https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/issue/feed
วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
2025-12-03T10:59:51+07:00
รองศาสตราจารย์ สิบเอก ดร.เดโช แขน้ำแก้ว
human.nstru62@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ เลขมาตรฐานสากล ISSN : 2774-1141 (Online)</strong> เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ประยุกต์ โดยเปิดรับบทความในกรอบวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ประยุกต์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในประเภทบทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความปริทัศน์ (review article) และบทความวิจารณ์หนังสือ (book review) ซึ่งบทความทุกบทความ จะผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนั้นๆ ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน ในรูปแบบผู้ประเมินและผู้แต่งไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน <strong>(double-blind review)</strong> กำหนดออกวารสารปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p>กองบรรณาธิการเปิดรับบทความ โดยส่งผ่านระบบ ThaiJo และดำเนินการตามระบบตามมาตรฐาน TCI เพื่อให้ทุกบทความมีคุณภาพ เกิดประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ตามเป้าหมายหลักของวารสารวิชาการ</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/273895
Satisfaction of Service Recipients towards Public Services of Nasaton Subdistrict Municipality, Huasai District, Nakhon Si Thammarat Province
2025-07-29T09:11:18+07:00
Pranee Junlapak
pranee9459@gmail.com
Kanjaree Sawangkran
pranee9459@gmail.com
<p> This study is a survey research with the objectives of 1) examining the satisfaction of service recipients with the public services provided by Nasaton Subdistrict Municipality, and 2) investigating the problems, obstacles, and development strategies for the municipality's service delivery. The sample group consists of 334 service recipients, and the survey instrument used is a questionnaire. The statistical analysis methods employed include percentages, means, and standard deviations. The research findings indicate that service recipients are highly satisfied with public service in eight aspects, with the overall satisfaction level being the highest. When considering each aspect individually, it was found that satisfaction with the service providers (staff) is the highest, followed by the service delivery channels, convenience amenities, and service processes, in that order. The problems and obstacles in service delivery include services during lunch break, WIFI, and service channels. Recommendations for service improvement include providing continuous service during lunch breaks for all types of tasks, enhancing the efficiency of free WIFI service for service recipients, and improving the modernity and currency of service channels and information.</p>
2025-08-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/292957
The Strategic Role of Accounting Management in Enhancing Community Enterprise Competitiveness: An Integration of RBV and Contingency Theory
2025-08-28T12:59:41+07:00
Sornchai Mungthaisong
crurds@gmail.com
Kasama Kasorn
crurds@gmail.com
Wilailak Wongchai
crurds@gmail.com
Nisarath Chaiwongsakda
crurds@gmail.com
Thanaphat Kuntawong
crurds@gmail.com
Pheerapol Siwichai
crurds@gmail.com
<p> Accounting management plays a strategic role in enhancing the competitiveness of community enterprises by preparing and managing financial records, including statements, costs, profits, income, expenses, and production-sales data, to generate income and support economic growth. This study investigates the role of entrepreneurial accounting management in community business operations, integrating planning, accounting management, human resource management, directing, controlling, and potential & competitiveness, to strengthen sustainable competitiveness. A mixed-methods approach was applied, including qualitative document reviews and interviews with key informants, and quantitative surveys using structured questionnaires. Confirmatory Factor Analysis (CFA) was conducted to validate the relationships among all factors, showing significant consistency with empirical data at the 0.05 level. The study provides guidelines for enhancing competitiveness through strategic management of customer markets, products and services, value chains, resources, partnerships, and leveraging scale and scope advantages, in line with the Resource-Based View (RBV) and Contingency Theory.</p>
2025-09-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/288833
การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-12-03T10:58:24+07:00
จิราพร ไชยเชนทร์
jiraporn.chaiyachen2527@gmail.com
<p> </p> <p> การศึกษาเรื่อง การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์และบริบทของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ่าวบ้านดอน 2) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ่าวบ้านดอน 3) ศึกษาการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน แกนนำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนประชาชนในชุมชน ประธานชมรม ผู้เกี่ยวข้องด้านการส่งเสริมหรือพัฒนา จำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผู้ให้ข้อมูลแบบสอบถามใช้ตารางเลขสุ่มของ Krejcie and Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 357 ตัวอย่าง ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย (simple random sampling) จากประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS</p> <p> ผลการวิจัย 1) สภาพการณ์และบริบทชุมชน พบว่า ชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ่าวบ้านดอนเป็นพื้นที่ราบและราบลุ่มชายฝั่งทะเล มีทรัพยากร สัตว์น้ำ และป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนดั้งเดิม มีหลากหลายเชื้อชาติ ใช้ภาษาถิ่นใต้ในการสื่อสาร ความสัมพันธ์ยังคงมีความสัมพันธ์เชิงระบบเครือญาติ และกลุ่มพวกพ้องเดียวกัน อดีตอยู่แบบพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน ปัจจุบันสังคมมีความเป็นอยู่ที่สบายขึ้นมีวิถีที่เร่งรีบทำให้การเอื้ออาทรต่อกันน้อยลง 2) ระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่ง พบว่า ชุมชนโดยรวมมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน คุณภาพชีวิตในด้านสัมพันธภาพทางสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับมาก คือ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ ด้านสภาพแวดล้อม และด้านร่างกาย 3) การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งพื้นที่อ่าวบ้านดอน พบว่า (1) ด้านร่างกายจัดอบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพที่ดี ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพกาย (2) ด้านจิตใจ มีทัศนคติที่ดีเห็นคุณค่าต่อการใช้ชีวิต ยอมรับกับสิ่งที่พบเจอ สามารถผ่อนคลายภาวะเครียดได้ (3) ด้านสัมพันธภาพทางสังคมมีความสัมพันธ์ที่ดี มีเครือข่ายทางสังคมช่วยเหลือเกื้อกูลในชุมชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีทุกระดับ และ (4) ด้านสภาพแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย พื้นที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต เหมาะต่อการอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ</p>
2025-12-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/284217
องค์ประกอบทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมมุสลิม 3 เกาะ : เกาะลิบง เกาะสุกร และแหลมหยงสตาร์ ในจังหวัดตรัง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย
2025-12-03T10:59:51+07:00
ธนะวิทย์ เพียรดี
thanawit_pia@dusit.ac.th
เบญจวรรณ ขุนฤทธิ์
benjawan_khu@dusit.ac.th
จริยา เกิดไกรแก้ว
jariyar_ker@dusit.ac.th
กนกวรรณ ไทยประดิษฐ
k.thaipradit@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมมุสลิม 3 เกาะ : เกาะลิบง เกาะสุกร และแหลมหยงสตาร์ จังหวัดตรัง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากการสำรวจแหล่งท่องเที่ยว การสัมภาษณ์ และการเก็บข้อมูลแบบสอบถาม ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชนของ 3 พื้นที่ คือ เกาะลิบง เกาะสุกร และแหลมหยงสตาร์ จำนวน 30 คน มาจากการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เข้ามาท่องเที่ยวและเยี่ยมเยือนในประเทศไทย จำนวน 500 คน โดยใช้วิธีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามกฎแห่งความชัดเจน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสำรวจแหล่งท่องเที่ยว แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์สถิติพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนเกาะลิบง เกาะสุกร และแหลมหยงสตาร์ มีความโดดเด่นทางด้านสิ่งดึงดูดใจในการท่องเที่ยว ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสังคม ความสามารถในการเข้าถึงมีการคมนาคมที่สะดวกสบาย ทั้งทางถนนและทางเรือ สิ่งอำนวยความสะดวกมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน<br />ครบครัน ที่พักมีรองรับหลายรูปแบบ เช่น รีสอร์ท หรือโฮมสเตย์ และสามารถพัฒนาเพิ่มเติมในเรื่องมาตรฐานที่พัก กิจกรรมการท่องเที่ยวหลากหลายและน่าสนใจ เช่น กิจกรรมทางทะเล วัฒนธรรมมุสลิม และระบบการให้การให้บริการของแหล่งท่องเที่ยวจากหน่วยงานของภาครัฐ<br />ในชุมชนเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่หลากหลายและความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบการท่องเที่ยวโดยชุมชนของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย พบว่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ สิ่งดึงดูดใจ (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35) สิ่งอํานวยความสะดวก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28) ด้านกิจกรรม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.26) ที่พัก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25) การให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.21) และความสามารถในการเข้าถึง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.17) ตามลำดับ</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/281968
นวัตกรรมการพัฒนาการบริหารวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นผลิตภัณฑ์กุ้ง ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง
2025-11-12T11:24:31+07:00
วรพงศ์ แสงผัด
worophong.sangpud@stamford.edu
เพ็ญศรี ฉิรินัง
worophong.sangpud@stamford.edu
วรเดช จันทรศร
worophong.sangpud@stamford.edu
วิพัฒน์ หมั่นการ
worophong.sangpud@stamford.edu
<p> งานวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมการพัฒนาการบริหารวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นผลิตภัณฑ์กุ้งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง”เกิดขึ้นจากการพบว่าความสามารถในการผลิตกุ้งของประเทศไทย มีอัตราน้อยลง และสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาของโรคระบาดในกุ้ง สวนทางกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ทำให้งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์สภาพการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กุ้งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง และระบุปัญหาของวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กุ้งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่างนำมาสู่การเสนอนวัตกรรมการพัฒนาการบริหารวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นผลิตภัณฑ์กุ้งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 32 คน จากกลุ่มผู้ที่เลี้ยงกุ้งที่เป็นสมาชิก และไม่ได้เป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กุ้งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง รวมถึงผู้บริโภค และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์กุ้งในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ให้ความสำคัญเรื่องของน้ำที่จะเข้าสู่บ่อเลี้ยง จากศึกษาทำให้ผู้วิจัยสามารถจัดกลุ่มและสร้างเป็นรูปแบบนวัตกรรมด้านกระบวนการ ในชื่อนวัตกรรมด้านกระบวนการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้งในบ่อเลี้ยง ภายใต้กระบวนการสร้างคุณภาพน้ำบ่อเลี้ยงกุ้ง กระบวนการป้องกันพาหะเข้าสู่บ่อเลี้ยง และการพักบ่อเลี้ยง ทั้ง 3 ส่วนคือ องค์ประกอบสำคัญของคุณภาพกุ้งที่ออกจากผู้บริโภค นอกจากนี้ในประเด็นด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์กุ้งพบว่า กุ้งแวนาไม คือกุ้งที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ที่สุด เพราะราคาจำหน่ายที่ถูกกว่ากุ้งชนิดอื่น และพบว่า ความต้องการในผลิตภัณฑ์กุ้งนั้นควรต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ซึ่งสะท้อนออกมาจาก กระบวนการเลี้ยง ความสะอาด และการเจริญเติบโต ขณะที่จุดอ่อนที่เกิดขึ้นในด้านการตลาด คือ การขาดช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย จากการศึกษาทำให้ผู้วิจัยเห็นว่า หากสามารถจัดกลุ่มมาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของประสิทธิภาพด้านความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ โดยมี 3 มาตรฐานสำคัญ ได้แก่ GAP BAP และมาตรฐานอาหารปลอดภัย เป็นกลไกสำคัญ<br />ของการสร้างความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์กุ้งที่จะส่งผลทางบวกในแง่ของราคา และจะส่งผลให้ความต้องการซื้อมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสให้เกิดการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากขึ้นตามมา</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/279098
การบูรณาการการจัดการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหานิสิตออกกลางคัน
2025-11-12T11:33:15+07:00
บุญวัตร ผิวขำ
Boonyawat027@gmail.com
ทวีโชค เหรียญไกร
taveechok1972@gmail.com
ศักดิ์ดา หารเทศ
sakda.han@mcu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัญหา สาเหตุการออกกลางคันของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชย้อนหลัง 5 ปี 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนิสิต และ 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนในการแก้ปัญหานิสิตออกลางคัน การวิจัยเรื่องนี้เป็นรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเชิงสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 230 รูป/คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน สรุปข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและสาเหตุการออกกลางคันของนิสิตย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง จากการวิเคราะห์ผลการตอบแบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ทำให้เห็นปัญหาหลักเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ดำเนินการให้เอื้อต่อการเข้ามาศึกษาต่อหรือเข้ามาศึกษาแล้ว ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกในแต่ละปีที่ผ่านมายังไม่ได้จัดการให้ทั่วถึง พร้อมทั้งการสอนของอาจารย์ยังไม่พัฒนาให้เท่าทันสมัย มีการใช้วิธีการแบบเดิม ใช้สื่อการสอนแบบเดิม และสื่อสนับสนุนในชั้นเรียนยังคงมีปัญหาในบางห้อง 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนิสิตในภาพรวมมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันอยู่ในระดับมาก ทั้งภาพรวม และรายด้าน ผลการทดสอบการถดถอยแบบพหุคูณ แสดงให้เห็นว่า จากตัวแปรอิสระทั้งหมด 4 ตัวแปร มีตัวแปรอิสระทั้งหมด 2 ตัวแปรที่เข้าสู่สมการถดถอยพหุคูณอย่างนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (X<sub>3</sub>) และปัจจัยด้านสื่อการเรียนการสอน (X<sub>2</sub>) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.216 และมีค่าอำนาจในการพยากรณ์ ร้อยละ 4.7 3) การบูรณาการการจัดการเรียนการสอนในการแก้ปัญหานิสิตออกลางคัน พบว่า วิธีการที่เหมาะสมสำหรับการบูรณาการคือ การบูรณาการแบบสอดแทรก แต่หากจะนำมาใช้เฉพาะเนื้อหาประจำเรื่องหรือบทควรเป็นการบูรณาการแบบพหุวิทยาการและการบูรณาการแบบคู่ขนาน วิธีที่ไม่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่คือ การบูรณาการแบบข้ามวิชา ฉะนั้น ถ้าจะเลือกใช้ก็สามารถเลือกใช้ได้ทุกวิธีการ แต่ต้องมีหลักการประยุกต์ใช้ที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อการเรียนของนิสิต โดยจากการศึกษาทำให้ได้กลยุทธ์ที่มีชื่อว่า “3P-ISR”</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/286602
การสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนา
2025-12-03T10:59:35+07:00
สารภี กาญจนาโรจน์พันธ์
kansombee@gmail.com
กันตภณ หนูทองแก้ว
kansombee@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพทั่วไปและแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ 2) เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ 3) เพื่อบูรณาการแนวคิด ทฤษฎีและหลักพุทธธรรมที่ใช้ในการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลทางเอกสาร สัมภาษณ์เชิงลึกและจัดเวทีเสวนากลุ่ม จากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพทั่วไป แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า ในปัจจุบันประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุมากขึ้น รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น โดยมีการศึกษาถึงความต้องการของผู้สูงอายุในด้านต่างๆ เช่น การศึกษาคุณภาพชีวิต สวัสดิการ การส่งเสริมสุขภาพ รายได้ การทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนของผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ รวมทั้งมีการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน นอกจากนี้การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการบริการด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น 2) หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ประกอบด้วยหลักอริยสัจ 4 การเข้าใจความเป็นจริงด้วยเหตุและผล หลักภาวนา 4 เป็นการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หลักทิศ 6 เป็นการทำหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานะที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นๆ และหลักสาราณียธรรม 6 ผู้สูงอายุใช้หลักธรรมนี้ในการปรับปรุงตนเองเพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข 3) การบูรณาการแนวคิด ทฤษฎีและหลักพุทธธรรมที่ใช้ในการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า การสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุตามแนวพระพุทธศาสนา ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า 4Hs Model ประกอบด้วย H (Heart) = หลักธรรมประจำใจ, H (Healthy) = สุขภาวะทางกายภาพ, H (Holistic care) = การดูแลแบบองค์รวม และ H (Habit) = การเสริมสร้างและปรับตัวด้านอุปนิสัยหรือพฤติกรรม</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/286907
รูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีตามแนวพระพุทธศาสนา
2025-12-03T10:59:15+07:00
ชญานี ขัตติยะมาน
chayanee.khattiyamarn396@gmail.com
กันตภณ หนูทองแก้ว
chayanee.khattiyamarn396@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ แนวคิด และทฤษฎีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี 3) เพื่อสร้างรูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีตามแนวพระพุทธศาสนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึก และจัดเสวนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนา พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงความรู้ นักการศาสนา คณาจารย์ นักวิชาการด้านสังคม จำนวน 20 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสัมภาษณ์ แนวการสนทนาในการประชุมกลุ่ม และเครื่องบันทึกเสียง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นกระบวนการที่บุคคลสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม ทฤษฎีบทบาท ทฤษฎีการสื่อสารระหว่างบุคคล ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์กลุ่มทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ ทฤษฎีการแบ่งงาน และทฤษฎีความขัดแย้ง 2) หลักพุทธรรมที่ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ที่ดี ได้แก่ ทิศ 6, พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4, ศีล 5, ฆราวาสธรรม 4 และสาราณียธรรม 6 และ 3) รูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีตามแนวพระพุทธศาสนา คือ HARMO Model H = Hamony หมายถึง ความปรองดอง, A = Altruism หมายถึง การเห็นแก่ผู้อื่น, R = Respect หมายถึง การให้เกียรติ, M = Make friend หมายถึง การผูกมิตร, O = Own conduct หมายถึง การปฏิบัติตน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/humannstru62/article/view/294216
คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมอาหารจากกากเหล้าแดงของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-10-27T09:33:18+07:00
ธารินี จริยาปยุกต์เลิศ
tharinee_jar@nstru.ac.th
อุมาพร กาญจนคลอด
umaporn_kan@nstru.ac.th
ชนิกานต์ ใสยเกื้อ
chanikran_sai@nstru.ac.th
กชพรรณ สกุลพุทธพร
kotchaphan_sak@nstru.ac.th
ปิยรัตน์ ธรรมรงค์รัตน์
piyarat_tha@nstru.ac.th
เบญจพร จันทรโคตร
benjaporn_jun@nstru.ac.th
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมอาหารจากกากเหล้าแดงของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกจิว ตำบลนาบอน และเพื่อเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมอาหารจากกากเหล้าแดงของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกจิว ตำบลนาบอนอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 394 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมอาหารจากกากเหล้าแดงของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าด้านคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีค่ามากที่สุด (=4.51) รองลงมาคือด้านคุณค่าทางเอกลักษณ์ (=4.48) ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าด้านคุณค่าทางเศรษฐกิจมีค่าน้อยที่สุด (=4.33) และ 2) ประชาชนที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ อาชีพ และที่อยู่อาศัย ที่แตกต่างกันมีค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมอาหารจากกากเหล้าแดงของชาวไทยเชื้อสายจีนฮกจิว ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราชแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ISSN : 2774-1141 (Online)