วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal
<p><strong>วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่งานค้นคว้าวิจัยและองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครอบคลุมสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น การพัฒนาชุมชน นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ภาษา วรรณกรรม คติชนวิทยา ศิลปะ วัฒนธรรม ปรัชญาและศาสนา ภูมิศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง</p> <p>บทความทุกบทความผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง <strong>จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</strong> ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blind peer-reviewed)</p> <p>วารสารมีกำหนดออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม สำหรับการจัดพิมพ์วารสารมี 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการตีพิมพ์ (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online)</p> <p>ได้รับการ<strong>รับรองมาตรฐานคุณภาพวิชาการในกลุ่มที่ 2</strong> โดย ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) <strong>ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</strong></p>
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
th-TH
วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
2774-0277
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และไม่ได้เป็นทัศนะและความรับผิดชอบของ กองบรรณาธิการ หรือ ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา</p>
-
การสร้างตราสินค้าบุคคลของนักแสดงนำละครซีรีส์ในยุคดิจิทัล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/295607
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาแนวคิดและกระบวนการสร้างตราสินค้าบุคคลของนักแสดงนำละครซีรีส์ในยุคดิจิทัล ซึ่งอุตสาหกรรมบันเทิงได้เปลี่ยนผ่านจากระบบการสื่อสารทางเดียว จากช่องทางโทรทัศน์ มาสู่ระบบสองทางผ่านบริการแอปพลิเคชันต่าง ๆ จากระบบสตรีมมิงที่ได้รับความนิยม เช่น WeTV, iQIYI, VIU, YOUKU, MOMOMAX, TrueID, Netflix, Disney+ Hotstar, YouTube เป็นต้น ทำให้นักแสดงสามารถสร้างและบริหารภาพลักษณ์ของตนเองได้โดยตรง การศึกษาครั้งนี้อาศัยการสังเคราะห์แนวคิดจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การสร้างตราสินค้าบุคคลประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสร้างเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และภาพลักษณ์ ตลอดจนการสื่อสารกับสาธารณะ การมีผู้สนับสนุน การตอบ สนองของแฟนคลับ และบริบททางสังคมที่เอื้อต่อการยอมรับ ตราสินค้าบุคคลของนักแสดงจึงเป็นผลจากการวางกลยุทธ์ทางการตลาด และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ผลการวิเคราะห์ ชี้ว่า ความสำเร็จในการสร้างตราสินค้าบุคคลของนักแสดงนำละครซีรีส์ในยุคดิจิทัล เกิดจากความสามารถในการสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่าง การสื่อสารที่มีเอกภาพ และการรักษาภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการยอมรับ ความนิยม และความยั่งยืนของตราสินค้าบุคคลในอุตสาหกรรมบันเทิงยุคดิจิทัล</p>
อิทธิเทพ หลีนวรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
135
160
10.14456/husoaru.2026.8
-
โลกวัชชะ: เมื่อเสียงติเตียนของชาวบ้านทำให้พระต้องสละสมณเพศ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/297703
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาความหมาย บทบาท และนัยทางสังคมของแนวคิด “โลกวัชชะ” ในพระพุทธศาสนา โดยอธิบายโลกวัชชะในฐานะกลไกทางสังคมที่เชื่อมโยงระหว่างพระวินัยกับศรัทธาของสาธารณชน การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร และการวิเคราะห์เชิงแนวคิดจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาและงานวิชาการด้านสังคมวิทยาศาสนาและมานุษยวิทยาศาสนาไทย ผลการศึกษาพบว่า โลกวัชชะมิได้เป็นเพียงหลักวินัยรอง หากแต่เป็นอำนาจเชิงศีลธรรมของสังคมที่มีผลต่อสถานภาพของพระสงฆ์โดยตรง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทยร่วมสมัยที่สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ทำหน้าที่ขยายเสียงการติเตียนของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่แรงกดดันให้พระสงฆ์ต้องสละสมณเพศแม้ไม่ปรากฏอาบัติร้ายแรงตามพระวินัย บทความเสนอให้ทำความเข้าใจโลกวัชชะในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างศาสนา สื่อ และสังคมไทยร่วมสมัย</p>
นพดล ปรางค์ทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
161
182
10.14456/husoaru.2026.9
-
การศึกษาผลการเรียนรู้ตัวอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ร่วมกับบัตรคำดิจิทัล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/295215
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ตัวอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบัตรคำดิจิทัล หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 (2) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบดังกล่าว และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบัตรคำดิจิทัล กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/15 โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 21 คน ใช้เวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ในรอบที่ 1 จำนวน 17 คน และรอบที่ 2 จำนวน 4 คน แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยยกระดับการเรียนรู้ตัวอักษรคันจิของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม การทดสอบความคงทนหลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ พบว่าคะแนนหลังเรียน 14 วันสูงกว่าหลังเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่านักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนผลการศึกษาความพึงพอใจ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบัตรคำดิจิทัลอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.46, SD = 0.60) โดยเฉพาะด้านความสุข ความเข้าใจ และแรงจูงใจในการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับบัตรคำดิจิทัล สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ตัวอักษรคันจิและความพึงพอใจของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังควรมีการพัฒนากิจกรรมเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความคงทนในการเรียนรู้</p>
พิระดา ยาซิมิน ออสเกิร์ด
สุรชัย ปิยานุกูล
วันทนีย์ นามสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
1
16
10.14456/husoaru.2026.1
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการลดสำเนาเอกสารของผู้ขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ของกรมการอุตสาหกรรมทหาร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/295293
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสำเร็จในการลดสำเนาของ ผู้ขอรับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และศึกษาระดับความสำเร็จในการลดสำเนาของผู้ขอรับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ขอรับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 จำนวน 355 ราย โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F-test หรือ One Way ANOVA</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การเปรียบเทียบความสำเร็จในการลดสำเนาของผู้ขอรับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 โดยปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ด้านอายุ สถานะในการขอรับใบอนุญาตและระยะเวลาในการติดต่อกับกรมการอุตสาหกรรมทหาร แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 และระดับความสำเร็จในการลดสำเนาของผู้ขอรับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 โดยภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านบุคลากร ด้านการประชาสัมพันธ์ ด้านการจัดการสารสนเทศ และด้านทรัพยากร </p>
กุสุมา เต็มบุญเกียรติ
นัทนิชา โชติพิทยานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
17
34
10.14456/husoaru.2026.2
-
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/295505
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Soft Power) นโยบายภาครัฐ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมผู้บริโภค ความคาดหวังผู้บริโภค และการตัดสินใจท่องเที่ยว (2) อิทธิพลทางวัฒนธรรม นโยบายภาครัฐ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมผู้บริโภค ความคาดหวังผู้บริโภค ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว และ (3) แนวทางการพัฒนาการตัดสินใจท่องเที่ยว เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน โดยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวภายในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 500 คน ใช้การวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้างด้วยโปรแกรม ADANCO 2.7 และเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก และนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 20 คน ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และเขียนข้อมูลด้วยรูปแบบเชิงพรรณนาเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ครบถ้วน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) อิทธิพลทางวัฒนธรรม นโยบายภาครัฐ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมผู้บริโภค ความคาดหวังผู้บริโภค และการตัดสินใจท่องเที่ยว ภาพรวมอยู่ในระดับมาก = 3.84, 3.70, 3.72, 3.81, 3.63 และ 3.89 ตามลำดับ S.D. = .695, .721, .742, .707, .767 และ .657 ตามลำดับ (2) อิทธิพลทางวัฒนธรรม นโยบายภาครัฐ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมผู้บริโภค ความคาดหวังผู้บริโภค โดยมีค่าอิทธิพลรวมอยู่ที่ 0.972, 0.323, 0.431, 0.346 และ 0.248 ตามลำดับ และ (3) การสร้างเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้น การส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น เช่น การเรียนรู้ประเพณีล้านนา งานฝีมือ และอาหารพื้นเมือง จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวซ้ำ นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบขนส่งมวลชนที่เข้าถึงง่าย และการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 เป็นอีกแนวทางที่สำคัญต่อการส่งเสริม<br />การท่องเที่ยวในระยะยาว</p>
สุดที่รัก นุชนาถ
ทัศนียา กันนุฬา
ญาดา โคระทัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
35
56
10.14456/husoaru.2026.3
-
The การศึกษาประสบการณ์การใช้ ChatGPT ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/295955
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์การใช้ ChatGPT ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่มีอายุอยู่ในช่วง 18 - 20 ปี จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT ของนักศึกษาในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ทักษะ ได้แก่ ทักษะการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีประสบการณ์การใช้ ChatGPT อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.88 ซึ่งเมื่อจัดลำดับตามประสบการณ์การใช้งานทั้งสี่ทักษะ แสดงให้เห็นว่านักศึกษาใช้งาน ChatGPT เพื่อทักษะการเขียนมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25) รองลงมาคือ ทักษะการอ่าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.00) ทักษะการฟัง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.82) และน้อยที่สุดคือ ทักษะการพูด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.48) เมื่อพิจารณาในประเด็นย่อย พบว่า นักศึกษามีประสบการณ์ให้ ChatGPT ตรวจสอบไวยากรณ์ โครงสร้าง และความเชื่อมโยงเนื้อหาในงานเขียนและบทความ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.82) และนักศึกษามีประสบการณ์ให้ ChatGPT อธิบายเกี่ยวกับสำนวนหรือวลีที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษและฝึกพูดโดยใช้สำนวนเหล่านั้น น้อยที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 2.89)</p>
กุสุมา นะสานี
พรเพ็ญ ไพศาลศุภนิมิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
57
75
10.14456/husoaru.2026.4
-
บทบาทของคำคุณศัพท์ในมิติเชิงความหมายจากสื่อออนไลน์ ภาษาอังกฤษประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนภาพลักษณ์ นครประวัติศาสตร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/296529
<p>คำคุณศัพท์เมื่อพิจารณาผ่านบทบาทเชิงความหมาย (Semantic Roles) สามารถทำหน้าที่เป็นทรัพยากรทางภาษาเชิงกลยุทธ์ในวาทกรรมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเพื่อประกอบสร้างและตอกย้ำภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทเชิงความหมายของคำคุณศัพท์ในสื่อออนไลน์ภาษาอังกฤษประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวนครประวัติศาสตร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยอาศัยกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการจาก Cowan (2008) และ Larsen-Freeman and Celce-Murcia (2016) ประกอบกับทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงหน้าที่ระบบของ Halliday and Matthiessen (2013) ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย บทความประชาสัมพันธ์ออนไลน์ภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ในช่วงปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 6 บทความ จากเว็บไซต์ทางการ 5 เว็บไซต์ คำคุณศัพท์ตามมิติเชิงความหมาย จำนวน 148 ตัวอย่าง เป็นกลุ่มตัวอย่างของคำคุณศัพท์ที่ระบุและจัดหมวดหมู่ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลด้วยมือ (Manual Coding) ตามบทบาทเชิงความหมาย 4 ประการ ได้แก่ ลักษณะคงที่หรือพลวัต (Stative/Dynamic) หน้าที่เชิงขยายความ (Restrictive/ Nonrestrictive) ค่าประเมินเชิงบวก–เชิงลบ (Polarity) และการไล่ระดับความหมาย (Gradability) ผลการวิจัยพบว่า คำคุณศัพท์ในวาทกรรมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวทำหน้าที่มากกว่าการบรรยายลักษณะทั่วไป โดยถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในมิติของความเป็นอมตะ ความศักดิ์สิทธิ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม คำคุณศัพท์ที่มีความถี่สูง เช่น large และ old มักปรากฏร่วมกับรูปขั้นเปรียบเทียบและขั้นสูงสุด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดวางตำแหน่งภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวในบริบทการแข่งขันระดับโลก งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของงานศึกษาด้านภาษาศาสตร์การท่องเที่ยวในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเสนอกรอบแนวคิดของ คำคุณศัพท์ ในฐานะทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ สำหรับการวิเคราะห์การสร้างภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวในวาทกรรมประชาสัมพันธ์</p>
สุกานดา เปี่ยมบริบูรณ
นันทวดี วงษ์เสถียร
พลารัก ไชยโย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
77
99
10.14456/husoaru.2026.5
-
ความยุติธรรมแบบดาร์กฮีโร่: วิกฤตศรัทธาต่อกฎหมายในซีรีส์เกาหลี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/296751
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การนำเสนอ “ความยุติธรรมแบบดาร์กฮีโร่” ในซีรีส์เกาหลีร่วมสมัย อันสะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของสังคมผ่านการศึกษาซีรีส์แนวดาร์กฮีโร่ 3 เรื่อง ได้แก่ Vincenzo (2021), The Glory (2022–2023) และ Taxi Driver (2021–2023) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพร่วมกับการวิเคราะห์วาทกรรมภายใต้กรอบแนวคิดว่าด้วยอำนาจ ความยุติธรรม และการครอบงำทางสังคมของ Foucault (1977), Bourdieu (2001) และ Gramsci (1971) ผลการศึกษาพบว่า ซีรีส์ทั้งสามเรื่องนำเสนอภาพความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายและสถาบันยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียม การทุจริต หรือการใช้อำนาจในทางมิชอบ ส่งผลให้ตัวละครเอกต้องก้าวข้ามกรอบของกฎหมายและสวมบทบาท “ดาร์กฮีโร่” เพื่อทวงคืนความยุติธรรมในรูปแบบทางเลือก ความยุติธรรมแบบดาร์กฮีโร่จึงมิได้เป็นเพียงการใช้ความรุนแรงหรือการตอบโต้ส่วนบุคคล หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นต่อรัฐและกลไกยุติธรรมในสังคมเกาหลีร่วมสมัย ซีรีส์เกาหลีแนวดาร์กฮีโร่จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมในการวิพากษ์โครงสร้างอำนาจและตั้งคำถามต่อขอบเขตของกฎหมายความชอบธรรม และศีลธรรมในสังคมสมัยใหม่</p>
สุนทรี ลาภรุ่งเรือง
ณัฐวรรณ สินาโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
101
117
10.14456/husoaru.2026.6
-
การพัฒนาโมชันกราฟิก เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาทักษะการใส่ปุ๋ยทุเรียน เพื่อการจัดการเกษตรในชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษา ชาวสวนทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/husoarujournal/article/view/296755
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาโมชันกราฟิกในการเสริมสร้างทักษะการใส่ปุ๋ยทุเรียน เพื่อการจัดการเกษตรในชุมชนอย่างยั่งยืนโดยศึกษากับ ชาวสวนทุเรียนภูเขาไฟที่ปลูกทุเรียนเพื่อการค้าในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีประสบการณ์ปลูกทุเรียนระหว่าง 3–15 ปี และมีบทบาทโดยตรงในการจัดการปุ๋ยและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในสวนของตนเอง</p> <p>การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก และการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นส่วนเสริม กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ชาวสวนทุเรียนภูเขาไฟจำนวน 30 คน จากพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอศรีรัตนะ ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดการปุ๋ย การใช้โมชันกราฟิก และประสิทธิภาพการจัดการผลผลิต ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน เพื่ออธิบาย ขยายความ และเชื่อมโยงผลการวิจัยเชิงปริมาณในบริบทของชุมชน</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ชาวสวนส่วนใหญ่ยังจัดการปุ๋ยตามประสบการณ์ ส่วนบุคคลและขาดการอ้างอิงข้อมูลการวิเคราะห์ดิน อย่างไรก็ตาม ภายหลังการใช้โมชันกราฟิก พบว่าความรู้และทักษะด้านการเลือกชนิดปุ๋ย การกำหนดอัตรา และช่วงเวลาการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นลดลง ต้นทุน<br />การผลิตลดลง และคุณภาพผลผลิตดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนว่า <br />โมชันกราฟิก ช่วยให้ชาวสวนเข้าใจขั้นตอนการจัดการปุ๋ยที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น เกิดการเรียนรู้จากสื่อเชิงภาพที่สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใส่ปุ๋ยตามความเคยชินไปสู่การปฏิบัติตามหลักวิชากา</p> <p>การเชื่อมโยงผลการวิจัยทั้งสองส่วนแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลเชิงคุณภาพช่วยอธิบายเหตุผลและกระบวนการที่ทำให้ผลลัพธ์เชิงปริมาณเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่าโมชันกราฟิกเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างทักษะการจัดการปุ๋ย และสามารถสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในชุมชนอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว</p>
สิทธิชัย บวชไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
14 1
119
133
10.14456/husoaru.2026.7