วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir <p>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัย วารสารมุ่งเน้นบทความทางด้านการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์ </p> สถาบันเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการศึกษาและการวิจัยแห่งสุวรรณภูมิ (สนว.) th-TH วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย 3027-6446 การพัฒนาความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดอรรถฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288312 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดอรรถฐาน และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนหนองโพวิทยา อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จำนวน 26 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้เวลาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 8 คาบ ทดสอบก่อนและหลังเรียนอีก 2 คาบ รวม 10 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดความสามารถในการเขียนเรียงความ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียนมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด</p> ศิริกาญจน์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา กิ่งกาญจน์ บูรณสินวัฒนกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2088 2104 แนวทางการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/286450 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 2) ศึกษาแนวทางการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานวิธี ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 308 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 8 คน ด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม และข้อคำถามการสนทนากลุ่ม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีจำแนกประเภทข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์คำหลัก ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และผลการจัดลำดับระดับคะแนนการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา อันดับแรก คือด้านการยอมให้</p> <p>2) แนวทางการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 พบว่า ด้านการประนีประนอม ควรมีการกำหนดจุดมุ่งหมายวิธีการดำเนินงานจัดการความขัดแย้ง ด้านการหลีกเลี่ยง ควรมีการสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้านการประสานร่วมมือ ควรมีการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคลากรในสถานศึกษา ด้านการเอาชนะ ควรมีการนำข้อบกพร่องมาเป็นกรณีศึกษาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและด้านการยอมให้ ควรมีการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น</p> <p>ผู้วิจัยศึกษาแนวทางการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปพัฒนาและส่งเสริมในเรื่องการบริหารความขัดแย้งในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป</p> กัญชลิกา บดีเดชา สรรเสริญ หุ่นแสน กัญภร เอี่ยมพญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2105 2118 Research on Multi-dimensional Interactive Picture Books of Guangxi Zhuang Nationality https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289430 <p>In the era of globalization and modernization, the inheritance and innovation of traditional national cultures face significant challenges. The "March 3rd" festival of Guangxi Zhuang nationality, rich in cultural connotations and unique artistic value, is at risk of being marginalized due to societal changes. This study aims to explore the application of cultural elements of Guangxi Zhuang March 3rd Festival in interactive picture books, design five multi-dimensional interactive picture books to spread Zhuang culture, and analyze the role of interactive picture books in inheriting and promoting national culture. To achieve these objectives, a combination of qualitative and quantitative research methods is employed. The study begins with the combing and analysis of cultural elements through literature review and field investigation. Then, the design and production of picture books are carried out, incorporating five core stories: the Dragon Mother Sacrifice, the Song Wei Festival, the Bamboo Pole Dance, the Copper Drum, and the Five-color Glutinous Rice. Multi-dimensional interactive methods, such as three-dimensional pop-up structures, touchable textures, sound chips, and NFC technology, are used to enhance the reader's multi-sensory experience. Finally, a comprehensive analysis of the picture book design is conducted. The results reveal that multi-dimensional interactive picture books can effectively integrate cultural elements of Guangxi Zhuang March 3rd Festival, providing an engaging and interactive way to spread Zhuang culture. These picture books not only showcase the essence of Zhuang culture but also meet the aesthetic demands of modern readers, offering new ideas and methods for the modern dissemination and development of national culture.</p> Han Zhou Pibool Waijittragum Akapong Inkuer Chanoknart Mayusoh Pisit Puntien ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2119 2135 กลยุทธ์การบริหารโลจิติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งระหว่างประเทศ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288112 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการบริหารโลจิสติกส์ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ และพัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งระหว่างประเทศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก และนักวิเคราะห์ซัพพลายเชน รวม 399 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงบรรยายและค่าดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified)<br />ผลการวิจัยสรุปได้ว่า กรอบแนวคิดการบริหารโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งระหว่างประเทศประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ เทคโนโลยีและดิจิทัลโลจิสติกส์ การบริหารความเสี่ยงในโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และนโยบายรวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเชิงกลยุทธ์พบว่า จุดแข็งสำคัญคือการมีเครือข่ายซัพพลายเชนที่ครอบคลุม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และศักยภาพในการควบคุมต้นทุน ขณะที่จุดอ่อนประกอบด้วยความซับซ้อนของกฎระเบียบศุลกากร การขาดแคลนบุคลากรด้านโลจิสติกส์ และต้นทุนพลังงานที่สูง สำหรับโอกาส ได้แก่ การขยายตัวของตลาดอีคอมเมิร์ซ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ระดับโลก และการนำระบบอัตโนมัติรวมถึงปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ส่วนภาวะคุกคามมาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์หลัก 5 ประการ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพ การพัฒนาเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยงในซัพพลายเชน และการปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> วณิศญดา วาจิรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2136 2151 การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287375 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการของรูปแบบการเรียนการสอน 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอน 3) ทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอน และ 4) ประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชันเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 ท่าน ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 384 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของครู แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ แบบประเมินรับรองรูปแบบการเรียนการสอน แบบทดสอบวัดสมรรถนะทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test dependent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้รูปแบบการสอนแบบสืบสอบเชิงภารกิจ (Mission-based Inquiry Model: MBI Model) ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ ขั้นสร้างความสนใจและกำหนดภารกิจ (Mission Launch) <br />ขั้นวางแผนและดำเนินภารกิจ (Mission Action) ขั้นวิเคราะห์และแลกเปลี่ยน (Mission Share) ขั้นขยายความรู้และเลื่อนระดับ (Mission Advance) และขั้นประเมินและรับรางวัล (Mission Complete) 2) คะแนนสมรรถนะทางคณิตศาสตร์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินรับรองรูปแบบการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด</p> วิทวัส พันธ์ศรี นภาภรณ์ ธัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2152 2165 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ทักษะการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารในท้องถิ่น โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288322 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ทักษะการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารในท้องถิ่นโดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) สร้างและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ฯ 3) ทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ฯ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณารามฯ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 24 คน ได้มาจากการสุ่มแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ THALOM Model คู่มือการใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ และแบบสอบถามความคิดเห็น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 หลักสูตรมุ่งพัฒนาคุณภาพนักเรียนทั้งความรู้และคุณธรรม ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนเพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ครูควรพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนค้นคว้าและสร้างความรู้ด้วยตนเอง พร้อมนำไปใช้ในชีวิตและอาชีพในอนาคต นักเรียนมีความต้องการจำเป็นฯ อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=2.80, S.D.=0.40)<br />2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ THALOM Model มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) สำรวจท้องถิ่น (T: Traversed Local) (2) สะสมประสบการณ์ (H: Hoard Experience) (3) กำหนดเป้าหมายด้วย AI (A: AI Targeting) (4) กระบวนการเรียนรู้ (L: Learning process) 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นเชื่อมโยงข้อมูล ขั้นวิเคราะห์เรื่องราว ขั้นลงมือปฏิบัติ และขั้นจัดระบบและสร้างสรรค์ความรู้ (5) สังเกตเพิ่มเติม (O: Observe more) และ (6) ปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ (M: Modify and apply)<br />3. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผลการทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ฯ มีดังนี้ 1) นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ฯมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.92/81.01 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารของนักเรียนหลังการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ฯหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =2.80, S.D.=0.31)</p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและชุมชนในนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะและศักยภาพนักเรียนให้พร้อมต่อการใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์บริบทชุมชนและยุคสมัยใหม่</p> นภัสชนันท์พร เหมือนจันทร์ กีรติญา สอนเนย จิราพัทธ์ แก้วศรีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2166 2186 กลยุทธ์การบริหารนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของสถาบันการเงิน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/286997 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data Collect) ร่วมกับเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data Collection) กลุ่มตัวอย่าง คือ องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน จำนวน 272 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิด แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการกลยุทธ์การบริหารนวัตกรรมทางการเงิน และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงบรรยาย คือ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNIModified) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. กรอบแนวคิดนวัตกรรมทางการเงิน ประกอบด้วย 3 ประเภท คือ 1) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 2) นวัตกรรมกระบวนการทางการเงิน และ 3) นวัตกรรมเชิงสถาบัน 2. จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม พบว่า การบริหารนวัตกรรมทางการเงิน จุดแข็งคือ สร้างความแตกต่างและความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พัฒนาประสบการณ์ลูกค้า และเพิ่มความสามารถในการบริหารความเสี่ยงตามลำดับ จุดอ่อนคือ ความท้าทายในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ต้นทุนการพัฒนาและการลงทุนสูง ความซับซ้อนของกฎระเบียบและการปฏิบัติตามข้อบังคับ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โอกาสคือ การสนับสนุนจากภาครัฐและธนาคารกลาง ความร่วมมือกับพันธมิตรทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการเติบโตของตลาด ภาวะคุกคามคือ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและข้อกำหนดทางการเงิน ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมการเงิน และความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของลูกค้า 3. กลยุทธ์การบริหารนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลักคือ 1) กลยุทธ์การลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน 2) กลยุทธ์การสร้างพันธมิตรและความร่วมมือ 3) กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของนวัตกรรมทางการเงิน 4) กลยุทธ์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม 5) กลยุทธ์การขยายตลาดและการสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน</p> วรินทร์ทิพย์ กำลังแพทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2187 2203 Research on the Impact Mechanism of Leadership Development on Surgeons' Innovation Behavior: Based on The Mediating Role of Psychological Empowerment https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289447 <p>The primary objective of this study is to explore how leadership development fosters innovation behavior among surgeons through psychological empowerment. Data was gathered from 452 surgeons in China. The proposed hypothesis was tested using the AMOS structural equation model. Our findings reveal a significant correlation between leadership development, psychological empowerment, and surgeons' innovation behavior. Furthermore, our results suggest that psychological empowerment partially mediates the relationship between leadership development and surgeons' innovation behavior. Consequently, our research indicates that hospital leaders should prioritize enhancing the leadership development of surgeons and bolstering their sense of psychological empowerment to promote their innovation behavior. This approach can encourage active innovation in surgical diagnosis and treatment, ultimately leading to improved patient satisfaction.</p> Xiangli Wei Karnjira Jemmy Limsiritong Burin Santisarn ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2204 2224 Human Capital Management and Organizational Effectiveness in China’s Private Universities https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288223 <p>This research examines the Human Capital Management (HCM) practices in private universities in China and their impact on Organizational Effectiveness (OE). The objectives of this research were 1) to explore the current situation of human capital management (HCM) practices in private universities in China; 2) to analyze the relationship between HCM and organizational effectiveness (OE) of private universities in China; 3) to develop an HCM model for the OE of private universities in China. This combined research adopted both quantitative and qualitative methods. Questionnaires and interviews were used to collect data, and SPSS and AMOS software were employed for analysis. The reliability and validity of research tools were ensured through Cronbach's Alpha, composite reliability (CR), and average variance extracted (AVE). A total of 400 valid questionnaires were collected, and in-depth interviews were conducted with 15 respondents.</p> <p>The research findings were as follows: 1) Human capital investment, knowledge management, and job satisfaction significantly affect organizational effectiveness. 2) The proposed model OE = 0.883 ⋅HCM + 0.864 ⋅ KM + 0.901 ⋅JS + ε verified these relationships, indicating that structured teacher development, knowledge-sharing mechanisms, and participation programs were crucial for improving institutional success rates. 3) Qualitative research revealed that teachers faced issues such as limited career development and unreasonable human resources policies, emphasizing the importance of leadership involvement, teacher autonomy, and digital knowledge sharing platforms in enhancing OE.</p> <p>Based on these results, the HCM - OE model was proposed to provide references for universities to optimize management. Future research could further explore HCM models in different contexts.</p> Ping Du Chaiyanant Panyasiri Maneekanya Nagamatsu ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2225 2240 The Influence of ESG on Firm Performance: The Moderating Role of Earnings Quality in Firms Listed in the Thailand Sustainability Investment (THSI) Group https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287429 <p>This study aims to analyze the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) scores on firm performance, specifically market performance (Tobin’s Q) and financial performance (ROA), considering the combined effects of all three ESG dimensions: Environmental, Social, and Governance. Additionally, the study examines the moderating role of Earnings Quality (EQ) in this relationship. Data were collected from firms listed in the Thailand Sustainability Investment (THSI) between 2018 and 2022. Firm performance was measured using Tobin’s Q (market value) and Return on Assets (ROA), while Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM) was applied for data analysis using SmartPLS.</p> <p>The results indicate that ESG scores contribute positively to a firm’s market valuation, as companies with strong ESG practices tend to gain higher investor confidence and attract more market interest. This suggests that firms demonstrating commitment to environmental, social, and governance principles may be perceived as lower-risk investments, thereby increasing their market value. However, the study finds that ESG performance does not directly translate into improved financial profitability, as reflected in the return on assets. This implies that while ESG initiatives may create long-term strategic benefits, they do not necessarily generate immediate financial gains in terms of asset utilization efficiency.</p> <p>Furthermore, Earnings Quality (EQ) plays a crucial role in moderating the ESG-Tobin’s Q relationship. Firms with high EQ can effectively leverage ESG to enhance market value, while firms with low EQ may face investor skepticism, as ESG initiatives could be perceived as a mere branding strategy lacking credibility. However, EQ does not significantly moderate the relationship between ESG and ROA, suggesting that earnings quality does not directly enhance the profitability effects of ESG.</p> <p>These findings highlight that ESG is more influential in shaping a firm’s market value than its financial performance, particularly when considering Earnings Quality as a moderating factor. EQ serves as an essential component in reinforcing the credibility of financial information and strengthening the value of ESG initiatives for firms.</p> Pakkamon Charoensuk Chaimongkol Phonkaew Kusuma Dampitak ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2241 2253 ตัวแบบปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าการท่องเที่ยวด้านมืด ในจังหวัดกาญจนบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288345 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าสถานที่ท่องเที่ยวด้านมืดในจังหวัดกาญจนบุรี ตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 300 คน วิธีการสุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม และวิธีสุ่มแบบง่าย งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์รูปแบบสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) แบบ PLS-SEM โดยใช้โปรแกรม ADANCO นำเสนอผลการวิจัยดังนี้ ผลการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ตัวแบบการวัด และผลการวิเคราะห์ตัวแบบสมการโครงสร้าง <br />ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว มีอิทธิพลทางบวกต่อการรับรู้คุณค่าการท่องเที่ยวด้านมืด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภาพลักษณ์สถานที่ท่องเที่ยวด้านมืด มีอิทธิพลทางบวกต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวและการรับรู้คุณค่าการท่องเที่ยวด้านมืด อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การสื่อความหมายของสถานที่ท่องเที่ยวด้านมืด มีอิทธิพลทางบวกต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการรับรู้คุณค่าการท่องเที่ยวด้านมืด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวด้านมืด มีอิทธิพลทางบวกต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวและการรับรู้คุณค่าการท่องเที่ยวด้านมืด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาการท่องเที่ยวด้านมืดในมิติการรับรู้คุณค่าการท่องเที่ยว โดยสามารถนำผลการวิจัยที่ได้เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวด้านมืดที่มีรูปแบบเฉพาะได้อย่างเหมาะสม</p> ภัณฑิรา ผ่องอำพร นพพร จันทรนำชู ทิพย์วรรณ สุขใจรุ่งวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2254 2270 การบริหารจัดการองค์การให้ทันสมัยและสอดคล้องต่อการปฏิบัติงาน ในยุคดิจิทัลของบุคลากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287040 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารจัดการองค์การให้ทันสมัยและสอดคล้องต่อการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการองค์การให้ทันสมัยและสอดคล้องต่อการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) และ3)เพื่อศึกษาการบริหารจัดการองค์การให้ทันสมัยและสอดคล้องส่งผลต่อการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 160 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test, F – test และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)ระดับการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.32, S.D.=0.93) 2)ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นปัจจัยส่วนบุคคลในเรื่องเพศ ระดับการศึกษา และระยะเวลาการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และ3)ปัจจัยภายในองค์กรในด้านกลยุทธ์ ด้านบุคลากร และด้านค่านิยมร่วมของคนในองค์กร และปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านความก้าวหน้าในอาชีพ ส่งผลต่อการบริหารจัดการองค์การให้ทันสมัยและสอดคล้องต่อการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลของบุคลากรสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 </p> ธนะพัฒน์ วิริต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2271 2287 นวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์เพื่อรณรงค์การป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง และถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์กลุ่ม Gen Z ผ่านแอปพลิเคชั่น Tik Tok https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290650 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์เพื่อรณรงค์การป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์กลุ่ม Gen Z ผ่านแอปพลิเคชั่น Tik Tok 2) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง 3) เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมการถูกกลั่นแกล้ง และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้รับชมนวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์ ผ่านแอปพลิเคชั่น Tik Tok การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จำนวน 35 คน เครื่องมือในการวิจัย 5 ชนิด ได้แก่ 1) นวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์ 2) แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์ 3) แบบวัดความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ 4) แบบวัดความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมการถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์เพื่อรณรงค์การป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์กลุ่ม Gen Z ผ่านแอปพลิเคชั่น Tik Tok มีคุณภาพความเหมาะสมระดับมาก 2) การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง พบว่า หลังการรับชมสูงกว่าก่อนการรับชมนวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์ 3) การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการป้องกันพฤติกรรมการถูกกลั่นแกล้ง พบว่า หลังการรับชมสูงกว่าก่อนการรับชมนวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์ และ 4) ความพึงพอใจนวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์เพื่อรณรงค์การป้องกันพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์กลุ่ม Gen Z ผ่านแอปพลิเคชั่น Tik Tok ภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด</p> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้เป็นการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมสื่อละครสร้างสรรค์ได้ศึกษาค้นคว้าและทดลองด้วยการสร้างและผลิตเนื้อหาตามรูปแบบเทคโนโลยีบูรณาการ โดยกระบวนนี้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์รณรงค์ในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปได้</p> สมใจ สืบเสาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2288 2304 อิทธิพลของความผูกพันในงานและพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรม เป็นปัจจัยคั่นกลางที่เชื่อมโยงการรับรู้ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง สู่ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานโรงงานรีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288225 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันในงาน พฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรม และประสิทธิภาพในการทำงาน และ(2) เพื่อศึกษาบทบาทของความผูกพันในงานในฐานะตัวแปรคั่นกลางระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ 18 คน ผ่านการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากพนักงานโรงงานรีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรมจำนวน 500 คน จากแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ระดับการรับรู้ในแต่ละตัวแปรอยู่ในระดับมาก และพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันในงาน และพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมมีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ 0.640, 0.616 และ 0.443 นอกจากนี้ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรมมีอธิพลทางตรงต่อความผูกพันในงาน (0.853 และ 0.643) และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับความผูกพันในงานมีผลต่อพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรม (0.268 และ 0.643) ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมีอิทธิพลต่อความผูกพันในงานและพฤติกรรมการทำงานเชิงนวัตกรรม ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในบริบทของโรงงานรีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณอย่างเป็นรูปธรรม</p> เทิด ทองดี สุมาลี รามนัฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2305 2323 The Effect of Using the Integrated NOS Instructional Model on Enhancing the Scientific Literacy of Science Student Teachers at Rajabhat University https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288932 <p>This quasi-experimental research aimed to enhance the scientific literacy of general science student teachers at a Rajabhat University and to evaluate their opinions toward the implemented integrated Nature of Science (NOS) instructional model. The study employed a one-group pretest-posttest design with 21 third-year general science student teachers from Bansomdejchaopraya Rajabhat University, purposively selected from those enrolled in the "Science Teaching Using Local Wisdom" course during the 2023 academic year. An integrated NOS instructional model, grounded in constructivist principles and comprising six stages (Target, Review, Inquiry, Construct, Apply, and Reflect/Evaluate), was implemented within the course curriculum. Research instruments included an integrated NOS instructional lesson plan, a scientific literacy assessment tool, and an opinion questionnaire, all validated by expert panels. Data analysis utilized descriptive statistics and paired-sample t-tests. <br />The findings revealed that student teachers who participated in the integrated NOS instructional model achieved significantly higher post-test scientific literacy scores (75.25%) compared to their pre-test scores (61.30%) at the .05 level of statistical significance. The post-test scientific literacy score exceeded the predetermined 75% criterion. Furthermore, students expressed positive opinions toward the integrated NOS instructional model (M = 4.32, SD = 0.54). All four components of scientific literacy—scientific attitude, understanding of the nature of science, scientific inquiry ability, and application of science in context—demonstrated statistically significant improvements. The model's effectiveness was attributed to its constructivist foundation, which enhanced active learning through systematic inquiry and culturally responsive pedagogy. These findings have significant implications for science teacher education programs, suggesting that the integrated NOS instructional model should be widely adopted in Rajabhat Universities and similar institutions to strengthen pre-service teacher preparation and develop scientifically literate educators capable of fostering inquiry-based learning in their future classrooms. </p> Sirapob Thepphitak Areewan Iamsa-ard Wichian Intarasompan Jittawisut Wimuttipanya ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2324 2347 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการโค้ชร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาพยาบาล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287434 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการโค้ชร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการทำงานเป็นทีม และ 2) เพื่อพัฒนาและหาคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาพยาบาล อาจารย์พยาบาล นักศึกษาพยาบาลปี 4 และนักศึกษาพยาบาลปี 3 จำนวน 90 คน ซึ่งมีความสมัครใจในการให้ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวิเคราะห์เอกสาร 2) แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง 3) แบบสอบถามความคิดเห็น 4) ประเด็นสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการทำงานเป็นทีม เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับพยาบาล กิจกรรมการเรียนรู้มีลักษณะ Active learning มีการอภิปราย กระตุ้นความคิด ให้แสดงความคิดเห็น และได้ลงมือปฏิบัติ ผู้สอนเป็นผู้แนะนำ ให้การสนับสนุน ใช้คำถามกระตุ้นความคิด และให้ข้อมูลป้อนกลับ ผู้เรียนควรมีความกระตือรือร้น 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4.การวัดและประเมินผล และ 5) ปัจจัยสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้มี 6 ขั้นตอน (NSIIER Model) ได้แก่ 1) ปรับพื้นฐานสร้างสัมพันธภาพ 2) กำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3) นำสู่การเรียนรู้ 4) ลงมือปฏิบัติ 5) ประเมินเพื่อพัฒนา 6) ทบทวนสะท้อนคิด ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25 , SD= .4584) แสดงว่า รูปแบบมีความเหมาะสมในการนำไปใช้จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีวิจารณญาณและทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาพยาบาล</p> ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง ศิริวรรณ วาณิชวัฒนาวรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2348 2364 A Model of Green Management Success in Iron and Steel Enterprises in China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288412 <p>This study explores the impact of green transformational leadership on employee green behavior in Chinese iron and steel enterprises, with green organizational culture and green self-efficacy as mediating variables. Drawing on Transformational Leadership Theory, Social Cognitive Theory, Theory of Planned Behavior, and Sustainable Development Theory, a structural model was proposed. A mixed-methods approach was adopted, involving 532 valid survey responses and interviews with 12 experts from enterprises, government, and the green industry. Structural equation modeling (SEM) results show that green transformational leadership significantly affects employee green behavior, and this relationship is partially mediated by green organizational culture and green self-efficacy. The findings contribute to the theoretical development of green leadership and provide practical implications for promoting sustainable practices in high-emission industries</p> Li WuJjun Karnjira Limsiritong ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2365 2376 มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองการทำงานของแพทย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287078 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานของแพทย์ในประเทศไทย และต่างประเทศ แนวคำพิพากษาศาล มาตรการทางกฎหมาย และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง<br />2) เพื่อศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองการทำงานของแพทย์ในประเทศไทยว่ามีปัญหาอย่างไรและควรแก้ไขอย่างไร 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบ มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองการทำงานของแพทย์ในต่างประเทศว่ามีปัญหาเหมือนหรือต่างจากประเทศไทยหรือไม่ และ 4) เพื่อเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองการทำงานของแพทย์ในต่างประเทศ มาปรับใช้กับกฎหมายไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีการกำหนดเพดานชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาไว้และประกาศแพทยสภา ที่ 46/ 2565 เรื่องแนวทางการกำหนดกรอบเวลาการทำงานของแพทย์ภาครัฐมิใช่กฎหมายจึงมิได้มีสภาพบังคับ ดังนั้น ควรมีการกำหนดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาของแพทย์ 2) ข้อบังคับกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2566 กำหนดค่าตอบแทนให้แพทย์ไม่เหมาะสมกับภาระงานที่ปฏิบัติจริง ควรมีการกำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสม 3) ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดชอบของโรงพยาบาลกรณีโรงพยาบาลให้แพทย์ทำงานเกินเวลา และนโยบายเกี่ยวกับการกระจายแพทย์ให้ประจำโรงพยาบาลต่างจังหวัดไม่ชัดเจน จึงควรมีการกำหนดความรับผิดชอบของโรงพยาบาลกรณีโรงพยาบาลให้แพทย์ทำงานเกินเวลาด้วย</p> พรรณงาม อาวเจนพงษ์ เกรียงไกร กาญจนคูหา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2377 2389 Organizational Well-Being Model and Work-Life Integration: A Study of Female Faculties and Staff in Women’s Colleges and Universities in China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288241 <p>This study aimed to study the Organizational Well-being and the relationship between Organizational Well-being and Work-life Integration of female faculties and staff in Women’s Colleges and Universities in China and propose an Organizational Well-being Model for Work-life Integration of female faculties and staff in Women’s Colleges and Universities in China. The research is used quantitative and qualitative methodologies to analyze the complex interconnections between these workplace factors by incorporating structural equation modeling (SEM), in-depth interviews, and a focus group. 400 valid survey responses were collected and analyzed using SPSS and AMOS, ensuring the reliability and validity of the research instruments through Cronbach’s Alpha, Composite Reliability, and Average Variance Extracted. The study identifies OWB as a critical factor influencing job satisfaction and engagement, facilitating a better work-life balance among faculty members and staff.</p> <p>The research findings confirm that Work-Life Integration is significantly influenced by Organizational Well-Being, Job Satisfaction, and Employee Engagement, with Employee Engagement having the strongest impact. The structural equation WI = 0.361·OWB + 0.329·JS + 0.413·EE + ε supports these relationships, highlighting the importance of engagement in promoting a sustainable work-life balance.</p> Wang Peng Chaiyanant Panyasiri Maneekanya Nagamatsu ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2390 2404 อิทธิพลการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้างในเขตกรุงเทพและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289023 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การความผูกพันในงาน พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การและประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การเป็นปัจจัยคั่นกลางที่เชื่อมโยงระหว่างการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การและความผูกพันในงานสู่ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานบริษัทรับเหมาก่อสร้าง จำนวน 500 คน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมประจำปี พ.ศ. 2567 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม ส่วนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม AMOS for Windows 21.0.0</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความผูกพันในงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มีค่าเท่ากับ 0.826 และ 0.304 ขณะเดียวกันพบอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ มีค่าเท่ากับ -0.578 และมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เท่ากับ -0.209 นอกจากนี้ความผูกพันในงานมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ และประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน มีเท่ากับ 0.997 และ 0.381 สำหรับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ พบว่ามีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เท่ากับ 0.429 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์สอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณทุกด้านทั้งการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ ความผูกพันในงาน พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน</p> ณัฐวุฒิ แสนขันติวิโรจน์ สุมาลี รามนัฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2405 2427 การพัฒนากิจกรรมการบริหารทักษะจิตอาสาของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287571 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการบริหารทักษะจิตอาสาของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 2) เพื่อยกระดับเครือข่ายกิจกรรมของผู้สูงอายุในการบริหารทักษะด้านจิตอาสา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และ 3) เพื่อนำเสนอและปรับใช้รูปแบบเพื่อพัฒนากิจกรรมการบริหารทักษะจิตอาสาของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย คณะผู้วิจัยได้กำหนดใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วย วิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) การศึกษาเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมผู้สูงอายุเพื่อการบริหารทักษะด้านจิตอาสา จำนวน 15 คน ร่วมกับการประชุมกลุ่มเฉพาะ (Focus Group) จำนวน 9 คน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุที่เข้าร่วม 15 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาการบริหารทักษะจิตอาสาของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จะมีแนวทางในการ การบริหารทักษะจิตอาสาของผู้สูงอายุ เป็นจุดเริ่มต้องของการนำไปสู่การเปิดมหาลัยวัยที่สาม 2) การยกระดับเครือข่ายกิจกรรมของผู้สูงอายุในการบริหารทักษะด้านจิตอาสา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พบว่า การบริหารจัดการให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการให้ความรู้กับคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม การส่งเสริมทางด้านจิตใจ การส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง โดยเน้นการจัดจัดอบรมให้ผู้สูงอายุได้ พัฒนาทักษะที่จำเป็น 3) การนำเสนอและปรับใช้รูปแบบเพื่อพัฒนากิจกรรมการบริหารทักษะจิตอาสาของผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 15 คน จากการตรวจสอบก่อนวัดผลกิจกรรมคะแนนเฉลี่ย 3.07 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.147 และหลังวัดผลกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ย 4.26 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.330 มีความแตกต่างกัน </p> สุพัฒน์ ชัยวรรณ์ พัสกร อุ่นกาศ ประวิทย์ เอกเจริญสุข ปรีชา วงศ์ทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2428 2441 การพัฒนาสื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิกเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดีไทยและความสุขในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288483 <p>การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และความสุขในการเรียนรู้ โดยมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีขึ้นไป 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก และ 3) เพื่อศึกษาความสุขในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนวัดทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จำนวน 6 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) สื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก 2) แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทย บทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และ 4) แบบสอบถามความสุขในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative growth score) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ โดยมีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ย 51.50 ระดับพัฒนาการอยู่ในระดับสูง และ 3) สื่อการเรียนรู้โมชันอินโฟกราฟิก ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนรู้ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านผู้เรียน ด้านผู้สอน ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านบรรยากาศแวดล้อม</p> อภิญญา สุวรรณปราณี กิ่งกาญจน์ บูรณสินวัฒนกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2442 2458 เปิดเส้นทางนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ทวารวดีย้อนรอยพุทธศาสตร์ วัฒนธรรมและศิลปะ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287104 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ด้านศาสนาพุทธ วัฒนธรรม<br />และศิลปะยุคอารยธรรมทวารวดีนครปฐม 2) เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ยุคอารยธรรมทวารวดีนครปฐม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทัศนะศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ในจังหวัดนครปฐม และ 3) เพื่อนำเสนอและปรับใช้รูปแบบการพัฒนายุคอารยธรรมทวารวดีนครปฐมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทัศนะศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ในจังหวัดนครปฐม คณะผู้วิจัยได้กำหนดใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methodology Research) ประกอบด้วย วิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 15 คน ร่วมกับการประชุมกลุ่มเฉพาะ (Focus Group) จำนวน 9 คน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม 15 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาประวัติศาสตร์ด้านศาสนาพุทธ วัฒนธรรม และศิลปะยุคอารยธรรมทวารวดีนครปฐม พบว่า สมัยศิลปะของทวารวดีในสมัยที่มีความเจริญจากการสร้างศิลปะ ปราสาท วัด รูปปั้น พระพุทธรูป และการสร้างสรรค์งานต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจดูจากโบราณสถาน เหตุการณ์สำคัญจากวัตถุในสมัยนั้น 2) การยกระดับการอนุรักษ์ยุคอารยธรรมทวารวดีนครปฐม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทัศนะศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ พบว่า ประวัติศาสตร์ที่มีต่อการอนุรักษ์ยุคอารยธรรม เน้นการเล่าเรื่องความสำคัญเชื่อมโยงกับการส่งเสริมวัฒนธรรมทางทวารวดี และ การใช้กลยุทธ์ในการสร้างประวัติศาสตร์ ในการสร้างแผนที่ที่ชัดเจน 3) การนำเสนอและปรับใช้รูปแบบการพัฒนายุคอารยธรรมทวารวดีนครปฐมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทัศนะศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ในจังหวัดนครปฐม พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 15 คน จากการสังเกตการณ์กิจกรรมทั้งก่อนและหลังไม่แตกต่างกันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> โยตะ ชัยวรมันกุล สุพัฒน์ ชัยวรรณ์ พระครูโสภณวีรานุวัตร สายน้ำผึ้ง รัตนงาม ธนัชพร เกตุคง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2459 2473 ผลการใช้ชุดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ที่มีต่อความฉลาดรู้การเงินสำหรับเด็กปฐมวัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288243 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่มีต่อความฉลาดรู้การเงินสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ 1) เด็กปฐมวัยชายและหญิงที่มีอายุ 4-5 ปีกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดธรรมนาวา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 คัดเลือกเด็ก โดยพิจารณาจากปัญหาที่สังเกตได้เกี่ยวกับการใช้เงิน ขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของเงิน และมีแนวโน้มที่จะซื้อของที่ไม่จำเป็น จำนวน 5 คน 2) ผู้ปกครองซึ่งเป็นพ่อ หรือ แม่ หรือบุคคลที่ดูแลเด็กกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5 คนจาก 5 ครอบครัว ได้มาจากการเลือกแบบเจาะลง โดยใช้เกณฑ์ต่อไปนี้ 1) ยินดีที่จะเข้าร่วมการวิจัยและดำเนินการวิจัยจนสำเร็จ 2) ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกับทางโรงเรียนเสมอ และ มีเวลาทำกิจกรรมกับเด็กที่บ้าน และเครื่องมือวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่มีต่อความฉลาดรู้การเงินสำหรับเด็กปฐมวัย แบบประเมินความฉลาดรู้การเงินสำหรับเด็กปฐมวัย แบบการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง แบบบันทึกพฤติกรรมความฉลาดรู้การเงินสำหรับเด็กปฐมวัยบันทึกโดยผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวัดคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และ การวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ใช้ชุดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมีทักษะความฉลาดรู้การเงินสูงขึ้น กิจกรรมมีความสะดวกและใช้ง่าย เด็กสามารถยืมแล้วคืนสิ่งของหรือเงิน แลกเปลี่ยนสิ่งของและเงินที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน และให้สิ่งของหรือเงิน กับเพื่อน ผู้ปกครองได้โดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งยังตระหนักรู้ถึงสิ่งของก่อนซื้อ เด็กจะพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าก่อน เด็กจะสอบถามราคาสินค้าและเงินที่มีก่อนซื้อเสมอ และในทุกครั้งที่หยอดกระปุกออมสินเด็กมีเป้าหมายในการออมเงินเพื่อซื้อสิ่งของมากขึ้น</p> มัชฌัตตา ทองแม้น ชลาธิป สมาหิโต ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2474 2492 การพัฒนารูปแบบแนวทางป้องกันพนันออนไลน์ของเยาวชนวิถีพุทธ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289120 <h1>การวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบแนวทางป้องกันพนันออนไลน์ของเยาวชนวิถีพุทธ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อศึกษาการเล่นพนันออนไลน์ของเยาวชนในอำเภอ<br />นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อพัฒนาแนวทางป้องกันการพนันออนไลน์สำหรับเยาวชนตามหลักวิถีพุทธ 3) เพื่อเสนอนวัตกรรมป้องกันการพนันออนไลน์ของเยาวชนตามวิถีพุทธ โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มผู้ร่วมปฏิบัติการ จำนวน 30 คน กำหนดแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2)แบบบันทึกการสนทนากลุ่มเฉพาะ 3) แบบบันทึกการถอดบทเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการจำแนกกลุ่มข้อมูล ตีความและประมวลผลข้อมูลแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</h1> <p>ผลการศึกษา พบว่า จาก 4 กิจกรรม คือ (1) แนวทางป้องกันภัยโซเชียล (2) ศีล 5 ป้องกันใจ ห่างไกลการพนัน (3) เพื่อนช่วยเพื่อน ห่างไกลการพนัน (4) สร้างสังคมปลอดพนัน ได้พัฒนาเป็นนวัตกรรมรูปแบบ “P-WACHR Model” ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ Policy (นโยบาย), Warning (การแจ้งเตือน), Awareness (การสร้างความตระหนัก), Control (การควบคุม), Help (การช่วยเหลือ), และ Rehabilitation (การฟื้นฟู) กิจกรรมได้ส่งผลให้เยาวชนพัฒนาทักษะชีวิตตามศีล 5 โยนิโสมนสิการ และอัปปมาทธรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยมีการยับยั้งตนเอง ร่วมสร้างเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นกลไกเฝ้าระวังในโรงเรียน</p> พระพัฒนวัชร์ ญาณสิริ (พูลสวัสดิ์) พระปลัดประพจน์ สุปภาโต สุรัตน์ พักน้อย วันไชย์ กิ่งแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2493 2510 ปัญหาทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287746 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ 2) เพื่อศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบปัญหาทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐของต่างประเทศกับของประเทศไทย และ 4) เพื่อเสนอแนะปัญหาทางกฎหมายในการระงับข้อพิพาททางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐของต่างประเทศที่มีความเหมาะสม มาปรับใช้กับกฎหมายไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเอกสารจากตัวบทกฎหมาย ตำราทางวิชาการ งานวิจัย บทความจากวารสาร และข้อมูลจากเว็ปไซต์ ประกอบกับการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ จากการศึกษาพบว่า มีปัญหาที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 2) การเยียวยาเบื้องต้นตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และ 3) การไล่เบี้ยตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า 1) ควรแก้ไขมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 โดยแก้ไขบทนิยาม “คดีผู้บริโภค” โดยเขียนยกเว้นให้คดีผู้บริโภคมิให้หมายความรวมถึงบริการทางการแพทย์ ศาลก็จะไม่นำหลักเรื่องค่าเสียหายเชิงลงโทษตามมาตรา 42 มาบังคับใช้ 2) ควรแก้ไขมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยขยายความคุ้มครองในการเยียวยาเบื้องต้นให้ครอบคลุมถึงทุกสิทธิ ทั้งสิทธิข้าราชการ และสิทธิประกันสังคม และ 3) ควรแก้ไขมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้ไล่เบี้ยได้เมื่อมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดว่าผิดจริงแล้วเท่านั้น </p> กิตติ ใจสมุทร ปริญญา ศรีเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2511 2527 An Innovative Coaching Skills Development Model for Enhancing Leadership Effectiveness of Primary School Administrators under the Office of the Basic Education Commission https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288899 <p>This research aimed to develop and evaluate the effectiveness of a coaching skills development model specifically designed for primary school administrators under the Office of the Basic Education Commission (OBEC). Utilizing a Research and Development (R&amp;D) methodology, the study was conducted in three phases. Phase one involved analyzing the current conditions, desired future states, and the priority needs related to coaching skills. Phase two focused on designing a context-appropriate model grounded in both theoretical frameworks and empirical data. Phase three centered on implementing the model and assessing its effectiveness.</p> <p>The instruments used for data collection included coaching skills assessment forms, semi-structured interview protocols, and seminar observation records. Quantitative data were analyzed using the Priority Needs Index Modified (PNI<sub>modified</sub>), mean scores, standard deviation, and t-test comparisons of pre- and post-intervention results. Findings revealed that the proposed coaching skills development model comprised five core strategies: (1) creating a collaborative learning space to establish trust and common purpose; (2) fostering innovative leadership through experiential learning cycles; (3) engaging in reflective dialogue via sharing, analyzing, and empathetic communication; (4) implementing and evaluating pilot initiatives to support adaptive change; and (5) integrating an online coaching platform to support continuous learning and mentoring.</p> <p>The model was evaluated across four key dimensions—appropriateness, feasibility, usefulness, and accuracy-by panels of experts and participating administrators. Results demonstrated a high level of overall effectiveness. Additionally, a paired-samples t-test revealed that post-training coaching skills scores were significantly higher than pre-training scores at the 0.01 level, confirming the model’s impact. This research provides a scalable and evidence-based framework for enhancing the coaching capacity of educational leaders, ultimately contributing to sustainable school development. The study recommends that educational policymakers and school administrators adopt and adapt the model to suit various educational contexts. Its application may lead to more empowered leadership, enhanced professional collaboration, and sustainable improvements in teaching and learning environments.</p> Watsaphon Saengyochan Suchada Bubpha Patcharin Chompuwiset ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2528 2541 Enhancing International Business Networks through Motivational Cultural Intelligence https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287164 <p>The objectives of this article are 1) to investigate whether motivational cultural intelligence (CQ) can directly impact the other three individual CQ facets—namely meta-cognitive CQ, cognitive CQ, and behavioral CQ, 2) to test whether these CQ dimensions affect the international business networks of Chinese top managers operating business in foreign countries, and 3) to explore how motivational CQ, through its influence on the other three individual CQ facets, facilitates cross-cultural business networks. This study takes quantitative research methods, using self-determination theory as the theoretical framework. The data was collected from 396 Chinese top managers who are managing businesses in foreign countries. Data analysis is performed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM). The research results are as follows:</p> <ol> <li>Motivational CQ enhances meta-cognitive CQ, cognitive CQ, and behavioral CQ.</li> <li>Meta-cognitive CQ, cognitive CQ, and behavioral CQ positively influence the international business networks of Chinese managers in foreign countries.</li> <li>Motivational CQ indirectly strengthens managerial business networks through its effect on the other three individual CQ facets.</li> </ol> <p>Knowledge derived from this study contributes to a deeper and more nuanced understanding of the construct of cultural intelligence. It offers practical insights for educators, trainers, managers to develop training programs for enhancing cross-cultural competencies.</p> Xiaoling Yao ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2542 2556 รูปแบบของการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288252 <p>การวิจัยครั้งนี้ 1) ศึกษาวิเคราะห์นโยบายของภาครัฐที่มีต่อการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาปัจจัยความต้องการการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร และ 3) เสนอแนวทางรูปแบบของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) <br />โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 12 คน ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารภาครัฐสภาอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และผู้บริโภคผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชน โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้รถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยี และด้านทัศนคติของผู้บริโภค อีกทั้งยังพบว่า การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายมิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการใช้ชีวิตประจำวัน โดยสามารถสังเคราะห์เป็นรูปแบบการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้ 4 องค์ประกอบหลัก คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน การพัฒนานวัตกรรมธุรกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p> วิโรจน์ พัชรวัฒนกูล พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ พระมหาประกาศิต สิริเมโธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2557 2571 การผลิตแอนิเมชันเรียนรู้โยคะสำหรับเด็กด้วยการจับการเคลื่อนไหว แบบปัญญาประดิษฐ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/289157 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแอนิเมชันเรียนรู้โยคะสำหรับเด็กด้วยการจับการเคลื่อนไหวแบบปัญญาประดิษฐ์ และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจในการใช้งานแอนิเมชันเรียนรู้โยคะที่ผลิตขึ้น รูปแบบการวิจัยเป็นวิจัยเชิงพัฒนา พื้นที่วิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเทวัญ ตำบลท่าหลวง อำเภอตระกาลพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 10 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) วิดีโอแอนิเมชันการเรียนรู้โยคะสำหรับเด็ก 2) แบบประเมินคุณภาพสื่อแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ 3) แบบบันทึกการสังเกตและสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในกรณีการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพผลการวิจัยพบว่า<br />1. สื่อการเรียนรู้โยคะสำหรับเด็กที่ผลิตขึ้นโดยใช้การจับการเคลื่อนไหวแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Mocap) เป็นคลิปวิดีโอแอนิเมชัน 3 มิติ มีเนื้อหาสอนการฝึกโยคะสำหรับเด็ก 6 ท่า คลิปมีความยาวรวม 6 นาที 44 วินาที มีคุณภาพอยู่ในระดับดี<br />2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อการเรียนรู้ โดยการให้ความสนใจและการมีส่วนร่วมในการฝึก และมีความต้องกาเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยสื่อในรูปแบบแอนิเมชัน<br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ คือ AI Motion Capture ช่วยยกระดับคุณภาพสื่อการสอนแอนิเมชัน 3 มิติสำหรับเด็ก และแอนิเมชัน 3 มิติสามารถกระตุ้นความสนใจและการมีส่วนร่วมของเด็กได้จริง</p> สุวิช ถิระโคตร ตัญติกร ป้องสงคราม ศุภกร หาญศรี พิพัฒน์ เอี่ยมสะอาด ธิติวุฒิ แก้วลอย เจษฎา บุตรจันทร์ ทักษ์ดนัย วารีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2572 2590 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยงกับความปลอดภัย ตามกฎระเบียบของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288075 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารความเสี่ยงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับความปลอดภัยตามกฎระเบียบของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยงกับความปลอดภัยตามกฎระเบียบของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดการบริหารความเสี่ยงตามแนวคิดของ COSO-ERM 2017 และ ความปลอดภัยตามกฎระเบียบของสถานศึกษาเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 24 คน และครู จำนวน 298 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 322 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified random sampling) และนำมากำหนดสัดส่วนของประชากรในแต่ละขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ 2) แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า<br />1. การบริหารความเสี่ยงของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br />2. ความปลอดภัยตามกฎระเบียบของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก<br />3. การบริหารความเสี่ยงมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมากกับความปลอดภัยตามกฎระเบียบของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> อมรรัตน์ หลวงแก้ว กษิฎิฏฏ์ มีพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2591 2606 การพัฒนาสมรรถนะการรู้ดิจิทัลตามแนวทางมาตรฐานอาชีพ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288906 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการรู้ดิจิทัลตามแนวทางมาตรฐานอาชีพสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู 2) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะการรู้ดิจิทัลตามแนวทางมาตรฐานอาชีพสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิด และแนวทางมาตรฐานอาชีพครูไทยเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาจากการสุ่มโดยระบบจัดกลุ่มอัตโนมัติของมหาวิทยาลัยผ่านการลงทะเบียนเรียน ซึ่งนักศึกษาไม่สามารถเลือกกลุ่มเรียนได้เอง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินสมรรถนะการรู้ดิจิทัล 2) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการสอน 3) แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนในการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะการรู้ดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการพัฒนาสมรรถนะการรู้ดิจิทัลตามแนวทางมาตรฐานอาชีพสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู <br />มีรายละเอียดประกอบด้วย ความมุ่งหมายหลัก (Key Purpose) คือ เตรียมความพร้อมให้ครูยุคใหม่สามารถบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาได้อย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม และทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล หน้าที่หลัก (Key Function) ประกอบด้วย 4 หน้าที่ หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence) ประกอบด้วย 4 หน่วย และสมรรถนะย่อย (Element of Competence) ประกอบด้วย 12 หน่วย</li> <li>ผลการจัดการเรียนการสอนสมรรถนะการรู้ดิจิทัลตามแนวทางมาตรฐานอาชีพสำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู แสดงถึงความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการสอน โดยได้รับการประเมินในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.77, S.D. = 0.47) สะท้อนถึงความครบถ้วน ชัดเจน และสามารถนำไปใช้จริง โดยเฉพาะโครงสร้างมอดูล KB.1–KB.4 ที่จัดลำดับเนื้อหาอย่างเป็นระบบจากพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบการเรียนรู้โดยคำนึงถึงพื้นฐานที่แตกต่างของผู้เรียนแต่ละสาขา และให้ความสำคัญกับการวางรากฐานผ่านมอดูล KB.1 เพื่อเตรียมเข้าสู่เนื้อหาขั้นสูงอย่างมีประสิทธิภาพ</li> <li>ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ พบว่า ผู้เรียนทุกคนผ่านเกณฑ์การปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ในแต่ละมอดูลทุกกิจกรรม</li> <li>ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนในการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะการรู้ดิจิทัล พบว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.64, SD = 0.46) โดยเฉพาะด้านวิทยากร ซึ่งได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.87) จากความสามารถในการถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ขณะเดียวกัน ผู้เรียนยังเห็นว่าเนื้อหามีคุณภาพ เหมาะสมกับผู้เรียน และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยการออกแบบและการประเมินผลสนับสนุนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการเรียนการสอน</li> </ol> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้พัฒนาและนำเสนอ “แนวทางการออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะการรู้ดิจิทัลในบริบทหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต” <em>(A Competency-Based Digital Literacy Learning Design Framework in the Context of the Bachelor of Education Program: CoDiLED) </em>ซึ่งถือเป็น องค์ความรู้ใหม่ที่สังเคราะห์ขึ้นโดยเฉพาะจากการวิจัยครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในยุคดิจิทัล โดยมีประเด็นสำคัญที่ถือเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่เคยมีการนำเสนอในลักษณะเชิงระบบมาก่อน</p> เกริกศักดิ์ เบญจรัฐพงศ์ สวนันท์ แดงประเสริฐ ธีรพงษ์ วิริยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2607 2626 Key Factors Influencing the Adoption of Health Technology Through Applications in Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287172 <p>Health technology applications have revolutionized healthcare by improving access, efficiency, and affordability. This study explores the factors influencing their adoption in Thailand using the Technology Acceptance Model (TAM) alongside demographic, social, and economic contexts. A cross-sectional survey involving 460 respondents revealed that perceived usefulness (PU), ease of use (PEOU), and behavioral intention (BI) are the primary drivers of adoption.</p> <p>The findings highlight significant demographic disparities, such as higher adoption rates among younger, urban, and educated populations. Key motivators include reduced waiting times (85%) and cost savings on medical services and travel (70%). These factors collectively highlight the interplay of technology, user experience, and socioeconomic conditions in driving health application adoption in Thailand. This understanding provides actionable insights for developers and policymakers to address barriers and optimize adoption strategies. Challenges include high internet costs and digital literacy gaps, particularly for older adults and rural residents. Recommendations emphasize user-centered designs, trust-building measures, and targeted policies to enhance equitable access. This study provides actionable strategies for developers and policymakers to optimize health application adoption and improve healthcare delivery in Thailand.</p> Prapasri Siri Tanpat Kraiwanit ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2627 2643 วัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287041 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 2)เพื่อเปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ3)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยวัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จำนวน 170 คน ค่าสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์สถิติการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>โดยรวมมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.54, S.D.=0.859) มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงานองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านวัฒนธรรมองค์การ</li> <li>การเปรียบเทียบพบว่าโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นในเรื่องเพศ สถานภาพ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และรายได้ต่อเดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05</li> <li>วัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเท่ากับ 0.829 (t=28.233, Sig. = 0.000) พบว่าวัฒนธรรมองค์การและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ โดยสามารถอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 84.30 (R<sup>2</sup> =0.843) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</li> </ol> ศิราณี เมฆลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2644 2659 แนวทางเชิงกลยุทธ์วิสาหกิจชุมชน: กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนขันบ้านขนม อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/287453 <h1>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางเชิงกลยุทธ์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนขันบ้านขนม<br />เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชน ตำบลสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการจัดสนทนากลุ่ม (Focus group) <br />กับสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนขันบ้านทำขนม จำนวน 6 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ข้อมูลได้ถอดความและจัดเรียงเพื่อระบุสารสำคัญและรูปแบบต่าง ๆ และทำการวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้เทคนิค SWOT Analysis และ TOWS Matrix เพื่อพัฒนาตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ แนวทางเชิงกลยุทธ์ถูกกำหนดผ่านการอภิปรายขั้นสุดท้ายกับสมาชิกทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ที่กำหนดสอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน</h1> <h1>ผลการศึกษาระบุปัญหาหลัก 3 ด้านที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจ การผลิตและการดำเนินงาน และการออกแบบผลิตภัณฑ์และการตลาด จุดแข็งและโอกาสหลักขององค์กรคือ ประธานกลุ่มเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถในการทำขนม มีหน่วยงานต่าง ๆ จากภาครัฐให้การสนับสนุน การเพิ่มขึ้นของจำนวนช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้หลายกลุ่ม เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว มีต้นทุนต่ำ แนวทางเชิงกลยุทธ์ได้พัฒนาขึ้นพร้อมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการสนับสนุนเชิงนโยบายสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ </h1> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงโครงการและนโยบายเพื่อพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ผลการศึกษายังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพในอนาคตที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น ๆ </p> วราพร กาญจนคลอด ปัญจพร ปัญจพร วิสุตร์ เพ็ชรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2660 2676 Research on the Influencing Factors of Mass Innovation Space in Higher Vocational Colleges on College Students' Entrepreneurial Intention in Henan Province, China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295657 <p>This study examined the relationship between mass innovation spaces (makerspaces) in higher vocational colleges and students' entrepreneurial intention in Henan Province, China, focusing on the mediating role of creativity. A quantitative research design was employed with data collected from 393 students across five higher vocational colleges through online questionnaires. The survey instrument comprised three validated scales measuring makerspaces, creativity, and entrepreneurial intention. Structural equation modeling and path analysis were conducted using SPSS 22.0 and AMOS 24.0 to test four hypotheses. The results showed that: (1) makerspaces significantly enhance students' entrepreneurial intention (β=0.412, p&lt;0.001); (2) makerspaces significantly promote creativity development (β=0.536, p&lt;0.001); (3) creativity positively influences entrepreneurial intention <br />(β=0.328, p&lt;0.001) and partially mediates the makerspace-entrepreneurial intention relationship (indirect effect=0.176, p&lt;0.001). The findings reveal that makerspaces enhance entrepreneurial intention through both direct effects (42.8%) and indirect effects via creativity cultivation (29.8%). This study contributes empirical evidence supporting the integration of creativity-focused activities in makerspace design and provides practical implications for vocational colleges and policymakers.</p> Da Ang Li Chang Chun Liao ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2677 2689 The Impact of Emotional Intelligence on Aesthetic Ability in University Music Majors: The Mediating Role of Flow Experience https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295655 <p>This study aimed to (1) examine the relationship between emotional intelligence and aesthetic ability among university music majors; (2) investigate the impact of emotional intelligence on flow experience; (3) analyze the relationship between flow experience and aesthetic ability; and<br />(4) determine the mediating role of flow experience. A quantitative research design was employed with 1,112 music major students from twelve higher education institutions in Fujian Province, China, selected through stratified sampling. Data were collected using validated scales measuring emotional intelligence (Cronbach's α = 0.93), flow experience (Cronbach's α = 0.91), and aesthetic ability (Cronbach's <br />α = 0.94). Data analysis included Pearson correlation analysis, linear regression analysis, and mediation analysis using Baron and Kenny's (1986) approach with SPSS 29.0. The research results were found as follows:</p> <ol> <li>Emotional intelligence has a significant positive impact on aesthetic ability (β = 0.662, <br />p &lt; 0.001), explaining 43.8% of the variance in aesthetic ability among university music majors.</li> <li>Flow experience serves as a partial mediator in the relationship between emotional intelligence and aesthetic ability, with emotional intelligence significantly influencing flow experience <br />(β = 0.585, p &lt; 0.001) and flow experience significantly affecting aesthetic ability (β = 0.589, <br />p &lt; 0.001).</li> <li>The combined mediation model explains 50% of the variance in aesthetic ability, with a significant indirect effect (β = 0.345, 95% CI [0.298, 0.391]), indicating that students with higher emotional intelligence are more likely to experience flow states during musical activities, which enhances their aesthetic capabilities.</li> </ol> Li Boshi Tien lichu ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2690 2704 A Study on the Mediating Role of Product Cognition in Infant and Young Children's Complementary Food Purchasing Intention and Behavior https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292144 <p>This article aimed to study (1) the impact of purchase intention and food safety awareness on parents’ purchasing behavior of infant and young children’s complementary food, (2) the mediating role of product cognition, and (3) to establish a causal relationship model explaining these factors. The study employed a quantitative research design based on the Theory of Planned Behavior (TPB). The sample consisted of 540 parents of infants and young children in China, who were selected through an online random sampling method. The research instruments included four types of questionnaires: (1) Purchase Intention, (2) Product Cognition, (3) Food Safety Awareness, and (4) Purchasing Behavior. Data were analyzed using descriptive statistics and structural equation modeling (SEM) with SPSS 26.0 and AMOS 23.0 software.</p> <p>The research results were found as follows:</p> <p>1.Purchase intention and food safety awareness had a significant positive effect on consumers’ product cognition regarding infant complementary food.</p> <p>2.Product cognition significantly influenced actual purchasing behavior.</p> <p>3.Product cognition played a mediating role between purchase intention, food safety awareness, and purchasing behavior.</p> <p>The findings demonstrate that product cognition serves as a critical bridge connecting consumers’ psychological intention and actual purchase actions. This highlights the necessity for manufacturers to strengthen product-related communication strategies, improve consumers’ perception of safety and quality, and enhance trust in infant complementary food. The results also provide empirical support for policy makers and public health agencies in developing more effective strategies for ensuring product safety and promoting healthy food consumption behaviors among parents of young children.</p> Qing Li ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2705 2717 From Western Polyphony to Modern A Cappella: Historical Roots and Contemporary Development in China https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288921 <p>This academic article examines the historical evolution and contemporary development of polyphonic and a cappella music, with a particular emphasis on the Chinese context. It begins by tracing the origins of Western polyphony in the Middle Ages, focusing on the shift from monophonic Plainsong to more intricate polyphonic forms such as Organum and the Motet. These innovations established the foundation for modern choral music and vocal harmony. The discussion then broadens to explore the global development of a cappella, highlighting the influence of styles like Barbershop and Vocal Jazz, and the role of international competitions such as the World Choir Games in promoting vocal ensemble music. In China, a cappella has seen notable growth in recent years, particularly within youth and university communities in major cities such as Beijing, Shanghai, Wuhan, and Guangdong. The rise of regional contests, cultural festivals, and institutional support has contributed to increased public engagement and artistic experimentation. These developments reflect both a growing appreciation for vocal performance and the integration of global musical trends into Chinese cultural life.</p> <p>However, despite this upward trajectory, the development of a cappella in China still faces several obstacles. These include a lack of professional infrastructure, limited access to structured training programs, and an underdeveloped commercial market. The paper concludes by proposing key strategies to address these challenges, such as reforming music education, strengthening international collaboration, and establishing clear professional standards. These recommendations aim to support the sustainable growth of Chinese a cappella and enhance its influence on the global musical stage.</p> Gao Jin ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2718 2731 ห้องเรียนธรรมชาติ: แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/288922 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา ตามแนวคิดการสร้างความรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ โดยใช้ธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ทดลอง แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงาน กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ วางแผน ลงมือปฏิบัติ และประเมินผล ควบคู่กับการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ครูมีบทบาทสำคัญในการออกแบบการเรียนรู้ และสร้างแรงจูงใจ ทั้งนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ เช่น "ม่วงคำครีเอทีฟชาโคล" ที่นำผงกะลาชาโคลของชุมชนมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรม "คุณปลูกเราดูแล" ร่วมกับชุมชนลัวฉือนี ในการเพาะกล้าไม้ป่าและกิจกรรมกระถางต้นไม้รักษ์โลกจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมให้กับผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> เสาวลักษณ์ เรืองศรี รตานรี สุทธิพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 4 2732 2748