วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal <p>English : Journal of Humanities and Social Sciences Mahasarakham University</p> <p>ภาษาไทย : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม </p> <p>ISSN: 2672-9733 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการโดยครอบคลุมวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การศึกษา ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ดุริยางคศิลป์ รัฐศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ปี ละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์/ ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน/ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน/ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม /ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม และ ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p>โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 3 ประเภท คือ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (double-blind peer review) โดยใช้ผู้พิจารณา 3 คน (Three Reviewers) ทั้งภายในและภายนอก จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ไม่อยู่ในสถาบันเดียวกับผู้ส่งบทความ เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p> th-TH h.pathom@gmail.com (ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณ) humanmsu@gmail.com (Jirarat Puseerit) Mon, 31 Aug 2026 11:22:49 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเลือกวิธีในการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณสำหรับงานวิจัยทางจิตวิทยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285987 <p> การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) เป็นเครื่องมือสำคัญในงานวิจัยทางจิตวิทยา บทความนี้นำเสนอวิธีการเลือกวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยเปรียบเทียบแนวทางต่าง ๆ ได้แก่ วิธี Enter, Stepwise, Remove, Backward Elimination และ Forward Selection แต่ละวิธีถูกพิจารณาจากเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น สมมติฐานทางทฤษฎี ความซับซ้อนของแบบจำลอง ขนาดตัวอย่าง และเป้าหมายของการวิเคราะห์ บทความได้อภิปรายข้อดี ข้อจำกัด และเงื่อนไขที่ควรคำนึงถึงในการเลือกใช้วิธีการวิเคราะห์เหล่านี้ พร้อมตัวอย่างการใช้งานในงานวิจัยทางจิตวิทยาเพื่อช่วยนักวิจัยในการตัดสินใจเลือกวิธีที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ในงานวิจัยเชิงพฤติกรรม</p> รังสรรค์ โฉยยา, สมบัติ ท้ายเรือคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285987 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผีเจ้าพ่อดงภูดิน : ทุนทางวัฒนธรรมในเทศกาลแข่งเรือวันสงกรานต์ปฏิบัติการ Soft Power ระดับท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/289968 <p> บทความวิชาการนี้ เป็นผลการศึกษาทุนทางวัฒนธรรมของคนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งดำรงชีพอยู่ในระบบนิเวศน์ลำน้ำมูลและป่าชุมชนดงภูดินพื้นที่กว่า 5,100 ไร่ และยังคงมีความเชื่อถือในผีเจ้าพ่อดงภูดิน ยังมีพลวัตของความเชื่อปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่และเวลา ไม่ได้ยึดมั่นในความเชื่อแบบดั้งเดิม โดยมองผ่านการจัดแข่งเรือหาปลา 5 ฝีพายที่ได้จัดขึ้นในฤดูแล้ง ช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ โดยไม่เคยมีการจัดการแข่งขันในช่วงนี้มาก่อน ทั้งนี้ความเชื่อดั้งเดิมในการแข่งเรือต้องจัดในเดือนพฤศจิกายน ความเชื่อเดิมนั้นต้องจัดแข่งถวายเจ้าพ่อดงภูดินก่อนจึงจะสามารถจัดการแข่งขันได้ ทั้งนี้บริบทดังกล่าวนี้ มีนัยสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ความเชื่อดั้งเดิมในสังคมอีสานสามารถปรับปรนได้ 2) ทุนทางวัฒนธรรมและสำนึกท้องถิ่นนิยม คือ อำนาจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น 3) แนวคิด Soft Power สามารถนำมาปรับใช้ในระดับท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนได้ โดยให้ความสำคัญกับการสืบค้นองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การสร้างกลไกขับเคลื่อนและการวางแผนเชิงกลยุทธ์การขับเคลื่อน บทความนี้ใช้แนวคิดทุนทางวัฒนธรรม แนวคิดท้องถิ่นนิยม และแนวคิด Soft Power ในการวิเคราะห์</p> ประจวบ จันทร์หมื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/289968 Tue, 01 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากลยุทธทางการตลาดภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288350 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยทางการตลาดภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน 2) เพื่อศึกษาศักยภาพชุมชนภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา และ 3) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวและพฤติกรรมการท่องเที่ยวต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ อัตราส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติการทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (8P’s) ภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ในภาพรวมปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (8P’s) อยู่ในระดับมาก ( =4.05) และศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีศักยภาพด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 6 ด้าน โดยภาพรวมมีศักยภาพมากทุกด้าน ( =4.04) สำหรับผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวทุกด้านที่แตกต่างกัน ไม่ส่งผลทางพฤติกรรมการท่องเที่ยวต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดภูมิปัญญาผ้าทอท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288350 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวางมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลและการโจมตี ทางไซเบอร์ในมหาวิทยาลัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285193 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการละเมิดข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ในมหาวิทยาลัย และ (2) พัฒนาแผนป้องกันภัยและกฎระเบียบบนฐานของมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันภัยคุกคามดังกล่าว ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย อธิการบดี รองอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และนักวิชาการด้านกฎหมาย รวมทั้งหมด 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) แบบสัมภาษณ์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการละเมิดข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ และ (2) แบบรวบรวมข้อมูลสำหรับการระดมสมองในรูปแบบการสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนาแผนป้องกันภัยและกฎระเบียบที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 เครื่องมือวิจัยได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และกฎหมาย 3 ท่าน ซึ่งดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา มีค่ามากกว่า 0.70 แสดงให้เห็นถึงความตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย<br /> ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาและผลกระทบของการละเมิดข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ในมหาวิทยาลัย ได้แก่ (1) การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัย (2) การโจมตีด้วยไวรัสเรียกค่าไถ่ต่อเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลวิจัย และ (3) การโจมตีเว็บไซต์ที่พัฒนาด้วย WordPress ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูลและภาพลักษณ์ขององค์กร แนวทางแก้ไขที่เสนอ ได้แก่ การอัปเดตระบบและซอฟต์แวร์ การใช้เทคโนโลยีป้องกัน เช่น การเข้ารหัสและการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย การฝึกอบรมบุคลากรด้าน PDPA และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งควรปรับปรุงเนื้อหาของกฏหมายเพื่อให้มีความชัดเจนและครอบคลุมทุกกรณีของการละเมิด พร้อมทั้งส่งเสริมมาตรการป้องกันในระดับองค์กรและบุคคล และการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างระบบความปลอดภัยที่ยั่งยืนและครบวงจร</p> ชาตรี จำลองกุล, ญาติพิชัย กลิ่นเจริญ, พิสิฐพล พานุรัตน์, ปราโมทย์ สิทธิจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285193 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาและวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ผ่านมุมมองการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมจีน–ไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287051 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาและวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอในบริบทการสื่อสาระหว่างวัฒนธรรมจีน-ไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากบทบรรยายในซีรีส์ 5 ตอน ข้อมูลภาคสนาม สัมภาษณ์ตัวอย่าง 10 คน นำเสนอผลในรูปแบบพรรณา ผลวิจัยพบว่า 1. อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาจีนที่ใช้ดำเนินเนื้อเรื่องมี 2 ด้าน คือ 1) วัจนปฏิบัติภาษาจีนกลาง 2 แบบทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน 2) วัจนปฏิบัติภาษาจีนท้องถิ่นฮกเกี้ยน 2 แบบทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน รวม 3 ข้อ คือ ชื่อตัวละครหลัก ชื่อสถานที่และการแฝงวัฒนธรรมท้องถิ่นในชื่อตัวละครหลัก 2. อัตลักษณ์อวัจนปฏิบัติด้านองค์ประกอบวัฒนธรรมจีน 5 ด้าน คือ 1) ค่านิยม 2 ข้อ คือค่านิยมรักศักดิ์ศรี ชื่อเสียงและค่านิยมรักครอบครัว 2) ความเชื่อ 2 สิ่ง คือความเชื่อเรื่องโต๊ะบูชาเทพเจ้าจีนในบ้านและความเชื่อเรื่องโชคลางในชีวิตประจำวัน 3) สถาปัตยกรรม 2 แบบ คืออาคารแบบชิโน-โปรตุกีสและศาลเจ้าจีน​ (อ๊าม) 4) การแต่งกาย ในชุดแบบ<em>เคบาย่า รินดา</em> 5) อาหาร 2 ชนิด คือบะหมี่ฮกเกี้ยนและโอ้เอ๋ว 3. บทบาทของซีรีส์ในบริบทการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน มี 6 ข้อ คือ 1) การนำเสนอวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเลอย่างละเอียด 2) การผสมผสานวัฒนธรรมจีน ไทยและมลายู 3) การสร้างความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง 4) การเผยแพร่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น 5) การสร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล 6) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</p> ณัฐฌาภรณ์ เดชราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287051 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการใช้ประโยชน์ร่วมในระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ จังหวัดเชียงราย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288757 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขความขัดแย้งด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้นำที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการจำนวน 14 คน ผ่านการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าความขัดแย้งเกิดจากมุมมองและการให้ความหมายที่ต่างกันในกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยรัฐมองว่าป่าชุมชนบุญเรืองเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งไม่ก่อให้เกิดมูลค่าในทางเศรษฐกิจจึงเห็นควรพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างรายได้และการพัฒนาประเทศ ขณะที่ชุมชนมองป่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ชุมชนจึงใช้กลยุทธ์ในการปกป้องสิทธิและต่อรองอำนาจรัฐผ่านการขับเคลื่อนองค์ความรู้ท้องถิ่น การต่อสู้และเรียกร้องต่อพื้นที่สาธารณะ การใช้ภูมิปัญญาและความเชื่อและการประสานเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ส่งผลให้ภาครัฐยกเลิกการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ป่าชุมชนบุญเรืองและปรับนโยบายเป็นการส่งเสริมการลงทุนโดยไม่ต้องมีการจัดหาที่ดิน ขณะเดียวกันกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรืองได้รับรางวัล Equator Prize ประจำปี 2563 โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program: UNDP) จากการที่ชุมชนต่อสู้และอุทิศตนในการอนุรักษ์และปกป้องดูแลความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนของป่าชุมชนบุญเรืองซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการสร้างชุมชนให้ยั่งยืนและมีความมั่นคง สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างรัฐและชุมชนที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ การศึกษาและทำความเข้าใจพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับบริบทและการเปลี่ยนแปลงของสังคม</p> ณัฐพงศ์ รักงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288757 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285510 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน (2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน (3) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร และครู จำนวน 196 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงของเนื้อหา ระหว่าง 0.80-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของสภาพปัจจุบัน เท่ากับ 0.96 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.87. ผลการวิจัย</p> <p> 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ 52 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) ด้านความรับผิดชอบ 10 ตัวบ่งชี้ (2) ด้านความประหยัด 11 ตัวบ่งชี้ (3) ด้านความพอเพียง 7 ตัวบ่งชี้ (4) ด้านความเมตตากรุณา 6 ตัวบ่งชี้ (5) ด้านความสามัคคี 10 ตัวบ่งชี้ (6) ด้านความซื่อสัตย์สุจริต 8 ตัวบ่งชี้ 2) สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการจำเป็นเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงไปต่ำ ดังนี้ (1) ความรับผิดชอบ (2) ความประหยัด (3) ความพอเพียง (4) ความเมตตากรุณา (5) ความสามัคคี (6) ด้านความซื่อสัตย์สุจริต 3) รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.64) และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ( = 4.23) สามารถนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ทองมี ประสารทอง, วิมลพร สุวรรณแสนทวี, พระเมธีวัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285510 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนจากทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้ศรัทธาหลวงปู่จ้อย อำเภอแกดำจังหวัดมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288370 <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างนวัตกรรม จากการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมและเพื่อบ่มเพาะและสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม โดยเน้นการบูรณาการความเชื่อท้องถิ่นกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการและพื้นที่สร้างสรรค์ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “ถวาย – ไหว้ – เซิ้ง” อันสะท้อนบริบทวัฒนธรรมในปฏิทินฮีต 12 โดยนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปใช้ในงานเทศกาลเข้าพรรษาแกดำ ซึ่งเป็นประเพณีประดิษฐ์ของชุมชน ประเภทการวิจัยที่ใช้คือวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มย่อย และใช้เครื่องมือแผนที่วัฒนธรรม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติพรรณนา การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งด้านเศรษฐกิจและอัตราส่วนผลตอบแทนทางสังคม (ROI/SROI) ขณะที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความเชิงวัฒนธรรม<br /> โครงการได้ออกแบบนวัตกรรมผ่านการสร้างสัญลักษณ์ “เต่าหลวงปู่” เพื่อเชื่อมโยงความเชื่อท้องถิ่นกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแสดง และพื้นที่วัฒนธรรม โดยมีเทศกาลเข้าพรรษาแกดำในฐานะ “ประเพณีประดิษฐ์” เป็นเวทีขับเคลื่อนนวัตกรรมทางวัฒนธรรมระดับอำเภอ นำไปสู่การมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างกว้างขวาง การสืบทอดองค์ความรู้ และการสร้างรายได้ ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนความเข้มแข็งของทุนทางวัฒนธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการธำรงอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน.</p> ธเนศ ฉัตรจุฑามณี, เกริกกฤษณ์ โชคชัยรัชดา, วุฒิกร กะตะสีลา, มลฤดี เชาวรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288370 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของซอฟต์พาวเวอร์เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/290595 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยซอฟต์พาวเวอร์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานคือการวิเคราะห์เนื้อหาองค์ประกอบหลักของซอฟต์พาวเวอร์ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำผลมาทดสอบองค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยวิธีการวิจัยเชิงประมาณเพื่อหาความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า ปัจจัยซอฟต์พาวเวอร์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย มีจำนวน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ อาหาร ภาพยนตร์ การต่อสู้ เทศกาล และแฟชั่น มีจำนวน 12 ตัวชี้วัด และจึงยืนยันองค์ประกอบอีกครั้งด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยเทคนิคการสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากผลการศึกษาพบว่าทั้งภาครัฐและเอกชนควรตระหนักถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการใช้ประโยชน์ทางทรัพย์สินด้านวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศไทยจากมิติของซอฟต์พาวเวอร์เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ</p> ธิติพัทธ์ ลิ้มสัมฤทธิ์นิภา, ชรรชรีภรณ์ เวฬุวนารักษ์, วุฒิธิกรณ์ ประพัศรางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/290595 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวในชุมชนตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287461 <p>การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมวัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว และความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวของชุมชนตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวจำนวน 247 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์โมเดลโครงสร้างแบบเส้นทางกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) ผลการวิจัยพบว่าการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมวัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งผลการวิจัยนี้ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและนำมาซึ่งประโยชน์สุขของคนในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป</p> นนทภรณ์ บุญจึงเจริญรัตน์, ปฏิมาศ นิตยาชิต, กชนิภา วานิชกิตติกูล, นิธิภักดิ์ กทิศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287461 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมในจังหวัดเชียงราย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284811 <p> การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจระดับการให้ความสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรม และ 2) เปรียบเทียบความแตกต่างทางพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามจากประชากรกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 ชุด ด้วยการสุ่มแบบสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ส่วนสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Independent T-Test<br /> ผลการศึกษาวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมโดยรวมในระดับมาก และกลุ่มตัวอย่างที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน จะให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมระดับสูง จะให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่างที่เข้าพักรีสอร์ท จะให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เข้าพักโรงแรม และกลุ่มตัวอย่างที่มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเข้าพัก 1,500 บาท ขึ้นไป จะให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งในการเข้าพักน้อยกว่า 1,500 บาท</p> นัฐกิจ ปิงยศ, ชัชชญา ยอดสุวรรณ, โอชัญญา บัวธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284811 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความหลงใหลในงานต่อสุขภาวะในการทำงานและผลการปฏิบัติงานของพนักงานในธุรกิจโรงแรม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288354 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบแบบจำลองโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของสุขภาวะในการทำงานที่ส่งผลต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงานโรงแรม โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนในกรุงเทพมหานคร ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี โดยความหลงใหลในงานแบบกลมกลืนส่งผลเชิงบวกทั้งทางตรงต่อสุขภาวะในการทำงาน และทางอ้อมต่อผลการปฏิบัติงาน ขณะที่ความหลงใหลในงานแบบยึดติดมีผลเชิงลบโดยตรงต่อสุขภาวะในการทำงาน และส่งผลทางอ้อมเชิงลบต่อผลการปฏิบัติงาน โดยทั้งสองรูปแบบไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ สุขภาวะในการทำงานส่งผลเชิงบวกทางตรงต่อผลการปฏิบัติงาน แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะในการทำงานได้ร้อยละ 18.8 และผลการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 76.8 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสุขภาวะในการทำงานในฐานะตัวแปรส่งผ่าน การวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางสำหรับการส่งเสริมแรงจูงใจภายในและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ประสิทธชัย เดชขำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288354 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและความพึงพอใจ: ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283144 <p> วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิชาเอกภาษาอังกฤษเพื่อการจัดการธุรกิจก่อนและหลังการใช้บทเรียนออนไลน์ และ 2) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิชาเอกภาษาอังกฤษเพื่อการจัดการธุรกิจที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านบทเรียนออนไลน์ การศึกษานี้ใช้วิธีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแบบกลุ่มเดียว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 26 คนที่เข้าร่วมโครงการภาษาอังกฤษเพื่อการจัดการธุรกิจ ก่อนเริ่มเรียน นักศึกษาได้ทำการทดสอบทักษะการอ่าน จากนั้นได้เข้าร่วมการเรียนรู้ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษออนไลน์ หลังจากการศึกษาเสร็จสิ้น นักศึกษาได้ทำการทดสอบหลังเรียนเพื่อประเมินความสามารถทางการอ่านของตน และหลังจากทำการทดสอบหลังเรียนเสร็จสิ้น นักศึกษาได้ตอบแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละ (%) และการทดสอบที (T-Test) ผลการวิจัยพบว่าบทเรียนการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิชาเอกภาษาอังกฤษเพื่อการจัดการธุรกิจได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักศึกษาหลังจากเรียนบทเรียนออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 นอกจากนี้ นักศึกษารายงานว่ามีความพึงพอใจต่อบทเรียนการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษออนไลน์ในระดับ "เหมาะสมมาก" และมี "ทัศนคติเชิงบวก" ต่อการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์</p> ปาริชาต ทุมนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283144 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในฐานะตัวแปรกำกับระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการ กับผลการดำเนินงาน ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภาคบริการในเขตภาคเหนือของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287875 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระบบนิเวศผู้ประกอบการที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของ SME ภาคบริการในเขตภาคเหนือของประเทศไทย และเพื่อทดสอบอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในฐานะตัวแปรกำกับระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการและผลการดำเนินงานของ SME ภาคบริการในเขตภาคเหนือของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจาก SME ภาคบริการ ประเภทโรงแรมและรีสอร์ตในพื้นที่17 จังหวัด ภาคเหนือของประเทศไทย จำนวน 452 ราย ด้วยแบบสอบถาม ซึ่งมีความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.5-0.8มีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.917 และคำถามรายด้านมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.896-0.929 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม SMART PLS4 ผลการวิจัย ความสัมพันธ์ของระบบนิเวศผู้ประกอบการที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานขององค์การ พบว่า ระบบนิเวศผู้ประกอบการตามแนวคิดของไอเซนเบิร์ก (Isenberg, 2011) ซึ่งประกอบด้วย ด้านนโยบาย ด้านการเงิน ด้านวัฒนธรรม ด้านสิ่งสนับสนุน ด้านทุนมนุษย์ และด้านการตลาด ทุกตัวแปรมีอิทธิพลทางตรงที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ในฐานะเป็นตัวแปรกำกับระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการและผลการดำเนินงานขององค์การ โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มีอิทธิพลในฐานะเป็นตัวแปรกำกับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ 1) ระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการด้านการเงินและผลการดำเนินงานขององค์การ 2) ระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมและผลการดำเนินงานขององค์การ 3) ระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการด้านสิ่งสนับสนุนและผลการดำเนินงานขององค์การ และ 4) ระหว่างระบบนิเวศผู้ประกอบการด้านทุนมนุษย์และผลการดำเนินงานขององค์การ</p> ปุณฑริกา สุคนธสิงห์, ธัมมะทินนา ศรีสุพรรณ, ประสิทธิชัย นรากรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287875 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 “การผจญภัย” ของนักเรียนนายเรืออากาศ: การประยุกต์ใช้วิธีวิทยาทางคติชนวิทยาเรื่องการผจญภัยของวีรบุรุษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287619 <p>การวิจัยเรื่อง <em>"การผจญภัย</em><em>” นักเรียนนายเรืออากาศ" การประยุกต์ใช้วิธีวิทยาทางคติชนวิทยาเรื่องการผจญภัยของวีรบุรุษ</em> เป็นการศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของนักเรียนนายเรืออากาศใหม่ของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทางคติชนวิทยาเรื่องการผจญภัยของวีรบุรุษของโจเซฟ แคมป์เบลล์ (1973) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยคริสโตเฟอร์ โวคเลอร์ (1998) ใช้ข้อมูลของนักเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ 59-62 และนักเรียนบังคับบัญชารุ่นปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบความเที่ยง จากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ ผลการศึกษาพบว่าการเดินทางของนักเรียนใหม่สู่การเป็นนักเรียนนายเรืออากาศมีโครงสร้างที่สอดคล้องกับทฤษฎีการเดินทางของวีรบุรุษ แต่มีการสลับลำดับบางขั้นตอนตามบริบททางวัฒนธรรมทหาร อาทิ ขั้นตอนการพบผู้ให้คำปรึกษาซึ่งปรากฏหลังขั้นตอนการทดสอบ ความเป็นวีรบุรุษของนักเรียนใหม่แสดงออกผ่านการพิสูจน์ตนอย่างเข้มข้นทั้งร่างกายและจิตใจ และพบการสลับบทบาทระหว่างพันธมิตรและศัตรูซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของสถานการณ์ เป้าหมายสูงสุดของการเดินทางคือการเป็นทหารอากาศที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของกองทัพอากาศและประเทศชาติ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดคติชนวิทยาสามารถประยุกต์ใช้วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของกลุ่มคนในสังคมร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ และช่วยให้เข้าใจกระบวนการหล่อหลอมทหารอากาศในเชิงวัฒนธรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น </p> พริมรตา จันทรโชติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287619 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ภาษาอังกฤษกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/290075 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการข้อมูลภาษาอังกฤษของชาวต่างชาติ ที่อาศัยหรือเดินทางมายังเขตเทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม กลุ่มเป้าหมายคือชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์เดินทาง หรือพักอาศัยทั้งชั่วคราวหรือถาวรในจังหวัดขอนแก่น ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 408 คน จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าข้อมูลภาษาอังกฤษในเขตเทศบาลเมืองขอนแก่นมีไม่เพียงพอแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจกับข้อมูลภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในจังหวัดขอนแก่นของกลุ่มตัวอย่างในระดับ 2.99 (ค่อนข้างพึงพอใจ) และต้องการข้อมูลภาษาอังกฤษในประเด็นต่าง ๆ มากกว่านี้ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมท้องถิ่น ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดขอนแก่น และข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง (เช่น รถขนส่งสาธารณะ รถไฟ เครื่องบิน) โดยข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับจังหวัดขอนแก่นที่ได้รับมาจากโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, Line ซึ่งข้อมูลทาง Facebook และ Instagram มักเป็นการแปลอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังได้รับข่าวสารจากเพื่อน ครอบครัว หรือ ใช้การแปลผ่านแพลตฟอร์มแปลต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้รับผ่านวิธีการเหล่านี้อาจมีความคลาดเคลื่อน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษบนช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงาน</p> เฟื่องฟ้า พลอนเบิร์ก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/290075 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 โครงสร้างชื่ออาหารในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287198 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างชื่ออาหารในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เก็บข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 1-15 พบชื่ออาหารจำนวน 81 คำ จากนั้นนำชื่ออาหารไปวิเคราะห์ด้านจำนวนคำ และแบ่งตามรูปแบบวิธีการสร้างคำและชนิดของคำ ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างชื่ออาหารปรากฏจำนวนคำ 1-6 คำ มีวิธีการสร้างคำแบบไม่ซับซ้อนและแบบซับซ้อน ด้วยการนำคำนาม คำกริยา และคำคุณศัพท์มาประกอบสร้างเป็นชื่ออาหาร แบ่งโครงสร้างชื่ออาหารได้ 6 กลุ่ม คือ 1) โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 1 คำ พบ 1 แบบ 2) โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 2 คำ พบ 3 แบบ 3) โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 3 คำ พบ 6 แบบ 4) โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 4 คำ พบ 6 แบบ 5) โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 5 คำ พบ 2 แบบ และ 6) โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 6 คำ พบ 2 แบบ เมื่อพิจารณาจำนวนโครงสร้างชื่ออาหารทั้ง 6 กลุ่ม พบโครงสร้างชื่ออาหารที่มี 2 คำมากที่สุด จำนวน 33 คำ รองลงมาเป็นโครงสร้างชื่ออาหารที่มี 3 คำ จำนวน 28 คำ โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 4 คำ จำนวน 9 คำ โครงสร้างชื่ออาหารที่มี 1 คำ จำนวน 7 คำ และโครงสร้างชื่ออาหารที่มี 5-6 คำ โครงสร้างละ 2 คำ</p> ภัทรสุดา บุตรวงค์, กิตติชัย สมศรีโย, พิกุลแก้ว กาษร, ณัฐวดี ทุมขันธ์, พงค์ศิริ อ้นนอก, กรัณย์กร บุญภา, ชุมพล หอกเพ็ชร, ศราวุธ หล่อดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287198 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์สัญญะในผลงานศิลปะร่วมสมัยแนวเรื่องสงครามอินโดจีนในสปป.ลาว ช่วงปี ค.ศ. 1954-1975 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285121 <p>การศึกษาเรื่อง “วิเคราะห์สัญญะในผลงานศิลปะร่วมสมัยแนวเรื่องสงครามอินโดจีนในสปป.ลาว ช่วงปี ค.ศ. 1954-1975” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของสงครามอินโดจีนในสปป.ลาว ช่วงปีค.ศ. 1954-1975 และวิเคราะห์สัญญะในผลงานศิลปะร่วมสมัยตามแนวเรื่องสงครามอินโดจีนในสปป.ลาว ช่วงปี ค.ศ. 1954-1975 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีการรื้อสร้างของณากส์ แดร์ริดา(Jacques Derrida)และทฤษฎีสัญศาสตร์ชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพียรซ์(Charles Sanders Peirce) ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นมาของสงครามอินโดจีนในสปป.ลาว ช่วงปีค.ศ.1954–1975 คือ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตย แบ่งออกได้ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่แรกสมัยการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกา ปีค.ศ.1954-1962 ระยะที่สอง สมัยสงครามพิเศษของจอห์นสัน ปีค.ศ.1962-1969 ระยะที่สาม สมัยสงครามพิเศษเพิ่มทวีตามทฤษฎีนิกสัน ปีค.ศ.1969-1973 ระยะที่สี่ รัฐบาลผสมครั้งที่สาม ปีค.ศ.1973-1975 วิเคราะห์สัญญะในผลงานศิลปะร่วมสมัยผลงานทั้งหมด 8 ชิ้น จัดอยู่ในสัญญะประเภทของ ไอคอนและ สัญลักษณ์ พบว่า การนำรูปสัญญะมาสังเคราะห์กันก่อให้เกิดรูปสัญญะใหม่และความหมายใหม่โดยรูปสัญญะที่มีรูปร่างรูปทรงที่คล้ายกันแต่ความหมายแตกต่างกันเมื่อนำมาสังเคราะห์เข้าด้วยกัน ความหมายใหม่ที่แฝงเร้นในรูปสัญญะใหม่จึงเกิดขึ้น</p> ยุทธนา ไพกะเพศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285121 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 คุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยวตามรอยคำขวัญจังหวัดสงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288147 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบปัจจัยเหตุและผลของคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยวตามรอยคำขวัญจังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้ามาท่องเที่ยวตามรอยคำขวัญจังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน ซึ่งเลือกมาโดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบสะดวก การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้างในการนำเสนอตัวแบบของคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยว โดยตรวจสอบปัจจัยเหตุ (ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และประสบการณ์จากการท่องเที่ยว) และผลของคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยว (ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ความสุขของนักท่องเที่ยว และความภักดีของนักท่องเที่ยว) โดยดัชนีที่ใช้ในการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ RMSEA, NNFI, CFI และ SRMR</p> <p> ผลจากการศึกษาตัวแบบสมการโครงสร้าง พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า RMSEA เท่ากับ 0.07 NNFI เท่ากับ 0.99 CFI เท่ากับ 0.99 และ SRMR เท่ากับ 0.04 โดยปัจจัยเหตุของคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยว ได้แก่ ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และประสบการณ์จากการท่องเที่ยว ซึ่งมีอิทธิพลทางตรงต่อคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยว สัมประสิทธิ์อิทธิพลทางตรง 0.24 และ 0.53 ตามลำดับ ในขณะที่ปัจจัยผลของคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยว ได้แก่ ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ความสุขของนักท่องเที่ยว และความภักดีของนักท่องเที่ยว โดยคุณค่าที่ได้รับจากการท่องเที่ยวมีอิทธิพลทางตรงต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว ความสุขของนักท่องเที่ยว และความภักดีของนักท่องเที่ยว สัมประสิทธิ์อิทธิพลทางตรง 0.36, 0.42 และ 0.28</p> วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง, กอแก้ว จันทร์กิ่งทอง, นิศาชล สกุลชาญณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288147 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และความคงทน เรื่อง โจทย์ประยุกต์อนุพันธ์ โดยใช้กระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์อย่างเข้มร่วมกับตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์สำหรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิคอุทัยธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287287 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์กับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม และ 3) ศึกษาความคงทนของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ประยุกต์อนุพันธ์ โดยใช้กระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์อย่างเข้มร่วมกับการใช้ตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิคอุทัยธานี ได้มาโดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม จำนวน 24 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 4 แผน(ค่าความเหมาะสมระดับมาก = 4.33, S.D. = 0.49) และแบบทดสอบที่มีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความยากระหว่าง 0.50 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.38 - 0.63 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีกรณีตัวอย่างไม่อิสระ การทดสอบทีกรณีหนึ่งกลุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีคะแนนความสามารถความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียน( = 22.00, S.D. = 6.30) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 2.13, S.D. = 1.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนความสามารถความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความคงทนของความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์( = 23.67, S.D. = 7.49) ซึ่งมีคะแนนแตกต่างกับคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่แตกต่างกับคะแนนหลังเรียน</p> อภิปุญญา จันทร์ภาภาส, อาวีพร ปานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287287 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์งานวิจัยด้านนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287207 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย และเพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะที่เป็นแนวทางในการพัฒนางานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในไทย ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาด้วยวิธีการสังเคราะห์งานวิจัย เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก คือ บทความวิจัยที่เป็นการศึกษาขั้นปฐมภูมิ และทุติยภูมิ (ด้วยการศึกษาเอกสารเท่านั้น) ศึกษานโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในมิตินโยบายหรือนโยบายสาธารณะ ในบริบทของประเทศไทยเท่านั้น และตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผลิตในประเทศไทยบนฐานข้อมูลวารสาร thaijo.com และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากผลการวิจัยพบว่า มีบทความวิจัยที่ผ่านเกณฑ์และสามารถนำไปสังเคราะห์ได้มีจำนวน 16 บทความ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษามากที่สุดจำนวน 9 บทความ (ร้อยละ 56.15) การนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นมิติของการศึกษาด้านนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมากที่สุดจำนวน 6 บทความ (ร้อยละ 37.50) บทความส่วนใหญ่ใช้ตัวแบบทางทฤษฎี/แนวคิดการนำนโยบายไปปฏิบัติมากที่สุดจำนวน 13 บทความ (ร้อยละ 38.24) ใช้การสำรวจ (Survey) เป็นรูปแบบการศึกษามากที่สุดจำนวน 6 บทความ (ร้อยละ 35.29) ผลการศึกษาและสังเคราะห์ พบว่า บทความส่วนใหญ่มีผลการศึกษาไปในทิศทางเดียวกัน คือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของผู้สูงอายุ ข้อเสนอแนะสำหรับพัฒนางานวิจัยและเชิงนโยบาย ได้แก่ การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ และควรมีนโยบายการขยายอายุการทำงานของประชาชนจากเดิม 60 ปี เป็น 65 ปี หรือต่อสัญญาข้าราชการหรือจ้างงานเป็นแบบรายปี</p> อำพร จินดารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287207 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดเครื่องมือวัดสมรรถนะการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษของครูต่างชาติในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/291673 <p> การวิจัยเชิงพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะของครูต่างชาติที่สอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อให้ได้เครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ ใช้ประเมินสมรรถนะครูในเชิงวิชาชีพได้อย่างรอบด้าน การพัฒนาอิงแนวคิดสมรรถนะครูระดับสากลและแนวทางการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 21 โดยกระบวนการดำเนินการแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์กรอบแนวคิดและองค์ประกอบสมรรถนะจากเอกสารและงานวิจัย เพื่อกำหนดสมรรถนะ 7 ด้าน รวม 74 ตัวบ่งชี้ (2) การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โดยจัดทำแบบประเมินสมรรถนะในรูปแบบมาตราส่วนประมาณค่า ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน และทดสอบค่าความเชื่อมั่นด้วยสถิติแอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) และ (3) การจัดทำคู่มือการใช้เครื่องมือ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ หลักการ ขั้นตอนการประเมิน การเก็บข้อมูล และการแปลผล เพื่อให้การประเมินสมรรถนะครูต่างชาติเป็นไปอย่างมีระบบและสอดคล้องกับภาระงานจริง<br /> ผลการพัฒนาเครื่องมือพบว่า แบบประเมินที่สร้างขึ้นมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ในระดับสูง เหมาะสมต่อการนำไปใช้ประเมินสมรรถนะครูต่างชาติในบริบทโรงเรียนไทย บทความนี้จึงนำเสนอแนวคิด หลักการ และกระบวนการพัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะดังกล่าว เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมิน ติดตาม และส่งเสริมศักยภาพของครูต่างชาติในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างยั่งยืน</p> เอกพันธ์ กลมพุก, ชำนาญ ปาณาวงษ์ , เอื้อมพร หลินเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/291673 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700