วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสารพุทธจิตวิทยา</strong> ISSN: 2774-1095 (Online) </p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]">วารสารพุทธจิตวิทยาเป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่บูรณาการพุทธศาสตร์กับจิตวิทยา การศึกษา และมนุษยศาสตร์ รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใน 5 สาขา ได้แก่ (1) พุทธจิตวิทยาและการปรึกษาเชิงพุทธ (2) จิตวิทยาการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ (3) การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ (4) สุขภาพจิต การปรึกษา และการพัฒนามนุษย์ และ (5) ภาษา การสื่อสาร และการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับงานสหวิทยาการที่เชื่อมโยงหลักพุทธธรรมกับการสืบค้นทางวิชาการร่วมสมัย</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>การพิจารณาบทความ</strong> ทุกบทความผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ <strong>ปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review)</strong> โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> ปีละ 6 ฉบับ (มกราคม–กุมภาพันธ์, มีนาคม–เมษายน, พฤษภาคม–มิถุนายน, กรกฎาคม–สิงหาคม, กันยายน–ตุลาคม, พฤศจิกายน–ธันวาคม)</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC)</strong> 4,500 บาทต่อบทความ เรียกเก็บเมื่อผ่านการตรวจสอบขั้นต้นจากกองบรรณาธิการ</p> th-TH jbp.mcu@gmail.com (พระมหาเผื่อน กิตฺติโสภโณ,ผศ.ดร.) phuen.cha@mcu.ac.th (Phuen Chaloemchan) Thu, 30 Apr 2026 23:48:28 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การใช้เกมไพ่ไขชีวิตเพื่อการเรียนรู้ชีวิต: บทเรียนจากกิจกรรม Open Your Mind https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297194 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งสังเคราะห์แนวคิดเชิงพุทธจิตวิทยาจากการใช้เกมไพ่ไขชีวิต (Life Unlock Card Game) ในกิจกรรม Open Your Mind โดยพิจารณาเกมไพ่ไขชีวิตในฐานะเครื่องมือเชิงประสบการณ์ที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทบทวนชีวิต เปิดใจรับฟังตนเองและผู้อื่น และใคร่ครวญความหมายของประสบการณ์ชีวิตผ่านคำถามปลายเปิด วงสนทนาที่ปลอดภัย และการฟังอย่างลึกซึ้ง กระบวนการสังเคราะห์ของบทความดำเนินจากการพิจารณาบทเรียนการใช้เกมในกิจกรรม ร่วมกับการวิเคราะห์แนวคิดพุทธจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสติ ความไม่ตัดสิน ความเมตตา และการใคร่ครวญอย่างมีโยนิโสมนสิการ แล้วจัดกลุ่มองค์ความรู้เป็นสามมิติที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ เครื่องมือเชิงประสบการณ์ กระบวนการเรียนรู้ในวงสนทนา และท่าทีภายในของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ผลการสังเคราะห์ชี้ว่า เกมไพ่ไขชีวิตช่วย “ไขชีวิต” โดยกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกลับมามองเห็นประสบการณ์ คุณค่า ความสัมพันธ์ และความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันช่วย “เปิดใจ” <br />ผ่านบรรยากาศที่ไม่ตัดสินและการฟังอย่างเคารพ ทำให้เกิดการเรียนรู้เชิงสะท้อนและการตระหนักรู้ชีวิตในเชิงพุทธจิตวิทยาอย่างมีความหมาย</p> นุชนาฎ สายชมภู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297194 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/296797 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) ศึกษาความสามารถการปฏิบัติทักษะอาชีพของผู้เรียนหลัง<br />การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 25 คน ที่ลงทะเบียนเรียนชุมนุมทักษะอาชีพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ 20 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติทักษะอาชีพ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนต่อการพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ (Percentage)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วยโครงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานจำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ มีคุณภาพระดับเหมาะสมมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.92 ,S.D = 0.37) มีขั้นตอนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอนคือ (1) ศึกษาวิเคราะห์เลือกชุมชน (2) ศึกษาค้นคว้า (3) ขั้นเตรียมชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้และการปฏิบัติการ (4)นำเสนอและประเมินผล 2) ผลการประเมินความสามารถในการปฏิบัติทักษะอาชีพ จำนวน 4 ทักษะ ได้แก่ (1) ทักษะกระบวนการทำงาน (2) ทักษะทำงานร่วมกัน (3) ทักษะแสวงหาความรู้ (4) ทักษะการแก้ปัญหา นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถในการปฏิบัติทักษะอาชีพ มีคะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.10, S.D. = 0.22)</p> สุจิตรา สินธุแสง, วิภารัตน์ มูสิกะเจริญ, นารท ศรีละโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/296797 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชน ในกรุงเทพมหานคร โดยพุทธสันติวิธี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/281331 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลเอกชน กรุงเทพมหานคร 2) พัฒนากระบวนการเสริมสร้างความสัมพันธ์โดยใช้พุทธสันติวิธี และ 3) นำเสนอคู่มือกระบวนการดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งเชิงเอกสาร เชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 11 ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาความขัดแย้งในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินประกอบด้วย 1) ความขัดแย้งระหว่างแพทย์ 2) ความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรอื่น 3) ปัญหาจากระบบบริหาร และ 4) ปัญหาการสื่อสาร แนวทางการจัดการ ได้แก่ การวิเคราะห์สาเหตุ การประยุกต์ใช้หลักมรรคมีองค์ 8 การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีม และการประเมินปรับปรุงกระบวนการกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) การสำรวจตนเอง 2) การจัดการความขัดแย้งตามระดับความรุนแรง และ 3) การใช้พุทธสันติวิธีร่วมกับการพัฒนาทักษะด้านอารมณ์ สังคม และภาวะผู้นำ พร้อมจัดทำคู่มือซึ่งผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับคุณภาพ “มากที่สุด” คู่มือดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ การประเมินตนเอง การตรวจสอบสถานการณ์ แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดความสัมพันธ์เชิงลบ และการวางใจ โดยใช้โมเดล EMERGENCY เป็นเครื่องมือ เมื่อนำไปทดลองใช้ พบว่าความพึงพอใจด้านรูปเล่ม เนื้อหา และการใช้งาน อยู่ในระดับ “มาก”โดยสรุป การประยุกต์พุทธสันติวิธีร่วมกับมรรคมีองค์ 8 ผ่านโมเดล EMERGENCY ช่วยส่งเสริมการตระหนักรู้ การสื่อสารอย่างมีสติการควบคุมพฤติกรรม การพัฒนาวิชาชีพ และการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น อันนำไปสู่การลดความขัดแย้งและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปูชนิยะดา วิเชียรธรรม, อุทัย สติมั่น, พระเมธีวัชรบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/281331 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 A Study of Writing Skills of Students at High Schools in Lahe of Naga Administrated Zone, Myanmar https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/292917 <p>The study found that most Lahe high school students are male and aged between 16 and 20, and they face significant challenges in English writing. The main difficulties were vocabulary, grammar, and the writing process, while moderate problems were found in spelling, punctuation, and revising. Interviews with lecturers also confirmed these issues and added that students lack motivation and sufficient writing practice. To solve these problems, lecturers suggested focusing on grammar, vocabulary, spelling, and writing organization, while encouraging classroom practice, using technology, and providing motivation.</p> <p>Overall, the findings indicate that systematic practice and effective teaching strategies are essential for improving students’ English writing skills. This study investigates the critical challenges in English writing skills faced by high school students in Lahe, Naga-administered zone, Myanmar. Through questionnaires (N=70 students) and in-depth interviews with three lecturers, the research identifies grammar, vocabulary, planning/pre-writing, and drafting as key problem areas.</p> <p>Findings reveal moderate-to-high difficulty levels across all writing domains, with vocabulary (mean 3.80) and drafting (mean 3.55) posing the greatest hurdles. The study proposes actionable solutions, including enhanced grammar training, vocabulary building, technology integration, and process-focused pedagogy.</p> Samvara, Veerakam Kanokkamalade, Narongchai Pintrymool ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/292917 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 An Analysis of the Ethical Guidelines and Societal Well-Being Under the Five Precepts of Buddhism https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295254 <p>The Five Precepts (Pañca Sīla) stand at the heart of Buddhist moral life, offering practical guidance for lay practitioners across cultures and historical periods. Far from being merely ancient rules, they function as living ethical commitments that shape both personal character and communal harmony. This study examines their origins, interpretations, and continuing relevance in contemporary society.</p> <p>First, it traces the emergence of the Five Precepts within early Buddhist sources, especially the Pali Canon, and considers how various Buddhist traditions have understood and applied them across time. This historical inquiry reveals both continuity and adaptation as the teachings moved through different cultural settings.</p> <p>Second, the research explores how commitment to the precepts influences personal well-being. Observance is examined not only as restraint, but as a cultivation of clarity, responsibility, and ethical sensitivity. The precepts are shown to strengthen moral discernment and support psychological stability in daily life.</p> <p>Third, the study considers their broader social implications. When practiced collectively, the Five Precepts foster trust, reduce harm, and contribute to social cohesion. Individual moral discipline, therefore, extends beyond private virtue and becomes a foundation for communal flourishing.</p> <p>Drawing on canonical texts, contemporary scholarship, and comparative ethical reflection, this research presents the Five Precepts as a timeless yet adaptable framework one that continues to offer moral clarity and social benefit in the modern world.</p> Tran Thi Hieu Ngoc ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295254 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การนำกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์มาใช้เพื่อทำให้วิชาภาษาไทยเป็นที่ดึงดูดใจ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297652 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการนำกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์มาใช้เพื่อทำให้วิชาภาษาไทย<br />เป็นที่ดึงดูดใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และ 2) ประเมินการนำกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์มาใช้เพื่อทำให้วิชาภาษาไทยเป็นที่ดึงดูดใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) และมีการใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 1-6 จำนวน 63 คน ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู จำนวน 6 คน โรงเรียนวัดหนองกะธาตุ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2568 และบุคคลในท้องถิ่น จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามแบบมีโครงสร้างสำหรับนักเรียนและบุคคลในท้องถิ่น และ 2) แบบประเมินการนำกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์ไปใช้เพื่อทำให้วิชาภาษาไทยเป็นที่ดึงดูดใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์มาใช้เพื่อทำให้วิชาภาษาไทยเป็นที่ดึงดูดใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ทั้ง 9 กลยุทธ์ ที่ได้จากการศึกษา ช่วยให้การเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนระดับประถมศึกษาน่าสนใจมากขึ้น เพราะเชื่อมโยงกับชีวิตจริง วัฒนธรรม และสิ่งที่ผู้เรียนคุ้นเคย ซึ่งนักเรียนต้องการการเรียนรู้ที่สนุกและมีส่วนร่วม ครูและชุมชนเห็นตรงกันว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างสร้างสรรค์ 2) ผลการประเมินการนำกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์มาใช้เพื่อทำให้วิชาภาษาไทยเป็นที่ดึงดูดใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ในภาพรวม พบว่า กลยุทธ์มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.80</p> นริสา ภาสบุตร, ศุภฤกษ์ ทานาค, นาตยา ปิลันธนานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297652 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 A Comparative Analysis of Contemporary Phrase Structure Grammar of English and Burmese https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295772 <p>This research had the objectives to 1) to investigate the contemporary phrase structure grammar of Burmese language, 2) to compare the contemporary phrase structure grammar of English and Burmese languages, and 3) to analyze the similarities and differences between contemporary phrase structure grammar of English and Burmese language. This research design was a qualitative study using the methodological procedure for a study gathering through documentary and in-depth interviews. The researcher employed tools such as questionnaires and interviews, by utilizing the phrase structure in the Burmese Language used by respondents. </p> <p>The result exposed as follows:</p> <p>The findings directly address the three primary objectives of the study by providing a systematic examination of Burmese contemporary phrase structure grammar, a cross-linguistic comparison with English, and an analysis of their structural similarities and differences. The analysis demonstrates that Burmese phrase structure is fundamentally organized around the relationship between the head and its modifiers, comparable to English, yet governed by distinct syntactic principles. Burmese noun phrases typically follow a Modifier + Head configuration, whereas English commonly exhibits a Determiner + Modifier + Head pattern. Verb phrases in Burmese are predominantly verb-final, in contrast to the verb-medial structure associated with English subject–verb–object alignment. Adjective and adverb phrases also display divergent structural positioning, with Burmese permitting greater flexibility in post-head modification. Furthermore, although prepositional phrases in both languages fulfill similar semantic roles, Burmese structurally realizes these relationships through postpositions rather than prepositions. In addition, Burmese employs classifiers and grammatical particles to encode grammatical relations that English generally expresses through prepositional and inflectional mechanisms.</p> Silananda, Veerakarn Kanokkamalade, Phrama Somchai Kittipanyo ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295772 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 The Problems of English Reading Comprehension of Students at Tant Kyi Taung Monastery in Mandalay of Myanmar https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291379 <p>This research investigates English reading comprehension problems among students at Tant Kyi Taung Monastery in Mandalay, Myanmar. The study was driven by two primary objectives: to examine the specific obstacles students face in comprehending English texts and to identify effective solutions to enhance their reading abilities. A mixed-methods research design was employed, collecting data from 56 students via questionnaires and conducting in-depth interviews with five English teachers. Quantitative data were analyzed using descriptive statistics, including mean and standard deviation, while qualitative data provided deeper insight into pedagogical and environmental challenges. The findings reveal significant impediments to reading comprehension, including a limited vocabulary base reported by 46.4% of students, a lack of regular reading practice outside the classroom for 35.7%, and an inability to process complex sentence structures for 30%. Furthermore, the study identified a critical lack of explicit instruction in reading strategies such as skimming, scanning, and predicting. External factors, including a shortage of school resources and traditional teaching methods, further compound these difficulties. To address these challenges, the study suggests implementing structured questioning techniques, strategy-driven instruction, and increasing exposure to diverse reading materials.</p> Nandiya, Narongchai Pintrymool, Lalita Pimrat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291379 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยองเขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299165 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การสำรวจจากประชากร ทั้ง 14 โรงเรียน มีจำนวนครูทั้งสิ้น 161 คน ใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นในการสุ่ม <br />ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 114 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .911 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r = .865) โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ด้านบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียน และด้านการนิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอน ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คิดเป็นร้อยละ 77.2 สมการวิเคราะห์การถดถอย คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{z}" alt="equation" />= .339(X<sub>2</sub>) + .377(X<sub>1</sub>)+.423(X<sub>3</sub>)</p> จิตราภรณ์ นาคแย้ม, ปัทมา รูปสุวรรณกุล, อัจศรา ประเสริฐสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299165 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 English Speaking Skills of Students at Sariputta College in Shan State of Myanmar https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/292514 <p>This study investigates the English speaking skills of students at Sariputta College in Muse, Northern Shan State, Myanmar, where English serves as a vital bridge language among a diverse, multilingual student body. The research addressed three primary objectives: evaluating current speaking skills, analyzing proficiency levels, and identifying both the barriers to communication and potential guidelines for improvement. A mixed-methods approach was utilized, incorporating quantitative data from structured questionnaires administered to 75 students and qualitative insights from semi-structured interviews with four experienced English teachers. Quantitative analysis revealed that students possess a moderate level of speaking proficiency (mean score of 2.682), showing relative confidence in basic self-introductions and short conversations. However, significant weaknesses were identified in pronunciation, grammatical accuracy, and vocabulary usage, which scored at low levels. Qualitative findings corroborated these results, with teachers identifying anxiety, fear of criticism, and limited vocabulary as major psychological and linguistic barriers. The study also highlighted the negative impact of traditional teaching methodologies that prioritize reading and writing over real-time oral interaction. Mother tongue interference from tonal languages like Shan and Burmese was further noted as a critical factor in pronunciation challenges. </p> <p>The study concludes that improving oral proficiency requires a transition toward learner-centered, communicative pedagogies. Key recommendations include the integration of speaking-based activities—such as role-plays, debates, and English-speaking clubs—into the curriculum, alongside the creation of a supportive, low-pressure learning environment. These findings provide a roadmap for educators and policymakers to enhance English language acquisition in similar non-native settings across Myanmar. </p> Indavimsa, Narongchai Pintrymool, Phramaha Somchai Kittipanyo ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/292514 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้ระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพเพื่อการสื่อสาร (PECS) ต่อความสามารถในการสื่อสารของเด็กออทิสติก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/296211 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารของเด็กออทิสติกก่อนและหลังได้รับการฝึกด้วยระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพเพื่อการสื่อสาร (PECS)ที่เข้ารับบริการที่คลินิกส่งเสริมพัฒนาการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างคือเด็กออทิสติกที่มีปัญหาด้านการสื่อสารและภาษา อายุ 3-6 ปี จำนวน 8 คน ซึ่งถูกคัดเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับการฝึกโปรแกรมระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพเพื่อการสื่อสาร (PECS) 3 ขั้นตอนแรกอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบประเมินความสามารถการสื่อสารของเด็กออทิสติกด้วยระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพเพื่อการสื่อสาร (PECS) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความสามารถการสื่อสารหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (Z = 2.52, p = .012) สรุปได้ว่าการใช้ระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพเพื่อการสื่อสาร (PECS) สามารถช่วยพัฒนาทักษะการริเริ่มสื่อสารเพื่อขอสิ่งที่ต้องการในเด็กออทิสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ปิยนุช อ่อนสด, วรลักษณ์ เปาริก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/296211 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294313 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ 3) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 327 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970) และสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้วิธีแบบขั้นตอน (Stepwise)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 คือ ผู้บริหารและนโยบาย วัฒนธรรมองค์กร การบริหารจัดการ และมีตัวแปรเดียวที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ บุคลากร ซึ่งปัจจัยทั้ง 4 ด้านสามารถพยากรณ์การดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้ร้อยละ 74.80 สามารถเขียนสมการวิเคราะห์การถดถอยใน รูปคะแนนดิบ คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" />= .961 + .252(X<sub>1</sub>) + .212(X<sub>5</sub>) + .196(X<sub>2</sub>) + .129(X<sub>3</sub>) และสมการวิเคราะห์ การถดถอยพหุคูณในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Z}" alt="equation" />= .292(X<sub>1</sub>) + .273(X<sub>5</sub>) + .240(X<sub>2</sub>) + .143(X<sub>3</sub>)</p> รังสิยา คงแก้วด้วง, สุนทรี วรรณไพเราะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294313 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหนื่อยล้าในการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299013 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะเหนื่อยล้าจากการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพทั้งในภาพรวมและรายด้าน และ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านงานกับภาวะเหนื่อยล้า ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 <br />ที่ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพจำนวน 84 คน ที่มีใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง คำนวณขนาดตัวอย่างตามสูตรของ Cochran และคัดเลือกแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามลักษณะงานและองค์กร และแบบประเมินภาวะหมดไฟในการทำงาน (Maslach Burnout Inventory: MBI) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา One-way ANOVA และ Pearson’s Chi-square test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 95 อายุเฉลี่ย 34.0 ± 10.5 ปี ในภาพรวมพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 46) มีภาวะเหนื่อยล้าอยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือระดับสูง (ร้อยละ 35) และระดับต่ำ (ร้อยละ 19) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 49) ด้านการลดความเป็นบุคคลพบในระดับปานกลางและระดับสูงในสัดส่วนเท่ากัน (ระดับละร้อยละ 43) และด้านความสำเร็จส่วนบุคคลส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 42) แต่มีกลุ่มที่อยู่ในระดับสูง (ซึ่งสะท้อนความรู้สึกว่าตนเองมีความสำเร็จลดลง) ถึงร้อยละ 40</p> <p>ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่าปัจจัย 3 ตัวแปรมีความสัมพันธ์กับภาวะเหนื่อยล้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ปริมาณงาน (χ² = 13.30, p = 0.010) ความพึงพอใจในงาน (χ² = 22.45, <br />p &lt; 0.001) และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (χ² = 12.74, p = 0.013) โดยความพึงพอใจในงานเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เด่นชัดที่สุด (p &lt; 0.001) พยาบาลที่มีความพึงพอใจในงานต่ำมีแนวโน้มประสบภาวะเหนื่อยล้าสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้บริหารควรประเมินภาวะเหนื่อยล้าของบุคลากรอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พัฒนาระบบงานที่ส่งเสริมความพึงพอใจในงาน เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างกลไกจัดการความขัดแย้งในที่ทำงานอย่างเป็นธรรม เพื่อป้องกันและลดภาวะเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์อย่างยั่งยืน</p> วริทธิ์ตา จารุจินดา, ธัญญรัตน์ ประมวลวงษ์ธีร์, ณัฐธิดา หมั่นคติธรรม, วิลาวัลย์ เติมกลิ่นจันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299013 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครู กลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299164 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ของผู้บริหารสถานศึกษาในมิติที่ส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรครู 2. เพื่อสำรวจสภาวการณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของครูผู้สอนในบริบทพื้นที่ที่ศึกษา 3. เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและการสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 4. เพื่อตรวจสอบอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่มีอำนาจในการพยากรณ์หรือส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของครู ปีการศึกษา 2568 <br />ทั้ง 14 โรงเรียน มีจำนวนครูทั้งสิ้น 161 คน โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นในการสุ่มได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 114 คน วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม โดยใช้ระยะเวลาในการศึกษา ปีการศึกษา 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ตลอดจนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการกระตุ้นแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรครู พบว่าโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครู เมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่าปรากฏอยู่ในระดับมากที่สุด 3) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู พบความสัมพันธ์เชิงบวกในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) ชี้ให้เห็นว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงจำนวน 3 ด้าน คือ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล สามารถพยากรณ์หรือส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในกลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 หรือส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในกลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1</p> ธนวัฒน์ งามแสง, อัจศรา ประเสริฐสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299164 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบโรงเรียนคุณภาพขนาดเล็กเพื่อความยั่งยืน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294571 <p>การวิจัยในครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนา และเพื่อประเมินรูปแบบโรงเรียนคุณภาพขนาดเล็กเพื่อความยั่งยืนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หรือครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 9 คน และ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ โดย การจัดสนทนากลุ่ม จำนวน 17 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูล โดยจำแนกประเภทข้อมูลและสร้างข้อสรุปจากลักษณะร่วม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของรูปแบบ 5 องค์ประกอบหลัก คือ (1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารแบบกัลยาณมิตร (2) การจัดการเรียนการสอนแบบองค์รวม (3) การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ (4) การบริหารแบบมีส่วนร่วม และ (5) การส่งเสริมอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ และ 2. ผลประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยภาพรวมและในแต่ละองค์ประกอบมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้เป็นรูปแบบได้ โดยในแต่ละองค์ประกอบมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการโรงเรียนในบริบทเฉพาะของพื้นที่ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจจากชุมชนและการเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งด้านการศึกษาและสังคมร่วมกัน</p> อิสเบลลา หะยีนุ, รุ่งชัชดาพร เวหะชาติ, สุนทรี วรรณไพเราะ, ศิลป์ชัย สุวรรณมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294571 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามแนวคิดองค์กรแห่งความสุข สังกัด สพป.ปราจีนบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/280391 <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามแนวคิดองค์กรแห่งความสุข สังกัด สพป.ปราจีนบุรี ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานบุคคล 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารงานบุคคลตามแนวคิดองค์กรแห่งความสุข ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพป.ปราจีนบุรี จำนวน 33 คน และผู้เชี่ยวชาญ 5 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินกลยุทธ์ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยค่า IOC และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SWOT Analysis และ PNI Modified</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าสภาพที่พึงประสงค์ในทุกองค์ประกอบ โดยมีจุดอ่อนสำคัญคือการสรรหา วินัย และการออกจากราชการ ข้อค้นพบสำคัญ นำไปสู่กลยุทธ์การบริหารงานบุคคล 9 <br />กลยุทธ์หลัก และ 23 กลยุทธ์รอง ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance)</p> <p>ประโยชน์ของการวิจัย ช่วยให้สถานศึกษามีแผนเชิงรุกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาบุคลากรอย่างยั่งยืน</p> จิดาภา โพธิ์งาม, สกุล เกียรติ์จีรวิรัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/280391 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในเขตคุณภาพที่ 11 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299513 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา<br />2) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ของสถานศึกษาในโรงเรียนเขตคุณภาพที่ 11 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 110 คน โดยเน้นศึกษาระดับความคิดเห็นต่อพฤติกรรมผู้นำและระดับการเป็นองค์กรเรียนรู้ และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางของ Krejcie และ Morgan (1970)วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นที่ .978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ รองลงมา คือ การกำหนดพันธกิจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การจัดการโปรแกรมการเรียนการสอน 2) การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การมีใจใฝ่เรียนรู้/การเป็นบุคคลที่รอบรู้ รองลงมาคือ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ประกอบด้วย การจัดการโปรแกรมการเรียนการสอน (x<sub>2</sub>) (=.427) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .427 โดยตัวแปรสามารถร่วมกันพยากรณ์การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาได้ร้อยละ 17.40 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ 0.374 ซึ่งสามารถเขียนสมการพยากรณ์ ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = 2.738 + 0.360X<sub>2</sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY = 0.427X<sub>2</sub></p> พิชญาภา วรรณประพัฒน์, เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299513 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ของโรงเรียนเขตคุณภาพที่ 11 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299552 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 3) ศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูผู้สอนในสถานศึกษาของโรงเรียนเขตคุณภาพที่ 11 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 110 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางเครจซี่และมอร์แกน วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นที่ .978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ทักษะด้านเทคนิค รองลงมา คือ ทักษะด้านการวินิจฉัย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2) การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ รองลงมาคือ การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา 3) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วย ทักษะด้านนโยบาย (x<sub>5</sub>) (=.411) ทักษะด้านความคิด (x<sub>3</sub>) (=.309) และทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (x<sub>2</sub>) (=.236) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .795 โดยทั้ง 3 ตัวแปรสามารถร่วมกันพยากรณ์การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาได้ร้อยละ 62.20 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ 0.1591 ซึ่งสามารถเขียนสมการพยากรณ์ ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y = 1.267 + 0.289X<sub>5</sub> + 0.256X<sub>3</sub> + 0.169X<sub>2</sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน ZY = 0.411X<sub>5</sub> + 0.309X<sub>3</sub> + 0.236X<sub>2</sub></p> กรรณิกา พันธุเสือ, เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299552 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 พุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุขลดทุกข์ด้วยสติและปัญญาของผู้สูงวัยในประเทศนอร์เวย์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/270783 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมและจิตวิทยาเชิงบวกในการเสริมสร้างจิตสภาวะความสุขของผู้สูงวัยในชุมชนประเทศนอร์เวย์ 2) เพื่อสังเคราะห์รูปแบบพุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุขลดทุกข์ด้วยสติและปัญญาของผู้สูงวัยในประเทศนอร์เวย์ 3) เพื่อประเมินและนำเสนอรูปแบบพุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุขลดทุกข์ด้วยสติและปัญญาของผู้สูงวัยในประเทศนอร์เวย์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิ 12 รูปหรือคน และจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อให้การรับรองรูปแบบงานวิจัยอีก 14 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบ 6’C และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>การเสริมสร้างจิตสภาวะความสุขของผู้สูงวัยในชุมชนประเทศนอร์เวย์ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้หลัก 3 ประการได้แก่ 1) หลักพุทธธรรม คือ ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) และการเจริญสติ 2) ทฤษฎีจิตวิทยาแนวคิดเชิงบวก PERMA Model และ 3) แนวคิดการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม</li> <li>รูปแบบพุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุขลดทุกข์ด้วยสติและปัญญาของผู้สูงวัยในประเทศนอร์เวย์ ประกอบด้วยนวัตกรรมสำคัญ 4 ประการสำคัญคือ 1) นวัตกรรมทางสังคมผ่านองค์กรอาสาสมัครระหว่างประเทศ 2) นวัตกรรมพุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุข 4 กลุ่ม 3) นวัต กรรม การผ่อนคลายไร้ทุกข์ด้วยปัญญา 4) นวัตกรรมสวัสดิการชีวิตด้านการพัฒนาจิตให้งอกงาม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุในประเทศนอร์เวย์ พัฒนาความตระหนักรู้ในตนเองถึงคุณค่าของลมหายใจที่เหมาะสม ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและสติปัญญา<br />สร้างจิตใจและร่างกายที่แข็งแรง</li> <li>3. ประเมินรับรองรูปแบบพุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุขลดทุกข์ด้วยสติและปัญญาของผู้สูงวัยในประเทศนอร์เวย์ ผลประเมินอยู่ในระดับดี การนำเสนอรูปแบบ เป็นแผนภาพแสดง โมเดลพุทธจิตวิทยานวัตกรรมสร้างสุขลดทุกข์ด้วยสติและปัญญาของผู้สูงวัยในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบนวัตกรรม 4 ประการ กระบวนการของกิจกรรมและผลที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมหลักเป็น ROONGNAPHA MPW-4 Innovation Model พุทธจิตวิยานวัตกรรมสร้างสุขอย่างมีสติเป็นไปเพื่อลดทุกข์ พัฒนาความสุข เป็นทุนปัญญาระดับสากลที่ปฏิบัติได้ง่าย สำหรับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และองค์กร</li> </ol> รุ่งนภา พลายเพ็ชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/270783 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 Motivation in Learning English Focusing on Speaking Skills of Students at State Pariyatti Sasana University in Mandalay of Myanmar https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294958 <p>This research investigated the motivation and satisfaction in learning English speaking skills among B.A. third-year students at State Pariyatti Sasana University in Mandalay, Myanmar. The study aimed to examine motivational levels and identify the factors influencing students' satisfaction with their language learning experience. Utilizing a mixed-method design, the researcher gathered data through questionnaires and in-depth interviews with a sample of 60 students and 5 English teachers. Quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation, while qualitative data underwent content analysis.</p> <p>The findings revealed that students possessed a high level of motivation (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.93, S.D. = 1.09) toward learning English speaking. The highest mean score was recorded for classroom-related speaking activities (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.05), indicating that interactive and communicative environments significantly drive student engagement. While both integrative and instrumental motivations were high, instrumental motivation (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.96) was slightly more dominant. Students primarily viewed English proficiency as a vital tool for their future careers, academic advancement, and the global dissemination of Buddhist teachings.</p> <p>Additionally, the level of satisfaction with English instruction was high (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.63). Satisfaction was largely driven by supportive teacher feedback, peer interaction, and the use of culturally relevant materials. The study concludes that motivation and satisfaction form a reciprocal cycle that enhances speaking competence. Recommendations include adopting learner-centered activities and integrating Buddhist-related topics into the curriculum to sustain interest and foster communicative confidence among future Buddhist scholars.</p> Vasava, Veerakarrn Kanokkamalade, Phramaha Suriya Varamethi ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294958 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700