วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal
<p>English : Journal of Humanities and Social Sciences Mahasarakham University</p> <p>ภาษาไทย : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม </p> <p>ISSN: 2672-9733 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการโดยครอบคลุมวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การศึกษา ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ดุริยางคศิลป์ รัฐศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ปี ละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์/ ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน/ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน/ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม /ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม และ ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p>โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 3 ประเภท คือ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (double-blind peer review) โดยใช้ผู้พิจารณา 3 คน (Three Reviewers) ทั้งภายในและภายนอก จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ไม่อยู่ในสถาบันเดียวกับผู้ส่งบทความ เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p>
กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
th-TH
วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2672-9733
-
“กลิ่นแก่”: อคติ การตีตรา ธุรกิจบนความรังเกียจ และการเรียนรู้การสูงอายุเพื่อการอยู่ดีและตายดี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286345
<p>กลิ่นเป็นประสาทสัมผัสหนึ่งที่มนุษย์ใช้ในการทำความเข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัว ในบรรดากลิ่นที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม กลิ่นที่มาจากกระบวนการบนผิวหนังของมนุษย์เกิดขึ้นได้ด้วยกลไกหลากหลายรูปแบบ และอาจทำให้คนในแต่ละช่วงวัยมีกลิ่นที่แตกต่างกัน บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัยในช่วงปี ค.ศ.2001-2024 เกี่ยวกับกลิ่นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีและผู้สูงอายุ และเชื่อมโยงให้เห็นการทำงานของอคติและการตีตราที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผ่านมุมมองแบบสหวิทยาการระหว่างวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่างานวิจัยจำนวนหนึ่งได้ศึกษาสาร 2-Nonenal ในฐานะต้นตอของกลิ่นที่เกิดขึ้นมากเมื่อสูงอายุ แต่ข้อค้นพบจากงานวิจัยเกี่ยวกับสารชนิดนี้กลับไม่ได้สอดคล้องกันทั้งหมด ในทางกลับกัน “กลิ่นแก่” อาจมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับวยาคติหรืออคติที่คนในสังคมมีต่อการสูงอายุและผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการตีตรา การเหมารวม และการเลือกปฏิบัติที่มีต่อผู้สูงอายุ รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจบนความรังเกียจ ซึ่งใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมความละอายของคนในสังคมที่มีต่อกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการอยู่ดีและตายดี ทั้งของผู้สูงอายุและของคนช่วงวัยอื่น ซึ่งอาจบรรเทาได้ด้วยการจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ</p>
อัครา เมธาสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
637
652
-
การใช้หลักขันธ์ 5 วิเคราะห์แผนภาพการแสดงที่ถูกดลบันดาล (Inspired Acting) ของ ไมเคิล เชคอฟ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285647
<p>บทความวิเคราะห์เรื่องการใช้หลักขันธ์ 5 วิเคราะห์แผนภาพการแสดงที่ถูกดลบันดาล (Inspired Acting) ของ ไมเคิล เชคอฟ มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบ (comparative analysis) ของทั้งสองแนวคิดเพื่อให้เห็นว่าแบบฝึกฝนการแสดงของไมเคิล เชคอฟ ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนทักษะที่ตั้งอยู่บนขันธ์ใดมากที่สุด ผลจากการวิเคราะห์พบว่า การฝึกฝนการแสดงทั้ง 18 หัวข้อ สามารถจัดอยู่ในรูปขันธ์ 5 หัวข้อ ได้แก่ 1) การจัดวาง 2) การรู้สึกถึงรูปร่าง 3) การรู้สึกถึงองค์รวม 4) ร่างกาย (แบบฝึกฝนจิตกาย) 5) อิริยาบถทางจิต เวทนาขันธ์ 2 หัวข้อ ได้แก่ 1) การรู้สึกถึงความสบาย 2) คุณลักษณะ (ผัสสะ และ ความรู้สึก) สัญญาขันธ์ 4 หัวข้อ ได้แก่ 1) การรู้สึกถึงแนว 2) การรู้สึกถึงความจริง 3) การรู้สึกถึงความงาม 4) บรรยากาศ สังขารขันธ์ 5 หัวข้อ ได้แก่ 1) การสร้างตัวละคร 2) จินตนาการ 3) การด้นสด 4) จุดประสงค์ 5) การแผ่และรับ วิญญาณขันธ์ 2 หัวข้อ ได้แก่ 1) หมู่มวล 2) จุดสนใจ จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบทำให้เห็นว่าแบบฝึกฝนการแสดงของเชคอฟให้ความสำคัญกับหัวข้อการฝึกฝนด้านรูปขันธ์เท่า ๆ กับสังขารขันธ์ สะท้อนให้เห็นอัจฉริยภาพของไมเคิล เชคอฟ ในการตีความและสื่อสารให้เห็นเป็นภาพ</p>
วีรภัทร บุญมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
532
546
-
การรับรู้ของประชาชนที่มีต่อจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟชบุ๊ก และการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขการนำเสนอข่าว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282207
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณผสมผสานกับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟชบุ๊ก 2. เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวโดยใช้มาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศ และ 3. เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวโดยใช้มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทย ในส่วนการวิจัยเชิงปริมาณผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้รับชมข่าวอาชญากรรมที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ทั้งชายและหญิงที่อาศัยอยู่ในกรุงเพทมหานคร และเป็นผู้ที่เคยรับชมข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟชบุ๊ก ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) และ<br />การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายและจริยธรรมและจรรยาบรรณสื่อมวลชนของประเทศไทย สหราชอณาจักรและสิงค์โปร์<br /> ผลการวิจัยพบว่าการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟชบุ๊กพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้จรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟชบุ๊กโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยรับรู้จรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมจากเพจอีจันมากที่สุด รองลงมาคือเพจอีเจี๊ยบ เลียบด่วน และน้อยที่สุดคือ เพจ Drama – addict ผลจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กพบว่า จรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอาชญากรรมบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยประเด็นจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวมากที่สุดคือประเด็นนำเสนอข่าวที่ชี้นำสังคม<br /> ในเรื่องกฎหมายและจริยธรรมและจรรยาบรรณสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้วิจัยพบว่าประเทศไทยได้ออกร่างกฎหมายเพื่อกำกับสื่อมวลชนไว้ใน “ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....” โดยได้กำหนดนิยามของสื่อมวลชนในกรอบความหมายที่กว้างมาก และครอบคลุมถึงการสื่อสารไปยังประชาชนในทุกรูปแบบทุกประเภท ในส่วนจรรยาบรรณของสื่อมวลชนนั้นมีร่างไว้แค่ในส่วนของจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ มาตรา 37 (6) การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร จะต้องเป็นไปตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อหลักศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับและคำนึงผลประโยชน์สาธารณะเหนือกว่าสิ่งใด เห็นได้ว่าจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนยังไม่ชัดเจน ผู้วิจัยจึงเห็นควรเพิ่มประเด็นในเรื่องจรรยาบรรณสื่อมวลชนไว้ในร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....เพื่อให้เกิดแนวทางในการปฏิบัติที่ดีในเรื่องจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ซึ่งหมายถึงหลักคุณธรรมของผู้ประกอบอาชีพนักสื่อสารมวลชน มารวมตัวกันเป็นสมาคมวิชาชีพ สร้างขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบ อาชีพนักสื่อสารมวลชนให้มีความรับผิดชอบ ผู้วิจัยเห็นควรเพิ่มบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาในหมวดจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อไว้ในร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....เพื่อเป็นกรอบในการทำงานของอาชีพสื่อสารมวลชนต่อไป<br /> ในส่วนของการศึกษามาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศในเรื่องจรรยาบรรณในของสื่อมวลชนจากสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ ผู้วิจัยเห็นว่าควรกำหนดแนวทางให้ชัดเจนตามสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ที่ยึดหลักการจากสหภาพสื่อมวลชนแห่งสหราชอาณาจักได้กำหนดหลักจรรยาบรรณไว้ชัดเจนโดยเฉพาะข้อ 8 ต่อต้านการคุกคามหรือสิ่งจูงใจอื่นใดที่จะโน้มน้าว บิดเบือนข้อมูล และไม่แสวงหา ผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างไม่เป็นธรรมจากข้อมูลที่ได้รับ และข้อ 9 ไม่ผลิตเนื้อหาที่มีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ความเกลียดชังหรือการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจาก อายุ เพศ เชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ สถานะทางกฎหมาย ความทุพพลภาพ สถานภาพสมรส หรือ รสนิยมทางเพศของบุคคล ที่ทำให้เห็นว่าสื่อมวลชนไม่ควรนำเสนอข่าวที่ชี้นำสังคมไปในทางที่ผิด</p>
แก้วกัญญา เสวกสุริยวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
362
379
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครู
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/286330
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครู และ 2) วิเคราะห์สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน ตัวอย่างเป็นนักศึกษาครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 70 คน ทดลองใช้นวัตกรรมแบบกึ่งการทดลอง (quasi – experimental research) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ คู่มือกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานที่ส่งเสริมสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูและ แบบประเมินสมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครู วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired-sample t-test ปรากฏผลการวิจัยคือ<br /> 1) กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาครั้งนี้มีหลักการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการวิจัยที่สังเคราะห์ขึ้นได้ทั้งหมด 5 หลักการ สังเคราะห์เป็นขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นการคัดเลือกปรากฏการณ์ ขั้นการศึกษาปรากฏการณ์ ขั้นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ ขั้นการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ และขั้นการสรุปปรากฏการณ์ตามลำดับ ออกแบบเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ได้ทั้งหมด 3 กิจกรรมใน 3 กระบวนวิชา มีค่าความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมที่ออกแบบกับนิยามในการวิจัย โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คนได้ค่าเฉลี่ย 1.00 ทุกกิจกรรมและขั้นตอน ซึ่งมากกว่าที่กำหนดที่ 0.66 และความเหมาะสมด้านความสอดคล้องกับกระบวนวิชา ความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ความสอดคล้องกับช่วงวัยนักศึกษา ความน่าสนใจของกิจกรรม และระยะเวลาในการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยมากกว่าระดับที่กำหนดที่ 4.50 ทุกด้าน โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงตามความเหมาะสม2) ผลการวิเคราะห์สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูหลังการทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้ในการวิจัยพบว่า สมรรถนะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูในทั้ง 3 กระบวนวิชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 หลังจากใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน สามารถกล่าวได้ว่ากิจกรรมนี้สามารถส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
กรกนก สกุลกนกวัฒนา
พิศณุ รอตโกมิล
ศิริพร วงค์ตาคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
380
394
-
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้แนวคิด 3CM ร่วมกับห้องเรียนกลับด้าน เพื่อเสริมสร้างการคิดริเริ่มและการคิดยืดหยุ่น เรื่อง การนำเสนอข้อมูล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284066
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดริเริ่ม และการคิดยืดหยุ่น เรื่อง การนำเสนอข้อมูล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด 3CM ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน กับเกณฑ์ร้อยละ 75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การนำเสนอข้อมูล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด 3CM ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน กับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 8 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด 3CM ร่วมกับห้องเรียนกลับด้าน เรื่อง การนำเสนอข้อมูล 2) แบบทดสอบวัดการคิดริเริ่มและการคิดยืดหยุ่น 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใช้รูปแบบการวิจัย The One Group Posttest Only Design วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed Rank Test for location ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดริเริ่ม และการคิดยืดหยุ่น เรื่อง การนำเสนอข้อมูล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด 3CM ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การนำเสนอข้อมูล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิด 3CM ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
กฤษณะ ทุงจันทร์
อาวีพร ปานทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
395
405
-
พฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการจัดการ การท่องเที่ยวเชิงศาสนา วัดเขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284784
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และเปรียบเทียบความแตกต่างความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการจัดการการท่องเที่ยวเชิงศาสนาวัดเขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยววัดเขาจันทน์งาม จำนวน 400 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Sample: t-test F-test/ANOVA และสถิติ Least Significant Difference (LSD) เพื่อทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ผลการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 41 -50 ปี โสด ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑล การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพรับราชการ รายได้ 15,001 - 30,000 บาท เดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวและเครือญาติ 1-3 ครั้งปี ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ค่าใช้จ่าย 2,001-4,000 บาท ทราบข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตและมีการวางแผนการท่องเที่ยวน้อยกว่า 3 วัน ระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยววัดเขาจันทน์งาม จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลการเปรียบเทียบความแตกต่างพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีปัจจัยทางประชากรศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจต่อการจัดการการท่องเที่ยวของวัดเขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาแตกต่างกันในทุก ๆ ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
406
421
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวเชิงมูเตลูของนักท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษา วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282459
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดการสื่อสารแบบปากต่อปากบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นกรอบแนวคิด การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยว 341 คนที่วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากมากไปน้อย: ความตั้งใจมาท่องเที่ยว ( = 4.19) ทัศนคติที่มีต่อพฤติกรรม ( = 4.12) บรรทัดฐานของบุคคล ( = 3.92) การรับรู้การควบคุมพฤติกรรม ( = 3.92) และการสื่อสารแบบปากต่อปากบนอินเทอร์เน็ต ( = 3.87) การวิเคราะห์พบว่า ทัศนคติที่มีต่อพฤติกรรม (β = 0.387) บรรทัดฐานของบุคคล (β = 0.318) และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม (β = 0.131) ส่งผลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ตัวแปรทั้งสามร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 28.7 ผลวิจัยสนับสนุนความสำคัญของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและชี้ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่มุ่งสร้างทัศนคติเชิงบวกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่</p>
ชมพูนุท ด้วงจันทร์
มนสิกาญจน์ เกื้อประจง
พสิษฐ์ อุชุภาพ
นันท์ชพร นิยม
ปวริษา บุญเลี้ยง
อิศริยาภรณ์ เกลี้ยงประดิษฐ์
วรกานต์ เพ็ชรมีค่า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
422
437
-
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยกิจกรรม การเรียนรู้แบบ 5E ร่วมกับสื่อจำลองเสมือนจริง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283152
<p>วัตถุประสงค์ของวิจัยนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบสุริยะ ก่อนและหลังเรียนพร้อมเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 และ2) ประเมินความพึงพอใจผู้เรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม5Eร่วมกับสื่อจำลองเสมือนจริง การศึกษานี้ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนหลักสูตรไตรภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน จากโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster sampling) ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ 5E ร่วมกับสื่อจำลองเสมือนจริง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับโดยจะประเมินผู้เรียนภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมเมื่อครบตามแผน สถิติวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t สำหรับกลุ่มตัวอย่างหนึ่งกลุ่ม ผลวิจัยครั้งนี้พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนกลุ่มนี้หลังเรียนและก่อนเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนหลังการเรียนสูงกว่ามาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 และ 3) ภาพรวมและรายด้านของความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก </p>
นาตยา ช่วยชูเชิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
438
447
-
สถานะองค์ความรู้ว่าด้วยภาพแทนของโรคจิตเวชในสื่อ (พ.ศ. 2547-2566)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285391
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสถานะองค์ความรู้ว่าด้วยภาพแทนของโรคจิตเวชในสื่อ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร รวบรวมและวิเคราะห์งานศึกษาภาพแทนของโรคจิตเวชในสื่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดำเนินการวิจัยเชิงเอกสาร (documentary research) โดยสืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ Google Scholar ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547–2566 (ค.ศ. 2004–2023) จากนั้นนำวรรณกรรมที่สืบค้นได้และผ่านการคัดเลือกจำนวน 55 รายการ มาวิเคราะห์เนื้อหาแบบกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า โดยนำองค์ความรู้จากวรรณกรรมมาจัดประเด็นตามกรอบการศึกษา ผลการวิเคราะห์สถานะองค์ความรู้ภาพแทนของโรคจิตเวชในสื่อ 3 ด้าน ได้แก่<br /> 1) ด้านการสื่อสารภาพแทนของโรคจิตเวช งานศึกษาในอดีตมักระบุว่าสื่อนำเสนอภาพแทนของโรคจิตเวชในเชิงลบและไม่ถูกต้อง ทว่ามีงานศึกษาในระยะหลังที่เสนอว่าตัวละครในสื่อบันเทิงมีอาการตรงตามเกณฑ์วินิจฉัยโรค แม้สื่อจะนำเสนอแบบเกินจริง ทั้งยังมีงานศึกษาที่เสนอว่าการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรคจิตเวชในเชิงบวกและถูกต้องอาจมิได้นำไปสู่การลดการตีตราหรือความรู้ความเข้าใจ เพราะการสื่อสารยังขึ้นอยู่กับบริบท<br /> 2) ด้านผลกระทบของสื่อที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรคจิตเวชต่อผู้ป่วยและสังคม ประกอบด้วย ผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การสร้างการรับรู้ที่ผิด การตีตรากล่าวโทษ และการนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ ส่วนผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง การนำไปสู่การเปิดรับ/ยอมรับผู้ป่วย และการเสนอแนวทาง/นโยบายแก้ไขปัญหา <br /> 3) ด้านการใช้สื่อในฐานะเครื่องมือสร้างการรับรู้ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับโรคจิตเวชในสังคม ได้แก่ การพัฒนาสื่อเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และการทดลองนำสื่อที่มีอยู่ คือ ซีรีส์เกาหลี มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ</p>
นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์
กฤษบดินทร์ วงค์คำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
448
462
-
กระบวนการความร่วมมือระหว่างองค์กรในการส่งเสริม การผลิตข้าวอินทรีย์สู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282427
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการความร่วมมือระหว่างองค์กรในการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์สู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือการเก็บข้อมูลแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหาร ตัวแทน แกนนำ และผู้ปฏิบัติงานหลักขององค์กรที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียทางนโยบาย (Stakeholders) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการความร่วมมือระหว่างองค์กรในการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์สู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จำนวน 27 คน และทำการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการความร่วมมือ ประกอบด้วยเงื่อนไข 3 ประการ คือ 1) หลักความร่วมมือ ที่มีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เข้ามาร่วมกันแสวงหาแนวทางการทำงานร่วมกันที่จะนำไปสู่การผลักดันเป้าหมายของทุกฝ่ายให้บรรลุผลสำเร็จไปพร้อมกัน 2) แรงจูงใจร่วมกันเพื่อให้เกิดการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน และ3) ความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน เป็นวิถีทางที่ดีที่สุดซึ่งจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถผลักดันเป้าหมายของตนเองให้บรรลุผลได้นั้นคือการทำงานร่วมกันทำให้เป้าหมายร่วม ในขณะเดียวกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ได้รับประโยชน์หรือผลดีจากการทำงานร่วมกันในระดับที่ดีกว่าการที่แต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำงานโดยลำพัง</p>
ปรารถนา มะลิไทย
วิยุทธ์ จำรัสพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
463
478
-
การประเมินทางภาษา: บทบาทของการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (ESP) ที่มีต่อสถานประกอบการพาณิชย์และอุตสาหกรรม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/275602
<p> การสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (ESP: English for Specific Purposes) ถือเป็นแนวทางการสอนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการด้านการเรียนภาษาที่เฉพาะเจาะจงในสายอาชีพต่าง ๆ เน้นหนักในด้านการใช้ภาษาตามบริบทมากกว่าการสอนด้านไวยากรณ์และโครงสร้างแบบดั้งเดิม งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการแรงงานที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษในสถานประกอบการและองค์ประกอบของหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากนักศึกษา 160 คนและผู้ชำนาญการด้านอุตสาหกรรม 12 คน ผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ การวัดผลดำเนินการผ่านการประเมินแบบก่อนและหลังเรียน การทดสอบสถานการณ์จำลอง การนำเสนอที่บันทึกวิดีโอ และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมผลการวิจัยพบว่าหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ มีความสอดคล้องกับสมรรถนะด้านการสื่อสารที่ภาคธุรกิจต้องการ ผู้เรียนมีพัฒนาการโดดเด่นใน 5 ด้าน ได้แก่ (1) ทักษะการสื่อสารเชิงเทคนิคเฉพาะทางโดยนักศึกษาสามารถใช้คำศัพท์เฉพาะทางได้อย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น 68% (2) ทักษะการเจรจาต่อรองทางธุรกิจซึ่งพัฒนาขึ้น 42% (3) ความสามารถในการนำเสนอข้อมูลทางวิชาชีพ โดยคะแนนประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น 56% (4) ทักษะการเขียนเอกสารทางวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงพัฒนาการเพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และ (5) ทักษะการประชุมเชิงธุรกิจทั้งแบบเผชิญหน้าและออนไลน์ ที่มีอัตราความสำเร็จในการสื่อสารเพิ่มขึ้น 47% นอกจากนี้ ยังพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงวิชาชีพ การแก้ปัญหา ความเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานข้ามชาติ และความยืดหยุ่นในการปรับตัว ข้อคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมชี้ว่าบัณฑิตที่ผ่านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ร้อยละ 83 มีความพร้อมในการปฏิบัติงานสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ผ่านการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะด้านการเรียนรู้และความต้องการในตลาดงานนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแนวทางการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงานจริง งานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการยกระดับประสิทธิภาพของการสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ผ่านการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมผู้เรียนสู่ความท้าทายทางภาษาในภูมิทัศน์วิชาชีพระดับสากล</p>
มูฮัมมัด คัยรุล บิน ซาการียา
มูหำหมัด สาแลบิง
อับดุล มุตาลิบ บิน เอิมบง
อับดุล ญามิล บิน ซับดิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
479
493
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานนอกเวลาของพนักงานประจำ กรณีศึกษา จังหวัดนราธิวาส
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/289565
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการทำงานนอกเวลา และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานนอกเวลาของพนักงานประจำ กรณีศึกษาจังหวัดนราธิวาส โดยใช้ข้อมูลจากแบบสอบถาม จำนวน 400 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณและโลจิสติกส์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า พนักงานประจำที่ทำงานนอกเวลามีชั่วโมงการทำงานต่อวันเฉลี่ย 7.58 ชั่วโมง จำนวนวันทำงานต่อสัปดาห์เฉลี่ย 5.7 วัน และรายได้ต่อชั่วโมงเฉลี่ย 288.67 บาท โดยประเภทของงานนอกเวลาส่วนใหญ่เลือกประเภทงานขาย รองลงมาคือ งานบริการ งานวิชาการ และงานอื่นๆ ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 สำหรับปัจจัย ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส อาชีพ ค่าใช้จ่าย และหนี้สิน ส่งผลต่อการทำงานนอกเวลาของพนักงานประจำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรส่งเสริมอบรมทักษะอาชีพเสริมที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานประจำ พร้อมทั้งการให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการบริหารเวลาและการวางแผนทางการเงิน เพื่อพนักงานประจำจะได้มีการทำงานนอกเวลาอย่างเหมาะสมไม่กระทบกับประสิทธิภาพของการทำงานประจำ</p>
รอปีอ๊ะ หะยีตาแหละ
บุษกร ถาวรประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
494
506
-
การศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดพิจิตร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284340
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดพิจิตร เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม และแนวคำถามในการสัมภาษณ์ ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดพิจิตร จำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนตะพานหิน โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม และโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูลจำนวน 291 คน ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Krejcie and Morgan (1970) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2) การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูลการสัมภาษณ์จำนวน 6 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัย ได้แก่ ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 1 พบว่าสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านทักษะพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดพิจิตร ของโรงเรียนทั้ง 3 โรงเรียนในจังหวัดพิจิตร มีการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง และผลการศึกษาขั้นตอนที่ 2 พบว่า ปัจจุบันผู้เรียนใช้สื่อโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้ แต่ผู้เรียนยังขาดทักษะวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร ปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ ทักษะการแยกแยะบุคคลที่มีเจตนาหลอกลวงหรือหวังผลประโยชน์ รวมถึงขาดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในโลกออนไลน์ และขาดทักษะการแสดงความคิดเห็นบนสื่อโซเชียลอย่างไม่เหมาะสม ขาดการยับยั้งชั่งใจ และการคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น</p>
วราภรณ์ บัณฑิตโรจนฤทธิ์
ณัฐเชษฐ์ พูลเจริญ
อัจฉรา ศรีพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
507
518
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283660
<p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อก เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดของนิสิตครู มีวัตถุประสงค์การวิจัย 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่บูรณาการการเรียนรู้แบบร่วมมือและการใช้วิดีโอบล็อก และ 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นต่อทักษะการพูดของนิสิตครู การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนาโดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 329 คน และทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ฯ กับกลุ่มตัวอย่างนิสิตครู จำนวน 14 คน การวิเคราะห์ผลข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์สถิติ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ว่า</p> <ol> <li>ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ความต้องการในการพัฒนาการลำดับประเด็นสำคัญในการพูด (PNI<sub>Modified</sub> = 0.31) การใช้วิดีโอบล็อกร่วมกับการจัดการเรียนการสอน (PNI<sub>Modified</sub> = 0.31) และการพัฒนาลีลาและน้ำเสียงในการพูด (PNI<sub>Modified</sub> = 0.29)</li> <li>รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมกันและวิดีโอบล็อกที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ อาจารย์ นิสิตครู การศึกษาตัวอย่าง การเรียนในชั้นเรียน ผลงานของนิสิต และการประเมินผล โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน คือ อาจารย์เตรียมแผนการสอน นิสิตศึกษาตัวอย่างการพูด นิสิตฝึกเขียนบทพูดและซ้อมกับเพื่อนในชั้นเรียน นิสิตนำเสนอผลงาน เพื่อนนิสิตประเมินนิสิต และอาจารย์ประเมินนิสิต</li> <li>ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นพบว่า ทักษะการพูดของนิสิตครูหลังการทดลอง (M = 17.00, SD = 2.34) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M = 14.57, SD = 2.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานที่บูรณาการการเรียนรู้แบบร่วมมือและการใช้วิดีโอบล็อกมีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะการพูดของนิสิตครู รูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดในบริบทการศึกษาอื่นๆ ได้</li> </ol>
วิชชุดา ดวงชาทม
พรสุข ตันตระรุ่งโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
519
531
-
แนวทางการพัฒนานวัตกรรมแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ กรณี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดอุดรธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284870
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการของนโยบายที่มีลักษณะเป็นนวัตกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงข้อจำกัดรวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม แนวทาง/ตัวแบบในการพัฒนานวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้การศึกษาทั้ง การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการของนโยบายที่มีลักษณะเป็นนวัตกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งประกอบด้วย (1) ด้านการสร้างกลยุทธ์ พบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลนาพู่สร้างกลยุทธ์ผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มักเผชิญกับความเหงาและภาวะซึมเศร้า โรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากโครงการวิจัยเพื่อชุมชนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ขณะที่โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลปะโคและเทศบาลตำบลหนองบัวเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยการสร้างทักษะและสุขภาพที่ดีผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (2) ด้านการสร้างความคิดใหม่ พบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลนาพู่สร้างความคิดใหม่ โดยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษา การฝึกทักษะอาชีพ และการใช้เทคโนโลยีสื่อสาร ในขณะที่โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลปะโค เน้นการประชาสัมพันธ์บทบาทของผู้สูงอายุและการจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อเสริมสร้างความรักและความร่วมมือในชุมชน ส่วนโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลหนองบัวมุ่ง เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสอนทักษะที่จำเป็นและการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหงาและเสริมสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ (3) ด้านการจัดลำดับความสำคัญและการคัดเลือกความคิดที่ดีที่สุด พบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุทั้งสามแห่ง ต่างมีการจัดลำดับความสำคัญและคัดเลือกความคิดที่ดีที่สุดอย่างเป็นระบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ (4) ด้านการนำความคิดที่คัดสรรแล้วไปใช้ปฏิบัติ พบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุทั้งสามแห่ง ต่างได้นำความคิดที่คัดสรรแล้วไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พร้อมทั้งมีการประเมินผลและปรับปรุงโครงการอย่างต่อเนื่อง และ (5) ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการนวัตกรรม พบว่า โรงเรียนผู้สูงอายุทั้งสามแห่ง ต่างมุ่งเน้นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการนวัตกรรม โดยความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ขณะที่ โรงเรียนผู้สูงอายุทั้งสามแห่ง ยังมีข้อจำกัดในการพัฒนานวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในด้านการดำเนินงาน อาทิ การวางแผนกลยุทธ์ที่ขาดความชัดเจน การสำรวจและประเมินความต้องการที่ไม่ครอบคลุม การสื่อสารที่ไม่ทั่วถึง และการขาดการสนับสนุนทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดในด้านการประเมินผลที่ไม่เป็นระบบ รวมถึงการขาดการติดตามผลกระทบระยะยาว ทำให้โครงการเหล่านี้เผชิญกับความท้าทายในการดำเนินงานและความยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของผู้สูงอายุในปัจจุบัน</p>
ศรัณย์ เจริญศิริ
สรัญญา เจริญศิริ
ณิศรา ประดิษฐ์ด้วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
547
562
-
การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท : ศึกษาศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ในเขตอำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/291657
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรู้และความเข้าใจของประชาชน และ (3) เสนอแนวทางในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน โดยศึกษาจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 53 คน ในพื้นที่อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม<br /> ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจกระบวนการไกล่เกลี่ยในระดับพื้นฐาน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้และความเข้าใจ ได้แก่ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ตรง แหล่งข้อมูล และบทบาทของเจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แนวทางที่เหมาะสมในการเสริมสร้างความรู้ ได้แก่ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ และการลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้ความรู้โดยใช้เครือข่ายผู้นำชุมชน</p>
ศักดิ์ชาย สุนทรธนาภิรมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
563
576
-
บทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลในอาเซียน: กรณีศึกษาการจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา บริเวณเกาะกูด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283984
<p>การศึกษานี้วิเคราะห์บทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลในกรอบอาเซียน โดยมุ่งเน้นการจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชาในบริเวณเกาะกูด วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ วิเคราะห์นโยบายและมาตรการของประเทศไทย ในการบริหารจัดการข้อพิพาททางทะเล ประเมินผลกระทบของนโยบายต่อความมั่นคงทางทะเลในอาเซียน และเสนอแนวทางแก้ไขข้อพิพาททางทะเลอย่างสันติ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน ผลการวิจัยพบนโยบายของประเทศไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับภูมิภาค การบริหารทรัพยากรร่วม และการยึดมั่นในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทาย ได้แก่ ความไม่มั่นคงทางการเมือง การตีความเขตแดนที่แตกต่างกัน และการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน กรณีศึกษา เช่น พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการที่โปร่งใสและกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม การวิจัยนี้เสนอว่าประเทศไทยควรส่งเสริมความไว้วางใจผ่านนโยบายที่โปร่งใส ผลักดันโครงการพัฒนาร่วม และปรับกลยุทธ์ระดับชาติให้สอดคล้องกับกรอบความมั่นคงทางทะเลของอาเซียนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว</p>
สุรินทร์ดา มะลิสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
577
593
-
การศึกษาวิเคราะห์ข้อผิดพลาดการใช้บทเสริมภาษาจีน: กรณีศึกษานิสิตชั้นปีที่ 3 หลักสูตรภาษาจีน มหาวิทยาลัยทักษิณ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283803
<p>การวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อผิดพลาดการใช้บทเสริมภาษาจีนของนิสิตชั้นปีที่ 3 หลักสูตรภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภท ลักษณะและสาเหตุของข้อผิดพลาดการใช้บทเสริมภาษาจีน และเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนด้านบทเสริมสำหรับผู้เรียนชาวไทย ข้อมูลที่สำรวจมาจากการบ้านในรายวิชาการเขียนภาษาจีน 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้วิธีการพรรณนาวิเคราะห์ หาค่าความถี่ และค่าเฉลี่ยร้อยละ ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้เรียนเกิดข้อผิดพลาดในการใช้บทเสริม 7 ประเภท โดยประเภทของบทเสริมที่มีค่าเฉลี่ยผิดพลาดมากที่สุดคือบทเสริมบอกสภาพ อาการ/กริยา (情态补语) รองลงมาคือบทเสริม บุพบทวลี (介词短语补语) บทเสริมบอกผล (结果补语) บทเสริมบอกปริมาณ/จำนวน (数量补语) บทเสริมบอกระดับความเข้มข้น (程度补语) บทเสริมบอกทิศทางการเคลื่อนไหว (趋向补语) และบทเสริมบอกความเป็นไปได้ (可能补语) ตามลำดับ ลักษณะข้อผิดพลาดการใช้บทเสริมมี 5 ลักษณะ โดยลักษณะข้อผิดพลาดที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือการเรียงคำในประโยคผิด (错序) รองลงมาคือการใช้คำศัพท์อื่นมาแทน (误代) การเขียนคำตกหล่น (遗漏) การเพิ่มคำหรือส่วนประกอบ (误加) และการเขียนที่ผสมปนเปกัน (杂糅) ตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด ได้แก่ ผลกระทบจากการถ่ายโอนภาษาในเชิงลบ การแสดงออกที่ไม่ชัดเจน ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การขาดความรู้สึกทางด้านภาษา และการขาดการฝึกฝนในทักษะการเขียน แนวทางการจัดการเรียนการสอนด้านบทเสริมภาษาจีนสำหรับผู้เรียนชาวไทย ดังเช่น การสร้างความรู้สึกที่ดีต่อภาษาเป้าหมาย การให้ความสำคัญกับการฝึกฝน การสอนไวยากรณ์ในภาษาเป้าหมาย การใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย และการคัดเลือกแบบเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียน เป็นต้น</p>
เส้าฮุย หลี่
สุธาสินี พรมแดน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
594
606
-
การวางแผนกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280640
<p> การวิจัยในครั้งนี้จุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทางการนำข้อมูลผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้ง 7 ด้านของนักศึกษาตามระบบการรับรองคุณภาพการศึกษาแบบ ABET มาใช้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้กำหนดไว้ ได้แก่ HIDEF และ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยใช้ข้อมูลนักศึกษาจำนวน 35 คน ระหว่างปีการศึกษา 2565 – 2566 ผ่านรายวิชาโครงงานวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จำนวน 3 รายวิชา ได้แก่ สัมมนาโครงงาน 1 สัมมนาโครงงาน 2 และ โครงงานวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ พบว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาสอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยครอบคลุมทักษะการเรียนรู้ (4Cs) Productivity และ Social Skills ในทักษะชีวิต (FLIPS) และ Lifelong Learning เมื่อนำผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาใน 2 ภาคการศึกษาแรกมาวิเคราะห์ พบว่า SO.3 ซึ่งตรงกับทักษะด้าน Communication ของทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดที่ร้อยละ 81.21 จากข้อมูลดังกล่าว จึงวางแผนจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการสื่อสารในภาคการศึกษาถัดไป และเมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษาพบว่าคะแนนเฉลี่ยของ SO.3 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.21 เป็นร้อยละ 85.00 ทำให้สรุปผลได้ว่า ข้อมูลผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาตามระบบการรับรองคุณภาพการศึกษาแบบ ABET สามารถนำมาใช้ในวางแผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเพิ่มทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้กับนักศึกษาได้ และยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรได้อีกด้วย</p>
อภิรมย์ ฉายเพิ่มศักดิ์
ฆนัท พูลสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
607
620
-
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อผู้ประกอบการทางการเกษตร: กรณีศึกษาจังหวัดแพร่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281830
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้ประกอบการทางการเกษตร และ 2) วิเคราะห์ความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการทางการเกษตร กลุ่มตัวอย่าง คือ ตัวแทนผู้ประกอบการทางการเกษตรในจังหวัดแพร่จำนวน 10 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและบทสัมภาษณ์ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 6 ทักษะ ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสูตรคำนวณหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ฉบับปรับปรุง (PNI<sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการทางการเกษตรมีความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับอ่อนถึงปานกลาง โดยทักษะที่ดีที่สุด คือ ทักษะการอ่าน ( = 2.90, S.D.= 0.99) ดีน้อยที่สุด คือ ความรู้ไวยากรณ์ ( = 2.00, S.D.= 0.67) และ มีความต้องการพัฒนาทักษะการพูดมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการนำเสนอไอเดียธุรกิจต่อผู้ซื้อหรือนักลงทุน (PNI<sub>modified</sub>=1.353) ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทางการเกษตรมีความต้องการพัฒนาทักษะต่าง ๆ รองลงมา ได้แก่ ทักษะการอ่าน ทักษะการฟัง ทักษะการเขียนและความรู้คำศัพท์ ตามลำดับ ในขณะที่ ความรู้ไวยากรณ์นับว่ามีความต้องการพัฒนาน้อยที่สุด โดยต้องการพัฒนาการใช้ไวยากรณ์และโครงสร้างภาษาอังกฤษสำหรับการอธิบายเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมากที่สุดภายใต้หมวดไวยากรณ์ (PNI<sub>modified</sub>=1.333) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางการออกแบบเนื้อหา เค้าโครงการเรียนการสอน หรือ พัฒนาหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะให้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการทางการเกษตรตามบริบทของสังคมไทยได้</p>
อลิสา อินจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-05-15
2026-05-15
45 2
621
636
-
การวิเคราะห์ข้อบกพร่องการเขียนภาษาไทยในบทความของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281774
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อบกพร่องการเขียนภาษาไทยในบทความของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เรียนวิชาภาษาไทย 2 (LG 4002) ปีการศึกษา 2566 จำนวน 252 นาย วิเคราะห์ข้อบกพร่องการเขียนด้วยการวิเคราะห์ตามหลักไวยากรณ์และโครงสร้างประโยค สรุปและอภิปรายผลการศึกษาแบบพรรณนาวิเคราะห์<br /> ผลการวิจัยพบข้อบกพร่องการเขียนภาษาไทยในบทความของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 5 ลักษณะ ดังนี้ 1) การสะกดคำ พบข้อบกพร่องเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การเขียนพยัญชนะท้าย การเขียนสระ การเขียนพยัญชนะต้น การเขียนวรรณยุกต์ การเขียนการันต์ และการเขียนสะกดผิดทั้งคำ 2) การใช้คำ ได้แก่ การใช้คำไม่ตรงความหมาย การใช้คำฟุ่มเฟือย การใช้คำราชาศัพท์ การใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน การใช้คำซ้ำ ๆ การใช้คำสันธาน การใช้คำบุพบท และการใช้คำลักษณะนาม 3) การเรียบเรียงประโยค ได้แก่ การใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ การเรียบเรียงประโยค และการใช้ภาษาต่างระดับ 4) การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและตัวเลข ได้แก่ การเว้นวรรค การใช้เครื่องหมายวรรคตอน การย่อหน้า และการเขียนตัวเลข และ 5) รูปแบบการเขียน ได้แก่ รูปแบบการใช้คำประกอบการยกตัวอย่าง ขนาดตัวอักษรและตัวเลข และการเขียนอ้างอิง ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้วางแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและพัฒนาการเขียนบทความของนักเรียนนายร้อยต่อไป</p>
อำภา ช่างเกวียน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
653
665
-
ปัจจัยเชิงสาเหตุของความได้เปรียบทางการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ OTOP ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/285809
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการทำงาน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจ OTOP ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการหรือหัวหน้าของธุรกิจ OTOP 4 หรือ 5 ดาว จำนวน 240 คน ใช้วิธีการเลือกแบบตามสะดวกหรือสมัครใจ เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม มาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบอคที่มีค่าความเชื่อมั่นสูง และใช้เทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง <br /> ผลการวิจัยพบว่า โมเดลที่นำเสนอสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ในระดับสูง โดยสมรรถนะการทำงาน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลเชิงบวกต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลเชิงบวกทางอ้อมผ่านความได้เปรียบทางการแข่งขันต่อผลการดำเนินงาน และความได้เปรียบทางการแข่งขันส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงาน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการควรพัฒนาสมรรถนะภายในองค์กร ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างกลยุทธ์การแข่งขันและเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน</p>
อุษณีย์ ขุนหมวก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-04-30
2026-04-30
45 2
666
685