วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal <p>English : Journal of Humanities and Social Sciences Mahasarakham University</p> <p>ภาษาไทย : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม </p> <p>ISSN: 2672-9733 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการโดยครอบคลุมวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การศึกษา ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ดุริยางคศิลป์ รัฐศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ปี ละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์/ ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน/ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน/ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม /ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม และ ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p>โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 3 ประเภท คือ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (double-blind peer review) โดยใช้ผู้พิจารณา 3 คน (Three Reviewers) ทั้งภายในและภายนอก จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ไม่อยู่ในสถาบันเดียวกับผู้ส่งบทความ เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p> th-TH h.pathom@gmail.com (ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณ) humanmsu@gmail.com (Jirarat Puseerit) Tue, 30 Jun 2026 16:22:14 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวิเคราะห์คำศัพท์และบทสนทนาสามภาษาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านคำขวัญจังหวัดนครราชสีมา : นวัตกรรมการสอนภาษาไทยสําหรับชาวต่างประเทศ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284962 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คำศัพท์และบทสนทนาสามภาษา (ไทย อังกฤษ และจีน) โดยเชื่อมโยงกับคำขวัญจังหวัดนครราชสีมานำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมการสอนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสำรวจความต้องการ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ จำนวน 20 คน 2) แบบสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการในจังหวัดนครราชสีมา เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการ จำนวน 10 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้หลักจริยธรรมการทําวิจัยในคนทั่วไป (Belmont Report) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า ผลการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศต้องการให้มีคำศัพท์และบทสนทนาภาษาไทย อังกฤษ และจีนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปราสาทหินพิมาย และดินด่านเกวียนเท่ากัน ในระดับมากที่สุด ( = 5, S.D. = 2.24) ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการในจังหวัดเสนอแนะให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สอดคล้องกับคำขวัญในจังหวัดเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ผลการวิเคราะห์คำศัพท์และบทสนทนาสามภาษาผ่านคำขวัญจังหวัด แบ่งเป็น 10 บท ครอบคลุมสถานที่สำคัญ ประวัติความเป็นมา อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชนและสอดแทรกวัฒนธรรมประเพณี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในจังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดนครราชสีมาต่อไป </p> กนิษฐา พุทธเสถียร, กนกมน รุจิรกุล, จตุพล ภู่ละกอ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284962 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284102 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการนิเทศภายในของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 2) เสนอแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการนิเทศภายในของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จากการเปิดตารางสำเร็จรูปของ Cohen et al. (2018, p. 206) ได้กลุ่มตัวอย่าง 357 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .60 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่น .960 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนี (modified priority needs index: PNImodified) ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการนิเทศภายในของโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพพึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การเตรียมการก่อนการนิเทศภายใน 2. พบแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ได้แก่ 1. การเตรียมการก่อนการนิเทศภายในโรงเรียน ได้แก่ ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูประชุมเพื่อสำรวจปัญหาและความต้องการก่อนการนิเทศภายใน สรรหาคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อสร้างเครื่องมือ รวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนา 2. ด้านการวางแผนและพัฒนาการนิเทศภายในโรงเรียน ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายและบริบทของโรงเรียน พร้อมจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรและเสริมสร้างทักษะใหม่ ๆ 3. ด้านการปฏิบัติการนิเทศภายในโรงเรียน ได้แก่ ดำเนินงานนิเทศตามแผนและปฏิทินที่กำหนด โดยใช้แนวคิดวงจรคุณภาพ PDCA เพื่อความเป็นระบบ จัดประชุมชี้แจง เปิดโอกาสให้ครูแสดงความคิดเห็น สะท้อนผลการดำเนินงาน ปัญหา และความสำเร็จเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 4. ด้านการติดตามและประเมินผลการนิเทศภายในโรงเรียน ได้แก่ การประเมินผลการนิเทศแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยใช้วิธีทั้งทางการและไม่เป็นทางการ สร้างเครื่องมือประเมินที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการประชุม วางแผน และกำหนดเกณฑ์การประเมินร่วมกัน</p> กิริยา ชลารัตน์, กัลยมน อินทุสุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284102 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์เมืองนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/278866 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์เมืองนนทบุรี โดยกำหนดขอบเขตข้อมูลการวิจัยจากสถาปัตยกรรมที่ปรากฎในโบราณสถานของอำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 11 พื้นที่ 24 แห่ง ด้วยวิธีการลงพื้นที่สำรวจภาคสนามและศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ภาพถ่าย ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์เมืองนนทบุรี มีพัฒนาการแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย (ก่อน พ.ศ.2310) ช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2394) ช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2394-2488) หน้าที่ใช้สอยสถาปัตยกรรมแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประกอบพิธีทางศาสนา จำนวน 10 แห่ง กลุ่มสักการะบูชา จำนวน 6 แห่ง กลุ่มประกอบกิจกรรมทางศาสนา จำนวน 6 แห่ง กลุ่มสถานศึกษา จำนวน 2 แห่ง รูปแบบสถาปัตยกรรมแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ แบบประเพณีนิยม แบบพระราชนิยม แบบอิทธิพลตะวันตก โดยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทแวดล้อมและอิทธิพลที่ได้รับจากกลุ่มผู้กำหนดสร้างหรือบูรณะปฏิสังขรณ์ในแต่ละยุคสมัย จนปรากฎเป็นแบบผสมผสานทางศิลปกรรม</p> จิรดา แพรใบศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/278866 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ชุมชนมุสลิมมลายูแก้วนิมิตรกับการรักษาอัตลักษณ์ทางด้านภาษามลายู https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285707 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การใช้ภาษามลายูถิ่นปาตานีในชุมชนแก้วนิมิตร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และ 2) ศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ภาษาดังกล่าวในบริบทของชาวมลายูที่อยู่นอกถิ่นกำเนิดดั้งเดิม งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากเอกสารทุติยภูมิ การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวมลายูในชุมชนแก้วนิมิตร แบ่งตามช่วงอายุ 3 กลุ่ม ได้แก่ เยาวชน (18–30 ปี), วัยกลางคน (31–45 ปี) และกลุ่มผู้ใหญ่ (46–59 ปี) รวม 12 คน เพื่อเปรียบเทียบการใช้ภาษาระหว่างรุ่น ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์โดยใช้แนวคิด "คนพลัดถิ่น" (Diaspora) ของ Cohen และแนวคิด "การธำรงรักษาภาษา" (Language Maintenance) ของ Janet Holmes เพื่อเข้าใจบทบาทของครอบครัว ชุมชน ศาสนา และการศึกษา ในการรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาของชาวมลายูพลัดถิ่นในภาคกลาง ผลการวิจัยพบว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางอิทธิพลของภาษาไทยในระบบการศึกษาและสังคมเมือง แต่ชาวมลายูในชุมชนแก้วนิมิตรยังคงธำรงการใช้ภาษามลายูไว้ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในบริบทครอบครัว พิธีกรรมทางศาสนา และการเรียนการสอนในโรงเรียนศาสนา (โรงเรียนแขก) ซึ่งใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การธำรงภาษามลายูถิ่นปาตานีในชุมชนนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ภายใต้สภาพแวดล้อมของความเป็นพลัดถิ่นและวัฒนธรรมกระแสหลัก<strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>มลายูบางกอก, การรักษาอัตลักษณ์, ภาษามลายู</p> ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285707 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการขยายผลสู่การจัดการศึกษาท้องถิ่นจากบทเรียนความสำเร็จขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282033 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ถอดบทเรียนความสำเร็จในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดเพชรบุรี 2) หาแนวปฏิบัติที่ดี (good practice) มาวิเคราะห์ สังเคราะห์และขยายผลเพื่อนำไปสู่แนวทางการจัดการศึกษาท้องถิ่น ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยใช้วิธี 1) ศึกษาจากเอกสาร (documentary research) และ 2) ศึกษาภาคสนาม (fieldwork) พื้นที่ศึกษาคือ โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรีทั้งสิ้น 14 โรงเรียน แบ่งเป็นในพื้นที่ของเทศบาลเมืองชะอำ 9 แห่ง เทศบาลตำบลบ้านแหลม 1 แห่ง และเทศบาลเมืองเพชรบุรี 4 แห่ง เป็นประชากรที่ใช้ในการถอดบทเรียน พื้นที่กรณีศึกษาเพื่อขยายผล คือ อบต. แหลมผักเบี้ย การศึกษาภาคสนามโดยใช้วิธี (1) การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 17 คน ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่นทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ ผู้บริหารโรงเรียน และ 3) การประชุมกลุ่มย่อย (focus group) จำนวน 15 คน จาก ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้อำนวยการกองการศึกษาสมาชิกสภาท้องถิ่น ตัวแทนชุมชน ของ อบต.แหลมผักเบี้ย และผู้บริหารโรงเรียน ครู กรรมการสถานศึกษา ของโรงเรียนวัดสมุทรธารามและโรงเรียนวัดสมุทรโคดม โดยมีเครื่องมือซึ่งกำหนดเป็นแนวคำถามอย่างมีโครงสร้างใช้ในการสัมภาษณ์และในการประชุมกลุ่มย่อย </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของ อปท.ในจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ 1) บทบาทและทัศนคติของผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2) บุคลากรใน อปท. และโรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา 3) การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ 4) ผลลัพธ์ของคุณภาพการศึกษา ชื่อเสียง และการประชาสัมพันธ์ในเชิงบวกของโรงเรียนช่วยส่งต่อเยาวชนคุณภาพสู่สังคม 5) จัดการศึกษาโดยเน้นการมีส่วนร่วม และตอบสนองต่อชุมชน 6) สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นแก่บุคลากรในโรงเรียน 2. แนวปฏิบัติที่ดี (good practice) และแนวทางการขยายผลเพื่อเป็นแนวทางการจัดการศึกษาของ อปท. ได้แก่ 1) วางแผนการจัดหานักเรียนอย่างต่อเนื่อง 2) ผ่อนภาระผู้ปกครอง โดยจัดบริการรถรับส่งและเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน 3) สร้างเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการ โดยการส่งเสริมการแข่งขันทักษะของนักเรียนในกิจกรรมการแข่งขัน และการประกวดในทุกระดับ 4) จัดโครงการพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียน เพื่อให้เท่าทันกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 5) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพครู การเพิ่มวิทยฐานะ และจัดการเรียนการสอนโดยมีครูครบชั้นเรียน ครบห้องเรียน และสอนตรงกับความรู้ความเชี่ยวชาญ 6) เน้นการทำงานร่วมกับชุมชน โดยสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน อปท. และชุมชน 7) ปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร ยุบรวมโรงเรียนและโอนย้ายมาสังกัด อปท. 8) หน่วยงานกลางควรสร้างและกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าของตำแหน่งศึกษานิเทศก์ของ อปท. ให้ชัดเจนในความก้าวหน้า เพื่อจูงใจให้มีการเข้าสู่ตำแหน่งนี้มากขึ้น 9) อปท.ต้นสังกัดของโรงเรียนกำหนดให้มีการตรวจตราและดำเนินงานตามระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการทุจริต 10) ฝ่ายการเมืองของ อปท.เป็นเงื่อนไขของความสำเร็จในการระดมทุน ความช่วยเหลือ และประชาสัมพันธ์โรงเรียน</p> ณัชชานุช พุ่มทอง, เสาวลักษณ์ วิบูรณ์กาล, ดารัณ พราหมณ์แก้ว, สิทธิชัย เพิ่มสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282033 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 สู่โลกใบใหม่: แนวคิดวิทยาศาสตร์และทรรศนะต่อความเชื่อแบบจารีตที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง วิวาห์พระสมุทร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/789-802 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง <em>วิวาห์พระสมุทร</em> และทรรศนะของผู้แต่งที่มีต่อความเชื่อแบบจารีตในวรรณคดีเรื่อง <em>วิวาห์พระสมุทร</em> โดยใช้แนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และการตีความตัวบทวรรณกรรม ผลการศึกษาพบว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำความรู้และแนวคิดวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประพันธ์วรรณคดีเรื่อง <em>วิวาห์พระสมุทร</em> โดยปรากฏการใช้เหตุผลและตรรกะตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ การอ้างอิงกฎที่เป็นสากล และการอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ร้ายในเรื่อง นอกจากนี้ผู้แต่งยังได้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องงมงาย และเป็นข้ออ้างให้บุคคลบางกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์จากความศรัทธาของผู้คน โดยผู้แต่งได้กำหนดให้ตัวละครกลุ่มคนรุ่นใหม่ปฏิเสธความเชื่อแบบจารีตและช่วยชีวิตตัวละครเอกของเรื่องไว้ได้ สะท้อนมโนทัศน์ของผู้แต่งที่เชื่อว่าความรู้และแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นแนวคิดใหม่ที่สามารถแก้ปัญหาหรือนำทางผู้คนออกจากความเชื่อแบบจารีตสู่โลกใบใหม่ได้</p> ณัชรดา สมสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/789-802 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของภาพลักษณ์ร้านค้าที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ กรณีศึกษา ร้านแม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285840 <p>การวิจัยครั้งนี้มีเพื่อศึกษาอิทธิพลของภาพลักษณ์ร้านค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อโดยมีตัวแปรการรับรู้คุณค่าและการรับรู้แบรนด์เป็นตัวแปรคั่นกลางของร้านค้าออนไลน์ของร้านแม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ผู้วิจัยออกแบบให้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกค้าของแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee จำนวน 475 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จากการส่งลิงก์แบบสอบถามออนไลน์ผ่านกล่องข้อความในแอปพลิชั่น Shopee โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Multiple Regression Analysis ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาพลักษณ์ของร้านส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ภาพลักษณ์ร้านส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าของแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee การรับรู้คุณค่าของแบรนด์ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee การรับรู้คุณค่าเป็นตัวแปรคั่นกลางของภาพลักษณ์ร้านค้าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ภาพลักษณ์ร้านส่งผลต่อการรับรู้แบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee การรับรู้แบรนด์ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee และการรับรู้แบรนด์เป็นตัวแปรคั่นกลางของภาพลักษณ์ร้านค้าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าแบรนด์แม่ระย้าบนแพลตฟอร์ม Shopee<br /> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการสร้างภาพลักษณ์ การรับรู้คุณค่า และการรับรู้แบรนด์สามารถทำนายผลความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคได้ ดังนั้นแบรนด์แม่ระย้าควรใช้กลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ การรับรู้คุณค่า และการรับรู้แบรนด์เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความตั้งใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee</p> ทรรศิกา ธานีนพวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285840 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจที่มีต่อพฤติกรรมบริการตามมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินของบุคลากรสุขภาพ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285434 <p>การศึกษาวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจที่มีต่อพฤติกรรมบริการตามมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินของบุคลากรสุขภาพที่ปฏิบัติงานในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบจำแนกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน เท่ากัน รวม 40 คน เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบวัดพฤติกรรมบริการตามมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินที่มีค่าความเชื่อมั่นของครอนบาคทั้งฉบับอยู่ที่ 0.93 และโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจฯ จำนวน 6 ครั้ง รวม 720 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมบริการฯ ทั้งภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านการตอบสนองต่อบริการด้วยความพร้อม ด้านการให้บริการอย่างมีศักยภาพ ด้านการให้บริการได้ตรงความต้องการ และด้านการให้บริการอย่างน่าเชื่อถือ ในระยะหลังการทดลองและติดตามผลสูงกว่ากลุ่มควบคุมและสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจฯ มีประสิทธิผลในการพัฒนาพฤติกรรมบริการตามมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉินของบุคลากรสุขภาพ ดังนั้นผู้บริหารหรือนักพัฒนาบุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้เพิ่มแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในหน่วยงานได้</p> ทัศไนย ลิ้มเจียมรังษี, อังศินันท์ อินทรกำแหง, พิชชาดา ประสิทธิโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285434 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาพแทนสตรีราชสำนักล้านนาในบทบาททางการเมือง ใน นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ของ กฤษณา อโศกสิน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286184 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการสร้างภาพแทนสตรีราชสำนักล้านนาในบทบาททางการเมือง ในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ของ กฤษณา อโศกสิน ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเอกสาร ข้อมูล คือ นวนิยายชุดอิงประวัติศาสตร์ล้านนา ของ กฤษณา อโศกสิน จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ เวียงแว่นฟ้า หนึ่งฟ้าดินเดียว นางพญาหลวง และขุนหอคำ ใช้แนวคิดภาพแทน และแนวคิดวาทกรรม เป็นแนวทางวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า กฤษณา อโศกสิน ประกอบสร้างสตรีราชสำนักล้านนาที่เป็นตัวละครเอกหญิงของเรื่อง 3 ตัว ได้แก่ มหาเทวีศรีอโนชา (เจ้าย่า) เจ้าหญิงดารกาเด่นดวง และเจ้าหญิงบัวหลวงเริงธาร ให้มีราชจริยวัตรตามขัตติยนารีล้านนา เป็นแบบอย่างในการครองตน ครองคน และครองงาน เป็นที่เคารพของประชาชน มีบุคลิกภาพตามแบบสตรีสูงศักดิ์ผ่านการพูด วิธีคิด การกระทำ การตัดสินใจ และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในการปกครองคนในคุ้มหลวงฐานะเจ้านาย โดยมหาเทวีศรีอโนชา (เจ้าตนย่า) เป็นผู้รอบรู้ด้านการเมืองการปกครองจากพระบิดาและได้ถ่ายทอดจริยวัตรของเจ้านายให้พระประยูรญาติยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ เจ้าหญิงดารกาเด่นดวง เป็นขัติยนารีที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองในฐานะผู้ช่วยเจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 6 พระบิดา และเคียงข้างพระสวามี เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ในการแก้ไขปัญหาด้านการเมืองการปกครอง และการดูแลไพร่ฟ้า มีไหวพริบในการพิจารณาคนเพื่อมอบหมายหน้าที่อย่างเฉลียวฉลาด และมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามเพื่อให้การเมืองการปกครองสงบสุข และเจ้าหญิงบัวหลวงเริงธาร พระธิดาองค์เล็กในเจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ 6 ปฏิบัติจริยวัตรแทนเจ้าหลวงในด้านการปกครอง การตัดสินใจแก้ไขปัญหาทางการเมืองการปกครอง โดยเฉพาะช่วงที่สยามมีนโยบายให้กลุ่มมิชชันนารีเข้ามายังเชียงใหม่ช่วงที่เชียงใหม่เป็นประเทศราชของสยาม ทั้งนี้สตรีราชสำนักล้านนาที่ปรากฏในนวนิยายชุดนี้ยังสื่อนัยสตรีที่เหนือสตรีทั่วไป โดยต้องเรียนรู้ในการปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เชียงใหม่ต้องเป็นประเทศราชของสยาม กฤษณา อโศกสิน ยังนำเสนอวาทกรรมรวมศูนย์จากส่วนกลาง เป็นการปฏิบัติการทางภาษา โดยมีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจการปกครองจากเจ้าสยามตามกลไกการปกครองด้วยรัฐรวมศูนย์</p> ธนพร หมูคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286184 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในการเผชิญปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส จังหวัดอุดรธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286243 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)การพัฒนากิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในการเผชิญปัญหา 2)ทดลองกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในการเผชิญปัญหา 3)ประเมินกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวในการเผชิญปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and development) โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 อายุระหว่าง 9-12 ปี ที่ศึกษาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนหนองไฮวิทยา สังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดอุดรธานีเขต 1 จำนวน 30 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามวัดความยืดหยุ่นทางจิต,แบบสอบถามการปรับตัว,แบบวัดความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติบรรยายเชิงพรรณนาค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย () ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา (ContentAnalysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตของของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสที่พัฒนาขึ้นมีทั้งหมด 6 กิจกรรมคือ คือ การสร้างสัมพันธภาพและการประเมินความยืดหยุ่นทางจิตและการปรับตัว,การพัฒนาทักษะทางด้านสังคมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น (Ihave),การพัฒนาและสำรวจจุดแข็งและสร้างความมั่นใจในตัวเอง (I am),การพัฒนาและฝึกทักษะการแก้ปัญหาและการจัดการสถานการณ์ (I can),การเสริมสร้างทักษะการปรับตัวและความยืดหยุ่นทางจิต (I have,I am,I can),การฝึกใช้ประสบการณ์ที่เรียนรู้มาทั้งหมดในการเสริมสร้าความสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหา มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการ 4) การนำไปใช้จริง และ 5) การประเมินผล 2. ผลการทดลองใช้กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตของของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสโดยแบบวัดความยืดหยุ่นทางจิต 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการสนับสนุนจากภายนอกภายนนอก (I have) (<em>=</em>4.09,S.D.=0.26)คุณลักษณะภายในและความเชื่อในตนเอง (I am)(=4.02,S.D.=0.27) ทักษะการจัดการและการเผชิญปัญหา (I can)(=4.09,S.D.=0.26) ค่าเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองซึ่งพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และแบบวัดความสามารถในการปรับตัวในการเผชิญปัญหา 4 ด้านประกอบด้วย ด้านอารมณ์ (=3.83,S.D.= 032)ด้านพฤติกรรม (=3.98,S.D.=0.34) ด้านสังคม(=3.98,S.D.= 0.38)ด้านการรับรู้และทัศนคติ (=3.94,S.D.= 0.26)าเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองซึ่งพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจต่อกิจกรรมเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสโดย รวมอยู่ที่ระดับมากที่สุด (= 4.55,S.D.= 0.45) </p> นงพงา เรืองยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286243 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286359 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ดำเนินการวิจัยด้วย 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ 2) การออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดฯ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินคุณภาพเพื่อหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3) การนำนวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดฯ ไปใช้กับนักเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 40 คน ในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ฯ ด้วยแบบประเมินทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแบบประเมินการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบ t และ 4) การประเมินผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ฯ ด้วยการนำข้อมูลคะแนนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และข้อมูลคะแนนประเมินการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์มาเปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียนที่ระดับนัยสำคัญ .05<br />ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <ol> <li>นวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดฯ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของนวัตกรรม 2) วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม 3) หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 8 บท ได้แก่ เปิดประตูสู่เชียงใหม่ ณ จุดเริ่มต้น งามล้ำค่านครเชียงใหม่ ของกิ๋นบ้านเฮา นุ่งซิ่นถิ่นเหนือ สืบสานล้านนา จนกว่าจะพบกันใหม่ และเชียงใหม่สมัยใหม่ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ วิเคราะห์เรื่องราว ตีความข้อคำถาม ระดมสมอง อภิปรายกลุ่มย่อย หาข้อสรุปและตัดสินใจ และนำเสนอกลุ่มใหญ่ 5) สื่อการเรียนรู้ 6) บทบาทผู้เรียนและบทบาทผู้สอน และ 7) การวัดและการประเมินผล การประเมินคุณภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดฯ ในภาพรวมมีความถูกต้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.52 และ 4.62 ตามลำดับ)</li> <li>ผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้หนังสือแห่งความคิดฯ พบว่า หลังเรียนนักเรียนมีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> นวพร ชลารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286359 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมพลังองค์กรสร้างสุขด้วยกระบวนการจิตตศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการพัฒนาชุมชนเป็นฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285097 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการจิตตศึกษาและการประยุกต์ใช้แนวคิดการพัฒนาชุมชนเป็นฐานในการเสริมพลังองค์กรสร้างสุข และ 2) นำเสนอแนวทางการนำกระบวนการจิตตศึกษาและการประยุกต์ใช้แนวคิดการพัฒนาชุมชนเป็นฐานในการเสริมพลังองค์กรสร้างสุข เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน การสัมภาษณ์เชิงลึก 5 คน การสนทนากลุ่ม 7 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ตรวจสอบคุณภาพด้วยเทคนิคสามเส้า และนำเสนอเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) การเสริมพลังองค์กรสร้างสุขด้วยกระบวนการจิตตศึกษาและแนวคิดการพัฒนาชุมชนเป็นฐาน คือ 1.1) การนำการฝึกสติและสมาธิมาใช้เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรลดทอนความเครียดและมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร 1.2) การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน 1.3) การเชื่อมโยงองค์กรกับชุมชนยังเสริมสร้างความร่วมมือและการทำงานร่วมกัน และ 1.4 การสนับสนุนจากผู้นำชุมชนและผู้บริหารในการพัฒนาตนเองตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาอย่างต่อเนื่อง และ 2) ข้อเสนอแนวทางการประยุกต์กระบวนการจิตตศึกษาและแนวคิดการพัฒนาชุมชนในปัจจุบันในชุมชนไทย คือควรมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ การใช้ทรัพยากรภายในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเทคนิคและแนวทางจากฐานคิดการพัฒนาชุมชนจะเป็นทั้งกระบวนการ และเป้าหมายของการพัฒนาชุมชนให้เกิดการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในทุกด้านที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน</p> นิภาวรรณ เจริญลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285097 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่ท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285784 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่ท้องถิ่น และ 2) ประเมินกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่ท้องถิ่น แหล่งข้อมูลคือ 1) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ประชาชน ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 40 คน และ 2) ผู้ร่วมสนทนากลุ่ม ได้แก่ บุคลากรภาครัฐ ครูผู้สอน จำนวน 20 คน ประเมินความถูกต้องและความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการพัฒนาท้องถิ่น รวมจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสนทนากลุ่ม แบบประเมินความถูกต้องและความเหมาะสมของกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้โดยสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ มี 2 กระบวนการ คือ (1) กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้<br />สู่ประชาชน มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ กำหนดความต้องการในการเรียนรู้ กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ กำหนดแหล่งวิทยาการเพื่อการเรียนรู้ เลือกวิธีการและกิจกรรมการเรียนรู้ และประเมินผลการเรียนรู้ (2) กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักเรียน มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ สร้างประสบการณ์ สะท้อนผลการเรียนรู้ สรุปความคิดรวบยอด ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ และ ประเมินผลการเรียนรู้ และ 2) ผลการประเมินกระบวนการที่ 1 มีความถูกต้อง<br />อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.52) และความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( =4.48) กระบวนการที่ 2 ความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.56) และความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( =4.44)</p> ประสิทธิ์ ฉิมบุญมา, ถนัด บุญชัย, ชาตรี มณีโกศล, มนัส สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285784 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความเชื่อมั่นและการยอมรับในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286945 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเชื่อมั่นและระดับการยอมรับในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง และศึกษาเปรียบเทียบระดับความเชื่อมั่นและระดับการยอมรับในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูในจังหวัดตรัง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในจังหวัดตรัง จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว<br /> ผลการวิจัย พบว่า ระดับความเชื่อมั่นและระดับการยอมรับในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครู ใน จังหวัดตรัง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ข้าราชการครูในจังหวัดตรังที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีความเชื่อมั่นและการยอมรับในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ปรารถนา หลีกภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286945 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพจากฐานทรัพยากรชีวภาพในรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการในภาคตะวันออก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285959 <p>กระทรวงอุตสาหกรรม. (2560). <em>Thailand 4.0: A new value-based economy</em>. https://www.industry.go.th/web-</p> <p>upload/1xff0d34e409a13ef56eea54c52a291126/m_magazine/12668/373/file_download/b29e16008a8</p> <p>7c72b354efebef853a428.pdf</p> <p>นงคราญ ไชยเมือง, สุตาภัทร คงเกิด และจงรักษ์ ศรีคำหน้อย. (2564). การวางแผนกลยุทธ์เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว</p> <p>บนรากฐานเศรษฐกิจชีวภาพฝ่าวิกฤตการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). <em>วารสาร</em></p> <p><em>มหาวิทยาลัยพายัพ</em>, <em>31</em>(1), 134-150.</p> <p>ปานแพร เชาวน์ประยูร, อุดมรักษาทรัพย์, พิรานันท์ จันทาพูน, และจริยา โกเมนต์. (2565). การพัฒนาเส้นทาง</p> <p>ท่องเที่ยวบนความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน: บ้านน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัด</p> <p>น่าน. <em>วารสารบัณฑิตแสงโคมค้า</em>, <em>7</em>(3), 460-478.</p> <p>พีรดาว สุจริตพันธ์, เพ็ญศรี ฉิรินัง,วรเดช จันทรศร และวิพร เกตุแก้ว. (2566). เศรษฐกิจสีเขียวกับยุทธศาสตร์การ</p> <p>พัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน. <em>Journal of Roi Kaensarn Academy,</em> <em>9</em>(1), 627-642.</p> <p>เรืองวิทย์ ลิ่มปนาท, เสาวรินทร์ สายรังสี และสุทธิพร ชัยกูล. (2563). อุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังของภาค</p> <p>ตะวันออก พ.ศ. 2490-2510. <em>วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.</em><em> 28</em>(3), 167-</p> <ol start="189"> <li> </li> </ol> <p>สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2555). <em>ความหลากหลายทรัพยากรชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง </em></p> <p><em>อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิริธร เ</em>พชรบุรี. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อักษรไทย.</p> <p>สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย. (2565). <em>Bioeconomy เศรษฐกิจชีวภาพที่ไทยได้เปรียบกว่าใครใน</em></p> <p><em>โลก.</em> https://globalcompact-th.com/Bioeconomy</p> <p>ส่วนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6. (2565). <em>แผนพัฒนาการเกษตรและ</em></p> <p><em>สหกรณ์ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก </em><em>1 (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570)</em>.</p> <p><a href="https://www.opsmoac.go.th/chachoengsao-dwl-files-461891791112?utm_source=chatgpt.com">https://www.opsmoac.go.th/chachoengsao-dwl-files-461891791112?utm_source=chatgpt.com</a></p> <h3>สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก. (2566). <em>เร่งขับเคลื่อน </em><em>‘EECi' สู่ฐานอุตสาหกรรม</em></h3> <h3><em>ชีวภาพ หนุน </em><em>‘ระยอง' เป็นเมืองนวัตกรรมขั้นสูง</em>. https://www.eeco.or.th/th/news/219-</h3> <p>สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก. (2567<em>). อีอีซี โชว์ 10 ผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ ภูมิ</em></p> <p><em>ปัญญาในพื้นที่ อีอีซี.</em> https://www.eeco.or.th/th/news/1861?utm_source=chatgpt.com</p> <p>สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). <em>แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง)</em>.</p> <p> https://www.nesdc.go.th/download/document/NSCR/แผนการปฏิรูปประเทศ%20(ฉบับปรับปรุง).pdf</p> <p>สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2561). <em>ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ </em></p> <p><em>ระยะ </em><em>20 ปี (พ.ศ. 2561–2580)</em>. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและ</p> <p>นวัตกรรม</p> <p>สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2568). <em>ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพราย</em></p> <p><em>จังหวัด ภาคตะวันออก (7 จังหวัด)</em>. <a href="https://chm-thai.onep.go.th/?page_id=8954">https://chm-thai.onep.go.th/?page_id=8954</a></p> <p>สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. (2564). <em>โครงการเมืองนวัตกรรมด้านชีวภาพ (</em><em>Bioeconomy Innovation Zone).</em></p> <p>กรุงเทพมหานคร: สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ</p> <p>สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. (2561). <em>เศรษฐกิจชีวภาพ</em>. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพัฒนา</p> <p>วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ</p> <p>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2560). <em>ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ระยะ </em></p> <p><em>20 ปี (พ.ศ. 2560–2579).</em> กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน).</p> <p>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2564). <em>แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ</em></p> <p><em>ของประเทศไทย พ.ศ. </em><em>2561–2579</em> (ฉบับปรับปรุง). https://www.bedo.or.th</p> <p>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2565). <em>รายงานประจำปี 2565.</em></p> <p>https://www.bedo.or.th/</p> <p>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2566). <em>Biodiversity &amp; Bioeconomy Trend. </em></p> <p>https://www.nbbch.org</p> <p>สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. (2561). <em>มาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย</em></p> <p><em>ปี พ.ศ. </em><em>2561-2570. </em>https://www.oie.go.th/assets/portals/1/fileups/2/files/action%20plan/bio_plan.</p> <p>pdf?utm_source=chatgpt.com</p> <p>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2562). <em>แผนพัฒนาภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๕ ฉบับ</em></p> <p><em>ทบทวน</em>. https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=7527&amp;utm_source=chatgpt.com</p> <p>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2563). <em>นโยบายประเทศไทย </em><em>4.0 กับการพัฒนาเศรษฐกิจ </em></p> <p><em>BCG</em>. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.</p> <p>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2565). <em>แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ </em><em>13 </em></p> <p><em>(พ.ศ. 2566–2570)</em>. สำนักนายกรัฐมนตรี. https://www.nesdc.go.th/ewt_news.php?nid=13651</p> <p>สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). <em>ผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด แบบปริมาณลูกโซ่ ฉบับ </em></p> <p><em>พ.ศ. </em><em>2563 (Gross Regional and Provincial Product Chain Volume Measures 2020 Edition).</em></p> <p>https://www.nesdc.go.th/more_news.php?cid=909&amp;filename=index</p> <p>Aryanfar, Y., et al. (2024). Cleaner and sustainable circular economy approaches for bio-based product </p> <p>recovery from industrial effluents in a biorefinery. <em>Environmental progress and sustainable energy</em>, <em>43</em>(6). 14483. https://doi.org/10.1002/ep.14483</p> <p>Convention on Biological Diversity. (1992). <em>Text of the Convention.</em> United Nations.</p> <p>https://www.cbd.int/convention/text/</p> <p>European Commission. (2018). <strong><em>A sustainable bioeconomy for Europe: Strengthening the connection between </em></strong></p> <p><strong><em>economy, society and the environment</em></strong><strong>.</strong> https://op.europa.eu/en/publication-detail/-/publication/edace3b4-e3c1-11e8-b690-01aa75ed71a1</p> <p>Ministry of Industry. (2016). <em>Thailand 4.0 policy</em>. https://www.industry.go.th/web- upload/1xff0d34e409a13ef56</p> <p>eea54c52a291126/m_magazine/12668/373/file_download/b29e16008a87c72b354efebef853a428.pdf</p> <p>Preechajarn, S., Ussanarassamee, A., &amp; Ploypaitoon, S. (2022). Challenges and Opportunities in Thailand’s</p> <p>Bioeconomy Development. <em>Journal of Environmental Management and Sustainability</em>, <em>12</em>(1), 45-61.</p> <p>Rovinelli, R. J. &amp; Hambleton, R. K., (1997). On the use of content specialists in the assessment of criterion</p> <p>referenced test item validity. <em>Dutch Journal of Education Research</em>, 2, 49-60.</p> <p>Sirisom, W., Pongpat, P., &amp; Kanchanapoom, K. (2020). Development of Bio-based Industries in Thailand: A</p> <p>Case Study of Bioplastics. <em>Thailand Journal of Science and Technology</em>, <em>25</em>(4), 315–330.</p> <p>Swaminaathan, P., Saravanan, A., &amp; Thamarai, P. (2024). Utilization of bioresources for high-value bioproducts</p> <p>production: Sustainability and perspectives in circular bioeconomy. <em>Sustainable Energy Technologies </em></p> <p><em>and Assessments,</em> 63, 103672. https://doi.org/10.1016/j.seta.2024.103672</p> พรรณิภา อนุรักษากรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285959 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 สร้างบทเรียนเสริมความรู้ไวยากรณ์อังกฤษ เรื่อง กาล (Tenses) ด้วย E-book สำหรับนักศึกษาปีที่ 1 เอกภาษาอังกฤษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/277767 <p><strong> </strong>ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวยากรณ์อังกฤษ เรื่อง กาล (Tenses) ที่ต่ำ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นปัญหาหลัก 2 ประการที่นำมาสู่งานวิจัยชิ้นนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ <br />1) สร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนเสริมความรู้ไวยากรณ์อังกฤษ เรื่อง กาล (Tenses) <br />ด้วย e-book 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้บทเรียน <br />3) ประเมินความพึงพอใจต่อบทเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปีที่ 1 เอกภาษาอังกฤษ <br />คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) บทเรียนเสริมความรู้ไวยากรณ์อังกฤษ เรื่อง กาล (Tenses) ด้วย e-book จำนวน 8 บท 2) แบบทดสอบวัดความสามารถทางไวยากรณ์อังกฤษ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อบทเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 75.69/75.90 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 75/75 2) ความสามารถทางไวยากรณ์อังกฤษหลังการใช้บทเรียนสูงกว่าความสามารถทางไวยากรณ์อังกฤษก่อนการใช้บทเรียนด้วย e-book นี้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อบทเรียน ด้วย e-book ทั้ง 8 บทอยู่ในระดับมาก (4.32) นอกจากนี้ พบว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นเป็นไปในเชิงบวก และมีข้อเสนอแนะ คือ ให้เพิ่มภาษาไทยประกอบการอธิบายโครงสร้างของบทเรียนควบคู่กับภาษาอังกฤษ และเพิ่มประโยคตัวอย่างในบทเรียนให้มากขึ้น</p> พัชราวดี อักษรพิมพ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/277767 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเชิงวิเคราะห์ตำรับยาสมมิทจากตำรายาแพทย์แผนไทยจังหวัดพิษณุโลก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285183 <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสารบูรณาการกับการวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาสารัตถะและความถี่ของเภสัชวัตถุของตำรับยาสมมิทที่พบในตำรับยาแพทย์แผนไทยจังหวัดพิษณุโลกฉบับปริวรรต จำนวน 87 ฉบับ 7,700 หน้าสมุดไทย เอกสารจากสำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ผลการศึกษาพบตำรับยาสมมิท จำนวน 31 ฉบับ (65 ตำรับ ​จาก 87 ฉบับ) ซึ่งพบตำรับยาประเภทรักษากลุ่มโรคไข้มากที่สุด พบพืชวัตถุจำนวน 258 ชนิด โดยพบการใช้บุนนาคมากที่สุด พบสัตว์วัตถุจำนวน 34 ชนิดโดยพบการใช้ชะมด ช้าง และแรดมากที่สุด พบธาตุวัตถุจำนวน 13 ชนิดโดยพบการใช้ดินถนำ นมผา และน้ำประสานทองมากที่สุด พบน้ำกระสายยาจำนวน 46 ชนิด โดยพบการใช้น้ำดอกไม้มากที่สุด ผู้วิจัยเสนอให้มีการวิจัยพืชวัตถุ จำนวน 4 ตัวอย่าง คือ บุนนาค พิกุล บัวหลวง และสารภี ในด้านของสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์เนื่องจากพบข้อบ่งชี้ในการแก้ไข้ การวิจัยครั้งนี้จะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเครื่องยาจากตำรับยาสมมิทจากตำรายาแพทย์แผนไทยของจังหวัดพิษณุโลกต่อไป</p> ภัครพล แสงเงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285183 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพสู่วิสาหกิจชุมชนแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284001 <p>งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการกลุ่มอาชีพ ปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มอาชีพ และเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำหนดรูปแบบการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลโดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 389 คน สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มในการเก็บข้อมูล โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านรูปแบบการจัดการกลุ่มอาชีพ ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่มีความหวังต่อการยกระดับกลุ่มอาชีพสู่วิสาหกิจชุมชนแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ในประเด็นสำคัญ ดังนี้ การมีส่วนร่วมในด้านผลประโยชย์มากสุด (ค่าเฉลี่ย 4.03) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมในด้านการประเมินผล (ค่าเฉลี่ย 3.98) การมีส่วนร่วมในด้านการดำเนินงาน (ค่าเฉลี่ย 3.97) และการมีส่วนร่วมในด้านการวางแผน(ค่าเฉลี่ย 3.77) ตามลำดับ 2) ด้านปัญหาและอุปสรรค พบว่า สมาชิกขาดแรงจูงใจในการดำเนินงานและการทำกิจกรรมร่ามกัน ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการอันเกิดจากการขาดวัตถุดิบหลักในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ยังขาดการต่อทะเบียนกลุ่มอาชีพและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3) ด้านแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มจะต้องมีการสร้างจิตสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกัน กำหนดมาตรฐานและบทบาทในการดำเนินกิจกรรม รวมถึงควรพิจารณาวัตถุดิบในพื้นที่ให้สอดคล้องกับลักษณะการร่วมกลุ่มอาชีพ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป</p> มาดล จรูญรัตน์, ชฎาภรณ์ สิงห์แก้ว, ณัฐดนัย พยัฆพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284001 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ทํานายความตั้งใจการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาที่ใช้แอปพลิเคชันหาคู่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286329 <p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนและปัจจัยที่ทำนายความตั้งใจในการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาที่ใช้แอปพลิเคชันหาคู่ ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาจำนวน 362 คน เก็บข้อมูลเดือนมิถุนายน 2567 โดยใช้แบบสอบถามตามทฤษฎีกระทำด้วยเหตุผล ใช้สถิติไคว-สแควร์และถดถอยโลจีสติก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 56.63 และ 43.37) อายุเฉลี่ย 19.84 ปี สถานภาพความรักแบบโสด ร้อยละ 68.23 ได้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน 6,174.59 บาท ส่วนใหญ่พักหอพักเอกชน สัดส่วนความตั้งใจมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 31.77 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการมีเพศสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ได้แก่ เพศ กลุ่มคณะ การใช้แอปพลิเคชันหาคู่ เจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ บรรทัดฐานกลุ่ม และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ ปัจจัยที่ทำนายได้ ได้แก่ เพศ กลุ่มคณะ การใช้แอปพลิเคชันหาคู่ และเจตคติต่อการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งร่วมกันอธิบายความตั้งใจในการมีเพศสัมพันธ์ของนักศึกษาได้ร้อยละ 22.2 (R² = 0.222) ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ ปรับทัศนคติ และให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยในนักศึกษา</p> วิริทธิ์พล งานดี, เอื้อการย์ พาสีหล้า, กุลลดา ธะนะพิมพ์, ขวัญจิรา ต๋าคำ, ณิชกมล แท่งทอง, ธนิดา เปลี่ยวญาติ, ศิริลักษณ์ สมบูรณ์ชัย, เนตรนภา พรหมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286329 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 21.ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีสภาวะวิกฤตของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287089 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีสภาวะวิกฤต และ (2) สร้างตัวแบบพยากรณ์ความน่าจะเป็นของการมีสภาวะวิกฤตของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 788 คน โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ จากสำนักการศึกษาและนวัตกรรมการเรียนรู้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถิติที่ใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ คือ การทดสอบไคกำลังสอง (Chi-Square Test) สถิติที่ใช้ในการสร้างตัวแบบพยากรณ์ คือ การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกทวิภาค (Binary Logistic Regression Analysis)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า จากการทดสอบไคกำลังสอง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีสภาวะวิกฤตของนักศึกษา ได้แก่ สถานภาพครอบครัว อาชีพผู้ปกครอง รอบ TCAS ในการเข้าศึกษามหาวิทยาลัย สาขาวิชา เกรดวิชาแคลคูลัส 1 เกรดวิชาเคมีทั่วไป 1 เกรดวิชาปฏิบัติการเคมีทั่วไป 1 เกรดวิชาหลักชีววิทยา 1 เกรดวิชาปฏิบัติการหลักชีววิทยา 1 เกรดวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน เกรดวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์พื้นฐาน และจากการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกทวิภาค พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีสภาวะวิกฤตของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มี 7 ปัจจัยคือ สาขาวิชา เกรดวิชาแคลคูลัส 1 เกรดวิชาเคมีทั่วไป 1 เกรดวิชาหลักชีววิทยา 1 เกรดวิชาปฏิบัติการหลักชีววิทยา 1 เกรดวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน และเกรดเฉลี่ยมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ตัวแบบพยากรณ์คือ</p> <p> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;P(Y)=\frac{1}{1&amp;plus;e^{-z}}" alt="equation" /> </p> <p>Z = -1.626 + 2.552 (เกรดวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน) + 2.520 (เกรดวิชาแคลคูลัส 1) + 2.227 (เกรดวิชาปฏิบัติการหลักชีววิทยา 1) + 2.103 (เกรดวิชาหลักชีววิทยา 1) + 1.264 (เกรดวิชาเคมีทั่วไป 1) - 0.747 (เกรดเฉลี่ยมัธยมศึกษาตอนปลาย) - 1.238 (สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพและวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิทยาศาสตร์ประยุกต์) - 0.457 (สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การคำนวณ)</p> ศศิวิมล อิ๋วสกุล, ณัฐริกา เมืองแก้ว, เพ็ญพิสุทธ์ พาหนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/287089 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการและความคาดหวังของประชาชนต่อบทบาทของเทศบาลนครนนทบุรีในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะด้านการดำรงชีวิต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285182 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความต้องการและความคาดหวังของประชาชนในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะด้านการดำรงชีวิต (Smart Living City) 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการและความคาดหวังของประชาชนในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะด้านการดำรงชีวิต (Smart Living City) และ 3) ค้นหาแนวทางพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะด้านการดำรงชีวิต (Smart Living City) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการและความคาดหวังของประชาชนในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะด้านการดำรงชีวิต (Smart Living City) มีดังนี้ 1) ด้านสุขภาพ คือการจัดการฝุ่นละออง PM 2.5 และข้อมูลด้านสุขภาพแบบเรียลไทม์ 2) ด้านความปลอดภัย คือ การติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วถึง และ 3) ส่วนด้านสิ่งอำนวยความสะดวก คือ การพัฒนาสถานที่พักผ่อนและการจัดการขนส่งที่เข้าถึงทุกกลุ่มประชากร สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะด้านการดำรงชีวิต ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อครัวเรือน แนวทางพัฒนาได้แก่ 1) การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 2) การใช้เทคโนโลยีจัดการสุขภาพประชาชนทุกช่วงวัย 3) การพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียว และ 4) การจัดการขนส่งอัจฉริยะเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางสำหรับทุกคน</p> สมศักดิ์ วานิชยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285182 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบูรณาการและกลวิธีการจัดการเรียนการสอนตัวอักษรจีน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281528 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายปัญหาในการเรียนและการสอนตัวอักษรจีนของผู้เรียนชาวไทย และเพื่อเสนอแนะแนวทางการสอนแบบบูรณาการโดย ผ่านการศึกษาจากเอกสาร ตำราเรียน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่าในปัจจุบันผู้เรียนชาวไทยมีปัญหาการเรียนตัวอักษรจีนในหลายด้าน อันมีผลมาจากโครงสร้างหลักสูตร เนื้อหา วัสดุการสอน และวิธีการสอนของครูที่ขาดความน่าสนใจ นอกจากนี้ยังขาดกิจกรรมการสอนตัวอักษรจีน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้เรียนในแง่ของทัศนคติที่ส่งผลเชิงลบต่อตัวอักษรจีน ความเข้าใจหลักการจดจำตัวอักษรจีน และหลักการเขียนตัวอักษรจีนที่ถูกต้อง อันจะส่งผลกระทบต่อผู้เรียนในระยะยาว จากปัญหาเหล่านี้ ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลและแนวทางการเรียนรู้หลากหลายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมเสนอแนะแนวทางในการบูรณาการความรู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กลยุทธ์การสอนตัวอักษรจีน ซึ่งผู้สอนจะสามารถเลือกใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนตัวอักษรจีนของผู้เรียนชาวไทยได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ตัวอักษรจีนของผู้เรียนชาวไทยได้ โดยแนวทางการสอนตัวอักษรจีนแก่ผู้เรียนชาวไทยที่นำเสนอมีแนวทางทั้งหมด 2 แนวทางคือ แนวทางที่1. การสอนวิวัฒนาการของตัวอักษรจีน และแนวทางที่2. การสอนองค์ประกอบของตัวอักษรจีน ซึ่งในแนวทางการสอนที่ 2 แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นย่อยได้แก่ 2.1) เส้นขีดพื้นฐานของตัวอักษรจีน 2.2) ลำดับการขีดพื้นฐานตัวอักษรจีน และ 2.3) โครงสร้างของตัวอักษรจีน นอกจากนี้แนวทางการสอนในแต่ละด้านยังประกอบด้วย 2 ประเด็นด้วยกันคือ ประเด็นที่ 1. กลวิธีการสอนตัวอักษรจีน และประเด็นที่ 2. การบูรณาการการสอนตัวอักษรจีน</p> ชาญเดช เทียนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281528 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700