https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/issue/feed วารสารพุทธจิตวิทยา 2026-06-30T23:52:39+07:00 พระมหาเผื่อน กิตฺติโสภโณ,ผศ.ดร. jbp.mcu@gmail.com Open Journal Systems <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสารพุทธจิตวิทยา</strong> ISSN: 2774-1095 (Online) </p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]">วารสารพุทธจิตวิทยาเป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มุ่งเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่บูรณาการพุทธศาสตร์กับจิตวิทยา การศึกษา และมนุษยศาสตร์ รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใน 5 สาขา ได้แก่ (1) พุทธจิตวิทยาและการปรึกษาเชิงพุทธ (2) จิตวิทยาการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้ (3) การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำ (4) สุขภาพจิต การปรึกษา และการพัฒนามนุษย์ และ (5) ภาษา การสื่อสาร และการศึกษาพหุวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับงานสหวิทยาการที่เชื่อมโยงหลักพุทธธรรมกับการสืบค้นทางวิชาการร่วมสมัย</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>การพิจารณาบทความ</strong> ทุกบทความผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ <strong>ปกปิดสองทาง (Double-blind Peer Review)</strong> โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> ปีละ 6 ฉบับ (มกราคม–กุมภาพันธ์, มีนาคม–เมษายน, พฤษภาคม–มิถุนายน, กรกฎาคม–สิงหาคม, กันยายน–ตุลาคม, พฤศจิกายน–ธันวาคม)</p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ (APC)</strong> 4,500 บาทต่อบทความ เรียกเก็บเมื่อผ่านการตรวจสอบขั้นต้นจากกองบรรณาธิการ</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/293903 พุทธปัญญา: การส่งเสริมสุขภาวะพลังบวกเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเป็นสุข 2026-02-26T18:07:57+07:00 ทิพย์ธิดา ณ นคร na.tiptida@gmail.com พระมหาถาวร ถาวรโร na.tiptida@gmail.com กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ na.tiptida@gmail.com อำนาจ บัวศิริ na.tiptida@gmail.com <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมสุขภาวะของผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาวะพลังบวกโดยมีพุทธปัญญาเป็นฐาน และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ วิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ, เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก, แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม, และแบบสอบถาม เครื่องมือทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน และคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยคัดเลือกข้อคำถามที่มีคะแนนตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป การเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนาและจิตวิทยา และการจัดสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญในพื้นที่ตำบลเกาะเกร็ด จำนวน 11 คน ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามสำรวจความกังวลของคนวัยผู้ใหญ่ (อายุ 41-60 ปี) จำนวน 400 คน และเก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 25 คน ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมด้วยสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความกังวลต่อการเข้าสู่วัยสูงอายุในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 2.94) โดยเฉพาะด้านสังคม ปัญญา และเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อความจำเป็นในการส่งเสริมสุขภาวะพลังบวกในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.55) โดยให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพเป็นอันดับแรก จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบและโปรแกรมอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 วัน ชื่อ “โมเดล 5 ปัญญา” <br />ซึ่งบูรณาการหลักพุทธปัญญา (ไตรสิกขา) เข้ากับหลักจิตวิทยาเชิงบวก (PERMA-V Model)</p> <p>ผลการประเมินโปรแกรมกับกลุ่มตัวอย่าง 25 คน พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านสุขภาวะตามแนวทางพุทธปัญญา,( wisdom of the Buddha) ความเข้มแข็งทางใจ (Resilience Quotient - RQ), และความสุข (Happiness)โดยรวมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดที่ผู้เข้าร่วมรายงานคือ "การมีมุมมองต่อชีวิตและการยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น" (ร้อยละ 60.0) และกิจกรรมที่เห็นว่ามีประโยชน์ที่สุดคือ "การฝึกสติและรู้ลมหายใจ" (ร้อยละ 44.0) <br />ซึ่งยืนยันว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถสร้างสุขภาวะพลังบวกได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/298029 A Study of Abhidhamma Teaching Methods in English of Abhidhamma Teachers at The University of Abhidhamma in Yagon of Myanmar 2026-02-20T15:00:05+07:00 Naikovinda kovindaven@gmail.com <p>This study examines the Abhidhamma teaching methods in English employed by educators at the University of Abhidhamma in Yangon, Myanmar, and analyzes the associated pedagogical and linguistic challenges. As English becomes the global academic language for Buddhist studies, institutions in traditionally Theravāda countries are increasingly adopting English-medium instruction to meet international educational standards. However, the complex, analytical, and abstract nature of Abhidhamma-deeply rooted in Pāli and Burmese traditions-presents significant hurdles for accurate cross-cultural dissemination.</p> <p>Utilizing a qualitative research design, the researcher employed purposive sampling to select five experienced Abhidhamma teachers. Data were collected through in-depth interviews, classroom observations across six sessions, and document analysis of textbooks and lesson plans. Thematic analysis and data triangulation were used to ensure the reliability of the findings.</p> <p>The results indicate that teachers predominantly rely on bilingual explanation techniques, introducing concepts in Pāli or Burmese before providing detailed English explanations to preserve doctrinal accuracy. Other frequently observed methods include the use of visual aids (charts and diagrams) to illustrate systematic classifications, and interactive questioning to maintain student engagement.</p> <p>Despite these adaptive strategies, the study identifies several critical problems: the limited English proficiency of students, a lack of standardized English Abhidhamma textbooks, and the inherent difficulty of translating metaphysical Pāli concepts (such as paramattha dhamma) without losing nuanced meaning. Additionally, time constraints caused by the need for repeated clarifications often hinder curriculum completion. The research suggests the development of standardized glossaries, specialized teacher training in English-medium instruction, and the integration of digital tools to enhance the quality of global Buddhist education.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/300731 การพัฒนาโมเดลความร่วมมือภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ของจังหวัดเชียงใหม่ 2026-06-14T21:05:03+07:00 สุรพงษ์ วีระศิลป์ชัย surapong.vee@student.mbu.ac.th สุปรีชา ชำนาญพุฒิพร surapong.vee@student.mbu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทั่วไปปัญหาและอุปสรรคความร่วมมือภาคประชาสังคม<br />2) วิเคราะห์ความร่วมมือภาคประชาสังคม 3) สร้างโมเดลความร่วมมือภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกประกอบกับการสนทนากลุ่ม จำนวน 35 คน จากภาคประชาชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นฯ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน ประชาสังคม และชุมชนในเชียงใหม่ยังไม่เข้มแข็ง <br />แม้ประชาสังคมเริ่มมีบทบาท แต่ยังติดข้อจำกัดด้านโครงสร้าง งบประมาณ บุคลากร กฎหมาย และเครือข่าย แนวทางพัฒนาคือการสร้างกลไกกลาง แพลตฟอร์มร่วม พัฒนาศักยภาพชุมชน จัดทำฐานข้อมูล และเปิดพื้นที่ให้ประชาสังคมมีส่วนร่วมจริง 2) ภาคประชาสังคมมีจุดแข็งในการรักษาอัตลักษณ์ล้านนา สร้างเครือข่าย และได้รับการสนับสนุนจากรัฐ – เอกชน ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคด้านการประสานงาน ผลประโยชน์ต่างกัน และทรัพยากรจำกัด จึงต้องใช้กลไกกลางและระบบติดตามประเมินผล 3) โมเดลความร่วมมือภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถสรุปได้เป็น “LANNA Model” (Local Leadership, Alliance Building, Nurturing Identity, Networking Participation, Advancement Capacity) เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงใหม่ให้ยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/289645 A Comparative Study of Four Types of Sentence Structures of English and Shan Languages used in Ward 4 Panglong Town, Loilem Township, Shan State of Myanmar 2026-04-22T15:02:35+07:00 Ven. Nyanna Sara nyanasao284@gmail.com <p>This study investigates the syntactic structures of English and Shan, focusing on four primary types of sentence constructions. This research aimed to 1) examine the four types of sentence structures in both English and Shan languages and 2) compare how these sentence structures were used in Ward 4 Panglong Town, Loilem Township, Shan State of Myanmar. The population for this study consisted of 583 people living in Ward 4, Panglong Town. To determine a sample for a population of 583, the table suggests that a sample size of approximately 232 individuals was selected to complete the questionnaire; nevertheless, for various reasons, only 226 completed responses were available, so 226 were analyzed, and ten active participants were interviewed to answer the research questions. Both quantitative and qualitative methods were used as instruments for data collection. The questionnaire gathered quantitative data from 226 respondents, while in-depth interviews provided qualitative data from ten individuals. The data analysis involved statistical methods, including frequency, percentage, mean, and standard deviation (SD) for quantitative data and content analysis for qualitative data. </p> <p>The general demographic of the respondents included 95 males and 131 females. The age distribution was as follows: 105 respondents (46.46%) were aged 15-25, 74 respondents (32.74%) were aged 26-30, and 47 respondents (20.79%) were aged over 31.</p> <p>Findings Objective one: The data analysis revealed an average satisfaction score (mean = 42.22, SD = 958), and findings Objective two: The results for this objective showed an average score of (mean = 35.91, SD = 815), with most respondents agreeing with the statements related to this objective.</p> <p>According to the research objectives. Thus, the average scores were found for all items: 674 (45.63%) strongly agree, 529 (36.17%) agree, 165 (11.14%) fairly agree, 71 (4.80%) disagree, and 39 (2.66%) do not agree at all.</p> <p>The researcher has found that most people who had learned English and the Shan language were less likely to use these languages in everyday communication due to circumstances in their homes and communities. English was perceived as a language used primarily in schools and outside the country. In contrast, Shan, being their native language, posed no significant challenges. To use English effectively in communication, individuals need guidance and the confidence to practice it daily.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301306 ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2026-06-14T20:58:42+07:00 คณิตา นิจจรัลกุล nkanita52@gmail.com อดิศร ศิริ nkanita52@gmail.com มณฑล ผลบุญ nkanita52@gmail.com กิตติศักดิ์ ณ พัทลุง nkanita52@gmail.com วรพรรณ มัสเยาะ nkanita52@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาวิจัย ได้แก่ แผนจัดการเรียนรู้ บทเรียนออนไลน์ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test independent และ t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้รับจากรูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่าหลังเรียนของกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ทักษะการแก้ปัญหาที่ได้รับจากรูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่าหลังเรียนของกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาภายใต้ทักษะศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/292336 การยกระดับกระบวนการทางสังคมและเทคโนโลยีไปสู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของผู้สูงอายุในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 2026-02-24T19:55:11+07:00 ประยูร สุยะใจ prayun45@gmail.com พระครูภาวนาสังวรกิจ prayun45@gmail.com พระมหาถาวร ถาวรโร prayun45@gmail.com ทิพย์ธิดา ณ นคร na.tiptida@gmail.com <p>สังคมสูงวัยในยุคดิจิทัลนำมาซึ่งความท้าทายด้านสุขภาวะทางจิตใจที่ซับซ้อน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับกระบวนการทางสังคมและเทคโนโลยีไปสู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของผู้สูงอายุในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) แบบผสมวิธี โดยได้พัฒนาโปรแกรมกิจกรรมเชิงพุทธจิตวิทยาและนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 30 คนใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ผลการประเมินโปรแกรมพบว่าผู้สูงอายุมีคะแนนความเข้มแข็งทางใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; .001) งานวิจัยได้ยกระดับกระบวนการสู่นวัตกรรม 3 มิติ ได้แก่ นวัตกรรมเชิงแนวคิด ที่บูรณาการพุทธจิตวิทยากับจิตวิทยาสมัยใหม่, นวัตกรรมเชิงกระบวนการ ผ่านชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น และนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี ที่เสนอแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตทางจิตใจของผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/293023 รูปแบบนวัตกรรมการใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของวัดพระธรรมกาย 2026-02-09T20:58:33+07:00 พระสมบัติ อินฺทสโร (บารมี) osombat2532@gmail.com พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์ Osombat2532@gmail.com วิโรจน์ วิชัย Osombat2532@gmail.com พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ Osombat2532@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบนวัตกรรมการใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของวัดพระธรรมกาย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีการใช้สื่อและนวัตกรรมสมัยใหม่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) ศึกษารูปแบบนวัตกรรมการใช้สื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของวัดพระธรรมกาย และ <br />3) วิเคราะห์ความสอดคล้อง จุดเด่น ข้อจำกัด และแนวทางพัฒนารูปแบบดังกล่าว งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลเอกสารจากฐานข้อมูลดุษฎีนิพนธ์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 21 รูป/คน และผู้รับสื่อหรือผู้รับบริการ 100 คน รวม 121 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องบูรณาการหลักพุทธวิธีการสื่อสารกับทฤษฎีการสื่อสารสมัยใหม่ <br />วัดพระธรรมกายมีรูปแบบสื่อ 6 ประเภท ได้แก่ ภาพถ่าย วิดีโอ ภาพวาด บทความ อินโฟกราฟิก และเสียง และใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรม 8 ประเภท ได้แก่ E-Learning/MOOCs, AR/VR, AI/Chatbot, IoT, Cloud Computing, Application, Live Streaming และ Social Media ผ่านแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, YouTube, TikTok, Instagram, X และ LINE Official Account การวิเคราะห์พบว่า จุดแข็งของรูปแบบดังกล่าวอยู่ที่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การแปลงหลักธรรมให้เข้าใจง่าย การใช้หลายช่องทาง และการติดตามปฏิกิริยาผู้รับสาร ส่วนข้อจำกัดคือยังควรพัฒนาตัวชี้วัดเชิงประจักษ์ เช่น จำนวนผู้ติดตาม ยอดรับชม การมีส่วนร่วม และผลการนำธรรมะไปใช้ในชีวิตจริง เพื่อยืนยันประสิทธิผลของการเผยแผ่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/282371 การพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา 2025-08-24T13:28:05+07:00 ณิชาภัทร สกุลตานุ amonrut.ch0007@gmail.com สืบพงศ์ สุขสม Papang@elegant-fashion.org <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริมการพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการ ได้แก่ 1) บุคลากรภาครัฐ 2) บุคลากรในภาคเอกชน 3) บุคลากรในภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญในการสนทนากลุ่ม 3 กลุ่ม จำนวน 24 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา ได้ถูกกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาจังหวัดสงขลา ยี่สิบปี (พ.ศ. 2566-2585) 2) ปัจจัยส่งเสริมการพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา ได้แก่ การสนับสนุนจากภาครัฐ การสร้างระบบจัดการที่ดีการสร้างความตระหนักรู้ ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆและโอกาสในการแข่งขัน 3) แนวทางการพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว: แนวทางใหม่สำหรับจังหวัดสงขลา โดยใช้แบบจำลอง "Songkhla Green Industry: PANGS Model โดย P แทนคำว่า Policy Formation หมายถึง การกำหนดนโยบาย ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างและการดำเนินการตามนโยบายอุตสาหกรรมสีเขียวของจังหวัดสงขลา A แทนคำว่า Accountability หมายถึง การตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด มีความรับผิดชอบต่อบทบาทของตนในการส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน N แทนคำว่า Network Collaboration หมายถึง การทำงานร่วมกันในเครือข่าย G แทนคำว่า Green Culture หมายถึง วัฒนธรรมสีเขียว เน้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางปฏิบัติ S แทนคำว่า Sustainability Evaluation หมายถึง การประเมินความยั่งยืนซึ่งหมายถึงการประเมินเชิงปรับตัว</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299148 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ระยอง เขต 1 2026-06-14T20:59:38+07:00 สุรีรัตน์ ชาวเสมา sureerat.chao@northbkk.ac.th เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี sureerat.chao@northbkk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 ปีการศึกษา 2568 ทั้ง 14 โรงเรียน มีจำนวนครูทั้งสิ้น 161 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เป็นตารางเทียบกลุ่มตัวอย่างของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970) และการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (ProportionalStratified Random Sampling) โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นชั้นในการสุ่มได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 114 คน ประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 18 คน และครูจำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 - 1 และมีค่าความเชื่อมั่น .906 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน พบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษาในทิศทางเดียวกันในระดับสูง (r = .779) โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน พบว่า ประกอบด้วยด้านบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาวิชาชีพครู ด้านการนิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอน และด้านการกำหนด วิสัยทัศน์พันธกิจและเป้าหมายของโรงเรียน ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 4 ด้าน ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนตากสิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คิดเป็นร้อยละ 67.2</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/278457 แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองตามแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-02-09T20:24:40+07:00 สินิดา โรจนไชยะ amonrut.ch0007@gmail.com อุดม สมบูรณ์ผล sinidaro@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแผนยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาสภาพปัญหาทางกายภาพ ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนริมคลองในเขตกรุงเทพมหานคร 3) ศึกษาปัญหาของผลกระทบที่เกิดกับผู้อยู่อาศัยชุมชนริมคลองในเขตกรุงเทพมหานคร และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองตามแผนยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลอง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยกรุงเทพมหานคร <br />มีความสอดคล้องและมีความเชื่อมโยงกัน มีข้อค้นพบที่สำคัญ ได้แก่ (1) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี และนโยบายการพัฒนาที่อยู่อาศัยกรุงเทพมหานคร มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาที่อยู่ชุมชนริมคลอง (2) ปัญหาทางกายภาพ ได้แก่ การสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำพื้นที่ริมคลองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่อยู่อาศัยเสื่อมสภาพ ส่วนปัญหาคุณภาพชีวิต ได้แก่ ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา ปัญหาการประกอบอาชีพและปัญหาสุขภาพ (3) ผลกระทบที่เกิดกับผู้อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง มีผลกระทบทางบวก คือ ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ส่วนผลกระทบทางลบ คือ มีการสูญเสียสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสุขภาพจิตของประชาชน และเกิดการขัดแย้งกันในชุมชน และ (4) แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลอง การพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนริมคลองมี 5 แนวทาง ได้แก่ (1) ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนริมคลองมีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน (2) เสริมสร้างโอกาสในการเข้าถึงระบบการเงินและสินเชื่อเพื่อการอยู่อาศัย (3) สนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (4) ส่งเสริมให้ชุมชนริมคลองมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และ (5) กำหนดแนวทาง และวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนริมคลอง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/293660 พุทธนวัตกรรมสร้างความเข้มแข็งทางใจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ของครอบครัวผู้ดูแลคนพิการ 2026-02-09T20:52:54+07:00 วิชชุุดา ฐิติโชติรัตนา zooner.stm@gmail.com พระครูภาวนาวรบัณฑิต วิ. zooner.stm@gmail.com อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ zooner.stm@gmail.com หนึ่งธิดา สาริศรี taleiw1717@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษารูปแบบการสร้างความเข้มแข็งทางใจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ดูแลคนพิการด้วยพุทธนวัตกรรมและ 2. นำเสนอผลการประเมินจากการสร้างความเข้มแข็งทางใจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ดูแลคนพิการด้วยพุทธนวัตกรรม โดยพุทธนวัตกรรมในงานวิจัยนี้หมายถึง รูปแบบชุดกิจกรรมเชิงกระบวนการที่บูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะแนวคิดพุทธจิตวิทยา เข้ากับกิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตใจ การสื่อสาร และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของครอบครัวและชุมชน เพื่อเสริมสร้างพลังใจและความหมายในการดูแล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ อสม. นักวิชาการ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น และผู้นำชุมชน จำนวน 17 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครอบครัวผู้ดูแลคนพิการ 60 คน ในพื้นที่เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก ชุดกิจกรรม แบบสำรวจ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ t-test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>รูปแบบการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจเป็นชุดกิจกรรม 4 ระยะ ได้แก่ (1) การเสริมสร้างพลังใจผ่านการค้นหาแรงจูงใจในการดูแล (2) การเชื่อมสายใยครอบครัว (3) การเปิดใจ สื่อสาร และสร้างความเข้าใจ และ (4) การสื่อสารเชิงบวกและกิจกรรมครอบครัว โดยมีกิจกรรมสนับสนุน ได้แก่ การบรรยายเชิงบูรณาการ การเชื่อมโยงพลังชุมชน และการสร้างเครือข่ายผู้ดูแล</li> <li>ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยความเข้มแข็งทางใจโดยรวมของผู้ดูแลคนพิการหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากผลการทดสอบ t-test สะท้อนให้เห็นว่าพุทธนวัตกรรมมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างพลังใจของครอบครัวผู้ดูแลคนพิการ และจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพพบว่า พฤติกรรมด้านความเข้มแข็งทางใจตามแนวพุทธจิตวิทยา ทั้งด้านการยอมรับ ความอดทน การเห็นคุณค่าในตนเอง และการสื่อสารภายในครอบครัว มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน</li> </ol> <p>การพัฒนารูปแบบพุทธนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่เชื่อมโยง “การพัฒนาจิตใจ การสื่อสาร เครือข่ายชุมชน” เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวผู้ดูแลกลุ่มเปราะบางในบริบทสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/300662 การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษผ่านสื่อออนไลน์ แบบบูรณาการเพื่อการเรียนรู้คำบุพบทภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา 2026-06-14T20:55:38+07:00 ลลิตา พิมพ์รัตน์ giftzzy@gmail.com วีระกาญจน์ กนกกมเลศ vee.veerakarn@gmail.com <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษผ่านสื่อออนไลน์แบบบูรณาการเพื่อการเรียนรู้คำบุพบทภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง คำบุพบทภาษาอังกฤษ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน และแบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test (Dependent Sample)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพในระดับมากที่สุด 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น หรือมีความก้าวหน้า ของการเรียนด้วยบทเรียนที่พัฒนาขึ้น ร้อยละ 73.14 5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด จากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า 1. นักเรียนมีความสามารถใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษผ่านสื่อออนไลน์แบบบูรณาการเพื่อการเรียนรู้คำบุพบทภาษาอังกฤษ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามข้อเสนอแนะของครู 2. นักเรียนมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองมากขึ้นโดยสังเกตการพัฒนาการ การใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนไปในทิศทางที่ดีขึ้น 3. นักเรียนมีพัฒนาการในการใช้คำบุพบทภาษาอังกฤษดีขึ้นทุกระยะเวลาที่ตรวจสอบได้และสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301376 Problem-Based Learning in a Psychiatric and Mental Health Nursing Practicum: A Four-Year Instructional Evaluation in an Accelerated Second-Degree Bachelor of Nursing Science Program 2026-06-14T20:57:03+07:00 Arunothai Singtakaew arunothai_s@rmutt.ac.th Varithta Charuchinda varithta_c@rmutt.ac.th <p>Problem-based learning (PBL) is a student-centred instructional strategy promoting active learning, critical thinking, and problem-solving skills in psychiatric and mental health nursing education. This study aimed to describe the implementation of an adapted PBL instructional model and to evaluate course-evaluation outcomes in a psychiatric and mental health nursing practicum across four academic years (2021–2024). Academic year 2021 served as the pre-implementation (baseline) year and 2022–2024 represented the PBL implementation period.</p> <p>A repeated cross-sectional instructional evaluation was conducted across four independent yearly cohorts comprising a total of 214 nursing students enrolled in a psychiatric and mental health nursing practicum course at a private university in Pathum Thani Province, Thailand (2021: n = 45; 2022: n = 62; 2023: n = 71; 2024: n = 36). Two instruments were administered: the PBL Input-Process-Output Evaluation Questionnaire of Thawarawong (2008), administered in academic year 2022 only, and the Curriculum Instructional Evaluation Questionnaire, administered across all four years. Descriptive statistics, the coefficient of variation, and Pearson trend correlations were applied.</p> <p>The overall PBL evaluation score in 2022 was 4.58 out of 5.00 (Very Good). Process and Output dimensions achieved the highest mean scores (4.62), while Input scored 4.47. Year-to-year analysis showed higher mean scores across the study period: overall mean scores rose from 4.85 to 4.95, analytical thinking from 4.87 to 4.94, problem-solving from 4.91 to 4.94, and self-directed learning from 4.85 to 4.94. Trend correlation coefficients ranged from r = 0.791 to r = 0.868, indicating positive year-to-year trends. PBL implementation was associated with consistently positive course-evaluation outcomes, with higher mean scores observed across the study period. Because the analysis was based on annual mean values from different cohorts, these findings are interpreted as positive year-to-year evaluation trends rather than as confirmation of within-student improvement or of causal effects on clinical competency.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/299439 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเครื่องกลไฟฟ้าและการควบคุม โดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการควบคุมมอเตอร์ สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขางานไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี 2026-06-25T20:06:42+07:00 จตุรงค์ พรหมมา jaturong.p@technickan.ac.th เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี jaturong.p@technickan.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกการควบคุมเครื่องกลไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รายวิชาเครื่องกลไฟฟ้าและการควบคุม นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขางานไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี ตามเกณฑ์ 80/80 และ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรียนรู้รายวิชาเครื่องกลไฟฟ้าและการควบคุม นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขางานไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 36 คน ได้มาด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือการวิจัยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการควบคุมมอเตอร์ โดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการควบคุมมอเตอร์ เก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ยและ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน มีค่าเฉลี่ยของใบงานและแบบทดสอบเท่ากับ 4.42 อยู่ในระดับดี และค่าเฉลี่ยของชุดทดลองเท่ากับ 4.50 อยู่ในระดับดีมาก ค่าความเชื่อมั่นและค่าเฉลี่ยของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน .90</li> <li>ประสิทธิภาพของกระบวนการ ที่ได้จากการหาค่าคะแนนเฉลี่ยของผลการเรียนหลังการทดลองแต่ละใบงาน มีค่าเท่ากับร้อยละ 84.64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัย</li> <li>ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ที่ได้จากการหาค่าคะแนนเฉลี่ยของผลการเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าเท่ากับร้อยละ 80.27 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยโดยมีประสิทธิภาพของชุดทดลองไม่ต่ำกว่า 80/80</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301188 ผลของโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวทฤษฎีการปรับความคิดและพฤติกรรมเพื่อลดภาวะหมดไฟในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 2026-06-14T21:16:21+07:00 น้ำเพชร ครองยุติ 6512671023@rumail.ru.ac.th ภูริเดช พาหุยุทธ์ Phurided@rumail.ru.ac.th อุมาภรณ์ สุขารมณ์ umaporn.s@rumail.ru.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะหมดไฟในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (2) เปรียบเทียบคะแนนภาวะหมดไฟในการเรียนของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง รวมถึงระยะติดตามผล และ (3) เปรียบเทียบคะแนนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 10 คน ที่มีคะแนนภาวะหมดไฟสูงกว่าระดับเปอร์เซนไทล์ที่ 25 และสมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมโดยผู้ปกครองให้ความยินยอม แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 5 คน และกลุ่มควบคุม 5 คน โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวทฤษฎีการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) จำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 90 นาที ภายในระยะเวลา 5 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวทฤษฎีการปรับความคิดและพฤติกรรมและแบบวัดภาวะหมดไฟในการเรียนซึ่งผู้วิจัยดัดแปลงจาก Maslach Burnout Inventory และ Maslach Burnout Inventory–Student Survey (Maslach et al., 1996) จำนวน 29 ข้อ (จากต้นฉบับ 21 ข้อ) รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha) เท่ากับ .91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิตินอนพาราเมตริก ได้แก่ Friedman Test, Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann-Whitney U Test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีภาวะหมดไฟในการเรียนอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง และกลุ่มทดลองมีคะแนนภาวะหมดไฟหลังการทดลองและระยะติดตามผลต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .043) <br />โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างระยะหลังการทดลองกับระยะติดตามผล ขณะที่การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบแนวโน้มว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างดังกล่าวไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่าโปรแกรมการปรึกษาแบบกลุ่มตามแนวทฤษฎีการปรับความคิดและพฤติกรรม มีแนวโน้มที่จะช่วยลดภาวะหมดไฟในการเรียน และสามารถคงผลของโปรแกรมไว้ได้ในระยะติดตามผล ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาต่อยอดโดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301302 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการดูแลทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2026-06-14T21:19:14+07:00 เจษนรินทร์ นามมี adi867444@gmail.com สุดใจ เขียนภักดี iibahbas1992@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและทันตสุขภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพด้านทันตสุขภาพของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จำนวน 5 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตพฤติกรรมสุขภาพด้านทันตสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและทันตสุขภาพของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 22.90 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนซึ่งเท่ากับ 16.95 และ 2) พฤติกรรม-(M = 3.74, SD = 0.48)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/301300 การพัฒนาทักษะการปฏิบัติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการงานอาชีพ เรื่อง การทำขนมกงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ 2026-06-14T21:17:48+07:00 เบญจวรรณ เคนโยธา benchawankhen@gmail.com สุดใจ เขียนภักดี benchawankhen@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะปฏิบัติด้านการทำขนมกง รายวิชาการอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์รายวิชาการงานอาชีพ เรื่องการทำขนมกง 3) ศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาการงานอาชีพ เรื่อง การทำขนมกง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคลองบางกะอี่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินทักษะการเรียนรู้แนวทางในอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ วิชาการงานอาชีพ เรื่อง การทำขนมกง<br />2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบค่าที <br />(t test แบบ Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการปฏิบัติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ รายวิชาการงานอาชีพ เรื่อง การทำขนมกง โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (𝑥̅ = 4.81, S.D. = 0.36) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) ความคิดเห็น ต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (𝑥̅ = 4.86, S.D. = 0.34)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/302635 กรอบมาตรฐานผู้ฝึกสอนกีฬาเทควันโดระดับอุดมศึกษาในภาคใต้ของประเทศไทย 2026-06-23T09:16:28+07:00 จารึก สระอิส Jaruek.s@psu.ac.th อดิศร ศิริ adi867444@gmail.com <p>การกีฬาเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตและส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีน้ำใจนักกีฬาและคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ ประกอบกับมีองค์ความรู้ด้านการกีฬา อันจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนากีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับสากลนำมาซึ่งจะความภาคภูมิใจและสร้างความสามัคคีแก่คนในชาติ สามารถสร้างอาชีพและรายได้ผ่านการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการกีฬาเพื่อเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาจุดอ่อนและเสริมสร้างจุดแข็ง และแนวโน้มที่อาจจะส่งผลกระทบกับการพัฒนาการกีฬาของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพร้อมรับมือและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมและบริบทที่อาจเปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันได้มีการกำหนดกรอบแนวคิดการดำเนินการโดยพิจารณาจากกฎหมาย นโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการกีฬาอย่างมีนัยสำคัญของประเทศ เพื่อให้ทิศทางการพัฒนาการกีฬาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับการพัฒนาของประเทศ ดังนั้นการกำหนอกรอบมาตรฐานผู้ฝึกสอนกีฬาเทควันโดระดับอุดมศึกษาในภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อมุ่งหวังว่าให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาที่มีคุณภาพ ประชากรทุกภาคส่วนมีการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมออันจะนำมาสู่สุขภาพที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ นักกีฬาไทยสามารถประสบความสำเร็จในการแข่งกีฬาทั้งในระดับอาเซียน เอเชียและโลกเพื่อสร้างความสามัคคีและนำมาซึ่งความภูมิใจให้แก่ประชาชนในประเทศ อุตสาหกรรมการกีฬาช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศและมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน หากองค์ความรู้ด้านการกีฬาได้รับการพัฒนาและถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมการพัฒนาการกีฬาของประเทศ แล้วการบริหารจัดการด้านการกีฬาได้รับการยกระดับให้มีประสิทธิภาพและมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทุกระดับ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/300900 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพุทธ 2026-06-14T21:08:27+07:00 ปรินทร ศิริเอี้ยวพิกูล parinthorn@hitechthai.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์บนฐานของหลักพุทธธรรม ด้วยความเชื่อมั่นว่าการบูรณาการภูมิปัญญาทางพระพุทธศาสนาเข้ากับศาสตร์การบริหารสมัยใหม่จะช่วยพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในเวลาเดียวกัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าหลักธรรมสำคัญสามประการ ได้แก่ อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 และสัปปุริสธรรม ล้วนมีนัยสำคัญต่อการบริหารบุคคลในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร การจุดประกายแรงจูงใจจากภายใน การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสติและปัญญา ตลอดจนการหล่อหลอมผู้นำให้มีจริยธรรมเป็นแกนกลางของการตัดสินใจ ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดดังกล่าวยังเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความสุขในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเติบโต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความผูกพันของพนักงานและความสามารถขององค์กรในการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนในระยะยาว แนวทางนี้ยังสอดรับกับกระแสการบริหารยุคใหม่ที่ตระหนักว่าประสิทธิภาพที่แท้จริงไม่อาจแยกออกจากคุณภาพชีวิตของคนในองค์กรได้ ด้วยเหตุนี้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพุทธจึงเป็นแนวทางที่ทรงคุณค่าและเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับองค์กรร่วมสมัย โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยและเอเชียที่มีรากวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาอันลึกซึ้ง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/300800 ความภาคภูมิใจในวิชาชีพครูกับการปลูกจิตสำนึกที่ดีในเด็กปฐมวัย 2026-06-27T09:12:23+07:00 พรทิพภา สุริยะ porntippat@gmail.com พระครูภัทรธรรมบัณฑิต porntippat@gmail.com ประสิทธิ์ แก้วศรี porntippat@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการสามมิติ Three-Dimensional Integrative Framework (TDIF) เกี่ยวกับความภาคภูมิใจในวิชาชีพครู (Teacher Professional Pride) และบทบาทของครูปฐมวัยในการปลูกจิตสำนึกที่ดี (Moral Consciousness) ให้แก่เด็กปฐมวัย โดยบูรณาการองค์ความรู้จาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ หลักพุทธธรรม ทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก และทุนทางสังคมในบริบทท้องถิ่น</p> <p>บทความนี้ดำเนินการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนวิเคราะห์กรณีตัวอย่างจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน ครอบคลุม 4 ภูมิภาค 13 จังหวัด จำนวน 397 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความภาคภูมิใจในวิชาชีพครูเป็นปัจจัยรากฐานที่ส่งผลต่อคุณภาพการจัดประสบ การณ์เรียนรู้ในเด็กปฐมวัยอย่างมีนัยสำคัญ ครูที่มีความภาคภูมิใจในวิชาชีพสูงจะมีแรงจูงใจภายในที่แข็งแกร่ง มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมจิตสำนึก ด้านความปลอดภัย จิตสำนึกด้านคุณธรรม และจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิผล</p> <p>กรอบแนวคิดสามมิติ ที่นำเสนอ ประกอบด้วย มิติครูผู้สอน มิติสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และมิติ การมีส่วนร่วมของชุมชน ชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการหลักพุทธธรรม โดยเฉพาะไตรสิกขาและสติปัฏฐาน 4 เข้า กับทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญาและทฤษฎีพัฒนาการ สามารถสร้างกรอบการพัฒนาครูและเด็ก ที่สมบูรณ์กว่าการใช้ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเพียงลำพัง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพุทธจิตวิทยา