https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/issue/feed
วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2026-03-04T16:24:41+07:00
ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณ
h.pathom@gmail.com
Open Journal Systems
<p>English : Journal of Humanities and Social Sciences Mahasarakham University</p> <p>ภาษาไทย : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม </p> <p>ISSN: 2672-9733 (Online)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนโยบายในการส่งเสริม เผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และ เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการโดยครอบคลุมวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การศึกษา ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ดุริยางคศิลป์ รัฐศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม</p> <p>กำหนดการตีพิมพ์ปี ละ 6 ฉบับ ออกราย 2 เดือน คือ</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์/ ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน/ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน/ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม /ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม และ ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม</p> <p>โดยรูปแบบผลงานที่วารสารจะรับพิจารณา มี 3 ประเภท คือ บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ บทความวิชาการและบทความวิจัยที่จะนำมา ตีพิมพ์วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคามจะต้องได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ (double-blind peer review) โดยใช้ผู้พิจารณา 3 คน (Three Reviewers) ทั้งภายในและภายนอก จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ไม่อยู่ในสถาบันเดียวกับผู้ส่งบทความ เพื่อให้วารสารมีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล และนำไปอ้างอิงได้ ผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์ จะต้องมีสาระ งานทบทวนความรู้เดิมและเสนอความรู้ ใหม่ที่ทันสมัยรวมทั้งข้อคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ผลงานไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน วารสารอื่นใดมาก่อน และไม่ได้อยู่ในระหว่างการพิจารณาลงวารสารใดๆ</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/284374
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) เพื่อส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียน ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่
2024-12-18T17:34:29+07:00
กรกนก สกุลกนกวัฒนา
kornkanok.sakul@cmu.ac.th
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเนื้อหาและภาษา (CLIL) เพื่อส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ ตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 156 คน และครูจำนวน 2 คน จาก 2 โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดเชียงใหม่ โดยการสุ่มหลายขั้นตอน ทดลองใช้นวัตกรรมแบบกึ่งการทดลอง (quasi – experimental research) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ คู่มือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และแบบประเมินทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารก่อนและหลัง เป็นรูปแบบปรนัย 4 ตัวเลือก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired-sample t-test ปรากฏผลการวิจัยคือ<br /> 1) หลักการจัดการเรียนรู้ในการวิจัยที่สังเคราะห์ขึ้นได้ทั้งหมด 5 หลักการ สังเคราะห์เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ได้ 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ทบทวนเรื่องราวการสื่อสาร ขั้นที่ 2 วิเคราะห์เรื่องราวการสื่อสาร ขั้นที่ 3 เชื่อมโยงการสื่อสาร ขั้นที่ 4 ปฏิบัติการสื่อสาร และขั้นที่ 5 จำลองการสื่อสาร มีผลการประเมินความสอดคล้องกับทฤษฎีจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนได้ค่าเฉลี่ยมากกว่ากำหนดที่ 0.66 ทุกขั้นตอน และความเหมาะสมในการใช้พัฒนานักเรียนประถมศึกษา การส่งเสริมนักเรียนยุคปัจจุบัน และการนำไปสร้างนวัตกรรม อยู่ในระดับมากทั้งหมด จากนั้นจึงนำมาใช้สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ได้ทั้งหมด 5 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง รวม 15 ชั่วโมง แต่ละแผนครบถ้วนทุกขั้นตอน มีผลการประเมินความสอดคล้องกับนิยามจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คนได้ค่าเฉลี่ยมากกว่าที่กำหนดที่ 0.66 ทุกแผน<br /> 2) ผลการทดลองใช้นวัตกรรมพบว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเพิ่มขึ้นจากก่อนการใช้นวัตกรรม โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมทั้งในด้านเนื้อหา การทำกิจกรรม และการพัฒนาทักษะในระดับมากถึงมากที่สุด รวมถึงผลการประเมินความพึงพอใจของครูที่สอนต่อคู่มือการจัดกิจกรรมในด้านกิจกรรมในคู่มือและความสมบูรณ์ของคู่มืออยู่ในระดับมากที่สุดทั้งหมด</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283311
บทบาทของแรงจูงใจ ความสามารถและโอกาสต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจนำเข้าส่งออก: หลักฐานเชิงประจักษ์จากผู้ใหญ่วัยทำงานตอนต้น
2024-11-07T19:33:03+07:00
กฤษฎา ดลปัญญา
dolpanya_k@su.ac.th
<p>การพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในธุรกิจนำเข้าส่งออกเป็นประเด็นสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่การศึกษาที่ผ่านมามักเน้นศึกษากลุ่มผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์แล้ว ทำให้ขาดความเข้าใจเชิงบูรณาการถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกของกลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานตอนต้น การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของแรงจูงใจ ความสามารถ และโอกาสที่มีต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจนำเข้าส่งออก โดยการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด แรงจูงใจ ความสามารถ และโอกาส ในการพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-30 ปี จำนวน 482 คน ผลการวิเคราะห์โมเดลการวัดพบว่าตัวแปรแฝงทั้งสามมีความสัมพันธ์กับตัวแปรสังเกตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแรงจูงใจประกอบด้วยความต้องการความสำเร็จ ความต้องการการมีอำนาจ และความต้องการความผูกพัน ส่วนด้านความสามารถวัดจากทักษะในการดำเนินธุรกิจและการยอมรับความเสี่ยง และด้านโอกาสสะท้อนผ่านการแสวงหาโอกาสของผู้ประกอบการและการตื่นตัวของผู้ประกอบการ ผลการวิเคราะห์โมเดลโครงสร้างพบว่าโอกาสมีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกสูงที่สุด รองลงมาคือแรงจูงใจและความสามารถ นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลทางอ้อมของโอกาสและความสามารถที่ส่งผ่านแรงจูงใจ โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจในการเป็นผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกได้ร้อยละ 68.3 ซึ่งผลการวิจัยนี้มีนัยสำคัญทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ โดยแสดงให้เห็นความสำคัญในการพัฒนาแบบบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งการสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ การพัฒนาทักษะที่จำเป็น และการเสริมสร้างแรงจูงใจในการที่จะเป็นผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในธุรกิจนำเข้าส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/277559
ผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาดาราศาสตร์ตามกรอบ TPACK MODEL ของครูวิทยาศาสตร์ก่อนประจำการ
2024-05-02T12:07:13+07:00
จตุทิพย์ ก๋ายะ
jatutip@g.lpru.ac.th
ดลฤดี สุขใจ
dondee@g.lpru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้ตามกรอบ ความคิด TPACK MODEL รายวิชาดาราศาสตร์ (2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกัน ในการจัดการเรียนรู้ตามกรอบความคิด TPACK MODEL รายวิชาดาราศาสตร์ (3) ศึกษาความพึงพอใจของ ผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ตามกรอบความคิด TPACK MODEL รายวิชาดาราศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายในการ วิจัยคือครูวิทยาศาสตร์ก่อนประจำการ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในเขต ภาคเหนือที่เรียนรายวิชาดาราศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย คือ (1) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอัตนัยและปรนัย คิดเป็นคะแนนสุทธิ 11 คะแนน (2) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้แยกตามกรอบความคิด TPACK MODEL จำนวน 7 รายการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที และความ แปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษาโดยภาพรวมทั้งหมด พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่ามากกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน 6.04 คะแนน และก่อนเรียน 2.46 คะแนน เมื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันโดย แบ่งเป็นกลุ่มสูง กลาง และต่ำ พบว่าค่าความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนคิดเป็นร้อยละ 44.76 47.11 และ 31.06 ตามลำดับ และความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยทุกกรอบความคิดเท่ากับ 4.53 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 ซึ่งมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281618
ความพร้อมในการใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์ของประชาชน ในประเทศไทย
2024-09-12T15:33:05+07:00
ชลวิทย์ มีทองคำ
cholawit.m@ku.ac.th
ชลาธร จูเจริญ
fagrchch@ku.ac.th
สุภาภรณ์ เลิศศิริ
agrspl@ku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม 2) ความรู้ในการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ 3) ความพร้อมในการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ 4) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม การเปิดรับข่าวสาร ความรู้ในการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์กับความสัมพันธ์ของความพร้อมในการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 400 รายด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ด้วยแบบสอบถามที่ค่าความเชื่อมั่น 0.94 สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 34.64 ปี ศึกษาในระดับการศึกษาปริญญาตรี มีอาชีพงานประจำ มีรายได้เฉลี่ย 40,255.70 บาท/เดือน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 20,581.75 บาท/เดือน จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4.15 คน ส่วนใหญ่ได้รับข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ มีความรู้ของการใช้กัญชาทางการแพทย์อยู่ในระดับมากค่าเฉลี่ย 30.16 คะแนน และความพร้อมในการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์อยู่ในระดับมากค่าเฉลี่ย 2.88 ประกอบด้วยความพร้อมด้านเพศ ด้านอายุ ด้านการศึกษา อาชีพ ตลอดจนภูมิหลังของครอบครัว ด้านการเงิน และด้านเศรษฐกิจ ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่าระดับการศึกษา อาชีพ รายจ่าย จำนวนสมาชิกครัวเรือน การเปิดรับข่าวสาร มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281874
การบูรณาการแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ตามแนววิถีพุทธในการบริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้: บริบทสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1
2024-09-23T12:17:04+07:00
ณฏฐพร สิงห์สร
natataporn1223@gmail.com
ลำพอง กลมกูล
natataporn1223@gmail.com
ณัฐกา สงวนวงษ์
natataporn1223@gmail.com
ณัฐพัชร สายเสนา
natataporn1223@gmail.com
เริงวิชญ์ นิลโคตร
natataporn1223@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการการบูรณาการความฉลาดทางอารมณ์ตามแนววิถีพุทธในการส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืน บริบทสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมการศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 และ 2) นำเสนอแนวทางการการบูรณาการแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ตามแนววิถีพุทธในการบริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 คน การสัมภาษณ์เชิงลึก 10 คน การสนทนากลุ่ม 15 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือ คือแบบสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครง โดยได้กำหนดเกณฑ์สำหรับเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ เป็นผู้บริหารสถานศึกษา เป็นครูในสถานศึกษาขนาดเด็ก และมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ตรวจสอบคุณภาพด้วยเทคนิคสามเส้า ผลการศึกษา พบว่า 1. ความต้องการการบูรณาการความฉลาดทางอารมณ์ตามแนววิถีพุทธในการส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืน 1.1 บริบทของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสุพรรณมีทุนศักยภาพที่เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการบูรณาการความฉลาดทางอารมณ์ ประกอบด้วย การมีความสัมพันธ์ที่ดี เครือข่ายการทำงาน และโอกาสของการพัฒนาตนเอง และ 1.2 ความต้องการการบูรณาการหลักธรรมเพื่อพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย การเสริมสร้างปณิธานองค์กร การสื่อสารเชิงบวกและสร้างสรรค์ และการเรียนรู้เชิงระบบ และ 2. แนวทางการบูรณาการแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ตามแนววิถีพุทธในการบริหารสถานศึกษาเพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ประกอบด้วย การสร้างนิเวศการเรียนรู้ การส่งเสริมการเจริญสติ การพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบ การวิสัยทัศน์ร่วม การส่งเสริมการเรียนรู้ และการประยุกต์หลักใช้พุทธธรรม</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280065
การศึกษาแนวทางการออกแบบเพื่อเพิ่มศักยภาพของพื้นที่โล่งสาธารณะที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา: กรณีศึกษาเทศบาลนครสงขลา
2024-07-22T23:27:26+07:00
ณัฐนีภรณ์ น้อยเสงี่ยม
nattane@gmail.com
วีระวัฒน์ อุ่นเสน่หา
weerawat@vru.ac.th
ชลัท ทิพากรเกียรติ
ninechalat14@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาในมิติที่แสดงให้เห็นถึงพื้นที่สาธารณะที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา รูปแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับผู้ใช้ เพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบที่ส่งเสริมศักยภาพของพื้นที่และเป็นฐานข้อมูลในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่สาธารณะแก่เทศบาลนครสงขลาในอนาคต งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method) รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ ร่วมกับสำรวจลักษณะทางกายภาพของพื้นที่โล่งสาธารณะเบื้องต้นด้วยการใช้แผนที่ Google Earth โดยมีเครื่องมือสอบถามกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 200 คน เพื่อได้ข้อมูลพื้นที่สาธารณะที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและรูปแบบกิจกรรม ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่สาธารณะที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาแต่มีศักยภาพเพื่อรองรับการทำกิจกรรมของผู้อาศัยในเขตเทศบาลนครสงขลา 2 พื้นที่ คือ ลานโล่งหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสงขลา และลานคลองขวาง แนวคิดการออกแบบเพื่อให้ทุกกลุ่มคน (Universal design) เข้ามาทำกิจกรรมได้อย่างเท่าเทียมกันและมีภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นประเด็นสำคัญที่ควรนำมาพิจารณา</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283486
การศึกษาการใช้คำบุรุษสรรพนามในสื่อการเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ
2024-11-13T15:35:01+07:00
นพาวรรณ์ ใจสุข
napawan.jai@dpu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้คำบุรุษสรรพนามในสื่อการเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดภาษาศาสตร์สังคม เก็บข้อมูลจากบทสนทนาในหนังสือเรียนระหว่างปี พ.ศ. 2543-2564 และเก็บข้อมูลจากบทสนทนาในสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นสื่อที่ใช้เรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติที่เรียนโดยใช้ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ วิเคราะห์เนื้อหาโดยเขียนบรรยายเชิงพรรณนาและนำเสนอร่วมกับตารางแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่และร้อยละ<br /> ผลการวิจัยพบรูปคำที่ปรากฏการใช้ได้ทั้งหมด 16 รูป และจำแนกตามความหมายทางไวยากรณ์ด้านบุรุษได้ทั้งหมด 20 คำ ได้แก่ คำสรรพนามบุรุษที่ 1 จำนวน 8 คำ คำสรรพนามบุรุษที่ 2 จำนวน 8 คำ และคำสรรพนามบุรุษที่ 3 จำนวน 4 คำ และพบว่ามีการใช้รูปคำบุรุษสรรพนามที่มี 1 รูป 1 ความหมายจำนวน 12 คำ และ 1 รูป 2 ความหมายจำนวน 4 คำ นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้คำบุรุษสรรพนามในภาษาไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ด้านสังคมได้แก่ เพศ อายุ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาในเรื่องบทบาท คือการรู้จักกัน ความสนิทสนม และกาลเทศะ ด้านวัฒนธรรม ได้แก่ ความอาวุโส ความอ่อนน้อม ความเคารพ การยกย่องให้เกียรติ ความรักใคร่เอ็นดูและความเป็น พวกพ้อง เป็นต้น</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283410
การจัดการความรู้ภูมิปัญญาการอนุรักษ์ป่าสู่การสร้างแหล่งเรียนรู้ เพื่อการพึ่งตนเองของชุมชนบ้านเลอตอ จังหวัดตาก
2024-11-11T15:40:23+07:00
ปัญญา ไวยบุญญา
jareeporn@g.swu.ac.th
จรีพร นาคสัมฤทธิ์
jareeporn@g.swu.ac.th
ประภัสสร ยอดสง่า
่jareeporn@g.swu.ac.th
ปนัดดา ลาภเกิน
jareeporn@g.swu.ac.th
บุญธิดา ม่วงศรีเมืองดี
jareeporn@g.swu.ac.th
ศศิธร โคสุุวรรณ
jareeporn@g.swu.ac.th
<p>ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ พัฒนาความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาราษฎรบนพื้นที่สูง นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาชุมชนให้คนอยู่ร่วมกับป่า ฟื้นฟูระบบนิเวศ ส่งเสริมวนเกษตร สร้างจิตสำนึกราษฎรให้ร่วมกันอนุรักษ์ ดิน น้ำและป่าไม้ ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตน นำมาสู่การวิจัยครั้งนี้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดการและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการป่าชุมชนตามแนวพระราชดำริและภูมิปัญญาของชุมชน 2) พัฒนาแหล่งเรียนรู้ป่าชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ของชุมชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยสำรวจข้อมูลทรัพยากรทางธรรมชาติและทางวิถีชีวิตวัฒนธรรม สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลด้านภูมิปัญญา เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง จำนวน 57 คน วิเคราะห์ผลโดยวิเคราะห์เนื้อหาและถอดองค์ความรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนบ้านเลอตอเป็นชุมชนกะเหรี่ยง (ปกาเกอญอ) มีองค์ความรู้ด้านการจัดการป่าชุมชนตามวิถีชีวิต นำมาจัดการและถ่ายทอดพัฒนาชุมชน มีการผลิตแบบไร่หมุนเวียน พืชที่เพาะปลูกมีทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชพื้นบ้าน พืชที่ส่งเสริมโดยโครงการหลวง มีการนำภูมิปัญญามาใช้ระหว่างการเพาะปลูกตามความเชื่อ สัมพันธ์กับการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการป่าชุมชนเป็นไปตามแนวพระราชดำริและการใช้ภูมิปัญญา มีการจัดตั้งป่าชุมชนรับรองตามกฎหมาย ชุมชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ดูแลรักษาป่าและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ 2) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเพื่อให้การศึกษาเรียนรู้ในด้านทรัพยากร การเก็บของป่าตามฤดูกาล การเก็บรักษาขยายพันธุ์พืช การพัฒนาแผนที่แหล่งการเรียนรู้ชุมชน เกิดความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้และพัฒนาชุมชนให้พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน</p>
2026-03-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283428
องค์ประกอบทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย: การวิเคราะห์องค์ความรู้จากวรรณคดี “สามก๊ก” ตอนศึกผาแดง
2024-11-12T00:42:47+07:00
พรรณทิพา จันทร์เพ็ง
chanpengpantipa@gmail.com
วริษา อัศวรัตน์
warisa.as@ku.th
ณัฐกานต์ ทวีวัฒนเศรษฐ์
nathakarn.th@ku.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ความรู้จากวรรณคดี “สามก๊ก” ตอนศึกผาแดง เป็นแนวทางในการวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยนำข้อมูลจากการจดบันทึกข้อมูล และการถอดเทปการสัมภาษณ์เชิงลึก จัดทำระบบหมวดหมู่ ตามกรอบการสัมภาษณ์เชิงลึก แล้วนำเสนอเชิงบรรยายประกอบการอภิปรายผล ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์ แบบวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 การหาข้อเท็จจริง องค์ประกอบที่ 2 การค้นหาปัญหา องค์ประกอบที่ 3 การวิเคราะห์ปัญหา องค์ประกอบที่ 4 การประเมินและเลือกวิธีการแก้ปัญหา และองค์ประกอบที่ 5 การยอมรับและวางแผนการปฏิบัติ 2) องค์ความรู้จากวรรณคดีสามก๊กที่สามารถเป็นแนวทางในการวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มี 5 ประการ คือ ผู้เรียนสามารถ (1) ระบุหรืออธิบายข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ (2) ค้นหาหรือเสนอวิธีแก้ปัญหาเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยไม่มีการตัดสินว่าความคิดนั้นผิดหรือถูก (3) พิจารณาสาเหตุที่สำคัญ ระบุและแจกแจงลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น (4) ทำให้วิธีการแก้ปัญหามีความชัดเจนในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เป็นการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินวิธีการแก้ปัญหาและเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด (5) ทำให้แนวทางแก้ปัญหาที่เลือกได้รับการยอมรับ จนนำไปสู่การวางแผนในการแก้ปัญหาและการลงมือปฏิบัติ</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/280858
เนื้อหาและกลวิธีการใช้ภาษาเพื่อเยียวยาจิตใจ จากเพจ “บันทึกของตุ๊ด”
2024-08-18T14:56:48+07:00
พฤกษา เกษมสารคุณ
kifkojung@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาและกลวิธีการใช้ภาษาเพื่อเยียวยาจิตใจ จากเพจ “บันทึกของตุ๊ด” โดยศึกษาข้อความโพสต์ในเฟชบุ๊กแฟนเพจ “บันทึกของตุ๊ด” ในช่วงเวลา 1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566 จำนวน 191 ข้อความโพสต์ ผลการศึกษา พบว่า ผู้เขียนมีการนำเสนอเนื้อหาเพื่อเยียวยาจิตใจ 2 ลักษณะ คือ 1) เนื้อหาการใช้ความรักเยียวยาจิตใจ แบ่งเป็นเนื้อหาการรักและเห็นคุณค่าในตนเอง และ ความรักจากผู้อื่น 2) เนื้อหาการใช้หลักธรรมเยียวยาจิตใจ เนื้อหาเป็นสารในการเยียวยาจิตใจสำคัญที่กระตุ้นและเป็นเหมือนเข็มทิศชี้ให้เห็นคุณค่าของตนเองและคนรอบข้าง การปรับวิธีคิด ก่อให้เป็นแรงเสริมสนับสนุนมีความมั่นใจในพลังกายพลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีความสุขระยะยาว<br /> ด้านกลวิธีการใช้ภาษาเพื่อเยียวยาจิตใจ พบการใช้กลวิธีทางภาษา 8 กลวิธี เรียงลำดับตามกลวิธีที่ปรากฏใช้มากที่สุด ได้แก่ 1) กลวิธีการซ้ำคำ 2) กลวิธีการใช้คำภาษาอังกฤษ 3) กลวิธีการใช้อุปลักษณ์ 4) กลวิธีการใช้คำหยาบ 5) กลวิธีการใช้คำตรงข้าม 6) กลวิธีการใช้ประโยคคำถาม 7) กลวิธีการใช้บทสนทนา 8) กลวิธีการใช้สรรพนามแทนตัว กลวิธีการใช้ภาษาเหล่านี้สามารถลดช่องว่างเข้าถึงแฟนเพจ และมีบทบาทสำคัญที่ช่วยเสริมให้การเยียวยาจิตใจสื่อความหมายได้ชัดเจน หนักแน่น ช่วยรักษาบาดแผลทางใจและมีความสุขในการดำเนินชีวิต</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283527
การพัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสื่อสาร ของครูวิทยาศาสตร์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2024-11-14T22:51:23+07:00
ภูษณิศา สุวรรณศิลป์
pusanisa.suwansil@aru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสื่อสาร และ 2) ศึกษาความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสื่อสารที่ได้รับการฝึกอบรม ซึ่งประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ ความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และความสามารถในการจัดการเรียนรู้ การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การพัฒนาชุดฝึกอบรมตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และระยะที่ 2 การศึกษาความสามารถในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสื่อสาร กลุ่มที่ศึกษา คือ ครูวิทยาศาสตร์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 15 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย ชุดฝึกอบรมตามแนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุดฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ย ( ) ความเหมาะสมของการนำไปใช้ เท่ากับ 4.68 (S.D. = 0.56) และมีลักษณะเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นเตรียมการ 2) ขั้นการจัดการเรียนรู้ และ 3) ขั้นปรับปรุงและสรุป และ 2) ครูมีระดับความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.64 (S.D. = 0.56) และมีระดับความสามารถในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.62 (S.D. = 0.53)</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283742
แนวทางการพัฒนาผลลัพธ์การทำงานจากปัจจัยทางสังคมและครอบครัวของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี
2024-11-22T09:28:40+07:00
มัสกะห์ หวังกะจิ
6420210285@psu.ac.th
รูวัยดา เจะลอ
6420210294@psu.ac.th
นูรูลอุมมี มหามะยากี
6420210004@psu.ac.th
ยุทธชัย ฮารีบิน
yuttachai.mas@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยทางสังคมและครอบครัวที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการสนับสนุนทางสังคม ครอบครัว และผลลัพธ์ด้านการทำงาน 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การทำงาน 3) เสนอแนวทางการพัฒนาผลลัพธ์ด้านการทำงาน การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรจำนวน 150 คนที่สุ่มตัวอย่างแบบง่าย และผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพจำนวน 3 ท่าน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (T-test) และ การทดสอบค่าเอฟ (F-test) โดยวิธี LSD และการวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการสนับสนุนทางสังคมและครอบครัวอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะการสนับสนุนจากครอบครัวที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านการสนับสนุนจากสมาชิกในครอบครัวและการสนับสนุนทางอารมณ์ 2) การสนับสนุนทางการปฏิบัติ การสนับสนุนทางจิตวิทยา และการสนับสนุนทางอารมณ์ เป็นปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์การทำงานของบุคลากร 3) แนวทางการพัฒนาผลลัพธ์ด้านการทำงานประกอบด้วยการส่งเสริมการสนับสนุนทางสังคมในองค์กรและการสนับสนุนจากครอบครัว เช่น การจัดกิจกรรมกลุ่ม การสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน และการสนับสนุนด้านอารมณ์จากครอบครัว การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนทางสังคมและครอบครัวต่อการพัฒนาสมดุลชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร โดยเฉพาะในมุมมองการบริหารงานบุคคล</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/288088
ระบบบัญชีต้นทุนเพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตแผ่นพื้นสำเร็จรูปโดยใช้การวิเคราะห์การไหลวัสดุ
2025-04-07T13:45:11+07:00
วลัยลักษณ์ กาญจนเสถียร
walailak.ka@skru.ac.th
สมศักดิ์ แก้วพลอย
somsak.ka@skru.ac.th
<p>ความสูญเสียหรือความสูญเปล่าเป็นปัญหาที่สำคัญในกระบวนการผลิต สำหรับวิธีการแก้ปัญหาโดยทั่วไปพนักงานมักจะแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าหรือแก้ปัญหาที่อาการเท่านั้น ดังนั้นส่งผลให้ปัญหาเดิมไม่ได้ถูกแก้ไขที่สาเหตุทำให้เกิดปัญหาซ้ำอีก การประยุกต์ใช้บัญชีต้นทุนการไหลวัสดุเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถลดความสูญเสียจากการใช้วัสดุในกระบวนการผลิตด้วยการวิเคราะห์ความสูญเสียในรูปแบบของต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า บทความวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้บัญชีต้นทุนการไหลวัสดุเพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตแผ่นพื้นสำเร็จรูป ซึ่งนำไปสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยทำการประเมินความสูญเสียอยู่ในรูปของต้นทุนของเสียหรือต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าลบ ซึ่งต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าลบสูงที่สุดคือต้นทุนวัสดุ คิดเป็นร้อยละ 24.53 ของต้นทุนรวมผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตแผ่นพื้นสำเร็จรูปเพื่อลดต้นทุนความสูญเสียที่เกิดขึ้น ใช้แผนภาพสาเหตุและผลในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา ผลการวิเคราะห์พบว่าการสกัดพื้นบริเวณทางเดินให้มีระดับต่ำกว่าระดับแบบของแผ่นพื้น เมื่อเทคอนกรีตลงในแบบรางแผ่นพื้น เนื้อปูนบริเวณด้านนอกแบบจะไม่สามารถประสานติดกับบริเวณทางเดินได้ เนื่องจากแบบรางแผ่นพื้นกับพื้นที่ทางเดินมีระดับที่ต่างกัน สามารถลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าลบเหลือร้อยละ 7.34 ของต้นทุนรวมทั้งหมด ส่งผลให้ลดต้นทุนวัสดุที่สูญเสียตลอดกระบวนการผลิต 2,753.28 บาท/ครั้ง หรือ 859,023.36 บาท/ปี ดังนั้นความสูญเสียจากต้นทุนการไหลวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดทำบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุที่มีประสิทธิภาพต่อไป</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282283
การเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
2024-10-07T12:41:14+07:00
วันชัย ไชยทองคำ
wanchai_man@hotmail.com
จุฑามณี ตระกูลมุทุตา
cwanchai@medicine.psu.ac.th
ฤๅชุตา เทพยากุล
ruechuta.t@psu.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง การเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการเรียนรู้ ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการวิจัย เชิงสำรวจ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สังกัดกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ จำนวน 176 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling) จากการกำหนดสัดส่วน และทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br /> ผลการวิจัยสรุปว่า ภาพรวมของระดับการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.71, S.D. = 0.729) โดยด้านที่มีระดับสูงสุด คือ ด้านการเรียนรู้เฉพาะอย่าง (x̄ = 3.78, S.D. = 0.758) ภาพรวมของระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.82, S.D. = 0.709) โดยด้านที่มีระดับสูงสุด คือ ด้านปริมาณงานในการปฏิบัติงานบุคลากร (x̄ = 3.83, S.D. = 0.728)<br /> การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ช่วงอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประสบการณ์การทำงาน ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และหน่วยงานที่สังกัด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และสถานภาพการสมรส แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนเพศไม่มีความแตกต่างกัน และการวิเคราะห์การเรียนรู้ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน พบว่า ปัจจัยด้านเรียนรู้เฉพาะอย่างส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283371
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจการเป็นสาวกตราสินค้าของตราสินค้าสมาร์ทโฟนในประเทศไทย
2024-11-10T06:09:42+07:00
วันวิสาข์ เพชรบุรี
misswanwisaph@hotmail.com
ศศิวิมล สุขบท
misswanwisaph@hotmail.com
<p>โดยทั่วไปธุรกิจมักมีจุดมุ่งหมายในการทำการตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความภักดีต่อตราสินค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ในความเป็นจริงแล้วความภักดีในตราสินค้าอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ต่อไปอย่างยั่งยืน ธุรกิจอาจต้องพัฒนาให้ผู้บริโภคที่มีอยู่กลายเป็นสาวกตราสินค้า ซึ่งสาวกตราสินค้าจากงานวิจัยในอดีตพบว่ามีหลากหลายมิติในการศึกษา บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจการเป็นสาวกตราสินค้า โดยเลือกศึกษาในบริบทตราสินค้าสมาร์ทโฟนในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่ใช้สมาร์ทโฟนของตราสินค้าไอโฟนและซัมซุงมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จำนวน 800 ตัวอย่าง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจด้วยวิธีสกัดองค์ประกอบหลักและหมุนแกนแบบมุมแหลมด้วยวิธีโปรแมกซ์ <br /> ผลการวิจัยพบว่า การเป็นสาวกตราสินค้า ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 14 ตัวแปร ได้แก่ 1) การส่งเสริมตราสินค้าและแบ่งปันประสบการณ์ ประกอบด้วย 7 ตัวแปร 2) การปกป้องตราสินค้า ประกอบด้วย 5 ตัวแปร และ 3) ความตั้งใจซื้อซ้ำ ประกอบด้วย 2 ตัวแปร ค่าร้อยละของความแปรปรวนอยู่ระหว่าง 8.975-38.879 และค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม สามารถอธิบายความแปรปรวนขององค์ประกอบได้ร้อยละ 38.879, 55.707 และ 64.682 ตามลำดับ โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบของทั้ง 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การส่งเสริมตราสินค้าและแบ่งปันประสบการณ์มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.659-0.775 2) การปกป้องตราสินค้ามีค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.775-0.847 และ 3) ความตั้งใจซื้อมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง 0.830-0.866 โดยการศึกษาครั้งนี้จะทำให้เห็นองค์ประกอบของการเป็นสาวกตราสินค้า มีประโยชน์ในเชิงวิชาการในการเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการนำไปขยายผลศึกษาต่อ และเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในด้านการนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคและพัฒนากลยุทธ์การตลาดต่อไป</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283644
ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) สำหรับดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติลาว: กรณีศึกษาอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
2024-11-19T13:51:07+07:00
วิสิฏฐ์ คิดคำส่วน
wisitte@hotmail.com
ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี
Narongsumalee123@gmail.com
สุริยา คำหว่าน
skhamwan431@gmail.com
คณิน เชื้อดวงผุย
kanincd2@gmail.com
เบญจยามาศ พิลายนต์
benjayamas@npu.ac.th
โสรัจจ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
dr.sorat@gmail.com
สุริยันต์ สุรเกรียงไกร
suriyan2510@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มแรงงานข้ามชาติในอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม และเพื่อศึกษาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) สำหรับดูแลสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการเรียบเรียงและวิเคราะห์เอกสาร และการปฏิบัติภาคสนามด้วยวิธีการสัมภาษณ์ การจัดสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบกึ่งโครงสร้าง จากกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเลือกแบบเจาะจงมาจากกลุ่มประชากร คือแรงงานข้ามชาติลาวที่ทำงานอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม จำนวน 30 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มแรงงานข้ามชาติลาวส่วนใหญ่ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามเจ็บป่วยไม่สบาย หากเจ็บป่วยเล็กน้อยจะซื้อยามากินเองหรือหาสมุนไพรกิน ยกเว้นเมื่อเจ็บป่วยหนักหรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจึงจะมาใช้บริการสถานพยาบาลของรัฐ แต่มีแรงงานข้ามชาติลาวบางส่วนที่ตัดสินใจไม่เข้ามารับบริการ แม้บางรายมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล เนื่องจากไม่มีความสามารถในการจ่ายเงินค่ารักษา 2) อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) ที่ผ่านการอบรม สามารถให้บริการผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ในด้านการป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ และรักษาพยาบาลตามบทบาทที่ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ การจับชีพจร การหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) การวัดอุณภูมิร่างกาย การปฐมพยาบาล การเช็ดตัวลดไข้ การใช้ยาและสมุนไพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้เป็นอย่างดี นับเป็นบุคลากรสำคัญที่ช่วยดููแลสุขภาพของคนในชุมชนชายแดน ในการส่งเสริมความมั่นคงทางสุขภาพชายแดนได้้อย่างมีีประสิทธิิภาพ จึงควรให้การรับรองสถานะการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ (อสต.) เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานอย่างต่อเนื่องในการทำงานในฐานะบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับพื้นที่ชายแดน</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282093
การพัฒนาระบบบัญชีเพื่อการบริหารของวัดขนาดเล็ก
2024-09-30T08:40:35+07:00
ศิริรัตน์ เจนศิริศักดิ์
sirijaen@gmail.com
วรรณนภา สุทธิประภา
wannapa.s@ubu.ac.th
เคียงขวัญ อักษรวงศ์
kiengkwan.u@ubu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบัญชีให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของวัดขนาดเล็กโดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำบัญชีและการควบคุมภายในจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นวัดขนาดเล็กที่สมัครเข้าร่วมโครงการบริหารวัดในพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อเป็นวัดต้นแบบ จำนวน 2 แห่งจากจังหวัดยโสธรและศรีสะเกษ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามเชิงลึกแบบมีโครงสร้าง และแบบไม่มีโครงสร้าง อ้างอิงตามแบบประเมินแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารวัด ของมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล</p> <p>ผลการวิเคราะห์กระบวนการจัดทำบัญชี พบว่า วัดต้องการระบบบัญชีในรูปแบบอย่างง่าย ดังนั้น ในการออกแบบระบบการจัดทำบัญชี และการควบคุมภายในต้องคำนึงบริบทของวัด โดยประชุมหารือร่วมกับพระสงฆ์เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด และกระทบกับภารกิจหลักของวัดให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ การจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีทางด้านการเงิน บัญชี และการควบคุมภายในเพื่อให้วัดนำไปถือปฏิบัติอาจไม่เหมาะสมกับวัดขนาดเล็กทั่วไปได้ทั้งหมด นอกจากนี้ เจ้าอาวาส พระสงฆ์ และคณะกรรมการ ควรเป็นผู้กำกับดูแลการจัดทำบัญชี เพื่อให้มีข้อมูลรายรับ – รายจ่ายประจำปีส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาและนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน ควบคุม และติดตามการบริหารงานภายในวัด นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์กระบวนการจัดทำบัญชีของวัดขนาดเล็ก พบปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1) การแบ่งแยกหน้าที่การทำงานด้านบัญชีและควบคุมภายในยังไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมตามหน้าที่งาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรมีไม่เพียงพอ และความรู้ความสามารถไม่ตรงสายงานด้านบัญชี 2) การจัดทำเอกสารประกอบการเบิกจ่ายยังไม่ถูกต้องตามหลักการเบิกจ่ายที่ดี และ 3) วัดยังไม่มีความพร้อมในการใช้งานเอกสารและทะเบียนคุมตามหลักการควบคุมภายในที่ดี เนื่องจากเห็นว่าการมีระบบบัญชีและการควบคุมภายในที่ดีต้องใช้เวลาและกำลังคนจำนวนมาก ไม่เหมาะสมกับบริบทของวัดในปัจจุบัน รวมทั้งกระทบภาระกิจหลักพระสงฆ์</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283906
นโยบายเศรษฐกิจภาคทะเลของอินเดีย: ปัจจัยในการผลักดัน ความสำเร็จ และความท้าทาย
2024-11-29T15:41:27+07:00
ศิริสุดา แสนอิว
sirisuda.s@ubu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มาจากโครงการวิจัยเรื่อง อินเดียกับการริเริ่มเศรษฐกิจภาคทะเลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเป็นการศึกษาเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายของอินเดียเกี่ยวกับการริเริ่มเศรษฐกิจภาคทะเล และศึกษาเงื่อนไขและปัจจัยที่ผลักดันให้อินเดียริเริ่มยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเศรษฐกิจภาคทะเล ผลการศึกษา พบว่า อินเดียตระหนักถึงข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่มีชายฝั่งยาวกว่า 7,500 กิโลเมตร และมีรัฐชายฝั่ง 9 รัฐ แต่ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวได้ อินเดียจึงริเริ่มนโยบายด้านเศรษฐกิจภาคทะเลแบบองค์รวมที่บูรณาการการทำงานจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ ในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน นำโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์โลกได้พัฒนาโครงการ "ภารกิจมหาสมุทรลึก" เพื่อส่งเสริมการวิจัยและเทคโนโลยีในด้านการพัฒนาทรัพยากร ใต้ทะเลลึก พลังงานหมุนเวียน และชีววิทยาทางทะเล ในขณะที่มิติทางด้านเศรษฐกิจและสังคม นำโดยกระทรวงการท่าเรือ การขนส่ง และทางน้ำของอินเดียให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงการสำคัญอย่าง "Sagarmala" ได้ริเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ การขนส่ง และการพัฒนาชายฝั่งให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้สามารถเพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้า ลดเวลาหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์และการขนส่งสินค้า ซึ่งส่งผลต่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโครงข่ายถนนและทางรถไฟที่เชื่อมต่อท่าเรือ ไม่เพียงเท่านั้น ในมิติด้านการเมืองระหว่างประเทศ นำโดยกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยผนวกรวมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ผ่านการสร้างพันธมิตรและความสัมพันธ์กับประเทศที่มีเป้าหมายร่วมกัน และการดำเนินนโยบาย "Neighbourhood First" การพัฒนาเกาะและการเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง กับประเทศเพื่อนบ้านในมหาสมุทรอินเดีย</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281783
ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการเข้าถึงระบบสุขภาพผู้สูงอายุในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตสุขภาพที่ 8
2024-09-18T20:35:11+07:00
ศุภากร แสนทำพล
supakorn1982@gmail.com
เกรียงไร ธุระพันธ์
kraingkri.th@udru.ac.th
ทุติยาภรณ์ ภูมิดอนมิ่ง
Tutiyapoom@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) มีวัตถุประสงค์ 1)ตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการเข้าถึงระบบสุขภาพผู้สูงอายุในยุคไทยแลนด์ 4.0เขตสุขภาพที่ 8 และ 2) สร้างยุทธศาสตร์การส่งเสริมการเข้าถึงระบบสุขภาพผู้สูงอายุในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตสุขภาพที่ 8 แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการเข้าถึงระบบสุขภาพผู้สูงอายุในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตสุขภาพที่ 8 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 400 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ระยะที่ 2 สร้างยุทธศาสตร์การส่งเสริมการเข้าถึงระบบสุขภาพผู้สูงอายุในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตสุขภาพที่ 8 กลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนที่ 1 ผู้เชี่ยวชาญในการร่างยุทธศาสตร์ จำนวน 15 คน ขั้นตอนที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญประเมินยุทธศาสตร์ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง ในระยะที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ตัวแปรสาเหตุที่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการเข้าถึงระบบสุขภาพผู้สูงอายุในยุคไทยแลนด์ 4.0 เขตสุขภาพที่ 8 โดยเรียงตามขนาดอิทธิพลมาตรฐานจากมากไปหาน้อย 3 ด้าน คือ คุณภาพของบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกของแหล่งบริการ และ เทคโนโลยีการบริการ 2) ผลการสร้างยุทธศาสตร์ มี 3 ยุทธศาสตร์ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ คือ 3.51 พบว่าผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/281700
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพลดความเหลื่อมล้ำ กลุ่ม ร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
2024-09-15T17:49:15+07:00
เสาวนีย์ รัฐนิธิคุณานนท์
saowanee.t@rmutp.ac.th
ไอรดา สุดสังข์
Irada.s@rmutp.ac.th
สุดากาญจน์ แยบดี
Sudakan.y@rmutp.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาความต้องการและแนวทางส่งเสริมอาชีพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในกลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา (2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สอดคล้องกับศักยภาพและทักษะของชุมชน (3) ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างความยั่งยืน เป็นการวิจัยผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย มี 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 2) กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ จำนวน 400 คน เลือกโดยการสุ่มตัวอย่างตามสะดวก หรือสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 3 ด้าน ด้านหน้าที่ใช้สอย ด้านความสวยงาม ด้านวัสดุ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t – test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ผลการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ 1) พบว่าสมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ทางกลุ่มมีความพร้อม และต้องการพัฒนาทักษะการผลิผลิตภัณฑ์ ทางกลุ่มเลือกใช้ผ้าสีด่อน และผ้าขาวม้า เป็นวัสดุหลักในการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต คือ เสื้อสตรี เสื้อบุรุษ กระเป๋า 2) ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์จำนวน 3 กลุ่ม 9 แบบ คือ ต้นแบบเสื้อสตรี 3 แบบ ต้นแบบเสื้อบุรุษ 3 แบบ และต้นแบบกระเป๋า 3 แบบ ศึกษาความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์ 9 แบบ ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านหน้าที่ใช้สอย ด้านความสวยงาม ด้านวัสดุ พบว่าทุกแบบได้รับความพึงพอใจระดับมาก และมากที่สุด<br /> ผลการทดสอบก่อนเข้าอบรมและหลังอบรม พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยก่อนอบรมเท่ากับ 5.20 คะแนน และเฉลี่ยหลังอบรมเท่ากับ 11.25 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังอบรม พบว่า คะแนนสอบหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลประเมินความพึงพอใจหลังการ อบรม ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิทยากร ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร ด้านความรู้ความเข้าใจ และด้านการนำความรู้ไปใช้ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (x̅= 4.60, S.D. =0.36) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านการนำความรู้ไปใช้ ได้รับรับความพึงพอใจระดับมากมีค่าเฉลี่ย (x̅= 4.90, S.D. =0.19)</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/282138
การวิเคราะห์งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์ในประเทศไทย: แนวทางสู่การส่งเสริม Soft Power ระดับท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์
2024-10-01T13:11:33+07:00
อัศวิน แสงพิกุล
slu3522@yahoo.com
ชงค์สุดา โตท่าโรง
chongsuda.tog@dpu.ac.th
<p>ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโฮมสเตย์ส่วนใหญ่มักศึกษาในมิติของการท่องเที่ยวเชิงชุมชนมากกว่าการบูรณาการร่วมกับแนวคิดสมัยใหม่ อย่างเช่น พลังอำนาจละมุน หรือซอฟพาวเวอร์ (soft power) ทำให้โฮมสเตย์ขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ดังนั้น งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพื่อสำรวจงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์ในประเทศไทย โดยจำแนกออกตามหมวดหมู่ต่างๆ 2) เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่มีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และ 3) เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ งานวิจัยนี้สำรวจงานวิจัยเชิงเอกสารที่ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์ในประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และ Google Scholar และใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ความถี่และร้อยละ ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีการศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์มากที่สุด โดยนักวิจัยส่วนใหญ่นิยมใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาเรื่องโฮมสเตย์ และหัวข้อที่นิยมศึกษามากที่สุด คือ การบริหารจัดการและการดำเนินงานของโฮมสเตย์ 2) กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่มีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แบ่งได้ 5 กิจกรรม ได้แก่ 2.1) กิจกรรมเกี่ยวกับอาหารไทย/อาหารท้องถิ่น 2.2) กิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา 2.3) กิจกรรมเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมไทย 2.4) กิจกรรมเกี่ยวกับการนวดแบบไทย และ 2.5) การแต่งกายด้วยชุดท้องถิ่น/ชุดไทย 3) กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ แบ่งได้ 6 รูปแบบ ได้แก่ 3.1) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านอาหาร 3.2) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม 3.3) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านศาสนา 3.4) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านสุขภาพ 3.5) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านเกษตรวิถี และ 3.6) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านธรรมชาติ ผลการวิจัยนี้จะช่วยขยายองค์ความรู้ในด้านศักยภาพของโฮมสเตย์เพื่อเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องพลังอำนาจละมุน หรือซอฟพาวเวอร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของประเทศไทยต่อไป</p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humsujournal/article/view/283603
กิจกรรมสร้างสรรค์กับผู้เรียนระดับอุดมศึกษา
2024-11-18T13:37:23+07:00
วทัญญู นาวิเศษ
watanyounat@gmail.com
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ (1) เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตและประโยชน์ของวิชากิจกรรมสร้างสรรค์ในสถาบันอุดมศึกษา (2) เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชากิจกรรมสร้างสรรค์แบบออนไลน์ และ (3) เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นการประยุกต์ใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนใช้วิธีการสังเคราะห์ (synthesis) ตำรา หนังสือ และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวกับทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์แบบออนไลน์ และการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมสร้างสรรค์ ในตอนท้ายเป็นการสรุป ให้ข้อเสนอ และยกตัวอย่างผลงานจากวิชากิจกรรมสร้างสรรค์ของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา</p> <p> </p>
2026-02-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม