https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/issue/feed วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online) 2026-03-06T09:29:10+07:00 รองศาสตราจารย์ สิบเอก ดร.เดโช แขน้ำแก้ว human.nstru62@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ เลขมาตรฐานสากล ISSN : 2774-1141 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ประยุกต์ โดยเปิดรับบทความในกรอบวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ประยุกต์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในประเภทบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความปริทัศน์ (review article) และบทความวิจารณ์หนังสือ (book review) ซึ่งบทความทุกบทความ จะผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนั้นๆ ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ในรูปแบบผู้ประเมินและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน <strong>(double-blind review)</strong> กำหนดออกวารสารปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p>กองบรรณาธิการเปิดรับบทความ โดยส่งผ่านระบบ ThaiJo และดำเนินการตามระบบตามมาตรฐาน TCI เพื่อให้ทุกบทความมีคุณภาพ เกิดประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ตามเป้าหมายหลักของวารสารวิชาการ</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/291907 กระบวนการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-02-25T11:03:57+07:00 บัณฑิต ประจงสัย 6555714002@nstru.ac.th กฤตกร ทองนอก Krittakorn_tho@nstru.ac.th สุภากาญจน์ ชัยฤกษ์ Supakarn_cha@nstru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการสื่อสารทางการเมือง และ (2) ศึกษารูปแบบการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงปริมาณควบคู่เชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคำนวณจากประชากรทั้งหมด 1,393,348 คน โดยใช้สูตร Taro Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิและการสุ่มแบบกลุ่มและเก็บข้อมูลเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มข้าราชการ และกลุ่มประชาชน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ด้านกระบวนการสื่อสารทางการเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.18, S.D. = 0.90) เมื่อพิจารณารายด้านตามแบบจำลอง SMCR พบว่า ด้านผู้รับสารมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.27) รองลงมาคือ ด้านผลที่เกิดจากการสื่อสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.27) ด้านช่องทางการสื่อสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17) ด้านทักษะผู้ส่งสาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.12) และด้านภูมิหลังของผู้นำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.05) ตามลำดับ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริง (2) ด้านรูปแบบการสื่อสารทางการเมือง ผลจากการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า โดยรวมผู้นำใช้วิธีสื่อสารแบบสองทาง (Two-way communication) ที่หลากหลาย ผ่านช่องทางดั้งเดิม (เช่น การประชุมหมู่บ้าน) ซึ่งยังคงมีความสำคัญในพื้นที่ชนบท และช่องทางดิจิทัล (เช่น Facebook, LINE) ซึ่งมีบทบาทเด่นชัดในกลุ่มประชาชนเขตเมืองและคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ กุญแจสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือ ทักษะการฟังและพูดของผู้นำ การเลือกช่องทางที่เหมาะสมและการเข้าใจบริบทชุมชน ขณะที่อุปสรรคสำคัญคือ ช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital divide) และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ของผู้นำ อย่างไรก็ตาม ประชาชนมีแนวโน้มให้การยอมรับและสนับสนุนผู้นำมากขึ้น หากได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเปิดเผย</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/271122 การจัดการสัตว์เลี้ยงครัวเรือน ยกกำลัง 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 2026-01-23T09:23:17+07:00 กฤตพร แซ่แง่ สายจันทร์ Kritaporn.s@rmutsv.ac.th ปัญญา เลิศไกร pkpunya2561@gmail.com ลัญจกร นิลกาญจน์ lunjakon@gmail.com ภัชญาภา ทองใส patchayapa.t@rmutsv.ac.th <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาบริบทและสภาพการจัดการสัตว์เลี้ยงครัวเรือนยกกำลัง 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 2) พัฒนารูปแบบการจัดการสัตว์เลี้ยงครัวเรือน ยกกำลัง 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และ3) เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบและขยายผลการจัดการสัตว์เลี้ยงในครัวเรือนไปยังชุมชนอื่น ๆ เป็นการศึกษาเลือกแบบเจาะจง คือ ชุมชนบ้านหว้าใหญ่ ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เน้นการปฏิบัติการชุมชนภาคสนาม ด้วยการสำรวจ การสังเกตปรากฏการณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการถอดบทเรียน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บริบทของชุมชนบ้านหว้าใหญ่มีการประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักความหลากหลายของสภาพนิเวศและอาชีพของชุมชน ความสมดุลระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ บริบททางสังคมมีความสัมพันธ์ช่วยเหลือแบ่งปันกันแบบเครือญาติ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ส่งผลให้คนในชุมชนมีความรู้สึกผูกพันและใกล้ชิดกันเป็นกลุ่มสังคม จึงเปรียบเสมือนเป็นพลังหนุนเสริม ในการขับเคลื่อนกระบวนการจัดการสัตว์เลี้ยงครัวเรือนยกกำลัง 3 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน</p> <p> การพัฒนารูปแบบการจัดการสัตว์เลี้ยงของคนในชุมชนบ้านหว้าใหญ่ เริ่มต้นจากตัวบุคคลที่มีความตื่นตัวในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้จากการสอบถาม พูดคุย จากเพื่อนบ้าน จากการหาความรู้หลาย ๆ แหล่ง นำมาปรับปรุงพัฒนา แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง จนเกิดองค์ความรู้ เกิดการรวมกลุ่มของคนในชุมชนร่วมกันคิดร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ไขปัญหา นำความรู้ที่ได้มาปรับปรุง และพัฒนา จนเกิดนวัตกรรมต่าง ๆ ขึ้นในชุมชน เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อความสามัคคีความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับชุมชนบ้านหว้าใหญ่ ทำให้คนในชุมชนบ้านหว้าใหญ่ มีอาชีพ มีรายได้ เลี้ยงครอบครัว มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมีความสุข และสามารถดำรงชีพได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในยุคปัจจุบัน ด้วยการพึ่งตนเองและพึ่งกันเองในชุมชนและขยายผล<br />ให้แก่ครัวเรือน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน เพื่อนำไปใช้ในชุมชนบ้านหนองยาว</p> 2026-03-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/291891 การสื่อสารทางการเมืองของนางอวยพรศรี เชาวลิต ศึกษาในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2566 – ปัจจุบัน 2026-03-06T09:29:10+07:00 นิรมล ภู่สิริรัตนะ 6755714001@nstru.ac.th กฤตกร ทองนอก Krittakorn_tho@nstru.ac.th สุภากาญจน์ ชัยฤกษ์ Supakarn_cha@nstru.ac.th <p>การสื่อสารทางการเมืองมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและประชาชน บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีผลต่อการสื่อสารของ นางอวยพรศรี เชาวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 9 ในช่วงปี พ.ศ. 2566 – ปัจจุบัน และ 2) วิเคราะห์กระบวนการสื่อสารทางการเมือง รวมถึงลักษณะ กลยุทธ์และช่องทางการสื่อสาร ภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง การสื่อสารทางการเมือง และสื่อใหม่ การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การวิเคราะห์บทสัมภาษณ์และสุนทรพจน์ทางการเมือง การสังเกตการณ์ การลงพื้นที่ และการวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินกิจกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) บริบทด้านเศรษฐกิจและการเมืองในพื้นที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้กรณีศึกษาแสดงลักษณะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 2) กระบวนการสื่อสารทางการเมืองพบการบูรณาการสื่อ (Media Integration) โดยใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างช่องทางดั้งเดิมและสื่อออนไลน์ มีการประยุกต์ใช้ภาษาถิ่นและนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ควบคู่กับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดการยอมรับและความเชื่อมั่นจากประชาชน ข้อสรุปจากการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้สื่อใหม่ร่วมกับการสื่อสารในพื้นที่ ภายใต้บริบทการเมืองร่วมสมัย เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)