วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal <p><strong>วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่งานค้นคว้าวิจัยและองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครอบคลุมสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น การพัฒนาชุมชน นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ภาษา วรรณกรรม คติชนวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ปรัชญาและศาสนา ภูมิศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง</p> <p>บทความทุกบทความผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง <strong>จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</strong> ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed)</p> <p>วารสารมีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม สำหรับการจัดพิมพ์วารสารมี 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการตีพิมพ์ (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online)</p> <p>ได้รับการ<strong>รับรองมาตรฐานคุณภาพวิชาการในกลุ่มที่ 2</strong> โดย ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) <strong>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</strong></p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และไม่ได้เป็นทัศนะและความรับผิดชอบของ กองบรรณาธิการ หรือ ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา</p> husoarujournal@aru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศุภกาณฑ์ นานรัมย์) husoarujournal@aru.ac.th (นางสาวกชณิชา ศิริธาดานันท์) Fri, 26 Dec 2025 14:06:14 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำหลังสวน โดยชุมชนมีส่วนร่วม ตำบลหาดยาย อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/283530 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบริบทชุมชนแม่น้ำหลังสวนในสภาวการณ์เปลี่ยนแปลง และเพื่อกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำหลังสวน โดยชุมชนมีส่วนร่วม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ด้านบริบทชุมชน ตำบลหาดยาย เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอหลังสวน แต่เดิมตำบลหาดยาย อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและชาวบ้านมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายตามแบบดั้งเดิม แต่หลังจากประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ทำให้ตำบลหาดยาย ได้รับการพัฒนาด้านวัตถุมากขึ้น ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณี วัฒนธรรม อาชีพ เศรษฐกิจ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ฯลฯ เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนมีมากขึ้น โดยเฉพาะความเสื่อมโทรมของแม่น้ำหลังสวน อันเป็นแม่น้ำสายหลักของชุมชน ส่วนด้านแนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูแม่น้ำหลังสวนโดยชุมชนมีส่วนร่วม ชุมชนได้สร้างเครือข่ายขึ้นมาหนึ่งกลุ่ม คือ กลุ่มเครือข่ายการอนุรักษ์แม่น้ำหลังสวน ด้านกำหนดแนวทาง การอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำหลังสวน ดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ (1) การแก้ปัญหาการทิ้งขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำ เน้นกิจกรรมเกี่ยวกับการไม่ทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และสารเคมีลงในแม่น้ำ (2) ด้านการรุกล้ำพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ เน้นมิให้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำแม่น้ำ การรักษาแนวต้นไม้ไว้ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ และ (3) ด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เน้นมิให้ใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำผิดกฎหมายและการใช้ยาเบื่อ การจับสัตว์น้ำในช่วงวางไข่ ทั้ง 3 แนวทาง ได้กำหนดมาตรการ 5 ด้าน คือ การปลุกจิตสำนึกของประชาชน การป้องกัน การปราบปราม การพื้นฟู และการตรวจสอบและติดตามผล ในส่วนการสร้างและเผยแพร่คู่มือแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำหลังสวน ได้สร้างคู่มือมีเนื้อหาเกี่ยวกับบริบทชุมชนแม่น้ำหลังสวน กลุ่มเครือข่ายการอนุรักษ์แม่น้ำหลังสวน และแนวทางการอนุรักษ์แม่น้ำหลังสวนสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน</p> สิทธิพร รอดปังหวาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/283530 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับชุมชน ตามวิถีมุสลิมในหมู่บ้านคางา ตำบลสะนอ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/284993 <p>การวิจัยเรื่อง แนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับชุมชนตามวิถีมุสลิมในหมู่บ้านคางา ตำบลสะนอ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับชุมชนลดลงในมิติคำสอนของศาสนาอิสลาม และ (2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความสัมพันธ์เยาวชนกับชุมชนตามวิถีมุสลิมในหมู่บ้านคางา ตำบลสะนอ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้นำชุมชน 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้นำทางธรรมชาติ และผู้นำเยาวชน กลุ่มละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 12 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับชุมชนลดลง ได้แก่ การขาดวินัยในตนเอง ความแพร่ระบาดของยาเสพติด ความขัดแย้งทางการเมือง มุมมองที่แตกต่างในด้านการศึกษา และทัศนคติที่ไม่สอดคล้องกัน โดยแนวทางการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่เหมาะสมตามวิถีมุสลิม ได้แก่ (1) การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้ด้านศาสนาและสร้างสัมพันธ์ในชุมชน (2) การพัฒนาผู้นำให้มีคุณธรรมและเป็นแบบอย่างที่ดี และ (3) การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนผ่านกิจกรรมกีฬาและการเรียนรู้ศาสนา</p> มนูศักดิ์ โต๊ะเถื่อน, อิสมาแอล เจะเล็ง, อาฮาหมัด ยานยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/284993 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมการท่องเที่ยวในฐานะตัวแปรคั่นกลางที่เชื่อมโยงการสื่อสารการตลาดสู่การตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศไทยของชาวต่างชาติผ่านการรับชมซีรีส์วาย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/286481 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับปัจจัยการส่งเสริมการตลาด อิทธิพลทางวัฒนธรรม พฤติกรรมการท่องเที่ยว และการตัดสินใจท่องเที่ยว และ (2) อิทธิพลทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมการท่องเที่ยวในฐานะตัวแปรคั่นกลางที่เชื่อมโยงการสื่อสารการตลาดสู่การตัดสินใจท่องเที่ยว โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ทำการเก็บข้อมูลกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทยผ่านการรับชมซีรีส์วาย จำนวน 500 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์การกระจาย และการวิเคราะห์ตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม ADANCO2.7<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) ทุกระดับปัจจัยอยู่ในระดับมากเรียงค่าอิทธิพลจากมากไปน้อย คือ อิทธิพลทางวัฒนธรรม (ซอฟต์พาวเวอร์) พฤติกรรมการท่องเที่ยว การตัดสินใจท่องเที่ยว และการสื่อสารการตลาด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.92, 3.91, 3.90 และ 3.89 ตามลำดับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .683, .625, .752 และ .620 ตามลำดับ และ (2) อิทธิพลทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมการท่องเที่ยวในฐานะตัวแปรคั่นกลางที่เชื่อมโยงการสื่อสารการตลาดสู่การตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศไทย โดยเรียงค่าอิทธิพลรวมประกอบด้วยการสื่อสารการตลาด (TE = 0.535) อิทธิพลทางวัฒนธรรม (TE = 0.997) และพฤติกรรมการท่องเที่ยว (TE = 0.625) มีอิทธิพลรวมต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว แปลความได้ว่า อิทธิพลทางวัฒนธรรม มีอิทธิพลต่อตัดสินใจท่องเที่ยวภายในประเทศไทยผ่านการรับชมซีรีส์วาย มากกว่าการสื่อสารการตลาด และพฤติกรรมการท่องเที่ยว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สุดที่รัก นุชนาถ, สำเภา มีบุญ, ธีระยุทธ เมฆประสาท, ณัฐพงศ์ รามนัฏ, ประกาศิต บุญรัตน์, ปาโมกข์ ทรัพย์บุญเกิด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/286481 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีไทย เรื่อง วิวัฒนาการ ดนตรีไทยในแต่ละยุคสมัย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/286383 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีไทย เรื่อง วิวัฒนาการดนตรีไทยในแต่ละยุคสมัย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีไทย เรื่อง วิวัฒนาการดนตรีไทยในแต่ละยุคสมัย กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3/1 โรงเรียนบางมดวิทยา (สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์) จำนวน 31 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบไปด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดนตรีไทย จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าที ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนใช้การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI อยู่ในระดับมากที่สุด</p> พงษ์พักตร์ เสนาขันธ์, วัชรมณฑ์ อรัณยะนาค, สุเชา บัวแช่ม, ปิยะบุตร ถิ่นถา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/286383 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/286317 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร จำนวน 241 คน ภายใต้แนวคิดของ ทาโร่ ยามาเน่ ดำเนินการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) = 0.91 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (t-test) และ F-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุในช่วง 30–40 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ตำแหน่งงานลูกจ้างชั่วคราว รายได้ต่อเดือน 20,001-25,000 บาท และประสบการณ์ในการทำงาน 4-6 ปี (2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 รองลงมาคือ ด้านลักษณะงานที่ทำ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ในขณะที่ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.77 ตามลำดับ (3) เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ที่มีเพศและระดับการศึกษา แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มีอายุ สถานภาพ ตำแหน่งงาน รายได้ต่อเดือน และประสบการณ์ในการทำงาน แตกต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน</p> เพ็ญธิดา ฟักบางยุง, ภูกิจ ยลชญาวงศ์, ณัฐนรินทร์ เนียมประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/286317 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทุนทางปัญญา: ความเข้มแข็งของชุมชนม้งห้วยหาน จังหวัดเชียงราย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/285985 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทุนทางปัญญา และการนำทุนทางปัญญามาสร้างความเข้มแข็งของชุมชนม้งห้วยหาน จังหวัดเชียงราย การคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากผู้นำทางสังคมของชุมชนจำนวน 12 ราย เครื่องมือที่ใช้สำหรับการเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการจำแนกข้อมูล การพิจารณาคุณภาพงานวิจัยด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้าจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br />ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางปัญญาที่สำคัญของชุมชนม้งห้วยหาน มีทุนทางกายภาพ ประกอบด้วย การเลือกพื้นที่ตั้งชุมชนที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจากป่าไม้ เพื่อการผลิตและการบริโภคภายในชุมชน ทุนมนุษย์ คือ การสืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษเพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และทุนโครงสร้างทางสังคม คือ ระบบเครือญาติตระกูลแซ่ของม้ง เพื่อการควบคุมพฤติกรรมและการสร้างหลักประกันความอยู่รอดของสมาชิก การนำทุนทางปัญญามาสร้างความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการพัฒนาทุนทางกายภาพด้านการจัดระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม และการสื่อสาร การพัฒนาทุนมนุษย์ด้วยการเปลี่ยนแปลงชนิดของพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับสภาพธรรมชาติ และการพัฒนาทุนโครงสร้างทางสังคมเพื่อการดำรงชีวิตภายใต้กรอบวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง</p> อดิศร ภู่สาระ, สุมาลินี สาดส่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/285985 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 พัฒนาระบบการแจ้งเตือนการประชุมโดย Google Calendar ผ่าน Line Notify กรณีศึกษา แขวงทางหลวงลพบุรีที่ 1 หมวดทางหลวงหนองม่วง สำนักงานทางหลวงที่ 11 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/285989 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการแจ้งเตือนการประชุม (2) เพื่อวัดประสิทธิภาพของระบบการแจ้งเตือนการประชุม (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบการแจ้งเตือนการประชุม Google Calendar ผ่าน Line Notify แขวงทางหลวงลพบุรีที่ 1 หมวดทางหลวงหนองม่วง สำนักงานทางหลวงที่ 11 วิธีการดำเนินการเป็นงานวิจัยเชิงทดลอง (R&amp;D) ด้วยกระบวนการ System Develop life Cycle (SDLC) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ระบบแจ้งเตือนการประชุมโดย Google Calendar ผ่าน Line Notify (2) แบบวัดประสิทธิภาพของระบบ และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้งานระบบ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรในแขวงทางหลวงลพบุรีที่ 1 หมวดทางหลวงหนองม่วง สำนักงานทางหลวงที่ 11 จำนวน 25 คน และผู้เชี่ยวชาญในการวัดประสิทธิภาพของระบบจำนวน 3 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) ระบบสามารถลงบันทึกการแจ้งการนัดหมายผ่าน Google calendar และแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน Line ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) ผลการวัดประสิทธิภาพ ได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี (3) ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า ได้รับความพึงพอใจในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><em> = </em>3.91, S.D. = 0.76) โดยระบบแจ้งเตือนการประชุมบูรณาการ Google Calendar กับ Line Notify เพิ่มความแม่นยำ ลดลืม เตือนล่วงหน้า ประหยัดเวลา เสริมประสิทธิภาพการสื่อสาร</p> อรวรรณ แท่งทอง, รัชนก วงษ์จันทรนา, ศรุตา โพธิ์ทองงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/285989 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ซีรีส์แม่หยัว: มุมมองที่ต่างของท้าวศรีสุดาจันทร์ ผ่านกระบวนทัศน์ทางศิลปะการแสดง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/284752 <p>บทความวิชาการนี้เป็นบทความที่มุ่งเน้นวิเคราะห์การตีความจากซีรีส์ แม่หยัว ที่ถ่ายทอดผ่านรูปแบบละครโทรทัศน์และรูปแบบอื่น ๆ ทางออนไลน์ของช่องวัน 31 จำนวน 10 ตอน โดยวิเคราะห์จากเนื้อเรื่องร่วมกับแนวคิดทฤษฎี พงศาวดาร หนังสือประวัติศาสตร์ และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง<br />พบว่า ซีรีส์ แม่หยัว เป็นการสร้างที่มีบทโครงเรื่องโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของท้าวศรีสุดาจันทร์ สตรีที่มีบทบาทสมัยอยุธยาและมีการบันทึกทัศนะในทางลบตามหลักแบบปิตาธิปไตย โดยซีรีส์ได้มีการนำเสนอในมุมมองที่ต่างจากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ผู้เขียนได้วิเคราะห์จากองค์ประกอบของละครโทรทัศน์ คือ แนวคิดหลักของเรื่องรวมถึงบทสรุป การนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ผ่านมายาคติสื่อสัญญะต่าง ๆ และมุมมองเพศประเด็น LGBTQ+ รวมถึงการเชื่อมโยงตัวละครหลักให้มีเหตุผลของการแสดงออกมากกว่าตีความผ่านตัวอักษรตามที่เคยนำเสนอมาในรูปแบบอื่น ๆ ดังที่เคยมีปรากฏ โดยเขียนนำเสนอรูปแบบการพรรณนาผ่านมุมมองที่แตกต่างจากข้อบันทึกทางประวัติศาสตร์ตามรูปแบบการนำเสนอของซีรีส์ “แม่หยัว”</p> ตรีธวัฒน์ มีสมศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/284752 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700