วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp <p><strong> วารสารพุทธจิตวิทยา</strong> <strong>ISSN: 2774-1095 (Online)</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษา ด้วยหวังให้เป็นแหล่งความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ วารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความทางด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวกับศาสนา การเรียนรู้ พฤติกรรมมนุษย์เชิงสังคมและปัจเจกโดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed) ทั้งนี้เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ วารสารมีค่าเผยแพร่บทความในวารสาร 4,500 บาท</p> th-TH jbp.mcu@gmail.com (พระมหาเผื่อน กิตฺติโสภโณ,ผศ.ดร.) phuen.cha@mcu.ac.th (Phuen Chaloemchan) Wed, 31 Dec 2025 23:44:51 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเคลื่อนไหวในนักกีฬาปันจักสีลัต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/280997 <p>ปันจักสีลัตเป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีรากฐานของการต่อสู้แทรกอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชนชาติมลายูจากการใช้อวัยวะในร่างกายเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความแข็งแรง รวดเร็ว และแม่นยำ <br />ในการยืน การเดิน การชก การเตะ และการทำให้คู่ต่อสู้ล้ม ผสานร่วมกับการร่ายรำอย่างกลมกลืนอันเป็นจุดเด่นที่สำคัญของกีฬาประเภทนี้ ซึ่งความหลากหลายของกระบวนท่าที่นำไปใช้ในการต่อสู้ทำให้นักกีฬาต้องมีความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุลอันจะทำให้นักกีฬาสามารถเคลื่อนส่วนของร่างกายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และลดโอกาสในการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากแรงปะทะของคู่ต่อสู้ หรือแรงปะทะจากตัวเราที่กระทำต่อคู่ต่อสู้อันเป็นการควบคุมและรักษาจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย (Center of Mass; COM) ให้อยู่ในบริเวณฐานรับน้ำหนักของร่างกาย (Base of Support; BOS) ในขณะยืน หรือเคลื่อนไหว ดังนั้นการศึกษาตัวแปรในด้านจลศาสตร์ และพลศาสตร์ในการเคลื่อนไหวส่วนของร่างกายเพื่อปฏิบัติทักษะต่าง ๆ ในการต่อสู้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ฝึกสอนกีฬา นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่จะประเมินความสามารถในการใช้ทักษะของนักกีฬาแล้วนำผลที่ได้กลับไปใช้ในการออกแบบการฝึกซ้อมเทคนิคเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ให้กับนักกีฬา</p> ภิญโญ โชติรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/280997 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 Enhancing Emotional Resilience Through Vipassanā Meditation Practice https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/281136 <p>Despite growing interest in mindfulness-based interventions, existing research on emotional resilience has largely focused on secular mindfulness programs, with limited conceptual clarity regarding how traditional Buddhist Vipassanā meditation cultivates emotional resilience in everyday life. This article addresses this gap by examining Vipassanā meditation through both Buddhist and psychological perspectives, with particular attention to the Four Foundations of Mindfulness. Drawing on classical Buddhist texts and contemporary psychological literature, the paper proposes that Vipassanā enhances emotional resilience by training individuals to observe bodily sensations, feelings, mental states, and mental objects with mindful awareness and non-reactivity. This process prevents fixation on past experiences and future anxieties, reduces emotional reactivity, and supports adaptive recovery from stress and adversity. By redirecting attention to present-moment mind–body phenomena, practitioners develop a stable, flexible, and resilient mindset that allows emotions to arise and pass without escalation or suppression. The article further discusses how integrating Vipassanā into daily activities fosters continuous awareness, reflective learning, and skillful emotional regulation. These findings contribute to a clearer theoretical understanding of the mechanisms through which Vipassanā meditation strengthens emotional resilience, offering valuable insights for scholars and practitioners interested in mindfulness, Buddhist psychology, and mental well-being.</p> Nadnapang Phophichit ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/281136 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมความสุขในการทำงาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/273038 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการใช้ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อส่งเสริมความสุขในการทำงาน จิตวิทยาเชิงบวกเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์นำมาใช้ในการแสวงหาองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การทำให้บุคลากรรับรู้ถึงความสำคัญของตนเองที่มีต่องานและต่อองค์กร จะเป็นแรงจูงใจให้กับบุคลากรเกิดเป็นความผูกพันทางจิตใจ นอกจากนี้ฝ่ายบริหารจัดการ ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่ พัฒนาความรู้ความสามารถให้กับบุคลากร ตลอดจนการทำความเข้าใจถึงสิ่งที่บุคลากรนึกคิดหรือมีความต้องการอยู่ในใจ ซึ่งแนวคิดในการมองสิ่งที่บุคลากรนึกคิดหรือสิ่งที่อยู่ในจิตใจนี้ เรียกว่า ทุนทางจิตวิทยาด้านบวก (Positive Psychological Capital) โดยสาระสำคัญของบทความนี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบของทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก 4 ด้าน คือ 1) การรับรู้ศักยภาพของตนเอง 2) การมองโลกในแง่ดี 3) ความคาดหวัง ความมุ่งหวังที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย 4) ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ องค์ประกอบของความสุขในการทำงานและทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่ส่งเสริมความสุขในการทำงาน นอกจากนี้ ยังพิจารณาว่าองค์ประกอบเหล่านี้มีส่วนช่วยสร้างความสุขในที่ทำงานได้อย่างไร และทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกสามารถยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของบุคลากรในที่ทำงานได้ในทางใดบ้าง</p> ธนศวรรณ ยิ่งยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/273038 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการบุคลากร: แนวคิดและกลยุทธ์สำหรับการสร้างทีมงาน ที่มีประสิทธิภาพ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/277097 <p>การบริหารจัดการบุคลากรมีบทบาทสำคัญในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพและสนับสนุนความสำเร็จขององค์กร โดยการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการสร้างและรักษาทีมงานที่มีความสามารถและพร้อมทำงานร่วมกัน การพัฒนาและส่งเสริมบุคลากรเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างการทำงานร่วมกันและความเชื่อมั่นในองค์กร<br />ซึ่งองค์กรก็จะต้องพัฒนาบุคลากรให้สมารถตอบสนองความต้องการของนโยบายองค์กรได้ ในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพและสนับสนุนความสำเร็จขององค์กร การบริหารจัดการบุคลากรมีบทบาทสำคัญมาก โดยมีขั้นตอนและกลยุทธ์หลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้เพื่อให้ทีมงานทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทีมที่มีความสามารถ ประสิทธิภาพ การพัฒนาทักษะและความรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันและความเชื่อมั่น การจัดการและสนับสนุนบุคลากร การดูแลเอาใจใส่ต่อสมาชิกในทีม การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม องค์กรสามารถพัฒนาบุคลากรให้สามารถตอบสนองความต้องการและนโยบายองค์กรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพและสนับสนุนความสำเร็จขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน</p> ธนศักดิ์ พรทัพพสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/277097 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์สูงวัยด้านการปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/296355 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์สูงวัยด้านการปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา2) เพื่อทดลองรูปแบบการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์สูงวัยด้านการปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา โดยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) การทดลองแบบหนึ่งกลุ่ม (One- Group Pretest – Posttest Design) เป็นการทดลองที่ใช้กลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว มีการวัดก่อนและหลังการทดลองด้วยเครื่องมือวัดชุดเดียวกัน มีกลุ่มทดลอง จำนวน 12 รูป ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการพัฒนาศักยภาพพระสงฆ์สูงวัยด้านการปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้คะแนนภาพรวมค่าเฉลี่ยที่ 4.26 แปลผลอยู่ในระดับเหมาะสมมาก โดยมีกิจกรรม ทั้งหมด 6 กิจกรรมได้แก่ (1) เปิดใจเรียนรู้สู่สงฆ์ไทยใจสมาร์ท (2) พื้นฐานการปรึกษาเชิงพุทธ (3) ฝึกปฏิบัติการปรึกษาเชิงพุทธ (4) บูรณาการธรรมบรรเทาทุกข์ <br />(5) ฝึกปฏิบัติการภาคสนามการปรึกษาเชิงพุทธ (6) ทบทวนธรรมนำการปรึกษา 2) การทดสอบคะแนนของพระสงฆ์สูงวัย มีคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงพุทธก่อนการทดลอง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.25 หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.58 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงพุทธหลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อติดตามผลพบว่า ทักษะด้านการฟังอย่างลึกซึ้ง ด้านการถามเชิงบวก และด้านการสนทนายังคงเป็นศักยภาพที่พระสงฆ์มีอยู่ต่อเนื่อง สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการให้การปรึกษาในบทบาทของความเป็นสงฆ์</p> พระครูสังฆรักษ์เอกภัทร อภิฉนฺโท, ประสิทธิ์ แก้วศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/296355 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 A Comparative Study of Phonological Pwo Karen Dialect and English Language https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/284928 <p>This study aims to examine and compare the phonological systems of Pwo Karen and English, with particular attention to their similarities and differences at both segmental and suprasegmental levels. Employing a qualitative and documentary research design, primary data were collected from native speakers of Pwo Karen in Taung Kalay Village, Kayin State, Myanmar, through interviews and systematic phonological elicitation using prepared word lists. Secondary data were drawn from established linguistic studies on Karenic languages and English phonology.</p> <p>The analysis focuses on phoneme inventories, syllable structures, and phonological processes, as well as suprasegmental features such as tone, stress, and intonation. Isolated lexical items, predominantly monosyllabic forms, were analyzed to examine phonemic contrasts and syllable patterns, while polysyllabic forms were used to investigate syllable types and phonological words. Phrasal and sentential data were analyzed to account for intonational patterns.</p> <p>The findings reveal that while Pwo Karen and English share certain basic segmental features, they differ fundamentally in their phonological organization. Pwo Karen is characterized as a tonal language with phonemic vowel length and relatively simple syllable structures, whereas English is a stress-timed language with complex consonant clusters, vowel reduction, and stress-based intonation. These contrasts reflect broader typological differences between tonal and stress-based languages. The study contributes to comparative phonology and Karenic linguistic research and provides insights relevant to cross-linguistic analysis and pronunciation pedagogy.</p> Thumana ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/284928 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 English Listening and Speaking Problems Among Shan Students at Mahapajapati Buddhist College Based On Linguistic Approach https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290080 <p>This article aimed to 1) identify English listening and speaking problems among Shan students at Mahapajapati Buddhist College based on linguistic approach. 2) analyze English listening and speaking problems among Shan students at Mahapajapati Buddhist College based on linguistic approach. 3) find ways to solve the problems for improving English listening and speaking among Shan students at Mahapajapati Buddhist College based on linguistic approach. The study used a mixed-methods approach, incorporating both quantitative and qualitative research. The sample population consists of 37 fourth-year Shan students enrolled in the English program at Mahapajapati Buddhist College, located in Pak Thong Chai District, Nakhon Ratchasima Province. Quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />), and standard deviation (SD). Qualitative data were analyzed through content analysis.</p> <p>The findings showed that most respondents were between 22–24 years old (41.6%), followed by 19–21 years old (40%) and those 25 and above (18.4%). Regarding English learning experience, the largest group had studied for 2–5 years (42.3%), followed by those with 5–7 years (31.4%), and over 8 years (28.6%). As for English usage, 42.9% spoke English daily, 28.8% practiced three times per week, and 28.3% only once per week.</p> Venvayama ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290080 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน สำหรับนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/289068 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน สำหรับนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ที่กำลังศึกษาในชั้นปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 107 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร จำนวน 2 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการศึกษา จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพและความต้องการของนักศึกษาในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม แบบสัมภาษณ์ความต้องการในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรฝึกอบรม (ฉบับร่าง) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความรู้ความเข้าในการวิจัยปฏิบัติงานในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.11, S.D. = .64) 2) นักศึกษามีความต้องการเกี่ยวกับการส่งเสริมความสามารถในการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.01, S.D. = .58) และ 3)หลักสูตรฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน สำหรับนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีองค์ประกอบดังนี้ <br />1) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร (Aim) 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ (Objective) 3) หลักการ (Principle) 4) โครงสร้างของหลักสูตร (Structure) 5) เนื้อหา (Content) 6) กิจกรรมการฝึกอบรม (Training of activities) 7) สื่อการเรียนการสอน (Instruction media) 8) การวัดและประเมินผล (Evaluation) และมีความเหมาะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.61, S.D. = .43) </p> แวนุไอนี ยูโซะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/289068 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยา ของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/273020 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย และ 3) เพื่อการศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสร้างโปรแกรม และทำการทดลองใช้โปรแกรมกับบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย 24 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ใช้เวลา 16 ชั่วโมง ทำการวัดความสุขบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย ในระยะก่อนทดลอง หลังทดลอง และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ ด้วยแบบวัดความสุขที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าความเชื่อมั่น 0.928 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ One-way ANOVA และ สถิติ Repeated measures analysis of variance ผลการวิจัย สรุปดังนี้</p> <ul> <li>แนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย คือ หลักอิทธิบาท 4 บูรณาการกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก เป็นแนวทางในการพัฒนาความสุขขจาการทำงาน 5 ประการได้แก่ ความรักศรัทธาในวิชาชีพ การที ่ผู ้ป่วยมีความสุข สุขจากทำความดีสร้างกุศล สุขจากสมาธิ และ สุขจากเกิดปัญญาเข้าใจความจริง</li> <li>การพัฒนาโปรแกรมการสงเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทยมีกระบวนการปรึกษา 4 ขั้นตอน คือ ขั้นเริ่มตน ขั้นดําเนินการกิจกรรม ขั้นวิเคราะห ขั้นสรุป และใช 10 กิจกรรม</li> <li>ผลการศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย พบว่า ภายหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยระดับความสุขระหว่างการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ul> <p>องค์ความรู้ที่ได้ คือ Bodhisattva's Heart Model บุคลากรทางการแพทย์แผนไทยมีคุณลักษณะ<br />จิตวิญญาณเป็นแพทย์แผนไทยที่ดี 3 ประการ ได้แก่ มีหัวใจแห่ง ความกรุณา มีความเข้าใจทุกข์</p> ธนศวรรณ ยิ่งยง , สิริวัฒน์ ศรีเครือดง, เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ, สุวัฒสัน รักขันโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/273020 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเล่าเรื่องเพื่อลดการตัดขาดทางอารมณ์ ของวัยรุ่นที่มาจากครอบครัวหย่าร้าง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291496 <p>การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาผลการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเล่าเรื่องเพื่อลดการตัดขาดทางอารมณ์ของวัยรุ่น ที่มาจากครอบครัวหย่าร้าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ วัยรุ่นอายุ 16 -18 ปี อาศัยในครอบครัวที่บิดา และมารดามีการหย่าร้างกัน มีคะแนนการตัดขาดทางอารมณ์ตั้งแต่ 84 คะแนนขึ้นไป ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและสมัครใจในการเข้าร่วมวิจัยครั้งนี้ จำนวน 16 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 8 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 8 คน ด้วยวิธีจับคู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวัดการตัดขาดทางอารมณ์ และโปรแกรมการปรึกษาออนไลน์ ทฤษฎีเล่าเรื่องเพื่อลดการตัดขาดทางอารมณ์ของวัยรุ่น จำนวน 6 ครั้ง แบ่งระยะการทดลองเป็น 3 ระยะ ระยะก่อน การทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผลการทดลอง (3 สัปดาห์) วิเคราะห์ความแปรปรวนวัดซ้ำ ประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธี Bonferroni</p> <p> ผลวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเล่าเรื่อง มีคะแนนการตัดขาด ทางอารมณ์ระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลการทดลองต่ำกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการปรึกษาออนไลน์ทฤษฎีเล่าเรื่องมีคะแนน การตัดขาดทางอารมณ์ระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลการทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ชนิตา บุญญานุพันธ์, ประชา อินัง, เพ็ญนภา กุลนภาดล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291496 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวของเยาวชนที่กระทำผิด ด้วยการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องออนไลน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291300 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวของเยาวชนที่กระทำผิดด้วยการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องออนไลน์ โดยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) กลุ่มตัวอย่างคือบิดาเลี้ยงเดี่ยวหรือมารดาเลี้ยงเดี่ยวที่มีบุตรกระทำผิด อายุ 15 - 18 ปี ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเข้าการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 20 ครอบครัว (40 คน) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีจับคู่ คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 10 ครอบครัว (20 คน) และกลุ่มควบคุม จำนวน 10 ครอบครัว (20 คน)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินสัมพันธภาพในครอบครัวของเยาวชนที่กระทำผิดและโปรแกรมการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวของเยาวชนที่กระทำผิด จำนวน 8 ครั้ง ครั้งละ 45 - 60 นาที แบ่งระยะการทดลองเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผลการทดลอง (2 สัปดาห์) วิเคราะห์ความแปรปรวนวัดซ้ำ ประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงทดสอบความแตกต่างรายคู่โดยวิธี บอนเฟอร์โรนี</p> <p>ผลวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องออนไลน์ มีคะแนนสัมพันธภาพในครอบครัวของเยาวชนที่กระทำผิดระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผลการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลอง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องออนไลน์มีคะแนนสัมพันธภาพในครอบครัวของเยาวชนที่กระทำผิดระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผลการทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>สรุป ทฤษฎีเล่าเรื่องมาประยุกต์ใช้ผ่านระบบออนไลน์ ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวสามารถปรับเปลี่ยนมุมมอง ลดความขัดแย้ง และร่วมกันสร้างเรื่องราวความสัมพันธ์ใหม่ที่ดีขึ้นได้ แม้อยู่ในบริบทที่มีข้อจำกัด ก่อให้เกิดประโยชน์โดยเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักจิตวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพของครอบครัวกลุ่มเสี่ยงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น</p> ปภัสรา แสนกล้า, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศินันท์ ศิริธาดากุลพัฒน์, รองศาสตราจารย์ ดร. เพ็ญนภา กุลนภาดล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291300 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การตัดสินใจเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา: ประสบการณ์และมุมมอง ของผู้มารับการปรึกษาเพศชาย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291268 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิเคราะห์แก่นสาระเชิงสะท้อน (Reflexive Thematic Analysis หรือ RTA) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินใจของเพศชายในการเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และศึกษาแนวทางในการส่งเสริมการเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เข้ารับการปรึกษาเพศชาย จำนวน 6 คน ที่ได้รับคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้าและคัดออกตามที่กำหนดไว้ในการวิจัย มีวิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured) และการสนทนากลุ่ม ซึ่งเตรียมโครงร่างแบบสัมภาษณ์ไว้ก่อน มีคำถามขยายความเพิ่มเติมตามคำตอบของผู้เข้าร่วมวิจัย<br />และกำหนดประเด็นการสนทนากลุ่ม เพื่อใช้ในการสำรวจประสบการณ์และมุมมองของผู้เข้าร่วมวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการตัดสินใจของเพศชายในการเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ตลอดจนปัจจัยที่ส่งเสริมและขัดวางการเข้ารับการปรึกษาของเพศชายนั้น มีทั้งหมด 4 แก่นสาระใหญ่ ประกอบด้วย 1) การตระหนักถึงปัญหาทางจิตใจ 2) ความเผชิญกับขัดแย้งภายในจิตใจระหว่างบทบาทความเป็นชายกับการจัดการปัญหา 3) การ(ไม่)เปิดใจเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา 4) ประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงหลังการเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา นอกจากนี้ ยังพบว่า การตัดสินใจเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้มารับการปรึกษาเพศชายได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยขัดขวางที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ปัจจัยส่งเสริมประกอบด้วยแรงจูงใจภายในจากความต้องการเข้าใจตนเอง พัฒนาคุณภาพชีวิต และแสวงหาทางออกจากปัญหาทางจิตใจ ทัศนคติและความเข้าใจเชิงบวกต่อการปรึกษาเชิงจิตวิทยา การสนับสนุนจากบุคคลใกล้ชิด รวมถึงความสะดวกในการเข้าถึงบริการผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อและแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ปัจจัยขัดขวางที่สำคัญ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรส่วนบุคคล ค่านิยมบทบาทความเป็นชายแบบดั้งเดิม และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ซึ่งล้วนส่งผลต่อความลังเลและความล่าช้าในการเข้ารับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของผู้รับการปรึกษาเพศชายมากยิ่งขึ้น</p> แพรวพรรณ เที่ยงธรรม, วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์, สุรีพร อนุศาสนนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291268 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาในยุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291429 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารสถานศึกษาในโลกยุค BANI World และ 3) วิเคราะห์ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาในโลกยุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีเขต 3 รูปแบบวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 263 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยกระจายตามอำเภอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก <br />เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ประกอบด้วย การสร้างทีม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา <br />ได้แก่ การจัดการทีมนวัตกรรม การพัฒนาทักษะ การสร้างบรรยากาศใน การสร้างสรรค์นวัตกรรม การคัดเลือกบุคลากรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม การค้นหาและทำงานร่วมกับผู้สนับสนุน และการให้รางวัลในการสร้างนวัตกรรม ตามลำดับ 2) ระดับการบริหารสถานศึกษาในยุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ประกอบด้วย สถานการณ์ที่คาดเดายาก ค่าเฉลี่ยมากที่สุด สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล สถานการณ์ที่เข้าใจยาก และสถานการณ์ที่เปราะบาง ตามลำดับ 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ประกอบด้วย การให้รางวัลในการสร้างนวัตกรรม (X<sub>5</sub>) การจัดการทีมนวัตกรรม (X<sub>4</sub>) การพัฒนาทักษะ (X<sub>6</sub>) และการคัดเลือกเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม (X<sub>1</sub>) ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาในยุค BANI World (Y<sub>tot</sub>) โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 83.90 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมการวิเคราะห์การถดถอย คือ <sub>tot</sub> = 0.41 + 0.29 (X<sub>5</sub>) + 0<em>.</em>22 (X<sub>4</sub>) + 0.24 (X<sub>6</sub>) + 0.13 (X<sub>1</sub>)</p> พัฒนภูมิ ถิ่นวงษ์แดง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291429 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 Guidelines for Improving English Writing Skills of Grade 10 Students at San Eik Government High School in Wakema Town of Myanmar https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290477 <p>This study aimed to (1) investigate English writing problems of Grade 10 students and (2) propose practical instructional guidelines for improving their English writing skills. The study employed a mixed-methods research design, integrating quantitative and qualitative approaches. The population consisted of Grade 10 students at a government high school in Wakema Town, Myanmar, and a sample of 60 students was selected using purposive sampling. Quantitative data were collected through a structured questionnaire, while qualitative data were obtained from teacher interviews.</p> <p>The findings revealed that students experienced moderate difficulties in major components of English writing, including grammar, vocabulary, spelling, punctuation, and all stages of the writing process (planning, drafting, and revising). Among these difficulties, limited vocabulary knowledge and insufficient understanding of the writing process were identified as the most significant problems, which hindered students’ ability to produce coherent and accurate written texts.</p> <p>Based on the findings, the study proposed instructional guidelines aligned with the research objectives. These guidelines emphasized systematic grammar instruction, vocabulary development, focused practice on spelling and punctuation, explicit teaching of the writing process, and increased opportunities for guided writing practice with constructive feedback. <br />The study concluded that the proposed guidelines could effectively enhance students’ English writing performance and support improved writing instruction in similar secondary school contexts.</p> Ven Gunavansa ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290477 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 An Analysis of Pronunciation Problems of Bachelor of Arts First-Year Students at the Faculty of Education in Mahachulalongkornrajavidyalaya University https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290507 <p>The objectives of this Article aimed were 1) To study the pronunciation problems of <br />B.A. first-year students at the Faculty of Education in Mahachulalongkornrajavidyalaya University, <br />2) To find out the solutions to the pronunciation problems of B.A. first-year students at the Faculty of Education in Mahachulalongkornrajavidyalaya University. The research methodology consists of research design which is a mixed method; namely qualitative and quantitative study. The research tools are questionnaires and in-depth interviews. For the population, there are 126 students from the Faculty of Education, Mahachulalongkornrajavidyalaya University. The SPSS was used for data analysis. The study found that students were most self-conscious about mispronouncing words in front of others, with the highest score of 4.84. They strongly agreed that interacting with native speakers could improve their pronunciation skills (4.73). While students valued good pronunciation for effective communication (4.62), they often found pronunciation lessons boring (4.06). Confidence in accurate pronunciation received the lowest score (3.91), suggesting a need for activities to boost their confidence. Future research could explore ways to enhance pronunciation teaching. This includes studying the long-term effectiveness of techniques like IPA-based learning or computer-assisted instruction. Additionally, it could examine how cultural factors affect students’ pronunciation difficulties and their motivation to improve. These areas of research could help address the challenges identified in the study and provide more effective strategies for improving students’ pronunciation skills.</p> Htanavara ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290507 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 An Effective Use of Second Language to Reduce the Anxiety of The First Year Students at State Pariyatti Sasana University in Mandalay of Myanmar https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290440 <p>This study aimed to investigate second language learning experiences among first-year students at State Pariyatti Sasana University in Mandalay, Myanmar, examine the role of second language learning in reducing students’ anxiety, and explore effective ways of using a second language to alleviate anxiety. A mixed-methods research design was employed, integrating quantitative and qualitative approaches. The quantitative data were collected through questionnaires administered to 50 first-year students, while qualitative data were obtained from in-depth interviews with five university teachers. Data analysis was conducted using descriptive statistics and thematic analysis.</p> <p>The findings revealed that students experienced a moderate level of foreign language anxiety, particularly related to communication apprehension, fear of negative evaluation, and test anxiety. Students suggested that anxiety could be reduced through the creation of a supportive classroom environment, the use of pair and group work, interactive activities such as games and role-playing, and flexible learning opportunities that allow students to learn at their own pace. The study concludes that effective use of a second language in a low-stress, learner-centered environment can significantly reduce students’ anxiety and enhance their confidence in language learning.</p> Ven Nyarnotetara ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/290440 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 สร้างเครือข่ายกระบวนการแนะแนววิถีพุทธสำหรับบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/272657 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพื้นที่การสร้างเครือข่ายกระบวนการแนะแนววิถีพุทธ 2) เพื่อสร้างเครือข่ายกระบวนการแนะแนววิถีพุทธ และ 3) เพื่อนำเสนอเครือข่ายและแนวทางการดำเนินงานกระบวนการแนะแนววิถีพุทธสำหรับบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูแนะแนว ครูผู้รับผิดชอบงานแนะแนว และนิสิตคณะครุศาสตร์ สาขาพระพุทธศาสนาและจิตวิทยาแนะแนว รวมจำนวน 18 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม ชุดกิจกรรมการสร้างเครือข่าย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) พื้นที่การสร้างเครือข่ายกระบวนการแนะแนววิถีพุทธมีการดำเนินงานแนะแนวสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยครอบคลุมการแนะแนวด้านการศึกษา อาชีพ และส่วนตัว–สังคม รวมถึงการให้บริการแนะแนวทั้ง 5 ด้าน (2) การสร้างเครือข่ายกระบวนการแนะแนววิถีพุทธประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างผู้นำ การสร้างจิตสำนึก และการแสวงหาสมาชิกเครือข่าย โดยมีสมาชิกเครือข่ายจาก 5 สถานศึกษา และมีศูนย์ประสานงานกลาง ผลการประเมินพบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เข้าร่วมมีระดับความรู้ ความเข้าใจ และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากก่อนเข้าร่วม (= 4.24, S.D. = 0.46) และ <br />(3) แนวทางการดำเนินงานเครือข่ายกระบวนการแนะแนววิถีพุทธประกอบด้วย 10 ขั้นตอน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานแนะแนวในสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> สายหยุด มีฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/272657 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะวินัยเชิงบวกของบิดามารดาที่มีบุตรเป็นโรคสมาธิสั้น โดยการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นแบบออนไลน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291704 <p>วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาถึงผลของการให้การปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นแบบออนไลน์ ที่มีต่อการพัฒนาทักษะสร้างวินัยเชิงบวกของบิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตรที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น วิธีการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือคู่บิดามารดาที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกและมีบุตรเป็นโรคสมาธิสั้น จำนวน 12 ครอบครัว (24 คน) แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 6 ครอบครัว (12 คน) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบวัดทักษะวินัยเชิงบวก และโปรแกรมการปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นแบบออนไลน์ จำนวน 7 ครั้ง ดำเนินการสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล (4 สัปดาห์) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนวัดซ้ำสรุป การให้การปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นแบบออนไลน์สามารถส่งเสริมพฤติกรรมการเลี้ยงดูเชิงบวกของบิดามารดาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> รุจิรา หมอกเจริญ, รองศาสตราจารย์ ดร. เพ็ญนภา กุลนภาดล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291704 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลง ทางการศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษานครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291752 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์ภาวะผู้นำใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัลรูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม จำนวน 317 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยการกระจายตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย การส่งเสริมความฉลาด การมองการณ์ไกล การชี้แนะ การพัฒนาเพื่อนร่วมงาน ความตระหนักในตนเอง การรับฟังคนอื่น และความเสมอภาค ตามลำดับ 2) ระดับการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ประเมินความสำเร็จมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ติดตามความก้าวหน้า ประเมินสภาพปัจจุบัน นํากลยุทธ์สู่การปฏิบัติ และกำหนดกลยุทธ์ ตามลำดับ<br />3) ภาวะผู้นำแบบใฝ่บริการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย การชี้แนะ (X<sub>5</sub>) การมองการณ์ไกล (X<sub>7</sub>) ความตระหนักในตนเอง (X<sub>1</sub>) การพัฒนาเพื่อนร่วมงาน (X<sub>4</sub>) ส่งผลการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในยุคดิจิทัล (Y<sub>tot</sub>) โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 57.80 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมการวิเคราะห์การถดถอย คือ <sub>tot</sub> = 1.00 + 0.36 <em>(</em>X<sub>5</sub>) + 0<em>.33</em> <em>(</em>X<sub>7</sub>) <em>+ </em>0.<em>2</em>1 <em>(</em>X<sub>1</sub>) <em>+</em>0.16 <em>(</em>X<sub>4</sub>)</p> อุษา ปฐมพรสุริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291752 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/288479 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI) 2) ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI) กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 60 คน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนอร์ท กรุงเทพ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) หลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI) ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพโดยมีหลักการที่เน้นการบูรณาการเนื้อหาและการปฏิบัติเพื่อสร้างการเรียนรู้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษา ได้เรียนรู้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และการปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจ (S: Survey) ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์หลักสูตร (A: Analysis) ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนาหลักสูตร <br />(D: Development) ขั้นตอนที่ 3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (L: Learning Activity Management) และขั้นตอนที่ 4 การประเมินหลักสูตรเพื่อการสะท้อนผล ER: Evaluation for Reflection) </p> <p>2) ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตร มีดังนี้ 2.1 ความสามารถ ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก นักศึกษาสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ได้ มีองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกัน 2.2 ความสามารถในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก ความสามารถออกแบบ การจัดการเรียนรู้ถูกต้องชัดเจนเหมาะสม บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้การปฏิบัติ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นแบบบูรณาการเนื้อหาและการปฏิบัติ</p> เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพุทธจิตวิทยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/288479 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700