วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru <p><strong><em>วารสารศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย</em></strong></p> <p>ISSN 3027-6691 (Online)</p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></p> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ศิลปกรรมศาสตร์, วิทยาการจัดการ และครุศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</em></p> <p><img src="https://so03.tci-thaijo.org/public/site/images/re_husoskru/44fd981d28134ac87feb662d562911ea-copy-921ca00ed7fb9feb151550f4560d193c.jpg" alt="" width="425" height="104" /></p> en-US <p>ลิขสิทธิ</p> re.husoskru@gmail.com (Dr.Mudchalin Pholkla) re.husoskru@gmail.com (Wanida Taprasitjit) Mon, 29 Dec 2025 21:23:36 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลยุทธ์การเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษาไทยสู่สากล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/273584 <p>ภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาต่างประเทศที่มีความจำเป็นและความสำคัญต่อประเทศไทยและทั่วโลก ผู้เรียนจำเป็นต้องมีกระบวนการเรียนภาษาเชิงรุก (Active Language Learning) คือ ผู้เรียนเรียนเพื่อสร้างคำถามและตอบคำถาม เพื่อสืบค้น ค้นคว้าและรวบรวมความรู้ เพื่อสร้างประโยค เพื่อสื่อสาร เพื่อใช้ประกอบอาชีพ และให้บริการในสังคมได้ กลยุทธ์การเรียนเชิงรุกที่มีการบริหารจัดการเป็นฐาน (Active Learning and Management-Based Strategies: ALM Strategies) เป็นกลยุทธ์การเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยสู่สากล ซึ่งมีองค์ประกอบ คือ กลยุทธ์กระบวนการเรียนเชิงรุก (Active Learning Strategy) ซึ่งได้แก่ การสร้างสรรค์ปัญญา (Constructivism) การมีส่วนร่วม (Participation) การมีความรับผิดชอบ (Responsibility) การบูรณาการ (Integration) และการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) และ กลยุทธ์การบริหารจัดการเป็นฐาน (Management-Based Strategy) ซึ่งได้แก่ นโยบายสาธารณะ (Public Policy) การจัดการเรียนการสอน (Teaching and Learning Management) ครูหรือผู้สอน (Teacher) หลักสูตร (Course) การประเมินผล (Evaluation) การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ (ICT) และการแสวงหาความร่วมมือ (Cooperation)</p> ลัญระวี ปฎิพิมพาคม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/273584 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารเชิงกลยุทธ์ : การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อกำหนดทิศทางขององค์กรในอนาคต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/277006 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ รวมถึงวิเคราะห์ข้อดี ข้อจำกัดของการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ผลการวิเคราะห์ พบว่า 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์มีความสำคัญในด้านการบริหารงาน ความสำเร็จขององค์กรและองค์กรควรศึกษาสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์กรเพื่อทำการปรับปรุง พัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดขององค์กร โดยมีกระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ กระบวนการกำหนดทิศทางและวิเคราะห์สภาพแวดล้อม กระบวนการกำหนดกลยุทธ์ กระบวนการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ และการควบคุมกลยุทธ์ <br />2) การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เป็นการที่หน่วยงานทำความร่วมมือระหว่างธุรกิจเพื่อรวมทรัพยากรและความสามารถบางอย่างในการสร้างความได้เปรียบของการแข่งขัน โดยมีข้อดีคือ 2.1) เกิดการแลกเปลี่ยน แบ่งปันทรัพยากร ความสามารถ 2.2) เกิดเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน 2.3) เน้นการแข่งขันเกิดทางเลือกของผลประโยชน์ 2.4) ทำให้มูลค่าสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นสามารถเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับการบริโภคบริการสินค้าร่วมกัน ส่วนข้อจำกัด คือ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมระหว่างองค์กรหรือความแตกต่างด้านบริหารงาน</p> ธิดารัตน์ สืบญาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/277006 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความบกพร่องของการใช้สถิติการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ในการนำเสนอบทความวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/286876 <p>บทความวิชาการนี้ศึกษาความบกพร่องของการใช้สถิติการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณในการนำเสนอบทความวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งได้สังเคราะห์บทความวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในระบบฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์กลางของประเทศไทย (ThaiJO) และบางส่วนจากการประชุมวิชาการระดับชาติ ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2560 เป็นต้นมา จำนวน 31 บทความ พบว่า มีข้อบกพร่องจำนวน 20 บทความ หรือคิดเป็นร้อยละ 64.52 โดยระบุความบกพร่องออกเป็น 4 ประเด็น ได้แก่ 1) การขาดการรายงานผลการวิเคราะห์ความเป็นอิสระของตัวแปรพยากรณ์หรือตัวแปรอิสระทุกตัว 2) การขาดการรายงานผล<br />การวิเคราะห์การแจกแจงของข้อมูล 3) การขาดการรายงานผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของข้อมูล และ 4) การขาดการนำเสนอสมการการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ โดยการนำเสนอผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณในบทความวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ผู้วิจัยต้องนำเสนอ 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกเป็นการนำเสนอข้อตกลงเบื้องต้น และขั้นตอนที่ 2 เป็นการนำเสนอตารางผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ พร้อมกับสมการการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณทั้งในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน</p> ไชยา เกษารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/286876 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/279108 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ระดับความสำเร็จ และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือสุคิริน จังหวัดนราธิวาส โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นสมาชิกกลุ่มผ้าทอมือ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส จำนวน 159 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม <br />ค่าแอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลด้วยการถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า ระดับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมากทุกด้าน ระดับความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ด้านการจัดการการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการในการทำงานในองค์กร ด้านการเรียนรู้และการเติบโต ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมากทุกด้านเช่นเดียวกัน และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ส่งผลต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าทอมือสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผู้ประกอบการผ้าทอสุคิรินควรรักษาคุณภาพ เอกลักษณ์ และชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์ การตั้งราคาที่หลากหลายและคุ้มค่า เพิ่มช่องทางขายออนไลน์และให้ลูกค้าเลือกวิธีจัดส่งได้ ทำการตลาดออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบ พัฒนาทักษะพนักงานขาย เน้นบริการประทับใจ รักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของลูกค้าในการซื้อขายออนไลน์</p> รุ่งธิวา หนูจันทร์แก้ว, จิราวรรณ เป็นสุข, ฮัมดัน โต๊ะยุ, สรัญณี อุเส็นยาง, โซเฟีย สามะอาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/279108 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อ : ภาพสะท้อนสังคมอีสาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/276776 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพสะท้อนสังคมอีสานที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อ เขียนบทและกำกับการแสดงโดย ธิติ ศรีนวล วิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) นำเสนอข้อมูลในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis) โดยใช้กรอบแนวคิดของสุพิศ เอื้องแซะ (2560: 14) จากการศึกษาพบว่าลักษณะของภาพสะท้อน ได้แก่ 1) ภาพสะท้อนด้านเศรษฐกิจ 2) ภาพสะท้อนด้านการศึกษา 3) ภาพสะท้อนด้านวัฒนธรรมประเพณี 4) ภาพสะท้อนด้านความเชื่อ 5) ภาพสะท้อนด้านค่านิยม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าภาพสะท้อนสังคมอีสานแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ภาพสะท้อนด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วยอาชีพที่มั่นคงและไม่มั่นคง สะท้อนให้เห็นถึงการประกอบด้วยอาชีพที่มั่นคงย่อมมีชีวิตที่ดีกว่า <br />2) ภาพสะท้อนด้านการศึกษา การได้รับศึกษามีโอกาสพัฒนาอาชีพให้ดีขึ้นได้ 3) ภาพสะท้อนด้านวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลายของภาคอีสาน ได้แก่ การต้อนรับ การกิน วัฒนธรรมการแต่งกาย วัฒนธรรมด้านภาษา และวัฒนธรรมที่อยู่อาศัย 4) ภาพสะท้อนด้านความเชื่อ สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อที่หลากหลายและแตกต่างกัน ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับสัปเหร่อ ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ ความเชื่อเกี่ยวกับผี ความเชื่อเกี่ยวกับการถอดจิต ความเชื่อทางศาสนา คติธรรม ซึ่งสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้ และ 5) ภาพสะท้อนด้านค่านิยม สะท้อนให้เห็นว่าค่านิยมของคนอีสานมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม ได้แก่ การแว้นรถ การจัดงานศพสีชมพู การจัดงานศพสัตว์เลี้ยง การที่ผู้ชายทำเล็บ การตั้งวงกินเหล้า เมรุหลากสี นอกจากประเด็นดังกล่าว ภาพยนตร์สัปเหร่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลาย ความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางเพศ</p> กริชชัย กานต์วรเดช, พัชรินทร์ หินอ่อน, อนันตศักดิ์ พลแก้วเกษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/276776 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์ทางทุนวัฒนธรรมบ้านแหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/277646 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ทางทุนวัฒนธรรม บ้านแหลมโพธิ์หมู่ที่ 3 ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการศึกษาจากเอกสาร การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก จัดประชุมกลุ่มย่อย และวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า แหลมโพธิ์เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางความเชื่อและ<br />เป็นพื้นที่ทางธรรมชาติที่เป็นแหลมยื่นลงทะเลสาบสงขลา บ้านแหลมโพธิ์มีอัตลักษณ์ทุนทางวัฒนธรรมจำนวน 3 ด้าน ดังนี้ <strong>1) ทุนทางวัฒนธรรมด้านประเพณีและความเชื่อ </strong>มี<strong>ประเพณีชักพระทางน้ำ</strong>ความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยอันเชิญพระพุทธรูปขึ้นประทับบนบุษบกที่ตกแต่งสวยงาม บนเรือพระ<br />ตีกลองทัดเป็นจังหวะขณะเดินทางมายังแหลมโพธิ์ มี<strong>การแข่งขันพายเรือ</strong> <br />ซึ่งจัดขึ้นหลังจากชักพระทางน้ำ จัดแข่งขันกันทีละคู่มี 2 ฝีพาย มี<strong>ตำนานทวดงู</strong>เป็นความเชื่อเรื่องทวดศักดิ์สิทธิ์ที่แหลมโพธิ์และมี<strong>พิธีบูชาทวดงู</strong> <br />ไหว้ด้วยดอกไม้ธูปเทียนใส่พานและแก้บนด้วยประทัดและไข่สดที่ศาลาทวดงู ด้านอาหาร<strong>ต้มสามเหลี่ยม</strong>เป็นอาหารถวายพระและแขวนเรือพระตามความเชื่อของชาวพุทธในวันออกพรรษา <strong>2) ทุนทางวัฒนธรรมด้านฝีมือช่างดั้งเดิมและอาชีพ</strong> มี<strong>งานต่อเรือ</strong>เป็นงานช่างต่อเรือยาวเพื่อใช้สัญจรและประกอบอาชีพประมงชายฝั่งที่สืบทอดและเรียนรู้งานช่างผ่านการคลุกคลีจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำต่อ ๆ กันมาจนกลายเป็นวิชาต่อเรือยาว มี<strong>งานมัดกัด</strong> <br />กัดเป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ต้องอาศัยฝีมือการมัดทุ่นพลาสติกและทุ่นตะกั่ว มี<strong>อาชีพประมงขนาดเล็ก</strong>เป็นอาชีพหลักอาศัยทะเลสาบสงขลาอาศัยสัตว์น้ำเพื่อการยังชีพ <strong>3)</strong> <strong>ทุนทางวัฒนธรรมด้านศิลปะการแสดง </strong>มี<strong>เพลงเรือแหลมโพธิ์เป็น</strong>เพลงร้องที่มีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมโพธิ์ ซึ่งแต่เดิมเป็นเพลงร้องที่ฝีพายขับร้องเล่นกันเพื่อให้จังหวะการพายเรือเกิดความพร้อมเพรียงและเพื่อความสนุกสนานในประเพณีชักพระทางน้ำ ดังนั้น อัตลักษณ์ทุนทางวัฒนธรรมมีความสำคัญเป็นเครื่องมือยึดโยงการธำรงให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข</p> รวิสรา ศรีชัย, สุภาวดี โพธิเวชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/277646 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภูมิทัศน์ภาษาในป้ายโฆษณาพืชกระท่อม : กรณีศึกษาเส้นทางกระบี่ - สงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/277344 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบภาษาที่ใช้ เนื้อหาสาระของข้อความ และโครงสร้างของภาษาที่ปรากฏในป้ายโฆษณาพืชกระท่อม เก็บข้อมูลจากป้ายโฆษณาพืชกระท่อมบริเวณสองริมฝั่งถนนในเส้นทางหลักกระบี่-สงขลาได้ข้อมูล 131 ป้าย และใช้แนวคิดภูมิทัศน์ภาษาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบภาษาที่ปรากฏ ในป้ายโฆษณาพืชกระท่อม พบ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบป้าย 1 ภาษา, รูปแบบป้าย 2 ภาษา และรูปแบบป้าย 3 ภาษา 2) ภาษาที่ปรากฏในป้ายโฆษณาพืชกระท่อม พบ 5 ภาษา ได้แก่ คำภาษาไทยมาตรฐาน, ภาษาไทยถิ่นใต้, ภาษาอังกฤษหรือคำทับศัพท์, ภาษามลายู, และภาษาจีน 3) เนื้อหาสาระของข้อความที่ปรากฏในป้ายโฆษณาพืชกระท่อม พบ 4 ลักษณะ ได้แก่ ชื่อร้าน/คน/สถานที่ของป้ายขายพืชกระท่อม,ข้อความเชิญชวนที่เป็นจุดเด่น/เอกลักษณ์เพื่อให้ซื้อพืชใบกระท่อม, ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของพืชกระท่อม และส่วนลด/โปรโมชั่น และ 4) โครงสร้างของภาษาในป้ายโฆษณาพืชกระท่อม พบ 8 ลักษณะ ได้แก่ ข้อความเชิญชวนที่เป็นจุดเด่น/เอกลักษณ์พียงอย่างเดียว, ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของพืชกระท่อมเพียงอย่างเดียว, ชื่อร้าน/คน/สถานที่ฯ + ข้อความเชิญชวนที่เป็นจุดเด่น/เอกลักษณ์, ชื่อร้าน/คน/สถานที่ + ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของพืชกระท่อม, ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของพืชกระท่อม + ข้อความเชิญชวนที่เป็นจุดเด่น/เอกลักษณ์, ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของพืชกระท่อม + ส่วนลด/โปรโมชั่น, ข้อความเชิญชวน ที่เป็นจุดเด่น/เอกลักษณ์ + ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของพืชกระท่อม และชื่อร้าน/คน/สถานที่ + ข้อความเชิญชวนที่เป็นจุดเด่น/เอกลักษณ์ + ลักษณะ/ส่วนต่าง ๆ ของ พืชกระท่อม </p> อลิสา คุ่มเคี่ยม, ยุทธิชัย อุปการดี, จารึก จันทร์วงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/277344 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอนการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาพแบบ PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/275774 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัด การเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอน PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะ<br />การเขียนเชิงสร้างสรรค์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอน PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 65/65 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 คน โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี โดยได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอน PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเป็นแบบอัตนัย จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการสอน PWIM ร่วมกับแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน 67.50/69.57 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ พบว่าหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001</p> วายุวัชร์ ศรีมา, กมลมาลย์ รักศรีอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/275774 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างชุดแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสัญลักษณ์จังหวะโดยใช้คำในภาษาถิ่นใต้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสัญลักษณ์จังหวะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีพัทลุง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/287136 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างชุดแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสัญลักษณ์จังหวะโดยใช้คำในภาษาถิ่นใต้ 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสัญลักษณ์จังหวะโดยใช้คำในภาษาถิ่นใต้ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนเรื่องการอ่านสัญลักษณ์จังหวะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีพัทลุง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีพัทลุง ได้มาโดยวิธีการแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 20 คน ใช้แบบแผนการทดลอง<br />ที่เลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อทดลองเพียงกลุ่มเดียวให้ทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดแบบฝึกพัฒนาทักษะ<br />การอ่านสัญลักษณ์จังหวะโดยใช้คำในภาษาถิ่นใต้ 2) แบบทดสอบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน 3) แบบทดสอบระหว่างเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่าการสร้างชุดแบบฝึกที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม นักเรียนที่เรียนโดยชุดแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสัญลักษณ์จังหวะโดยใช้คำในภาษาถิ่นใต้ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับร้อยละ 90.50/92.25 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 80/80 นักเรียนที่เรียนโดยชุดแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสัญลักษณ์จังหวะโดยใช้คำในภาษาถิ่นใต้มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> มนผกา เรืองรักษ์, สุทธิรักษ์ เอียดปุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/287136 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านทักษะการพูดโดยใช้กระบวนการบทบาทสมมติ ตามแนวการสอนภาษา เพื่อการสื่อสาร (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/275775 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านทักษะการพูด โดยใช้กระบวนการบทบาทสมมติตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านทักษะการพูด ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการบทบาทสมมติตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบหนึ่งกลุ่ม (t-test one sample) และการทดสอบค่าที (t-test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ด้านทักษะการพูด โดยใช้กระบวนการบทบาทสมมติ-ตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (CLT) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปีได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 5.68 คิดเป็นร้อยละ 47.29 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.23 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 9.73 คิดเป็นร้อยละ 81.04 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.97 พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> พิมพ์มาดา มะโนศิลป์, กมลมาลย์ รักศรีอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/275775 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวโดยการส่งเสริมอาหารพื้นบ้าน ด้วยอัตลักษณ์ของชุมชนในตำบลบ้านปึก จังหวัดชลบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/289155 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมอาหารพื้นบ้านและอัตลักษณ์ของชุมชนในตำบลบ้านปึก จังหวัดชลบุรี <br />เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น วิธีดำเนินการวิจัยเป็น<br />การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 30 คน ซึ่งเป็นผู้นำชุมชน สมาชิกชุมชน และผู้ประกอบการอาหารพื้นบ้านในพื้นที่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารโดยชุมชนต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง <br />ตั้งแต่การค้นหาอัตลักษณ์และทรัพยากรอาหารพื้นถิ่น การออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงการทดลองจัดกิจกรรมเพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสม กิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความโดดเด่นจากอัตลักษณ์เฉพาะชุมชนสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนบ้านปึกและสร้างประสบการณ์ด้านอาหารพื้นบ้านที่โดดเด่นให้แก่นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการอนุรักษ์ภูมิปัญญา เช่น เพิ่มรายได้และการจ้างงาน เสริมสร้างความสามัคคีและความภูมิใจของคนในท้องถิ่น และสืบทอดองค์ความรู้การปรุงอาหารพื้นบ้านสู่คนรุ่นใหม่ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยว โดยชุมชนที่ใช้การส่งเสริมอาหารพื้นบ้านเป็นเครื่องมือสามารถสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในระยะยาว</p> ธนวัฒน์ เพชรพันธ์, จันทร์จิตต์ ฐนะศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/289155 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การท่องเที่ยวเชิงเพศกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน : ความขัดแย้งหรือโอกาสอยู่ร่วมกัน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/289524 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และนำเสนอประเด็นข้อขัดแย้งและความเป็นไปได้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างปรากฏการณ์การท่องเที่ยวเชิงเพศกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาให้การท่องเที่ยวเชิงเพศเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเอกสารและการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว ด้านสวัสดิการทางสังคม และด้านสุขภาวะทางเพศ รวมทั้งหมด 15 คน วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากกรอบแนวคิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผลการวิจัยพบว่า การท่องเที่ยวเชิงเพศมีความขัดแย้งกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านจริยธรรมและการสร้างผลกระทบทางลบต่อสังคม ขณะเดียวกันก็มีจุดร่วมในมิติทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น เพื่อให้ส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเชิงเพศสามารถดำรงอยู่ร่วมกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างเหมาะสม การมีนโยบายรูปแบบนโยบายที่สอดคล้องกับหลักการของความยั่งยืน อาทิ การทำให้การค้าบริการถูกกฎหมายพร้อมทั้งระบบหรือกลไกในการกำกับดูแล การคุ้มครองสิทธิแรงงานทางเพศ การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการกระจายรูปแบบการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ มีกรอบตัวชี้วัดเพื่อประเมินนโยบายในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเชิงลึกและต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมยิ่งขึ้น</p> คมสัน พรมรินทร์, ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์, รัตนวัฒน์ จันทร์อำนวยสุข, โอปอ สุรารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoskru/article/view/289524 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700