https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/issue/feed วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม 2025-12-18T00:00:00+07:00 Assoc. Prof. Dr. Siriwat Srikhruedong siriwatmcu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม (JPBS) </strong></p> <p><strong>ISSN</strong>: 3056-9834</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์</strong> <strong>: <br /></strong>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านจิตวิทยา จิตวิทยาประยุกต์ พระพุทธศาสนา และพระพุทธศาสนาประยุกต์กับศาสตร์ต่าง ๆ โดยรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 2 ฉบับต่อปี <br /> ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ :</strong><br />1. บทความวิชาการทั่วไป (Academic Article)<br />2. บทความวิจัย (Research Article)</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความที่ส่งมารับการตีพิมพ์จะถูกพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อตรวจความตรงตามวัตถุประสงค์ของวารสารและตรวจรูปแบบการเขียนบทความตามที่วารสารกำหนด เมื่อผู้เขียนปรับแก้ตามคำแนะนำเบื้องต้นของกองบรรณาธิการแล้ว จะถูกส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) ที่มีคุณวุฒิ ความรู้และความเชี่ยวชาญตรงกับสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ นามสกุล หน่วยงาน หรือข้อมูลระหว่างกัน (Double-Blinded Peer review) ผ่านระบบ ThaiJO</p> <h3 class="font-600 text-lg font-bold">อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</h3> <p class="whitespace-pre-wrap break-words">วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม (JPBS) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ดังนี้</p> <ol class="-mt-1 [li&gt;&amp;]:mt-2 list-decimal space-y-2 pl-8" style="font-style: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: auto; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: auto; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; text-decoration: none; caret-color: #000000; color: #000000;"> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิชาการทั่วไป 2,500 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิจัย ระดับปริญญาโท 3,000 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิจัย ระดับปริญญาเอก 4,000 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิชาการทั่วไปหรือบทความวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย 4,000 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิชาการทั่วไปหรือบทความวิจัยที่ใช้ประกอบการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ 5,000 บาท</li> </ol> <h3 class="font-600 text-lg font-bold">เงื่อนไขการชำระค่าธรรมเนียม</h3> <ol class="-mt-1 [li&gt;&amp;]:mt-2 list-decimal space-y-2 pl-8" style="font-style: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: auto; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: auto; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; text-decoration: none; caret-color: #000000; color: #000000;"> <li class="whitespace-normal break-words">วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อบทความได้รับการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการให้เข้าสู่กระบวนการส่งผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ</li> <li class="whitespace-normal break-words">วารสารขอสงวนสิทธิ์คืนเงินเฉพาะกรณีที่บทความถูกปฏิเสธการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ จำนวน 2 ใน 3 ท่าน</li> </ol> <h3 class="font-600 text-lg font-bold">ช่องทางการชำระเงิน</h3> <p class="whitespace-pre-wrap break-words"><em><strong>หมายเหตุสำคัญ</strong></em> รับชำระผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีเท่านั้น ไม่รับชำระเป็นเงินสดทุกกรณี</p> <h2 class="font-600 text-base font-bold">รายละเอียดบัญชีธนาคาร</h2> <ul class="-mt-1 [li&gt;&amp;]:mt-2 list-disc space-y-2 pl-8" style="font-style: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: auto; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: auto; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; text-decoration: none; caret-color: #000000; color: #000000;"> <li class="whitespace-normal break-words"><strong>ธนาคาร:</strong> ธนาคารกรุงเทพ สาขาเทสโก้โลตัสบางปะอิน</li> <li class="whitespace-normal break-words"><strong>ชื่อบัญชี:</strong> วารสาร มจร มนุษยศาสตร์ปริทรรศน์</li> <li class="whitespace-normal break-words"><strong>เลขที่บัญชี:</strong> 934-0-21833-9</li> </ul> <hr /> <p class="whitespace-pre-wrap break-words"><strong>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</strong> กองบรรณาธิการวารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม (JPBS)</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/289826 พุทธจิตวิทยากับการรับรู้ความงามของโลกด้วยหัวใจของผู้พิการทางสายตา 2025-05-29T15:54:15+07:00 ชารดา ไทยสงวนวรกุล mkt@woodboxs.com พระปัญญา นันทะ ponnyarnon@gmail.com พุทธชาติ แผนสมบุญ saha70@gmail.com <p>บทความนี้นําเสนอการประยุกต์ใช้หลักธรรมในพุทธศาสนา โดยเฉพาะอายตนะ 6 และสติปัฏฐาน 4 ในการทําความเข้าใจประสบการณ์การรับรู้ของผู้พิการทางสายตา เพื่อเปลี่ยนมุมมองของสังคมจากการมองผู้พิการทางสายตาเป็น "ผู้ขาดแคลน" มาเป็น "ผู้มีศักยภาพพิเศษ" บทความใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดจากพระไตรปิฎก คัมภีร์วิสุทธิมรรค และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาแสดงให้เห็นว่า ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ได้แก่ การได้ยิน การดมกลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส และมโนอายตนะ (ใจ) ในการรับรู้โลกได้อย่างสมบูรณ์ โดยมักพัฒนาความสามารถเหล่านี้ให้ละเอียดอ่อนและแม่นยํากว่าคนทั่วไป การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ของผู้พิการทางสายตามีความได้เปรียบเนื่องจากไม่มีสิ่งรบกวนทางสายตา ทําให้สามารถมีสมาธิและสติที่เข้มข้นกว่า ในมุมมองของพุทธจิตวิทยา ความงดงามไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก แต่อยู่ที่สัญญาและสังขารในจิตใจของผู้รับรู้</p> <p>การนําหลักพุทธจิตวิทยามาประยุกต์ใช้จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาศักยภาพของผู้พิการทางสายตา ไม่เพียงช่วยให้มีชีวิตที่มีความสุขและเป็นอิสระ แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาจิตใจและปัญญาสําหรับสังคม การเปลี่ยนมุมมองดังกล่าว จะนําไปสู่การพัฒนาสังคมที่เข้าใจและเห็นคุณค่าของความแตกต่างอย่างแท้จริง</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/289969 ศรัทธาอย่างมีปัญญา : กรณีศึกษานางวิสาขามหาอุบาสิกา ในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยหลักสัมมาสติ 2025-06-03T19:22:08+07:00 พระปัญญา นันทะ ponnyarnon1991@gmail.com ชลัฐธร อุไรพงษ์ ณ อยุธยา chaladtornouripong@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ maytawee_udo@dusit.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแบบอย่างการรักษาศรัทธาอย่างมีปัญญาของนางวิสาขามหาอุบาสิกาในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยประยุกต์ใช้หลักสัมมาสติเป็นเครื่องมือในการแยกแยะระหว่างพฤติกรรมส่วนบุคคลของพระสงฆ์กับสถาบันสงฆ์และพระธรรมคำสอน รวมถึงการนำเสนอแนวทางประยุกต์ใช้สำหรับพุทธศาสนิกชนในสังคมไทยปัจจุบัน</p> <p>จากการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติของนางวิสาขา บทความนี้นำเสนอว่านางวิสาขาเป็นต้นแบบของผู้มีศรัทธาประกอบด้วยปัญญา (สัทธา-ปัญญา) ที่สามารถแยกแยะระหว่างพฤติกรรมส่วนบุคคลของพระสงฆ์บางรูปกับหลักธรรมคำสอน โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพระวินัยผ่านการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อพระพุทธเจ้าอย่างสร้างสรรค์ การใช้หลักสัมมาสติเป็นกลไกสำคัญในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ด่วนตัดสิน และแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น</p> <p>บทความนี้นำเสนอแนวทางประยุกต์ใช้ 4 ประการ ได้แก่ 1) การใช้สัมมาสติในการรับรู้และวิเคราะห์ข่าวสาร 2) การเลือกสนับสนุนพระสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ 3) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและปฏิรูปพระพุทธศาสนา และ 4) การทำบุญอย่างฉลาด แนวทางเหล่านี้จะเป็นแนวปฏิบัติที่ช่วยให้พุทธศาสนิกชนสามารถรักษาศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้อย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อกระแสข่าวเชิงลบและมีส่วนร่วมในการพัฒนาพระพุทธศาสนาอย่างสร้างสรรค์</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/292062 การบริหารทรัพย์สินอย่างมีความสุขด้วยสัมมาสติ: กรณีศึกษาบริบทของอนาถบิณฑิกเศรษฐีกับสังคมไทยศตวรรษที่ 21 2025-08-22T14:43:01+07:00 วราพร กนกปรเมษฐ์ wksom2558@gmail.com <p>สังคมไทยในศตวรรษที่ 21 เผชิญปัญหาหนี้สินครัวเรือนสูงถึงร้อยละ 89.3 ของ GDP อันเนื่องมาจากความรู้ทางการเงินต่ำ กระแสวัตถุนิยม และการขาดมิติทางจิตใจในการบริหารทรัพย์สิน บทความนี้ศึกษาแนวทางการบริหารทรัพย์สินของอนาถบิณฑิกเศรษฐีตามหลักสัมมาสติและวิเคราะห์การประยุกต์ใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน หลักสัมมาสติในการบริหารทรัพย์สินประกอบด้วยการบูรณาการสติปัฏฐานสี่ ได้แก่ การตระหนักรู้ความต้องการที่แท้จริง การเท่าทันความรู้สึกต่อการได้เสียทรัพย์ การรู้เท่าทันกิเลสในจิตใจ และการเข้าใจธรรมชาติไม่เที่ยงของทรัพย์สิน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นแบบอย่างการบริหารทรัพย์สินในสามมิติ คือ การหาทรัพย์ด้วยความซื่อสัตย์ การใช้ทรัพย์อย่างพอประมาณและการไม่ยึดติดในทรัพย์ การประยุกต์ใช้ในสังคมไทยปัจจุบันครอบคลุม การแสวงหาทรัพย์ด้วยสัมมาอาชีวะ การบริโภคอย่างมีสติ การออมลงทุนด้วยความรอบคอบ การแบ่งปันทรัพย์อย่างมีสติปัญญาและการบูรณาการกับเทคโนโลยีทางการเงิน ผลการศึกษาพบว่า การบริหารทรัพย์สินด้วยสัมมาสติช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่งคั่งและความสุข ลดความเครียดทางการเงิน และเหมาะสมกับบริบทสังคมไทยที่มีรากฐานพระพุทธศาสนาและสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/289520 การฝึกสัมมาสติและสมาธิเพื่อพัฒนาตนในสังคมดิจิทัลที่ไม่หยุดนิ่ง 2025-07-25T12:45:59+07:00 ชลัฐธร อุไรพงษ์ ณ อยุธยา chaladtornouripong@gmail.com พระปัญญา นันทะ ponnyarnon@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ maytawee_udo@dusit.ac.th <p>สังคมดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์อย่างรากฐาน นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ต่อสุขภาพจิต ได้แก่ ภาวะ "ความเปลี่ยวเหงาท่ามกลางการเชื่อมต่อ" การลดลงของช่วงความสนใจจาก 12 วินาทีเหลือ 8 วินาที ความวิตกกังวลทางสังคม และความเหงาที่เพิ่มขึ้น บทความนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้หลักสัมมาสติจากพระพุทธศาสนาในบริบทของสังคมดิจิทัล โดยเสนอแนวคิดการบูรณาการการฝึกฝนเข้ากับชีวิตดิจิทัลอย่างกลมกลืนแทนการแยกขาดจากเทคโนโลยี ผ่านวิธีการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นการประยุกต์ใช้ 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ การบริโภคสื่อดิจิทัลอย่างมีสติ การฝึกสติดิจิทัลผ่านเทคนิคต่าง ๆ การบูรณาการสติเข้ากับการทำงานดิจิทัล การปลดปล่อยจากดิจิทัลเป็นระยะ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการฝึกสมาธิ งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การฝึกสัมมาสติมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งทางร่างกาย (ลดความเครียด เพิ่มภูมิคุ้มกัน) ทางจิตใจ (เพิ่มความสุข ลดซึมเศร้า) ทางปัญญา (พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความจำ) ทางสังคม (เพิ่มความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น) และระดับองค์กร (เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน) การศึกษาสรุปว่า สัมมาสติเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาตนในสังคมดิจิทัล ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นพันธมิตรในการพัฒนาจิตใจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการรักษาสุขภาวะทางจิตใจอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/289729 ความงดงามในความโศกเศร้า : การเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียผ่านประเพณีและสังคมไทย 2025-07-25T13:00:30+07:00 วรัญญา สิริโพธิธนากุล waranya.kulna@gmail.com <p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์กลไกทางจิตวิทยาในประเพณีงานศพไทยเพื่อแสดงประสิทธิภาพของภูมิปัญญาดั้งเดิมในการเยียวยาจิตใจผู้สูญเสีย โดยใช้แนวทางสหวิทยาการผสานโบราณวิทยา จิตวิทยา และประสาทวิทยา ผลการศึกษาพบกลไกการเยียวยาหลายมิติที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสร้างปราสาทเรือนศพเป็นการบำบัดด้วยศิลปะที่กระตุ้นสารเอนดอร์ฟินและเซโรโทนิน การสวดพระอภิธรรมเป็นการบำบัดด้วยเสียงที่ลดฮอร์โมนความเครียด และพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลที่เพิ่มฮอร์โมนออกซิโท ยืนยันว่าผู้สูญเสียที่ได้รับการเยียวยาผ่านประเพณีงานศพแบบดั้งเดิมมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่าถึง 58%</p> <p>หลักการเยียวยาในประเพณีไทยสอดคล้องกับทฤษฎีจิตวิทยาสมัยใหม่ โดยเฉพาะหลักอนิจจตาที่คล้ายคลึงกับทฤษฎี Radical Acceptance และการปฏิบัติสมาธิที่การวิจัยด้วย MRI แสดงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของโครงสร้างสมอง "ความงดงามในความโศกเศร้า" คือกระบวนการแปลงเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ใน 4 ระดับ คือ ระดับบุคคล (การค้นพบพลังภายใน) ระดับครอบครัว (การสร้างสายใยใหม่) ระดับชุมชน (การแสดงน้ำใจไทย) และระดับจิตวิญญาณ (การพัฒนาปัญญาและเมตตา) การศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเพณีงานศพไทยเป็นตัวอย่างสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตแบบองค์รวมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/289799 ใจที่อัศจรรย์ : การพัฒนาจิตสู่ความหลุดพ้นตามแนวพุทธธรรมและประสาทวิทยา 2025-07-25T13:06:17+07:00 ภัทร์ธินันท์ แสงเจริญวัฒนะ pui.papoa@gmail.com <p>บทความนี้นำเสนอการศึกษาเชิงบูรณาการระหว่างหลักธรรมทางพุทธศาสนากับองค์ความรู้ทางประสาทวิทยาสมัยใหม่ เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาจิตใจจากสภาวะปกติสู่ "ใจที่อัศจรรย์" และเส้นทางสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ จากการค้นคว้าพบว่า "ใจที่อัศจรรย์" หมายถึง สภาวะจิตใจที่ตื่นรู้และไม่ติดยึดกับความคิดหรืออารมณ์ แต่สามารถมองเห็นความจริงของชีวิตได้อย่างใสใส ซึ่งสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกสติสัมปชัญญะ การพัฒนาปัญญาในการเห็นไตรลักษณ์และการเจริญเมตตากรุณา สอดคล้องกับผลการวิจัยทางประสาทวิทยาที่แสดงให้เห็นว่าการฝึกสติและการทำสมาธิสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองได้ โดยเฉพาะในส่วนของสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) และการลดการทำงานของอะมิกดาลา (Amygdala) ชี้ให้เห็นว่า ความสุขในชีวิตประจำวันและความหลุดพ้นในระดับสูงสุดเป็นเส้นทางเดียวกันที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ การบูรณาการระหว่างพุทธธรรมและประสาทวิทยาจึงนำเสนอแนวทางที่มีรากฐานทั้งทางจิตวิญญาณและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะทางจิตใจในยุคปัจจุบัน</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294638 ภาวะผู้นำพระธรรมทูตในพระพุทธศาสนากับการเผยแผ่ตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-10-17T13:28:15+07:00 พระถวิล ใยปางแก้ว budhakaliko@gmail.com ทวีรัตน์ รุ่งสิทธิวัฒน์ thaweerathanaa@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอภาวะผู้นำพระธรรมทูตในพระพุทธศาสนาโดยบูรณาการแนวคิดทางพุทธจิตวิทยากับหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย ทาน (การให้และเสียสละ) ปิยวาจา (การสื่อสารที่เป็นประโยชน์และไพเราะ) อัตถจริยา (การดำเนินการเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น) และสมานัตตตา (การวางตนเสมอภาคและเป็นแบบอย่าง) บทความนี้วิเคราะห์ความสำคัญของภาวะผู้นำในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยพระธรรมทูตจำเป็นต้องพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำที่ผสมผสานระหว่างหลักธรรมคำสอนกับองค์ความรู้ทางพุทธจิตวิทยา</p> <p>บทความนำเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพุทธจิตวิทยา ได้แก่ การฝึกสติและสมาธิ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน การทำสังคีติกรรมฐาน การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและการสะท้อนคิดจากประสบการณ์ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การประยุกต์ใช้สังคหวัตถุ 4 ในการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย การปรับวิธีการเผยแผ่ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ความท้าทายสำคัญประกอบด้วยการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะพระธรรมทูต การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมรูปแบบใหม่ในการเผยแผ่ธรรมะ ขณะที่โอกาสสำคัญคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ และการบูรณาการพุทธธรรมกับการพัฒนาสังคม การพัฒนาภาวะผู้นำพระธรรมทูตตามแนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสันติสุขและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนตามหลักพุทธธรรมอย่างแท้จริง</p> 2025-12-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/275916 แนวทางการฝึกพูดกับตนเองเชิงบวกเพื่อส่งเสริมความสุขและแรงบันดาลใจ 2024-06-25T12:56:12+07:00 ปทิตตา วิเศษบุปผากุล wisetbupha@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางในการฝึกพูดกับตัวเองเชิงบวกเพื่อส่งเสริมความสุขและแรงบันดาลใจ การฝึกพูดกับตนเองเชิงบวก 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสำรวจตนเอง 2) การเปลี่ยนการพูดกับตนเอง 3) การกำหนดคำพูดบวกเชิงบวก 4) การนำคำพูดเชิงบวกไปใช้ และ 5) ขั้นสรุปผล ประโยชน์ของการพูดกับตัวเองเชิงบวกสามารถปรับใช้ในการแก้ปัญหา จัดการปัญหาได้ดีที่สุด เท่าที่สามารถทำได้ มากกว่าจะเป็นการทำทุกอย่างให้สมบูรณ์และไม่มีความกังวล เป้าหมายของการพูดกับตัวเองเชิงบวกจะมีความเป็นจริงมากกว่าการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง เป้าหมายของการพูดกับตัวเองเชิงบวกเป็นการเพิ่มการสนับสนุนตัวตนและลดการกดขี่ตัวตน เพื่อให้บุคคลบรรลุในสิ่งที่ตนมุ่งมั่นได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกและทัศนคติให้เป็นไปในทางที่ดีได้ ดังนั้น การพูดกับตนเองทางบวกจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างเสริมให้บุคคลได้รับประสบการณ์ที่ทำให้เกิดความพอใจได้ ด้วยวิธีการที่เน้นย้ำกับจิตใต้สำนึกของตนเอง เพื่อลดความเครียด ความวิตกกังวล สร้างความสุขและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพต่อไป</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290332 สุขภาวะองค์รวมในโลกที่เปลี่ยนแปลง: บูรณาการแนวคิดสู่สุขภาวะที่มากกว่าการไม่มีโรค 2025-06-26T16:11:13+07:00 ลาวัณย์ ทยาเศรษฐ์ lawansamsung@gmail.com ชัญญา ศรีธัญรัตน์ annie.shanya@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการวิเคราะห์แนวคิด "สุขภาวะองค์รวม" ผ่านมุมมองบูรณาการจาก 4 ศาสตร์ ได้แก่ นิยามสุขภาวะขององค์การอนามัยโลก ทฤษฎีจิตวิทยา หลักพุทธศาสนา และเวชศาสตร์วิถีชีวิต โดยองค์การอนามัยโลกนิยามสุขภาพเป็นภาวะสมบูรณ์ทั้งกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งขยายสู่แนวคิดสุขภาวะที่สมบูรณ์ ที่รวมถึงศักยภาพของมนุษย์ในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย ด้านจิตวิทยา สุขภาวะมีวิวัฒนาการจากการควบคุมความขัดแย้งภายใน พฤติกรรมที่ปรับได้ การบรรลุศักยภาพ จนถึงการสร้างความหมายในชีวิตและการเสริมสร้างความยืดหยุนทางใจ หลักพุทธศาสนาเสนอ "มัชฌิมาปฏิปทา" เน้นดุลยภาพของชีวิต ผ่านหลักไตรสิกขา สติปัฏฐาน 4 และอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งครอบคลุมทั้งกาย จิต และปัญญา ส่วนเวชศาสตร์วิถีชีวิตพัฒนาสุขภาวะเป็นเป้าหมายเชิงปฏิบัติด้วยหลัก 6 ประการ คือ โภชนาการที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ การจัดการความเครียด การหลีกเลี่ยงสารเสพติด และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ศาสตร์ทั้งหมดล้วนมุ่งสู่ "สุขภาวะองค์รวมที่ยั่งยืน" ที่ปรับใช้ได้ในชีวิตจริง แนวทางเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนสุขภาวะในโลกยุคหลังโควิด-19 ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/288049 โลกดิจิทัลกับสมาธิในวัยรุ่น : วิถีแห่งการบำบัดภาวะจิตใจ 2025-05-13T21:05:14+07:00 พระอธิการเทวินทร์ เทวญาโณ (ใจแก้ว) jaikaew2000@gmail.com กิฏโชค พัธณะนิติ Kichoke555@gmail.com เยาวมาลย์ คุณประกิจ yaowamarn706@gmail.com <p>บทความวิชาการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบโลกดิจิทัลต่อสมาธิและสุขภาพจิตวัยรุ่น เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติสมาธิในการบำบัดสุขภาพจิตใจ โลกดิจิทัลกับสมาธิในวัยรุ่นโดยวิถีแห่งการบำบัดภาวะจิตใจนวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธเป็นกระบวนการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภาวะโรคซึมเศร้าทั้งแบบทางโลกและทางธรรมได้มีการนำหลักการทางพระพุทธศาสนา เรื่องสมาธิและสติมาใช้ในการบำบัดมาบูรณาการกับหลักจิตวิทยาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าความสำคัญของกระบวนการให้คำปรึกษาตามหลักพุทธจิตวิทยา “ความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ”เป็นความสามารถของแต่ละบุคคลที่พัฒนาได้ด้วยการส่งเสริมให้ความเข้มแข็งทางด้านจิตใจที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ เน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลโดยการปรับวิธีคิดและวิธีการเผชิญปัญหาอย่างสร้างสรรค์เรียนรู้ที่จะอยู่ภายใต้สภาวะยากลำบากหรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดด้วยความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตนเองเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจให้แก่วัยรุ่น เพื่อสามารถเผชิญกับปัญหาและจัดการกับความกดดันหรือสถานการณ์เลวร้ายในชีวิต ถือว่าเป็นความสามารถในการปรับตัวด้านบวกที่ทำให้บุคคลยังคงสุขภาพจิตที่ดีได้ฝึกฝนสมาธิและใช้สมาธิในการบำบัดความเครียดจนกลายเป็นแนวทางใหม่ในการดำเนินชีวิต</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294104 การบูรณาการจิตวิทยาและสติเพื่อการพัฒนาผู้ให้การปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-10-16T16:39:12+07:00 สุขเกษม บุญประกอบพร sukboon1984@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอความสำคัญ ของบทบาทการบูรณาการจิตวิทยาและสติเพื่อการพัฒนาณภาพชีวิตและสุขภาพจิต (Psychological Well-being) ในระดับบุคคลและองค์รวม และบทบาทของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธจิตวิทยา ผู้ที่เอื้ออำนวยให้ผู้รับการปรึกษาได้ตระหนักรู้ ยอมรับ ความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง เพื่อให้เข้าใจโลกและชีวิต ผ่านกระบวนการปรึกษา บทบาทของสติในนักจิตวิทยาการปรึกษานี้ จึงเปรียบเสมือนแสงไฟส่องทางให้นักจิตวิทยาการปรึกษา มีความชัดเจนในความคิด ความรู้สึก การรับรู้ อยู่กับปัจจุบันขณะ การมีสติเป็นคุณสมบัติหลักที่ช่วยให้นักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธจิตวิทยาตระหนักรู้ในตนเอง ไม่ตัดสินและเข้าใจผู้รับบริการอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสอดคล้องกับหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ การรักษาขอบเขตและความลับ ปกป้องพิทักษ์สิทธิ นอกจากนี้ยังบูรณาการระหว่างจิตวิทยากระแสหลักที่มุ่งจัดการความคิดเชิงลบ กับแนวคิดของสติที่มุ่งพัฒนาคุณภาพจิต ให้เกิดความสงบมั่นคงโดยมีรากฐานมาจากหลักการปรับพฤติกรรมทางปัญญาของจิตวิทยาตะวันตกและแนวคิดทางตะวันออก ด้วยหลักวิปัสสนากรรมฐานตามแนวคิดสติ</p> <p>ปัฏฐาน 4 เพื่อให้เกิดความเข้าใจโลกและชีวิตตามหลักพุทธธรรม นำไปสู่การพัฒนาตนตามจรรณยาบรรณวิชาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษา อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สติจึงเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธจิตวิทยาต่อความเข้าใจ รับรู้และต้องพัฒนาตน รู้ตัว รู้เท่าทันจิตใจของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294640 การตระหนักรู้อารมณ์ตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อลดความเครียดในวัยทำงาน 2025-10-17T13:26:03+07:00 ทวีรัตน์ รุ่งสิทธิวัฒน์ budhakaliko@gmail.com พระถวิล ใยปางแก้ว thaweerathanaa@gmail.com <p>ในโลกยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเครียดได้กลายเป็นปัญหาสำคัญของคนวัยทำงานทั่วโลก จากข้อมูลขององค์การสุขภาพโลก (WHO) พบว่า ความเครียดจากการทำงานส่งผลให้เสียค่าใช้จ่ายในการสูญเสียผลผลิตทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ความเครียดของคนวัยทำงานกำลังทวีความรุนแรงขึ้น จากข้อมูลกรมสุขภาพจิตพบว่า คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตสูงถึง 10 ล้านคน โดยกลุ่มวัยทำงานมีสัดส่วนความเครียดระดับปานกลางถึงสูงถึงร้อยละ 76 จากการสำรวจพนักงานไทยในปี 2567 พบว่า ร้อยละ 40 มีภาวะเครียดสูง ร้อยละ 17.2 เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และร้อยละ 10.6 มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการความเครียดผ่านการพัฒนาความตระหนักรู้อารมณ์ตามแนวพุทธจิตวิทยา โดยมุ่งเน้นสามประเด็นหลัก ได้แก่ การศึกษาแนวคิดการตระหนักรู้อารมณ์ (Emotional Awareness) ตามแนวพุทธจิตวิทยา ซึ่งบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับสติ สมาธิและปัญญา เข้ากับแนวคิดทางจิตวิทยาสมัยใหม่ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และการมีสติในปัจจุบันขณะ (Mindfulness) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการตระหนักรู้อารมณ์กับการจัดการความเครียดในวัยทำงานและการเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ผ่านเทคนิคการฝึกสติและเจริญสมาธิ การปรับมุมมองความคิดเชิงบวกและการพัฒนาทักษะการสื่อสารที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ป้องกันและบรรเทาปัญหาความเครียด ตลอดจนส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนวัยทำงาน</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/292903 กระบวนการคิดแนวพุทธจิตวิทยาส่งเสริมพลังชีวิตชาวพุทธ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2025-09-04T11:44:51+07:00 กฤศ แก้วสนั่น imgrit@gmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา imgrit@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากระบวนการคิดและแนวทางส่งเสริมพลังชีวิตชาวพุทธสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. เพื่อสังเคราะห์กระบวนการคิดตามหลักจิตวิทยาและพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมพลังชีวิตของชาวพุทธสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 3. เพื่อนำเสนอกระบวนการคิดตามหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมพลังชีวิตของชาวพุทธสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก 21 คน และการจัดสนทนากลุ่ม 10 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ชาวพุทธมีความคิดเชิงบูรณาการห้าขั้น คือ การรับรู้และเข้าใจความจริง การจัดการความเสี่ยงและการปรับพฤติกรรม การจัดการอารมณ์และการยอมรับความจริง การสร้างความเข้มแข็งจากภายในและภายนอก และการศรัทธาในความดีและมีความหวัง 2. พลังชีวิตสามประการ คือ ครอบครัวเป็นพลังขับเคลื่อนที่เกิดจากความรักและความรับผิดชอบดูแลสมาชิกในครอบครัว แผ่นดินเกิดเป็นพลังที่เกิดจากความผูกพันต่อพื้นที่ ชุมชนและหน้าที่ในการดูแลมรดกทางจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ และความศรัทธาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจผ่านการทำความดีและยึดมั่นในหลักธรรม 3. การเชื่อมโยงสามส่วนคือ กระบวนการคิดการห้าขั้น การบูรณาการการทำงานร่วมกันของทฤษฎีความเครียดและการเผชิญความเครียดของลาซารัสและโฟล์คแมน หลักพุทธธรรมโยนิโสมนสิการข้อวิธีคิดแบบอริยสัจ คิดแบบแก้ปัญหาและหลักพละห้าและพลังชีวิตสามประการ ประกอบเป็นองค์ความรู้โมเดลเรียนรู้ยอมรับ คือ กระบวนการคิดและการส่งเสริมพลังชีวิตของชาวพุทธในการปรับตัวต่อสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/292675 การเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้สูงอายุ 2025-09-03T15:40:30+07:00 พันธ์ทิพย์ ทิพวัฒน์ pthipphawat@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ pthipphawat@gmail.com กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ pthipphawat@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้สูงอายุ 2. เพื่อประเมินระดับการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้สูงอายุ และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้สูงอายุ วิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 13 คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและนักจิตวิทยา การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามกับผู้สูงอายุจำนวน 226 คน อายุ 60-69 ปี ในตำบลชุมพล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ได้โดยการเทียบกับตารางของเครจซี่และมอร์แกน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย แบบสอบถามมีความเที่ยงตรงของเนื้อหา (IOC = 0.80-1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นสูงทั้งแบบสอบถามการดำเนินชีวิตที่ดีงาม (สัปปุริสธรรม 7) (Cronbach’s alpha = 0.97) และการเห็นคุณค่าในตนเอง (Cronbach’s alpha = 0.94) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้สูงอายุมี 4 มิติ ได้แก่ ความสำคัญ ความสามารถ อำนาจในตนเอง และความดี ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง 5 ด้าน คือ สุขภาพร่างกายและจิตใจ ครอบครัว เศรษฐกิจ สังคมและปัญญาและจิตวิญญาณ 2. ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̅ = 3.73, SD = 0.46) การดำเนินชีวิตที่ดีงาม ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงกับการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.725, p &lt; 0.01) และ 3. แนวทางการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้สูงอายุ 5 แนวทาง 1) การพัฒนาการยอมรับตนเอง 2) การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 3) การเสริมพลังผ่านบทบาทและภารกิจของชีวิต 4) การจัดการชีวิตอย่างสมดุลในมิติเศรษฐกิจและสุขภาวะองค์รวม และ 5) การพัฒนาปัญญาเพื่อการเห็นคุณค่าที่แท้จริง</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293094 ปัจจัยทางพุทธจิตวิทยาที่สัมพันธ์เชิงสาเหตุกับประสิทธิผลของการฝึกสมาธิและความสัมพันธ์ของสมาธิกับความฉลาดทางอารมณ์โดยมีการกำกับตนเองเป็นตัวแปรกำกับ 2025-09-03T15:49:03+07:00 สรรเสริญ จงผดุงสัตย์ sansern44@gmail.com สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต isompoch@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ laocup@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางพุทธจิตวิทยากับประสิทธิผลของการฝึกสมาธิ และศึกษาบทบาทของการกำกับตนเองต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาธิกับความฉลาดทางอารมณ์ โดยใช้วิธีวิจัยผสานวิธีแบบเชิงสำรวจเป็นลำดับ (qual -&gt; QUAN) และประชากรคือ ผู้ฝึกสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ โดยดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ดังนี้ <strong>ระยะที่ 1</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อสำรวจและเข้าใจเชิงลึกถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของการฝึกสมาธิ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นอาจารย์สอนสมาธิ จำนวน 19 รูป/คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา 6 รูป, นักวิชาการพุทธจิตวิทยา 6 รูป/คน และผู้บริหารหลักสูตร 7 คน และตามด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้ดูแลสาขาของสถาบันพลังจิตตานุภาพฯ จำนวน 10 คน <strong>ระยะที่ 2</strong> เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงสถิติ โดยใช้ jamovi และ SPSS ผู้วิจัยได้พัฒนาแบบวัดและตรวจสอบคุณภาพกับกลุ่มตัวอย่าง 45 รูป/คน โดยการศึกษานำร่อง ได้ค่า CITC = 0.320 – 0.793 และ Cronbach’s Alpha = 0.837-0.943 และเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 558 รูป/คน ในสัดส่วน 20 คน ต่อ 1 ตัวแปรสังเกตได้ (Hair et al.) ใช้การสุ่มแบบ 2 ขั้น ในขั้นที่ 1 สุ่ม 6 จาก 30 กลุ่มสาขาและขั้นที่ 2 สุ่มแบบอาสาสมัคร และได้แบบวัดที่สมบูรณ์ 504 ฉบับ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทางพุทธจิตวิทยาที่สัมพันธ์เชิงสาเหตุกับประสิทธิผลของการฝึกสมาธิ คือ ศรัทธา ความคาดหวัง อิทธิบาท 4 และเจตคติในระหว่างการฝึกสมาธิ โดยโมเดลที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องในระดับดี (CFI = 0.975, RMSEA = 0.060, SRMR = 0.032) และเส้นทางความสัมพันธ์ของทุกองค์ประกอบมีนัยสำคัญ (p &lt; .001) สมาธิมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความฉลาดทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ (r = 0.722, p &lt; .001) และสมาธิและการกำกับตนเองมีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญ (R² = 71.6%) เมื่อทดสอบปฏิสัมพันธ์พบว่าการกำกับตนเองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับ ดังนั้นการฝึกสมาธิพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้โดยตรง ไม่ต้องอาศัยการกำกับตนเอง</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293225 ผลของโปรแกรมพุทธจิตวิทยาโดยการฝึกสมาธิต่อทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย 2025-09-04T11:59:57+07:00 ทนงพันธ์ ชัยพลังฤทธิ์ thanongpan_cha@cewa.co.th สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต thanongpantoy@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ thanongpantoy@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพุทธจิตวิทยาโดยการฝึกสมาธิต่อทักษะการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย คือ 1. เปรียบเทียบการพัฒนาการโดยรวมของทักษะการคิดเชิงบริหารระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม และ 2. เปรียบเทียบการพัฒนาการรายด้านของทักษะการคิดเชิงบริหารระหว่างทั้งสองกลุ่ม การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง ซึ่งใช้รูปแบบกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มประชากร คือ เด็กปฐมวัยอายุ 4–6 ปี จำนวน 76 คน จากโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่ โดยเลือกแบบเจาะจงและจับคู่คะแนนโดยรวมก่อนการทดลองที่ใกล้เคียงกัน เพื่อจัดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลอง 27 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพุทธจิตวิทยาโดยการฝึกสมาธิ เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฝึกสมาธิ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมพุทธจิตวิทยาโดยใช้หลักสูตรการฝึกสมาธิเพื่อพัฒนาพลังจิตระดับปฐมวัยของสถาบันพลังจิตตานุภาพ 2) แบบประเมินทักษะการคิดเชิงบริหารสำหรับเด็กปฐมวัย (MU.EF-101) ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยมีค่าความเชื่อมั่นภายใน 0.89–0.96 และค่าความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน 0.93–0.99 และ 3) แบบบันทึกการฝึกสมาธิเพื่อยืนยันความสม่ำเสมอของการปฏิบัติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. กลุ่มทดลองมีคะแนนทักษะการคิดเชิงบริหารโดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 2. กลุ่มทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมในด้านการยับยั้งตนเองและความจำเพื่อใช้งาน ขณะที่ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด การควบคุมอารมณ์และการวางแผนและการจัดการไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การฝึกสมาธิเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมพัฒนาการด้านทักษะการคิดเชิงบริหารในภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ การยับยั้งตนเองและความจำเพื่อใช้งาน</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290401 ปัจจัยพุทธจิตวิทยาที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทย 2025-07-25T13:20:11+07:00 ธันยพร อนุกูล thanyapron.life@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ Thanyapron.life@gmail.com กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ Thanyapron.life@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยพุทธจิตวิทยา และพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทย 2. เพื่อศึกษาปัจจัยพุทธจิตวิทยาที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทย 3. เพื่อเสนอแนวทางการเสริมสร้างพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทย งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation Studies) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 405 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบวัดความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แบบวัดการได้รับการอบรมเลี้ยงดูตามแนวพุทธ แบบวัดพฤติกรรมกตัญญูและแบบสอบถามแนวทางการเสริมสร้างพฤติกรรมกตัญญู วิเคราะห์ผลโดย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัจจัยพุทธจิตวิทยาความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของเยาวชนไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.50, S.D. = 0.67) ปัจจัยพุทธจิตวิทยาการได้รับการอบรมเลี้ยงดูตามแนวพุทธของเยาวชนไทย โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.38, S.D. = 0.78) และพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.87, S.D. = 0.61) 2. ปัจจัยพุทธจิตวิทยาความศรัทธาในพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = .675 ) อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเป็นตามสมมติฐานทางการวิจัย และปัจจัยพุทธจิตวิทยาการได้รับการอบรมเลี้ยงดูตามแนวพุทธมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมกตัญญูของเยาวชนไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r = .724) อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นตามสมมติฐานทางการวิจัย 3. แนวทางการเสริมสร้างความกตัญญู ควรเริ่มจากสถาบันครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูบุตรตามแนวพุทธเป็นหลักเพราะเด็กให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนสถาบันการศึกษา สังคมและสถาบันศาสนาก็ต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเสริมการรับรู้ และการเรียนรู้ให้กับเยาวชนเพื่อให้ได้รับการปลูกฝังในเรื่องของความกตัญญูแบบเป็นระบบนำไปสู่พฤติกรรมกตัญญูที่ยั่งยืน</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294641 การเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านการฟังและพูดของนักศึกษาเมียนมาโดยใช้เทคนิคการโค้ช 2025-10-29T12:38:00+07:00 สิงห์คำ รักป่า s.rakpa@gmail.com พจนารถ นุกูลคาม s.rakpa@gmail.com เอื้อมพร ฟูเต็มวงค์ s.rakpa@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาผลของการใช้เทคนิคการโค้ชต่อการพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ 2. เพื่อประเมินความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาเมียนมา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชาวเมียนมาที่ศึกษาอยู่ในสาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวการท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น จังหวัดตาก จำนวน 20 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง โดยกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการฟังและพูดภาษาอังกฤษ (EG 111) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ประเมินความสำเร็จและความมั่นใจโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละและการทดสอบ t แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการใช้เทคนิคการโคชเพื่อพัฒนาทักษะทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ คะแนนการทดสอบการฟังและการทดสอบการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 และผลการประเมินความสำเร็จและความมั่นใจ พบว่า มีผลการประเมินความมั่นใจในการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอยู่ในระดับสูง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการสอนโดยการโค้ชส่งเสริมความมั่นใจในการฟังและพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักศึกษาได้</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294628 ผลการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองในการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาปริญญาตรี 2025-10-29T12:21:37+07:00 เอื้อมพร ฟูเต็มวงค์ euamporn.f@northern.ac.th บุษราคัม อินทสุก busarakham.in@northern.ac.th <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาผลของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักศึกษาปริญญาตรีจากการปฏิบัติภาระงานที่ได้รับมอบหมายและ 2. ประเมินกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาปริญญาตรีโดยการสำรวจตนเอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ศึกษาในวิทยาลัยเอกชนในภาคเหนือ จำนวน 39 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง โดยกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่กำลังศึกษา ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษ หมวดวิชาศึกษาทั่วไปในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ใช้การวิจัยแบบผสมผสานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design ตามแนวคิดของ Best และ Kahn (2006) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นผู้เรียน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละและการทดสอบ t แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.5 และ 2. ผลการประเมินตนเองพบว่าค่าเฉลี่ยรวมของการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินตนเองของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างยังแสดงถึงประเด็นที่ควรพัฒนาตนเอง ได้แก่ ความสามารถควบคุมตนเองไม่ให้เสียเวลากับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน การติดตามความก้าวหน้าของตนเองในการทำแบบฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอและการประเมินผลงานของตนเองหลังทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษทุกครั้ง</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293549 แนวทางความสำเร็จการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-10-17T12:38:50+07:00 รัฐธีร์ สวัสดิ์พานิช sawatpanitr@gmail.com พุทธชาติ แผนสมบุญ sawatpanitr@gmail.com โชติกา วงศ์อนวัช sawatpanitr@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสำเร็จของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามแนวคิดจิตวิทยาตะวันตกและหลักธรรมทางพุทธศาสนา 2. ศึกษาและเปรียบเทียบความสำเร็จของการลงทุนตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 3. นำเสนอแนวทางความสำเร็จของการลงทุนตามแนวพุทธจิตวิทยา เป็นการวิจัยผสานวิธี ใช้วิธีเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยโดยนักลงทุนที่เทรดรายวันและนักลงทุนถือระยะยาวที่เปิดบัญชีซื้อขายในปี 2567 จำนวน 400 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสนทนากลุ่ม จำนวน 5 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบคำถามสนทนากลุ่ม ใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F-test สหสัมพันธ์เพียร์สันและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยเมทริกซ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสำเร็จของการลงทุน พบว่า 1) แนวคิดจิตวิทยาตะวันตก ได้แก่ จิตวิทยาการลงทุนและทฤษฎีแรงจูงใจของแมคคลีแลนด์และมาสโลว์ 2) หลักธรรมทางพุทธศาสนา ได้แก่ อิทธิบาท 4 และโยนิโสมนสิการด้านอรรถธรรมสัมพันธ์ 2. ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสำเร็จของการลงทุนตามแนวพุทธจิตวิทยา พบว่า 1) นักลงทุนมีความคิดเห็นโดยรวมต่อตัวแปรทางจิตวิทยาประกอบด้วยจิตวิทยาการลงทุนและแรงจูงใจ ตัวแปรทางพุทธประกอบด้วยอิทธิบาท 4 และโยนิโสมนสิการด้านอรรถธรรมสัมพันธ์และตัวแปรความสำเร็จในการลงทุนประกอบด้วยผลตอบแทนด้านการเงินและที่ไม่ใช่ด้านการเงิน อยู่ในระดับมาก 2) เมื่อเปรียบเทียบลักษณะประชากรศาสตร์ พบว่า นักลงทุนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สถานภาพ ประสบการณ์การลงทุน และมูลค่าพอร์ตการลงทุนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อความสำเร็จในการลงทุนแตกต่างกัน และ 3) ปัจจัยพุทธจิตวิทยามีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการลงทุนในระดับสูง 3. ผลการศึกษาแนวทางความสำเร็จการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยตามพุทธจิตวิทยา พบว่า แนวทางสำคัญได้แก่ การเรียนรู้และอัปเดตความรู้การลงทุน การสร้างแรงจูงใจภายใน การฝึกทัศนคติที่ถูกต้อง การคิดอย่างเป็นระบบ การพัฒนาสติสมาธิ การยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาดและเจริญเมตตาดำรงตนอย่างมีจริยธรรม</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293531 การส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของนักพยากรณ์โชคชะตาตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-09-17T16:49:11+07:00 สุชาดา เชื้อเจ็ดตน suchada.chuajetton@gmail.com พุทธชาติ แผนสมบุญ Suchada.chuajetton@gmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา Suchada.chuajetton@gmail.com <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของนักพยากรณ์ฯตามแนวพุทธจิตวิทยา 2. เพื่อวิเคราะห์แนวปฏิบัติส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของนักพยากรณ์ฯ ตามแนวพุทธจิตวิทยา 3. เพื่อนำเสนอแนวปฏิบัติส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของนักพยากรณ์ฯ ตามแนวพุทธจิตวิทยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเอกสาร สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพระพุทธศาสนา 6 คน กลุ่มจิตวิทยา 6 คน กลุ่มนักพยากรณ์ 5 คน รวมทั้งสิ้น 17 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลัก 3 เส้าและ 6C</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดทฤษฎีส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของนักพยากรณ์ฯ ประกอบด้วย หลักธรรมพละ 5 กับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจของนักพยากรณ์ 2. การส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจมี 4 ประการ คือ 1) รักศรัทธาในอาชีพ 2) กำลังใจ 3) การสร้างกุศลทำดี และ 4) สมาธิในการทำงาน คุณลักษณะที่ส่งเสริมความเข้มแข็ง คือ 1) มีจิตวิญญาณ 2) มีศีลงดงาม 3) มีคุณธรรมภายใน จริยธรรมภายนอก และ 4) มีเมตตาเกื้อหนุน เกิดประโยชน์ 5 มิติ คือ สติ ขันติ เมตตา กรุณา สัมมาทิฏฐิ รู้จักตนเอง โดยยึดหลัก ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพื่อส่งเสริมจิตใจนักพยากรณ์ให้เข้มแข็งและปฏิบัติงานด้วยคุณธรรม 3. แนวปฏิบัติส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจนักพยากรณ์ฯ มี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สัทธรรม 3 2) พละ 5 3) ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก (PsyCap) 4) มีพุทธปัญญา 5) คุณลักษณะนักพยากรณ์ที่เข้มแข็งฯ คือ มีสติ รับความจริง คิดบวก มีเป้าหมายชีวิต เมตตาตัวเอง ยืดหยุ่น 6) สื่อสารเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ 7) ความเชื่อภายในต่อตนและศาสตร์พยากรณ์ และ 8) ความเชื่อภายนอกจากผู้รับบริการ สังคม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจริยธรรม มั่นคงทางใจ ช่วยผู้อื่นมีคุณภาพ</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293579 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะผู้แทนขายเครื่องมือแพทย์เพื่อเสริมสร้างความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-09-22T16:03:02+07:00 สุชาดา ธนาวิบูลเศรษฐ suchada.pw@gmail.com กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ Kamalas2013@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ Laocup@gmail.com นภัทร์ แก้วนาค Suchada.pw@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรคและแนวคิดสมรรถนะตามหลักจิตวิทยาและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่พัฒนาผู้แทนขายเครื่องมือแพทย์ให้ประสบความสำเร็จและมีความสุข 2. สังเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาสมรรถนะเพื่อเสริมสร้างความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 3. นำเสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 49 รูป/คน ได้แก่ผู้แทนขายฯ หัวหน้าทีม ผู้บริหาร ลูกค้าและผู้ทรงคุณวุฒิด้านพระพุทธศาสนา พุทธจิตวิทยาและธุรกิจเครื่องมือแพทย์ โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง รวมทั้งการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน และการประชุมผู้เชี่ยวชาญพิเศษจำนวน 11 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เทคนิค 6C และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน ปัญหาของผู้แทนขายเผชิญการแข่งขันสูง ความกดดันด้านยอดขาย และแรงกดดันด้านจริยธรรม ซึ่งส่งผลต่อความเครียดและการขาดสมดุลชีวิตการทำงาน 2. สังเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาสมรรถนะผู้แทนขายฯ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบคือ สมรรถนะ 5 ด้าน หลักธรรมพุทธศาสนา (อิทธิบาท 4 และพรหมวิหาร 4) หลักจิตวิทยาเชิงบวก PERMA และทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ พื้นฐานองค์กร การบริหารงานขายและการเสริมสร้างความสุข และ 3. ผลที่ได้คือ รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทางพุทธจิตวิทยา 9 ด้าน หรือ HEART Model ซึ่งเน้นการสร้างสมรรถนะควบคู่กับการสร้างความสุขที่ยั่งยืน โดยผู้แทนขายจะมีความสุขเมื่อมีความหมายในงาน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและลูกค้าและสามารถรักษาสมดุลชีวิตได้ โดยเฉพาะการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องทั้งด้านร่างกาย จิตใจและปัญญา</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294345 องค์ประกอบของภาวะผู้นำครูที่มีผลต่อการพัฒนาตนเองของนักศึกษาวิชาชีพครู กรณีศึกษา: นักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 2025-11-17T12:26:26+07:00 บุษราคัม อินทสุก busarakham.in@northern.ac.th ชนนิกานต์ เครือยิ้ม chonnikan1970@gmail.com จิราพันธ์ สง่าวิทยากุล aj.jirapop@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจระดับองค์ประกอบของภาวะผู้นำครูของนักศึกษาประกาศนีบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู และ 2. ตรวจสอบภาวะผู้นำครูของนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูโดยการประเมินตนเอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ที่เรียนในชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงโดยกำหนดคุณสมบัติเป็นนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในรายวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี เครื่องมือเชิงปริมาณเป็นแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าคุณภาพ 3.67 ใช้เก็บข้อมูลระดับภาวะผู้นำครูจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจงและการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าคุณภาพ 3.58 ใช้เก็บข้อมูลนักศึกษา 10 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละและการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบภาวะผู้นำครูของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู และด้านการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม มีค่าเฉลี่ยภาพรวมในระดับมากที่สุด และ 2. ผลประเมินตนเองด้านภาวะผู้นำครู พบว่า นักศึกษาร้อยละ 90 มีคุณลักษณะของภาวะผู้นำด้านความมีวินัยและความรับผิดชอบ ร้อยละ 90 มีคุณลักษณะด้านการสร้างแรงจูงใจและร้อยละ 80 มีคุณลักษณะด้านความทันสมัยและใช้เทคโนโลยีในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง การแสดงความคิดเห็นและการร่วมกันหาทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ ความต้องการพัฒนาตนเองสูงสุด คือ ด้านการสื่อสาร ผลการวิจัยสะท้อนว่านักศึกษามีภาวะผู้นำครูในระดับสูง แต่ยังต้องการเสริมทักษะการสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทางวิชาชีพครูต่อไป</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293344 แนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นเจนเนอเรชั่นแซดในสังคมไทยตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-09-21T19:42:43+07:00 พิมพ์ลดา มาศวิศาลพงศ์ piyavara@icloud.com พุทธชาติ แผนสมบุญ piyavara@icloud.com นภัทร์ แก้วนาค piyavara@icloud.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและวิธีการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นเจนเนอเรชั่นแซดในสังคมไทยตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 2. นำเสนอแนวทางการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นเจนเนอเรชั่นแซดในสังคมไทยตามแนวพุทธจิตวิทยา โดยมี 2 ขั้นตอนหลัก คือ 1) การศึกษาเอกสาร (Documentary Research) จากแหล่งปฐมภูมิและทุติยภูมิ 2) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 คน จาก 5 กลุ่มตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis 6Cs), Matrix Analysis และการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหาหลักเกิดจากผู้ปกครองยึดติดวิธีการเลี้ยงดูแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของวัยรุ่นเจนแซดที่มีความใจร้อน ขาดความอดทน ติดเทคโนโลยี ขาดวิจารณญาณ คิดเป็นของตัวเองสูง ชอบตั้งคำถาม ขาดสมาธิและวินัย ก่อให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวและปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง 2. แนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงดูที่ได้ คือ แนวทางหลัก 6 ประการ และโมเดล B-GENZACT ที่บูรณาการหลักพุทธจิตวิทยา ประกอบด้วย การประยุกต์หลักมัชฌิมาปฏิปทาเพื่อสร้างความสมดุล การสอนหลักปฏิจจสมุปบาทเพื่อพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ การพัฒนาสติและสมาธิ การปลูกฝังเมตตากรุณา การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต และการบูรณาการเทคโนโลยีกับคุณธรรม โมเดลนี้สร้างกรอบการคิดที่ยืดหยุ่นและปรับใช้ได้จริง 3 ระยะ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศ</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293385 รูปแบบการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมของพนักงานในธุรกิจบริการตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-10-08T14:25:48+07:00 ประพีร์ บุรี 6601103079@mcu.ac.th เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ prapeebbitec@gmail.com นภัทร์ แก้วนาค prapeebbitec@gmail.com อำนาจ บัวศิริ prapeebbitec@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและองค์ประกอบสุขภาวะองค์รวมของพนักงานในธุรกิจบริการตามแนวพุทธจิตวิทยา 2. สร้างรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมของพนักงานในธุรกิจบริการตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 3. เสนอรูปแบบการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมของพนักงานในธุรกิจบริการตามแนวพุทธจิตวิทยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1) การวิจัยเอกสารเพื่อสร้างกรอบแนวคิดและเครื่องมือวิจัย 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 19 คน การสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 คน เพื่อพัฒนาร่างรูปแบบ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์แบบเมทริกซ์ เทคนิค 6'C QDAT และ Triangulation</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สุขภาวะองค์รวมของพนักงานในธุรกิจบริการประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ มิติสุขภาวะทางกาย มิติสุขภาวะทางจิตใจ มิติสุขภาวะทางสังคม มิติสุขภาวะทางอารมณ์และมิติสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งเชื่อมโยงกับทฤษฎีของ Ryff และ Keyes 2. รูปแบบการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมของพนักงานในธุรกิจบริการตามแนวพุทธจิตวิทยา ได้แก่ รูปแบบ "PB WISE Model for Holistic Well-being of Service Employees Based on Buddhist Psychology" บูรณาการจิตวิทยาเชิงบวกและพุทธจิตวิทยา มี 4 ระยะ คือ 1) ระยะปูพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจ 2) ระยะพัฒนาลงมือปฏิบัติ 3) ระยะบูรณาการและความเชี่ยวชาญ และ 4) ระยะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3. รูปแบบ PB WISE ได้รับการยืนยันความถูกต้องตามหลักธรรม ความสมบูรณ์ของโครงสร้างทฤษฎี และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริงในธุรกิจบริการจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 กลุ่ม จนพัฒนาเป็นกรอบแนวคิด PB WISE ที่ได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293448 รูปแบบการส่งเสริมจริยธรรมทนายความตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-10-16T16:24:38+07:00 กิฏโชค พัธณะนิติ kitchoke555@gmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา zoon_wlem@hotmail.com นภัทร์ แก้วนาค pthana8911@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหา หลักธรรม และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมจริยธรรมทนายความ 2. สร้างและประเมินรูปแบบการส่งเสริมจริยธรรมตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 3. นำเสนอรูปแบบดังกล่าว โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์เชิงลึก 21 รูป/คน สนทนากลุ่ม 12 รูป/คน และประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 9 รูป/คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Content Analysis, Logical Matrix Analysis, Thematic Analysis, เทคนิค 6’C QDAT และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วย Triangulation และ Consensus Model ของ Stufflebeam</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหามรรยาททนายความเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบังคับตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเสริมสร้างจริยธรรมภายในโดยหลักพุทธจิตวิทยา เช่น ศีล 5 หิริ โอตัปปะ พรหมวิหาร 4 พละ 5 และทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม เพื่อให้ทนายความเป็นคนเก่ง ดี และมีความสุข 2. รูปแบบที่สร้างขึ้นประกอบด้วยหลัก 9 ส. กรอบปฏิบัติ หลัก 6 ธรรม กรอบคุณค่าและผู้ได้รับประโยชน์ 8 กลุ่ม ผ่านการประเมินพบว่า มีความถูกต้อง ครอบคลุม เหมาะสมและสามารถนำไปใช้จริง 3. การนำเสนอรูปแบบผ่าน “KC’S 968 LAWYER ETHICS MODEL” เน้นหลัก 9 ส. และ 6 ธรรม เพื่อหล่อหลอมทนายความที่มีคุณธรรมและสมรรถนะ ดำรงตนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต รับผิดชอบต่อสังคม เป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมที่สังคมไว้วางใจได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293272 รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการให้คำปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ 2025-10-08T10:28:00+07:00 ณัชพิมพ์ แสงเดือนกุลชาดา kapadhoc554@gmail.com พุทธชาติ แผนสมบุญ saha70@gmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา kapadhoc554@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหา แนวคิดทฤษฎี และหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพการให้คำปรึกษาของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ 2. เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาศักยภาพการใหคำปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ และ 3. เพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนาศักยภาพการให้คำปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ วิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน และการสนทนากลุ่มย่อยผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การตรวจสอบความเที่ยงตรงแบบสามเส้า (Triangulation Technique) และการวิเคราะห์เชิงตรรกะ (Logical Matrix Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหา มี 4 ประการ คือ 1) ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เน้นความรู้กว้างแต่ไม่ลึก 2) ทักษะการสื่อสาร ขาดการฟังเชิงลึกและความเข้าใจจิตใจลูกความ 3) การแสวงหาผลประโยชน์ เน้นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความยุติธรรม 4) คุณลักษณะส่วนบุคคล ต้องมีความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบและเมตตาสอดคล้องกับกัลยาณมิตรธรรม 7 และคุณธรรมด้านความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) 2. ผลการศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาศักยภาพการให้คำปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยาพบว่า การบูรณาการหลักพุทธธรรม อิทธิบาท 4 และกัลยาณมิตรธรรม 7 เข้ากับทฤษฎีทางจิตวิทยา ได้แก่ Competency Theory ของ McClelland และ Person-Centered Counseling ของ Rogers เพื่อสร้างรากฐานด้านคุณธรรม แรงจูงใจและทักษะเชิงจิตวิทยา ความละเอียดอ่อนต่อจิตใจลูกความ และ 3. รูปแบบที่พัฒนา "NP's Buddhist-Psychological Ethical Counseling Model for Lawyers" ประกอบด้วยความรู้และทักษะ 7 ประการ 20 ตัวแปร บูรณาการพุทธจิตวิทยา จิตวิทยาและกฎหมาย มีความเหมาะสม ครอบคลุม นำไปใช้ได้จริง ยกระดับคุณภาพการให้คำปรึกษา สร้างความไว้วางใจและเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อวิชาชีพและสังคม</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293257 การพัฒนาจิตอาสาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อสร้างความสุขจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในสหราชอาณาจักร 2025-10-07T14:43:51+07:00 ชิสา จิรกวินการ shisa_inthesky@hotmail.co.th วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา zoon_wkm@hotmail.com มั่น เสือสูงเนิน mansuesongnoen@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อวิเคราะห์แนวคิดจิตอาสา หลักพุทธธรรม ทฤษฎีจิตวิทยา แรงจูงใจในการทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและความสุขจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในสหราชอาณาจักร 2. เพื่อสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาจิตอาสาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อสร้างความสุขจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในสหราชอาณาจักร และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาจิตอาสาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อสร้างความสุขจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาใน สหราชอาณาจักร เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการวิเคราะห์เอกสาร บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 25 คน สนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 12 คน ประเมินองค์ความรู้ด้วยการประเมินระบบแบบอิงมาตรฐาน (Evaluation Standard) จากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย การวิเคราะห์วรรณกรรม แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิค Triangulation Technique, Logical Matrix Technique และ 6’C Technique</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบูรณาการหลักอริยวัฑฒิ 5 บุญกิริยาวัตถุ 3 และทฤษฎีแรงจูงใจของแมคเคลแลนด์ ช่วยพัฒนาคุณลักษณะจิตอาสาตามแนวพุทธจิตวิทยา ส่งเสริมการพัฒนาตน พัฒนางาน พัฒนาคน และสร้างสุขด้านกาย สังคม ใจ และปัญญาในการทำงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาในสหราชอาณาจักร 2. แนวทางการพัฒนาจิตอาสาเกิดจากการสังเคราะห์ 3 ศาสตร์ ได้แก่ หลักพุทธธรรม ทฤษฎีจิตวิทยาและหลักพุทธจิตวิทยา ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ “พุทธจิตอาสาสร้างสุข UK2PASS” ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาคุณลักษณะจิตอาสาเพื่อสร้างความสุขและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน 3. องค์ความรู้ “พุทธจิตอาสาสร้างสุข UK2PASS” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ พุทธจิตสร้างสุข ความเป็นหนึ่งเดียว กัลยาณมิตร กระบวนทัศน์ ความสงบภายใน บรรยากาศการทำงาน การเห็นคุณค่าในตนเอง และความยั่งยืนจากการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้นี้สามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนาจิตอาสาตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสร้างความสุขในสหราชอาณาจักรอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/292638 รูปแบบการเสริมสร้างดุลยภาพชีวิตของนักธุรกิจในสังคมสมัยใหม่ตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-09-03T15:42:46+07:00 ฉัตรชนก โตวัฒนกูร rtowattanakul@yahoo.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา rtowattanakul@yahoo.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการเสริมสร้างดุลยภาพชีวิตของนักธุรกิจในสังคมสมัยใหม่ 2. เพื่อสร้างรูปแบบการเสริมสร้างดุลยภาพชีวิตของนักธุรกิจในสังคมสมัยใหม่ตามแนวพุทธจิตวิทยา 3. เพื่อเสนอรูปแบบการเสริมสร้างดุลยภาพชีวิตของนักธุรกิจในสังคมสมัยใหม่ตามแนวพุทธจิตวิทยา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่บูรณาการแนวคิดพุทธจิตวิทยา (ไตรสิกขา : ศีล สมาธิ ปัญญา) ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 รูป ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธจิตวิทยา 5 คนและนักธุรกิจ/ผู้บริหารระดับสูง 8 คน มีการตรวจสอบและสังเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้เชี่ยวชาญ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิค Triangulation, Logical Matrix Analysis และ 6’C QDAT</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. นักธุรกิจในสังคมสมัยใหม่เผชิญปัญหาความเครียด สุขภาวะกาย–ใจเสื่อมถอย ความสัมพันธ์ครอบครัวและสังคมเปราะบางและความขัดแย้งเชิงคุณธรรม แนวทางแก้ไขควรบูรณาการ ไตรสิกขา กับ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างสมดุลชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน 2. รูปแบบการเสริมสร้างดุลยภาพชีวิตที่สังเคราะห์ได้มี 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพ ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ โดยบูรณาการ พุทธจิตวิทยา มาสโลว์ และเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติที่ครอบคลุมทุกด้าน 3. การตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ยืนยันว่า โมเดลที่นำเสนอมีความถูกต้อง ครอบคลุม และเหมาะสม สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับบุคคล ครอบครัว องค์กรและสังคม โดยแสดงผลในรูป แผนภาพโมเดลเชิงองค์รวม</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/292840 โปรแกรมพุทธจิตวิทยาบูรณาการหลักอานาปานสติและหลักสัจจการแห่งตนเพื่อเสริมสร้างความสุขจากจิตที่งอกงาม 2025-09-11T10:08:43+07:00 ฉัตร์รวี รังษีรวิโรจน์ chatraveepha@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดการพัฒนาจิตด้วยโปรแกรมพุทธจิตวิทยาบูรณาการหลักอานาปานสติและหลักสัจจการแห่งตนเพื่อเสริมสร้างความสุขจากจิตที่งอกงาม 2. เพื่อพัฒนาโปรแกรมพุทธจิตวิทยาบูรณาการหลักอานาปานสติและหลักสัจจการแห่งตนเพื่อเสริมสร้างความสุขจากจิตที่งอกงาม 3. เพื่อเสนอโปรแกรมพุทธจิตวิทยาบูรณาการหลักอานาปานสติและหลักสัจจการแห่งตนเพื่อเสริมสร้างความสุขจากจิตที่งอกงาม ใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 17 คน ทดลองกับสตรีผู้ปฏิบัติธรรม 15 คน วิเคราะห์ด้วย t-test for Dependent Samples และ Independent Sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. โปรแกรมพุทธจิตวิทยาบูรณาการก่อเกิดการพัฒนาจิตใจ เสริมสร้างสติ เมตตา ปัญญา ทำให้เข้าใจตนเองและยอมรับความจริงได้มากขึ้น นำไปสู่ภาวะสัจจการแห่งตนตามแนวคิดของมาสโลว์ สร้างจิตที่งอกงามและความสุขทั้งระดับตื้นและลึกซึ้ง 2. การพัฒนาโปรแกรมใช้หลักอานาปานสติสร้างสติผ่านลมหายใจในทุกกิจกรรม ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ออกแบบ 12 กิจกรรม ได้แก่ ภาวนากับบทเพลงแห่งสติ ศิลปะการจัดดอกไม้จัดใจ เดินอย่างมีสติ ต้นไม้แห่งชีวิต พิจารณาอาหารอย่างมีสติ สื่อสร้างปาฏิหาริย์แห่งการตื่นรู้ ภาวนากับการตัดกุหลาบบัลแกเรีย ภาวนากับคลื่นเสียงคริสทัลโบว์ล ลมหายใจแห่งสติ ทำวัตรเช้า-เย็น ก้าวสู่ศักยภาพแห่งตนและเสียงจากภายใน 3. ผลการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความสุขจากจิตที่งอกงามหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย 51.60 (S.D.=2.35) กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ย 22.60 (S.D.=1.72)</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/282686 ระบบการสอนวิชาสังคมศึกษาตามพุทธวิธีของครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ 2025-05-26T08:57:19+07:00 พระจิรายุ อุตฺตโม มูลมาก gjirayu@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ความรู้ระบบการสอนสังคมศึกษาตามพุทธวิธีของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดนครสวรรค์ 2. ประเมินสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาระบบการสอน 3. พัฒนาระบบการสอนสังคมศึกษาตามพุทธวิธี และ 4. ประเมินและรับรองระบบที่พัฒนาแล้ว การวิจัยใช้รูปแบบวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ด้วยระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยใช้แบบสำรวจและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 196 คน ได้จากตารางสำเร็จรูปของ Krejcie &amp; Morgan สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบการสอนตามพุทธวิธีประกอบด้วย 5 องค์ประกอบตาม CIPOF Model และกระบวนการสอน 5 ขั้นตอน โดยบูรณาการลีลาการสอน 4 อย่าง เพื่อพัฒนาความรู้และคุณธรรมของผู้เรียน 2. สภาพปัญหาและความต้องการอยู่ในระดับมาก (x̅<em> </em>= 3.95, S.D. = 0.154) โดยด้านการดำเนินการสอนมีค่าสูงสุด (x̅ = 4.08) และระบบการสอนมีค่าต่ำสุด (x̅ = 3.86) สะท้อนว่าทุกด้านยังต้องพัฒนา 3. ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์และการตรวจสอบปรับปรุง พร้อมขั้นตอนการสอน 5 ด้าน ได้แก่ การเตรียมการสอน การดำเนินการสอน การใช้สื่อ การสร้างบรรยากาศและการประเมินผล 4. ระบบได้รับการรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิผ่านการสนทนากลุ่ม และนำเสนอเป็น CHIRAYU MODEL ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้พัฒนาการสอนสังคมศึกษาตามพุทธวิธีและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293752 การเผยแผ่สัมมาสมาธิพุทธจิตวิทยาวิถีของสมเด็จพระญาณวชิโรดม วิ. (วิริยังค์ สิรินฺธโร) 2025-11-24T11:25:35+07:00 ศรัณภัสร์ วรกัมพลรัตน์ gaihakumindfulness@gmail.com มั่น เสือสูงเนิน gaihakumindfulness@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาองค์ประกอบจากหลักการและวิธีการเผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า อันเป็นรากฐานของแนวคิดการเผยแผ่สมาธิพุทธจิตวิทยาวิถี 2. เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการ กลไกการขับเคลื่อน และปัจจัยความสำเร็จในการขยายผลการเผยแผ่สัมมาสมาธิตามแนวทางของสมเด็จพระญาณวชิโรดม วิ. (วิริยังค์ สิรินฺธโร) และ 3. เพื่อนำเสนอแบบจำลองการเผยแผ่สัมมาสมาธิตามแนวทางดังกล่าวในบริบทสังคมร่วมสมัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพชั้นสูง โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสัมมนาผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบจากหลักการและวิธีการเผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิดการเผยแผ่สมาธิพุทธจิตวิทยาวิถี ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ฐานรากทางพุทธจิตวิทยาที่ปรากฏในพระไตรปิฎก โดยมีพระสัทธรรม 3 คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ซึ่งเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ การฝึกฝน และผลลัพธ์ทางจิตใจอย่างเป็นองค์รวม 2) วิถีการเผยแผ่ที่ประกอบด้วยผู้เผยแผ่ซึ่งมีความน่าเชื่อถือควบคู่กับเมตตาธรรม หลักสูตรที่บูรณาการทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และองค์กรที่มีการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจเอื้อต่อการขยายผล และ 3) ผลลัพธ์ของการเผยแผ่ที่นำไปสู่ปัญญาจากสมาธิ เมตตาจากจิตที่ตั้งมั่น และสันติสุขอันเป็นเป้าหมายสูงสุดทั้งในเชิงโลกียะและโลกุตตระ 2. กระบวนการ กลไกการขับเคลื่อนและปัจจัยความสำเร็จของการเผยแผ่สัมมาสมาธิตามแนวทางของสมเด็จพระญาณวชิโรดม วิ. (วิริยังค์ สิรินฺธโร) เป็นการเผยแผ่เชิงพุทธจิตวิทยาวิถีที่มีองค์ประกอบ กระบวนการ และกลยุทธ์ซึ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นพลวัตและต่อเนื่อง สามารถผสานหลักธรรมเข้ากับศาสตร์การจัดการและการสื่อสารสมัยใหม่ได้อย่างเหมาะสม 3. แบบจำลองการเผยแผ่สัมมาสมาธิในบริบทสังคมปัจจุบันในลักษณะนวัตกรรมเชิงระบบ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การแปลงองค์ความรู้ที่ซับซ้อนให้เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างชัดเจน การจัด การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เชื่อมโยงทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างแนบแน่น การสร้างทุนทางจิตใจและทุนทางสังคมซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ และการเผยแผ่เชิงกลยุทธ์ที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของสังคมโลกาภิวัตน์ อันนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290529 การจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้หญิงวัยทำงาน 2025-07-25T13:58:16+07:00 ทิพย์วรินทร ศิริกุลธราสกุล dee.four.dee@hotmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา zooner.stm@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาความคิดและการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยา 2. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้หญิงวัยทำงาน และ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ได้จากการคำนวณ โดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 ค่า IOC 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาความคิดและการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยา ความคิดเป็นองค์ประกอบของสังขารขันธ์ที่เกิดจากกระบวนการทำงานของจิตใจ ซึ่งผสานระหว่างประสบการณ์ ความทรงจำ การรับรู้ผ่านอายตนะ และอารมณ์เข้าด้วยกัน การจัดการความคิดตามหลักโยนิโสมนสิการสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ 1) การจัดการความคิดแบบอริยสัจหรือการคิดแบบแก้ปัญหา 2) การจัดการความคิดโดยการรู้ทันคุณโทษและทางออก และ 3) การจัดการความคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน 2. แนวทางการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้หญิงวัยทำงาน พบว่า ระดับความคิดตามหลักจิตวิทยาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.32) ในขณะที่การจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาทั้ง 3 รูปแบบอยู่ในระดับสูง (x̅ = 3.54) โดยปัจจัยด้านอายุ รายได้ และประสบการณ์การปฏิบัติธรรมส่งผลต่อความแตกต่างของการจัดการความคิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แนวทางการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้หญิงวัยทำงาน พบว่าระดับความคิดตามหลักจิตวิทยาของผู้หญิงวัยทำงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.32) ในขณะที่การจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาทั้ง 3 รูปแบบอยู่ในระดับสูง (x̅ = 3.54) โดยปัจจัยด้านอายุ รายได้ และประสบการณ์การปฏิบัติธรรมส่งผลต่อความแตกต่างของการจัดการความคิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3. ผลการวิจัยนำไปสู่แนวทางการจัดการความคิดตามแนวพุทธจิตวิทยาของผู้หญิงวัยทำงาน ซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันเป็นวงจรสมบูรณ์ ได้แก่ 1) การรู้เท่าทันความคิด 2) การจัดระเบียบความคิด 3) การจัดการความคิดเชิงลบ 4) การสร้างสมดุลในการคิด 5) การนำความคิดไปสู่การปฏิบัติ และ 6) การประเมินทบทวนความคิด</p> 2025-12-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/289724 การพัฒนาทักษะการสอนภาษาไทยแบบบูรณาการหลักพุทธธรรมสำหรับอาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2025-05-29T12:14:56+07:00 พระมหาถาวร ภูแผลงทอง tha.phu30@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทักษะการสอนภาษาไทยของอาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2. พัฒนาแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาทักษะการสอนภาษาไทย และ 3. ประเมินผลลัพธ์ของแนวทางดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 27 คน และการสนทนากลุ่ม 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะการสอนภาษาไทยของอาจารย์อยู่ในระดับดี ทั้งด้านผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหาวิชาและสื่อการสอน อาจารย์มีความรู้ภาษาไทยลึกซึ้ง ใช้กิจกรรมและสื่อหลากหลาย ประเมินผลอย่างครอบคลุม และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนมีเจตคติดีและพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการประเมินภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.08 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.84 2. แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมถูกพัฒนาขึ้นตามหลักปฏิสัมภิทา 4 ประกอบด้วยกิจกรรมพัฒนาทักษะการสอน 4 ด้าน ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา 3. ผลการประเมินแนวทางพบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการสอนภาษาไทยของอาจารย์คณะครุศาสตร์หลังการบูรณาการหลักพุทธธรรมอย่างชัดเจน</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294629 กลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจโฮมสเตย์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าพักของนักท่องเที่ยวในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-11-17T13:02:28+07:00 ณัฐดนัย กันศิริ natdanaikansiri46@gmail.com กิติมา ทามาลี natdanaikansiri46@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจโฮมสเตย์ และการตัดสินใจเลือกเข้าพักโฮมสเตย์ และ 2. ศึกษากลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจโฮมสเตย์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าพักของนักท่องเที่ยว รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการโฮมสเตย์ในอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามด้านกลยุทธ์ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 และด้านการตัดสินใจเลือกมีค่าความเชื่อมั่น 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. กลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจโฮมสเตย์ และการตัดสินใจเลือกเข้าพักโฮมสเตย์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ 2. กลยุทธ์การบริหารจัดการธุรกิจโฮมสเตย์ ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าพักของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยอธิบายได้ร้อยละ 72.5</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/293264 รูปแบบการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในจังหวัดนนทบุรีตามแนวพุทธจิตวิทยา 2025-09-11T10:27:05+07:00 ศศิภา แก้วหนู sasipakaewnoo@gmail.com มั่น เสือสูงเนิน raybusinessgroups@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนนทบุรี 2. เพื่อศึกษาหลักพุทธจิตวิทยาที่สามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และ 3. เพื่อพัฒนาและนำเสนอรูปแบบการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนนทบุรีตามแนวพุทธจิตวิทยา ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 19 คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน การเลือกตัวอย่างใช้วิธีเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยเทคนิค 6'c Technic Analysis ร่วมกับ Matrix Analysis</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีการพัฒนาในด้านการเลือกตั้งและการใช้เทคโนโลยี แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลและความเข้าใจกระบวนการ ปัญหาหลักคือความรู้ทางการเมืองไม่ทั่วถึง การขาดความเชื่อมั่นในระบบและอุปสรรคทางเศรษฐกิจสังคม ความต้องการคือการส่งเสริมองค์ความรู้ การเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมที่หลากหลายและการพัฒนาระบบการเมืองที่โปร่งใส 2. หลักพุทธจิตวิทยาที่สามารถประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในระบบ การเสริมสร้างสังคมเอกภาพ การส่งเสริมความร่วมมือ และการสนับสนุนจากภาครัฐและประชาชน 3. รูปแบบการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวพุทธจิตวิทยาที่ได้พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก คือ การเสริมสร้างจิตสำนึกและคุณธรรม การทำงานร่วมกันเพื่อส่วนรวม การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง การลดความขัดแย้ง การพัฒนาอย่างยั่งยืนและสงบสุขและการสร้างความร่วมมือระหว่างประชาชนกับภาครัฐ</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/295483 ผลการศึกษาแรงจูงใจต่อการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ในเนื้อหาภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษาวิชาชีพครู 2025-12-10T12:39:23+07:00 พจนารถ นุกูลคาม pojjanart@northern.ac.th บุษราคัม อินทสุก busarakham.in@northern.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแรงจูงใจต่อการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในเนื้อหาภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักศึกษาวิชาชีพครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 72 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยเป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับการประเมินความสอดคล้องของเนื้อหาทั้งฉบับอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33) และแบบประเมินแรงจูงใจภายในและภายนอกของนักศึกษาต่อการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในเนื้อหาภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าและคำถามปลายเปิด โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของคำถาม (IOC) เท่ากับ 0.83 และ 0.75 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจภายในและภายนอกของนักศึกษาต่อการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅<em> </em>= 4.57, S.D. = 0.48) และเมื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจ พบว่า แรงจูงใจภายในของนักศึกษาสูงกว่าแรงจูงใจภายนอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สามารถส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกของผู้เรียน ช่วยให้นักศึกษาบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามที่กำหนด อีกทั้งยังส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/292186 A Meditation Teaching Model Based on Buddhist Psychology of Theravada Buddhist Monks in the United Kingdom 2025-09-03T15:39:04+07:00 Phra Sujan maharjan sujanbhante@gmail.com Methaphan Phothitheerarot sujanbhante@gmail.com <p>This study aimed 1. to investigate meditation teaching models within Theravada Buddhism, 2. to examine current meditation teaching methods grounded in Buddhist psychology practiced by monks in the United Kingdom, and 3. to propose a refined meditation teaching model suited to the UK context. This qualitative research employed documentary analysis, in-depth interviews with 19 key informants (monks from Thai, Sri Lankan, and Myanmar traditions, and lay Buddhist instructors), and a focus group discussion with nine participants. Data were analysed using the 6'C QDAT technique concept definition, content compilation, classification, categorisation, conceptualisation, and communication to ensure analytical rigour and contextual relevance.</p> <p>Findings revealed that traditional Theravada practices Samatha (concentration) and Vipassana (insight) meditation, rooted in the Four Foundations of Mindfulness (Satipatthana) remain the foundation of Buddhist meditation teaching. In the UK, these models have been adapted into secular mindfulness movements to address contemporary psychological needs. Meditation teaching among Theravada monks has evolved to incorporate learner-centred pedagogies, digital tools, and the “Four S” model—clarification, inspiration, encouragement, and consolation—enhancing accessibility and cultural sensitivity.</p> <p>The study proposed the Buddhist Psychology-Based Meditation Teaching Model in the UK, grounded in four principles: Mindfulness in Daily Life (MDL), Emotional Awareness Practice (EAP), Integration of Buddhist Teachings (IBT), and Community Support for Practice (CSP). These are supported by eight components: Present-Moment Awareness, Emotional Intelligence, Practical Compassion, Community Engagement, Adaptation of Buddhist Teachings, Personal Growth, Mindful Communication, and Structured Teaching Methodology. The model represents a holistic, culturally responsive, and psychologically grounded framework that upholds Theravada authenticity while addressing modern emotional well-being and promoting ethical and transformative meditation teaching in Western contexts.</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290338 A Study on Factors Influencing Career Adaptability among Chinese High School Students 2025-11-17T12:15:46+07:00 Chi Zhang chizhang@g.swu.ac.th Patcharaporn Srisawat patcharapom@g.swu.ac.th Monthira Charupheng monthira@g.swu.ac.th <p>This study aims to investigate the factors that affect the career adaptability of Chinese high school students. By investigating and analyzing the impact of personality, emotional intelligence, self-efficacy, and social support on career adaptability. Sample for this study consists of approximately 304 students in their first to third year of a high school in Lanzhou city, China. Research Instruments include on Career Adaptability Questionaire (CAQ) (Cronbach’s α = .996) and the personality section that included emotional intelligence (Cronbach’s α = .971), self-efficacy (Cronbach’s α = .952), and social support (Cronbach’s α = .951). This study employed a questionnaire survey with a total of 304 students invited to complete the questionnaire. All responses were submitted electronically. SPSS statistical software was analyzed using Correlation Analysis and Multiple Stepwise Regression Analysis. Results found that personality and career adaptability have a significant positive correlation (r=0.936). Emotional intelligence, Self-efficacy, social support and career adaptability have a significant positive correlation (r=0.971, 0.960, 0.946). The regression coefficients show that emotional Intelligence (Beta=0.497), self-efficacy (Beta=0.254), and social support (Beta=0.177) have a significant positive impact on the dependent variable (p &lt; 0.001). Personality (Beta=0.065) and the constant term did not reach a significant level (p &gt; 0.05), and their theoretical necessity or measurement reliability and validity may need to be re-evaluated. This findings open several avenues for further academic inquiry into the development of career adaptability among adolescents.</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290088 The Influence of Self-Efficacy, Subjective Well-Being and Self-control on Academic Procrastination 2025-11-17T16:35:39+07:00 Yin Jiajia 395683632@qq.com Kanchit Saenubol wongsakornwskkrw@gmail.com <p>This study examined the effects of self-efficacy, subjective well-being, and self-control on academic procrastination among Chinese engineering students. The research employed a quantitative design, collecting data from 300 undergraduates in the Department of Electronics and Computer Science at Yunnan Metallurgical College. Stratified random sampling ensured proportional representation: 93 freshmen, 106 sophomores, and 101 juniors. Validated scales—including the General Self-Efficacy Scale (α = 0.84), College Student Subjective Well-being Scale (α = 0.90), Self-Control Scale (α = 0.84), and Procrastination Assessment Scale for Students (PASS) (α = 0.75)—were administered. Data were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression. Results demonstrated significant negative correlations between academic procrastination and self-efficacy (r = -0.42, p &lt; 0.001), subjective well-being (r = -0.31, p &lt; 0.001), and self-control (r = -0.52, p &lt; 0.001). Regression analysis revealed self-control as the strongest predictor (β = -0.48), followed by self-efficacy (β = -0.22) and subjective well-being (β = -0.14). The combined model explained 31% of variance in procrastination (F(3,296) = 47.35, p &lt; 0.001).</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294789 An Analytical Study on the Impact of Artificial Intelligence (AI) Adoption on Job Satisfaction Among Office Employees in the Lower Northern Region of Thailand 2025-11-22T10:40:24+07:00 Veerapong Suthawan Veerapong@northern.ac.th Kajornatthapol Pongwiritthon tok2029@gmail.com <p>This study investigates employees’ acceptance of artificial intelligence (AI) and its influence on behavioral intention and job satisfaction in AI-integrated workplaces. Guided by the Technology Acceptance Model (TAM), the research examines perceived usefulness, perceived ease of use, subjective norm, self-efficacy, and attitude as predictors of AI adoption. A quantitative, causal-predictive, cross-sectional design was employed, and data were collected from 456 office employees in Thailand’s Lower Northern Region who had prior experience using workplace AI tools. Structural equation modeling (SEM) was used to assess the measurement and structural models, while regression analysis provided additional explanatory insights.</p> <p>Results indicate that employees reported high levels of perceived usefulness, self-efficacy, subjective norm, and positive attitudes toward AI. Four TAM variables perceived usefulness, attitude toward AI, self-efficacy, and subjective norm had significant positive effects on behavioral intention, collectively explaining 31.4% of its variance. Perceived ease of use was not a significant predictor once other variables were accounted for, suggesting that experienced users prioritize performance benefits over usability simplicity. Findings related to job satisfaction show that employees who perceived AI as useful, confidence-enhancing, and aligned with workplace expectations reported higher satisfaction levels. Positive attitudes toward AI were also associated with improved job satisfaction, indicating that acceptance and satisfaction are mutually reinforcing in digitally transforming organizations. Conversely, uncertainty about AI’s relevance or low ease of use showed indirect negative associations with satisfaction, though these effects were weaker than performance-related determinants. Overall, the study demonstrates that AI adoption influences not only employees’ behavioral intentions but also their job satisfaction in meaningful ways. Performance-oriented perceptions, strengthened self-efficacy, and supportive workplace norms play central roles in promoting both satisfaction and sustained AI use. These insights highlight the need for targeted training, communication strategies, and organizational support systems to optimize AI integration and enhance employees’ work experiences.</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290337 The Effect of Group Counseling on Future Anxiety among Chinese Vocational Students 2025-11-17T12:05:22+07:00 Lu Zhangang zhengang.lu@g.swu.ac.th Patcharaporn Srisawat patcharapom@g.swu.ac.th Monthira Charupheng monthira@g.swu.ac.th <p>This study examined the effectiveness of group counseling in reducing future anxiety among Chinese vocational students. Future anxiety, defined as apprehension regarding unfavorable changes in one’s future, is prevalent among students who face social stigma and career uncertainty. Twelve students from Botou Vocational Education Center were selected based on screening results and randomly assigned to either an experimental group (n = 6) or a control group (n = 6). The experimental group participated in eight group counseling sessions integrating cognitive-behavioral, career, and existential approaches. Future anxiety was measured using a 30-item scale adapted from Zaleski (1996), which demonstrated satisfactory content validity (IOC &gt; 0.67) and high internal consistency (Cronbach’s α = .892). Data were analyzed using independent-samples t-tests and one-way analysis of covariance (ANCOVA). The results revealed a significant reduction in future anxiety among students in the experimental group (p &lt; .001, Cohen’s d = 3.62), whereas no significant change was observed in the control group. Moreover, a substantial between-group difference was found at the posttest stage (F(1, 9) = 79.50, p &lt; .001, ηp² = .898). These findings suggest that structured group counseling is an effective intervention for alleviating future anxiety among Chinese vocational students.</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม