วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir <p><strong>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติเพื่อสนับสนุนการศึกษา การสอน การวิจัยวารสารมุ่งเน้นบทความทางด้านการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน ศิลปศาสตร์ และการศึกษาเชิงประยุกต์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> สถาบันเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการศึกษาและการวิจัยแห่งสุวรรณภูมิ (สนว.) th-TH วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย 3027-6446 ความต้องการจำเป็นในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำ ตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261414 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงบรรยาย ใช้แนวคิดขอบข่ายการบริหารกิจการนักเรียนเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือโรงเรียนประจำ เต็มรูปแบบ(ไม่มีนักเรียนไป-กลับ) ใช้วิธีคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนประจำ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียน และครูผู้ดูแลนักเรียน จำนวนทั้งสิ้น 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ แบบสอบถามเรื่องความต้องการจำเป็นในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สภาพปัจจุบันในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด<br />คือ งานกิจกรรมเสริมหลักสูตร รองลงมาคือ งานบริการและสวัสดิการ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ งานควบคุม กำกับดูแลระเบียบวินัย และสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ งานควบคุม กำกับดูแลระเบียบวินัย รองลงมา คือ งานด้านบริการและสวัสดิการ และงานกิจกรรมเสริมหลักสูตรมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด<br />2. ความต้องการจำเป็นในการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม โดยเรียงลำดับได้ ดังนี้ 1)งานควบคุม กำกับดูแลระเบียบวินัย 2)งานบริการและสวัสดิการ และ 3) งานกิจกรรมเสริมหลักสูตร<br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ทำให้ได้รับทราบข้อมูลของการบริหารกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำตามแนวคิดทักษะทางพฤติกรรม ที่ได้แสดงถึงงานกิจการนักเรียนของโรงเรียนประจำที่เป็นอยู่ และงานบริหารกิจการนักเรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา รวมถึงทำให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานบริหารกิจการนักเรียนได้ทราบข้อมูลของการบริหารกิจการนักเรียน สำหรับการนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ในบริบทของโรงเรียนประจำต่อไป</p> สุปัญญา ปักสังคะเณย์ สุกัญญา แช่มช้อย Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1038 1051 10.14456/jeir.2023.89 ผลของโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกิจกรรม “เยาวชนแกนนำ คนทำ CPR” ต่อความรู้และทักษะการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานของนักศึกษาพยาบาล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/273433 <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และคะแนนทักษะปฏิบัติการพยาบาล เรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการเรียนสอนแบบบูรณาการกิจกรรม ภายใต้แนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อโปรแกรมการจัดการเรียนการสอน เรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานในนักศึกษาพยาบาล คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษา<br />พยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ทุกคน จำนวน 139 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบทดสอบความรู้เรื่องการการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนเรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และคะแนนทักษะปฏิบัติการพยาบาล เรื่องการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานของนักศึกษาพยาบาล หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกิจกรรม “เยาวชนแกนนำ คนทำ CPR” สูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><br /></p> <p>ที่ระดับ .01 (Mean=4.61, S.D.=.56) และ (Mean=4.85, S.D.=.66) ตามลำดับ และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.86, S.D.=.72)</p> ศุภลักษณ์ ธนาโรจน์ Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1052 1068 10.14456/jeir.2023.90 บทบาททางการเมืองของนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชียง ในการผลักดันวัฒธรรมชุมชนท้องถิ่นไทพวนบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ช่วง พ.ศ. 2555-2559 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261062 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา บทบาททางการเมืองของนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชียง<br />ในการผลักดันวัฒธรรมชุมชนท้องถิ่นไทพวนบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ช่วง<br />พ.ศ. 2555-2559 วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร บทความงานวิจัยและการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เป็นตามวัตถุประสงค์ สรุปอธิบายพรรณนาเชิงวิเคราะห์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) กำหนดคุณสมบัติของกลุ่มแบบโควตา (Quota Sampling) ในการสัมภาษณ์ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) นักการเมือง (2)เจ้าหน้าที่ของรัฐ <br />(3) นักธุรกิจ (4)กลุ่มอาชีพในชุมชนเขตเทศบาลตำบลบ้านเชียง (5) สื่อมวลชนนักวิชาการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าบทบาททางเมืองของนายกเทศมนตรี ได้แก่ ด้านการกำหนดนโยบายจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นผ่านการจัดทำประชาคมร่วมกับชุมชน ด้านการบริหารจัดการจัดสรรทรัพยากรได้วางกลยุทธ์โครงการแผนงานที่เหมาะสมนำเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีอย่างจำกัด ด้านการเชื่อมประสานในฐานะตัวแทนขององค์กรดำเนินการตามแผนพัฒนาแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ด้านการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอาชีพจากการจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน</p> มานพ มนตรีพิทักษ์ ธโสธร ตู้ทองคำ ยุทธพร อิสรชัย Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1069 1082 10.14456/jeir.2023.91 Transnationalization of Music Through the Composition of Fon Ngiao https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/269473 <p>This research aimed to explore the concept of original and contemporary Ngiao music, a traditional Thai musical form, and create a new sonata composition for piano and Thai string chamber ensemble. The study focused on the music, history, and culture of Fon Ngiao, examining the syncretism of Thai and Western music through the analysis of contemporary Ngiao compositions. The research explored ways to effectively convey the aesthetic standard of Thai music to Western audiences through performance, despite the challenges of harmonizing Thai and Western music systems. The research was conducted in Bangkok, Thailand using qualitative research methodologies such as surveys, interviews, and participant observation. The goal was to compose a new work blending Thai with Western music, promoting understanding and appreciation of Thai traditional music among university musicians, and showcasing its beauty to a wider audience. The research also documented and analyzed the piano compositions of Natchar Pancharoen and Bruce Gaston, who devoted themselves to the preservation and promotion of Thai music. Furthermore, the study examined the role of the piano in Thai music and its integration into traditional Thai string ensembles, providing insights into the influence of Western classical music on Thai culture and society. Overall, this research presented a comprehensive analysis of Fon Ngiaw and its adaptations to inspire the creation of modern musical works with Thai characteristics.</p> Yan Yan Veera Phansue Metee Metee Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1083 1095 10.14456/jeir.2023.92 เส้นทางการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261423 <p>เส้นทางการเรียนรู้เป็นเหมือนเข็มทิศที่สร้างประสบการณ์และมีส่วนร่วมในพื้นที่เพื่อศึกษาเส้นทางการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิต บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเส้นทางการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพพื้นที่วิจัย คือ พื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 40 คน ประกอบด้วย กลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มสถานประกอบการและวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศและกลุ่มสถาบันการศึกษาโดยการเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มภาคเอกชนโดยการเลือกแบบสโนบอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างแนวทางการสนทนากลุ่ม และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า เส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่แห่งการเรียนรู้โดยใช้ตลาดความสุขชาวเลเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย 3 เส้นทาง คือ 1) เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับอนุสาวรีย์วีระไทย (พ่อจ่าดำ) เส้นทางประวัติศาสตร์ของการยกพลขึ้นบกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของทหารญี่ปุ่น 2) เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบำบัดและตลาดความสุขชาวเล<br />เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับอุโมงค์โกงกาง เยี่ยมชมระบบนิเวศในพื้นที่ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ พร้อมลิ้มรสน้ำผึ้งจากป่าโกงกางในตลาดความสุขชาวเล และ 3) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจชุมชนและอาหารท้องถิ่น เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการผลิตต้นกล้า ขยายพันธุ์ จำหน่ายพันธุ์มะพร้าว และเรียนรู้ภูมิปัญญาการแปรูปมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ลักษณะ “รู้ รัก รส” ประกอบด้วย <br />1) รู้-วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ 2) รัก-ธรรมชาติบำบัดและตลาดความสุข 3) รส-อาหารท้องถิ่นและเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นประโยชน์เพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตสำหรับประชาชนในพื้นที่ต่อไป</p> เชษฐาฃ ฃมุหะหมัด เดโช แขน้ำแก้ว บุญยิ่ง ประทุม พีระพงค์ สุจริตพันธ์ พีรดาว สุจริตพันธ์ Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1096 1108 10.14456/jeir.2023.93 การศึกษาเส้นทางที่เหมาะสมในการจัดเก็บขยะ กรณีศึกษาของ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/273542 <p>ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อมีปริมาณขยะมูลฝอยจากชุมชนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบประมาณเฉลี่ย 5 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มมากขึ้น<br />เรื่อย ๆ ตามการขยายตัวของประชากรและในการเก็บขยะไม่มีแผนเส้นทางการจัดเก็บขยะที่เป็นรูปแบบ ทำให้การจัดเก็บขยะใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ทำให้สูญเสียทั้งด้านงบประมาณและด้านพลังงานเชื้อเพลิง งานวิจัยนี้ จึงได้ศึกษาระบบการจัดเก็บและขนส่งขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อโดยวิธีระบบโปรแกรมเชิงเส้นและการใช้โปรแกรม lingo มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสันเส้นทางการขนส่งขยะมูลฝอยให้เหมาะสมและวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บขยะมูลฝอยขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อในปัจจุบันเพื่อนำมาปรับปรุงและจัดสร้างเส้นทางขนส่งขยะมูลฝอยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพของรถขนขยะที่มีอยู่เดิมเป็นเกณฑ์<br />การวิเคราะห์จะพิจารณาจากข้อมูลปริมาณของขยะมูลฝอย จุดรวบรวมเก็บขน ระยะทาง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษา โดยวิธีระบบโปรแกรมเชิงเส้นและการใช้โปรแกรม lingo ทำให้สามารถลดค่าต้นทุนลงได้ ซึ่งจากเดิมมีค่าต้นทุนเฉลี่ยเป็นเงิน 1,036.64 บาทต่อวัน ลดลงเหลือ เงิน 853.95 บาทต่อวัน จะช่วยประหยัดต้นทุนได้วันละ 182.72 บาท คิดเป็นต้นทุนที่สามารถลดลง 17.62 % /วัน ถ้าคิดทั้งปีงบประมาณจะช่วยลดต้นทุนของหน่วยงานได้ถึง 66,692 บาท จากข้อมูลข้างต้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การศึกษาการพัฒนาระบบการจัดเก็บขยะมูลฝอยโดยวิธีระบบโปรแกรมเชิงเส้นและการใช้โปรแกรม lingo ในการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางสำหรับยานพาหนะนั้นสามารถช่วยลดระยะทางการขนส่งและค่าใช้จ่ายลงได้จริง</p> วีระชัย วงษ์วีระนิมิต ณัฐกฤษ น้อยก้อน Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1109 1122 10.14456/jeir.2023.94 การพัฒนาหลักสูตรเกษตรปลอดภัยตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261068 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรเกษตรปลอดภัยตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดเพชรบูรณ์ วิธีดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการสร้างและพัฒนา แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 สร้างและหาคุณภาพหลักสูตรเกษตรปลอดภัย โดยวิธีการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์กับเกษตรกร และนักวิชาการเกษตร หลังจากนั้นยกร่างหลักสูตรเกษตรปลอดภัยและนำเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรและนำไปหาประสิทธิภาพกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้หลักสูตรเกษตรปลอดภัยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบหลังเรียนและแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อน-หลังการทดลองและขั้นตอนที่ 3 ประเมินการใช้หลักสูตรเกษตรปลอดภัย โดยการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ขั้นตอนที่ 1 หลักสูตรเกษตรปลอดภัยที่พัฒนามีประสิทธิภาพ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> เท่ากับ 82.53/80.13 สามารถเสริมสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ขั้นตอนที่ 2 ผลการทดลองใช้หลักสูตรเกษตรปลอดภัย พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้หลักสูตรเกษตรปลอดภัย พบว่าหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และขั้นตอนที่ 3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความคิดเห็นต่อการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ของหลักสูตรเกษตรปลอดภัยในระดับมากที่สุด ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 4.54, SD = 0.63) </p> กมลฉัตร กล่อมอิ่ม Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1123 1134 10.14456/jeir.2023.95 กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเชิงนวัตกรรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/269718 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการ (2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเชิงนวัตกรรม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวกับกลยุทธ์การบริหารจัดการและแนวคิดทฤษฏีเชิงนวัตกรรม เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยเป็นสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตตรวจราชการที่ 4 ประกอบด้วย 4 จังหวัด คือ จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือผู้บริหารสถานศึกษาที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น<br />ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบที่ 3 จังหวัดละ 4 คน ใช้วิธีโดยการเลือกแบบเจาะจงรวม 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา ผลการวิจัย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดเชิงนวัตกรรมพบว่า การจัดการเกี่ยวกับหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน สื่อการสอน<br />งานวัดผลและประเมินผล ควรมีการบริหารงานที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการศึกษากลยุทธ์การบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอน ควรมีการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีศักยภาพสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้านการพัฒนาบุคลากรพบว่าควรมีส่งเสริมพัฒนาการครูให้มีทักษะการคิดที่แตกต่างโดยใช้สื่อนวัตกรรมเป็นแนวทางการพัฒนา ด้านการสร้างนวัตกรรมพบว่าควรมีการนำนวัตกรรมด้านการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมแบบสามดีโมเดลมาเป็นแนวทางในการสร้างนวัตกรรม ด้านการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม พบว่าควรมีการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลต่อการพัฒนางานวิชาการ และด้านการหาแนวทางปฏิบัติ พบว่าควรมีการนำแผนกลยุทธ์วิชาการสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดกลไกในการปฏิบัติงาน</p> สุชาติ หูทิพย์ ทนง ทองภูเบศร์ พิภพ วะชังเงิน Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1135 1154 10.14456/jeir.2023.96 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/260638 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และระดับความคิดเห็นการบริหารงานวิชาการ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และการบริหารงานวิชาการ โดยจำแนกตามอายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ครูผู้สอนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ที่ได้จากตารางกำหนดกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 217 คน และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิเป็นสัดส่วน โดยใช้เขตคุณภาพการศึกษาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br />ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 และการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 จำแนกตามอายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตามอายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 มีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับมากที่สุด<br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาด้านการบริหารงานวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> สุวรรณา พาเหาะ ศิริรัตน์ ทองมีศรี Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1155 1170 10.14456/jeir.2023.97 สาเหตุที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261507 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสาเหตุที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีโดยใช้แนวคิดทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์สเบอร์กและทฤษฎีการจูงใจของ อี.อาร์.จี (E.G.R) ประกอบด้วย แรงจูงใจ 5 ด้าน คือ ด้านความสำเร็จของงานด้านการได้รับการยอมรับด้านความรับผิดชอบด้านความก้าวหน้าและเติบโต และด้านความต้องการความสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาที่เข้าเรียนในสาขาวิชาการบริหารการศึกษาที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจงจากกลุ่มประชากรทั้งหมด ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ที่ความเชื่อมั่นร้อยละ 95</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษามีระดับแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา โดยภาพรวมในระดับมากที่สุด เมื่อวิเคราะห์แยกเป็นรายด้าน ปรากฏว่า ด้านความสำเร็จของงาน ด้านความรับผิดชอบ และด้านความต้องการความสัมพันธ์ นักศึกษามีแรงจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านความก้าวหน้าและเติบโต กับด้านการได้รับการยอมรับมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมาก 2. การเปรียบเทียบแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี จำแนกตามเพศ และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3.การประเมินสาเหตุที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด พบว่า สาเหตุที่เป็นแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความสำเร็จของงานเป็นสาเหตุของแรงจูงใจในการเลือกเรียนหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ของนักศึกษาในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความต้องการความสัมพันธ์ ด้านความก้าวหน้าและเติบโต<br />และด้านการได้รับการยอมรับ ตามลำดับ</p> นิพนธ์ วรรณเวช Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1171 1185 10.14456/jeir.2023.98 การจัดการเรียนรู้ต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261084 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับทราบและความเข้าใจข้อกฎหมายที่กำหนด และพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยกิจกรรมเรียนรู้เชิงประสบการณ์แบบบูรณาการ ก่อนและหลังเรียนวิชาข้อกฎหมายและจริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์จำนวน 53 คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาข้อกฎหมายและจริยธรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 1/2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด ได้แก่ 1) คลิปวิดีโอ 2) แบบประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียน 3) แบบสอบถามสำรวจพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)และ t-test (Hypothesis test statistic) <br />ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษารับทราบข้อมูลการประกาศใช้กฎหมายที่กำหนด มากกว่าร้อยละ 53 โดยมีความเข้าใจในระดับปานกลางถึงระดับมาก พฤติกรรมที่นักศึกษามีแนวโน้มกระทำมากที่สุดคือ การตรวจสอบและสืบค้นที่มาของแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ได้จากอินเทอร์เน็ต ตัดสินใจทำธุรกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากความสะดวก ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าธรรมเนียมแม้ว่าอาจจะมีความเสี่ยง ในขณะที่มีแนวโน้มใช้ซอฟต์แวร์หรือสินค้าและผลิตภัณฑ์ละเมิดลิขสิทธิ์น้อย 2) เมื่อเปรียบเทียบการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์แบบบูรณาการ ผลประเมินก่อนและหลังทำกิจกรรมคะแนนมีค่าเฉลี่ย 3.79 และ 6.4 ตามลำดับ ผลสัมฤทธิ์การเรียนหลังจากร่วมกิจกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลจากการวิจัยสามารถนำองค์ความรู้ ปรับเป็นรูปแบบกิจกรรมสำรวจพฤติกรรมจากประสบการณ์ของกลุ่มเป้าหมาย ประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยคำถามในประเด็นที่ต้องการวัดผลก่อน (pre-test) และหลัง (post-test) ทำกิจกรรม ผลประเมินที่ได้จากการสำรวจตนเองสามารถใช้เป็นแนวทางวางแผนปรับตัวในประเด็นปัญหาหรือเป้าหมายที่กำหนด</p> มณีเนตร พวงมณี Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1186 1203 10.14456/jeir.2023.99 รูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/270775 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1)เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา (2)เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา (3) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี พื้นที่วิจัยเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 18 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 9 คน กลุ่มตัวอย่างผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการหรือผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูบุคลากร จำนวน 262 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ในสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 3.872, S.D. = 0.630)ด้านที่มีสภาพพึ่งประสงค์สูงสุดคือ ด้านการนิเทศการสอน (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 3.937,S.D. = 0.665) วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา ในภาพรวมพบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นในระดับสูง (PNImodified= 0.117) เมื่อพิจารณาเป็นรายพบว่า ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการจัดการเรียนการสอน (PNImodified= 0.106) วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ผลการวิจัยรูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานวิถีชีวิตใหม่หรับโรงเรียน มัธยมศึกษา พบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ 1) การกำหนดพันธกิจและแผนกลยุทธ์ 2) การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและตัวชี้วัด 3) การจัดระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศและ 4) การติดตาม ตรวจสอบ การวัดประเมินผลและการรายงาน นำองค์ประกอบทั้ง 4 มาพัฒนาการบริหารวิชาการในขอบข่ายการบริหารงานวิชาการคือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดผลและการประเมินผล (4) การนิเทศการสอน</p> ชลิกา หูทิพย์ ทนง ทองภูเบศร์ พิภพ วชังเงิน Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1204 1223 10.14456/jeir.2023.100 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ตามแนวคิดทักษะการหลอมรวม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/260748 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีตามแนวคิดการพัฒนาทักษะการหลอมรวม และ 2) เพื่อศึกษา<br />ความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาทักษะ<br />การหลอมรวม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคิดการบริหารวิชาการและทักษะ<br />การหลอมรวมเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ผู้ให้ข้อมูล 107 คน ประกอบด้วย คณะผู้บริหารโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จำนวน 5 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงและคณะครูโรงเรียน<br />สุรศักดิ์มนตรี จำนวน 102 คน ใช้วิธีการเลือกแบบสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ <br />การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการตามแนวคิดการพัฒนาทักษะการหลอมรวมในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลางและมาก ตามลำดับ 2) ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดของการบริหารวิชาการ คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ รองลงมา คือ ด้านการประเมินผล และ ด้านการพัฒนาหลักสูตร เป็นลำดับสุดท้าย</p> <p>ทั้งนี้โรงเรียนสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนแนวทางการบริหารวิชาการ อันประกอบไปด้วยการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้มีทักษะการหลอมรวม </p> สโรชา เอี่ยมสุรนันท์ สุกัญญา แช่มช้อย Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1224 1237 10.14456/jeir.2023.101 ความรู้ทั่วไปต่อพืชกระท่อม และทัศนะต่อกรณีการถอดพืชกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261577 <p>ความรู้ทั่วไปต่อพืชกระท่อม และทัศนะต่อกรณีการถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ทั่วไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อพืชกระท่อม และ เพื่อศึกษาทัศนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกรณีการถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ อำเภอเมืองนครปฐม หรือเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องกับการทำคดียาเสพติด จำนวน 150 คน ใช้แบบสอบถาม ชนิดปลายปิด และชนิดปลายเปิด กำหนดมาตรวัดแบบ Likert Scale</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สถานภาพ การศึกษา ชั้นยศ และการอบรม ทั้งสี่ปัจจัยส่งผลต่อความรู้ทั่วไปของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีต่อพืชกระท่อม (p &lt; 0.05) กลุ่มเพศหญิง กลุ่มอายุ 20-30 ปี กลุ่มปริญญาตรี-โท กลุ่มที่ยังไม่สมรส และกลุ่มอายุราชการอายุมากกว่า 7 ปี เป็นกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยจำนวนข้อที่ตอบถูกมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ปัจจัยภูมิหลังของการศึกษาทั้งหมด มีผลต่อทัศนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกรณีการถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 (p &lt; 0.05) ผลของทัศนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกรณีการถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ในด้านต่าง ๆ มีผลดังนี้ ด้านความรู้สึก (4.06±0.99, มาก) ด้านการรับรู้หรือการเชื่อ (3.76±1.02, มาก) ด้านความพร้อมที่จะกระทำ(3.78±0.86, มาก)ด้านความคิดเห็นต่อประโยชน์ของการใช้พืชกระท่อม (3.61±0.93, มาก) ด้านความคิดเห็นต่อโทษของการใช้พืชกระท่อม (3.29±1.01, ปานกลาง) ด้านความคิดเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. …(3.72±0.99, มาก)</p> <p>ข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกรณีการถอดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปลดกระท่อมออกจากกฎหมายยาเสพติดประเภท 5 ควรควบคุมการขายให้ได้มาตรฐานเพื่อไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เปิดให้ขายได้โดยเสรี และควรมีการส่งเสริม ให้จัดการบรรยายให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มทักษะความรู้ความเข้าใจ</p> กิตติศักดิ์ เหมือนดาว มูฮำหมัด นิยมเดชา Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1238 1252 10.14456/jeir.2023.102 การบริหารจัดการการศึกษาพิเศษในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261242 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบการบริหารจัดการการศึกษาพิเศษในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบ EDFR รวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 21 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ คือ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง<br />และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่ามัธยฐาน ค่าฐานนิยม ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และการวิเคราะห์ข้อมูล<br />ผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการการศึกษาพิเศษในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการกำหนดนโยบายควรให้ผู้บริหารทุกระดับมีความรู้ เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการการศึกษาพิเศษ โรงเรียนทุกแห่งบริการอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค มีส่วนงานเฉพาะการศึกษาพิเศษและกรอบอัตรากำลังครูเพียงพอ ส่งเสริมอาชีพ และจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษของกลุ่มเขต 2) ด้านการวางแผนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มีการวางแผนกลยุทธ์ ร่วมมือกันระหว่างโรงเรียน ครอบครัว นักสหวิชาชีพ และเครือข่ายทุกภาคส่วน 3) ด้านการบริหารงานวิชาการมีการวิเคราะห์หลักสูตร จัดกิจกรรมตามความต้องการจำเป็นพิเศษ ครูทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล และแผนการสอนเฉพาะบุคคล นำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมาใช้ สนับสนุนการวิจัย ประเมินผลความก้าวหน้าเป็นรายบุคคล 4) ด้านการบริหารงานบุคคลสรรหาและคัดเลือกครูโดยร่วมมือกับสถาบันผลิตครู จัดสรรทุน และทำข้อตกลงบรรจุ การรักษาและพัฒนา ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพ สร้างขวัญกำลังใจ และเน้นที่ผลการพัฒนาเด็กเป็นสำคัญ 5) ด้านการบริหารงานทั่วไปปรับปรุงสภาพแวดล้อม พัฒนาฐานข้อมูล ประชาสัมพันธ์ และจัดตั้งกองทุน 6) ด้านการบริหารงบประมาณ จัดสรรตามความจำเป็น และปฏิบัติแบบมุ่งเน้นผลงานเป็นสำคัญ และ 7) ด้านการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษายึดหลักทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ </p> สมฤดี พละวุฑิโฒทัย Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1253 1269 10.14456/jeir.2023.103 ผลของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/272540 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 2) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ที่ได้รับการสอนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น ก่อนเรียนและหลังเรียน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดลาย (ทวีปัญญา) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 15 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่อิสระจากกัน (t-test Dependent samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น มีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> รรินธร อุณหะ แสน สมนึก Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1270 1285 10.14456/jeir.2023.104 Brand Communication and Consumers’ Brand Purchase Intention in social media: Mediator Effect of Brand Image, Brand Association/Awareness, Brand Loyalty https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/260787 <p>This article mainly researched the mediating effects of brand image, brand awareness, association, and brand loyalty on brand communication and purchase intention in social network brand communication. The sample group consisted of mobile phone users who used the Xiaohongshu APP. The research used SEM and mediation test to test the hypothesis. The results showed that brand image, brand awareness, association and brand loyalty played a mediating role between brand communication and purchase intention. Research also suggested that on social media, brands could still attract consumers' attention by creating a unique image and showcasing their brand's personality. Moreover, it could be done through the connection between social media platforms and consumers so that recognition, memories and associations increased purchase preferences. Finally, brands could also build and maintain brand loyalty through social media to increase product stickiness among consumers, significantly influencing consumer purchasing decisions.</p> Fuangfa Liwen Fuangfa Amponstira Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1286 1300 10.14456/jeir.2023.105 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261593 <p class="xxx" style="text-indent: .5in; tab-stops: 42.55pt;">การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ 2) ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทีมีต่อการจัดการเรียนวิชาภูมิศาสตร์โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ สำหรับเครื่องมือที่นำมาใช้ในการวิจัย ได้แก่1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ จำนวน 3 หน่วยการเรียนรู้ รวม 15 คาบเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ก่อนและหลังเรียน และ3) แบบวัดเจตคติที่มีผลต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ โดยนำไปใช้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 44 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ที่ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า ดังนี้ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เจตคติต่อการเรียนวิชาภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นตอนมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งมีลักษณะความสัมพันธ์กันเป็นวงจรการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยระยะเวลาหนึ่งจึงส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจทางภูมิศาสตร์ได้จนนำไปสู่การเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภูมิศาสตร์มากขึ้น</p> อานันท์ เจริญสุข Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1301 1314 10.14456/jeir.2023.106 แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261250 <h1>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดการบริหารวิชาการและทักษะการคิดขั้นสูงเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จำนวน 173 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง 2) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและการวิเคราะห์เนื้อหา</h1> <h1>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิจัยความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูงลำดับสูงสุด คือ การประเมินผล (PNI<sub>modified</sub>=0.617) รองลงมา คือ การจัดการเรียนรู้ (PNI<sub>modified</sub>=0.526) และการพัฒนาหลักสูตร (PNI<sub>modified</sub>=0.429) ตามลำดับ 2. ผลการวิจัยได้แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูง มีทั้งหมด 3 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย</h1> <p>ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาได้รับทราบข้อมูลจากครูผู้สอน บุคลากรภายในสถานศึกษาถึงความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ตามแนวคิดทักษะการคิดขั้นสูงเรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปน้อย และสามารถนำแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการไปพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดขั้นสูงต่อไป</p> อัชปาณี ชนะผล สุกัญญา แช่มช้อย Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1315 1326 10.14456/jeir.2023.107 กลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/273188 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ 3) จัดทำกลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 180 โรงเรียนด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และมีผู้ให้ข้อมูลแต่ละโรงเรียน 5 คน ดังนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนรองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 1 คน และครู 2 คน รวม 900 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมของร่างกลยุทธ์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา <br />ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ภาพรวมของการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์อยู่ในระดับปานกลางและระดับมาก ซึ่งด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียน การสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และมีดัชนีความต้องการจำเป็นของการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ที่มีค่าสูงสุด คือ ด้านการเลือกแพลตฟอร์มการจัดการเรียนการสอน โดยกลยุทธ์การชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 6 กลยุทธ์รอง และ 29 วิธีดำเนินการ ซึ่งมีกลยุทธ์หลัก คือ 1) พัฒนานโยบายและบริหารจัดการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ 2) ส่งเสริมให้มีการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ 3) ส่งเสริมให้มีการวิเคราะห์ทบทวน เพื่อประเมินและติดตามผลการชี้แนะการจัดการเรียนการสอนออนไลน์</p> ศุภณัฐ สารรัตน์ บุณฑริกา บุลภักดิ์ จุไรรัตน์ สุดรุ่ง Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1327 1342 10.14456/jeir.2023.108 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการนำนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติ: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/260877 <p>การวิจัยนี้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ (1) เพื่อศึกษาลักษณะของการนำนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อประสิทธิผลของการนำนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติ และ (3) เพื่อศึกษาถึงผลกระทบการนำนโยบายสวัสดิการไปปฏิบัติที่มีต่อผู้สูงอายุ การวิจัยนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แหล่งข้อมูลที่สำคัญมาจากเอกสารต่าง ๆ<br />ที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ก็คือ แนวในการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างชุดหนึ่ง ข้อมูลที่เก็บได้ทั้งหมดทำการวิเคราะห์โดยการบรรยายความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ค้นพบสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้<br />(1) เกี่ยวกับลักษณะของนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติ พบว่า นโยบายเข้าสู่ระเบียบวาระได้สำเร็จสาเหตุมาจากกระแสสามกระแส คือ กระแสการเมือง กระแสปัญหาผู้สูงอายุ และ กระแสนโยบาย<br />(2) เกี่ยวกับปัจจัยที่เอื้อต่อประสิทธิผลของการนำนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติ พบว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องเรียงตามลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ภาวะความเป็นผู้นำ 2) ทรัพยากรนโยบาย (3) ลักษณะการบริหารจัดการ 4) ความต้องการของผู้สูงอายุ และ 5) ความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (3) เกี่ยวกับผลกระทบของการนำนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติ อาจจะกล่าวได้ว่า มีทั้งผลกระทบทางบวกและทางลบ ผลกระทบในทางบวก ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพที่ดีขึ้นตลอดจนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบในทางลบ ได้แก่ งบประมาณมีไม่เพียงพอ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุไปปฏิบัติไม่มีความรู้ความเข้าใจผู้สูงอายุอย่างแท้จริง</p> ประสิทธิ์ เจตน์ทรงธรรม Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1343 1353 10.14456/jeir.2023.109 การบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261658 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบองค์ประกอบเชิงยืนยันของการบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อทราบผลการเปรียบเทียบการประเมินโครงการโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร ด้วยการใช้ CIPP Model กับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ใช้แนวคิดศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่การวิจัยคือโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ได้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 205 โรงเรียน ใช้วิธีคัดเลือกตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งประเภท กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์การประเมินโครงการ ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายในแต่ละเขต<br />ได้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 50 โรงเรียน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น แบบประเมินผลโครงการโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบเชิงยืนยันการบริหารโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) การวางแผนและการมีส่วนร่วม 2) การจัดการเรียนการสอน 3) การส่งเสริมสนับสนุน 4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 2. ผลการประเมินโครงการโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร ด้วยการใช้ CIPP Model พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 1 ด้าน ได้แก่ ด้านสภาวะแวดล้อม และอยู่ในระดับมาก จำนวน 3 ด้าน ส่วนการประเมินผลโครงการโรงเรียนคุณธรรมสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าทุกด้านมีความเหมาะสม</p> กันต์ลภัส อชิรปัญญานันท์ Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1354 1369 10.14456/jeir.2023.110 ประสิทธิผลการจัดกิจกรรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีความสามารถแห่งตนต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง ตำบลสาริกา จังหวัดนครนายก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261327 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ทฤษฎีความสามารถแห่งตนที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง รูปแบบการเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้แนวคิดผลการวิเคราะห์ตนเอง TOWS Matrix เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ ชุมชนหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 106 คน หญิง 77 คน ชาย 29 คน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา จำนวน 60 คน เลือกโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Dependent t – test และ Independent t – test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีความรู้เรื่องอาหารสำหรับความดันโลหิตสูง การรับรู้ความสามารถตนเองในการควบคุมอาหารสำหรับความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมเลี่ยงการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม ดีกว่าก่อนการทดลอง และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยก่อให้เกิดรูปแบบ L–M–S มีคุณค่าต่อการนำไปบูรณาทฤษฎีความสามารถแห่งตนต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ประกอบด้วยคำถามนำ การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมเสริมประสบการณ์ตรงที่ประสบความสำเร็จ และสถานการณ์จำลอง</p> กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน ฐมาพร เชี่ยวชาญ Copyright (c) 2022 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1370 1384 10.14456/jeir.2023.111 Development of English Reading Potential Using the Blended Teaching Techniques of SQ6R with Local Context Based Learning for Undergraduate Students https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/273330 <p>This research aimed to 1) create a set of learning activities using the blended teaching technique SQ6R with a local context-based learning 2) assess the learning management outcomes for the development of reading skills for better comprehension through a collaborative skill-building approach along with the SQ6R technique 3) compare students' English language reading abilities for pre-learning and post-learning comprehension. The research design was quantitative research. The research area was Rajamangala University of Technology Tawan-ok, Chanthaburi province.<br />The sample group was undergraduate students who enrolled in English for Study Skills course in the first semester of the academic year 2023.The 55 samples were obtained using the purposive sampling method. The research tools were four sets of learning activity modules that employed the blended teaching technique SQ6R with a local context-based learning. Data analysis was conducted using a One-Way ANOVA statistical test to compare differences between the means of two dependent variables (T-test Dependent).</p> <p>The research findings revealed that the researchers had developed a set of learning activity modules using the blended teaching technique SQ6R with a local context-based approach. There were four sets of modules: 1. Local Food for Life ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 4.24) 2: Seasons Change (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" /> = 4.31) <br />3: Chanthaburi Only ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 4.33) and 4: Christmas in Chanthaburi ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 4.39). The overall average score was 4.32 ( <img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />= 4.32, SD = 0.08). 2. The assessment results of the learning activity modules using the blended teaching technique SQ6R with a local context-based approach, both pre-learning (E1) and post-learning (E2) equal 83.43/85.71, which was higher than the set criteria. 3. The mean score of the pre-test for students at Rajamangala University of Technology Tawan-ok, Chanthaburi Campus was 8.77 (29.23%). After receiving instruction using the learning activity modules, the post-teaching test yielded a mean score of 24.41 (81.34%). Furthermore, the comparing of reading abilities of the students before and after receiving instruction using the learning activity modules, it was found that the students' reading abilities were significantly higher after instruction at a statistical significance level of 0.05.</p> Mattana Chankit Apapan Tiyawong Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1385 1401 10.14456/jeir.2023.112 นวัตกรรมการบริหารจัดการงานบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/260878 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการบริหารจัดการงานบริการหน่วยงานราชการกับประชาชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครปฐม รูปแบบการวิจัยแบบใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Approach) ซึ่งใช้การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูล ที่สำคัญ (Key-Informant) ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของการศึกษา ซึ่งได้แก่ ได้แก่ ผู้บริหารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครปฐม จำนวน 23 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1)นวัตกรรมภาครัฐ ประกอบด้วย นวัตกรรมบริการ นวัตกรรมการส่งมอบ บริการ นวัตกรรมการบริหาร/องค์การ นวัตกรรมทางความคิด นวัตกรรมเชิงนโยบาย และนวัตกรรมเชิงระบบเรียกรวมว่า ระบบราชการ 4.0 ซึ่งเป็นแนวคิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการการ บริหารจัดการภาครัฐใหม่ ทั้งนี้ การสร้างนวัตกรรมภาครัฐนั้น จำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนโดยความ ร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ข้าราชการ หรือบุคลากรภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในฐานะผู้ให้บริการ ตลอดจนประชาชนในฐานะผู้รับบริการ อย่างไรก็ตาม การสร้างนวัตกรรมภาครัฐยังคงประสบปัญหากับความเป็นระบบราชการที่เป็นระบบที่ไม่มีความยืดหยุ่น ไม่มีความคล่องตัว ยึดติดกับระเบียบ แบบแผน ทำให้เกิดความล่าช้าและไม่ตอบสนองกับความต้องการของประชาชน ซึ่งประเด็นปัญหาดังกล่าวยังเป็นความท้าทายที่องค์กรภาครัฐในบริบทของไทยจะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมภาครัฐให้มีประสิทธิภาพได้ในอนาคต</p> ปรัชญา จำนงค์ Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1402 1413 10.14456/jeir.2023.113 รูปแบบการท่องเที่ยวโดยใช้อาชาในเขตทหาร กองทัพบก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/261736 <p>งานวิจัยเรื่อง รูปแบบการท่องเที่ยวโดยใช้อาชาในเขตทหาร กองทัพบก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวโดยใช้อาชาในเขตทหาร กองทัพบก เพื่อให้เกิดรูปแบบการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ และเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mix method research) คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยการแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวโดยการใช้อาชาในเขตทหาร กองทัพบก ในปี พ.ศ.2564 จำนวน 310 ชุด และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) กับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยใช้อาชาในเขตทหาร กองทัพบก จำนวน 17 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการท่องเที่ยวโดยใช้อาชาในเขตทหาร กองทัพบก ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านสถานที่ การบริการจัดการการท่องเที่ยว คุณภาพการบริการของหน่วยงาน การบริการจัดการ การท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว และการพัฒนาการบริการท่องเที่ยวของหน่วยงาน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถเข้ามาใช้บริการ และได้รับความพึงพอใจสูงสุด โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ การสร้างความหลากหลายทางการท่องเที่ยว และการแสวงหาเครือข่ายทางการท่องเที่ยว</p> ชนัดดา ยังเฟื่องมน ธีทัต ตรีศิริโชติ Copyright (c) 2023 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2023-12-31 2023-12-31 7 4 1414 1429 10.14456/jeir.2023.114