต้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 60 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางจำนวน 40 คน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ พบว่า 1) อปท. มีนโยบายการพัฒนาสมรรถนะด้านการบริหารที่ดีขึ้น โดยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินงานตามกรอบนโยบายแบบบนลงล่างไปสู่การมุ่งเน้นผลลัพธ์เชิงสมรรถนะตามความต้องการของพื้นที่ การกำกับดูแลเริ่มปรับจากการควบคุมตามระเบียบไปสู่การส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาบุคลากรในระยะยาว การพัฒนายังมีข้อจำกัดเชิงระบบ ได้แก่ โครงสร้างและระเบียบราชการแบบลำดับชั้น ระบบอุปถัมภ์และอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่น ข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบจัดการความรู้ 2) การพัฒนา พบว่า หลักสูตรยังคงมีความจำเป็นในการพัฒนาข้าราชการนักบริหารระดับด้านทักษะเฉพาะทาง เช่น การคิดเชิงระบบและการวิเคราะห์ข้อมูล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรออกแบบการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่เน้นการปฏิบัติงานจริง และใช้ระบบพี่เลี้ยงและการสอนงานเป็นกลไกสำคัญ</p> <p>องค์ความรู้จากวิจัยนี้ใช้เป็นฐานเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบสมรรถนะของข้าราชการท้องถิ่นให้มีความยืดหยุ่นและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้</p>
ภัสร์ชนกพรรณ อนุชาติไชย
อนันต์ ธรรมชาลัย
ธีรเดช สนองทวีพร
ปรัชญา ปิยะมโนธรรม
ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
184
203
-
Impact of Humble Leadership on Employees’ Innovative in Guangxi, China
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289323
<p>Humble leaders make employees’ perceive the humility of the leader through behavioral expressions, and this process shapes employees’ work attitudes and is an important consideration in the process of employees’ innovation. So, this research aims to 1. determine the effect of humble leadership, organizational support, and psychological empowerment on innovative behavior; 2. analyze whether psychological empowerment mediates the relationship between humble leadership and employees’ innovative behavior; and 3. analyze whether psychological empowerment mediates the relationship between organizational support and employees’ innovative behavior. The research result can conclude the discussion and recommendations. This study employed mixed research methods. The population in quantitative was managers working in Chinese enterprises in Guangxi by the 20-times rule with 12 dimensions derived from four variables. The sample size is 240 respondents. For a qualitative study of 10 key experts in employees’ innovative behavior, an interview was conducted, and convenient sampling was used to choose the respondents. The research tools were a questionnaire and interview. This study found that 1. humble leadership and organizational support positively and directly affected psychological empowerment, and psychological empowerment positively and directly affected innovative behavior. 2. The psychological empowerment mediates the relationship between humble leadership and employees’ innovative behavior; indirect effects,3. the psychological empowerment mediates the relationship between organizational support and employees’ innovative behavior; indirect effects. However, this study found many approaches and theories to improve employees’ innovative behavior.</p>
Ye Tian
Napaporn Khantanapha
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
204
225
-
The Effects of Cooperative Teaching Method Used in Badminton Teaching on Physical Fitness in Student Ningbo University of Finance & Economics
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291256
<p>This study aimed to apply the cooperative teaching method in badminton courses through a teaching experiment. The objectives of the research were: (1) To compare the differences in physical fitness within the experimental and control groups before and after the intervention. 2) To compare the differences in physical fitness between the experimental group and the control group after the intervention. Eighty first-year students from Ningbo University of Finance and Economics participated; they were all avid badminton players without any prior professional experience. They were naturally split into two groups, Group A and Group B, with no discernible differences in their physical fitness or interest in sports. The participants were chosen from elective public courses. Numerous techniques were used in the study, such as expert interviews, experimental design, literature review, and mathematical statistical analysis. The learning effects and physical fitness outcomes (i.e., agility, endurance, explosive strength, and speed) of the two groups were compared before and after the 12-week intervention using independent samples t-tests and paired samples t-tests. The research results were found as follows;</p> <ol> <li>In the within-group comparison, both the experimental group and the control group have achieved more significant physical fitness after the experiment, and the achievements of the experimental group are more significant than those of the control group.</li> <li>In the between-group comparison, the differences in physical fitness between the experimental group and the control group are more significant, with the experimental group showing better performance than the control group.</li> </ol> <p>The results support the effectiveness of the cooperative teaching method in improving physical fitness in badminton instruction.</p>
Xiaoli Wu
Kreeta Promthep
Ekasak Hengsoko
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
226
239
-
การพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นรายวิชาอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ วิทยาลัยเทคนิคบางนรา จังหวัดนราธิวาส
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287971
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดของไทเลอร์วิทยาลัยเทคนิคบางนรา จังหวัดนราธิวาส และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพวิทยาลัยเทคนิคบางนรา จังหวัดนราธิวาส รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แนวคิดการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดของไทเลอร์วิทยาลัยเทคนิคบางนราเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาสมีความรู้และทักษะสามารถนำออกไปประกอบวิชาชีพได้ กลุ่มตัวอย่าง คือชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส จำนวน 400 คน ใช้วิธีคัดเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ตารางของเครซี่&มอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบสำรวจความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น 2) หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นรายวิชาอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นรายวิชาอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ 4) แบบวัดทักษะปฏิบัติรายวิชาอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักสูตรที่มีระดับความต้องการมากที่สุดได้แก่ อาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ จากชุมชนโคกเคียน คิดเป็นร้อยละ 96.00 โดยความต้องการด้านประโยชน์และการประยุกต์ใช้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.71 , S.D.= 0.41) 2. ผลการใช้หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพวิทยาลัยเทคนิคบางนรา จังหวัดนราธิวาส โดยการมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้สอนได้</p>
สิปปกร มันทรานนท์
เก็ตถวา บุญปราการ
ลินินล์ มนตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
240
257
-
การศึกษาการรับรู้การใช้ยุทธวิธีและความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมการใช้ยุทธวิธีที่หลากหลาย เรื่อง โจทย์ปัญหาที่เกี่ยวกับ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290512
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้เกี่ยวกับการใช้ยุทธวิธีในการทำความเข้าใจปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้ยุทธวิธีที่หลากหลาย และ 2) เพื่อศึกษาความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้ยุทธวิธีที่หลากหลาย เรื่อง โจทย์ปัญหาที่เกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนเลือกใช้ยุทธวิธีการทำปัญหาให้ง่ายกับโจทย์ปัญหาที่ไม่สามารถเขียนความสัมพันธ์จากเงื่อนไขที่โจทย์กำหนดให้ได้ โดยแทนค่าจำนวนให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของโจทย์ปัญหา เพื่อลดความซับซ้อนของโจทย์ปัญหา เลือกใช้ยุทธวิธีการใช้แผนภาพกับโจทย์ปัญหาที่มีการเปรียบเทียบค่าของข้อมูลหรือโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับรูปเรขาคณิต เพื่อช่วยในการแสดงความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม และเลือกใช้ยุทธวิธีการใช้ตารางกับโจทย์ปัญหาที่มีข้อมูลจำนวนมาก เพื่อช่วยในการจัดระเบียบข้อมูล นอกจากนี้สำหรับโจทย์ปัญหาที่มีเงื่อนไขที่ซับซ้อนนักเรียนทำความเข้าใจปัญหาได้โดยเลือกใช้มากกว่า 1 ยุทธวิธีร่วมกัน และ 2) ความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้ยุทธวิธีที่หลากหลาย เรื่อง โจทย์ปัญหาที่เกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว อยู่ในระดับดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 73.53 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด</p>
เอกวิทย์ สงเคราะห์กิจ
วันดี เกษมสุขพิพัฒน์
ชานนท์ จันทรา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
258
274
-
แนวทางการสื่อสารแบรนด์ของผลิตภัณฑ์แปรรูปน้ำยางพารา : ศึกษากรณี แบรนด์พารารักษา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/297790
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างแนวทางการสื่อสารแบรนด์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทรัพยากรยางพารา ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่ม จำนวน 15 คน ดังนี้คือ 1) กลุ่มเจ้าของและพนักงานของบริษัท จำนวน 6 คน 2) กลุ่มนักวิชาชีพด้านการสื่อสารแบรนด์นักพัฒนาและออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ จำนวน 3 คน 3) กลุ่มนักวิชาการด้านการสื่อสารแบรนด์ จำนวน 3 คน และ 4) กลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลและเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงแก่นสาร (Thematic Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาการสื่อสารแบรนด์ของแบรนด์พารารักษาสามารถแบ่งออกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) แนวทางการสื่อสารอัตลักษณ์แบรนด์ที่ยึดโยงกับคุณค่าของทรัพยากรยางพารา (2) แนวทางการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบรนด์เพื่อถ่ายทอดที่มา แนวคิด และความหมายของแบรนด์ (3) แนวทางการใช้การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เป็นเครื่องมือสื่อสารแบรนด์ ณ จุดสัมผัสแรก (4) การสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการรับรองและการสนับสนุนจากภาคีที่เกี่ยวข้อง และ (5) การบูรณาการการสื่อสารผ่านหลายช่องทางอย่างสอดคล้องและต่อเนื่อง</p> <p>ดังนั้นแนวทางการสื่อสารแบรนด์ของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทรัพยากรยางพาราจึงเป็นกระบวนการเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ เรื่องราวของทรัพยากรยางพารา การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารเรื่องราวที่ผูกโยงกับชุมชนเครือข่ายเกษตรกรสวนยางพารากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน งานวิจัยนี้ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการสื่อสารแบรนด์ในบริบทของสินค้าเกษตรแปรรูป และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาแบรนด์อย่างยั่งยืน</p>
ธิติพัทธ์ ลิ้มสัมฤทธิ์นิภา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
275
291
-
การพัฒนารูปแบบการประเมิน RENU เพื่อประเมินโครงการศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289510
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และองค์ประกอบของการประเมินโครงการศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ และ 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการประเมิน RENU โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ภายใต้กรอบแนวคิดการประเมิน 4 แนวทาง ได้แก่ การประเมินเชิงโน้มน้าวสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การประเมินซิปป์ การอภิมานผลการประเมิน และการประเมินเชิงผสมผสาน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มผู้นำนโยบายไปปฏิบัติของโครงการ รวมทั้งสิ้น 19 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง 2) แบบสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบสังเคราะห์องค์ประกอบ และ 4) แบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>โครงการศิลปหัตถกรรมนักเรียนดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 100 ปี โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาทักษะผู้เรียนและส่งเสริม Soft Power ผ่านผลงานนักเรียน อย่างไรก็ตาม โครงการยังขาดรูปแบบการประเมินที่ชัดเจน ทำให้ขาดสารสนเทศสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย รูปแบบการประเมินประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของการประเมิน 2) ผู้ประเมิน 3) มาตรฐาน/ตัวบ่งชี้ 4) วิธีการประเมิน 5) แหล่งข้อมูล 6) การแปลผลการประเมิน 7) การรายงานผล 8) Meta-Evaluation และ 9) การนำผลไปใช้ประโยชน์</li> <li>ผลการตรวจสอบรูปแบบการประเมิน RENU พบว่า มีความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด ความสอดคล้องเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบการประเมิน RENU อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด</li> </ol> <p>ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ พบว่า รูปแบบการประเมิน RENU ที่พัฒนาขึ้นช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายของโครงการสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินที่เข้าถึงสารสนเทศอย่างถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงระบบของการพัฒนาโครงการ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ การเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพผ่านการประเมินเชิงระบบนี้ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการโน้มน้าวเชิงนโยบาย และสนับสนุนการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายอย่างแท้จริงและยั่งยืน</p>
สิรินทร์นิชา ดีทุ่ง
เอื้อมพร หลินเจริญ
สายฝน วิบูลย์รังสรรค์
ชำนาญ ปาณาวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
292
308
-
การพัฒนารูปแบบการบริหารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291260
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบการบริหารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และ 4) ประเมินการใช้รูปแบบการบริหารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การสังเคราะห์องค์ประกอบการบริหาร 2) การสร้างและตรวจสอบรูปแบบ 3) การทดลองใช้รูปแบบ พื้นที่วิจัย คือ ผู้เรียนและครู จำนวน 2,008 คน 4) ประเมินการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือผู้ปกครอง ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 424 คน สถิติที่ใช้ในครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) องค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ องค์ประกอบย่อย 14 องค์ประกอบ และรายการบริหารจัดการ 66 รายการ</p> <p>2) รูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้น คือ DTDDP (1) ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ (D : Digital Leadership) (2) บูรณาการเทคโนโลยี (T : Technology Integration) (3) การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ<br />และประเมินผล (D : Data-Driven Decision Making) (4) การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง (D : Digital Communication) (5) การพัฒนาบุคลากรและการส่งเสริมการเรียนรู้ (P : Professional Development) รูปแบบและคู่มือมีความเหมาะสม</p> <p>3) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพผู้เรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มขึ้น ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้น และรูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
สายฝน ภานุมาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
309
325
-
การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในจังหวัดนครปฐม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289108
<p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในจังหวัดนครปฐม มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (2) เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือในการดำเนินงาน และ (3) เพื่อนำเสนอรูปแบบที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในพื้นที่อื่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประชุมกลุ่มเฉพาะกับผู้ให้ข้อมูลจำนวน 33 รูป/คน และวิจัยเชิงปริมาณโดยการประเมินก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมายจำนวน 30 รูป/คน โดยใช้เครื่องมือแบบวัดกิจกรรมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถเสริมสร้างผู้เรียนในมิติ “พุทธบูรณาการ 4 มิติ” ได้แก่ กาย ศีลธรรม อารมณ์ และปัญญา ผ่านกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง การฝึกศีล การควบคุมอารมณ์ และการคิดวิเคราะห์เชิงคุณธรรม (2) กลไกความร่วมมือ 4 มิติ ได้แก่ การจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ การสร้างการรับรู้ การพัฒนาครูแกนนำ และการกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ นำไปสู่การมีส่วนร่วมของผู้บริหาร คณะกรรมการ ครู และผู้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงจริยธรรมและทักษะชีวิตตามแนวพุทธธรรม (3) รูปแบบการขับเคลื่อนที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “SPICE Model” เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงจริยธรรม และสามารถขยายผลการดำเนินงานไปยังศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในพื้นที่อื่นได้อย่างเหมาะสม โดยผลการประเมินหลังเข้าร่วมกิจกรรมพบว่าค่าคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) แสดงถึงความเหมาะสมในการขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างเป็นระบบ</p>
พระรวีโรจน์ จนฺทปญฺโญ (ศิริโสดา)
พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป
พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ
บรรพต ต้นธีรวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
326
346
-
แนวทางการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดสุรินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290576
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ 2) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดสุรินทร์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดการวิจัยแบบการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Qualitative Research) ดำเนินการวิจัยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นักเรียน ครูผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 23 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนมัธยมศึกษามีลักษณะการบูรณาการความรู้จากชุมชนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงพื้นที่ การฝึกปฏิบัติจริง และการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน และปราชญ์ชุมชน โดยเน้นทักษะสำคัญด้านการสื่อสาร การวางแผน การใช้เทคโนโลยี<br />และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของทักษะผู้ประกอบการ<br />2. แนวทางการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ ควรดำเนินการภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่น จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงการ ซึ่งเริ่มจากการสำรวจปัญหาและบริบทในท้องถิ่น ส่งเสริมให้นักเรียนมีโอกาสลงมือปฏิบัติจริง โดยเน้นการใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ สะท้อนคิด และเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน<br />ผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นในฐานะกลไกการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการของผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน และมีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพื้นที่ ตลอดจนสร้างโอกาสและความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว</p>
ปุญญิศา ยิงยอม
รัชฎาพร เกตานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
347
363
-
การจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/298185
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์ เพื่อศึกษากลยุทธ์การจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์<br />เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีแผนคู่ขนาน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่ม จำนวน 26 คน และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่เลือกตั้ง จังหวัดหนองบัวลำภู เขต 1 โดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์ ดำเนินการวิเคราะห์ตลาดทางการเมืองจากกลุ่มฐานเสียงเดิม ผู้นำชุมชน กลุ่มแม่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน มุ่งเน้นการทำความเข้าใจโครงสร้างและพฤติกรรมของประชาชนในพื้นที่ทางการเมืองที่ตระกูลหัตถสงเคราะห์มีอิทธิพลหรือมีผู้สมัครลงแข่งขัน และพิจารณาพฤติกรรมการเลือกตั้งในอดีต 2) กลยุทธ์การจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์<br />ให้สมาชิกในตระกูลแบ่งงานตามความถนัด และการขยายขอบเขตผ่านเครือญาติ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น เน้นประเด็นที่เกี่ยวกับคนรุ่นใหม่, เทคโนโลยี, หรือ การศึกษา 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการการสื่อสารแบรนด์ทางการเมืองของตระกูลหัตถสงเคราะห์ ควรเน้นการสื่อสารออนไลน์ กำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่นอกเหนือจากกลุ่มผู้ใหญ่ เจาะกลุ่มอายุ 30 ปีลงมา เพื่อสร้างฐานคะแนน ต้องเพิ่มคน เพิ่มทักษะด้านโซเชียลมีเดีย เน้นเข้าถึงกลุ่ม คนรุ่นใหม่มากขึ้น</p>
วุฒิรักษ์ เดชะพงษ์พันธุ์
วิทยาธร ท่อแก้ว
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
พรปภัสสร ปริญชาญกล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
364
379
-
การจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289620
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) ศึกษาความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร และแบบทดสอบวัดความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร มีลักษณะสำคัญ คือ เน้นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ เช่น การสร้างและปรับแก้กราฟ หรือการจำลองสถานการณ์ผ่านตาชั่ง สะท้อนคิด อภิปรายร่วมกันเพื่อสร้างความเข้าใจ และประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ใหม่เพื่อยืนยันความเข้าใจ และ 2) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีร้อยละของคะแนนเฉลี่ยความเข้าใจเชิงมโนทัศน์คิดเป็น 75.69 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ที่กำหนดไว้<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ร่วมกับสื่อดิจิทัลปฏิสัมพันธ์ ทำให้นักเรียนเห็นภาพของแนวคิดนามธรรมได้ค่อนข้างเป็นรูปธรรมมากขึ้นและส่งเสริมความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ผ่านการลงมือปฏิบัติและการใช้ตัวแทนที่หลากหลาย (Multiple Representations)</p>
พิพัฒน์ สุนทรพัฒนะกุล
ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์
สกล ตั้งเก้าสกุล
วีริศ กิตติวรากูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
380
396
-
ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7Es) ที่มีผลต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การใช้ฟังก์ชันในชีวิตจริง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291302
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เรื่อง การใช้ฟังก์ชันในชีวิตจริง และแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องการใช้ฟังก์ชันในชีวิตจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอ้างอิงการทดสอบค่าที (one-sample t-test)<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การใช้ฟังก์ชันในชีวิตจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น อยู่ในระดับดีมาก และ 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การใช้ฟังก์ชันในชีวิตจริงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ที่ใช้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง โดยใช้คำถามปลายเปิดและการทำงานเป็นกลุ่ม ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบ</p>
ศิวนาท เนตรพระ
วันดี เกษมสุขพิพัฒน์
ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
397
413
-
ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน ผ่านกระบวนการสืบเสาะที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289285
<p>การวิจัยเชิงทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานผ่านกระบวนการสืบเสาะที่มีต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กที่มีอายุ 4-5 ปีกำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดบางพูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 30 คน โดยได้มาจากการเลือกแบบวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย มา 1 ห้องเรียนเครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานผ่านกระบวนการสืบเสาะ แบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย และแบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานผ่านกระบวนการสืบเสาะมีทักษะการคิดเชิงบริหารทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความจําขณะทำงาน ด้านการยับยั้งพฤติกรรม และด้านการยืดหยุ่นทางการคิดสูงขึ้น เด็กสามารถใช้ประสบการณ์เดิมเชื่อมโยงกับสถานการณ์ใหม่และอธิบายขั้นตอนการทำกิจกรรมได้ เรียนรู้ที่จะควบคุมพฤติกรรมตนเองขณะทำกิจกรรม มีสมาธิจดจ่อกับงานที่กำลังทำ คิดก่อนลงมือทำ และทำงานจนสำเร็จ สามารถปรับตัวและหาวิธีการใหม่ๆในการแก้ปัญหา โดยไม่ยึดติดวิธีเดิม</p>
จารวี จำปีรัตน์
ชลาธิป สมาหิโต
ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
414
429
-
การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการพัฒนา สู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตบางนา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290614
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการ 2) ศึกษาระดับการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการกับการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 4) วิเคราะห์การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตบางนา กลุ่มตัวอย่างคือครู 163 คน ปีการศึกษา 2567 สุ่มแบบชั้นภูมิและแบบง่าย เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน <br />ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.21, SD = 0.46) โดยด้านการวัดผลและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) ระดับการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.32, SD = 0.47) โดยความเชี่ยวชาญของบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .702) และ 4) การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารงานวิชาการด้านการประกันคุณภาพ การพัฒนาหลักสูตร และการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาสามารถร่วมกันพยากรณ์การพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน ได้ร้อยละ 52.1 (Adjusted R² = .521) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ธนวัฒน์ จวนแจ้ง
พัทธโรจน์ กมลโรจน์สิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
430
445
-
โมเดลสมการโครงสร้างของการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลและนวัตกรรม โลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานโลจิสติกส์ ของผู้ประกอบการโลจิสติกส์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/298789
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์และคัดเลือกตัวบ่งชี้ (Indicators) ของการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล นวัตกรรมโลจิสติกส์ และผลการดำเนินงานโลจิสติกส์ สำหรับผู้ประกอบการในเขตภาคตะวันออก 2. เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล นวัตกรรมโลจิสติกส์ และผลการดำเนินงานโลจิสติกส์ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3. เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลรวม ของนวัตกรรมโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลและผลการดำเนินงานโลจิสติกส์เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลกับผู้ประกอบการธุรกิจด้านโลจิสติกส์ในเขตภาคตะวันออกของไทย จำนวน 600 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและโมเดลสมการโครงสร้าง </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า อิทธิพลทางตรงของปัจจัยด้านนวัตกรรมโลจิสติกส์ทั้ง 3 ด้าน ส่งอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนานวัตกรรมในมิติต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล นอกจากนี้การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล ยังส่งอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อผลการดำเนินงานโลจิสติกส์ และผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ และผลการดำเนินงานโลจิสติกส์ ส่งอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการ ในส่วนของอิทธิพลทางอ้อม พบว่าการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญ โดยนวัตกรรมโลจิสติกส์ทั้ง 3 ด้าน (สมรรถนะ, กระบวนการ, และบริการ) สามารถส่งอิทธิพลทางอ้อมผ่านการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลไปยังผลการดำเนินงานโลจิสติกส์ และผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการ โดยมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (p = 0.167, CMIN/DF = 1.415, GFI = 0.902, TLI = 0.984, CF I= 0.949, NFI = 0.983, RMSEA = 0.026) ตามลำดับ</p>
รุ่งอรุณ กระแสร์สินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
446
466
-
อิทธิพลของลักษณะการบริหารสถานศึกษาที่มีต่อสมรรถนะครูอาชีวศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กรณีวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289774
<p>การศึกษาไทยปรับเป้าหมายการเรียนการสอนไปสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้สอนและผู้เรียน โดยใช้ฐานคิดทักษะในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นสมรรถนะของครูจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุผลสัมฤทธิ์ การวิจัยครั้งนี้ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้เพื่อศึกษาสมรรถนะของครูอาชีวศึกษาและลักษณะการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร และนำเสนอลักษณะการบริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะครูอาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากครูผู้สอนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 121 แห่ง รวม 400 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมานเพื่อวิเคราะห์สมการโครงสร้าง และทดสอบความสอดคล้องของโมเดล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูอาชีวศึกษามีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีสมรรถนะส่วนบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือสมรรถนะหลักและสมรรถนะประจำสายงาน 2) ลักษณะการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหาร ภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน โดยมีคุณลักษณะด้านความมุ่งมั่นพากเพียรมากที่สุด รองลงมาคือการสร้างความร่วมมือและการติดต่อ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างแรงบันดาลใจและการมีวิสัยทัศน์ 3) ลักษณะการบริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะครูอาชีวศึกษา พบค่าสัมประสิทธิ์เชิงเส้นที่ใช้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเท่ากับ .543 ซึ่งแสดงว่ามีผลกระทบเชิงบวก และมีค่าความน่าจะเป็นต่ำมาก (p-value < .001) แสดงถึงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลระดับสูงของลักษณะการบริหารสถานศึกษาคือการสร้างแรงบันดาลใจ และการสร้างความร่วมมือและการติดต่อ ขณะที่สมรรถนะหลักคือตัวแปรที่ได้รับอิทธิพลจากลักษณะการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารมากที่สุด</p>
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
467
482
-
Financial Capital, Internal Risk Resilience, Entrepreneurship, and Financial Capability of Households in Chongqing, China
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289319
<p>Finance serves as the cornerstone of the modern economy and a fundamental driver of rural revitalization in China. This study employs an explanatory sequential mixed-methods design to examine how financial resource availability (FRA) influences poverty reduction (PR) among rural households in Chongqing, while testing the mediating roles of farmer entrepreneurship (FE) and risk resilience (RRRH), and the moderating role of financial capability (FC). Quantitative data were collected from 504 households and analyzed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM), followed by 14 qualitative interviews analyzed with NVivo. Results show that FRA significantly reduces rural poverty and strongly promotes both FE and RRRH. RRRH mediates the FRA–PR relationship, while FE does not. FC significantly moderates the effect of FRA on PR. Qualitative findings highlight structural and cultural barriers that limit entrepreneurship, while underscoring resilience and financial literacy as decisive for poverty alleviation. These results contribute to theory by clarifying the mechanisms linking FRA, adaptive capacities, and household outcomes, and inform policy by emphasizing inclusive finance, risk protection, and financial education.</p>
Li Liu
Poramet Eamurai
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
483
502
-
การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิต สำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290500
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง 2) พัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง และ 3) ศึกษาผลการพัฒนาทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง ใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง และระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และแบบวัดทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัย พบว่า </p> <ol> <li>ข้อมูลพื้นฐานและองค์ประกอบทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง พบว่าทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง มีองค์ประกอบ 4 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะการช่วยเหลือตนเอง (S: Self Help Skills) 2) ทักษะการควบคุมอารมณ์ (E: Emotional Control Skills) 3) ทักษะการเข้าสังคม (S: Social Skills) และ 4) ทักษะการคิดแก้ปัญหา (P: Problem Solving Skills) ซึ่งมีความเหมาะสมขององค์ประกอบทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.65, S.D.= 0.16)</li> <li>รูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ แนวคิด และทฤษฎี 2) จุดมุ่งหมายของรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 3) เนื้อหาสาระ 4) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ (E: Engagement) ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (A: Activities) ขั้นที่ 3 การทบทวนการเรียนรู้ซ้ำ (C: Check-in) และขั้นที่ 4 การสะท้อนผลการเรียนรู้ (R: Reflection) และ 5) การวัดและประเมินพัฒนาการ ซึ่งมีความเหมาะสมของรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68, S.D.= 0.11)</li> </ol> <p>3. ผลการศึกษาทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็กปฐมวัยในยุคการเปลี่ยนแปลง 4 ทักษะ 9 ตัวชี้วัด และ 23 พฤติกรรมบ่งชี้ โดยรวมอยู่ในระดับดี ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.71, S.D.= 0.10) โดยทักษะการช่วยเหลือตนเอง สูงสุดอยู่ในระดับดี ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.79, S.D.= 0.17) และ ทักษะการคิดแก้ปัญหา มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่อยู่ในระดับดี ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.60, S.D.= 0.24) มีเด็กปฐมวัย จำนวน 19 คน อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 95.00 ของเด็กปฐมวัยทั้งหมด</p>
ศิริมงคล ทนทอง
สันติ วิจักขณาลัญฉ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
503
520
-
องค์ประกอบและแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291637
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในโรงเรียนมัธยมศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 342 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาภาครัฐและเอกชนจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. องค์ประกอบในการสร้างวัฒนนวัตกรรมในโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 1) กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ และพันธกิจ ประกอบด้วย 10 ตัวชี้วัด 2) ภาวะผู้นำ ประกอบด้วย 12 ตัวชี้วัด 3) โครงสร้างองค์กรประกอบด้วย 3 ตัวชี้วัด 4) การสื่อสาร ประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัด 5) ความร่วมมือและการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย 11 ตัวชี้วัด 6) ระบบจูงใจและการให้รางวัล ประกอบด้วย 9 ตัวชี้วัด <br />2. แนวทางที่เหมาะสมในการสร้างในโรงเรียนมัธยมศึกษามี 6 แนวทาง <br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถนำแนวทางในการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมที่ค้นพบในงานวิจัยนี้ ไปปรับใช้ในโรงเรียนเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะและทักษะที่สำคัญ</p>
อลิสตรา อ่อนอัด
โสภา อำนวยรัตน์
สันติ บูรณชาติ
น้ำฝน กันมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
521
538
-
การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการเป็นนักเขียน ตามแนวคิด TPACK สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291644
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการเป็นนักเขียน ตามแนวคิด TPACK และ 2) เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพของแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการเป็นนักเขียน ตามแนวคิด TPACK สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน ด้านหลักสูตรและการสอน ด้านการสอนภาษาไทย ด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา และด้านการวัดและประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบบันทึกข้อมูล และ 2) แบบประเมินความสอดคล้องเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาและออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการเป็นนักเขียน ตามแนวคิด TPACK มีขอบข่ายครอบคลุมด้านเนื้อหาการเขียน 3 ประเภท ได้แก่ การเขียนแสดงทรรศนะ การเขียนโต้แย้ง และการเขียนโน้มน้าว ด้านการสอนแบบพึ่งพาครูและไม่พึ่งพาครู และด้านเทคโนโลยีแบบใช้และไม่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งหมด 12 แนวทาง 2) ผลการพัฒนาและประเมินคุณภาพของแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการเป็นนักเขียน ตามแนวคิด TPACK แต่ละแนวทางประกอบด้วย ชื่อแนวทางการจัดการเรียนการสอน ผลลัพธ์การเรียนรู้ คำอธิบายรายหน่วย กระบวนการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล มีความสอดคล้องเหมาะสม และความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบตามแนวคิด TPACK สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการจัดการเรียนการสอนเพื่อการส่งเสริมการเขียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p>
ธีรวุฒิ รักกลาง
สายสุนีย์ เติมสินสุข
สิรินาถ จงกลกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
539
558
-
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายการกระจายอำนาจตามกฎหมาย ว่าด้วยกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289907
<p>งานวิจัยนี้ นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงแนวความคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับกฎหมายการกระจายอำนาจ 2)เพื่อศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายการกระจายอำนาจ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายการกระจายอำนาจของไทยและต่างประเทศ 4) เพื่อเสนอแนะแนวทางกฎหมายของต่างประเทศที่มีความเหมาะสมมาปรับใช้กับกฎหมายของประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการศึกษาวิจัยเอกสาร ตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ งานวิจัย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยและของต่างประเทศ มีการจัดทำสนทนากลุ่มประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ กลุ่มนักกฎหมายอาชีพ, กลุ่มข้าราชส่วนท้องถิ่น, กลุ่มข้าราชการส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค, กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น, และกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย/ นักวิชาการอิสระผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ศึกษาทฤษฎีของการกระจายอำนาจที่มีหตุผลหลักสามประการ 2.การบัญญัติกฎหมายพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่และภารกิจ ถ่ายโอน งาน คน เงินรายได้งบประมาณ การบริหารงานบุคคล การจัดสรรงบประมาณรายได้จากรัฐบาล และการกำกับดูแลจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร 3. กฎหมายของสาธารณฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่น มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขกฎหมาย 4.จึงขอเสนอแนะให้มีการแก้ไขมาตรา 30 ไม่ต้องกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการถ่ายโอนภารกิจ แบบบังคับให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสี่ปี มาตรา 35 ให้มีการกำหนดควบคุม จำกัดค่าใช้จ่ายเงินเดือน ค่าจ้างให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ประชากรและบริบทท้องถิ่นต่าง ๆ และแก้ไขการกำกับดูแลต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ รูปแบบการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจ การจัดเก็บภาษี และการกำกับดูแลตามแนวทางของสาธารณฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่น</p>
สามิตร์ ศิริฤกษ์
เกรียงไกร กาญจนคูหา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
559
574
-
การพัฒนากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289959
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงแนวความคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) เพื่อศึกษาถึงปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของไทยกับของต่างประเทศ 4) เพื่อเสนอแนะกฎหมายของต่างประเทศที่มีความเหมาะสมมาปรับใช้กับกฎหมายของประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นวิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการศึกษาวิจัยเอกสาร ตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ งานวิจัย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยและของต่างประเทศ มีการจัดทำสนทนากลุ่มประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ พนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ, นักวิชาการ, เจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น, และกลุ่มประชาชน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาคือแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 2. งานวิจัยนี้มีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือ ปัญหาเกี่ยวกับคำจำกัดความ อุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ และความขัดแย้งกับสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 3. มีการศึกษากฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ของสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศส 4. ผู้วิจัยเสนอแนะให้กำหนดคำนิยามของการทรมาน การกระทำหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหายไว้อย่างชัดแจ้ง แก้ไขมาตรา 22 โดยกำหนดให้มีการออกนโยบายสนับสนุนเครื่องมือที่ช่วยในการบันทึกภาพและเสียง หรือจัดหาหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยกำกับดูแลในการปฏิบัติงานดังกล่าว และแก้ไขมาตรา 13 เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานนี้ คือ คำนิยามของคำว่า การทรมาน การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือ ที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย</p>
ฐิติกัญญ์ นิธิไชยวัฒน์ เว็นต์เซล
รัฐชฎา ฤาแรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
575
589
-
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทการใช้ประโยชน์ สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะในเขตพื้นที่จัดสรรที่ดิน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289997
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงแนวความคิด ทฤษฎี แนวคำพิพากษา มาตรการทางกฎหมาย และงานวิจัยของประเทศไทยและของต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาถึงปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทย กฎหมายของต่างประเทศเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในเขตพื้นที่จัดสรรที่ดิน<br />4) เพื่อนำมาตรการทางกฎหมายของประเทศที่มีความเหมาะสมมาปรับใช้กับกฎหมายของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่วิจัยเอกสาร ตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ งานวิจัย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยและของต่างประเทศ มีการจัดทำสนทนากลุ่มประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ กลุ่ผู้ประนีประนอม, กลุ่มเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรร, กลุ่มคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร, กลุ่มสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร, และกลุ่มนักวิชาการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาคือแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท การจัดสรรที่ดินและกระบวนการตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร 2.ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายกำหนดให้จัดตั้งองค์กรระงับข้อพิพาท ไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำหน้าที่ระงับข้อพิพาท และไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการระงับข้อพิพาทการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในเขตพื้นที่จัดสรรที่ดิน 3. กฎหมายของสหรัฐอเมริกา มีการจัดตั้งสมาคมเจ้าของบ้านที่มีอำนาจหน้าที่มากกว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรค์ของประเทศไทย 4.ผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะควรกำหนดให้จัดตั้งองค์กรหรือแต่งตั้งคณะกรรมการจังหวัดสำหรับทำหน้าที่ในการระงับข้อพิพาท โดยเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 หมวดที่ 7 เรื่องการระงับข้อพิพาทการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในเขตพื้นที่จัดสรรที่ดินขึ้นใหม่ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำหน้าที่ระงับข้อพิพาท รวมทั้ง หลักเกณฑ์ในการระงับข้อพิพาทไว้ให้ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในเขตพื้นที่จัดสรรที่ดินได้อย่างถูกต้องตรงประเด็น องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานนี้ คือ กระบวนการจัดตั้งองค์กรหรือแต่งตั้งคณะกรรมการจังหวัดสำหรับทำหน้าที่ในการระงับข้อพิพาท</p>
พัชรี อินทวิเศษ
รัฐชฎา ฤาแรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
590
606
-
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของศาลในการให้ ไม่ให้ และการเรียกหลักประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290032
<p><strong>Legal Measures Regarding the Use of the Court’s Discretion to Grant, Not Grant, and Request Security for the Temporary Release of Suspectd or Defendants in Criminal Cases</strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>รัชนีกร นงคะวาส เหตุทอง<sup>1</sup> และ รัฐชฎา ฤาแรง<sup>2</sup></strong></p> <p><strong>Ratchaneekorn Nongkvas Hatthong<sup>1</sup> and Radchada Lurang<sup>2</sup></strong></p> <p>หลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น</p> <p>Doctor of Laws Program Western Uniwersity, Thailand</p> <p>Corresponding Author, E-mail: <sup>1</sup>llm.tukta09@gmail.com</p> <p> </p> <p><strong>Received</strong> May 30, 2025; <strong>Revised</strong> March 28, 2026; <strong>Accepted</strong> March 31, 2026</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี แนวคำพิพากษาศาล และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและของต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของศาลในการให้ ไม่ให้ <br />และการเรียกหลักประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาของต่างประเทศกับของประเทศไทย 4) เพื่อเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศที่มีความเหมาะสมมาปรับใช้กับกฎหมายของประเทศไทย เป็นวิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาเอกสาร ตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ งานวิจัย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยและของต่างประเทศ มีการจัดทำสนทนากลุ่มประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม คือ กลุ่มพนักงานอัยการ, กลุ่มพนักงานสอบสวน, กลุ่มทนายความ, กลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมาย, และกลุ่มต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยตัวชั่วคราว ประกอบด้วยหลักการพื้นฐานที่สำคัญ 4 หลักการ คือ หลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยในคดีอาญา และหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ 2. มีปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย คือ การใช้ดุลพินิจของศาลในการให้ ไม่ให้ และการเรียกหลักประกันในการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา การไม่มีระบบการประเมินความเสี่ยงจากประวัติภูมิหลังมาใช้เป็นเหตุเพื่อพิจารณาการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลย และการพิจารณาคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกประกันในคดีอาญา 3. ควรมีการจัดตั้งสำนักงานสืบเสาะและคุมความประพฤติในขั้นตอนการปล่อยชั่วคราว ตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา 4. จึงเสนอแนะว่า ควรแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเติมข้อกำหนดให้มีการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ทุกคดี ยกเว้นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป ด้วยการวางระบบการประเมินความเสี่ยงจัดให้มีเจ้าพนักงานปล่อยชั่วคราวเฉพาะเพื่อทำหน้าที่เก็บรวมรวบข้อมูลประวัติภูมิหลังมาใช้เป็นเหตุเพื่อพิจารณาการปล่อยชั่วคราว และควรมีการกำหนดกรอบหลักเกณฑ์ทางกฎหมายสำหรับการใช้ดุลยพินิจเพื่อการพิจารณาการปล่อยชั่วคราว องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานนี้ คือระบบการประเมินความเสี่ยงจากประวัติภูมิหลังมาใช้เป็นเหตุเพื่อพิจารณาการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลย</p>
รัชนีกร นงคะวาส เหตุทอง
รัฐชฎา ฤาแรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
607
623
-
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291869
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวชี้วัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยอิงแนวคิดภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงของ Bass & Avolio, แนวคิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง(Transformational Leadership) และภาวะผู้นำดิจิทัล (Digital Leadership) เป็นกรอบการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 200 คน ได้จากการสุ่มตามสูตรของทาโร ยามาเน่ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา อ้างอิงแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม (Focus Group)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล มี 4 ด้านหลัก ได้แก่ วิสัยทัศน์ ผู้นำทางดิจิทัล วิถีการเรียนรู้เชิงดิจิทัล สมรรถนะทางเทคโนโลยี และการบริหารจัดการดิจิทัล<br />2. สภาพปัจจุบัน ของภาวะผู้นำฯ อยู่ในระดับปานกลาง ส่วน สภาพที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุดโดยความต้องการจำเป็นสูงสุดอยู่ที่ “วิถีการเรียนรู้เชิงดิจิทัล” รองลงมาคือ “วิสัยทัศน์ดิจิทัล” 3. แนวทางพัฒนา ควรมุ่งเน้นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมด้านดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างสมรรถนะทางเทคโนโลยีให้กับผู้บริหารและครู และจัดกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการกับการบริหารจัดการดิจิทัล</p>
สุภัทรศักดิ์ คำสามารถ
ปฐมพรณ์ อินทรางกูร ณ อยุธยา
อุไรรัตน์ แย้มชุติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
624
639
-
แนวทางการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยใช้แนวคิด STEAM
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291960
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษาเอกชนในระดับประถมศึกษา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้แนวคิด STEAM 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษาเอกชนในระดับประถมศึกษา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามแนวคิด STEAM และ 3) เพื่อประเมินแนวทางในการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชนในระดับประถมศึกษา กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามแนวคิด STEAM รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้แนวคิด การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การบริหารจัดการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม<br />และแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือสถานศึกษาเอกชนระดับประถมศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้เกี่ยวข้องในการบริหารงานวิชาการ จำนวน 368 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แบบสอบถามสำหรับศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร 3) แบบประเมินความเหมาะสมของแนวทางที่พัฒนาขึ้น โดยใช้การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานด้านวิชาการของสถานศึกษาเอกชนตามแนวคิด STEAM จากการแสดงค่าเฉลี่ย (M) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในด้านทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการปฎิรูประบบการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาศักยภาพ ด้านการส่งเสริมแหล่งการเรียนรู้ และด้านกระบวนการบริหารจัดการการปรับตัว อยู่ในระดับมาก ในส่วนของด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านปรัชญาและเป้าหมายอยู่ในระดับมากที่สุด และนำผลมาสังเคราะห์เพื่อ 2) หาแนวทางการบริหารงานวิชาการตามแนวคิด STEAM ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอน ด้านการปฏิรูประบบการเรียนรู้ STEAM ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการส่งเสริมแหล่งการเรียนรู้ ด้านกระบวนการบริหารจัดการการปรับตัว และ 3) ผลการประเมินแนวทางที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติเห็นว่าสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการ STEAM การพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการ การจัดการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาครูและบุคลากร การจัดหาและใช้ทรัพยากรการเรียนรู้ และการประเมินผลแบบหลากหลาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ฐิตาภรณ์ ฐานปัญญา
สิรินธร สินจินดาวงศ์
วราภรณ์ ไทยมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
640
660
-
การจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคม ของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290906
<p>การวิจัยนี้นี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์การจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี (2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค การจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และ (3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ รวมทั้งตัวแทนจากภาคประชาชน รวมทั้งสิ้น 55 คน แบบเจาะจงเฉพาะ โดยวิเคราะห์ข้อมูลผ่านกรอบแนวคิด ด้านการจัดการปกครองแบบร่วมคิดร่วมทำและทฤษฎีเครือข่ายความร่วมมือ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนาเชิงวิเคราะห์<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) การดำเนินงานด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอบางกรวยอยู่ภายใต้กรอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ. 2561 โดยนายอำเภอได้แสดงบทบาทผู้นำเชิงประสาน (facilitative leadership) โดยใช้อำนาจตามกฎหมายควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไกการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การบูรณาการทรัพยากร และการเชื่อมโยงบทบาทของหน่วยงานต่างๆ บนฐานความสัมพันธ์เชิงระนาบ อันนำไปสู่การจัดการที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน (2) ปัญหาสำคัญที่พบ คือ คณะกรรมการบางส่วนยังขาดความเข้าใจในหลักคิดสำคัญของกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคม โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่ควรยึดเป้าหมายความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในกระบวนการกำหนดปัญหาและวางแผนร่วมกัน (3) แนวทางการพัฒนาจึงควรเพิ่มศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอให้ทราบกลไกการดำเนินงาน เพื่อร่วมกันกำหนดบทบาทหน้าที่ อาศัยเครือข่ายประชาชนในการให้ข้อมูลสุขภาพที่แท้จริง ร่วมกันค้นหาสาเหตุของปัญหา แนวทางการแก้ไข การติดตามงาน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน </p>
วิรัตน์ พุ่มพวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
661
679
-
แนวทางเชิงกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของว่างทานเล่นสูตรพื้นบ้าน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290858
<p>การดำเนินงานของแผนงานวิจัย เรื่องรูปแบบการดำเนินงานผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของว่างทานเล่นสูตรพื้นบ้าน สู่การวางแผนกลยุทธ์การดำเนินงานของกลุ่มผู้ประกอบการชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสภาพการดำเนินงานผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของว่างทานเล่นสูตรพื้นบ้าน วัตถุประสงค์การวิจัยประกอบด้วย การวิเคราะห์สภาพปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบันในการดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของว่างทานเล่นสูตรพื้นบ้าน ทั้ง 3 กลุ่มคือ ขนมกะหรี่ปั๊ป ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนขันบ้านทำขนม ขนมทองม้วนสูตรโบราณบ้านนาวา ของกลุ่มทองม้วนสูตรโบราณบ้านนาวา และขนมดอกจอก ของกลุ่มขนมบ้านหนองกุ้ง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช รูปแบบการดำเนินงานของผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทของว่างทานเล่นสูตรพื้นบ้านการดำเนินงานและปัญหาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนขันบ้านทำขนม ตำบลสวนขันอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างโดยกำหนดให้เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก ผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informants) 3 กลุ่ม ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนขันบ้านขนม กลุ่มขนมทองม้วนสูตรโบราณบ้านนาวา และกลุ่มขนมบ้านหนองกุ้ง ลูกค้าเป้าหมาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย <br />ผลวิจัยพบว่าการดำเนินงาน 1) ด้านการบริหารงานภายในกลุ่ม สมาชิกได้เลือกประธานกลุ่มเป็นตัวแทนเพื่อทำหน้าที่ผู้บริหารจัดการการทำงานและกิจกรรมของกลุ่ม โดยประธานทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักระหว่างกลุ่มกับลูกค้า ผู้นำชุมชน หรือหน่วยงานของรัฐ สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่เป็นเครือญาติ หรือเพื่อนบ้าน และมีการยอมรับนับถือ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความรักความผูกพันกับกลุ่ม มีการแบ่งหน้าที่การทำงานในกลุ่มอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันสมาชิกก็สามารถสลับหน้าที่กันทำงานได้เมื่อมีปัญหาในการทำงาน และสมาชิกทุกคนพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อการพัฒนากลุ่มร่วมกัน ซึ่งความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต้องประกอบด้วย ระบบการบริหารจัดการที่ดี โดยประเด็นที่ส่งผลต่อความสำเร็จ คือ เน้นเป้าหมายตามที่วางไว้ มีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน แบ่งงานตามความสามารถ มีความโปร่งใส่ ยืดหยุ่นปรับตัวได้ และมีระบบการปฏิบัติงานที่ชัดเจน</p>
วราพร กาญจนคลอด
นุชนารถ กฤษณะรมย์
เอื้องฟ้า เขากลม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
10 1
680
697