วารสารพุทธจิตวิทยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสารพุทธจิตวิทยา</strong> ISSN: 2774-1095 (Online) </p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]">วารสารพุทธจิตวิทยาเป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่บูรณาการพุทธศาสตร์กับจิตวิทยา การศึกษา และมนุษยศาสตร์ รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใน 5 สาขา ได้แก่ (1) พุทธจิตวิทยาและการปรึกษาเชิงพุทธ (2) จิตวิทยาการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ (3) การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ (4) สุขภาพจิต การปรึกษา และการพัฒนามนุษย์ และ (5) ภาษา การสื่อสาร และการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับงานสหวิทยาการที่เชื่อมโยงหลักพุทธธรรมกับการสืบค้นทางวิชาการร่วมสมัย</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>การพิจารณาบทความ</strong> ทุกบทความผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ <strong>ปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review)</strong> โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> ปีละ 6 ฉบับ (มกราคม–กุมภาพันธ์, มีนาคม–เมษายน, พฤษภาคม–มิถุนายน, กรกฎาคม–สิงหาคม, กันยายน–ตุลาคม, พฤศจิกายน–ธันวาคม)</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC)</strong> 4,500 บาทต่อบทความ เรียกเก็บเมื่อผ่านการตรวจสอบขั้นต้นจากกองบรรณาธิการ</p>
ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
th-TH
วารสารพุทธจิตวิทยา
2774-1095
-
การเสริมสร้างทักษะการเรียนในอนาคต ด้วยไตรสิกขาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่มเกล้า บุรีรัมย์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298037
<p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในอนาคตด้วยหลักไตรสิกขาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาทักษะการเรียนในอนาคต <br />2) เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนในอนาคตด้วยไตรสิกขาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่มเกล้า บุรีรัมย์ 3)เพื่อทบทวนความรู้ด้านการเสริมสร้างทักษะการเรียนในอนาคตด้วยไตรสิกขาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนร่มเกล้า บุรีรัมย์โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามหลักไตรสิกขา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากเอกสาร การสังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพประกอบด้วยผู้บริหาร 2 คน และครู 37 คน รวม 39 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ สมุดบันทึก และกล้องถ่ายรูป วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการแปรความและตีความ และนำเสนอผลแบบพรรณนาวิเคราะห์ตามกรอบไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในอนาคตของผู้เรียนควรมุ่งทักษะชีวิตและอาชีพ ทักษะสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นการลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และบูรณาการข้ามสาระ โรงเรียนควรบูรณาการไตรสิกขาไว้ในหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ และกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีวินัย มีสมาธิ <br />และคิดเป็นทำเป็น 2. โรงเรียนดำเนินกิจกรรมตามไตรสิกขา 4 ลักษณะ ได้แก่ กิจกรรมก่อนเรียน ระหว่างวัน <br />รายสัปดาห์ และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณลักษณะสำคัญของผู้เรียน 10 ประการ 3. ผลสำรวจจากผู้ปกครองและนักเรียน 272 คน พบว่าการดำเนินงานตามไตรสิกขาอยู่ในระดับมากโดยด้านศีลได้คะแนนสูงสุด รองลงมาด้านปัญญา และด้านสมาธิ อีกทั้งพบความแตกต่างของความคิดเห็นตามสถานภาพ อายุ และวุฒิการศึกษาในภาพรวมและบางด้าน ขณะที่ด้านปัญญาไม่แตกต่างในหลายกรณี สะท้อนว่าการดำเนินงานมีความเหมาะสมโดยรวม และควรเสริมความต่อเนื่องของกิจกรรมด้านสมาธิ รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในอนาคตของผู้เรียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p>
ภัทรฤทัย ลุนสำโรง
กฤษฎา วัฒนศักดิ์
ธนันต์ชัย พัฒนะสิงห์
อาทิฐยา วรนิตย์
ภุชงค์ มัชฌิโม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
1
11
-
ปัจจัยคัดสรรที่ส่งผลต่อการรู้คิดแบบสันโดษของเยาวชนไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/293402
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรู้คิดแบบสันโดษของเยาวชนไทย และ <br />2) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยคัดสรรต่อการรู้คิดแบบสันโดษของเยาวชนไทย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบออนไลน์ จากเยาวชนไทย ที่มีอายุระหว่าง 14 - 17 ปี จำนวน 400 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับปัจจัยจิตลักษณะเดิมของเยาวชนไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน รองลงมาได้แก่ ด้านการคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม และน้อยที่สุดคือ ด้านการตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง 2) ระดับปัจจัยจิตสังคมของเยาวชนไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านสัมพันธภาพระหว่างครอบครัว รองลงมาได้แก่ ด้านสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน และน้อยที่สุดคือ ด้านสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนกับเพื่อน 3) ระดับการรู้คิดแบบสันโดษของเยาวชนไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านยถาลาภสันโดษ (ยินดีตามได้) รองลงมาได้แก่ ด้านยถาสารุปปสันโดษ (ยินดีตามควร) และน้อยที่สุดคือ ด้านยถาพลสันโดษ (ยินดีตามมี) และ 4) ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า เยาวชนไทยที่มีสถานภาพของบิดามารดา และลักษณะการอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันมีการรู้คิดแบบสันโดษแตกต่างกัน ปัจจัยจิตลักษณะ ได้แก่ การตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน การคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม ส่งผลเชิงบวกต่อการรู้คิดแบบสันโดษของเยาวชนไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และปัจจัยจิตสังคม ได้แก่ สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนกับเพื่อน สัมพันธภาพระหว่างครอบครัว สัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียน ส่งผลเชิงบวกต่อการรู้คิดแบบสันโดษของเยาวชนไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
กฤษณ์ภัทรวุธ วรธรรมธยาน์
สิริวัฒน์ ศรีเครือดง
พระมหาสุเทพ สุทฺธิญาโณ
ประยูร สุยะใจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
12
22
-
การวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ ความกล้าหาญทางศีลธรรมของวัยรุ่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298369
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของความกล้าหาญทางศีลธรรมในวัยรุ่น <br />2) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลเชิงสาเหตุของความกล้าหาญทางศีลธรรมในวัยรุ่นที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยนี้คือ วัยรุ่นที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสงคราม จำนวน 984 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยความกล้าหาญทางศีลธรรม การอบรมเลี้ยงดู <br />การเห็นคุณค่าในตนเอง ความเชื่อหลักกรรม และสมรรถนะทางสังคม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์โมเดลลิสเรล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลเชิงสาเหตุของความกล้าหาญทางศีลธรรมได้รับอิทธิพลโดยตรงโดยตรงจากการเห็นคุณค่าในตนเอง ความเชื่อหลักกรรม และสมรรถนะทางสังคม และได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากการอบรมเลี้ยงดูผ่านการเห็นคุณค่าในตนเองและสมรรถนะทางสังคม 2) โมเดลเชิงสาเหตุของความกล้าหาญทางศีลธรรมในวัยรุ่นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์มีค่าไค-สแควร์เท่ากับ 65.87 องศาอิสระ เท่ากับ 49 ความน่าจะเป็นเท่ากับ .054 ดัชนีวัดความกลมกลืนเท่ากับ .992 ตัวแปรในโมเดล สามารถอธิบายความแปรปรวนของความกล้าหาญทางศีลธรรมได้ร้อยละ 41.15</p>
พระครูธรรมธรอานนท์ กนฺตวีโร
พระครูภาวนาสังวรกิจ
พระมหาถาวร ถาวโร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
23
33
-
An effective way to enhance English learning motivation for first-year students at the State Pariyatti Sasana University in Mandalay of Myanmar
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/293524
<p>The research titled “An effective way to enhance English learning motivation for first-year students at the State Pariyatti Sasana University in Mandalay of Myanmar. The study has two main objectives: (1) To study English learning motivation for first year of students in State Pariyatti Sasana University in Mandalay of Myanmar (2) To propose the way to boost motivation of students who are learning English in State Pariyatti Sasana University in Mandalay of Myanmar. A mixed-methods approach was used, combining quantitative data from questionnaires with 55 students and qualitative data from interviews with five English teachers.</p> <p>The findings show that while students recognize English as vital for academic and professional growth, their motivation is weakened by late exposure to English, anxiety in speaking, and limited opportunities for real-life practice. Conversely, motivation increased when students engaged with native speakers, authentic materials, and supportive teachers.</p> <p>The study concludes that enhancing students’ motivation to learn English requires the implementation of specific student-centered and interactive teaching strategies. Teachers can motivate students by incorporating group discussions, collaborative tasks, role-plays, and real-life communication activities that encourage active participation. Providing constructive feedback, recognizing students’ efforts, and creating a supportive classroom environment can also strengthen learners’ confidence and intrinsic motivation. Additionally, using contextually relevant materials that connect English learning to students’ academic and daily lives increases their interest and engagement. Therefore, curriculum adjustments, teacher training in communicative methodologies, and institutional support are essential to sustain motivational teaching practices.</p>
Sasana
Veerakarrn Kanokkamalade
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
34
41
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298557
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) ระดับความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา 2) ระดับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา 3) ปัจจัยที่พยากรณ์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา และ 4) แนวทางการเสริมสร้างความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1- 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 330 คน โดยการเลือกแบบเจาะจงตามสูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 67.19 ระดับชั้นปีที่ 4 ร้อยละ 27.40 และมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมระหว่าง 3.0–3.50 ร้อยละ 42.55 ตามลำดับ ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยทุกด้าน ได้แก่ ด้านการปรับตัว ด้านครอบครัว ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ด้านอาจารย์ผู้สอน และด้านสภาพแวดล้อม มีอิทธิพลต่อความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาอยู่ในระดับมากและพบว่าปัจจัยทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาได้ร้อยละ 57.50 (R<sup>2</sup>= 0.575) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สำหรับแนวทางการเสริมสร้างความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาเรียงตามลำดับความถี่ 5 อันดับได้แก่ การบริหารจัดการเวลาอย่างเหมาะสม การรู้จักปรับตัวได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข การฝึกมองโลกในแง่ดีและคิดบวกเสมอการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในสิ่งที่ต้องการทำให้ชัดเจน และการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับตนเองอยู่เสมอ ๆ</p>
บุญมั่น ธนาศุภวัฒน์
สุมิตรา โรจนนิติ
สุพิน ใจแก้ว
จามรี ศรีรัตนบัลล์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
42
52
-
แนวทางการพัฒนาการดำเนินชีวิตครอบครัวเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน โดยพุทธวิธีในจังหวัดสงขลา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295566
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา และผลกระทบเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตครอบครัวเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนในจังหวัดสงขลา 2) เพื่อวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และหลักพุทธธรรม ในการพัฒนาการดำเนินชีวิตครอบครัวเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน และ 3) เพื่อบูรณาการพุทธวิธีในการพัฒนาการดำเนินชีวิตครอบครัวเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนในจังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ประกอบกับการสนทนากลุ่มย่อยจำนวน 10 รูป/คน จากนักวิชาการด้านศาสนา และผู้เชี่ยวชาญฯ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า: 1) การดำเนินชีวิตครอบครัวในจังหวัดสงขลามีลักษณะของปัญหาที่เกิดจากวิกฤติขั้นพื้นฐาน ปัญหาความแตกต่างด้านลักษณะนิสัย ทัศนคติ ค่านิยม การสื่อสาร รวมถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม 2) การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยนำเอาหลักฆราวาสธรรม มาเป็นแกนหลัก ในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดเป็นกระบวนการ การสร้างความสุขที่มีการเกื้อหนุนให้มีชีวิตครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 3) บูรณาการพุทธวิธีในการพัฒนาการดำเนินชีวิตครอบครัวเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน ในจังหวัดสงขลา สามารถสรุปเป็นโมเดล (Model) องค์ความรู้ “Family Model เปรียบได้กับ เสาของบ้าน คือ พลังเชื่อมสมานยึดโยงความสัมพันธ์ให้คงอยู่ตลอดไป เสาของบ้านทั้ง 6 เสา ซึ่งประกอบด้วย F= Faith (ศรัทธา), A= Acceptance (การยอมรับ), M= Mindfulness (สติ), I=Integrity (ความซื่อสัตย์), L= Love (ความรัก), Y= Yielding (ความยืดหยุน) เป็นแนวทางการพัฒนาการดำเนินชีวิตครอบครัวเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนโดยยึดหลักพุทธวิธี เป็นรากฐานของชุมชนในจังหวัดสงขลา</p>
ประเสริฐศักย์ ซึ้งประสิทธิ์
กันตภณ หนูทองแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
53
64
-
การพัฒนากลยุทธ์สู่ความสำเร็จธุรกิจรับสร้างบ้านของสมาชิกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/283707
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สำรวจและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกของธุรกิจรับสร้างบ้านของสมาชิกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (2) วิเคราะห์เชิงลึกแรงกดดันในการแข่งขัน (3) อธิบายปัจจัยแห่งความสำเร็จ และ (4) สังเคราะห์และเสนอแนวทางกลยุทธ์สู่ความสำเร็จของธุรกิจรับสร้างบ้าน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 40 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจรับสร้างบ้าน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกและถอดความ ก่อนนำมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงธีม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ธุรกิจรับสร้างบ้านที่มีประสบการณ์ยาวนานได้รับการยอมรับ มีภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือสูงกว่า “ผู้รับเหมาทั่วไป” ให้บริการแบบครบวงจรและลูกค้ามีอิสระในการออกแบบและเลือกวัสดุ แต่มีความแตกต่างด้านมาตรฐานและราคาสูงกว่าผู้รับเหมา 10–20% (2) แรงกดดันการแข่งขันเกิดจากอำนาจต่อรองของลูกค้าและผู้จัดหาวัตถุดิบ การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ และการแข่งขันกับผู้รับเหมาจำนวนมาก ขณะที่สินค้าทดแทนมีอิทธิพลต่ำ (3) ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ได้แก่ เวลา การเงิน ประสิทธิผล และความพึงพอใจของลูกค้า (4) กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์ด้านราคา กลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์และมาตรฐานสมาคม กลยุทธ์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ กลยุทธ์บริการครบวงจร และกลยุทธ์การขยายพื้นที่ให้บริการ</p>
พคสิษฐ์ อิสสระชานน
ภัครดา เกิดประทุม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
65
76
-
An Analysis of Factors Influencing the English-Speaking Abilities for Oral Presentation of Second-Year Students in the Faculty of Education, Mahachulalongkornrajavidyalaya University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297170
<p>This research had the objectives to: (1) to study the factors influencing the oral presentation skills in English of second-year students, and (2) to propose practical guidelines for improving English-speaking abilities for oral presentation. A mixed-methods research design was employed. Quantitative data were collected from 50 Bachelor of Arts students using a 15-item questionnaire, and qualitative data were collected through in-depth interviews with five lecturers responsible for teaching English in the Faculty of Education. The quantitative data were analyzed through frequency, percentage, mean, and standard deviation, while the qualitative data were examined through content analysis.<br />Answer as the objectives 1) overall level of factors influencing students’ oral presentation abilities in English was high (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 47.42, SD = 16.883). Students experienced moderate-level difficulties related to anxiety, confidence, vocabulary, pronunciation, time management, and creating visual aids. The highest-rated influencing factor was students’ understanding of the presentation topic. Qualitative results supported the quantitative findings, indicating that psychological stress, limited language exposure, and insufficient practice negatively affected students’ presentation performance. Lecturers emphasized linguistic development, increased practice opportunities, teacher encouragement, and supportive classroom environments as essential solutions. 2) The study proposed practical guidelines focusing on speaking practice, rehearsal before presentations, vocabulary and pronunciation development, visual aid training, time management, and motivational classroom support. These guidelines are expected to improve students’ confidence, reduce anxiety, and enhance English oral presentation competence for academic and professional success.</p>
Ven. Pandita
Narongchai Pintrymool
Lalita Pimrat
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
77
86
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลินิกเสริมความงาม: กรณีศึกษา เดอะเฟิร์ส คลินิกเวชกรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/285514
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลินิกเสริมความงาม เดอะเฟิร์ส คลินิกเวชกรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดธุรกิจบริการ (7Ps) ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลินิกเสริมความงาม เดอะเฟิร์ส คลินิกเวชกรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา และ3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลินิกเสริมความงาม เดอะเฟิร์ส คลินิกเวชกรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบโควตา ที่เป็นผู้ใช้บริการ จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ส่วนการทดสอบสมมติฐานใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 36-45 ปี ประกอบอาชีพ พนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ระดับการศึกษาปริญญาตรี เลือกรับบริการโปรแกรมฉีดกระตุ้นเส้นผม ราคาที่ใช้บริการ 30,000บาทต่อครั้ง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคลินิกเสริมความงามเดอะเฟิร์สคลินิกเวชกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา มีทั้งหมด 4 ปัจจัย คือ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากรหรือพนักงาน และด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การตัดสินใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามเดอะเฟิร์สคลินิกเวชกรรม จังหวัดฉะเชิงเทรา มีทั้งหมด 3 ปัจจัย คือ การตระหนักถึงปัญหาและความต้องการ การตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมหลังการซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
สิรวีร์ วิรัญ
อัจจิมา ศุภจริยาวัตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
87
94
-
การพัฒนาวิดีโอเพื่อการเรียนรู้ทักษะทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297841
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสำรวจความสามารถทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา 2) เพื่อสร้างวิดีโอเพื่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา 3) เพื่อประเมินคุณภาพและความพึงพอใจต่อวิดีโอสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นงานวิจัยประยุกต์ กลุ่มเป้าหมายคือครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 44 ท่าน ได้มาโดยการสมัครใจเข้าร่วมตอบแบบสำรวจในโรงเรียนเกตุพิชัยวิทยา จังหวัดสระบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสำรวจระดับความสามารถด้านทักษะทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา 2) สื่อวิดีโอเพื่อการเรียนรู้ 3) แบบสอบถามใช้เพื่อประเมินความพึงพอใจของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้วิดีโอเพื่อการเรียนรู้ โดยวิดีโอที่ครอบคลุมเนื้อหา 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การใช้เครื่องมือสื่อสารและการเรียนการสอนออนไลน์ 2) การจัดการชั้นเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้ 3) การสร้างแบบทดสอบและการประเมินผล 4) การจัดเก็บจัดการข้อมูล โดยนำเสนอในรูปแบบสื่อวิดีโอที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสำรวจความต้องการโดยใช้แบบสอบถาม 2) การสร้างวิดีโอเพื่อการเรียนรู้ตามผลการสำรวจและการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน และ 3) การนำวิดีโอที่พัฒนาแล้วไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเกตุพิชัยวิทยา พร้อมประเมินคุณภาพและความพึงพอใจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูและบุคลากรทางการศึกษามีระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาอย่างเหมาะสมกับพื้นฐานของแต่ละบุคคล 2) วิดีโอที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ และสามารถเสริมทักษะและความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีได้ 3) ผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความชัดเจนและความสะดวกในการเข้าถึง</p> <p>องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ พบว่าการพัฒนาสื่อวิดีโอที่อิงจากระดับความสามารถจริงของผู้เรียน ช่วยให้การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีเป็นไปอย่างตรงจุด ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาครูสู่การจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
ชนากานต์ แป้นรักษา
ศุภฤกษ์ ทานาค
นาตยา ปิลันธนานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
95
103
-
ปัจจัยเชิงพุทธตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291048
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยเชิงพุทธตามหลักพรหมวิหาร 4 ที่ส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองตามหลักพรหมวิหาร 4 ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา รูปแบบการวิจัย เป็นวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยแบบผสานพิธี ใช้แนวคิด เกี่ยวกับ แนวคิดเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าในตนเอง แนวคิดเกี่ยวกับพรหมวิหาร 4 แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัยรุ่น เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาระดับ ปว.ส. และปว.ช. วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย จำนวน 288 คน โดยการแบ่งกลุ่มแบบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แบบสอบถาม <br />2) แบบสมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง เพื่อหาค่า F-test , t-test ใช้เปรียบเทียบระหว่าง ปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับการเป็นคุณค่าในตน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภพในเชิงพรรณนาและจัดจำแนกและจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการรับรู้ความสามารถของตนระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 ด้านการรับรู้ความสามารถของตน อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 ด้านการรับรู้ความสำคัญของตน อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 นักศึกษามีความสัมพันธ์เชิงพุทธด้วยการใช้หลักพรหมวิหาร 4 กับการเห็นคุณค่าในตน พบว่า ตัวแปรอิสระในกลุ่มที่อาชีพของผู้ปกครอง กลุ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และกลุ่มการนับถือศาสนาของนักศึกษา มีความสัมพันธ์ต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ตัวแปรอิสระนอกนั้นไม่มีความสัมพันธ์กันต่อการเห็นคุณค่าตนของนักศึกษา แนวทางในการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาตามหลักอิทธิบาท 4 ช่วยให้มองโลกในแง่บวก เห็นคุณค่าในตนเอง เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ยินดีกับผู้อื่น และยอมรับความจริง จนเกิดความมั่นคงทางอารมณ์</p> <p>องค์ความรู้จากผลการวิจัย การประยุกต์ใช้หลัก อิทธิบาท 4 ช่วยเสริมสร้างการมองตนเองเชิงบวกและความมั่นคงทางอารมณ์ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี ส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านการรับรู้ความสามารถของตน ปัจจัยด้านอาชีพผู้ปกครอง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการนับถือศาสนา มีความสัมพันธ์ต่อการเห็นคุณค่าในตน</p>
บริบูรณ์ ม่วงอยู่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
104
113
-
ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน ของหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/297877
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 123 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) และใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตรใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และสรุปประเด็นสำคัญเชิงพรรณน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดหลักสูตรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.87, S.D. 0.08) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการเตรียมความพร้อม ส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.92, S.D. = 0.05) ด้านการให้บริการนักศึกษา ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.90, S.D. = 0.05) ด้านการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.74, S.D. = 0.02) และ ด้านสาระของรายวิชาในหลักสูตร ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.72, S.D. = 0.01) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ดังนี้ 1) ด้านการเตรียมความพร้อมส่งเสริมและพัฒนานักศึกษา ควรจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมทางวิชาการและวิชาชีพ เสริมทักษะการวิจัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ด้านสาระของรายวิชาในหลักสูตร ควรปรับปรุงเนื้อหารายวิชาให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทและนโยบายการศึกษา โดยบูรณาการความรู้ทางทฤษฎีกับการปฏิบัติ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกเรียนตามความสนใจ 3) ด้านการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล ควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและหลากหลาย พร้อมปรับการประเมินผลให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้และสมรรถนะของนักศึกษา และ 4) ด้านการให้บริการนักศึกษา ควรยกระดับการให้บริการนักศึกษาให้เป็นระบบ สะดวก และมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และเพิ่มความพึงพอใจต่อการจัดหลักสูตร</p>
อาทิฐยา วรนิตย์
นพวรรณ ทะวะลัย
ภุชงค์ มัชฌิโม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
114
120
-
ผลการปรึกษากลุ่มตามแนวคิดทฤษฎีการยอมรับและพันธะสัญญาต่อการเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ: การศึกษานำร่อง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/292139
<p>นักกีฬานักศึกษามักเผชิญกับแรงกดดันทางจิตใจและอารมณ์จากการเรียนควบคู่กับการแข่งขันกีฬาอย่างจริงจัง โดยแนวคิดแบบเติบโต (growth mindset) ซึ่งเชื่อว่าความสามารถและทักษะต่าง ๆ สามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญในการส่งเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจ</p> <p>การศึกษาเบื้องต้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนกรอบความคิดแบบเติบโตก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คาปรึกษากลุ่มตามแนวคิดทฤษฎีการยอมรับและพันธะสัญญา ในนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยจำนวน 16 คนที่มีคะแนนแนวคิดแบบเติบโตระดับต่ำถึงปานกลาง และสุ่มแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 8 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมการปรึกษากลุ่มแบบมีโครงสร้างจำนวน 8 ครั้ง ภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งออกแบบเพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจ การยอมรับประสบการณ์ภายใน และการกระทำตามคุณค่า </p> <p>การวัดแนวคิดแบบเติบโตใช้แบบวัดที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยและผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงกับผู้ทรงคุณวุฒิ เก็บข้อมูลใน 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการเข้าโปรแกรม หลังจบโปรแกรม และติดตามผลหลังผ่านไป 2 สัปดาห์ ผลการวิเคราะห์แบบไม่ใช้พารามิเตอร์พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนแนวคิดแบบเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังจบโปรแกรมและในการติดตามผล (p < .05) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนกรอบความคิดแบบเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการทดลองและระยะติดตามผล (p < .05) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ</p>
ศิถี สนธิศิริกฤตย์
กรรณิการ์ แสนสุภา
ผกาวรรณ นันทะเสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
121
133
-
รูปแบบการส่งเสริมพลังสุขภาพจิตของผู้สูงอายุในยุคนิวนอร์มัล ด้วยกิจกรรมกลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298431
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบการส่งเสริมพลังสุขภาพจิตของผู้สุงอายุในยุคนิวนอร์มัล ด้วยกิจกรรมกลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ 2) ศึกษาผลการทดลองรูปแบบการส่งเสริมพลังสุขภาพจิตของผู้สุงอายุในยุคนิวนอร์มัล ด้วยกิจกรรมกลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมินพลังสุขภาพจิต มีค่าความเชื่อมั่นรวมที่ 0.88 และกิจกรรมกลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวพุทธมีคะแนนความเหมาะสมของกิจกรรมระดับเหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ยที่ 3.75 ประชากรเป็นผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุราษฎร์บูรณะจำนวน 50 คน คัดเลือกเข้ากลุ่มตัวอย่างโดยกำหนดคุณสมบัติ จำนวน 14 คน </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการส่งเสริมพลังสุขภาพจิตของผู้สุงอายุในยุคนิวนอร์มัล ด้วยกิจกรรมกลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการจิตวิทยาและพุทธศาสนาสร้างเป็นกิจกรรมกลุ่ม 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) เปิดใจใส่ธรรม 2) ถอดธรรมนำใจ 3) ชีวิตจิตใจ 4) 1 คำ บันดาลใจ 5) สื่อเสริมพลังใจ 6) สรุปธรรมนำใจ 2) การทดสอบคะแนนของผู้สูงอายุ พบว่า คะแนนพลังสุขภาพจิต หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> <p>จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า รูปแบบกิจกรรมกลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวพุทธมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำรูปแบบกิจกรรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตในบริบทชุมชนได้</p>
ประสิทธิ์ แก้วศรี
พระครูสังฆรักษ์เอกภัทร อภิฉนฺโท
วิศาล สายเพ็ชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
134
145
-
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อวัยเกษียณ ของเจนเนอเรชั่นวายสำหรับพนักงานโรงงานผลิตเครื่องสําอางในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294245
<p>ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เเพื่อศึกษารูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อวัยเกษียณของเจนเนอเรชั่นวายสำหร้บพนักงานโรงงานผลิตเครื่องสําอางในประเทศไทยจากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 420 คน คือ พนักงานในโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ในประเทศไทย โดยผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตประชากรอย่างเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย โดยมีคุณสมบัติหลักคือ เป็นตัวแทนของกลุ่ม เจนเนอเรชั่นวาย (Generation Y) ซึ่งมีอายุระหว่าง 25–42 ปี และทำงานอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งหลักของโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องสำอางสำคัญ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร อยุธยา และสมุทรปราการ ผลการศึกษาพบว่าความรู้ทางก้านการเงินมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเงิน ความสามารถในการออมเพื่อการเกษียณ และการเตรียมความพร้อมทางการเงิน และพฤติกรรมการเงิน การเตรียมความพร้อมทางการเงินอิทธิพลต่อความสามารถในการออมเพื่อเกษียณอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ดังนั้น องค์กรควรลงทุนในการจัดโปรแกรมอบรมทางการเงินที่เน้นการใช้งานจริง มุ่งเน้นการจัดการ หนี้สินที่มีต้นทุนสูง และการใช้ประโยชน์สูงสุดจากสวัสดิการเกษียณของบริษัท ควรกำหนดกลไกในองค์กรที่ช่วยให้พนักงานสามารถ หักเงินออมอัตโนมัติ จาก รายได้พิเศษ (เช่น ค่าล่วงเวลา/โบนัส) โดยตรง เพื่อเปลี่ยนรายได้ผันผวนให้เป็นเงินออมเพื่อเกษียณที่มีวินัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนา เครื่องมือและแอปพลิเคชันทางการเงินที่เข้าใจง่าย และปรับให้เข้ากับรูปแบบรายได้ที่ผันผวนของแรงงานภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยในการติดตามรายรับรายจ่ายและการลงทุนเพื่อเกษียณ ควรพิจารณา นโยบายแรงจูงใจทางการออมเพิ่มเติมสำหรับแรงงานภาคผลิต เพื่อช่วยลดภาระหนี้สินปัจจุบัน และเพิ่มอัตราการสะสมเงินออมในระบบเกษียณอายุ</p>
กุลรดา โชคธราสิริภัช
ชเนตตี พิพัฒนางกูร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
146
158
-
รูปแบบการจัดประสบการณ์ตามแนวโคกหนองนาโมเดลที่มีต่อการเสริมสร้างความสุขของกลุ่มเกษตรกรในเขตพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294022
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการจัดประสบการณ์ตามแนวโคกหนองนาโมเดล 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างความสุขของเกษตรกร และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบดังกล่าว ในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 รูป/คน โดยการสังเคราะห์ข้อมูล และการวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร 228 คน จากประชากร 525 คน ที่เข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการจัดประสบการณ์อิงหลักอิทธิบาท 4 และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การจัดการพื้นที่การเกษตรอย่างเป็นระบบ การจัดการระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างระบบเกษตรแบบยั่งยืน การสร้างและพัฒนากลุ่มเครือข่ายเกษตรกร และการปฏิบัติตนตามหลักอิทธิบาท 4 2)รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ แบบจำลอง K.H.O.K.N.O.G.N.N.A (Khok Nong Na Integrated Farming Model) ประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า 10 องค์ประกอบใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม K.H.O.K (โคก) กลุ่ม N.O.G.N (หนอง) และกลุ่ม N.A (นา) ดำเนินการผ่านกระบวนการ 5 ขั้นตอน และมุ่งสู่ผลลัพธ์ความสุขของเกษตรกร 4 มิติ คือ ความสุขจากชีวิตที่ยั่งยืน การมีส่วนร่วมในกลุ่ม การพัฒนาความรู้ และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ 3) ผลการประเมินพบว่าทุกองค์ประกอบได้รับการยอมรับในระดับมาก ( = 3.41–3.53) โดยการบูรณาการความรู้มีคะแนนสูงสุด ( = 3.53) องค์ความรู้ใหม่ คือแบบจำลองนี้นำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรที่ "เก่ง ดี มีสุข" มีภูมิปัญญาและทักษะการเกษตร สามารถใช้หลักอิทธิบาท 4 แก้ปัญหาได้ทั้งในสภาวะปกติและวิกฤติ และสามารถนำชุมชนสู่ความยั่งยืนด้วยการจัดการแบบมัชฌิมาปฏิปทา</p>
สุจิตรา ชลกาญจน์สกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
159
167
-
The English-Speaking Achievement of Myanmar Students at Mahachulalongkornrajavidyalaya University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291835
<p>The objectives of this research were 1) to study the English-speaking achievement of the B.A. Myanmar students of the Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University, 2) to know the factors that affect students’ achievement in English speaking of the B.A. Myanmar students of the Faculty of Humanities at Mahachulalongkornrajavidyalaya University. This research used a mixed method combining both quantitative and qualitative data to answer the research questions. The study has based on the analysis of 50 questionnaires, which were distributed to 50 students in the B.A. Myanmar students of the Faculty of Humanities the problems in English speaking and to suggest the best ways to solve the problems of English speaking in addition, 5 key informants were interviewed to observe vividly their experiences in teaching English as a second language. The result of the findings was found that English-speaking achievement of Myanmar students studying at Mahachulalongkornrajavidyalaya University is at a moderate level, with a total mean of 3.58 and standard deviation of 1.20. and the factors that affect English-speaking achievement of Myanmar students are key indicators of proficiency include fluency, coherence, pronunciation, vocabulary usage, grammatical accuracy, and interactive communication skills.</p>
Nandiya
Veerakarn Kanokkamalade
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
168
175
-
A Study of English Writing Skills of Students at Khmer Buddhist High School of Tra Vinh Province in Vietnam
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291362
<p>The research had the objectives to (1) investigate the English writing skills of students at Khmer Buddhist High School of Tra Vinh Province, Vietnam, and (2) analyse the proficiency of English writing skills of students at the same institution. A mixed-methods research design was employed to obtain both quantitative and qualitative data. The study involved 42 students studying English as a foreign language. Data were collected through structured questionnaires, student writing samples, and semi-structured interviews. Quantitative data were analysed using SPSS to generate descriptive statistics, while qualitative data were examined through thematic analysis.</p> <p>The results revealed that the English writing skills of the students were generally at a basic level of proficiency. A majority of students experienced difficulties with grammar accuracy (78%), paragraph organisation (72%), and vocabulary usage (65%). Analysis of writing samples indicated recurring grammatical errors, limited lexical range, and weaknesses in paragraph development and coherence. Interview findings showed that many students reported low confidence in writing, which was associated with limited exposure to structured writing instruction and insufficient feedback practices. Nevertheless, students demonstrated positive attitudes towards improving their writing skills when provided with guided instructional support.</p> <p>The research suggested that systematic and structured writing instruction could contribute to enhancing writing proficiency within this educational context. This study added to the existing body of knowledge by providing empirical evidence on English writing proficiency among Khmer ethnic minority students in a Buddhist high school setting in Vietnam. The findings offered context-specific insights into EFL writing development in under-researched religious and multilingual educational environments.</p>
THACH LY
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
176
182
-
การพัฒนาความสามารถในการอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต ของนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295576
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด<em>และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง 2</em>) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ก่อนและหลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด<em>และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง </em>3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ใน 2 ประเด็น คือ 3.1) ความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด<em>และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง 3.2) ความคิดเห็นต่อผลจากการอ่านวรรณกรรมไทยหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ</em> SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด<em>และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเองในการนำไปใช้เสริมสร้างทักษะชีวิต เป็น</em>การวิจัยเชิงทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อนและสอบหลังเรียน <em>กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ </em>นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่กำลังเรียนวิชา GELT1001 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 120 คน 1 กลุ่มเรียน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้กลุ่มเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้<em> แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อผลจากการอ่านวรรณกรรมไทยหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ในการนำไปใช้เสริมสร้างทักษะชีวิต สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์เนื้อหา</em></p> <p><em> ผลการวิจัยพบว่า 1) </em>การออกแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด<em>และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 ย้อนความรู้เดิมเสริมความรู้ใหม่ ขั้นที่ 2 อ่านใส่ใจแบบ </em><em>SQ6R </em><em>ขั้นที่ 3 เรียนพึ่งพาแบบเพื่อนคู่คิด ขั้นที่ 4 อ่านถูกจริตแบบนำตนเอง ขั้นที่ 5 สรุปเก่งสร้างองค์ความรู้</em><em> การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้</em>การอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด<em>และการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง </em>มีประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 82.87/81.88 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) ความสามารถในการอ่านวรรณกรรมไทยเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักศึกษาหลังการจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดและการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเองสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความคิดเห็นของนักศึกษา ประกอบด้วย 3.1) ความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SQ6R ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดและการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเอง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3.2) ความคิดเห็นต่อผลจากการอ่านวรรณกรรมไทยหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ในการนำไปใช้เสริมสร้างทักษะชีวิต ภาพรวมอยู่ในระดับมาก </p>
อรรถวุฒิ มุขมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
183
196
-
ภาวะผู้นำทางการศึกษาในโลกยุคผันผวนที่ส่งผลต่อวุฒิภาวะความฉลาดทางดิจิทัล ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครปฐม เขต 1
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/291215
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางการศึกษาในโลกยุคผันผวน 2) ศึกษาระดับวุฒิภาวะความฉลาดทางดิจิทัลของครู และ3) วิเคราะห์ภาวะผู้นำทางการศึกษาในโลกยุคผันผวนที่ส่งผลต่อวุฒิภาวะความฉลาดทางดิจิทัลของครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครปฐม เขต 1 ได้มาจำนวน 281 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางการศึกษาในโลกยุคผันผวน โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ความตระหนักของตนเอง การมีความเชื่อมั่นที่จะนำทีมฝ่าฟันสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง การพัฒนาเป้าหมายร่วมกัน ความคล่องตัวในการเรียนรู้ และการสร้างความร่วมมือและการสร้างแรงจูงใจ ตามลำดับ 2) ระดับวุฒิภาวะความฉลาดทางดิจิทัลของครู โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย การเป็นพลเมืองดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ความคิดสร้างสรรค์ดิจิทัล และความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล ตามลำดับ 3) ภาวะผู้นำทางการศึกษาในโลกยุคผันผวนที่ส่งผลต่อวุฒิภาวะความฉลาดทางดิจิทัลของครู ประกอบด้วย การสร้างความร่วมมือและการสร้างแรงจูงใจ (X<sub>4</sub>) ความคล่องตัวในการเรียนรู้ (X<sub>2</sub>) และการมีความเชื่อมั่นที่จะนำทีมฝ่าฟันสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง (X<sub>5</sub>) ส่งผลต่อวุฒิภาวะความฉลาดทางดิจิทัลของครู (Y<sub>tot</sub>) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมการวิเคราะห์การถดถอย คือ</p> <p> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\hat{Y}" alt="equation" /><sub>tot</sub> = 0.76 + 0.32 (X<sub>4</sub>) + 0<em>.</em>36 (X<sub>2</sub>) + 0.15 (X<sub>5</sub>)</p>
จริยา ทองศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-28
2026-02-28
11 1
197
206