วารสารพุทธจิตวิทยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสารพุทธจิตวิทยา</strong> ISSN: 2774-1095 (Online) </p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]">วารสารพุทธจิตวิทยาเป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่บูรณาการพุทธศาสตร์กับจิตวิทยา การศึกษา และมนุษยศาสตร์ รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใน 5 สาขา ได้แก่ (1) พุทธจิตวิทยาและการปรึกษาเชิงพุทธ (2) จิตวิทยาการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ (3) การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ (4) สุขภาพจิต การปรึกษา และการพัฒนามนุษย์ และ (5) ภาษา การสื่อสาร และการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับงานสหวิทยาการที่เชื่อมโยงหลักพุทธธรรมกับการสืบค้นทางวิชาการร่วมสมัย</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>การพิจารณาบทความ</strong> ทุกบทความผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ <strong>ปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review)</strong> โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> ปีละ 6 ฉบับ (มกราคม–กุมภาพันธ์, มีนาคม–เมษายน, พฤษภาคม–มิถุนายน, กรกฎาคม–สิงหาคม, กันยายน–ตุลาคม, พฤศจิกายน–ธันวาคม)</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC)</strong> 4,500 บาทต่อบทความ เรียกเก็บเมื่อผ่านการตรวจสอบขั้นต้นจากกองบรรณาธิการ</p>ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยth-THวารสารพุทธจิตวิทยา2774-1095กระบวนการปรึกษาเชิงพุทธ สำหรับผู้ป่วยเรื้อรัง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/300050
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบกระบวนการปรึกษาเชิงพุทธสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังจากประสบการณ์และมุมมองของพระสงฆ์และผู้ให้การปรึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยพระสงฆ์และบุคลากรผู้มีประสบการณ์ด้านการเยียวยาจิตใจ การให้คำปรึกษาออนไลน์ หรือการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยระยะท้าย จำนวน 9 รูป/คน ดังนั้น ข้อค้นพบของงานวิจัยนี้จึงเป็นการสังเคราะห์รูปแบบจากมุมมองของผู้ให้การปรึกษา มิใช่ข้อมูลจากผู้ป่วยเรื้อรังโดยตรง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดหมวดหมู่ข้อมูล และการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการปรึกษาเชิงพุทธสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังสามารถอธิบายเป็น “รูปแบบ 5P” ซึ่งบูรณาการหลักธรรม กระบวนการเยียวยา และเครื่องมือออนไลน์เพื่อช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจความทุกข์ เผชิญความเจ็บป่วย และเตรียมใจต่อชีวิตและความตายอย่างมีสติและสงบ รูปแบบดังกล่าวประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ 1) Psychology of Buddhism (จิตวิทยาเชิงพุทธ) เป็นแกนคิดทางธรรม เช่น ไตรลักษณ์ อริยสัจ มรณานุสติ กรรม และปฏิจจสมุปบาท 2) Process (กระบวนการให้คำปรึกษา) เป็นลำดับขั้นตอน 5 ขั้น ได้แก่ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การเปิดใจรับทุกข์ การเชื่อมโยงธรรมะ การฝึกสติภาวนา และการเตรียมใจจากไปอย่างสงบ 3) Practice (แนวทางการนำไปใช้จริง) เป็นวิธีการปฏิบัติในบริบทออนไลน์ เช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง การตั้งคำถามเชิงบวก การภาวนา และกิจกรรมกลุ่ม 4) Person (ผู้ให้และผู้รับการปรึกษา) เป็นเงื่อนไขด้านความสัมพันธ์เชิงเมตตา ปัญญา และความไว้วางใจ และ 5) Preparation for Departure (การเตรียมพร้อมต่อการจากไป) เป็นผลลัพธ์เชิงจิตวิญญาณที่ช่วยลดความกลัว ทบทวนคุณค่าชีวิต และวางใจต่อความไม่เที่ยงอย่างมีความหมาย</p>พระมหาภรภัทร ฐานวโรประยูร สุยะใจพระครูภัทรธรรมบัณฑิตประสิทธิ์ แก้วศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114678690ประสบการณ์ของเยาวชนผู้เป็นเจ้ามือหวยใต้ดินในชุมชนชนบทแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/303859
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตกระบวนการเข้าสู่บทบาทเจ้ามือหวยใต้ดิน ผลกระทบ และการวางแผนชีวิตในอนาคตของเยาวชนในชุมชนชนบทแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีข้อมูลนำมาวิเคราะห์จำนวน 6 คน มีอายุไม่เกิน 25 ปี มีประสบการณ์รับซื้อหวยหรือเป็นเจ้ามือหวยไม่น้อยกว่า 1 ปี และยังคงดำเนินกิจกรรมดังกล่าวในช่วงเก็บข้อมูล คัดเลือกด้วยวิธีสโนว์บอล เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างและการสังเกตบริบท วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยถอดความ อ่านทบทวน ทำรหัส จัดหมวดหมู่ และสังเคราะห์ประเด็น พร้อมเปรียบเทียบข้อมูลจากการสัมภาษณ์กับการสังเกต</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การเข้าสู่บทบาทเจ้ามือหวยสัมพันธ์กับความต้องการหารายได้ การรับผิดชอบตนเองและครอบครัว และข้อจำกัดของโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เครือข่ายคนรู้จักและเทคโนโลยีการสื่อสารเอื้อต่อการเข้าสู่และดำรงบทบาทดังกล่าว ผู้ให้ข้อมูลรับรู้ความเสี่ยงด้านกฎหมาย การเงิน และความปลอดภัย ตลอดจนรายงานผลกระทบต่อการเรียน ชีวิตประจำวัน และภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความกดดัน และความรู้สึกผิด ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ให้ข้อมูลสะท้อนว่าตนได้เรียนรู้การจัดการเวลา การสื่อสาร การเจรจา และการจัดการทรัพยากร แต่ข้อค้นพบนี้ควรเข้าใจเป็นการรับรู้และการปรับตัวภายใต้บริบทเฉพาะ มิใช่หลักฐานเชิงสาเหตุว่ากิจกรรมผิดกฎหมายก่อให้เกิดผลเชิงบวก โดยผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ไม่มองบทบาทนี้เป็นอาชีพระยะยาวและวางแผนเปลี่ยนไปสู่อาชีพอื่นเมื่อมีทางเลือกที่มั่นคงกว่า</p>ประสิทธิ์ แก้วศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114691699Problem-Based Learning in Psychiatric and Mental Health Nursing: A Comparative Study Between Private and Public Universities
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301378
<p>Problem-based learning (PBL) is a student-centred instructional strategy promoting critical thinking, clinical reasoning, and self-directed learning in nursing education. Comparative evidence across different university types in Thailand remains limited. This study aimed to compare PBL instructional evaluation outcomes between nursing students from a private university (accelerated 2.6-year program) and a public university (standard 4-year program). Data were collected from the private university in academic year 2024 and from the public university in academic year 2025; the two cohorts were therefore evaluated in different academic years rather than concurrently.</p> <p>A descriptive comparative study using independent samples t-test was conducted with 72 nursing students enrolled in a Psychiatric and Mental Health Nursing Practicum course from two universities in Pathum Thani Province, Thailand (private: n = 36; public: n = 36). The Curriculum Instructional Evaluation Questionnaire (Cronbach's alpha = 0.86), comprising 19 items across two subscales: Subject and Content Aspect (10 items) and Self-Directed Learning and Overall Experience (9 items), was administered at semester end using a 5-point Likert scale.</p> <p>Private university students scored significantly higher than public university students on all dimensions: overall mean (M = 4.95 vs. M = 4.65; t(70) = 2.45, p < .05; d = 0.57), Subject and Content (M = 4.95 vs. M = 4.72; t(70) = 2.18, p < .05; d = 0.51), and Self-Directed Learning (M = 4.94 vs. M = 4.58; t(63.4) = 2.71, p < .05; d = 0.64). Both institutions achieved Excellent ratings (4.50 and above). The advantage in Self-Directed Learning among private university students likely reflects their prior healthcare work experience, facilitating constructivist engagement with complex psychiatric case scenarios. Prior clinical experience may help explain the observed difference in PBL evaluation outcomes, with implications for curriculum design across both program types. The reflective, self-directed processes central to PBL also resonate with Buddhist psychological principles, particularly yonisomanasikara (wise, systematic reflection) and sati (mindful awareness), offering a culturally grounded lens for psychiatric nursing education in Thailand.</p>Arunothai SingtakaewVarithta Charuchinda
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114700714A Study of English Writing Skills of Master of Arts Second Year Students at Faculty of Education in Mahachulalonkornrajavidylaya University
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298506
<p>This study investigated the English writing skills of second-year Master of Arts students at the Faculty of Education, Mahachulalongkornrajavidyalaya University, and explored solutions to the problems they encountered in academic English writing. The study employed a descriptive research approach using a five-point Likert-scale questionnaire administered to 31 second-year students and in-depth interviews with five purposively selected key informants. The quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation, while the qualitative information from the interviews was synthesized descriptively.</p> <p>The findings revealed that the students experienced English writing problems at a moderate level, with an overall mean score of 3.23 (S.D. = 1.066). The most prominent difficulties concerned developing specific reasons, examples, and supporting details for topic sentences, using sufficient evidence to support main ideas, selecting appropriate topic sentences, and varying sentence length and structure. Regarding solutions to these problems, the students reported a high level of ability, with an overall mean score of 3.58 (S.D. = 0.940). Most students indicated that they were able to organize evidence, use transitions and connecting words, apply appropriate grammar and punctuation, develop paragraphs, revise and edit their writing, and use strategies to overcome writing difficulties. However, moderate levels remained in logically organizing supporting materials and revising and editing sentences to make them effective and error-free.</p> <p>The study suggests that students should place greater emphasis on the writing process, particularly content organization, coherence, revision, and sentence-level editing. Regular writing practice, together with constructive feedback from teachers and peers, may further strengthen students’ academic English writing skills.</p>SunandaVeerakarn KanokkamaladeLalita Pimrat
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114715726การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบบูรณาการกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้ EIPSER MODEL เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301715
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ออกแบบและพัฒนา ทดลองใช้ และประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ EIPSER Model เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 6 ประเภท ได้แก่ (1) แบบสัมภาษณ์ (2) แบบสอบถาม (3) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (4) คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ (5) แผนการจัดการเรียนรู้ และ (6) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ (Dependent t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในปัจจุบันเน้นการบรรยาย ขาดการเชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริง และยังไม่สามารถส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างเพียงพอ โดยมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ .236 และด้านสื่อและลักษณะของโจทย์ปัญหามีความต้องการสูงสุด (PNI<sub>modified </sub>= .295) (2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ EIPSER Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นกระตุ้นความสนใจ (2) ขั้นบูรณาการความรู้ (3) ขั้นแก้โจทย์ปัญหา (4) ขั้นสรุปความรู้ (5) ขั้นประเมินผล และ <strong><br /></strong>(6) ขั้นสะท้อนคิด (3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = .52) และความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพลสูง (Effect size = 0.903) ทั้งยังสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) ผลการประเมินรับรองรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = .50) และยืนยันความเหมาะสมในการนำไปใช้จริงในบริบทการจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา</p>สุภาสิตา สดคมขำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114727739An Effective Way of English Learning for Students At Government High Schools in Shan State of Myanmar
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298552
<p>This research aimed to investigate and enhance the effective ways of English learning at government high school in Mong Nai township, Shan State, Myanmar. Here are the two main objectives 1) To study factors effecting the English learning by students at government high schools in Mong Nai of Shan state, Myanmar and 2) To propose an effective way of English learning for students at government high schools in Mong Nai township of Shan state in Myanmar. In this research, researcher used qualitative approach, the study included in-depth interviews with 5 key informants to 5 teachers and 10 students along with the questionnaire. According to the result of the study, students are good at studying new vocabularies and also grammar translation method. They love to learn and participate the classroom so much. Students speak English in the class sometime to practice their English so that they can become better. Teachers provide the best teaching method for students in the class, motivate them to do homework, to learn English every day. Teachers always give homework and check the result to correct the student’s mistakes. However, they need more suitable environment to learn English. As the English language was not regarded as an official language in Myanmar, they face difficulty in improving their language skills. They do not receive sufficient support from the governments. The best version of their self can be found when they try extremely hard.</p>AjeyyaNarongchai PintrymoonLalita Pimrat
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114740747An Effective Way of Public Speaking Skills of Students at Pathein University in Ayeyarwaddy Region of Myanmar
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298754
<p>This study examined factors associated with effective public speaking and proposed strategies for improving the public speaking skills of B.A. students at Pathein University in the Ayeyarwady Region of Myanmar. A mixed-methods research design was employed. Quantitative data were collected through a questionnaire administered to 70 B.A. students from the Faculty of English, while qualitative data were obtained through in-depth interviews with five experienced university lecturers. Quantitative data were analyzed using frequency, percentage, mean, and standard deviation, whereas qualitative data were analyzed through content analysis. The findings indicated that students generally perceived public speaking as beneficial for their academic and personal development, with an overall mean score of 1.92 (SD = 0.81), interpreted as moderately high. The highest-rated benefit was the ability to express ideas clearly (M = 2.45, SD = 0.77), followed by enhanced career opportunities (M = 2.40, SD = 0.94) and reduced fear and anxiety (M = 2.37, SD = 1.09). Regarding strategies for improving public speaking, the overall mean was 2.12 (SD = 0.95), indicating a high level of agreement. Audience awareness (M = 2.70, SD = 1.00), learning from experienced speakers (M = 2.64, SD = 2.51), and repeated practice (M = 2.54, SD = 0.77) were among the most highly rated strategies. Interview findings further identified fear, lack of confidence, inadequate preparation, difficulty expressing ideas, and forgetting key points as major challenges. The study proposes a three-stage framework—preparation, delivery, and evaluation—emphasizing audience analysis, organized content, rehearsal, effective verbal and nonverbal delivery, and continuous self-reflection. The findings suggest that systematic instruction and sustained opportunities for practice should be integrated into university curricula to strengthen students’ public speaking competence.</p>SundaraVeerakarn KanokkamaladeNarongchai Pintrymoon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114748764รูปแบบการพัฒนาความฉลาดในการเผชิญปัญหาและการฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจตามแนวพุทธปัญญาสำหรับเยาวชนไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/302182
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจสภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาความฉลาดในการเผชิญปัญหาและการฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจตามแนวพุทธปัญญาสำหรับเยาวชนไทย 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมส่งเสริมความฉลาดในการเผชิญปัญหาและการฟันฝ่าอุปสรรค และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยกึ่งทดลอง เก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ 10 รูป/คน นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนขยายโอกาส 6 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 114 คน และกลุ่มทดลอง 90 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 45 คนและกลุ่มควบคุม 45 คน เครื่องมือได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 รูป/คน มีค่า IOC เฉลี่ย .80 และค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .820 ผลการวิจัย พบว่า 1) เยาวชนมีปัญหาด้านการวิเคราะห์ปัญหา การควบคุมอารมณ์ การนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ และการสนับสนุนทางสังคม โดยสะท้อนความต้องการพื้นที่ปลอดภัยทางใจและผู้รับฟังโดยไม่ตัดสิน 2) ได้ชุดกิจกรรม “เยาวชนไทย หัวใจกล้าแกร่ง” รวม 17 ชั่วโมง ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 9 กิจกรรมและกิจกรรมติดตามผล 2 กิจกรรม รวม 11 กิจกรรม บูรณาการหลักพุทธธรรมกับแนวคิด ความฉลาดในการเผชิญปัญหาและการฟันฝ่าอุปสรรค ตลอดจนภูมิคุ้มกันทางใจ และสังเคราะห์เป็น I.B.R. Courage Model และ 3) หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความฉลาดในการเผชิญปัญหาโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .018) และมีคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .044) ผลการวัดซ้ำในกลุ่มทดลองพบว่าคะแนนความฉลาดในการเผชิญปัญหาโดยรวมแตกต่างกันระหว่างก่อนทดลอง หลังทดลอง และระยะติดตามผล (F = 220.86, p < .001) และคะแนนภูมิคุ้มกันทางใจโดยรวมแตกต่างกันระหว่าง 3 ช่วงเวลา (F = 4.80, p = .010) ผลการวิจัยสะท้อนศักยภาพของการบูรณาการพุทธปัญญากับกระบวนการทางจิตวิทยาในการส่งเสริมการเผชิญปัญหาและภูมิคุ้มกันทางใจของเยาวชนในบริบทที่ศึกษา</p>มนัสนันท์ ประภัสสรพิทยากมลาศ ภูวชนาธิพงศ์พระมหานันทวิทย์ ธีรภทฺโท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114765776Difficulties in learning English vocabulary of students at the Government High School in Aunglan Township, Myanmar
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299091
<p>The research entitled “Difficulties in learning English vocabulary of students at the Government High School in Aunglan Township, Myanmar.” This comprises two objectives: 1) to study the difficulties in learning English vocabulary of students at the Government High School in Aunglan Township, Myanmar, and 2) to find out the solutions to the difficulties English vocabulary of students at the Government High School in Aunglan Township, Myanmar. This is qualitative research. The research tools were questionnaires and in-depth interviews. The population 96 included 80 Grade 12 students and five key informants from the Government High School in Aunglan Township, Myanmar. Data were analyzed using descriptive statistics for quantitative data and thematic analysis for qualitative data.</p> <p>The findings revealed that students faced significant difficulties in learning English vocabulary, particularly in spelling, pronunciation, retention, and active usage. The most pressing challenges were limited access to English resources, rare use of English outside the classroom, and over-reliance on rote memorization. Teachers identified contextual, pedagogical, and environmental factors as key contributors to these difficulties</p> <p>The suggestion was that vocabulary instruction should be more contextualized, interactive, and strategy-based, supported by improved access to learning resources, teacher training, and the promotion of a conducive English-learning environment both inside and outside the classroom.</p>KundalaNarongchai PintrymoolLalita Pimrat
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114777786การเยียวยาผลกระทบทางจิตใจของเด็กกำพร้าด้วยการปรึกษาทฤษฎีเล่าเรื่อง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/303025
<p>งานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการปรึกษาทฤษฎีเล่าเรื่องต่อการเยียวยาผลกระทบทางจิตใจในเด็กกำพร้าอายุ 13-15 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ เด็กกำพร้าซึ่งพ่อหรือแม่เสียชีวิต ซึ่งอยู่ในความดูแลของมูลนิธิในเขตจังหวัดชลบุรี อายุ 13-15จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง 10 คนและกลุ่มควบคุม 10 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ 1. แบบประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤต - 18 The Psychological Impact Scale for Crisis Events – 18 (PISCES-18) และ โปรแกรมการปรึกษาทฤษฎีเล่าเรื่องต่อการเยียวยาผลกระทบทางจิตใจในเด็กกำพร้า กลุ่มทดลองจะได้รับกาปรึกษาทฤษฎีเล่าเรื่องทั้งหมด 8 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที 2 ครั้ง/สัปดาห์ กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการปรึกษาทฤษฎีเล่าเรื่อง วัดผล 3 ระยะคือ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 1 เดือนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้ จากการวิเคราะห์ทางสถิติ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม และการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่แบบบอนเฟอโรนี พบว่า กลุ่มทดลองมีผลกระทบทางจิตใจในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลที่ลดลงกว่าในระยะก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และกลุ่มทดลองมีผลกระทบทางจิตใจในระยะหลังการทดลองและในระยะติดตามผลที่ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 สรุปได้ว่าการปรึกษาทฤษฎีเล่าเรื่องสามารถเยียวยผลกระทบทางจิตใจได้</p>ซานวาลา คูลเพ็ญนภา กุลนภาดลประชา อินัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114787799การศึกษาความสามารถในการอ่านสะกดคำ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299399
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการอ่านสะกดคำในรายวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านสะกดคำในรายวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนภายหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STADกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 28 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย <br />1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ในรายวิชาภาษาไทย ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพและความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านสะกดคำ จำนวน 20 คำสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (t-test for dependent samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการอ่านสะกดคำ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ เท่ากับ 80.00 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 2. ความสามารถในการอ่านสะกดคำ รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 <br />จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p>ณัฎฐาเนตร พรหมเจดีย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114800807ปัจจัยที่ส่งผลสำเร็จต่อการพัฒนาเกมช่วยสอนที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/303688
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) วัดความพึงพอใจที่มีต่อเกมช่วยสอน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลสำเร็จต่อการพัฒนาเกมช่วยสอนสำหรับการเรียนรู้รายวิชาวิทยาการคำนวณสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บูรณาการทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยีและทฤษฎีความเหมาะสมระหว่างงานและเทคโนโลยี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนาเกมช่วยสอนที่มุ่งส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนจระเข้หินสังฆกิจวิทยา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เกมช่วยสอนวิชาวิทยาการคำนวณ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนต่อเกมช่วยสอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Sample t-test การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนผ่านเกมช่วยสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.24 คะแนน สูงกว่าก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.04 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญ ความคิดเห็นของผู้เรียนต่อเกมช่วยสอนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.69) 2. ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ พบว่าตัวแปรทุกคู่มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกันอย่างมีนัยสำคัญ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าอยู่ระหว่าง 0.524 ถึง 0.786 แสดงว่าตัวแปรทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลางถึงสูง 3. ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า คุณลักษณะของผู้เรียน คุณลักษณะของงาน และการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้ประโยชน์ ขณะที่คุณลักษณะของผู้เรียนและคุณลักษณะของงานส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน นอกจากนี้ การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความง่ายในการใช้งานส่งผลเชิงบวกต่อทัศนคติต่อการใช้งาน และทัศนคติต่อการใช้งานส่งผลเชิงบวกต่อพฤติกรรมความตั้งใจใช้งาน ส่วนพฤติกรรมความตั้งใจใช้งานส่งผลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากผลการวิจัยพบว่าความสำเร็จของการนำเกมช่วยสอนมาใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสมดุลระหว่างการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ และการวางโครงสร้างกิจกรรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้</p>สิริลักษณ์ บริรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114808822การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301305
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน 2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง มาตราตัวสะกด โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศกาญจนบุรี จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (ClusterRandom Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน จำนวน 4 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (𝑥̅), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่า t แบบกลุ่มสัมพันธ์ (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องมาตราตัวสะกดของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 23.36 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนซึ่งเท่ากับ 15.32 คะแนน (2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.79, S.D. = 0.39) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เนื่องจากกลไกของเกมช่วยสร้างแรงจูงใจและความสนุกสนานในการเรียนรู้</p>นฤวรรณ ศุลีรัชต์สุดใจ เขียนภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114823831บรรยากาศองค์การ คุณภาพชีวิตในการทำงาน และภาวะหมดไฟในการทำงาน ของข้าราชการตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/302526
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบรรยากาศองค์การ ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงาน และระดับภาวะหมดไฟในการทำงานของข้าราชการตำรวจ 2) ศึกษาเปรียบเทียบภาวะหมดไฟในการทำงานของข้าราชการตำรวจตามปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การกับภาวะหมดไฟในการทำงานของข้าราชการตำรวจ และ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับภาวะหมดไฟในการทำงานของข้าราชการตำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการตำรวจ จำนวน 234 คน สุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้คือ ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่า t-test การทดสอบค่า F-test เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่โดย LSD และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) บรรยากาศองค์การและคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการตำรวจอยู่ในระดับสูง ส่วนภาวะหมดไฟในการทำงานนั้นอยู่ในระดับปานกลาง 2) ข้าราชการตำรวจที่มีเพศและประเภทสายงานแตกต่างกัน มีภาวะหมดไฟในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) บรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>บุญญ์ญิสา บุณยเกตุทิพย์วัลย์ สุรินยาธีรพัฒน์ วงศ์คุ้มสิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114832845แนวทางการพัฒนาครูในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตการปกครองที่ 5 ตามแนวคิดทักษะการโค้ช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/302717
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตการปกครองที่ 5 ตามแนวคิดทักษะการโค้ช 2) ศึกษากระบวนการและวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาครูตามแนวคิดทักษะการโค้ช 3) พัฒนาแนวทางการพัฒนาครูในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตการปกครองที่ 5 ตามแนวคิดทักษะการโค้ช และ 4) ประเมินแนวทางการพัฒนาครูในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตการปกครองที่ 5 ตามแนวคิดทักษะการโค้ช กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตการปกครองที่ 5 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 248 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูตามแนวคิดทักษะการโค้ช แบบสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับผู้บริหารและครูจากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และแบบประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI<sub>modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาครูตามแนวคิดทักษะการโค้ชโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยทักษะการตั้งคำถามที่ทรงพลังมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมา ได้แก่ การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการเรียนรู้และพัฒนา ส่วนการสร้างความสัมพันธ์มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด 2) กระบวนการและวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศสะท้อนแนวทางการพัฒนาทักษะการโค้ชผ่านการพัฒนาอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ การสะท้อนผลการปฏิบัติงาน และการให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง 3) แนวทางการพัฒนาครูที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ หลักการในการพัฒนาครูตามแนวคิดทักษะการโค้ช วัตถุประสงค์ของการพัฒนา รูปแบบและวิธีการพัฒนา เงื่อนไขความสำเร็จหรือปัจจัยสนับสนุน และข้อจำกัด อุปสรรค และข้อเสนอแนะ และ 4) ผลการประเมินแนวทางโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า แนวทางมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก สะท้อนว่าแนวทางที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมทักษะการโค้ชและสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครูในโรงเรียนเครือสารสาสน์ เขตการปกครองที่ 5 ได้</p>ภาคิน เมธาปัณณทัตอนุสรณ์ นามประดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114846859จิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์การของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/303281
<p>ความผูกพันต่อองค์การเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความสำเร็จ<br />ขององค์การ โดยเฉพาะในหน่วยงานด้านการราชทัณฑ์ที่มีลักษณะการปฏิบัติงานเฉพาะและมีความท้าทายสูง การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับจิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงาน และระดับความผูกพันต่อองค์การของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของจิตวิญญาณ<br />ในสถานที่ทำงาน และคุณภาพชีวิตในการทำงาน ที่มีต่อความผูกพันต่อองค์การของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ <br />กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จำนวน 261 คน สุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีคะแนนจิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์การ อยู่ในระดับสูง เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า จิตวิญญาณในสถานที่ทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .295, <em>p </em>< .001) และคุณภาพชีวิตในการทำงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .417, <em>p </em>< .001) โดยจิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และคุณภาพชีวิตในการทำงาน สามารถร่วมกันทำนายความผูกพันต่อองค์การของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ร้อยละ 44.30 (<em>R<sup>2</sup></em><sup> </sup>= .443) ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า การส่งเสริมจิตวิญญาณในสถานที่ทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงาน สามารถช่วยส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เกิดความผูกพันต่อองค์การมากยิ่งขึ้น</p>ลัดดาวรรณ ถิ่นกาญจน์นรุตม์ พรประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114860872การปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องต่อความโดดเดี่ยวของมารดา ที่อยู่ในภาวะรังว่างเปล่า
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/303553
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนความโดดเดี่ยวของมารดาที่ได้รับการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องแบบออนไลน์ ระหว่างระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล และ 2) เปรียบเทียบคะแนนความโดดเดี่ยวระหว่างมารดากลุ่มที่ได้รับการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องแบบออนไลน์กับกลุ่มที่ไม่ได้รับการปรึกษา ในระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาที่อยู่ในภาวะรังว่างเปล่าและมีคะแนนความโดดเดี่ยวตั้งแต่ 37 คะแนนขึ้นไป จำนวน 20 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์การคัดเข้า จากนั้นใช้วิธีการสุ่มเข้ากลุ่ม (Random Assignment) ด้วยวิธีจับฉลาก เพื่อจัดกลุ่มตัวอย่างเข้าสู่กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดความโดดเดี่ยวของมารดาที่อยู่ในภาวะรังว่างเปล่าที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) อยู่ระหว่าง 0.66–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .861 และ 2) โปรแกรมการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องแบบออนไลน์ กลุ่มทดลองได้รับการปรึกษาครอบครัวทฤษฎีเล่าเรื่องแบบออนไลน์ จำนวน 8 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการปรึกษาและดำเนินชีวิตตามปกติ ทั้งสองกลุ่มได้รับการเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางที่มีการวัดซ้ำในหนึ่งตัวประกอบ (Two-Way Analysis of Variance with Repeated Measures on One Factor) และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอโรนี (Bonferroni)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มทดลองมีคะแนนความโดดเดี่ยวในระยะหลังการทดลองต่ำกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างระยะติดตามผลกับระยะก่อนการทดลอง และ (2) กลุ่มทดลองมีคะแนนความโดดเดี่ยวในระยะหลังการทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะติดตามผล</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดบริการปรึกษาสำหรับมารดาที่อยู่ในภาวะรังว่างเปล่า โดยควรพิจารณาการเสริมกิจกรรมหรือการปรึกษาต่อเนื่องภายหลังสิ้นสุดโปรแกรม เพื่อส่งเสริมความต่อเนื่องของผลที่เกิดขึ้นจากการปรึกษา</p>นภสร ประทุมเทาเพ็ญนภา กุลนภาดลวรากร ทรัพย์วิระปกรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114873884แนวทางการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการสอนแบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) และแนวคิด Soft Power เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และการทูตสาธารณะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/294331
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการจัดการเรียนการสอนที่เสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและทักษะการทูตสาธารณะของ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร และครูผู้สอนภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาปัญหาในการส่งเสริมแนวคิด Soft Power เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบนของนักวิชาการวัฒนธรรม 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการสอนแบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) และแนวคิด Soft Power เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ 1 คน ผู้บริหาร 1 คน ครูผู้สอน 3 คน และนักวิชาการวัฒนธรรม 3 คน ใช้แบบสัมภาษณ์ประเด็นคำถามปลายเปิดที่ใช้ในการสนทนากลุ่ม (Focus Group)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาที่พบ คือ ผู้เรียนขาดความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ คลังศัพท์ไม่เพียงพอ มีปัญหาการฟังและออกเสียง ครูไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง เน้นสอนไวยากรณ์และท่องจำ ขาดเทคนิคการสอนใหม่ และงบประมาณจ้างครูต่างชาติจำกัด ด้านการทูตสาธารณะ นักเรียนขาดทักษะพูดโน้มน้าวใจในบุคลิกภาพ ท่าทาง น้ำเสียง และการนำเสนอบทเรียนสู่สังคมภายนอก 2) ปัญหาที่พบ คือ นักเรียนและผู้ปกครองให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมน้อย ขาดการต่อยอดเป็นอาชีพ การไม่ลงพื้นที่ศึกษาจริงทำให้นักเรียนขาดแรงจูงใจและความสนใจ ส่วนประเด็นส่งเสริมแนวคิด Soft Power (5F) เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน ได้แก่ Fashion คือ ผ้าม่อฮ่อม จังหวัดแพร่, Food คือ หลนปลาส้ม จังหวัดพะเยา, Festival คือ งานสลุงหลวง จังหวัดลำปาง, Film คือ ฟ้อนล่องน่าน จังหวัดน่าน และ Fighting คือ ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ จังหวัดเชียงใหม่ 3) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการสอนแบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) และแนวคิด Soft Power เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการทูตสาธารณะ พบว่า ครูควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ส่งเสริมผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานวัฒนธรรมและศิลปะท้องถิ่น ลงพื้นที่ศึกษาจริง และนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์โดยใช้ภาษาอังกฤษ ส่งเสริมการสื่อสารโน้มน้าวใจในบุคลิกภาพ ท่าทาง และน้ำเสียง ครูควรสลับใช้ภาษาถิ่น ภาษาไทยกลางและอังกฤษ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่น่าสนใจ</p>นรินทร์ บัวนาคลำไย สีหามาตย์วิไลภรณ์ วิชญาวัฒน์รุ่งทิวา กองสอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114885895English Language Learning through the Development of Higher-Order Thinking Skills
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/295512
<p>This academic article aims to study approaches to English language learning and strategies for developing higher-order thinking skills. The author has conducted the study based on relevant theoretical frameworks and summarized the findings to contribute to the body of knowledge concerning the development of English language learning through higher-order thinking. This refers to experiential learning guided by theories and concepts that inform learners’ practices. The strategies for developing English language learning should focus on reinforcing learning through positive reinforcement while promoting continuous practice in the four language skills: listening, speaking, reading, and writing. They should also enhance learners' understanding of language structures and authentic language use, encourage self-directed learning, establish learning goals and assessment methods aligned with intended learning outcomes, and create a learning environment that supports meaningful communication and the practical application of English in real-life contexts. Furthermore, these strategies encourage learners to develop critical thinking, problem-solving abilities, learner autonomy, and lifelong learning skills, enabling them to communicate effectively and confidently in diverse academic and professional contexts. These strategies will effectively and sustainably enhance learners' English language proficiency.</p>Supoj Chutkittiyakorn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114656665คณะสงฆ์นครศรีธรรมราชกับพลวัตสังคมไทยร่วมสมัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301890
<p>การศึกษาคณะสงฆ์นครศรีธรรมราชกับพลวัตสังคมไทยร่วมสมัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์<br />เพื่อวิเคราะห์บริบทของคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราชและพลวัตสังคมไทยร่วมสมัยที่ส่งผลต่อบทบาทของ<br />คณะสงฆ์ ทั้งในด้านศาสนกิจ การพัฒนาชุมชน และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิธีการศึกษาโดยการวิเคราะห์<br />จากเอกสาร แหล่งข้อมูลทางศาสนา วัฒนธรรม และสังคม ผลการศึกษาพบว่า คณะสงฆ์นครศรีธรรมราชมีรากฐานทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่มั่นคงจากอดีต โดยเฉพาะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาและศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ทำให้คณะสงฆ์ในพื้นที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการธำรงพระพุทธศาสนา การส่งเสริมคุณธรรม และการเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยร่วมสมัย คณะสงฆ์ได้ปรับตัวในหลายมิติ ได้แก่ การดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุผ่านแนวคิดวัดสุขภาพ <br />การพัฒนาชุมชนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง การเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อดิจิทัล และการบูรณาการบทบาทร่วมกับภาครัฐและชุมชนเพื่อสร้างสังคมคุณธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการธำรงคุณค่าทางจิตวิญญาณควบคู่กับการปรับตัวต่อพลวัตสังคมร่วมสมัยคณะสงฆ์นครศรีธรรมราช โดยยังคงรักษาความเป็นสถาบันหลักทางศีลธรรม วัฒนธรรม และจิตใจของประชาชน พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสังคมไทยให้สมดุลระหว่างความทันสมัยกับรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรมดั้งเดิม</p>วรเวช ว่องศิริกันตภณ หนูทองแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-312026-08-31114666677