วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal <p>English : Journal of Humanities and Social Sciences Mahasarakham University</p> <p>ภาษาไทย : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม </p> <p>ISSN: 2672-9733 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการโดยครอบคลุมวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การศึกษา ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ดุริยางคศิลป์ รัฐศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ปี ละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์/ ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน/ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน/ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม /ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม และ ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p>โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 3 ประเภท คือ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (double-blind peer review) โดยใช้ผู้พิจารณา 3 คน (Three Reviewers) ทั้งภายในและภายนอก จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ไม่อยู่ในสถาบันเดียวกับผู้ส่งบทความ เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p> th-TH h.pathom@gmail.com (ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณ) humanmsu@gmail.com (Jirarat Puseerit) Fri, 26 Dec 2025 10:15:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวางแผนภาษีเงินได้ของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ให้ถูกต้องตามหลักการของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281920 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอข้อมูลต่อผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์เกี่ยวกับการแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เสียภาษีให้น้อยที่สุดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยรวบรวมข้อมูลจากข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาล และข้อหารือของกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของวิชาชีพแพทย์ เนื่องจากวิชาชีพแพทย์ถูกกล่าวขานว่ามีเงินได้พึงประเมินได้หลายประเภทและอาจมากกว่าผู้ประกอบวิชาชีพอื่น อันนำไปสู่ปัญหาในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงเกิดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบแสดงรายการ และเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปัญหาที่มักจะถูกหยิกยกขึ้นมาถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งคือการจัดประเภทเงินได้ของแพทย์ที่ผิดพลาด ดังนั้น หากแพทย์มีความเข้าใจในการจัดประเภทเงินได้ จะทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรับเงินได้จากการทำงาน รวมถึงการจัดทำสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่งานได้อย่างเหมาะสม</p> <p>ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า เมื่อแพทย์มีเงินได้พึงประเมินจำนวนมาก จะเกิดข้อจำกัดในประเด็นเพดานการหักค่าใช้จ่าย กล่าวคือ การทำงานในลักษณะที่มีสัญญาจ้างผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง มีเงินได้ประจำ และการรับทำงานที่กำหนดค่าตอบแทนในอัตราที่แน่นอน จะทำให้แพทย์ผู้มีเงินได้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าการให้บริการรักษาพยาบาลในรูปของการเปิดคลินิก หรือเปิดสถานพยาบาลที่มีผู้ป่วยข้ามคืน แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้แพทย์ที่ไม่ได้เปิดคลินิกหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชนได้รับค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์อุทิศเวลาในการปฏิบัติงานให้บริการแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ แต่หากพิจารณาบนพื้นฐานของการวางแผนภาษีแล้ว การหารายได้เพิ่มจากการเปิดคลินิกอาจส่งผลดีในการวางแผนภาษีได้มากกว่า ดังนั้น หากผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ได้ศึกษาประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ ให้เข้าใจย่อมส่งผลให้แพทย์วางแผนกำหนดรูปแบบการทำงาน และลักษณะการรับงานให้เหมาะสมกับประเภทของเงินได้ที่ส่งผลให้เสียภาษีให้น้อยที่สุดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือค่าปรับทางอาญา</p> ศิริรัตน์ เจนศิริศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281920 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 เรียนรู้จากนโยบายทวิภาษาของไต้หวัน: แนวทางสู่การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281148 <p>นโยบายการสร้างไต้หวันให้เป็นสังคมทวิภาษา หรือ "Bilingual Nation 2030" มีเป้าหมายพัฒนาให้ประชากรสามารถใช้ภาษาจีนกลางและภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วภายในปี 2573 นโยบายนี้เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยใช้แนวทางแบบบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับการปรับหลักสูตร การฝึกอบรมครู และการสร้างบรรยากาศทางสังคมที่สนับสนุนการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน บทความวิชาการฉบับนี้วิเคราะห์นโยบายดังกล่าวผ่านกรอบการประเมินกระบวนการเชิงระบบ (Input-Process-Output: IPO) โดยเน้นถึงปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งอภิปรายถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเรียนรู้จากนโยบายนี้เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษและการนำไปปรับใช้ในบริบทของตนเองเพื่อการเตรียมทรัพยากรบุคคลให้มีความพร้อมในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและการแข่งขันสูงของเวทีโลกในศตวรรษที่ 21</p> ฐาปนีย์ มุสิเกตุ, ปณิชา นิติสกุลวุฒิ, อภิวิชญ์ เลี้ยงอิสสระ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281148 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการคนเก่ง: ความท้าทายขององค์การสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขัน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281515 <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอเนื้อหาความสำคัญของการจัดการคนเก่งซึ่งถือเป็นบุคลากรขององค์การที่มีสมรรถนะสูง สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองอย่างผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ มีความสามารถในการมองเห็นถึงอนาคตก่อนผู้อื่น สามารถสร้างผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นบุคคลที่อยากเรียนรู้ อยากพัฒนาตนเอง พร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ที่สำคัญต้องการเติบโตในหน้าที่การงาน มีแรงขับที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแตกต่างจากบุคคลทั่วไป องค์การจึงต้องมีวิธีในการจัดการคนเก่งสร้างพันธะด้านจิตใจให้บุคลากรรับรู้ได้ถึงการเป็นองค์การในฝันของคนหลายคน องค์การต้องสร้างระบบการประเมินผลที่ดี ระบบการบริหารจัดการงานที่แตกต่างจากปกติทั่วไป กำหนดรางวัล ค่าตอบแทนที่พึงพอใจและสามารถสร้างแรงจูงใจให้พนักงานคนเก่งมองเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาสายอาชีพ เตรียมความพร้อมในการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาพนักงานคนเก่งให้อยู่กับองค์การตราบนานเท่านาน นอกจากนี้การจัดการที่ดีส่งผลให้คนเก่งสามารถสร้างองค์การให้มีความแตกต่างเหนือคู่แข่งแข่งขัน มีความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล และมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p> สราวรรณ์ เรืองกัลปวงศ์, อรรนพ เรืองกัลปวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281515 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงก่อนและระหว่างโควิด-19 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/274703 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ก่อนและระหว่างโควิด-19 โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience sampling) โดยได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 คน ใช้สถิติเชิงพรรณณาในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน (S.D.)<br /> ผลการศึกษาพบว่า ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุมากกว่า 66 ปี มีสัญชาติอเมริกัน มีระยะเวลาที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยน้อยกว่า 7 ปี ส่วนใหญ่เป็นวีซ่าพักอาศัยชั่วคราว มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพผู้เกษียณอายุ มีแหล่งที่มาของค่าใช้จ่ายจากกิจการ/ประกอบอาชีพ มีค่าใช้จ่ายด้านที่พักต่อเดือน 11,001 – 19,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อเดือน น้อยกว่า 5,001 บาท ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อเดือน 9,601 – 19,200 บาท และมีค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ต่อเดือน น้อยกว่า 8,001 บาท ในส่วนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงก่อนและระหว่างโควิด-19 พบว่ามีความแตกต่างกัน</p> จิตรลดา ชาตตนนท์, ปานแพร เชาวน์ประยูร อุดมรักษาทรัพย์, เฉลิมชัย ปัญญาดี, กวินรัตน์ อัฐวงค์ชยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/274703 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282784 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในช่วงระยะเวลาเดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 รวมทั้งสิ้น 120 เดือน โดยเก็บข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ ประกอบด้วย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบสหสัมพันธ์ และสมการถดถอยเชิงพหุคูณในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไร ต่อหุ้นและ 2) อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี มีอิทธิพลเชิงบวกกับดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ยกเว้นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนมีอิทธิพลเชิงลบต่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ และปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1)มูลค่าการซื้อของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ 2) อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อบาทไทย และ3) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี มีอิทธิพลเชิงบวกต่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ยกเว้นดัชนีราคาผู้บริโภคมีอิทธิพลเชิงลบต่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ สรุปได้ว่าตัวแปรปัจจัยภายในและภายนอกที่ศึกษามีอิทธิพลต่อดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ทั้งหมด</p> ธนภณ วิมูลอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282784 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการทางการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านเขาเต่า https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281805 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากระบวนการทางการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านเขาเต่า เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย (1) การวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบค่าความเที่ยง และมีความเชื่อมั่นสูงในการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน และ (2) การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านเขาเต่าสามารถใช้แนวทางการออกแบบระบบการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบด้วยการกำหนดจุดท่องเที่ยว เช่น บริเวณหาดเขาเต่า บริเวณศูนย์หัตถกรรมบ้านเขาเต่า แหล่งย้อมสี และทอผ้า สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดใช้แนวทางการพัฒนาให้ “ศูนย์หัตถกรรมบ้านเขาเต่า” เป็นศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้เกี่ยวกับการทอผ้าลายเอกลักษณ์อย่าง “ผ้ายกดอกลายเต่า” การย้อมผ้า จัดทริปท่องเที่ยวแบบ Workshop โดยที่นักท่องเที่ยวจะได้รับผลิตภัณฑ์ฝีมือตนเองกลับบ้านไปด้วย จัดทัวร์แบบ Home Stay หรือ Camping บริเวณหาดเขาเต่า จัดการประกวดการออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นจากผลิตภัณฑ์ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ “บ้านเขาเต่า” การออกร้าน การใช้กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดออนไลน์ และกำหนดการใช้นโยบายการท่องเที่ยวแบบการเจาะตลาด สำหรับการจัดการองค์ประกอบด้านการบริการอาศัยการฝึกอบรมไกด์ท้องถิ่น หรือไกด์ยุวชน โดยฝึกให้สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ รวมถึงการปรับปรุงบริเวณหาดเข้าเต่าให้มีสภาพแวดล้อมกับการท่องเที่ยว และการให้บริการร้านอาหารจากวัตถุดิบประมงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น</p> ธนิชชา ชัยชัชวาลประทีป, พเยาว์ สายทองสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281805 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์สภาวะการหลายความหมายของคำไทย “เทา” ผ่านมุมมองเจ้าของภาษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282291 <p>คลังคำศัพท์ของคนไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นและกระจายตัวไปในทุกแวดวง ผ่านกระบวนการต่าง ๆ อาทิ กระบวนการทางวิทยาหน่วยคำและกระบวนการขยายโครงข่ายความหมาย ในด้านอรรถศาสตร์นั้น สภาวะการหลายความหมายคือสภาวะที่คำ ๆ หนึ่งได้รับแนวคิดหรือนิยามใหม่เพิ่มขึ้นโดยยังคงไว้ทั้งรูปแบบและความหมายดั้งเดิม สภาวะการเช่นนี้ปรากฎได้ในนานาภาษา รวมถึงภาษาไทย หนึ่งในคำไทยที่พบสภาวะการหลายความหมายคือ “เทา” ซึ่งแสดงถึงลักษณะสีที่คล้ายกับขี้เถ้า ผู้วิจัยเล็งจึงทำการศึกษาสภาวะการหลายความหมายโดยวิเคราะห์ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเอ็กซ์ ผ่านการอธิบายด้วยกระบวนการสภาวะการหลายความหมายแบบมีหลักการ นอกจากนั้นผู้วิจัยได้สร้างแบบสำรวจความรับรู้ต่อสภาวะการหลายความหมายของคำว่า “เทา” มีผู้ร่วมตอบแบบสำรวจคือชาวไทยซึ่งเป็นเจ้าของภาษา จำนวน 53 คน ผลการศึกษาในขั้นแรกพบว่า “เทา” มีความหมายนอกจากความหมายต้นแบบอีก 2 ความหมาย ได้แก่ สภาวะความรู้สึกเชิงลบและสภาวะความไม่แน่นอนหรือความไม่สมบูรณ์แบบ ทั้งสองความหมายนี้แสดงให้เห็นว่า “เทา” ไม่เพียงแต่สื่อถึงสภาวะกึ่งกลางระหว่างสีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงภาวะเชิงลบต่าง ๆ อีกด้วย สำหรับผลการสำรวจความรับรู้ต่อสภาวะการหลายความหมาย พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นพ้องกันว่าความหมายต้นแบบของคำว่า “เทา” ในการใช้ภาษาไทยแบบร่วมสมัยคือลักษณะสีที่คล้ายกับขี้เถ้า</p> ธีร์กวินท์ ดิสา, ศิริพร เลิศไพศาลวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282291 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การและการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการปรับตัวในการทำงานในสภาวะโรคอุบัติใหม่: กรณีศึกษาบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281330 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และการปรับตัวในการทำงานของบุคลากร 2) อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การที่มีต่อการปรับตัวในการทำงานของบุคลากร และ 3) อิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่อการปรับตัวในการทำงานของบุคลากร งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 310 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตามความสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.40, SD = 0.77) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถของตนเองของบุคลากรและการปรับตัวในการทำงานของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 3.99, SD = 0.67; x̅ = 3.56, SD = 0.59) 2) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การส่งผลเชิงบวกต่อการปรับตัวในการทำงานของบุคลากร (B = 0.40, p &lt; 0.01) และ 3) การรับรู้ความสามารถของตนเองส่งผลเชิงบวกต่อการปรับตัวในการทำงานของบุคลากร (B = 0.33, p &lt; 0.01) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าองค์การควรให้การสนับสนุนบุคลากร โดยเฉพาะด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ และการให้รางวัลและเงื่อนไขในการทำงาน รวมถึงการยกระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองให้กับบุคลากรเพื่อช่วยให้บุคลากรสามารถปรับตัวในการทำงานในสภาวะโรคอุบัติใหม่ได้</p> ปราชญาวีร์ แสงจันทร์, กฤตกร นวกิจไพฑูรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281330 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน ตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281173 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการดำเนินงานนิเทศภายในของสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการอาชีวศึกษาและ 3) วิเคราะห์การดำเนินงานนิเทศภายในของสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการอาชีวศึกษาของสถานศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร และครูในสถานศึกษา สังกัดสถาบันอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 จำนวน 269 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกระจายตามประเภทของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <p> 1) การดำเนินงานนิเทศภายในของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก ทั้งภาพรวมและรายด้าน ประกอบด้วย การนิเทศเพื่อแก้ไข การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์ การนิเทศเพื่อก่อ และการนิเทศเพื่อป้องกัน ตามลำดับ<br /> 2) การปฏิบัติงานตามมาตรฐานอาชีวศึกษา อยู่ในระดับมาก ทั้งภาพรวมและรายด้าน ประกอบด้วย การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การจัดการอาชีวศึกษา และคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษาที่พึงประสงค์ ตามลำดับ<br /> 3) การดำเนินงานนิเทศภายในของสถานศึกษา ประกอบด้วย การนิเทศเพื่อการสร้างสรรค์ (X<sub>4</sub>) และการนิเทศเพื่อแก้ไข (X<sub>1</sub>) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา (Y<sub>tot</sub>) โดยสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 88.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สมการวิเคราะห์การถดถอย คือ = 0.15 + 0.74 (X<sub>4</sub>) + 0.24 (X<sub>1</sub>)</p> พสิษฐ์ ฟ้าเฟื่องวิทยากุล, อรพรรณ ตู้จินดา, ดวงใจ ชนะสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281173 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประพันธ์เพลงเพื่อใช้ประกวดในโครงการประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281325 <p>งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประพันธ์เพลงเพื่อใช้ประกวดในโครงการประลอง ยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ปี พ.ศ.2567 มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ที่ได้รับทุนวิจัย เพื่อกระตุ้นวัฒนธรรมดนตรี ที่กำลังจะเลือนหายไป จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอโครงการประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี เพื่อค้นหาวงยอดฝีมือทางดนตรี ใช้ขนาดวงดนตรีที่มีจำนวนสมาชิก 2-5 คน สร้างโอกาสให้เยาวชนได้แสดงฝีมือกับเครื่องดนตรีที่ถนัด เพื่อจะรักษาฝีมือนักดนตรี รักษา บทเพลง รักษาเครื่องดนตรี เผยแพร่และพัฒนาดนตรีของชาติให้ทันสมัยนำเข้าสู่ยุคความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ การประลองวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรี กำหนดให้นักดนตรีเล่นเพลงที่ได้ประพันธ์ขึ้นใหม่ จากเพลงที่มีรากเหง้าดั้งเดิมของท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงพื้นบ้าน ไทยเดิม เพลงประจำชาติ ที่เป็นเพลงต้นฉบับยังคงเอกลักษณ์รักษาความเป็นท้องถิ่นเอาไว้ หัวใจสำคัญของการประลองวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรี คือการนำเพลงในอดีตที่เป็นมรดกที่ยังไพเราะงดงามมาพัฒนา เพื่อรับใช้สังคมใหม่ จากรากฐานสู่ความเป็นพื้นฐาน แล้วนำไปสร้างให้ได้มาตรฐานนานาชาติหรือได้มาตรฐานสากล </p> <p> มีผลการวิจัย ดังนี้ “วงอุดรถิ่นอีสาน” ได้เข้าร่วมประกวดดนตรี ในโครงการประลองวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ปี พ.ศ.2567 ซึ่งได้ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่ที่ใช้ในการประกวดดนตรีในแต่ละรอบ ดังนี้ 1) การประกวดรอบออนไลน์ และการประกวดรอบแสดงสด ณ สถานี Thai PBS ผู้วิจัยได้ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่ “เพลงสาวน้อยร้อยดอกจาน” โดยแบ่งเพลงเป็น 3 ท่อน และเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ใช้ ได้แก่ ขิมอีสาน พิณโปร่ง แคน ปี่ผู้ไท กลองตึ้งโจ๊ะ และฉิ่ง 2) รอบชิงชนะเลิศรอบที่หนึ่ง ณ วัดกุฏิดาว เมืองอโยธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้วิจัยได้ประเพลงขึ้นใหม่ “เพลงสายแนนลำเพลิน” โดยแบ่งเพลงเป็น 4 ท่อน และเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ใช้ ได้แก่ พิณโปร่ง แคน โหวด ปี่ผู้ไท กลองหาง กลองรำมะนาอีสาน ฉิ่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ และฆ้องโหม่ง 3) รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทาน ณ พาสาน เมืองปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้วิจัย ได้ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่ “เพลงสุดสะแนนแดนอีสาน” โดยแบ่งเพลงเป็น 4 ท่อน และเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ใช้ ได้แก่ พิณโปร่ง แคน โหวด กลองหาง และฉิ่ง การประลองวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ที่จะทำให้ได้เยาวชนดนตรีที่มีความสามารถ ได้ขึ้นเวทีแสดงดนตรีที่ใช้พื้นที่สาธารณะ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นฝีมือเป็นสิ่งสุดยอดของนักดนตรี เพราะโอกาสจะสร้างโอกาสที่ได้แสดงฝีมือออกไป จึงเป็นโอกาสให้เยาวชนดนตรีได้ฝึกซ้อมเพลง และประพันธ์เพลงขึ้นใหม่ เพื่อการประลองฝีมือ โดยมีการแสดงร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา รอบชิงชนะเลิศชิงถ้วยพระราชทาน </p> ภิภพ ปิ่นแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281325 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบระบบเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทพวนอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280918 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบระบบเสียงวรรณยุกต์และสัทลักษณะของวรรณยุกต์ภาษาไทพวนที่พูดในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากผู้บอกภาษา 2 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกลาง ตำบลปากตม และบ้านบุฮม ตำบลบุฮม ใช้แนวคิดกล่องวรรณยุกต์ของ วิลเลี่ยม เจ เก็ดนีย์ และวิเคราะห์สัทลักษณะของวรรณยุกต์โดยใช้โปรแกรม Praat ผลการวิเคราะห์ระบบเสียงวรรณยุกต์ พบว่า ภาษาไทพวนบ้านกลาง มีจำนวนหน่วยเสียงวรรณยุกต์ 5 หน่วยเสียง การแยกเสียงรวมเสียงบ้านกลางเป็นแบบ A1-234 B1234 C1=DL123 และ C234=DL4 (B≠DL) ส่วนภาษาไทพวนบ้านบุฮมมีจำนวนหน่วยเสียงวรรณยุกต์ 6 หน่วยเสียง การแยกเสียงรวมเสียงบ้านบุฮมเป็นแบบ A1-234 C123-4 B123=DL123 และ B4=DL4 (B=DL) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการแยกเสียงรวมเสียงของภาษาไทพวน จากการเปรียบเทียบระบบเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทพวนที่พูดในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มีความแตกต่างกันทั้งจำนวนหน่วยเสียงและรูปแบบการแยกเสียงรวมเสียง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า บ้านบุฮมยังคงรักษาภาษาไทพวนดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่การแยกเสียงรวมเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทพวนบ้านกลางมีลักษณะคล้ายกับภาษากลุ่มลาว การแปรเปลี่ยนของระบบวรรณยุกต์ภาษาไทพวนบ้านกลางน่าจะเป็นผลจากการสัมผัสภาษา</p> วราพรรณ ทีอร่าม, ศุภกิต บัวขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280918 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายควบคุมการขอทานของไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/277986 <p>บทความฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเงื่อนไขที่มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายควบคุมการขอทานของไทย วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพถูกนำมาใช้เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน ร่วมกับการศึกษาเชิงเอกสาร การสังเกต และการสัมภาษณ์เชิงลึก ภายหลังการเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นผู้ศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความตามบริบทและนำเสนอด้วยการพรรณาแบบสรุปความโดยผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแบบสามเส้า ผลการศึกษาพบว่าเงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับการกำหนดนโยบายควบคุมการขอทานมี 3 ประการ ดังต่อไปนี้ ประเด็นแรก คือ องค์ประกอบของปัญหา โดยปัญหาการขอทานมีส่วนสัมพันธ์กับความต้องการในการมีชีวิตรอด ความขาดแคลนจากความยากจน และความไม่พึงพอใจต่อการเข้าไม่ถึงระบบการบริการของรัฐ ประเด็นที่สอง คือ ความสอดคล้องของปัญหากับค่านิยมของรัฐ ซึ่งเกี่ยวกับความต้องการของรัฐในการพัฒนาประเทศให้เป็นสมัยใหม่ โดยนำแนวคิดจากต่างประเทศมาเป็นต้นแบบในการปรับปรุงกฎหมาย และประเด็นที่สาม คือ ความเป็นพลวัตของปัญหา โดยรูปแบบการขอทานสามารถแบ่งพัฒนาการของความเปลี่ยนแปลงจากระดับพื้นฐานมาสู่ระดับซับซ้อน ผลของเงื่อนไขดังกล่าวจึงผลักดันให้ปัญหาการขอทานกลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นให้ภาครัฐกำหนดนโยบายควบคุมการขอทานผ่านพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559 โดยมีหลักการพื้นฐานเพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนกฎหมายให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การจำแนกความแตกต่างระหว่างผู้ทำการขอทานและผู้แสดงความสามารถ ตลอดจนถึงการกำหนดบทลงโทษต่อผู้แสวงหาประโยชน์จากผู้ทำการขอทาน สำหรับข้อเสนอแนะต่อการศึกษาในอนาคตเห็นควรความสำคัญกับกลุ่มผลประโยชน์เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันวาระนโยบายให้กลายเป็นประเด็นปัญหาสังคมอันเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการขอทานยังเป็นปัจจัยผลักดันเกิดกระบวนการกลายเป็นปัญหาทางนโยบาย (Policy Problematization)</p> สุรศักดิ์ วงค์ษา, วรเมธ ยอดบุ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/277986 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาคปฏิบัติการและการต่อรองการใช้สิทธิมนุษยชนศึกษาในโรงเรียน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280992 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาคปฏิบัติการและการต่อรองในการใช้สิทธิมนุษยชนศึกษาของครูและนักการศึกษาในโรงเรียน โดยแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานของครูผู้สอนสิทธิมนุษยชนระดับมัธยมศึกษาในการต่อรองการจัดการเรียนการสอน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเลือกผู้ให้สัมภาษณ์แบบเจาะจง เป็นกลุ่มครูผู้สอนรายวิชาสังคมศึกษาที่สอนเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนศึกษาที่สร้างการมีส่วนร่วมของเด็กในชั้นเรียน จำนวน 8 คน ประกอบด้วยผู้สอนที่มาจากโรงเรียนระดับอำเภอ โรงเรียนระดับจังหวัด และโรงเรียนชั้นนำของประเทศ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และเอกสารที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สิทธิมนุษยชนศึกษามีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในกลุ่มสาระวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังปรากฏในฐานะตัวชี้วัดระหว่างทางและตัวชี้วัดปลายทาง จากการสัมภาษณ์ยังพบว่าสิทธิมนุษยชนศึกษาเกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระประวัติศาสตร์ และกลุ่มสาระศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรมอีกด้วย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของครูผู้กล้าหาญ ซึ่งมีวิธีการต่อรองในการทำงาน ประกอบด้วย 1) การใช้ตำราเป็นเค้าโครงสำหรับการสอน และ 2) การออกแบบการเรียนการสอนใหม่ ประกอบด้วยการรู้จักผู้เรียน การตีความตัวชี้วัด การเชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบัน และกิจกรรมนอกห้องเรียน ซึ่งเป็นการออกแบบการเรียนการสอนที่ประกอบไปด้วยความรู้และทักษะ คุณค่าและทัศนคติ และการลงมือทำตามแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนศึกษา ทำให้เห็นว่าภาคปฏิบัติการและการต่อรองของครูผู้สอนเป็นไปอย่างประนีประนอม โดยเป็นการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของรัฐ ในขณะที่ทักษะ ทัศนคติและการลงมือทำเป็นสิ่งสำคัญที่ครูผู้สอนตระหนักถึงในการออกแบบการเรียนการสอน ​ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าผู้สอนมีภาพลักษณ์เป็น “หัวหน้าแกงค์เด็ก” ในสายตาของผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน</p> หนึ่งนยา ไหลงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280992 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลักษณะทางศิลปะและสุนทรียศาสตร์แบบดั้งเดิมของภาพพิมพ์ปีใหม่เถาฮัววู่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281105 <p>บทความนี้เป็นบทความวิจัยเชิงคุณภาพมีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาลักษณะทางศิลปะของภาพพิมพ์ปีใหม่ เถาฮัววู่ และ 2) เพื่อวิเคราะห์สุนทรียศาสตร์แบบดั้งเดิมของภาพพิมพ์ปีใหม่ เถาฮัววู่ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์ผู้สืบทอดภาพพิมพ์ปีใหม่ เถาฮัววู่ นักวิจัยทางวิชาการ นักสะสม และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมแบบดั้งเดิม วิเคราะห์เชิงพรรณนาเพื่อสรุปและอภิปรายผล ผลการศึกษาพบว่า1) ตั้งแต่ปลายราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิง ภาพพิมพ์ปีใหม่ เถาฮัววู่ ได้ผ่านช่วงการพัฒนาที่สําคัญสี่ช่วงและพัฒนาลักษณะเฉพาะทางศิลปกรรมที่แตกต่างกัน 2) องค์ประกอบของภาพ, ทัศนธาตุ, เทคนิคกระบวนการ และเนื้อหาของพวกเขาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของศิลปะเมืองซูโจว โรงเรียนจิตรกรรมหวู่เหมิน, ภาพวาดวรรณกรรมสมัยราชวงศ์ซ่ง, นวนิยายสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง รวมถึงภาพประกอบหนังสือประเพณีหัตถกรรมและการแกะสลักแผ่นทองแดงจากตะวันตก สร้างการผสมผสานที่ประณีตระหว่างสุนทรียศาสตร์ของวรรณกรรมและพลเมือง การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะศิลปะของภาพพิมพ์ปีใหม่ เถาฮัววู่ กําหนดมาตรฐานสําหรับการสร้างสรรค์สมัยใหม่ และการสืบทอดรักษา "ลักษณะสุนทรียศาสตร์แบบดั้งเดิม"</p> หลิว เพิง, เมตตา ศิริสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281105 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700