https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/issue/feed วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย 2026-09-30T16:38:06+07:00 Asst. Prof. Dr.Phumphakhawat Phumphongkhochasorn eitsthailand64@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ISSN: 3027-6446 (Online)</strong></p> <p><strong> วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการค้นคว้า ตลอดจนเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในด้านการศึกษา การสอน การวิจัย โดยวารสารมุ่งเน้นที่บทความในสาขาต่างๆ เช่น การศึกษา นวัตกรรมการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์ โดยมีการตีพิมพ์ปีละ 4 ฉบับ บทความแต่ละบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย การศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน นวัตกรรมการจัดการ ศิลปศาสตร์ และนวัตกรรมการศึกษาเชิงประยุกต์</p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่</p> <p> 3) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความในลักษณะวิจารณ์หรืออธิบายเหตุผลสนับสนุนในประเด็นที่เห็นด้วย และ มีความเห็นแตกต่างในมุมมองวิชาการ</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p> กำหนดเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> <p> ตั้งแต่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2566 เป็นต้นไป</p> <p> เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) ประเภทออนไลน์ของ <strong>วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย </strong>คือ <strong>ISSN: 3027-6446 (Online)</strong> เผยแพร่สืบค้น และดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ <strong><a href="https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir"><u>https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir</u></a></strong></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p> วารสารมีระบบการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิก่อนการตีพิมพ์ บทความที่ตีพิมพ์จะต้องผ่านการพิจารณาจาก<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน </strong>โดยใช้วิธีการประเมินแบบปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) สำหรับบทความจากผู้เขียนในหน่วยงานหรือสถาบันของวารสารฯ จะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ขณะที่บทความจากผู้เขียนภายนอกหน่วยงานจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในสาขานั้นๆ และไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับผู้เขียน</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293928 The Strategy Research on Improving the Innovative Behavior of Young Teachers in Public Vocational Colleges in Yunnan Province 2025-09-25T14:23:48+07:00 Yannan Zhu yannanz742@gmail.com Bongkochmas Ek-lem yannanz742@gmail.com Somkid Kaewtip yannanz742@gmail.com Chalermchai Panyadee yannanz742@gmail.com <p>This article aims to study (1) the current situation of innovative behavior among young teachers in public vocational colleges in Yunnan Province, China, and (2) propose appropriate development strategies to enhance their innovative behavior. The sample consisted of 375 young teachers from 37 public vocational colleges in Yunnan, using a systematic random sampling approach. Data were collected through structured questionnaires and in-depth interviews, and analyzed using descriptive statistics and content analysis. The findings of the study were as follows:</p> <p>The level of innovative behavior among young teachers in Yunnan was high, with a mean score of 3.71 for idea generation and 3.54 for idea championing, indicating room for improvement, especially in the areas of generating and championing new ideas in teaching.</p> <p>Organizational factors, such as perceived organizational innovation climate, organizational support and knowledge sharing , had a significant positive impact on teachers' innovative behavior. Individual factors, including self-efficacy, work engagement and job satisfaction also contributed positively to innovation. However, barriers such as limited resources, institutional constraints were identified as significant inhibitors of innovation.</p> <p>This study provides a comprehensive analysis of the current state of innovative behavior among young teachers in Yunnan's vocational colleges and offers corresponding strategies to improve it.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294961 นวัตกรรมความเป็นจริงเสมือนในการเพิ่มความสามารถด้านภาษา สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 2025-10-25T00:50:08+07:00 ภัทราวดี มากมี pattrawadee@go.buu.ac.th พีร วงศ์อุปราช peera.w@chula.ac.th รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช rangsirat.wo@go.buu.ac.th วิทวัส เพ็ญภู่ withawat_p@rmutt.ac.th <p>นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมักประสบปัญหาในการพัฒนาความสามารถด้านภาษา ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality: VR) สำหรับเพิ่มความสามารถด้านภาษาของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโดยใช้วิธีการออกแบบการเรียนการสอนโมเดล ADDIE เพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านภาษาของนักเรียนระดับประถมศึกษาที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ เด็กนักเรียนจำนวน 12 คน (ชาย 6 คน หญิง 6 คน) อายุระหว่าง 6–14 ปี จากโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมทุกระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 ซึ่งเข้าร่วมการฝึกด้วย VR จำนวน 8 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 30–45 นาที<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมความเป็นจริงเสมือนสำหรับเพิ่มความสามารถด้านภาษาของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่พัฒนาขึ้นประกอบไปด้วย 5 ฉาก ได้แก่ ฉากห้องเรียน ฉากโรงยิม ฉากโรงอาหาร ฉากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ฉากสนามเด็กเล่น มีความเหมาะสมในการนำไปใช้จริง 2) จากการสัมภาษณ์นักเรียน พบว่า นวัตกรรมความเป็นจริงเสมือนใช้พัฒนาความสามารถด้านภาษาอย่างชัดเจน โดยสามารถเรียนรู้และจดจำคำศัพท์ใหม่ได้ในหลากหลายบริบท เช่น ห้องเรียน โรงยิม โรงอาหาร สนามเด็กเล่น และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ 2.1) นักเรียนมีส่วนร่วมและแรงจูงใจสูง โดยแสดงความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ผ่าน VR และต้องการใช้งานทุกวัน และ 2.2) นักเรียนสามารถถ่ายทอดคำศัพท์และทักษะภาษาที่เรียนรู้จากสภาพแวดล้อมเสมือนไปใช้ในการสื่อสารจริงทั้งในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมความเป็นจริงเสมือนมีศักยภาพสูงในการเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถด้านภาษา มอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีส่วนร่วม สอดคล้องกับบริบท และสามารถใช้เสริมกลยุทธ์ทางการศึกษาที่มีอยู่เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ </p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294212 รูปแบบการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณ ตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร 2025-10-24T17:04:22+07:00 ภาวิณี พุทธพฤกษ์ pawinee_8123@hotmail.com สุภัทรา เอื้อวงศ์ supathra@siam.edu วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ wisutwichit1112@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปฏิบัติและสภาพปัญหาการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมมาภิบาล (2) ศึกษาแนวทางการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมมาภิบาล และ (3) พัฒนารูปแบบการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมมาภิบาล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณในสถานศึกษา และหลักธรรมาภิบาล เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัยคือกลุ่มคือโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 119 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ (1) แบบสอบถาม (2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (3) แบบสนทนากลุ่ม (4) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) สภาพของการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล การบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมมีสภาพปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.06) และมีสภาพปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.09) เมื่อพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีสภาพการปฏิบัติน้อย 3 ด้าน เรียงลำดับจากสภาพการปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านการติดตามและประเมินผล ด้านการรายงานผล ด้านการบริหารพัสดุและสินทรัพย์ และมีสภาพปัญหาสูง 3 ด้าน เรียงลำดับจากสภาพปัญหาสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการติดตามและประเมินผล ด้านการรายงานผล และด้านการวางแผนงบประมาณการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณ โดยรวมมีสภาพปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.12) และมีสภาพปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.95) เมื่อพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีสภาพการปฏิบัติน้อย 3 ด้าน เรียงลำดับจากสภาพการปฏิบัติน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ด้านการติดตามและประเมินผล ด้านกิจกรรมควบคุม และมีสภาพปัญหาสูง 3 ด้าน เรียงลำดับจากสภาพปัญหาสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการประเมินความเสี่ยง ด้านกิจกรรมควบคุม และ ด้านสภาพแวดล้อมการควบคุม</p> <p>2) แนวทางการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ (1) การจัดการสภาพแวดล้อมการควบคุม (2) การประเมินความเสี่ยง (3) กิจกรรมการควบคุม (4) สารสนเทศและการสื่อสาร และ (5) การติดตามและประเมินผล </p> <p>3) รูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า “รูปแบบการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” มีองค์ประกอบ 6 ส่วน ประกอบด้วย (1) ชื่อรูปแบบ (2) หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ (3) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (4) กระบวนการบริหารของรูปแบบ (5) การกำกับติดตามและประเมินผล (6) ปัจจัย/เงื่อนไขความสำเร็จในการบริหาร </p> <p>องค์ความรู้/ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ เพื่อให้สถานศึกษาได้นำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการควบคุมภายในด้านการบริหารงบประมาณตามหลักธรรมาภิบาล ให้เกิดการควบคุมภายในการบริหารงบประมาณที่มีมาตรฐานชัดเจน การจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณอย่างสมเหตุสมผล ลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานด้านงบประมาณ มีการบริหารงบประมาณของสถานศึกษาโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงต่อไป</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291109 Psychological Empowerment, Knowledge Sharing, Coworker Support and Platform Leadership Effecting Employee Innovative Behavior High-Tech Manufacturing in China 2025-07-18T13:32:19+07:00 Xiaoyong Yue S6472A10007@SAU.AC.TH Napaporn Khantanapha napapornk@sau.ac.th <p>This study, grounded in Social Exchange Theory, Social Learning Theory, and the Ability-Motivation-Opportunity (AMO) framework, investigates the emerging leadership paradigm of platform leadership within the context of China. The research focuses on: (1) examining the effect of platform leadership on employees’ innovative behavior; (2) exploring the mediating roles of organizational learning, knowledge sharing, psychological empowerment, and coworker support in the relationship between platform leadership and employees’ innovative behavior; and (3) analyzing the overall relationship between platform leadership and employee innovation. A mixed-methods approach was employed, following a sequential explanatory design. The quantitative phase involved the analysis of questionnaire data from 518 employees working in high-tech industries in Chongqing, including the manufacturing, software, and information services sectors, as well as internet companies. Data analysis was conducted using SPSS and SmartPLS software. For the qualitative phase, semi-structured interviews were conducted with employees from 24 enterprises to further explore the structural equation model.</p> <p style="font-weight: 400;">The research findings indicate that: (1) platform leadership has a positive and significant impact on organizational learning, knowledge sharing, coworker support, and psychological empowerment; and that organizational learning, knowledge sharing, and psychological empowerment significantly influence employee innovative behavior. (2) Platform leadership affects employee innovative behavior indirectly through these mediators, with organizational learning showing the strongest mediating effect. (3) The mediating role of coworker support and the underlying mechanisms linking platform leadership to innovative behavior warrant further investigation and empirical validation.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/297168 การออกแบบและประเมินประสิทธิภาพโมดูล Hi-STEM เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการด้านอาหารฮาลาล 2026-03-16T14:09:49+07:00 มูฮำหมัดอามีน หะยีหามะ ameenfood@gmail.com อิสมาอิล ราโอบ h.muhammadameen@ftu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีที่มาจากช่องว่างทางทักษะของผู้ประกอบการอาหารฮาลาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังขาดการบูรณาการด้านเทคโนโลยีและจริยธรรมอย่างเป็นระบบ วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการด้านอาหารฮาลาลในจังหวัดปัตตานี 2) ออกแบบโมดูลการอบรมเข้มข้น Hi-STEM (Halal-Integrated Success Model) และ 3) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเหมาะสมของโมดูลและเครื่องมือวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นหลัก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฮาลาล ด้านการศึกษา STEM และผู้ประกอบการรวม 9 ท่าน เลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ประกอบการมีความต้องการจำเป็นเร่งด่วนในทักษะด้าน STEM และเทคโนโลยีอาหาร (The Microscope) ควบคู่กับการปลูกฝังจริยธรรมฮาลาลตามหลักวาซาฏียะฮ์เป็นแกนกลาง 2) ผลการออกแบบได้โมเดล Hi-STEM ที่บูรณาการผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) และรายวิชา (CLOs) ครอบคลุม 4 ด้านหลัก คือ จริยธรรมฮาลาล (The Heart), ทักษะ STEM (The Microscope), ความยืดหยุ่นต่อวิกฤต (The Shield) และการเติบโตทางธุรกิจ (The Rocket) และ 3) ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันว่าโมดูลและเครื่องมือวิจัยมีความตรงเชิงเนื้อหาและความเหมาะสมในระดับสูงทุกด้าน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และผลประเมินความเหมาะสมผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แสดงถึงความพร้อมเชิงโครงสร้างและเนื้อหาในการนำไปพัฒนาผู้ประกอบการจริง องค์ความรู้ที่ได้รับคือโมดูลการพัฒนาผู้ประกอบการ "พันธุ์ผสม" ที่ผสานวิทยาศาสตร์และจริยธรรมอิสลามเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ งานวิจัยมีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและการตรวจสอบความตรงเบื้องต้น ผลการวิจัยจึงเป็นข้อเสนอแนะเชิงรูปแบบที่ควรนำไปทดลองใช้เพื่อประเมินประสิทธิผลต่อผู้เรียนในระยะต่อไป</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293940 Developing a Model of The Impact of Situational Leadership on Instructors' Self-Efficacy in Universities in Shandong, China 2025-09-25T21:28:54+07:00 Jia Duofen jiaduofen39@gmail.com Boonmee NenYoud prakasit.mcu@gmail.com <p>In the evolving educational landscape, effective leadership styles and the development of instructors' self-efficacy are crucial for the success and advancement of academic institutions. This study aims to examine the multifaceted impact of situational leadership style on university instructors in Shandong, China. Specifically, it measures how situational leadership influences instructors’ self-efficacy using a validated self-efficacy scale and analyzes its effect on instructional competence through quantitative evaluation tools. Furthermore, the study assesses the relationship between situational leadership and instructors’ career planning as well as their levels of peer support, using quantitative data and survey methods. Ultimately, the research seeks to develop a comprehensive model illustrating the impact of situational leadership on instructors’ self-efficacy within the higher education context, Paul Hersey, and Kenneth Blanchard, this research explores the complex relationships among leadership styles, instructor characteristics, situational contexts, and instructor self-efficacy. This study used a quantitative research design with purposive selection of 443 teachers from diverse academic backgrounds. The data collection instrument includes demographic information, a situational leadership style survey adapted and modified from Hersey and Blanchard’s model, and a survey addressing instructor self-efficacy, competence, goal clarity, career planning, and peer support. The process entails obtaining approval and collaboration from university administrators, while ensuring transparent communication with participants to secure voluntary engagement. This study confirms that the Situational Leadership Style has a significant positive impact on instructor self-efficacy. Instructor competence, peer support, and career planning are mediators in this relationship. The findings highlight the importance of combining external leadership strategies with internal capacity building to enhance instructor self-efficacy.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294963 การพัฒนาและแนวทางการประยุกต์ใช้กรอบสมรรถนะการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย 2025-10-25T22:53:40+07:00 สิรินาถ จงกลกลาง sirinat.j@nrru.ac.th จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์ sirinat.j@nrru.ac.th สมเกียรติ ทานอก sirinat.j@nrru.ac.th แสงเพชร เจริญราษฎร์ sirinat.j@nrru.ac.th ธัญญรัศม์ ชิดไธสง sirinat.j@nrru.ac.th ณัฐธิดา ภูบุญเพชร sirinat.j@nrru.ac.th ชัษษพณขิ์ จันวงค์เดือน Surapanyo@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากรอบสมรรถนะการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) ยืนยันความเหมาะสมของกรอบสมรรถนะการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น และ 3) เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้กรอบสมรรถนะดังกล่าวในการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจทักษะและความรู้ที่จำเป็นในอนาคตของนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ยืนยันกรอบสมรรถนะที่สังเคราะห์ได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า<br />กรอบสมรรถนะมี 4 มิติ ได้แก่ ทักษะพื้นฐานที่ครอบคลุมการรู้หนังสือ การคำนวณ การรู้เท่าทันดิจิทัล และการคิดเชิงวิพากษ์ สมรรถนะการเปลี่ยนแปลงที่เน้นสร้างคุณค่า ความรับผิดชอบต่อสังคม และการจัดการความขัดแย้ง กระบวนการเรียนรู้ผ่านวงจรการคาดการณ์ การลงมือปฏิบัติและการสะท้อนคิด และทักษะทางสังคมและอารมณ์ที่ส่งเสริมความร่วมมือ ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 7 คน เห็นว่ามีความเหมาะสมทั้ง 4 มิติ ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญเห็นชอบร้อยละ 57.14 ขึ้นไปในแต่ละมิติ มีตัวชี้วัดที่นำไปใช้ประเมินและพัฒนาหลักสูตรได้จริง โดยทักษะพื้นฐานมี 9 ตัวชี้วัด สมรรถนะการเปลี่ยนแปลงมี 8 ตัวชี้วัด กระบวนการเรียนรู้มี 8 ตัวชี้วัด และทักษะทางสังคมและอารมณ์มี 6 ตัวชี้วัดหลักและย่อย ทั้งนี้ สามารถประยุกต์ใช้พัฒนาหลักสูตรบูรณาการที่ตอบสนองความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะการศึกษาระดับประถมศึกษาของไทย มีความยืดหยุ่นในการปรับใช้ในท้องถิ่น <br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ คือ กรอบสมรรถนะ 4 มิติที่เชื่อมโยงบริบทไทย ตัวชี้วัดชัดเจน โคราชโมเดลบูรณาการท้องถิ่น เน้นลงมือทำ ประเมินหลากหลาย และพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293219 แนวทางการดำเนินธุรกิจส่งออกทุเรียนสดของประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ประสบความสำเร็จภายใต้แนวคิดกลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คุณลักษณะของผู้ประกอบการ และความได้เปรียบในการแข่งขัน 2025-09-19T09:08:42+07:00 ไพโรจน์ พิภพเอกสิทธิ์ phairhoote.p@fitm.kmutnb.ac.th บุปผา ภิภพ phairhoote.p@bsa.kmutnb.ac.th ธนัทเมศร์ วัชราพิบูลวงศ์ phairhoote.p@bsa.kmutnb.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนสด และ (2) เพื่อเสนอแนวทางการดำเนินธุรกิจส่งออกทุเรียนสดของประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ประสบความสำเร็จภายใต้แนวคิดกลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คุณลักษณะของผู้ประกอบการ และความได้เปรียบในการแข่งขัน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดคุณลักษณะของผู้ประกอบการ กลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความได้เปรียบในการแข่งขัน ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคใต้ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนสด จำนวน 10 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า สภาพปัจจุบันผู้ประกอบการทุเรียนสดไทยมีความได้เปรียบในตลาดจีนจากชื่อเสียงและประสบการณ์ แต่ยังเผชิญมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ต้นทุนการขนส่งสูง การแข่งขันจากเวียดนาม ข้อจำกัดด้านความรู้ของผู้ประกอบการและการตลาดที่ไม่ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคจีน<br />2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 พบว่า มี 4 แนวทาง ได้แก่ 1) การพัฒนาผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมและวิสัยทัศน์สากล 2) การสร้างความแตกต่างและคุณค่าเพิ่มผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3) การยกระดับมาตรฐานและโลจิสติกส์เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน และ 4) การสร้างความเชื่อมั่นและการขยายตลาดสู่ความยั่งยืน<br />องค์ความรู้/ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ การบูรณาการคุณลักษณะของผู้ประกอบการ กลยุทธ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และความได้เปรียบเชิงแข่งขัน เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยอธิบายความสำเร็จของการส่งออกทุเรียนสดไทยไปจีน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์และเชิงนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนของไทยในอนาคต </p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294269 ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่มีต่อสมรรถนะดิจิทัล สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2025-10-16T13:08:48+07:00 สุชาติ เพชรเทียนชัย p.suchat09@gmail.com ศุภวรรณ วงศ์สร้างทรัพย์ p.suchat09@gmail.com ธีรศักดิ์ สร้อยคีรี p.suchat09@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะดิจิทัลในปัจจุบัน และความต้องการในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลฯ 2) ออกแบบและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกฯ 3) ประเมินความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกฯ จำแนก 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสมรรถนะดิจิทัล และความต้องการ เก็บข้อมูลกับนักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาพลศึกษา ชั้นปีที่ 4 จาก 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 170 คน ใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ โดยวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 ออกแบบและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ เก็บข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 3 จัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกฯ เก็บข้อมูลกับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวน 30 คน ซึ่งเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้แบบประเมินตนเองก่อนและหลังการจัดกิจกรรมฯ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ระยะที่ 4 ประเมินความสำเร็จของการจัดกิจกรรมฯ ติดตามเก็บข้อมูลกับนักศึกษากลุ่มเดิม โดยใช้แบบประเมินชิ้นงาน และวิเคราะห์ค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกฯ มี 5 ขั้นตอน และสมรรถนะดิจิทัลมี 3 ทักษะ 7 ด้าน (2) ผลการประเมินตนเองหลังสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.70 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.47 (3) ประเมินความสำเร็จจาก 4 ชิ้นงาน หลังจากการทำกิจกรรมฯ โดยได้คะแนนร้อยละ 70 ขึ้นไป อยู่ในระดับผลการประเมินดี ซึ่งมีสมรรถนะระดับดี ใช้ได้เหมาะสม ตามเกณฑ์การประเมินของครูและบุคลากรทางการศึกษา</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/300948 ปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและการแบ่งกลุ่มผู้บริโภค ในการสื่อสารเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านผู้มีอิทธิพลออนไลน์: หลักฐานเปรียบเทียบข้ามชาติจากภูมิภาค CLMVT 2026-04-27T15:48:30+07:00 รณภพ นพสุวรรณ choke.imc@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ทดสอบอิทธิพลของปัจจัยต้นทางด้านการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ได้แก่ กลยุทธ์การสื่อสาร คุณภาพของสาร และความเหมาะสมของช่องทาง ที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลออนไลน์ (Online Influencer) และผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้กรอบแบบจำลองความเป็นไปได้ของการใคร่ครวญ (2) ระบุกลุ่มผู้บริโภคตามรูปแบบการประมวลผลสาร พร้อมตรวจสอบบทบาทของรายได้ การศึกษา เพศ และสัญชาติในการพยากรณ์สมาชิกกลุ่ม และ (3) เปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปรสำคัญระหว่างประเทศในภูมิภาค CLMVT เก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามที่ผ่านเกณฑ์คัดกรองจำนวน 1,888 ราย ในกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ Welch การเปรียบเทียบรายคู่แบบ Games-Howell การวิเคราะห์โครงสร้างเชิงประกอบ การทดสอบอิทธิพลทางอ้อมด้วยวิธีบูตสแตรป และการจัดกลุ่มแบบ <br />K-means ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพของสารมีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือกลยุทธ์การสื่อสารและความเหมาะสมของช่องทาง โดยแบบจำลองอธิบายความแปรปรวนของความน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลได้ร้อยละ 14.7 และผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนได้ร้อยละ 5.6 ความน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางบางส่วนในทุกเส้นทางอิทธิพลทางอ้อม ผลการเปรียบเทียบข้ามชาติพบว่า ผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยไทยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าทุกประเทศ ขณะที่ลาวและเวียดนามอยู่ในกลุ่มค่าเฉลี่ยสูงและไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การจัดกลุ่มพบผู้บริโภค 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชื่อมั่นเชิงรุก ผู้รับรู้เชิงสงสัย และผู้สงสัยเชิงเฉยชา ทั้งนี้ รายได้และการศึกษามีพลังอธิบายสมาชิกกลุ่มสูงกว่าสัญชาติ ขณะที่กลุ่มผู้ตอบที่ระบุอัตลักษณ์ทางเพศนอกเหนือจากชายและหญิงปรากฏเป็นหลักฐานเชิงสำรวจว่า อัตลักษณ์ทางเพศอาจเป็นเงื่อนไขขอบเขตหนึ่งของการประมวลผลสารด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผลการวิจัยเสนอว่านักการตลาดควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของสารและความน่าเชื่อถือของผู้ส่งสารก่อนการจัดสรรช่องทาง และควรออกแบบกลยุทธ์ตามกลุ่มผู้บริโภคข้ามพรมแดนมากกว่าการยึดประเทศเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291111 Infrastructure Support, Cooperation Efficiency, Government Policies, Logistics Performance Impact on Integration Logistics Manufacturing in Chongqing, China 2025-08-29T01:23:40+07:00 Fujie Xie S6472A10008@SAU.AC.TH Napaporn Khantanapha napapornk@sau.ac.th <p>This study focuses on the integration of the manufacturing and logistics industries. The research objectives are: (1) to explore the factors influencing the integration of these industries; (2) to investigate the roles of supply chain cooperation efficiency, infrastructure support, and logistics performance in the relationship between government policies and the integration of manufacturing and logistics; and (3) to provide recommendations for enhancing this integration. A mixed-method approach was employed, combining quantitative data from 409 executive-level respondents in logistics companies in Chongqing and qualitative data from semi-structured interviews with 18 key informants. Data were analyzed using descriptive statistics and structural equation modeling (SEM). The results indicate that government policies have a positive impact on both supply chain cooperation efficiency and infrastructure support. In turn, supply chain cooperation efficiency, infrastructure support, and logistics performance significantly contribute to the integration of manufacturing and logistics industries. Furthermore, supply chain cooperation efficiency and infrastructure support serve as mediators between government policies and industry integration. They also positively influence logistics performance. Additionally, the effects of supply chain cooperation efficiency and infrastructure support on logistics performance are mediated by both government policies and industry integration. Based on these findings, this study offers practical recommendations to strengthen the integration of manufacturing and logistics industries.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293941 กลยุทธ์การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนในประเทศไทย 2025-09-25T21:33:03+07:00 ภริษา ฉายาวสันต์ peachy_ichy@hotmail.com กมลพร กัลยาณมิตร prakasit.mcu@gmail.com ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช gotdye56@gmail.com สถิตย์ นิยมญาติ withy9844@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงโอกาสและความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยได้รับจากกลยุทธ์การแข่งขันของ<br />อีคอมเมิร์ซจีนในประเทศไทย และ 3) เสนอแนวทางและมาตรการในการรับมือของผู้ประกอบการไทยต่อกลยุทธ์การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนในประเทศไทย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องหรือความรู้ในเรื่องกลยุทธ์การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนในประเทศไทยทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ จำนวน 24 คน ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจงใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการสรุปความแบบพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซจีนในไทย ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และมาตรการภาษี ช่วยลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบการจีนเข้าสู่ตลาดไทย แพลตฟอร์มจีนมีความได้เปรียบด้านราคา ความรวดเร็วในการจัดส่ง และการใช้ AI วิเคราะห์ความต้องการลูกค้า รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย เช่น การโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดีย และผู้ที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ 2) ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย มีทั้งโอกาสและความท้าทาย ด้านโอกาส ได้แก่ การขยายตลาดสู่ผู้บริโภคจีนและการกระตุ้นนวัตกรรมในไทย ส่วนความท้าทาย ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าราคาถูกของจีน ส่งผลกระทบต่อ SMEs การไหลออกของเงิน หนี้เสีย และต้นทุนโฆษณาที่สูงขึ้น และ 3) แนวทางและมาตรการในการรับมือของผู้ประกอบการไทย ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม<br />การปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การสร้างความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเพื่อระบบนิเวศที่เป็นธรรม ส่งเสริม SMEs พัฒนาศักยภาพ และพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของไทยเอง</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295043 แนวทางการส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี 2025-11-25T15:17:09+07:00 ณัฐชรินธร อภิวิชญ์โชษิตา natcharinthorn@gmail.com วัลลภา เฉลิมวงศาเวช wallapa.c@rsu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของโรงเรียนสุขภาวะตามองค์ประกอบทั้ง 5 ด้าน 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างโรงเรียนสุขภาวะ และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ<br />การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี อิงกรอบแนวคิดโรงเรียนสุขภาวะของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกอบด้วยด้านผู้เรียน โรงเรียน สภาพแวดล้อม ครอบครัว และชุมชน <br />กลุ่มตัวอย่างคือครู และบุคลากร 204 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและดัชนีความต้องการจำเป็น PNI<sub>modified</sub> ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1) ความต้องการจำเป็นของโรงเรียนสุขภาวะ พบว่าด้านผู้เรียนเป็นสุขมีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNI</span><sub>modified</sub><span style="font-size: 0.875rem;"> = 45) รองลงมาคือด้านชุมชนเป็นสุข ด้านครอบครัวเป็นสุข ด้านโรงเรียนเป็นสุข และด้านสภาพแวดล้อมเป็นสุข โดยมีค่าดัชนีเท่ากับ 0.35, 0.34, 0.33 และ 0.31 ตามลำดับ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2) แนวทางการส่งเสริมโรงเรียนสุขภาวะ ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 5 คน รวม 111 แนวทาง ประกอบด้วย (1) ด้านผู้เรียนเป็นสุข 21 แนวทาง (2) ด้านชุมชนเป็นสุข 20 แนวทาง (3) ด้านครอบครัวเป็นสุข 28 แนวทาง (4) ด้านโรงเรียนเป็นสุข 22 แนวทาง และ (5) ด้านสภาพแวดล้อมเป็นสุข 20 แนวทาง</span></p> <p>ผลการวิจัยสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาสุขภาวะของผู้เรียนควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และการบริหารจัดการในโรงเรียน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโรงเรียนสุขภาวะให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในจังหวัดปทุมธานี</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293731 Analysis of the Causes and Influencing Factors of the "Slow Employment" Phenomenon Based on Graduates from Applied Universities in Henan Province, China 2025-09-19T09:13:04+07:00 Wang Zhe 371089014@qq.com Bongkochmas Ek-Iem 371089014@qq.com Somkid Kaewtip 371089014@qq.com Chalermchai Panyadee 371089014@qq.com Pit Jitpakdee 371089014@qq.com <p>This study aims to investigate the primary factors influencing the "slow employment" phenomenon among university graduates and propose practical measures to alleviate this issue, ensuring smoother entry into the labor market. The sample consisted of university graduates from Henan Province, either actively seeking employment or experiencing delayed employment. The graduates were selected using a multi-stage sampling method, and data were collected via a comprehensive questionnaire survey. The data were analyzed using descriptive statistics and content analysis to derive meaningful insights. The key findings are as follows:</p> <ol> <li>The primary factors contributing to "slow employment" include unclear career planning, lack of employment motivation and initiative, excessive focus on self-fulfillment, and insufficient rational understanding of the job market. These factors are shaped by a combination of social, institutional, familial, and individual influences, with each playing a distinct role in how graduates approach the labor market.</li> <li>Strong personal capabilities, adequate career preparation, family support, and social support systems significantly alleviate the "slow employment" phenomenon. These factors collectively empower graduates to feel more confident, reduce stress, and approach employment with a more proactive attitude, ultimately making their transition into the workforce smoother.</li> <li>To effectively address "slow employment," universities should enhance career guidance services, offer psychological counseling to support graduates’ mental health, provide more opportunities for internships and vocational training, and adjust academic curricula to better align with current industry demands. Additionally, enterprises should work toward improving the transparency of employment information, enabling graduates to make more informed decisions about their career paths and better understand the trends and prospects in their chosen fields.</li> </ol> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294335 Analyzing College-Enterprise cooperation at Xinjiang Vocational College of Science and Technology: Addressing the Skills Gap in Vocational Education 2025-10-16T12:56:30+07:00 Yuedan Hu yuedan1218@gmail.com Chalermchai Panyadee yuedan1218@gmail.com Somkid Kaewtip yuedan1218@gmail.com Non Naprathansuk yuedan1218@gmail.com Suriyajaras Techatunminasakul yuedan1218@gmail.com <p>Effective college–enterprise cooperation is essential for developing skilled workers who meet industry demands. This study investigated the current models of college–enterprise cooperation at Xinjiang Vocational College of Science and Technology and examined the factors influencing cooperation effectiveness. An explanatory sequential mixed-methods design was employed. Quantitative data were collected from 754 participants, comprising 108 college administrators and staff, 285 enterprise representatives, and 361 students, using stratified random sampling. Data were collected through a validated questionnaire covering five constructs: cooperation models, resource management, communication, external environment, and cooperation effectiveness. Qualitative data were obtained through 19 in-depth interviews and four focus groups involving 30 participants selected using maximum variation sampling. Quantitative data were analyzed using multiple regression analysis, while qualitative data were analyzed thematically and integrated with the quantitative findings. The results indicated that college–enterprise cooperation effectively promoted education–industry integration, particularly through joint curriculum development and internship programs. All four factors significantly predicted cooperation effectiveness (R² = .464, F(4, 749) = 97.352, p &lt; .001). The external environment had the strongest predictive effect (β = .452, p &lt; .001, 95% CI [.343, .473]), followed by resource management (β = .268, p &lt; .001), cooperation models (β = .232, p &lt; .001), and communication (β = .121, p = .003). Qualitative findings further explained the implementation mechanisms and contextual challenges, particularly coordination delays and resource limitations. The study provides empirical evidence for strengthening college–enterprise cooperation by emphasizing the importance of external environmental conditions, effective resource management, appropriate cooperation models, and communication. <br />The findings may support improvements in curriculum alignment and workforce development, although the regional context and reliance on self-reported data may limit generalizability to other settings.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/301423 ความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการของงานทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยนครพนม ตามแนวคิด SERVQUAL 2026-05-05T15:34:39+07:00 นฐอร นวลตา nathaorn.npu@gmail.com บุญธรรม ข่าขันมะณี boontham@npu.ac.th อภิไทย แก้วจรัส boontham@npu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการของงานทะเบียนและประมวลผล ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยนครพนม (2) ประเมินระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการให้บริการ และ (3) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการตามแบบจำลอง SERVQUAL ที่มีต่อความพึงพอใจของนักศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 389 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นสูง (Cronbach’s alpha = 0.95) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณภาพการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.04) โดยด้านความเป็นรูปธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านการตอบสนองมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (2) ความพึงพอใจของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 3.59) โดยความพึงพอใจด้านสภาพแวดล้อมมีค่าสูงสุด ส่วนความรวดเร็วในการให้บริการมีค่าต่ำสุดและอยู่ในระดับปานกลาง และ (3) ปัจจัยด้านความเข้าใจ ความเป็นรูปธรรม และการตอบสนอง มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจได้ร้อยละ 56.5 (R² = 0.565)</p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะด้านการเอาใจใส่ผู้รับบริการและความรวดเร็วในการให้บริการ จะช่วยยกระดับความพึงพอใจและภาพลักษณ์ของสถาบันได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291962 Bridging Tradition and Contemporary Aesthetic: How Packaging Design Shapes Perception and Value of Buddhist Supplies 2025-07-31T13:50:58+07:00 Natnicha Kajkumjohndej n.kajkum@gmail.com Minjade Paklapas minjade.pa@gmail.com Eakachat Joneurairatana minjade.p@rsu.ac.th Veerawat Sirivesmas minjade.p@rsu.ac.th Sone Simatrang minjade.p@rsu.ac.th <p>This research explores how packaging design influences perceptions of sacred value, acceptance of sustainability, and purchase intention in the context of Buddhist offerings. The study had three main objectives: (1) to investigate how packaging designs inspired by sacred architectural motifs influence consumers’ perception of ritual and spiritual value, (2) to explore consumer expectations for simplicity, aesthetics, and sustainability in Buddhist packaging, and (3) to propose packaging design guidelines that integrate cultural traditions with contemporary consumer needs. A mixed-methods approach was adopted, combining an online survey (n = 61), semi-structured interviews (n = 15), and prototype evaluations of redesigned eco-friendly packaging sets. Participants included monks, benefactors, and general consumers, selected using purposive sampling. Findings indicate that packaging featuring sacred architectural elements enhances perceived authenticity and ritual connection. Verified survey results show that 85.2% of respondents valued temple-inspired symbolism, 60.7% preferred minimalist aesthetics, and 75.4% supported the use of eco-friendly materials, while monks and benefactors highlighted the need for compact, stackable packaging (67.2%). NVivo-assisted thematic analysis identified four dominant themes: sacred symbolism, minimalist aesthetics, eco-sustainability, and functional usability. Based on these insights, this study proposes practical packaging guidelines that preserve Buddhist traditions while addressing modern expectations for design and sustainability.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293942 Developing An Entrepreneurial Skills Enhancement Model for Students at Application-Oriented Universities in Central China 2025-09-25T21:40:19+07:00 Kang Yaqi kangkang1981999@gmail.com Boonmee NenYoud prakasit.mcu@gmail.com <p>With the rise of the entrepreneurial boom, the entrepreneurial skills among students in applied universities in Central China have attracted increasing attention. However, students in this region have many deficiencies in entrepreneurial knowledge reserves, practical operations, and innovative thinking. This study develops and validates an integrative model to address the root causes of entrepreneurial skill deficiencies. Then, based on the actual situation of Central China and the characteristics of the applied universities, an innovative, integrative entrepreneurial skills enhancement model is proposed, emphasizing project-driven and enterprise-collaborative learning.</p> <p>This study investigates the effectiveness of entrepreneurial education development models in applied universities in Central China, aiming to align educational outcomes with the labor market demands. The research explores the specific entrepreneurial skills students need and the skills employers expect, striving to develop a tailored operational model to meet these needs. The findings emphasize that Business Planning and Strategizing and strategies provide a comprehensive guide for entrepreneurial actions, serving as a crucial basis for investment decisions, and are the driving force and expectations for the joint efforts of entrepreneurial teams and collaborators, offering a foundation and support for business operations. Compared to the more progressive southern regions. The study highlights the need to transform attitudes towards entrepreneurial education, fostering a culture of innovation and risk-taking. The developed model provides practical advice for enhancing entrepreneurial education, promoting economic growth, and aligning with national development policies. This study provides valuable insights for policymakers, educators, and stakeholders, proposing a comprehensive approach to entrepreneurship education in Central China, ultimately empowering a new generation of entrepreneurs.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295162 ทักษะการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านทุนทางสังคมของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชนและสังคม 2025-11-04T09:37:11+07:00 สุธี โกสิทธิ์ suthikosiththi0@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านทุนทางสังคม 2) ศึกษาบริบทด้านทุนทางสังคมพื้นที่เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา<br />และ 3) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านทุนทางสังคมของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 146 คน หาค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามได้เท่ากับ .90 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 23 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านทุนทางสังคมของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน 2) บริบทด้านทุนทางสังคม พบว่า พื้นที่เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยามีการพัฒนาทุนด้านสังคมในรูปแบบชุมชนพึ่งตนเอง 3) ผลการศึกษาแนวทางการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านทุนทางสังคมของนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชนและสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พบว่า ควรมีนโยบายการจัดการศึกษาด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักศึกษากับประชาชนหรือคนในชุมชน ผู้สอนควรเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เสริมสร้างให้นักศึกษาใช้ทักษะการเรียนรู้การสร้างกลุ่มหรือเครือข่ายที่สามารถเชื่อมกับชุมชนอย่างหลากหลาย และควรเสริมสร้างให้นักศึกษาใช้ทักษะการเรียนรู้ความสัมพันธ์กับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายของคนในชุมชน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293736 Competency Model Construction and Development Path Optimization for “Double-Qualified” Civil Construction Teachers in Yunnan’s Higher Vocational Colleges 2025-09-19T11:32:20+07:00 Ying Hu 99033436@qq.com Chalermchai Panyadee 99033436@qq.com Somkid Kaewtip 99033436@qq.com Jariya Koment 99033436@qq.com Pradtana Yossuck 99033436@qq.com <p>This study aimed to: (1) Construct a competency model for "Double-qualified" teachers in the civil construction categories of higher vocational colleges in Yunnan Province; (2) Analyze the current status and influencing factors of teacher competency; (3) Formulate the appropriate guidelines to support the development of "Double-qualified" teachers' competency in the civil construction categories of public higher vocational colleges in Yunnan Province. The sample consisted of 202 civil construction teachers from 17 public higher vocational institutions in Yunnan Province. They were selected using stratified random sampling to ensure representation across teaching experience, professional titles, and institutional types. The primary instruments for data collection included a structured questionnaire, <br />in-depth interviews, and expert consultations.The primary instruments for data collection included a structured questionnaire, in-depth interviews, and expert consultations. Data were analyzed using descriptive statistics, exploratory factor analysis, and content analysis to ensure both quantitative rigor and qualitative depth. The research results were found as follows:</p> <p>1.The competency model comprises four interrelated components: professional knowledge, vocational skills, IT literacy, and attitudes &amp; motivation, with professional knowledge and vocational skills forming the foundational layer, and IT literacy and attitudes serving as transformative drivers.</p> <ol start="2"> <li>Current competency levels were found to be uneven, with strengths in theoretical knowledge and teaching commitment, but notable gaps in emerging IT literacy (e.g., BIM, digital twin applications) and industry-integrated practical experience, particularly among younger teachers.</li> <li>External enabling factors—including depth of school–enterprise cooperation, targeted policy support, and frequency of industry training—were identified as significant catalysts for competency enhancement, mediating the progression from foundational to advanced industry-relevant expertise.</li> </ol> <p>This research not only fills a regional knowledge gap in the professional development of "Double-qualified" teachers in the civil construction categories but also provides actionable insights for policymakers, education administrators, and training institutions to design targeted capacity-building programs.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294566 การบริหารจัดการและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการพังทลายของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากภัยพิบัติน้ำท่วมในจังหวัดสระบุรี 2025-10-16T18:14:31+07:00 อำนวย ปิ่นพิลา dr.amnuay_@hotmail.com สนิท สิทธิ pinphilaxanwy@gmail.com กอบลาภ อารีศรีสม pinphilaxanwy@gmail.com ภาวิณี อารีศรีสม pinphilaxanwy@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติให้แก่แกนนำภาคประชาชน ในการดูแล ฟื้นฟู และเยียวยาคุณภาพชีวิตของกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการพังทลายของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก อันเนื่องมาจากภัยน้ำท่วมในจังหวัดสระบุรี 2) เพื่อเสริมสร้างทักษะและความสามารถของแกนนำภาคประชาชนให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันตลิ่งพัง การดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี 3) เพื่อทดสอบระดับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการยอมรับนโยบายเชิงปฏิบัติการสาธารณะในการจัดการและป้องกันการพังทลายของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในจังหวัดสระบุรี และ 4) เพื่อพัฒนาแผนและข้อเสนอเชิงนโยบายในรูปแบบของนโยบายเชิงปฏิบัติการสาธารณะ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันการพังทลายของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวังม่วง อำเภอแก่งคอย อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเมือง และอำเภอเสาไห้ โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการพังทลายของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำอันเกิดจากภัยพิบัติน้ำท่วม และมีส่วนเกี่ยวข้องในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันและฟื้นฟูตลิ่งพัง <br />การศึกษาเน้นวิเคราะห์สภาพทั่วไปของพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ ข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน เช่น ลักษณะประชากร อาชีพ รายได้ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งศึกษาสถานการณ์และปัญหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ การวิจัยได้พิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนใน 5 มิติ ได้แก่ 1) มิติพุทธสันติวิธี 2) มิติการพัฒนาที่ยั่งยืน 3) มิติการผลักดันและการเปลี่ยนแปลง 4) มิติการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงนิเวศ และ 5) มิติการมีส่วนร่วม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการพังทลายของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการเผชิญและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292145 การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 2025-08-02T22:35:39+07:00 โยตะ ชัยวรมันกุล yota.chai.1339@gmail.com สุพัฒน์ ชัยวรรณ์ kensaki00000@gmail.com ธวัช หอมทวนลม yota.chai.1339@gmail.com สายน้ำผึ้ง รัตนงาม yota.chai.1339@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในปัจจุบัน 2) เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ <br />3) เพื่อประเมินเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และคณะผู้วิจัยได้กำหนดใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย วิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา การวิจัยเชิงคุณภาพ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 16 คน/รูป ร่วมกับการประชุมกลุ่มเฉพาะ (Focus Group) จำนวน 12 คน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จากเก็บข้อมูลผู้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ในเขตพื้นที่มี 25 คน สำหรับอธิบายข้อมูลในกิจกรรมก่อนและหลังจากการจัดกิจกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) การศึกษาภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ในปัจจุบัน ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินการพัฒนาเกี่ยวรูปแบบของการท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตร เน้นกิจกรรมเรียนรู้ และสินค้าท้องถิ่นเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างการจัดกิจกรรมในการพัฒนาเส้นทางในการสร้างประสบการณ์กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เชื่อมโยงกับ การรักษาสิ่งแวดล้อม การให้ความรู้เชิงปฏิบัติทางด้านภูมิปัญญา ทำให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในลักษณะนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ร่วมกับการทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำได้และสามารถเรียนรู้ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว</p> <p>2) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการพัฒนาความรู้ท่องเที่ยวแหล่งพื้นทีสำหรับการท่องเที่ยว ต้องเน้นที่การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การสนับสนุนให้ความรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ผู้คนได้เรียนรู้การปลูกพืชและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านชุมชนต้นแบบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการจัดเวิร์กช็อปการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นการจัดนิทรรศการ แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ และสร้างสื่อที่เข้าถึงง่าย เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแนวทางพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสามารถนำไปสู่โอกาสในการสร้างรายได้และการสร้างงานให้กับชุมชนท้องถิ่น ประวัติศาสตร์</p> <p>3) การประเมินเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบว่า ผลการประเมินผู้เข้าร่วมกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้งก่อนและหลัง เกี่ยวกับการทดสอบผู้เข้าร่วมกิจกรรม 25 คน ด้วยวิธีการเปรียบเทียบค่า paired t-test โดยใช้แบบวัดกิจกรรม โดยได้ผลลัพธ์จากการประเมินคะแนนเฉลี่ยเกี่ยวกับการทดสอบทั้งก่อนและหลัง โดยภาพรวมจากการทดสอบผู้เข้าร่วมกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเกาะลัดอีแท่นและพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ทั้งก่อนและหลัง ทั้งก่อนและหลังวัดผลมีความแตกต่างกัน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294095 ผลของ UGIB Care Game ต่อความรู้ทางการพยาบาลและความพึงพอใจต่อคุณภาพของสื่อการเรียนการสอนในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน 2025-09-29T19:41:07+07:00 บุศริน เอี่ยวสีหยก busarin@pnc.ac.th ปาลีรัญญ์ ฐาสิรสวัสดิ์ paleerun@pnc.ac.th จรัญญา ดีจะโปะ jarunya@pnc.ac.th สลิลทิพย์ สุขโข salintip@pnc.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน และความพึงพอใจต่อคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน ระหว่างสื่อการเรียนการสอนแบบปกติและ UGIB Care Game รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบทดสอบสองกลุ่มวัดผลก่อน-หลัง ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบและทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom learning theory) <br />เป็นกรอบแนวคิด พื้นที่วิจัยคือ วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 3 จำนวน 88 คน เป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 44 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) UGIB Care Game 2) สื่อการเรียนการสอนแบบปกติ 3) แบบทดสอบความรู้ในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ dependent t-test และ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>คะแนนความรู้ในการพยาบาลผู้ป่วยที่ีมีภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งสองกลุ่ม ส่วนคะแนนความรู้หลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง พบว่า ไม่แตกต่างกัน</li> <li>คะแนนความพึงพอใจต่อคุณภาพของ UGIB Care Game สูงกว่าสื่อการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</li> </ol> <p>ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่า UGIB Care Game เป็นสื่อที่สามารถเพิ่มความรู้และความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักศึกษา สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับการพยาบาลได้เป็นอย่างดี</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/290242 รูปแบบการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเพื่อเสริมสร้างการมีงานทำของนักเรียน นักศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดนครปฐม 2025-09-23T12:49:54+07:00 สุจีรา วิชาชาติ sujeerawichachart@gmail.com ประกาศิต สิริเมโธ Sujeerawichachart@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีงานทำของนักเรียน นักศึกษาในระบบทวิภาคีของสถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดนครปฐม 2) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีที่ส่งเสริมการมีงานทำ และ 3) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีที่เพิ่มโอกาสในการเข้าสู่อาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ใช้แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ สถานศึกษาอาชีวศึกษาในจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร ครูฝึก ครูนิเทศก์ ศิษย์เก่า และผู้แทนสถานประกอบการ จำนวน 185 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจตนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง 2) เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา แล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีงานทำ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน <br />การฝึกงานที่มีคุณภาพ ระบบพี่เลี้ยง การติดตามประเมินผล และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายอาชีพ<br />2. กระบวนการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการมีงานทำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการในทุกขั้นตอน รวมถึงการเตรียมทักษะอาชีพ ชีวิต และผู้ประกอบการให้แก่ผู้เรียน<br />3 รูปแบบการจัดการศึกษาทวิภาคีที่เสนอมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ การออกแบบร่วมกับสถานประกอบการ การจัดฝึกงานจริงพร้อมพี่เลี้ยง การส่งเสริมทักษะหลากหลาย การจัดตั้งศูนย์จับคู่งาน และการประเมินผลปรับหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง<br />องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ช่วยเสริมสร้างรูปแบบการศึกษาทวิภาคีที่มีคุณภาพ ยกระดับอัตราการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา และเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295193 การพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ โดยใช้สื่อภาพยนตร์ร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 2025-11-04T09:40:12+07:00 ฤทัยชนก ห่วงจริง nan5941@gmail.com <p>บทความวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาพยนต์ร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์กับผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบปรกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาสาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 กลุ่มเรียน คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน รวม 60 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนต์ร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบปรกติ แบบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ไทย แบบสะท้อนการเรียนรู้จากภาพยนตร์ แบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือในการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า<br />1. ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนของผู้เรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05<br />2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของผู้เรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05<br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ภาพยนตร์ร่วมกับวิธีการทางประวัติศาสตร์ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบในภาพยนต์กับเรื่องราวในเส้นเวลาประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เป็นส่วนกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้แสวงหาคำตอบ และนำไปสู่การพัฒนาด้านการคิดวิเคราะห์อย่างมีขั้นตอน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293758 AI-Enabled LMS for Advanced and Flexible Academic Management: A Comparative Study with Experimental Evaluation 2025-09-22T20:45:22+07:00 Abdul Jabbar Perumbalath Mohammadamin.dadras@stamford.edu Mohammadamin Dadras ma.dadras@gmail.com Lim Chong Ewe Mohammadamin.dadras@stamford.edu <p>This study addresses the challenge of making digital learning platforms, known as Learning Management Systems (LMS), more adaptive and efficient. We investigated whether artificial intelligence (AI) could create a more flexible system that lightens teacher’s workload while personalizing the student experience. To answer this, we developed an AI-powered LMS and conducted a comparative evaluation against traditional methods. Our system provides three key contributions: (1) using machine learning to auto-generate adaptable course syllabi, (2) applying natural language processing to automatically grade written essays, and (3) leveraging predictive analytics to tailor individual learning paths for each student. We tested this platform with 500 university students across various subjects. The results demonstrated clear advantages. Instructors using the AI tools created courses nearly 70% faster. In grading, the AI was not only faster. It provides scores in seconds but also slightly more consistent and achieving 93% accuracy compared to 85% for human graders, with a 91% agreement rate between the two. Furthermore, student satisfaction scores saw a significant jump from 72% to 88%. Our discussion also tackles critical implications, such as ensuring algorithmic fairness and defining the appropriate role for human oversight in AI-assisted grading. These findings confirm that a thoughtfully designed AI can significantly enhance education by handling repetitive tasks, thereby freeing teachers to focus on more impactful interactions. Based on these results, our future work directly extends from our findings: we are now exploring AI-driven assessment of broader, real-world skills through multiple data formats, and investigating blockchain to create tamper-proof credential verification, building on the need for trustworthy and comprehensive automated systems.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294683 การพัฒนารูปแบบการจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชน สตรีสามสายน้ำบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 2025-10-25T00:39:23+07:00 จันทนา อุดม chanpnru@gmail.com ไพโรจน์ บุตรชีวัน bphairoj@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน และ2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการธุรกิจสู่ความยั่งยืน กรณีศึกษาได้กำหนดเป็นวิสาหกิจชุมชนสตรีสามสายน้ำบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 1) พัฒนารูปแบบจากกลุ่ม<br />ผู้มีส่วนได้เสียสำคัญ และผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนจำนวน 29 คน 2) ทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบ โดยคณะกรรมการดำเนินงานวิสาหกิจชุมชน จำนวน 19 คน การรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบ แบบสอบถามและแบบบันทึก การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ด้วยการวิเคราะห์สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired samples t-test ส่วนผลเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบที่พัฒนาได้ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบหลักด้านการดำเนินการ 9 ขั้นตอน 35 กิจกรรมสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดความรู้ ทักษะและศักยภาพการดำเนินงาน และ 2) ผลการทดสอบเชิงประสิทธิผลมิติด้านการเรียนรู้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์ ด้านความสามารถอยู่ในระดับดี ความพึงพอใจมากที่สุด และด้านผลลัพธ์ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการใน 4 ระดับ (บุคคล ทีมงาน องค์กร สังคม) 5) คุณภาพเชิงประสิทธิผลทั้ง 4 ด้านมีค่าคะแนนอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ความถูกต้องครอบคลุม ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ ตามลำดับ ผลสัมฤทธิ์การศึกษานี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ร่วมในการพัฒนารูปแบบของการศึกษานี้ ประสิทธิผลด้านการบริหารจัดการทีช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพการขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนสู่ความอย่างยั่งยืน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292800 การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในด้วยแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 2025-08-29T01:12:50+07:00 พชรดนัย รื่นพานิช ruenpanich2539@gmail.com จิรศักดิ์ แซ่โค้ว ruenpanich2539@gmail.com ญาณิศา บุญจิตร์ ruenpanich2539@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของการนิเทศภายใน 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน และ 3) ประเมินรูปแบบการนิเทศภายในด้วยแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพสำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก โดยดำเนินการวิจัยเชิงพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังจากกลุ่มตัวอย่าง 201 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร ครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ และครูผู้สอน โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการนิเทศและตรวจสอบความสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 ประเมินรูปแบบโดยกลุ่มตัวอย่างชุดเดิม โดยใช้แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของการนิเทศภายในอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการนิเทศ 4 ขั้นตอน และเงื่อนไขความสำเร็จ 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม เป็นไปได้ มีประโยชน์ และถูกต้องในระดับมากที่สุดทั้งโดยรวมและรายด้าน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294150 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ 2025-10-01T21:25:29+07:00 วิชาญ หงษ์บิน wichan.h@gmail.com พัทธโรจน์ กมลโรจน์สิริ wichan.h@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการคงอยู่ของนักศึกษา 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการคงอยู่ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการคงอยู่ และ 4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ ใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการคงอยู่ของนักศึกษาเป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 308 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน, การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า พบว่า <br />1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 ระดับการคงอยู่ของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (M = 4.68, SD = 0.46) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญในระดับสูง <br />2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการคงอยู่ของนักศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .63, p &lt; .001)<br />3. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 ปัจจัยที่สามารถพยากรณ์การคงอยู่ได้ คือ ด้านผู้เรียน ครู สังคม และการเงิน สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 52.6 (Adjusted R² = .526)<br />องค์ความรู้แสดงถึงพลวัตการคงอยู่ของนักศึกษาในบริบทอาชีวศึกษาเอกชน โดยมีปัจจัยด้านผู้เรียนและครูเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักเชิงบวก ปัจจัยด้านการเงินเป็นปัจจัยสนับสนุนที่จำเป็น ขณะที่ปัจจัยด้านสังคม อาจส่งผลเชิงลบหากขาดการชี้นำที่เหมาะสม สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา กลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการคงอยู่ของนักศึกษาได้</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291107 Governance System, Dynamic Capability, Digital Transformation, Environmental Uncertainty of Supply Chain Affecting Competitive Advantages of Manufacturing Industry in China 2025-07-18T12:48:46+07:00 Gang Li S6472A10012@SAU.AC.TH Ingnapat Jongwiriyajaroenchai ingnapatjong@gmail.com <p>This dissertation investigates the impact and mechanisms of supply chain digital transformation on the competitive advantage of manufacturing enterprises in an uncertain environment. It aims to address three key objectives: (1) To explore the relationship between supply chain digital transformation and the competitive advantage of enterprises; (2) To determine the role of supply chain dynamic capability as a mediator between supply chain digital transformation and competitive advantage; and (3) To propose a model that incorporates environmental uncertainty, supply chain digital transformation, supply chain dynamic capability, and competitive advantage. The research adopts a mixed-methods approach, combining quantitative and qualitative methodologies. The quantitative component involves a survey of 220 manufacturing enterprises in China, while the qualitative component consists of semi-structured interviews with sixteen industry experts.The findings reveal that supply chain digital transformation significantly enhances the competitive advantage of manufacturing enterprises. Digital technologies improve supply chain performance by increasing visibility, stability, efficiency, and flexibility, while also helping to prevent supply chain disruptions. Furthermore, supply chain management is identified as a critical link in the development process of manufacturing enterprises.The study also confirms that supply chain dynamic capability plays a mediating role in the relationship between supply chain digital transformation and competitive advantage, enabling enterprises to effectively leverage digital technologies. Additionally, environmental uncertainty is found to moderately influence the relationship between digital transformation and competitive advantage.These findings provide valuable insights for industry professionals and policymakers in overcoming challenges and seizing opportunities associated with digital transformation in the manufacturing sector.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295573 การพัฒนาระบบค้าปลีกสมาร์ท รีเทลเลอร์ (Smart Retailer) สำหรับผู้ค้าปลีกในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 2025-12-01T21:33:48+07:00 สรัญญา สุทธิวรพงศ์ศรี saranyasuthivorapongsri@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลระบบค้าปลีกอัจฉริยะที่สามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ค้าปลีกขนาดเล็กในเขตกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 ราย และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากผู้บริโภคจำนวน 500 ราย โดยมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟ่าเท่ากับ 0.981 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) <br />ผลการวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โมเดลระบบค้าปลีกอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นสามารถอธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลยุทธ์ระดับองค์กรมีอิทธิพลต่อห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าและพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดประสิทธิผลในด้านยอดขาย ความพึงพอใจ และความภักดีของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่บูรณาการเทคโนโลยี เช่น ระบบ POS และ CRM สามารถเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของร้านค้า ตลอดจนการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคอย่างแม่นยำ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์ระดับองค์กร ห่วงโซ่คุณค่า การรับรู้คุณค่า พฤติกรรมการซื้อสินค้า และประสิทธิผลการซื้อสินค้า โดยกลยุทธ์ระดับองค์กรส่งผลทางตรงต่อห่วงโซ่คุณค่า และส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อซึ่งนำไปสู่ประสิทธิผลทางธุรกิจในเชิงยอดขายและความภักดีของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) โมเดลที่พัฒนาแสดงค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ RMSEA = 0.041, CFI = 0.983, GFI = 0.945, AGFI = 0.923<br />การบูรณาการเทคโนโลยี เช่น POS, CRM และ Big Data เข้ากับกลยุทธ์องค์กร ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการและสร้างคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะในบริบทของร้านค้าขนาดเล็ก การใช้ระบบอัจฉริยะสามารถส่งเสริมประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ทั้งนี้ผลการวิจัยสามารถประยุกต์ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ การกำหนดนโยบายภาครัฐ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนผู้ค้าปลีกอย่างยั่งยืน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293814 รูปแบบการบริหารเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 2025-09-25T15:27:11+07:00 สุธิภรณ์ ขนอม sutipornkh23@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงในโรงเรียนสังกัด สพป.นราธิวาส เขต 2 2) พัฒนารูปแบบการบริหารฯ และ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ การวิจัยใช้วิธีผสานเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหาร และครู 468 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย 5 ชนิด ได้แก่ แบบสอบถาม คู่มือการใช้รูปแบบ แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ แบบสังเกตชั้นเรียน และแบบประเมินภาวะผู้นำทางวิชาการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ส่วนเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการบรรยาย <br />ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅= 3.41, S.D. = 0.90) (2) รูปแบบการบริหารประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ปัจจัยนำเข้า 2.กระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ สื่อสารสร้างการรับรู้ กำหนดเป้าหมายร่วม ออกแบบวิธีการ ติดตามและประเมินผล และสร้างชุมชนการเรียนรู้ 3. ผลผลิต และ 4. ปัจจัยความสำเร็จ (3) ผลการใช้รูปแบบ พบว่าผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนด้านคุณค่าอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.58, S.D. = 0.70) ด้านคุณธรรมมากกว่าร้อยละ 95 ระดับดีขึ้นไป ด้านทักษะมากกว่าร้อยละ 85 ระดับดีขึ้นไป และด้านความรู้มากกว่าร้อยละ 70 ได้ระดับตั้งแต่ 3 ขึ้นไป ครูมีความสามารถจัดการเรียนรู้สูงขึ้น แตกต่างจากก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ขณะที่ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสูงขึ้นเช่นกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294765 สูงวัยใจเป็นสุข: กระบวนการยกระดับจิตการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุ ในตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 2025-10-25T00:42:48+07:00 กนกวรรณ ปรีดิ์เปรม Kanokwanpp95@gmail.com พระสุภกิจ สุปญฺโญ Kanokwanpp95@gmail.com ธัญญดุลย์ คงเสรี Kanokwanpp95@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบริบทการยกระดับจิตการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี (2) พัฒนากิจกรรมการยกระดับจิตการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 และ (3) ประเมินผลกิจกรรม “สูงวัยใจเป็นสุข” โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ที่บูรณาการข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจากโรงเรียนสร้างสุขผู้สูงอายุลาดหญ้า จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามการพึ่งตนเอง แบบสอบถามความสุข และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม และการทดสอบเอฟ (F-test) เพื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของตัวแปรอิสระ<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) การศึกษาบริบทของผู้สูงอายุในพื้นที่พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง <br />มีระดับการศึกษาประถมหรือมัธยม รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน อาชีพหลักคือไม่ได้ประกอบอาชีพและข้าราชการบำนาญ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าผู้สูงอายุมีการพึ่งตนเองในชีวิตประจำวันซึ่งส่งผลต่อความภาคภูมิใจและความมั่นใจในตนเอง (2) การพัฒนากิจกรรม “สูงวัยใจเป็นสุข” ได้บูรณาการแนวคิดจากทฤษฎีผู้สูงอายุ ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ Erikson หลักพุทธธรรมและพุทธจิตวิทยา โดยออกแบบกิจกรรมตามหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ รวม 13 กิจกรรม เช่น การเดินจงกรม การบันทึกความรู้สึก การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการประยุกต์หลักธรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งด้านกายและจิตใจ (3) ผลการประเมินก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมแสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีการพัฒนาในด้านการพึ่งพาตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติความคิด ความสัมพันธ์ในครอบครัว การมีส่วนร่วมกับชุมชน และกิจวัตรประจำวัน อีกทั้งระดับความสุขเพิ่มขึ้นในทุกด้าน ได้แก่ ความสุขจากภายใน ครอบครัว และสังคม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292992 การพัฒนาโปรแกรมทัวร์และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนบนฐานวิถีชีวิตพื้นที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 2025-10-14T06:46:53+07:00 จารุณี ศรีบุรี pheungjaru@gmail.com งามนิจ แสนนำพล pheungjaru@gmail.com <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาทรัพยากร ศักยภาพ และบริบทของชุมชนตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรมทัวร์และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2.เพื่อวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมและทัศนคติของชุมชนต่อการจัดทำโปรแกรมท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานวิถีชีวิตชุมชน และ 3.เพื่อออกแบบและพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการเป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ได้เก็บข้อมูลกลุ่มประชากรตัวอย่างจากคนในชุมชน จำนวน 30 คน ผลการวิจัย พบว่า ศักยภาพทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนเพื่อใช้พัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แบบมีส่วนร่วมบนพื้นฐานบนฐานวิถีชีวิตใหม่ในพื้นที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่แบ่งทรัพยากรมีอยู่ในชุมชนตามองค์ประกอบของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม 2) ด้านองค์กรชุมชน 3) ด้านการจัดการ และ 4) ด้านการเรียนรู้ โดยด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมที่สูงที่สุด คือ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.44 รองลงมาคือด้านองค์กรชุมชน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.25 ด้านการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.07 และด้านการจัดการ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.86 ตามลำดับ</p> <p>ระดับการมีส่วนร่วมและทัศนคติของชุมชนในด้านการจัดทำโปรแกรมท่องเที่ยวและพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ทัศนคติของชุมชนต่อกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตระหนักในปัญหา 2) ขั้นตัดสินใจและวางแผน 3) ขั้นลงมือปฏิบัติ และ4) ขั้นประเมินผล โดยขั้นตอนที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมที่สูงที่สุด คือ ขั้นลงมือปฏิบัติค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.90 รองลงมาคือ ขั้นตระหนักในปัญหาค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.82 ขั้นตัดสินใจและวางแผนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.74 และขั้นประเมินผลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.59 ตามลำดับ</p> <p>จากกระบวนการทำวิจัยทั้งหมดร่วมกับชุมชนด้านการจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ทำให้ได้รูปแบบโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนบนฐานวิถีชีวิตใหม่ในพื้นที่ตำบลบ้านกลางได้ 2 โปรแกรมการท่องเที่ยว เพื่อให้ทางชุมชมนำไปให้บริการต่อนักท่องเที่ยวที่สนใจอย่างมีทางเลือก โดยโปรแกรมการท่องเที่ยวนั้นนักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ภายในวัดศรีนวรัฐ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่สร้างความสะดวกสบายต่อนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และสร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวในระยะยาว </p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/294203 Research on the Factors to Vocational Ability of Counselor: A Case Study of Kuming Metallurgy College, P.R. China 2025-10-25T15:09:10+07:00 Yifan LU mju6505501007@mju.ac.th Somkid Kaewtip somkid@mju.ac.th Bongkochmas Ek-Iem bkmas@mju.ac.th Pit Jitpakdee pit@mju.ac.th Pradtana Yossuck pradtana@mju.ac.th <p>Counselors constitute a crucial segment of university teaching staff, integrating political guidance, educational instruction, administrative management, and comprehensive service functions, thereby embodying distinct professional attributes. This study selected Kunming Metallurgy College, a public vocational college in Yunnan Province, with counselors as the core research subjects. The study adopted a mixed-methods approach, incorporating literature review, questionnaire surveys, and focus group interviews. The results indicate that, regarding the factors influencing counselors' vocational abilities. Pearson correlation analysis reveals a significant positive correlation between vocational ability and several variables: member of CPC, pertinence training, incentive mechanisms, management systems, and the working environment. In terms of developing guidelines for capacity enhancement, it is essential to strengthen core abilities by optimizing the working environment, improve general abilities through enhanced incentive mechanisms, and promote vocational abilities by reinforcing management systems. Differentiated plans were also designed for counselors with varying lengths of teaching experience. This study addresses a research gap by providing empirical evidence on the integration of individual and organizational factors affecting the vocational ability of counselors in Chinese higher vocational colleges.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291108 Human and Social Capital, Employee Engagement, Entrepreneurial Leadership, Work Behavior Influencing Smes Performance in Chongqing, China 2025-07-18T12:52:06+07:00 Guangbo Ran S6472A10016@SAU.AC.TH Tanaset Morasilpin Tanasetm@sau.ac.th <p>This study investigates the influence of entrepreneurial leadership, innovative work behavior, and employee engagement on the innovation performance of Chinese SMEs. The objectives are threefold: (1) to examine the influence of entrepreneurial leadership, innovative work behavior, and employee engagement on innovation performance; (2) to explore the mediating role of innovative work behavior between entrepreneurial leadership and innovation performance; and (3) to analyze the mediating role of employee engagement between entrepreneurial leadership and innovation performance. A sequential mixed-methods design was applied. Quantitative data were collected from 240 SME entrepreneurs in Chongqing using convenience sampling and analyzed through structural equation modeling (SEM) in AMOS. In addition, qualitative insights were drawn from 10 semi-structured interviews analyzed using NVivo. The findings indicate that entrepreneurial leadership, innovative work behavior, and employee engagement significantly influence innovation performance. Furthermore, both innovative work behavior and employee engagement mediate the relationship between entrepreneurial leadership and innovation performance. The study contributes to SME management by highlighting leadership and engagement as key levers for sustaining innovation.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/295796 โมเดลสมการโครงสร้างภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 2025-12-01T21:40:15+07:00 วิทวัส พวงผกา toomtam-005@hotmail.com อัจฉราวดี เกิดศรีทอง tam-toom@hotmail.com เสาวนี สิริสุขศิลป์ tam-toom@hotmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลสมการโครงสร้างภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2. 2) ศึกษาอิทธิพลภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกร รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 มีจำนวนพารามิเตอร์กับขนาดของกลุ่มตัวอย่างในอัตราส่วน 1: 15 ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 120 โรงเรียน โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารและครู 240 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60–1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.957 วิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ระยะที่ 2 ใช้วิธีเชิงคุณภาพโดยเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา มีการประเมินแนวทางการพัฒนา <br />ซึ่งผลการวิจัยพบว่า<br />1. โมเดลสมการโครงสร้างภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครู มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <br />2. ค่าอิทธิพลภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษามีอิทธิพลรวมและอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความเป็นนวัตกรของครู <br />3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการปรับเปลี่ยนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความเป็นนวัตกรของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 มี 4 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการสร้างความร่วมมือ การทำกิจกรรมร่วมกัน 2) ด้านการมีวิสัยทัศน์แบบองค์รวม 3) ด้านการจัดการความรู้ส่วนบุคคล 4) ด้านสมรรถนะทางวัฒนธรรม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/292289 Models for Enhancing Work Efficiency of Academic Staff in Private Higher Education Institutions 2025-10-24T14:38:44+07:00 Jibing Liu 86839605@qq.com Sarotchini Siriwattana 86839605@qq.com Xin Liu 86839605@qq.com <p>This research was established to evaluate the significance of perceived organizational support, internal processes, learning and growth, and performance efficiency among academic staff in Thai private higher education institutions, while also investigating the mediating role of learning and growth between both organizational support and internal processes regarding performance outcomes. The study gathered data from a sample of 300 academic personnel and employed comprehensive statistical methods, including frequency, percentage, mean, standard deviation, and structural equation modeling for deep-dive analysis.<br />The findings reveal that while personnel perceive organizational support at a moderate level with job security being the most highlighted factor their actual performance efficiency is rated at a high level, particularly in terms of specialized job knowledge. Interestingly, the study found that differences in personal demographics do not result in significant variations in performance efficiency. Among the various dimensions of support, emotional encouragement emerged as the most influential driver of efficiency, followed by the quality of working conditions. <br />Consequently, it is recommended that university administrators focus on fostering emotional connections by actively recognizing and celebrating staff achievements. By utilizing platforms such as institutional journals, award ceremonies, or public commendations to honor outstanding work, institutions can instill a sense of professional pride and dedication, which ultimately serves as a catalyst for enhanced organizational performance.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/291955 การนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ E-Commerce มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ในประเทศไทย 2025-07-31T13:02:26+07:00 พรชนก นาคนิล pornchanoknaknil@gmail.com รุจาภา แพ่งเกษร pornchanoknaknil@gmail.com ชนะเกียรติ สมานบุตร pornchanoknaknil@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) รูปแบบและวิธีการบริหารจัดการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศไทย 2) รูปแบบและลักษณะของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-COMMERCE) และ 3) การนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-COMMERCE) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 15 คน ในประเทศไทย <br />ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อ 1) พบว่ารูปแบบการบริหารจัดการองค์การมีวิธีวิธีการบริหารจัดการด้านผู้บริหารมีการควบคุมงานผ่านระบบการประเมินผลที่มีความชัดเจน และครอบคลุมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.43, S.D.= 0.74) รองลงมาคือ ผู้บริหารขององค์การมีภาวะการเป็นผู้นำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.40,S.D.= 0.76) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การที่องค์การมีการวางแผนตามแนวโน้มกระแสธุรกิจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.30, S.D.= 0.76) วัตถุประสงค์ข้อ 2) พบว่ามีการการยอมรับนวัตกรรม (IA) ประกอบด้วย 3 พฤติกรรมบ่งชี้ โดยวิธีการบริหารจัดการด้านองค์การมีทัศนคติที่ดีต่อการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อความสำเร็จขององค์การ ด้านองค์การมีการรับรู้ถึงความสะดวกในการใช้งานนวัตกรรมใหม่ ๆ และด้านองค์การมีการรับรู้ประโยชน์ของการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้งาน และวัตถุประสงค์ข้อ 3) พบว่ามีการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (EC) ประกอบด้วย 4 พฤติกรรมบ่งชี้ โดยวิธีการบริหารจัดการด้านองค์การมีระบบการชำระเงินหลากหลายรูปแบบผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ด้านองค์การมีการบริการลูกค้าผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ด้านองค์การมีการสั่งซื้อและการจัดส่งด้วยระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jeir/article/view/293192 แนวโน้มการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน วิชาพลศึกษาในประเทศไทย 2025-10-25T15:06:19+07:00 นนทนันต์ เผ่าภูรี nonthanan.ph@ku.th ศุภวรรณ วงศ์สร้างทรัพย์ nonthanan.ph@ku.th ธีรนันท์ ตันพาณิชย์ nonthanan.ph@ku.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวโน้มการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ<br />การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษาและพลศึกษา และการสำรวจความคิดเห็นของครูพลศึกษา อาจารย์ผู้สอน และนักเรียนนักศึกษา ในสถานศึกษาต่างระดับทั่วประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการออกแบบแผนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละบุคคล การวิเคราะห์และติดตามพัฒนาการทางกายของผู้เรียนผ่านเทคโนโลยีสวมใส่และเซ็นเซอร์ การสร้างสื่อการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ และการประเมินผลการเรียนรู้แบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังพบว่า AI สามารถช่วยในการจำลองสถานการณ์การเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย การฝึกทักษะการตัดสินใจในการเล่นกีฬา และการให้คำแนะนำการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ</p> <p>การนำ AI มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาในประเทศไทยยังประสบความท้าทายในหลายประการ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้าน AI การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของครูและผู้บริหารสถานศึกษา และข้อกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เรียน การศึกษานี้จึงนำเสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ AI ในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการพัฒนานโยบายระดับชาติ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เหมาะสม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย