วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir <p><strong>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย&nbsp;&nbsp;</strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยวารสารมุ่งเน้นบทความทางด้านการศึกษาเชิงประยุกต์และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> สถาบันเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการศึกษาและการวิจัยแห่งสุวรรณภูมิ (สนว.) th-TH วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย 2730-1672 การบ่มเพาะมารยาทดิจิทัล: วิธีสอนออนไลน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นพลเมืองก้าวหน้าในห้องเรียนสังคมศึกษาเสมือนจริง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/255542 <p>สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสังคมโลกเข้าสู่ยุคหลังดิจิทัล ผู้คนมีเสรีภาพในการสื่อสาร<br />และแบ่งปันค่านิยม และองค์ความรู้สังคมโลกไร้พรมแดน โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และถูกนำมาบูรณาการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองหลายองค์กร เช่น การจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ การจัดการสุขภาพ การแก้ปัญหาความยากจน จากสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่า ผู้คนในโลกออนไลน์ยังคงขาดสำนึกความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง การศึกษามารยาทดิจิทัลของพลเมืองก้าวหน้าผ่านห้องเรียนดิจิทัลพลิกพลันจะช่วยให้เกิดแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการใช้พื้นที่สังคมออนไลน์บนโลกดิจิทัลของพลเมืองโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชรินทร์ มั่งคั่ง นิติกร แก้วปัญญา Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 204 214 การบริหารจัดการตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับการให้บริการผู้ป่วย ตามแนววิถีใหม่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/251084 <p>บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการให้บริการผู้ป่วยตามแนววิถีใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นหลังวิกฤตไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยใช้หลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย 1) ฉันทะ (aspiration) 2) วิริยะ (exertion) 3) จิตตะ (thoughtfulness) 4) วิมังสา (investigation) ใช้แนวคิดการบริหารจัดการของอองริ ฟาโยล ประกอบด้วย 5 ประการ ได้แก่ Planning (การวางแผน) Organizing (การจัดระบบในองค์กร) Commanding (การบังคับบัญชาสั่งการแบ่งบทบาทหน้าที่รับผิดชอบ) Coordination (การประสานงานส่งต่อ) และ Controlling (การควบคุมกำกับติดตามในองค์กร)</p> วันวิสาข์ สนใจ Copyright (c) 2021 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-08-03 2021-08-03 6 1 215 225 การขึ้นเขาคีรีวงคต: วิถีพุทธกับวิถีชาวบ้านในการอนุรักษ์ป่าชุมชน ของชาวพุทธ ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/255667 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาประวัติของการขึ้นเขาคีรีวงคต 2) ศึกษาวิถีชีวิตของชาวพุทธในเขตตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และ 3)วิเคราะห์การอนุรักษ์ป่าชุมชนผ่านประเพณีการขึ้นเขาคีรีวงคต ในเขตตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยการศึกษาในเชิงเอกสารและลงพื้นที่สัมภาษณ์ แล้วนำเสนอด้วยวิธีการพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่า 1) ประวัติของการขึ้นเขาคีรีวงคต เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500&nbsp; โดยหลวงปู่ริม รตนมุณี ทำป่าชุมชนคีรีวงคตขึ้น โดยการจำลองแบบอย่างเขาวงกต ซึ่งเป็นเรื่องราวในมหาเวสสันดรชาดก ทำเส้นทางที่ซับซ้อนวกวน เพื่อเดินจงกรม และปฏิบัติธรรม 2) วิถีชีวิตของชาวพุทธในเขตตำบลทุ่งมน นับถือศาสนาพุทธทุกคน แต่ยังมีความเชื่อถือดั้งเดิมโดยเฉพาะในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเซ่นไหว้ศาลปู่ตา เพื่อขอความเป็นสิริมงคล การลงแขกเกี่ยวข้าวและพิธีจองได (ผูกข้อมือ) มีการละเล่น คือ กันตรึม เรือมอันเร เจรียง &nbsp;&nbsp;รำตรุษ และลิเกพื้นบ้าน&nbsp; 3) วิเคราะห์การอนุรักษ์ป่าชุมชนผ่านประเพณีการขึ้นเขาคีรีวงคต ใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านจิตสำนึกของชุมชน&nbsp; (2) ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และ (3) ด้านการฟื้นฟูสืบสานประเพณีขึ้นเขาคีรีวงคต&nbsp; ด้วยคุณูปการและสำนึกในบุญคุณของหลวงปู่ริม รตนมุณี ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งมน ได้เป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือทุกองค์กร เพื่อบูรณาการประเพณีนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบมีส่วนร่วม และสืบสานประเพณีอันดีงามนี้ต่อไป</p> พระมหาชาญ สร้อยสุวรรณ พระครูกิตติธรรมประสาธน์ บุตรโสม พระครูใบฎีกาณวัฒน์ กำลังรัมย์ ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-01-01 2022-01-01 6 1 226 236 ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/257776 <p>เกษตรกรรม เป็นอาชีพของคนไทยมายาวนานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยประกอบอาชีพการเกษตร ผลิตผลการเกษตร เป็นสินค้า ส่งออกที่ทำรายได้มาสู่ประเทศเป็นลำดับหนึ่งมาช้านาน โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำแนกและพรรณนา ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรไทย และนำเสนอแนวทางการจัดการปัญหาหนี้สิน ของเกษตรกรไทย</p> <p> บทความนี้ใช้การทบทวนเอกสารและการวิเคราะห์แก่นสาระ จากนโยบายของรัฐและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเรียบเรียงข้อมูลนำมาประมวลหาข้อสรุปและเสนอแนะ แนวทางแนวทางการจัดการปัญหาหนี้สิน ของเกษตรกรไทย</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าปัญหาหนี้สินของเกษตรกรไทยมีสาเหตุหลักมาจาก (1) พฤติกรรมการดำรงชีวิตของเกษตรกรที่เปลี่ยนไปในทิศทางวัตถุนิยมตามกระแสสังคมที่อิงสังคม วัฒนธรรมชาติตะวันตกมาก (2) นโยบายของภาครับที่ผิดพลาดในการสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์ (3) การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรแบบนโยบายประชานิยมก่อให้เกิดหนี้สินที่สะสม</p> <p> แนวทางแก้ปัญหา (1) มุ่งเน้นที่พฤติกรรมการดำรงตนของเกษตรกร (2) เพิ่มเติมความรู้ทางการเกษตรและการเงิน การบัญชี (3) ปรับเปลี่ยนเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (4) รัฐบาลควรเลือกกำหนดนโยบายทางการเกษตรในลักษณะที่ผสมผสานที่สามารถพึ่งพาตนเอง<br />(5) ภาครัฐควรกำหนดและนำนโยบายการเสริมสร้าง วิสาหกิจชุมชน ที่เป็นรูปธรรม (6) ยึดแนวคิดพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง</p> พิสัณฑ์ โบว์สุวรรณ ภคมน โภคะธีรกุล วรสิทธิ์ เจริญพุฒ เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 265 277 ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/254167 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 จำแนกตามพื้นที่การจัดการศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 จำนวน 280 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามพื้นที่การจัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่โดยวิธีการของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 ในภาพรวมมีทักษะอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีทักษะอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย คือ ทักษะการเรียนรู้ รองลงมาคือ ทักษะความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทักษะด้านการกำหนดนโยบายและการปกครอง ค่านิยมและจริยธรรมของการเป็นผู้นำ ทักษะการวางแผนและการพัฒนาหลักสูตร ทักษะการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ทักษะการบริหารจัดการองค์กร ทักษะการประเมินผลงานและบริหารงานบุคคล ทักษะในการบริหารจัดการบุคคล และทักษะการวิจัยทางการศึกษา การประเมินผลและการวางแผน</li> <li>การเปรียบเทียบทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 จำแนกตามพื้นที่การจัดการศึกษา ในภาพรวมไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> </ol> จักรกฤษณ์ เกษไธสง มิตภาณี พุ่มกล่อม พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 1 15 ปัจจัยเชิงสาเหตุทางการตลาดเชิงสัมพันธภาพที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน ของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/256861 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยทางการตลาดเชิงสัมพันธภาพที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของปัจจัยเชิงสาเหตุทางการตลาดเชิงสัมพันธภาพที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และ<br />3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุทางการตลาดเชิงสัมพันธภาพที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร ผู้จัดการแผนก หัวหน้าฝ่ายและผู้ที่เกี่ยวข้องของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในภาคเหนือ จำนวน 400 ตัวอย่าง โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยเชิงสาเหตุทางการตลาดเชิงสัมพันธภาพ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อปัจจัยด้านคุณภาพความสัมพันธ์และด้านระบบการจัดการ</li> <li>ปัจจัยด้านคุณภาพความสัมพันธ์มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อคุณภาพการบริการ</li> <li>ปัจจัยด้านระบบการจัดการ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อคุณภาพการบริการ</li> <li>คุณภาพการบริการ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงาน ซึ่งปัจจัยเชิงสาเหตุทางการตลาดเชิงสัมพันธภาพมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อคุณภาพการบริการ โดยผ่านปัจจัยด้านคุณภาพความสัมพันธ์ ปัจจัยด้านคุณภาพความสัมพันธ์ ปัจจัยด้านระบบการจัดการและคุณภาพการบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> </ol> ศิริพร อินโห้ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 16 32 แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/255511 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 อำเภอแม่สอดสอด จังหวัดตาก 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 อำเภอแม่สอด สอด จังหวัดตาก พื้นที่วิจัยคือโรงเรียนในพื้นที่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 อำเภอแม่สอดสอด จังหวัดตาก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอนและคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 199 โดยใช้ตารางของเครจ์ซีและมอร์แกน (Krejcie and Morgan) และผู้ให้ข้อมูลแนวทางการบริหารงานวิชาการประกอบด้วยผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา/ศึกษาธิการจังหวัดรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูหัวหน้าวิชาการ ครูผู้สอน รวมทั้งหมดจำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์การบริหารจัดการงานวิชาการ 17 ด้าน ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 อำเภอแม่สอด ตามกรอบขอบข่ายและภารกิจงานของโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านงานวิชาการ มี 17 ด้านมีสภาพมีการปฏิบัติน้อยและมีปัญหาอยู่ในระดับมาก</p> <p>&nbsp;2. แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในพื้นที่พิเศษสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 อำเภอแม่สอด มีทั้งหมด 7 ด้าน</p> กฤษฎา มีบ้านหลวง ยุภาดี ปณะราช Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 33 45 ความต้องการและแนวทางการจัดสวัสดิการเพื่อรองรับการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ชุมชนบ้านบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/255115 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาความต้องการด้านการดูแลของผู้สูงอายุ และ (2) เสนอแนวทางการจัดสวัสดิการในการรองรับการดูแลผู้สูงอายุในเขตตำบลบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง กับผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญที่คัดเลือกโดยการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ จำนวน 26 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยการจัดหมวดหมู่และกลุ่มประเด็นเนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ผู้สูงอายุมีความต้องการในประเด็นการจัดสวัสดิการ จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ ความต้องการด้านการดูแลผู้สูงอายุ ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านที่อยู่อาศัยและความปลอดภัย และด้านนันทนาการนันทนาการ แนวทางในการจัดสวัสดิการในการรองรับการดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือนเขตพื้นที่บ้านบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ แนวทางในการดูแลสุขภาวะทางกายของผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาวะทางจิตใจ การดูแลสุขภาวะทางสังคม และการดูแลสุขภาวะทางปัญญาของผู้สูงอายุ<br />ผลจากการศึกษาจะนำไปสู่การสร้างสวัสดิการของกองทุนชุมชนอื่นในจังหวัดที่มีบริบทชุมชนที่แตกต่างไปจากครั้งนี้หรือในจังหวัดใกล้เคียง และมีข้อเสนอแนะกองทุนควรเชื่อมโยงกับองค์กร หน่วยงาน สถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ต่อกองทุน ให้เข้ามาร่วมสนับสนุนในส่วนที่กองทุนยังไม่เข้มแข็ง</p> ฐาณิดาภัทฐ์ แสงทอง อับดุลคอเล็ด อัรรอฮีมีย์ จิรัชยา เจียวก๊ก สวัสดิ์ ไหลภาภรณ์ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 46 60 Factors influencing low-carbon Travel for Urban residents: A case study of Chongqing city in China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/254534 <p>Starting with the influence mechanism between consciousness and behavior, based on the theory of planned behavior, this paper constructed a conceptual model of influencing factors of residents' low-carbon travel intention, analyzes the influencing factors of urban residents' use of low-carbon travel style when they travel. In this paper, a sample survey was conducted among 400 residents in Chongqing using a questionnaire, Mplus7was used to analyze the survey data by structural equation model. The results showed that low-carbon travel attitude, low-carbon travel subjective norms, low-carbon travel perceptual behavior control, and individual environmental awareness had a positive impact on Chongqing residents' low-carbon travel intention. In addition, the study showed that individual environmental awareness had a significant positive impact on low-carbon travel attitudes. Finally, it was proposed to optimize the public transport network and improve the relevant infrastructure construction to enhance people's low-carbon awareness and enhance the initiative of the public to participate in low-carbon travel.</p> Zhicheng Wang Wasin Phromphitakkul Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 61 73 การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบนิเวศชุดการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบ 5E https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/253655 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5E กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบนิเวศชุดการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5E นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบุณฑริกวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 35 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี<br />4 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องระบบนิเวศชุดการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน 2) ชุดกิจกรรมประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ 5E จำนวน 5 ชุด<br />3) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เรื่องระบบนิเวศจำนวน 20 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5E มีลักษณะมาตรวัดประเมินค่า (Rating Scale) <br />5 ระดับ จำนวน 4 ด้าน รวม 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และทดสอบสมมุติฐานใช้สูตร t-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.ผลการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5E กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบนิเวศ ชุดการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับดีมาก นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก</p> <p>2. การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5E กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบนิเวศ ชุดการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ 5E แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ชนิดาภา ยาประกัลป์ เจริญวิทย์ สมพงษ์ธรรม ศิริพร อยู่ประเสริฐ์ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-01-01 2022-01-01 6 1 74 85 แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มโรงเรียนเชียงคานพระพุทธบาท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/252610 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มโรงเรียน เชียงคานพระพุทธบาท 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำแนกตามสถานภาพของคณะกรรมการสถานศึกษาและขนาดของสถานศึกษา 3) ศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานกลุ่มโรงเรียนเชียงคานพระพุทธบาท จำนวน 75 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที t-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มโรงเรียน เชียงคานพระพุทธบาท โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการบริหารทั่วไปอยู่ในระดับมากสูงสุด</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มโรงเรียน เชียงคานพระพุทธบาท จำแนกตามสถานภาพภาพรวมทั้ง 4 ด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคณะกรรมการภายในสถานศึกษามีส่วนร่วมสูงกว่าคณะกรรมการภายนอกสถานศึกษา ส่วนขนาดของสถานศึกษาภาพรวมทั้ง 4 ด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> <p>3. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มโรงเรียน เชียงคานพระพุทธบาท คือ ควรมีการประชุมวางแผนการพัฒนาสถานศึกษาเพื่อ รับฟัง คำชี้แจง เกี่ยวกับภารกิจของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย การประชุมร่วมกับกลุ่มเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อเสริมทักษะการปฏิบัติงาน และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาร่วมกัน</p> ระเบียบ สิทธิชัย Copyright (c) 2021 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-09-07 2021-09-07 6 1 86 101 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/255016 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนจำนวน 289 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิจำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับ คือ ทักษะการสื่อสาร ( =3.71) รองลงมาคือ ทักษะการแก้ปัญหา ( =3.70) ทักษะการตัดสินใจ ( =3.70) ทักษะการใช้เทคโนโลยี ( =3.63) ทักษะการกระตุ้นจูงใจ ( =3.60) และทักษะการทำงานเป็นทีม ( =3.54)</li> <li>การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับ คือ การวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ( =3.71) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ( =3.71) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ( =3.71) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ( =3.71) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ( =3.68) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ( =3.68)<br />และการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ( =3.59) </li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับสูงมาก (r=0.92) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> </ol> ธีระพงษ์ เจริญศิริ มิตภาณี พุ่มกล่อม พงษ์ศักดิ์ รวมชมรัตน์ Copyright (c) 2021 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-18 2021-10-18 6 1 102 116 แนวทางพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/254403 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการ ตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการตามแนวคิดการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม รูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสมวิธี ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ศูนย์การศึกษาพิเศษ จำนวน 77 ศูนย์สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นผู้บริหาร จำนวน 54 คน และข้าราชการครู จำนวน 278 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันอยู่ระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก-มากที่สุด 2) ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารงานการให้บริการช่วยเหลือกเด็กพิการตามแนวความคิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโรงเรียนเรียนร่วม คือ (1) การคัดกรองโดยการสังเกต การทดสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง (2) การประเมินความสามารถพื้นฐานทางกายภาพ ใช้ในการจัดทำแผนการจัดการศึกษา IIP (3) การจัดทำแผนให้สอดคล้องกับการพัฒนาการเรียนรู้ (4) เรียนรู้ตามแผน IEP ตามที่ได้จัดทำ IEP ตามความต้องการจำเป็นของแต่ละบุคคล (5) การเรียนรู้ต่าง ๆ โดยคำนึงอายุจริงของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ (6) ครูควรมีการนิเทศติดตามประเมินผลจากนักวิชาการหัวหน้าฝ่ายบริหารหรืออื่น ๆ เพื่อส่งต่อเด็กไปโรงเรียน </p> มนัชญา แก้วอินทรชัย สุกัญญา แช่มช้อย Copyright (c) 2021 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-18 2021-10-18 6 1 117 133 การศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 10 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุบลราชธานี เขต 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/252076 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 10 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 10 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ประจำปีการศึกษา 2563 มีครูผู้สอนทั้งหมด จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 50 ข้อ มีค่า IOC ตั้งแต่ .67-1.00 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) อยู่ระหว่าง .48 - .92 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาที่ 10 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก <br />เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ ดังนี้ 1) ด้านการวัดและประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน 2) ด้านการนิเทศการศึกษา 3) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 5) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และ 6) ด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามลำดับ</p> <p>จากงานวิจัยนี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน<br />ให้มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างงานวิชาการที่ดีให้กับผู้สอนและเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน</p> รุ่งฤดี คำปัน สุรางคนา มัณยานนท์ Copyright (c) 2021 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-18 2021-10-18 6 1 134 145 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง My Self and Family โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบกลุ่มการเรียนร่วมมือแบบทีม (TAI) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/249822 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนจัดการการเรียนรู้ เรื่อง My Self and Family <br />วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนร่วมมือแบบทีม (TAI) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน โดยการสุ่มอย่าง เครื่องมือที่ใชในการวิจัยมี 3 ชนิด ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรูแบบทีม (TAI) จำนวน 8 แผน ผลการประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก 2) แบบฝึกทักษะ จำนวน 8 แผน มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด<br />3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แผนจัดการการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.25/81.65 ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80</li> <li>ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีประสิทธิผล (EI.) = 71</li> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนร่วมมือแบบทีม (TAI) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> พิมพ์พิไล วะนา Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-01-01 2022-01-01 6 1 146 157 การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มอำเภอศรีรัตนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/254494 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มอำเภอศรีรัตนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่วิจัย คือ สถานศึกษา กลุ่มอำเภอศรีรัตนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 กลุ่มตัวอย่างคือ ครูผู้สอนในโรงเรียน กลุ่มโรงเรียนศรีรัตนะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 184 คน ใช้วิธีคัดเลือกโดยการเทียบสัดส่วนจำนวนครูในแต่ละโรงเรียนและทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ<br />1) แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ผลการวิจัยการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อยู่ในระดับมาก 4 ด้าน เรียงจากคะแนนสูงไปต่ำ คือ 1) ด้านการจัดหาสื่อการเรียนการสอนและแหล่งเรียนรู้ 2) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 3) ด้านการจัดการเรียนการสอน และ 4) ด้านการพัฒนาหลักสูตร อยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาครู ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดหาสื่อการเรียนการสอนและแหล่งการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาครู ให้เกิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้ดียิ่งขึ้น</p> กิติศักดิ์ ภักดิ์ใส Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-01-01 2022-01-01 6 1 158 172 การดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/253949 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำแนกตามพื้นที่จัดการศึกษาตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 234 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ ตามพื้นที่จัดการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยวิธีของเชฟเฟ่ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า<br />มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับค่าเฉลี่ย คือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน รองลงมาคือ <br />ด้านการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม และด้านส่งเสริมการศึกษา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำแนกตามพื้นที่การจัดการศึกษา ในภาพรวมและรายด้าน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นคือ โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลในอำเภอท่ามะกามีปฏิบัติการมากกว่าโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลในอำเภอพนมทวน</p> เทพพร บุตรดาน้อย สาโรจน์ เผ่าวงศากุล นิพนธ์ วรรณเวช Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-01-01 2022-01-01 6 1 173 188 แนวทางการจัดการความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/254347 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันในการจัดการความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 2) เพื่อศึกษาปัจจัยคุณลักษณะองค์กร และปัจจัยการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมส่งผลต่อความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และ 3) เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการจัดการความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ด้วยการวิจัยทั้งเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบสอบถามจำนวน 304 บริษัท และเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารจาก หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และหน่วยงานภาคเอกชนจำนวน 17 คน พบว่า <br />1. สภาพปัจจุบันในการจัดการความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พบว่าหน่วยงานภาครัฐยังมีการออกนโยบายการดูแลและปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการภาคเอกชนนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่<br />2. ความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแตกต่างกันตามปัจจัยคุณลักษณะองค์กรทุกด้านประกอบด้วย ประเภทของธุรกิจ ทุนจดทะเบียน จำนวนพนักงาน ระยะเวลาการประกอบกิจการ จังหวัดที่ตั้งสถานประกอบการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปัจจัยการจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ด้านการจัดองค์กร ด้านการจัดคนเข้าทำงาน ด้านการอำนวยการ และด้านการประสานงาน ส่งผลต่อความรับผิดชอบต่อสังคมฯโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนปัจจัยการจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ด้านการวางแผน ส่งผลต่อความรับผิดชอบต่อสังคมฯโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />3. แนวทางการจัดการความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย (1) แนวทางเชิงรุก (2) แนวทางเชิงรับ(3) แนวทางเชิงป้องกัน และ (4) แนวทางเชิงแก้ไข</p> จุฑารัตน์ อำนวยวุฒิกุล ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์ อนันต์ ธรรมชาลัย Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-01-01 2022-01-01 6 1 189 203 ปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/257768 <p>บทความวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาปัจจัยทางการตลาดในการเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี 2)ศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี และ 3)ศึกษาปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้สูตรเครจซี่และมอร์แกน และมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าไคสแควร์ ค่าที, ค่าเอฟ และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณตามลำดับ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ปัจจัยทางการตลาดในการเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรีภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.67, SD.=0.24) โดยให้ความสำคัญในด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุด<br />(x ̅= 4.78, SD.=0.24) รองลงมาด้านด้านสถานที่หรือช่องทางการจัดจำหน่าย (x ̅= 4.74, SD.=0.29)<br />และด้านการส่งเสริมการตลาด (x ̅= 4.46, SD.=0.42) มีความสำคัญน้อยที่สุด<br />2. พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรีส่วนใหญ่เคยมาเลือกใช้บริการที่พัก 2 ครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลิน มีแฟน/คู่รักร่วมเดินทางมีการรับรู้แหล่งข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต และมีค่าใช้จ่ายต่อครั้ง 2,001-5,000 บาท <br />3. ปัจจัยทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกใช้บริการที่พักของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าทุกด้านมีความสัมพันธ์ในระดับสูง โดยด้านความน่าเชื่อถือสูงสุด<br />(r= .842) การวิเคราะห์พหุเชิงชั้นความสัมพันธ์ตัวแปรที่โมเดลที่ดีที่สุด ได้แก่ (R2= 0.75, R2Adjusted=0.73, Sr2=3.34, F=15.32, p&lt;0.001) ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ (β=0.72) และด้านราคา (β=0.44) ตามลำดับ</p> จินดา ทับทิมดี Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 237 249 การจัดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/257775 <p>การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมีความสำคัญ เนื่องจากเปิดโอกาศให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างแท้จริงผ่านงานสถาปัตยกรรม ขนมธรรมเนียมประเพณี การบันทึกเรื่องราวในแต่ละยุคสมัยและวิถีชีวิตของคนในแหล่งท่องเที่ยวนั้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงคุณค่าเกิดคุณค่าความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองและสร้างรายได้ให้กับประชาชนและจังหวัด เพชรบุรีเป็นจังหวัดภาคกลางตอนล่างที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวแต่การจัดการการท่องเที่ยวจะต้องปรับปรุงและพัฒนา สาระสำคัญในการจัดการด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือและเพียงพอ ด้านการคมนาคม เพิ่มสัญญานจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุ ด้านโรงแรมและที่พัก ควรกระจายตัวในทุกอำเภอ<br />การ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จัดทำแนะนำคู่มือร้านอาหารพัฒนาการให้บริการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการท่องเที่ยว</p> สุภาวิณี โบว์สุวรรณ ภคมน โภคะธีรกุล วรสิทธิ์ เจริญพุฒ เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 250 264 ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินงานภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/259178 <p>อุตสาหกรรมอาหารของไทยเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการมีส่วนร่วมเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน โดยการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของการผลิตอาหารสำเร็จรูปเริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบจนถึงการแปรรูปอาหารด้วยกรรมวิธีต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลในการดำเนินงานภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อผลการดำเนินงานภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการนิติบุคคลผู้ผลิตที่ประกอบการอาหารสำเร็จรูปในประเทศไทยจำนวน 220 ชุด และวิเคราะห์ด้วยค่าสถิติเชิงพรรณนาและรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์ค่าทางสถิติและตัวแบบสมการโครงสร้าง </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยผลการดำเนินงานภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปได้รับผลกระทบเชิงบวกมาจากปัจจัยโลจิสติกส์เพื่อสิ่งแวดล้อมพร้อมกับได้รับผลกระทบทางตรงเชิงบวกจากปัจจัยหลักปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในการกำหนดแนวทางการวางกลยุทธ์ปรับปรุงกระบวนการในระบบโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น ประสิทธิภาพกระบวนการโลจิสติกส์ ลดของเสียและมลพิษ ตลอดจนช่วยเสริมช่องทางในการเข้าถึงนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green innovation)<br />ที่สำคัญเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปในอนาคตและพัฒนาฐานการผลิตของผู้ประกอบการไทยให้รองรับโอกาสไปสู่ตลาดการค้าใหม่ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> มานิตย์ สิงห์ทองชัย Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-06 2022-04-06 6 1 278 295