https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/issue/feed วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม 2026-07-01T17:31:11+07:00 Assoc. Prof. Dr. Siriwat Srikhruedong siriwatmcu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม (JPBS) </strong></p> <p><strong>ISSN</strong>: 3056-9834</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์</strong> <strong>: <br /></strong>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยด้านจิตวิทยา จิตวิทยาประยุกต์ พระพุทธศาสนา และพระพุทธศาสนาประยุกต์กับศาสตร์ต่าง ๆ โดยรับตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 2 ฉบับต่อปี <br /> ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์ :</strong><br />1. บทความวิชาการทั่วไป (Academic Article)<br />2. บทความวิจัย (Research Article)</p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ<br /></strong>บทความที่ส่งมารับการตีพิมพ์จะถูกพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ เพื่อตรวจความตรงตามวัตถุประสงค์ของวารสารและตรวจรูปแบบการเขียนบทความตามที่วารสารกำหนด เมื่อผู้เขียนปรับแก้ตามคำแนะนำเบื้องต้นของกองบรรณาธิการแล้ว จะถูกส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) ที่มีคุณวุฒิ ความรู้และความเชี่ยวชาญตรงกับสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิผู้พิจารณาบทความจะไม่ทราบชื่อ นามสกุล หน่วยงาน หรือข้อมูลระหว่างกัน (Double-Blinded Peer review) ผ่านระบบ ThaiJO</p> <h3 class="font-600 text-lg font-bold">อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</h3> <p class="whitespace-pre-wrap break-words">วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม (JPBS) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ ดังนี้</p> <ol class="-mt-1 [li&gt;&amp;]:mt-2 list-decimal space-y-2 pl-8" style="font-style: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: auto; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: auto; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; text-decoration: none; caret-color: #000000; color: #000000;"> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิชาการทั่วไป 2,500 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิจัย ระดับปริญญาโท 3,000 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิจัย ระดับปริญญาเอก 4,000 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิชาการทั่วไปหรือบทความวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย 4,000 บาท</li> <li class="whitespace-normal break-words">บทความวิชาการทั่วไปหรือบทความวิจัยที่ใช้ประกอบการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ 5,000 บาท</li> </ol> <h3 class="font-600 text-lg font-bold">เงื่อนไขการชำระค่าธรรมเนียม</h3> <ol class="-mt-1 [li&gt;&amp;]:mt-2 list-decimal space-y-2 pl-8" style="font-style: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: auto; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: auto; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; text-decoration: none; caret-color: #000000; color: #000000;"> <li class="whitespace-normal break-words">วารสารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อบทความได้รับการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการให้เข้าสู่กระบวนการส่งผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ</li> <li class="whitespace-normal break-words">วารสารขอสงวนสิทธิ์คืนเงินเฉพาะกรณีที่บทความถูกปฏิเสธการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ จำนวน 2 ใน 3 ท่าน</li> </ol> <h3 class="font-600 text-lg font-bold">ช่องทางการชำระเงิน</h3> <p class="whitespace-pre-wrap break-words"><em><strong>หมายเหตุสำคัญ</strong></em> รับชำระผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีเท่านั้น ไม่รับชำระเป็นเงินสดทุกกรณี</p> <h2 class="font-600 text-base font-bold">รายละเอียดบัญชีธนาคาร</h2> <ul class="-mt-1 [li&gt;&amp;]:mt-2 list-disc space-y-2 pl-8" style="font-style: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: auto; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; white-space: normal; widows: auto; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; text-decoration: none; caret-color: #000000; color: #000000;"> <li class="whitespace-normal break-words"><strong>ธนาคาร:</strong> ธนาคารกรุงเทพ สาขาเทสโก้โลตัสบางปะอิน</li> <li class="whitespace-normal break-words"><strong>ชื่อบัญชี:</strong> วารสาร มจร มนุษยศาสตร์ปริทรรศน์</li> <li class="whitespace-normal break-words"><strong>เลขที่บัญชี:</strong> 934-0-21833-9</li> </ul> <hr /> <p class="whitespace-pre-wrap break-words"><strong>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม</strong> กองบรรณาธิการวารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม (JPBS)</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299657 แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใส ด้วยกระบวนการพุทธจิตวิทยาในยุคดิจิทัล 2026-03-24T14:16:48+07:00 สุนันทา ดาราศร supisarad@gmail.com อภิษฎาข์ ศรีเครือดง apisada.sri@rmutr.ac.th วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา zooner.stm@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งบูรณาการหลักหิริ–โอตตัปปะตามคัมภีร์อัฏฐสาลินีของพระพุทธโฆสาจารย์ ร่วมกับทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม 6 ขั้นของโคลเบิร์ก (Kohlberg, 1984) และแบบจำลององค์ประกอบทางจริยธรรม 4 ประการของเรสต์ (Rest, 1986) เพื่อเสนอกรอบแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในยุคดิจิทัล 3 ประการ คือ วิเคราะห์หลักหิริ–โอตตัปปะในฐานะพื้นฐานทางพุทธจิตวิทยาของคุณธรรม บูรณาการกับทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตก และนำเสนอแนวทางประยุกต์ใช้ในบริบทดิจิทัล ผลการวิเคราะห์พบว่า เหตุที่ตั้งของหิริมี 4 ได้แก่ ชาตินิสสาย วยนิสสาย สูรนิสสาย และพาหุสัจจนิสสาย มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบด้านแรงจูงใจและลักษณะนิสัยทางจริยธรรมในแนวคิดของเรสต์ ซึ่งเป็นประเด็นที่การอบรมด้านคุณธรรมส่วนใหญ่ยังขาดอยู่ ขณะที่โอตตัปปะสอดคล้องกับความไวทางจริยธรรม การตัดสินทางจริยธรรมและพัฒนาการจริยธรรมระดับตามจารีตประเพณีของโคลเบิร์ก และบทความนี้นำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในยุคดิจิทัล 5 ประการ ได้แก่ การสร้างอัตลักษณ์ทางจริยธรรม การพัฒนาความไวทางจริยธรรมดิจิทัล การสร้างโครงสร้างโอตตัปปะดิจิทัล การบูรณาการการศึกษาด้านจริยธรรมดิจิทัลและการปลูกฝังความกล้าทางจริยธรรมในองค์กร ทั้งนี้ คุณธรรมที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัลจะเกิดขึ้นได้เมื่อหิริและโอตตัปปะทำงานร่วมกัน ภายใต้เจตจำนงทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/302620 เครือข่ายของปัญญา : การเรียนรู้ร่วมกันของมนุษย์ ในยุคปัญญาประดิษฐ์ 2026-06-03T21:45:42+07:00 พระครูปริยัติกิตติวรรณ pramahaweera@gmail.com ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ Vanamdr@hotmail.com ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม thanarat.mcusr@gmail.com วิสมล ศรีสุทธินันทน์ nuwisamon@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอผลการศึกษาแนวคิดจากเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาธรรมชาติของการเรียนรู้ร่วมกันของมนุษย์ในฐานะเครือข่ายของปัญญา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ในมิติของกระบวนการเรียนรู้ การเชื่อมโยงข้อมูลและการสร้างความหมายทางปัญญา และเพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการลดอัตตาทางความคิด การเปิดรับความแตกต่างและการสร้างสันติภาพทางปัญญาในสังคมร่วมสมัย โดยพบว่า ความรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เกิดจากการสั่งสม ถ่ายทอดและต่อยอดผ่านเครือข่ายทางภาษา วัฒนธรรม ประสบการณ์และความสัมพันธ์ทางสังคม ขณะที่ AI เรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น จึงสะท้อนให้เห็นลักษณะสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่อาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลและรูปแบบความสัมพันธ์ แม้ว่ามนุษย์และ AI จะมีลักษณะการเรียนรู้บางประการที่คล้ายคลึงกัน แต่มนุษย์ยังคงมีความแตกต่างในด้านจิตสำนึก ความรู้สึก คุณค่าทางศีลธรรม และความสามารถในการสร้างความหมายจากประสบการณ์ชีวิต</p> <p>บทความนี้เสนอว่า ปัญญาที่แท้จริงมิใช่เพียงการสะสมหรือประมวลผลข้อมูล แต่เป็นความสามารถในการเข้าใจ เชื่อมโยงและใช้ความรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล องค์ความรู้ที่ได้จากบทความนี้ คือ การเสนอกรอบคิดที่มอง AI ในฐานะกระจกสะท้อนธรรมชาติของการเรียนรู้ของมนุษย์ อันนำไปสู่การทบทวนความหมายของปัญญา ความเป็นมนุษย์ และการอยู่ร่วมกันในโลกยุคดิจิทัล โดยอนาคตของมนุษย์ในยุค AI มิได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับเครื่องจักร แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาปัญญา คุณธรรมและการเรียนรู้ร่วมกันภายในเครือข่ายของมนุษยชาติ</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/291030 แนวคิดเชิงพุทธจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของพยาบาลในการปรึกษา 2025-08-24T10:44:30+07:00 อัจชาวรรณ แก่นอินทร์ kaenin65@gmail.com พระปัญญา นันทะ ponnyarnon@gmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา thitichotirattana@gmail.com <p>งานพยาบาลในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายด้านภาระงานและความเครียดสะสมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะในบริบทการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของประเทศไทย ที่ต้องการพยาบาลผู้มีสมรรถนะทั้งด้านจิตใจและอารมณ์ บทความนี้ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดเชิงพุทธจิตวิทยาในการเสริมสร้างสมรรถนะของพยาบาลในกระบวนการให้คำปรึกษา โดยอาศัยกรอบแนวคิดหลักการพุทธจิตวิทยา ได้แก่ สติ สมาธิ และปัญญา การสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การฝึกสติช่วยพยาบาลพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเอง เพิ่มทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งและลดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ การฝึกสมาธิเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจในการตัดสินใจและรับมือสถานการณ์ซับซ้อน ส่วนการพัฒนาปัญญาช่วยให้พยาบาลเข้าใจปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างรอบด้านและตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างเหมาะสม แนวคิดเชิงพุทธจิตวิทยามีศักยภาพสำคัญในการเสริมสร้างสมรรถนะพยาบาลในการให้คำปรึกษา ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้ป่วยและลดภาวะหมดไฟในงาน ข้อเสนอแนะได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมที่เหมาะสมกับบริบทงานพยาบาล การสนับสนุนการวิจัยเพิ่มเติมและการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ในองค์กรสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพและความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทย</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294523 บทบาทและภารกิจของพระสงฆ์ไทยในการธำรงพระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคมร่วมสมัย 2025-10-29T12:11:49+07:00 รณฤทธิ์ วินทะชัย Ronnaritwin11@gmail.com พระครูธรรมธรอานนท์ กนฺตวีโร (ช้างแรงการ) phraanon4@gmail.com พระครูภาวนาสังวรกิจ วิ phraanon4@gmail.com <p>บทความนี้นำเสนอสาระสำคัญของบทบาทและภารกิจพระสงฆ์ในฐานะสถาบันสำคัญของพระพุทธศาสนา รวมทั้ง วิเคราะห์บทบาทคณะสงฆ์ไทย โดยพิจารณามิติทางศาสนา การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม จากการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลพบว่า พระสงฆ์มีความสำคัญในการธำรงรักษาพระธรรมวินัย การเผยแผ่พระธรรมคำสอนและการทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคมไทย การธำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและมีส่วนร่วมโดยตรงในการยกระดับคุณธรรม จริยธรรม พัฒนาการศึกษาและวัฒนธรรมของประชาชน ในยุคโลกาภิวัตน์และดิจิทัล พระสงฆ์ไทยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ค่านิยมและเทคโนโลยี พระสงฆ์จึงจำเป็นต้องปรับบทบาทและพัฒนาตนเองให้ทันต่อยุคสมัย การประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์และเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรักษาความมั่นคงในพระธรรมวินัย เพื่อเป็นหลักยึดทางศีลธรรมของสังคม แนวโน้มอนาคตของคณะสงฆ์ไทยจึงอยู่ที่การผสมผสาน “ภูมิปัญญาทางธรรม กับ “นวัตกรรมทางโลก” เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และศรัทธาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเชิงพัฒนา ได้แก่ 1) การยกระดับการศึกษาของพระสงฆ์ให้สอดคล้องกับสังคมยุคดิจิทัล 2) การส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้คู่คุณธรรม 3) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ ชุมชนและภาครัฐ 4) แนวทางการพัฒนาบทบาทและภารกิจพระสงฆ์ในยุคร่วมสมัย เป็นการธำรงพระศาสนาให้มั่นคงและเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความเจริญสุขอย่างยั่งยืน</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/279985 บทบาทจิตอาสาในงานพระพุทธศาสนา 2024-12-02T11:40:24+07:00 ชิสา จิรกวินการ shisa14@gmail.com มั่น เสือสูงเนิน shisa14@gmail.com <p>บทความนี้มุ่งศึกษาและนำเสนอบทบาทของจิตอาสาในงานพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความสำคัญต่อการสืบทอดและเผยแผ่พระธรรมคำสอนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน จิตอาสาถือเป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักเมตตากรุณาและสังคหวัตถุ 4 อันเป็นแนวทางในการเกื้อกูลและสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น ผลการวิเคราะห์พบว่า จิตอาสาในงานพระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ การช่วยงานและทำนุบำรุงวัด การเผยแผ่พระธรรมคำสอน และการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม นอกจากนี้ การปฏิบัติงานจิตอาสายังช่วยพัฒนาคุณธรรมและจิตสำนึกของบุคคล ลดความยึดมั่นในตนเอง เสริมสร้างความอดทน ความเสียสละ และความเมตตา ขณะที่ในระดับสังคม จิตอาสามีส่วนช่วยสร้างความสามัคคี ความเอื้ออาทร และสันติสุขในชุมชน บทความยังสะท้อนถึงความท้าทายของการทำงานจิตอาสา ทั้งด้านทรัพยากร บทบาทหน้าที่และภาวะเหนื่อยล้าทางจิตใจ พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาจิตอาสาตามหลักโยนิโสมนสิการ เพื่อส่งเสริมการทำงานอย่างมีสติและยั่งยืน จิตอาสาจึงไม่เพียงเป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาจิตใจและสร้างสังคมแห่งความเมตตา ความเข้าใจและความสามัคคีอย่างยั่งยืน</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294454 จากชราภาพสู่พฤฒพลัง : การสร้างชีวิตที่มีคุณค่าผ่านพุทธจิตวิทยา 2025-11-29T14:27:59+07:00 ทิพภา ปุณสีห์ tippa.ting@gmail.com <p>สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยผู้สูงวัยไทยจำนวนมากประสบปัญหาสุขภาพจิต ทั้งภาวะซึมเศร้า มีความคิดฆ่าตัวตาย และความเหงาโดดเดี่ยว จากการสูญเสียบทบาทและความรู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่า บทความนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้พุทธจิตวิทยาเพื่อส่งเสริม "พฤฒพลัง" หรือพลังแห่งปัญญาและภูมิปัญญาที่สั่งสมจากประสบการณ์ชีวิต โดยบูรณาการหลักธรรมจากพระไตรปิฎก หลักจิตวิทยาสมัยใหม่และทฤษฎีการแก่ชราอย่างประสบความสำเร็จ แนวคิดพฤฒพลังมองวัยชราเป็นช่วงแห่งการเก็บเกี่ยวผลจากชีวิต พัฒนาจิตใจให้สุกงอมและถ่ายทอดภูมิปัญญา ประกอบด้วยสามมิติ คือ พลังแห่งปัญญา พลังแห่งจิตใจและพลังแห่งการมีส่วนร่วม กระบวนการพัฒนาประกอบด้วยสามขั้นตอน ได้แก่ 1) การพัฒนาสติและความรู้เท่าทันตนเองผ่านสติปัฏฐาน 4 2) การฝึกปล่อยวางตามหลักอนัตตาและไตรลักษณ์ และ 3) การสร้างเมตตาด้วยพรหมวิหาร 4 ควบคู่กับการมีส่วนร่วมกับสังคมอย่างมีความหมาย หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันว่าการฝึกสติสมาธิช่วยลดภาวะซึมเศร้า ชะลอการเสื่อมของสมองและเพิ่มความสุขทางใจอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์คือผู้สูงวัยมีความสงบภายใน เข้าใจตนเองลึกซึ้ง มีความสัมพันธ์เชิงบวก รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีความสุข พร้อมกลายเป็นแหล่งภูมิปัญญาที่สร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยที่ยั่งยืน</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290415 พุทธจิตวิทยาการเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตน : การผสานหลักธรรมและทฤษฎีจิตวิทยาสำหรับคนวัยทำงานกลุ่มแซนวิชเจเนอเรชั่นในยุคสังคมดิจิทัล 2025-08-24T10:21:46+07:00 ปรีญาณี กองบุญมา preyanee@gmail.com <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอการบูรณาการพุทธจิตวิทยาและทฤษฎีจิตวิทยาสมัยใหม่เพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้ในตนสำหรับกลุ่มแซนวิชเจเนอเรชั่น (คนวัยทำงานอายุ 35-50 ปี) ในบริบทสังคมดิจิทัล จากการวิเคราะห์พบว่ากลุ่มนี้ซึ่งมีสัดส่วน 25% ของประชากรวัยทำงานไทย กำลังเผชิญความท้าทายในการรับผิดชอบหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้งการดูแลพ่อแม่สูงอายุ การเลี้ยงดูบุตร และการทำงานเพื่อความมั่นคงทางการเงิน ขณะเดียวกันต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเครียดสูง (32.4% มีภาวะหมดไฟในการทำงาน) ปัญหาสุขภาพกาย และสุขภาพจิต บทความนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักปัจจเวกขณสูตรซึ่งมีกรอบการพิจารณาสภาวะจิตใจ 4 ประการ ได้แก่ การพิจารณาอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด อกุศลธรรมที่เกิดแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดและกุศลธรรมที่เกิดแล้ว โดยบูรณาการร่วมกับหลักพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และแนวคิดทางจิตวิทยาสมัยใหม่ อาทิ จิตวิทยาเชิงบวก (PERMA) การลดความเครียดด้วยสติ (MBSR) และความฉลาดทางอารมณ์ (EI) เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม ผ่านเทคนิคการฝึกสติในชีวิตประจำวัน การจัดการความเครียดเชิงรุก การพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจ การจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลสุขภาพองค์รวม ข้อค้นพบสำคัญชี้ให้เห็นว่า การผสานหลักธรรมและทฤษฎีจิตวิทยาช่วยให้คนวัยทำงานสามารถสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบหลากหลาย พร้อมรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัล ซึ่งนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและความสุขที่ยั่งยืน</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/286264 พระพุทธศาสนากับกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายในสังคมไทย 2025-03-17T15:30:25+07:00 กิฏโชค พัธณะนิติ Kitchoke555@gmail.com สุขเกษม บุญประกอบพร Kitchoke555@gmail.com <p>บทความนี้ มุ่งนำเสนออิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยวิเคราะห์การผสมผสานระหว่างหลักธรรมทางพระพุทธ ศาสนากับระบบกฎหมายผ่านสามหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ ศีล 5 ซึ่งเป็นรากฐานของกฎหมายอาญา ทศพิธราชธรรมที่เป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน และอริยสัจ 4 ที่สะท้อนในกระบวนการแสวงหาความจริงและการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ยังนำเสนอบทบาทของสถาบันสงฆ์ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งเน้นการใช้หลักธรรมในการเยียวยาจิตใจและสร้างความสมานฉันท์มากกว่าการตัดสินถูกผิด การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในกระบวนการยุติธรรมปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างหลักธรรมกับแนวคิดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างหลักการทางศาสนากับหลักนิติธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรมและการปรับใช้หลักธรรมให้เข้ากับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสถาบันทางศาสนาและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมถึง การสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ เพื่อให้การบูรณาการหลักพุทธธรรมกับกระบวนการยุติธรรมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290623 การสร้างคุณค่าทางเพศที่ยั่งยืนของสตรีไทยผ่านสัมมาสติ 2025-08-09T11:46:53+07:00 ไปรยา โกมลโรจนาภรณ์ praiyar.t@gmail.com <p>บทความวิชาการเรื่องนี้นำเสนอกลไกการสร้างคุณค่าทางเพศที่ยั่งยืนของสตรีไทยผ่านแนวทางสัมมาสติในพุทธธรรม โดยใช้วาทกรรม "ดอกฟ้ามีไว้เอื้อมมอง ดอกไม้สีทองมีไว้ก้มเก็บ" เป็นกรณีศึกษาในการสะท้อนความเหลื่อมล้ำของคุณค่าทางเพศในสังคมไทย ผ่านระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เอกสารและตีความเชิงสัญญะวิทยา คุณค่าทางเพศที่ยั่งยืนควรประกอบด้วยการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยไม่แบ่งแยกทางเพศ การเคารพสิทธิในการควบคุมร่างกายและเพศวิถีของตนเองและการสร้างความเท่าเทียมในโอกาสทางสังคม สัมมาสติมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนคุณค่าดังกล่าวผ่าน 4 มิติ ได้แก่ การมีสติต่อกายภาพ เวทนา จิตและธรรมารมณ์ ซึ่งช่วยให้สตรีตระหนักในสิทธิเหนือร่างกายของตนเอง จัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระและเข้าใจบริบททางสังคมเพื่อต่อต้านอคติทางเพศได้อย่างสร้างสรรค์ การศึกษาเสนอแนะให้นำหลักสัมมาสติมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพสตรี เพื่อสร้างรากฐานคุณค่าทางเพศที่มั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทยยุคใหม่</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/291987 พุทธจิตวิทยา : การพิจารณากามารมณ์เพื่อบำบัดทางจิตวิญญาณ 2025-08-29T14:10:41+07:00 พระธีรพล ณฏฺฐิโก benedit8263@gmail.com พัชริน จินดาปทีป pbunsawad@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์พุทธจิตวิทยาการพิจารณากามรมณ์เพื่อบำบัดจิตวิญญาณ พบว่า ในมุมมองพุทธจิตวิทยา กามารมณ์ หรือความอยาก ความปรารถนา ความพึงพอใจในอารมณ์ต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการรับรู้ทางอารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกอยากหรือปรารถนาเหล่านั้น เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นต้น ที่ทำให้จิตใจเกิดความพึงพอใจหรือกำหนัด ในทางจิตวิทยาตะวันตกเทียบได้กับเวทนา หรือความรู้สึกสุข ทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ในทางพุทธจิตวิทยาเวทนาที่เป็นสุขสามารถทำให้จิตใจเกิดตัณหา หรือความทะยานอยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงขับทางเพศ ซึ่งเป็นแรงขับที่ทรงอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์อย่างยิ่ง วิธีการจัดการกับกามารมณ์ตามหลักพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงสอนให้กำหนดรู้ความหมายในกามารมณ์ และพิจารณาธรรมชาติของกามารมณ์อย่างลึกซึ้ง ทรงเปรียบเทียบการกระทำทางเพศที่ไม่เหมาะสมว่า เลวร้ายยิ่งกว่าการสัมผัสกับสิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่นเดียวกับงูเห่าหรือถ่านเพลิงที่ลุกโชน เพราะผลกรรมจากการผิดศีลธรรมทางเพศนั้นร้ายแรงกว่ามาก ผลกรรมที่เกิดจากการกระทำผิดทางเพศ หรือปาราชิก อาบัติหนักในทางพุทธไม่เพียงแต่ส่งผลร้ายในชาตินี้ แต่ยังสามารถนำไปสู่ภพภูมิที่ต่ำกว่า เช่น อบายภูมิ ทุคติ วินิบาต หรือนรกในภพหน้าได้ โดยสรุป พระพุทธศาสนาชี้ให้เห็นว่า การจัดการกับแรงขับทางเพศต้องอาศัยการรู้เท่าทันเจตนาและตัณหาของตนเอง พร้อมทั้งตระหนักถึงผลกรรมที่ตามมาอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องประสบกับความทุกข์ทั้งในชาตินี้และในภพหน้า</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/290980 โยนิโสมนสิการ : แสงในใจที่นำทางพบกัลยาณมิตร 2025-08-22T13:27:37+07:00 ฉัตรชนก โตวัฒนกูร rtowattanakul@yahoo.com <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งนำเสนอกรอบคิดและการประยุกต์ใช้โยนิโสมนสิการ เป็นฐานแห่งปัญญาเพื่อพิจารณา คัดกรองและบ่มเพาะกัลยาณมิตรในสังคมร่วมสมัยที่เผชิญปัญหาความไม่จริงใจและการเอารัดเอาเปรียบ โดยมีเป้าหมาย 1. เพื่อป้องกันตนจากอันตรายทางกายใจและสังคม 2. เพื่อสร้างชีวิตที่สงบสุขจากการอยู่ร่วมกับผู้มีคุณธรรม 3. เพื่อพัฒนาตนทางธรรมอย่างต่อเนื่องมั่นคง และ 4. เพื่อถ่ายทอดแนวคิดสู่สังคมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางจริยธรรม บทความสังเคราะห์แนวคิดโยนิโสมนสิการเชิงพุทธจิตวิทยา อธิบายความหมาย องค์ประกอบ และ “วิธีคิด 10 ประการ” พร้อมกรอบขั้นตอนเชิงปฏิบัติ 3 ขั้น ได้แก่ การวางฐานจิตให้แยบคาย การพิจารณาคุณลักษณะของมิตรด้วยวิธีคิดเชิงเหตุผล–รอบด้านและการสัมผัสคุณค่าของกัลยาณมิตรด้วยจิตที่ตื่นรู้ ผลที่คาดหมายคือ ผู้อ่านสามารถใช้โยนิโสมนสิการประเมินผู้คนและความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ แยกแยะคุณค่าแท้–เทียม เห็นคุณ–โทษ–ทางออก และดำเนินชีวิตสอดคล้องความจริงของธรรม จนนำไปสู่การคบหากัลยาณมิตร การพัฒนาปัญญาและการอยู่ร่วมกันอย่างมีศีลธรรมและสันติสุข</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/286115 อานาปานสติ : เส้นทางแห่งความงอกงามแห่งพุทธจิตปัญญาในมุมมองของคนรุ่นใหม่ 2025-03-07T21:48:36+07:00 ฉัตร์รวี รังษีรวิโรจน์ chatraveepha@hotmail.com <p>บทความนี้นำเสนออานาปานสติในฐานะเส้นทางพัฒนาพุทธจิตปัญญาสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล โดยการทบทวนวรรณกรรมและวิเคราะห์แนวคิดทางวิชาการ พบว่าอานาปานสติเป็นวิธีปฏิบัติที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ง่าย และเหมาะกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ การฝึกอย่างสม่ำเสมอช่วยพัฒนาการควบคุมอารมณ์ ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ ความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการแก้ปัญหา พร้อมทั้งบูรณาการการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา นำจากความสงบของจิตไปสู่การรู้เท่าทันความจริงของชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญความเร่งรีบ ความฟุ้งซ่าน และแรงกดดันจากเทคโนโลยี อานาปานสติจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสมดุลชีวิต พัฒนาสุขภาวะทางจิต และเสริมสร้างปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกปัจจุบัน</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/286648 พุทธจิตวิทยากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตพนักงานในธุรกิจบริการ 2025-03-23T20:10:16+07:00 ประพีร์ บุรี prapeebbitec@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานในธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่พนักงานต้องเผชิญความท้าทายทั้งด้านการให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย ความกดดันในการทำงานและการรักษาสมดุลชีวิต พุทธจิตวิทยาเป็นการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางจิตวิทยา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจเพื่อความสงบสุขและปัญญา</p> <p>บทความนำเสนอหลักพุทธจิตวิทยาสำคัญในการพัฒนาพนักงาน ได้แก่ สติ ช่วยให้ตระหนักรู้และจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม สมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และปัญญา สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการจัดการอารมณ์และความเครียดผ่านการเจริญเมตตาภาวนา การรู้เท่าทันอารมณ์และการพัฒนาความอดทน (ขันติ) รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรด้วยหลักพรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 ซึ่งการนำหลักพุทธจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพองค์กรในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การลดอัตราการลาออก การเพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้าและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/295295 การสร้างสมดุลชีวิตเพื่อลดความเหนื่อยล้าตามแนวพุทธจิตวิทยา 2026-01-28T13:43:47+07:00 ณัฏฐอัชฌา ศรีเสริมทรัพย์ armstrongrubber2023@gmail.com มั่น เสือสูงเนิน armstrongrubber2023@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้ต้องการนำเสนอสภาพปัญหาความเหนื่อยล้าหมดไฟของพนักงานฝ่ายขายในภาคอุตสาหกรรมไทย วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักพละ 5 ตามแนวพุทธจิตวิทยาที่สอดคล้องกับทฤษฎีความต้องการและทรัพยากรในงานและนำเสนอแนวทางการสร้างสมดุลชีวิตเพื่อลดความเหนื่อยล้าของพนักงานฝ่ายขาย โดยพบผลสำคัญว่า พนักงานฝ่ายขายเป็นกลุ่มบุคลากรที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการปฏิบัติงานในระดับสูง ทั้งจากเป้าหมายยอดขาย การเผชิญกับการปฏิเสธจากลูกค้าและลักษณะเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นจนส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมทั้งทางร่างกายและจิตใจ การบูรณาการหลักพละ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา ซึ่งปรากฏในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ร่วมกับทฤษฎีความต้องการและทรัพยากรในงาน พบว่า พละ 5 สามารถทำหน้าที่เป็นทรัพยากรส่วนบุคคลที่ช่วยรองรับและลดผลกระทบจากแรงกดดันในการทำงานได้ โดยสติพละช่วยให้บุคคลรู้เท่าทันเมื่อภาระงานล้ำเข้าสู่ชีวิตส่วนตัว ปัญญาพละช่วยพิจารณาและแยกแยะความเร่งด่วนที่แท้จริง สมาธิพละช่วยลดความรู้สึกถูกครอบงำจากภาระงาน ขณะที่ศรัทธาพละและวิริยะพละมีบทบาทสำคัญในการธำรงแรงจูงใจและเสริมสร้างความมั่นคงภายในจิตใจ ซึ่งแนวทางที่นำเสนอในบทความเป็นการพัฒนาเชิงองค์รวมใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปัจเจกบุคคล ระดับทีมและระดับองค์กร ซึ่งการดำเนินการอย่างบูรณาการในทั้งสามระดับจะช่วยลดภาวะความเหนื่อยล้าหมดไฟ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานฝ่ายขายได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294484 พุทธจิตวิทยาการเรียนรู้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจสำหรับเด็กและเยาวชน 2026-03-04T10:23:35+07:00 ชลัฐธร อุไรพงษ์ ณ อยุธยา chaladtornouripong@gmail.com ทิพภา ปุณสีห์ chaladtornouripong@gmail.com เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ chaladtornouripong@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการบูรณาการพุทธจิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในเด็กและเยาวชนไทย โดยอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมกับองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต พ.ศ. 2565 พบว่า เด็กและวัยรุ่นไทยมีอัตราการเผชิญภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 22 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บทความนี้ นำเสนอกรอบแนวคิดสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1. หลักการพุทธจิตวิทยาที่เชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วยไตรสิกขา อริยสัจ 4 พรหมวิหาร 4 และอิทธิบาท 4 2. แนวทางการพัฒนาภูมิคุ้มกันทางใจผ่านการฝึกสติ เมตตาและปัญญาในบริบทของการเรียนการสอน และ 3. กิจกรรมและรูปแบบเชิงปฏิบัติที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้เด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาไทย ผลการทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ชี้ให้เห็นว่า การนำพุทธจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบมีประสิทธิผลในการพัฒนาคุณธรรม การจัดการอารมณ์และพฤติกรรมทางสังคมของนักเรียน ซึ่งนับเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เยาวชนไทยอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/298839 การส่งเสริมศักยภาพทุนมนุษย์ด้วยแนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2026-03-04T11:00:59+07:00 เอกนันท์ ลีลายุทธ Akanan.Leel@northbkk.ac.th บุษกร วัฒนบุตร Akanan.Leel@northbkk.ac.th ตระกูล จิตวัฒนากร Akanan.Leel@northbkk.ac.th <p>บทความวิชาการฉบับนี้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมศักยภาพทุนมนุษย์โดยบูรณาการแนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development: HRD) ร่วมกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resource Management: SHRM) และหลักพุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology) โดยมุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมทั้งมิติภายนอก (ทักษะ สมรรถนะ และผลิตภาพ) และมิติภายใน (จิตใจ สติ ปัญญา และความยืดหยุ่นทางจิตใจ) ผ่านกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ สติ (Mindfulness) อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 และสัปปุริสธรรม 7 เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว การจัดการความเครียด และการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืนในบริบทสังคมไทย</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/301775 มรดกทางวัฒนธรรมในการเตรียมพร้อมการจากลาอย่างสงบของผู้สูงอายุคนไทยเชื้อสายจีน 2026-05-17T15:20:56+07:00 ณัฐนี แซ่ลี้ natthanee@gmail.com พระครูภัทรธรรมบัณฑิต natthanee@gmail.com วีรชัย คำธร natthanee@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์ความหมาย องค์ประกอบและแนวทางการพัฒนาเครื่องมือวัดการเตรียมพร้อมการจากลาอย่างสงบของผู้สูงอายุคนไทยเชื้อสายจีน โดยอาศัยการสังเคราะห์มรดกทางวัฒนธรรมจีน ได้แก่ แนวคิดพร 5 ประการ (อู่ฝู 五福) เข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ มรณานุสติ พรหมวิหาร 4 และไตรลักษณ์ จนได้กรอบแนวคิดการเตรียมพร้อมการจากลาอย่างสงบที่ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านจิตใจและด้านปัญญา นอกจากนี้ ยังนำเสนอกระบวนการพัฒนาเครื่องมือวัด 4 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการผ่านการสังเคราะห์วรรณกรรมและการสัมภาษณ์เชิงลึกจนถึงจุดอิ่มตัว การร่างแบบสอบถาม 25 ข้อตามกรอบพร 5 ประการโดยใช้มาตรวัดแบบ Likert 5 ระดับ การตรวจสอบความตรง เชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน (IOC = 0.8–1.0) และการทดสอบนำร่อง 3 ครั้ง ด้วยขนาดตัวอย่างที่แตกต่างกัน (n = 30, n = 60 และ n = 88) ซึ่งพบค่าความเชื่อมั่นสูงและสม่ำเสมอในทุกการทดสอบ ได้แก่ ครั้งที่ 1 (α = .916) ครั้งที่ 2 (α = .959) และครั้งที่ 3 (α = .922) เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นนี้มีคุณค่าในหลายมิติ ทั้งในเชิงวิชาการในฐานะต้นแบบการพัฒนาเครื่องมือวัดที่ตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม ในเชิงสังคมวัฒนธรรมที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติต่อการพูดถึงความตายโดยอาศัยแนวคิดพร 5 ประการเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้สูงอายุและครอบครัวและในเชิงปฏิบัติในฐานะเครื่องมือคัดกรอง ประเมินผล และสนับสนุนการวิจัยในสาขาจิตวิทยาชีวิตและความตาย อันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่สอดคล้องกับบริบทสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/300394 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง การส่งเสริมสมรรถนะ การให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาตามแนวคิดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง และเผชิญความจริงของครูแนะแนว 2026-04-08T14:36:58+07:00 นิรนาท แสนสา niranart_5854@hotmail.com <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาและหาคุณภาพของหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง การส่งเสริมสมรรถนะการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาตามแนวคิดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางและเผชิญความจริงของครูแนะแนว และ 2. ศึกษาผลการทดลองใช้หลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ฯ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูแนะแนวในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 43 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) หลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง การส่งเสริมสมรรถนะการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาตามแนวคิดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางและเผชิญความจริง 2) แบบประเมินสมรรถนะการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาฯ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการฝึกอบรมออนไลน์ฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. หลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ตอน แต่ละตอนมีผลการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการทดลองใช้หลักสูตรฯ พบว่า ภายหลังการอบรม ครูแนะแนวมีสมรรถนะการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และครูแนะแนวมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและรองลงมาตามลำดับ คือ เนื้อหามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การอบรม เนื้อหาครอบคลุมแนวคิดการปรึกษาแบบผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางและแบบเผชิญความจริง เนื้อหาการอบรมช่วยเสริมทักษะการให้บริการแนะแนวและระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยสะดวก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/295463 การบูรณาการพุทธจิตวิทยากับการแนะแนวเพื่อเสริมสร้างความสุขของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2026-03-19T16:03:04+07:00 พระปลัดสรวิชญ์ อภิปญฺโญ soravit.dua@mcu.ac.th พระวชิรรัตนาภรณ์ soravit.dua@mcu.ac.th พระครูปลัดอุทัย พลเทโว soravit.dua@mcu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความสุขของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2. พัฒนาชุดกิจกรรมการแนะแนวโดยบูรณาการพุทธจิตวิทยา และ 3. ประเมินประสิทธิผลของชุดกิจกรรมต่อความสุขของนักเรียน การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ใช้รูปแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน–หลัง และติดตามผลหลังการทดลอง 1 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนอนุบาลวังม่วง จังหวัดสระบุรี จำนวน 30 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการแนะแนวเชิงพุทธและแบบสอบถามความสุข (IOC = 0.93, Cronbach’s alpha = 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Paired samples t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีระดับความสุขโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.28) โดยเรียงลำดับจากน้อยไปมาก ได้แก่ ด้านความพึงพอใจในชีวิต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.90) ด้านการจัดการอารมณ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.47) ด้านความสัมพันธ์และความเมตตา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.33) และด้านสติและการอยู่กับปัจจุบัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.43) ตามลำดับ 2. ชุดกิจกรรมการแนะแนวเชิงพุทธมีความเหมาะสมมากที่สุด โดยได้ผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.93 ประกอบด้วย 8 ชุดกิจกรรม คือ 1. สุขแท้หรือสุขเทียม 2. ตื่นรู้ด้วยลมหายใจ 3. รู้ทันอารมณ์ 4. ฝึกสติในชีวิตประจำวัน 5. ส่งใจให้กันและกัน 6. พลังแห่งการเชื่อมโยง 7. มองโลกในแง่บวก และ 8. สร้างสุขด้วยปัญญา 3. หลังการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า นักเรียนมีระดับความสุขโดยภาพรวมเพิ่มมากขึ้น (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.00) และยังพบว่าทุกด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ จากการติดตามผล 1 สัปดาห์ พบว่า นักเรียนมีระดับความสุขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/301033 การใช้แบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้งร่วมกับแผนภาพโครงเรื่อง : ผลต่อพุทธิปัญญาด้านการอ่านภาษาอังกฤษและความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2026-05-16T17:40:00+07:00 ศุภรา บุญชาญ ktachom@gmail.com คมกฤช ตาชม suparaboonchan2@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้งเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 75/75 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้งและการเขียนแผนภาพโครงเรื่อง และ 3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้งและการเขียนแผนภาพโครงเรื่องเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและการเรียนรู้คำศัพท์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้ง จำนวน 5 เรื่อง 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้งและการเขียนแผนภาพโครงเรื่องมีประสิทธิภาพเท่ากับ 77.20/89.33 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านชาติพันธุ์ม้งและการเขียนแผนภาพโครงเรื่องอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/294688 พัฒนาการการปฏิรูประบบการศึกษาของพระสงฆ์ไทย สมัยรัชกาลที่ 4 – 7 (พ.ศ. 2394 – 2478) 2026-02-18T15:52:26+07:00 วัลลี นวลหอม vanleeya@webmail.npru.ac.th พระวิเทศพรหมคุณ wanlee.nual@gmail.com สมชัย ศรีนอก wanlee.nual@gmail.com <p>การวิจัยเรื่อง “พัฒนาการของการปฏิรูประบบการจัดการศึกษาในสังคมของพระสงฆ์ไทย สมัยรัชกาลที่ 4–7 (พ.ศ. 2394–2478)” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการการปฏิรูประบบการจัดการศึกษาของพระสงฆ์ไทย 2) วิเคราะห์ปัจจัยและแรงจูงใจเชิงนโยบายที่ขับเคลื่อนการปฏิรูป และ 3) สังเคราะห์ผลสืบเนื่องและบทเรียนต่อการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในบริบทสังคมสมัยใหม่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ โดยศึกษาจากเอกสารชั้นต้น ได้แก่ จดหมายเหตุ กฎหมาย พระบรมราชโองการ และราชกิจจานุเบกษา ระหว่าง พ.ศ. 2394–2478 ร่วมกับเอกสารชั้นรอง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 10 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์เนื้อหา และการสังเคราะห์เชิงบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิรูประบบการศึกษาของพระสงฆ์ไทยมีพัฒนาการผ่าน 4 ยุคสำคัญ ได้แก่ ยุควางรากฐานในรัชกาลที่ 4 ยุคปฏิรูปใหญ่ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2445 และจัดตั้งมหาธาตุวิทยาลัยกับมหามกุฏราชวิทยาลัย ยุครวมชาติในรัชกาลที่ 6 ภายใต้แนวคิด “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และยุคปรับตัวสู่ระบอบใหม่ในรัชกาลที่ 7 ภายใต้ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2) การปฏิรูปถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจทางการเมืองเป็นสำคัญ เพื่อรวมศูนย์อำนาจและใช้คณะสงฆ์เป็นกลไกสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ ส่งผลให้โครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์เปลี่ยนจากระบบกระจายอำนาจสู่ระบบรวมศูนย์ภายใต้การกำกับของรัฐ และ 3) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ ความต่อเนื่องของการปฏิรูปตลอด 4 รัชกาล และการผสานแกนหลักทางพระพุทธศาสนากับองค์ความรู้สมัยใหม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของระบบการศึกษาแห่งชาติและการพัฒนาสถาบัน อุดมศึกษาสงฆ์ที่มีบทบาทต่อการศึกษาไทยมาจนถึงปัจจุบัน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299161 โปรแกรมการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยา เพื่อลดภาวะซึมเศร้าเยาวชนในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 2026-03-27T11:31:15+07:00 พระอธิการเทวินทร์ เทวญาโณ (ใจแก้ว) jaikaew2000@gmail.com วิชชุดา ฐิติโชติรัตนา Jaikaew2000@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาภาวะซึมเศร้าของเยาวชน 2. พัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยาเพื่อลดภาวะซึมเศร้า และ 3. ทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 31 คน ประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 11 คน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยา ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณศึกษากลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15–18 ปี จำนวน 856 คน และคัดเลือกผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง จำนวน 117 คน จากนั้น กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดภาวะซึมเศร้า CES-D ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.968 และโปรแกรมการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. เยาวชนมีภาวะซึมเศร้าในระดับที่น่ากังวล โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกดดันด้านการเรียน ปัญหาครอบครัว การใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย 2. โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อ “Youth Power Up เติมพลังใจ สร้างคุณค่าในตัวเอง” บูรณาการหลักโยนิโสมนสิการร่วมกับแนวคิดการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) และการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง ประกอบด้วยกิจกรรมจำนวน 10 กิจกรรม ใช้เวลาในการดำเนินกิจกรรมรวม 10 ชั่วโมง 3. ผลการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนภาวะซึมเศร้าลดลงและมีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งภายหลังการทดลองและระยะติดตามผล 1 เดือน แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองตามแนวพุทธจิตวิทยามีประสิทธิผลในการลดภาวะซึมเศร้าและส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/302153 แนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานตามแนวพุทธจิตวิทยาของพนักงานในธุรกิจขนาดกลาง กรุงเทพมหานคร 2026-06-03T22:16:31+07:00 พชราพรรณ์ เขมชินวงศ์กิตติ changshoptshirt@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีตามแนวพุทธจิตวิทยาเกี่ยวกับการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในธุรกิจขนาดกลาง กรุงเทพมหานคร 2. วิเคราะห์แนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานตามแนวพุทธจิตวิทยา และ 3. นำเสนอแนวปฏิบัติในการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในธุรกิจขนาดกลาง กรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา ด้านจิตวิทยาหรือพุทธจิตวิทยา และด้านการบริหารธุรกิจ รวมทั้ง การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบนำการสนทนากลุ่ม ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยเทคนิคการยืนยัน 3 เส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดทฤษฎีตามแนวพุทธจิตวิทยาที่เหมาะสมต่อการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน คือ หลักพละ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งสามารถบูรณาการร่วมกับทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ได้อย่างเป็นระบบ 2. แนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยภายในของพนักงาน ปัจจัยภายนอกขององค์กร องค์ประกอบของการส่งเสริมประสิทธิภาพและกระบวนการส่งเสริมตามแนวพุทธจิตวิทยา โดยเน้นการพัฒนาความรู้ ทักษะ การทำงานเป็นทีม การบริหารเวลา การแก้ปัญหา การฝึกสติและการสร้างคุณธรรม 3. แนวปฏิบัติการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานประกอบด้วย 7 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ บทบาทผู้นำองค์กร การวิเคราะห์ปัญหาบุคลากร การสังเคราะห์ปัญหาธุรกิจ หลักพละ 5 ทฤษฎีมาสโลว์ และโมเดล 3 Ups ได้แก่ Upskill (พัฒนาคน) UpScore (พัฒนางาน) และ Upscale (พัฒนาองค์กร)</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299248 แนวทางการเสริมสร้างจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองดี ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 2026-03-27T15:39:42+07:00 ไกรวิชญ์ บ้านสระ krivichnackky@gmail.com ธนัสถา โรจนตระกูล tanastha.r@psru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดี 2. เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดี 3. ศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 368 คน ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตรของ Taro Yamane เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.97 ค่า IOC 0.99 และวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับความคิดเห็นต่อบทบาทหน้าที่และการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ ด้านการสร้างความยุติธรรมทางสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.39) รองลงมาคือ ด้านความรับผิดชอบของพลเมือง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.32) 2. เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยด้านการศึกษาและบทบาทหน้าที่ส่งผลต่อความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3. แนวทางการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองดีควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการปลูกฝัง ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรมพื้นฐานการเรียนรู้จากแบบอย่างที่ดีของครู ผู้ปกครองและชุมชน การใช้บริบทท้องถิ่นเป็นแหล่งเรียนรู้ การจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติและจิตอาสา การส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนและการพัฒนาทักษะพลเมืองในยุคดิจิทัล</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/298811 การพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมทุนมนุษย์ของนักศึกษาพยาบาลมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร ด้วยการจัดการความเครียด 2026-03-04T10:50:53+07:00 ณฤดี ชลชาติบดี narudee.ch@northbkk.ac.th วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ Narudee.ch@northbkk.ac.th บุษกร วัฒนบุตร Narudee.ch@northbkk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการจัดการความเครียดเพื่อส่งเสริมทุนมนุษย์ในนักศึกษาพยาบาลมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมนวัตกรรมการจัดการความเครียด ระยะเวลา 2 วัน จำนวน 4 กิจกรรม ได้แก่ การตระหนักรู้ตนเองและความเครียด การจัดการอารมณ์ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางใจและการสร้างความหมายและเป้าหมาย ในชีวิต แบบประเมินความเครียด SPST-20 และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Dependent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมมีความตระหนักรู้ตนเอง เข้าใจปัจจัยกระตุ้นความเครียด สามารถควบคุมอารมณ์ ลดพฤติกรรมตอบสนองเชิงลบ และใช้เทคนิคการจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น อีกทั้งมีความยืดหยุ่นทางจิตใจ ทัศนคติเชิงบวก และแรงจูงใจภายในเพิ่มขึ้น สามารถกำหนดเป้าหมายชีวิตและวิชาชีพได้ชัดเจน รวมทั้งมองความเครียดในเชิงท้าทายมากขึ้น คะแนนความเครียดเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) ก่อนการทดลองเท่ากับ 45.30 (SD = 6.85) และลดลงเหลือ 36.10 (SD = 6.20) หลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.217, p &lt; .001) ขณะที่ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65, SD = 0.42) โดยด้านบรรยากาศและกระบวนการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.73) สรุปได้ว่า นวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการลดความเครียดและส่งเสริมทุนมนุษย์ของนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299826 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน 2026-03-27T13:13:07+07:00 คณิศร อาสมะ seksan110140@gmail.com ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล seksan110140@gmail.com เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง seksan110140@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. เพื่อนำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยการวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง 398 คน โดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ F-test และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ ที่ต่างกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนประชาชนที่มีอาชีพแตกต่างกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3. พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันโทษของยาเสพติด มีการจัดกิจกรรมอบรมค่ายคุณธรรมสำหรับเยาวชน หรือการจัดตั้งศูนย์พักใจเพื่อฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดด้วยหลักธรรม บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปกครองท้องที่ กรรมการหมู่บ้าน และวัด เพื่อสอดส่องดูแลและสร้างมาตรการทางสังคมในระดับตำบล และคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบชุมชน และการเฝ้าระวังภัยในพื้นที่</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299359 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลสันติสุข อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน 2026-03-27T13:03:27+07:00 วนาลี บูรณสันติพงศ์ suntipong.vanalee@gmail.com พระครูสุตนันทบัณฑิต watcharapong-2006@hotmail.com เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง kietsn@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลสันติสุข อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุธรรมกับคุณภาพการให้บริการของโรงพยาบาลสันติสุข อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน และ 3.นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลสันติสุข อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน วิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง 390 คน โดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลสันติสุขโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.51, S.D. = 0.62) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลัก สังคหวัตถุธรรมกับคุณภาพการให้บริการประชาชนของโรงพยาบาลสันติสุข โดยภาพรวม มีระดับความสัมพันธ์สูงมาก (R = 0.847**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวคือ เมื่อโรงพยาบาลสันติสุขได้มีการประยุกต์การนำหลักสังคหวัตถุธรรมกับการให้บริการประชาชนก็จะส่งผลให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีมากขึ้น จึงยอมรับสมมติฐาน และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนของของโรงพยาบาลสันติสุข อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน พบว่า 1) ทาน เจ้าหน้าที่ควรให้ความช่วยเหลือผู้มารับบริการ ด้วยความสุจริต 2) ปิยวาจา เจ้าหน้าที่ควรให้บริการด้วยหน้าตายิ้มแย้ม วาจาสุภาพอ่อนโยน มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี 3) อัตถจริยา เจ้าหน้าที่ควรอธิบาย ระเบียบ ขั้นตอนการให้บริการที่ชัดเจน แก่ผู้มารับบริการ 4) สมานัตตตา เจ้าหน้าที่ควรให้บริการด้วยความยุติธรรม เท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/297279 ผลของกิจกรรมกลุ่มตามหลักจิตวิทยาแนวพุทธเพื่อเสริมสร้าง การเห็นคุณค่าในตนเองของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมในจังหวัดศรีสะเกษ 2026-02-18T15:55:46+07:00 ธนรัตน์ ตั้งสุขเสริมกุล thanaratkatare@gmail.com ประสิทธิ์ แก้วศรี prasit008@gmail.com พระครูภัทรธรรมบัณฑิต ekkapatr.abhi@ncu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของสามเณร 2. สร้างกิจกรรมกลุ่มตามหลักจิตวิทยาแนวพุทธ และ 3. ศึกษาผลการใช้กิจกรรมกลุ่มต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดศรีสะเกษ วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยการวิจัยเชิงสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างสามเณร 194 รูป ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จากนั้น นำคะแนนมาเป็นเกณฑ์คัดเลือกกลุ่มทดลองแบบเจาะจง จำนวน 9 รูป (กลุ่มที่มีคะแนนระดับน้อยถึงปานกลาง) เข้าสู่การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือประกอบด้วย 1. แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง (อิงทฤษฎี Coopersmith) ค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ .939 และ 2. ชุดกิจกรรมกลุ่มตามหลักจิตวิทยาแนวพุทธ สร้างจากการบูรณาการทฤษฎีพลวัตของกลุ่มและหลักโยนิโสมนสิการ โดยมีองค์ประกอบครอบคลุม วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการและการประเมินผล ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของสามเณร (กลุ่มตัวอย่าง 194 รูป) ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.20, S.D. = 0.53) 2. กิจกรรมกลุ่มที่สร้างขึ้น 6 กิจกรรม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.51, S.D. = 0.72) 3. หลังเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มทดลองมีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ว่า สามเณรมีความเข้าใจตนเอง ตระหนักถึงคุณค่าต่อผู้อื่นและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากขึ้น</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/297256 การเสริมสร้างกลวิธีการเผชิญความเครียดเชิงรุกของนักเรียน ที่มีความหลากหลายทางเพศโดยการให้คำปรึกษารายบุคคล 2026-02-18T16:51:05+07:00 สุริษา สุทธิวรรณ surisa.bacon@gmail.com พัชราภรณ์ ศรีสวัสดิ์ patcharapom@g.swu.ac.th ครรชิต แสนอุบล kanchit@g.swu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับกลวิธีการเผชิญความเครียดเชิงรุกของนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ และ 2. เปรียบเทียบกลวิธีการเผชิญความเครียดเชิงรุกก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การศึกษาเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 436 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบวัดกลวิธีการเผชิญความเครียดเชิงรุก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะเชิงคุณภาพและการทดลอง คัดเลือกนักเรียนที่มีคะแนนอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ลงมา จำนวน 5 คน เข้าร่วมโปรแกรมการให้คำปรึกษารายบุคคลจำนวน 8 ครั้ง และเปรียบเทียบคะแนนก่อน–หลังด้วยสถิติทดสอบอันดับแบบวิลคอกสัน การวิจัยได้รับความยินยอมจากสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนก่อนดำเนินการเก็บข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับกลวิธีการเผชิญความเครียดเชิงรุกโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.75) โดยด้านการตั้งเป้าหมายและการจัดการเชิงรุกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.85) ขณะที่ด้านการหลีกหนีปัญหามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.59) สะท้อนว่า นักเรียนมีศักยภาพในการจัดการตนเองเชิงรุกในระดับ<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />ฤติกรรมหลีกเลี่ยงปัญหา 2. ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม นักเรียนมีคะแนนกลวิธีการเผชิญความเครียดเชิงรุกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (Z = -2.023, p = .043) ข้อมูลเชิงคุณภาพสนับสนุนผลเชิงปริมาณ โดยสะท้อนการเปลี่ยนแปลง ด้านการยอมรับตนเอง การมองความเครียดเป็นความท้าทายและการวางแผนชีวิตเชิงรุกอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/298500 การพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุวิถีพุทธของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านชุมชนวัดบุญบันเทิงบ้านบางแทงแรด ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2026-03-19T16:29:46+07:00 โสภณ บัวจันทร์ phdmbu3.029@gmail.com พระครูปริยัติธำรงคุณ phdmbu3.029@gmail.com นิคม ปักษี punyavachiro@gmail.com ชำนาญ เกิดช่อ punyavachiro@gmail.com สมคิด นันต๊ะ punyavachiro@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหา 2. พัฒนา และ 3. ประเมินผลการดูแลผู้สูงอายุวิถีพุทธของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชุมชนวัดบุญบันเทิง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ 269 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ 20 คน เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัญหา : ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.93) พบวิกฤตสำคัญคือ “ความลักลั่นในการบูรณาการธรรมะสู่กิจวัตร” โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคตามกิเลสรส การขาดโยนิโสมนสิการในการใช้ยาและภาวะไม่เป็นสัปปายะของที่อยู่อาศัยที่ ขาดการออกแบบตามหลัก Universal Design รวมถึง พฤติกรรมเนือยนิ่งที่แยกการดูแลกายออกจากจิต 2. การพัฒนา : ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบ “องค์รวมเชิงพุทธบูรณาการ” ผ่านกลไก “บวร” มีผลการพัฒนาในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.05) ประกอบด้วย 5 นวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ ปิ่นโตสุขภาพและบทพิจารณาอาหาร, ธนาคารขยะบุญบันเทิง, ระบบเพื่อนบ้านเตือนภัยวิถีธรรม, การดูแลแบบคิลานุปัฏฐากร่วมกับธรรมโอสถ และกิจกรรมอาสาขยับกายวิถีพุทธ ซึ่งยกระดับบทบาท อสม. สู่การเป็น “กัลยาณมิตรทางการแพทย์” 3. การประเมินผล : ผลสัมฤทธิ์ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.15) มิติที่สำเร็จสูงสุดคือด้านอาหาร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31) ซึ่งสะท้อนการปรับเปลี่ยนจาก “ความรู้” สู่ “สติ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม รองลงมาคือที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.12) ส่วนด้านเครื่องนุ่งห่มมีผลสัมฤทธิ์ต่ำสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.93) เนื่องจากข้อจำกัดเชิงกายภาพ</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299729 ผลของพื้นฐานภาษาอังกฤษที่มีต่อความวิตกกังวลในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2026-03-31T05:47:14+07:00 ธนปริญ สำเริง khomkrit.ta@up.ac.th ดารินทร อินทับทิม khomkrit.ta@up.ac.th คมกฤช ตาชม khomkrit.ta@up.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของพื้นฐานภาษาอังกฤษที่มีต่อความวิตกกังวลในการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานทั่วไป จำนวน 120 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้ง การเปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มาจาก 3 กลุ่มสาขาวิชา ได้แก่ สาขาบริหารธุรกิจและการจัดการ สาขาเกษตรศาสตร์และสัตวศาสตร์ และสาขาภาษาศาสตร์ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น นักศึกษามีความรู้ภาษาอังกฤษโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.08, SD = 0.78) และมีพื้นฐานการเขียนภาษาอังกฤษอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.72, SD = 0.84) ร้อยละ 72 ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์และ Google Translate ในการเขียนประโยคภาษาอังกฤษ ความวิตกกังวลสูงสุดคือความรู้สึกกังวลเมื่อต้องเขียนภาษาอังกฤษโดยไม่คาดคิด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.58, SD = 1.03) รองลงมาคือ ความรู้สึกตื่นเต้นหรือกดดันเมื่อต้องเขียนภายในเวลาจำกัด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.56, SD = 1.07) นอกจากนี้ นักศึกษาที่ไม่ได้ศึกษาในสาขาด้านภาษาศาสตร์มีระดับความวิตกกังวลในการเขียนภาษาอังกฤษสูงกว่านักศึกษาสาขาภาษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/301256 ผลการเรียนรู้ด้วยการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการตอบสนองด้วยท่าทางของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2026-06-03T21:14:38+07:00 ปองเอก เพ็งลุน pong-ek.pl@bru.ac.th ชลสิทธิ์ แซ่เหง่า 640113102002@bru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อวัดผลการเรียนรู้การจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพุทไธสง ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธี TPR จำนวน 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง แบบทดสอบการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และแบบสอบถามปลายเปิด การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองโดยใช้แบบแผน One Group Pretest–Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการต่อการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.69) สอดคล้องกับผลการตอบคำถามปลายเปิดพบว่าวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางทำให้นักเรียนมีความสนุกสนาน มีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบการตอบสนองด้วยท่าทาง</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/human/article/view/299903 Resilience Enhancement through PERMA Model Integrated into an EFL Writing Classroom 2026-04-07T14:51:19+07:00 Korathad Punyajun korathad.pu@up.ac.th Sukanya Kaowiwattanakul korathad.pu@up.ac.th <p>-</p> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาพุทธศาสตร์ประยุกต์เพื่อสังคม