วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj <p><strong>วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยและสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong>Muban Chombueng Rajabhat University Research Journal (Humanities and Social Sciences)</strong></p> <p><em><strong>ISSN : 3088-3040 (Online)</strong></em></p> <p><strong>กำหนดออก:</strong> 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> Research and Development Institute, Muban Chombueng Rajabhat University th-TH วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 3088-3040 <p>วารสาร TCI อยู่ภายใต้การอนุญาต <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/deed.en">Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</a> เว้นแต่จะรุบุไว้เป็นอย่างอื่นโปรดอ่านหน้านโยบายของเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเช้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต</p> การสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ กรณีศึกษา ชมรม STRONG Model Club จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดนครสวรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/284304 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเริ่มต้นและการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ กรณีศึกษา ชมรม STRONG Model Club จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า การเริ่มต้นของชมรม STRONG Model Club จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดนครสวรรค์ เริ่มจากการจัดทำโครงการ “STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต” ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยแนวคิดการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 - 2564) ในยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ทางชมรม STRONG Model Club จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับการดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในฐานะโค้ช เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่องและไม่จำกัดอายุและเพศ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกเป็นสำคัญ ใช้ความสัมพันธ์ในแนวราบ และเน้นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียมกัน</p> รตา อนุตตรังกูร นันทิยา สัตยวาที ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 1 21 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/285062 <p>การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแนวทางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 2) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษา ประกอบด้วย นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคนิคการผลิต และสาขาวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ คู่มือพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงาน ซึ่งพัฒนาโดยการประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินพัฒนาการจากผลลัพธ์การเรียนรู้สำคัญของหลักสูตร และ 2) แบบประเมินความสามารถในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม รวม 2 ฉบับ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>แนวทางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงให้เกิดการถ่ายโยงระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติในสภาพจริงของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์จากผู้เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ 16 ท่าน ได้แนวทางการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานในรูปของคู่มือ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 การปรับทัศนคติให้เปิดรับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม และช่วงที่ 2 การพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมโดยผสมผสานกับแนวคิดเชิงออกแบบ</li> <li>ผลการวิเคราะห์พัฒนาการจากผลลัพธ์การเรียนรู้สำคัญของหลักสูตรก่อน ระหว่าง และหลังการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมโดยนักศึกษาประเมินตนเอง อาจารย์ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงประเมินนักศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มาก มากที่สุด ตามลำดับ พบว่า ผลการประเมินหลังจากการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสูงกว่าระหว่าง และก่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แสดงว่านักศึกษาที่ได้รับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานมีพัฒนาการตามผลลัพธ์การเรียนรู้สำคัญที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน</li> <li>ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมก่อน ระหว่าง และหลังการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด มากที่สุด และมากที่สุด ตามลำดับ พบว่า ผลการประเมินหลังจากการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมสูงกว่าระหว่าง และก่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แสดงว่านักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมด้วยการบูรณาการความรู้กับการทำงานมีพัฒนาการความสามารถในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม</li> </ol> อลงกต ยะไวทย์ ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล ณัชติพงศ์ อูทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 22 46 การเปลี่ยนแปลงของสื่อมองโกเลียใน: กระบวนการเปลี่ยนผ่าน ผลกระทบ และการปรับตัว https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/286021 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสื่อต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรข่าวในมองโกเลียใน ผลกระทบด้านการสื่อข่าว และการปรับตัวของผู้สื่อข่าว <br />เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลได้มาจากการเลือกอย่างเจาะจง ได้แก่ เจ้าของหรือผู้บริหารองค์กรข่าว และผู้สื่อข่าวในมองโกเลียใน ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านของสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์มีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ รูปแบบและวิธีการเสนอข่าว ภาษาข่าว และกระบวนการผลิตข่าว เน้นความสำคัญของการสื่อข่าวสารวัฒนธรรมพื้นถิ่นและอัตลักษณ์ของมองโกเลียในด้วยภาษามองโกเลีย ภาษาจีน และภาษาที่ 3 รวมถึง AI แปลภาษา ผลกระทบต่อการสื่อข่าวพบว่า สำหรับข่าวอินเทอร์เน็ต คุณค่าของข่าวในแง่ความถูกต้อง ความสมดุล และการปราศจากอคติส่วนตัว ถูกละเลยในการพาดหัวข่าว การคัดเลือกเนื้อหาและประเด็นข่าว และบทบาทการรายงานข่าว ด้านการปรับตัวของผู้สื่อข่าว คุณสมบัติเบื้องต้นที่ผู้สื่อข่าวของสื่อมองโกเลียในต้องมีคือเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นของมองโกเลียใน มีทักษะทางภาษา มีความรอบรู้หลายด้านโดยเฉพาะกระบวนการผลิตและเผยแพร่ข่าว สามารถผลิตวิดีโอสั้น ไลฟ์ข่าวสด มีทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยี AI รวมถึงการคิดนวัตกรรมข่าว ในที่สุด สื่อมองโกเลียในสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สื่อดิจิทัลอย่างราบรื่น สื่อเก่าโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์กระดาษยังดำรงอยู่คู่ขนานกับการแผ่ขยายสู่สื่อดิจิทัลด้วยหลากหลายรูปแบบและแพลตฟอร์ม สื่อดิจิทัลทำให้สื่อมองโกเลียในยกระดับจากสื่อท้องถิ่นสู่การสื่อข่าวระดับชาติและระดับโลก</p> ทักษิณา ชัยอิทธิพรวงศ์ มัน ตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 47 62 การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งเสริมความสามารถการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์และคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/286662 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง และ 2) ศึกษาพัฒนาการคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงใน 2 ระยะ คือ หลังเรียนจบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 และหลังเรียนจบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และแบบประเมินคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t- test dependent)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสามารถการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) พัฒนาการคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงขึ้น ภาพรวมในระยะที่ 1 อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.35, S.D. =0.45) ส่วนระยะที่ 2 พัฒนาการอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.05, S.D. = 0.56)</p> ทัศนีย์พร กลิ่นแก้ว อุบลวรรณ ส่งเสริม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 63 81 การบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” กับประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/287546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” กับประสิทธิผลของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการ จำนวน 244 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .98 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72, S.D. = 0.56) 2) ประสิทธิผลของโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.81, S.D. = 0.41) และ 3) การบริหารจัดการเวลาเรียนตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ในระดับสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ r = .730 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p &lt; .01)</p> อมรรัตน์ ธรรมประเสริฐ ชวน ภารังกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 82 98 การเรียนรู้ด้วยโครงงานผ่านระบบเสมือนช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างรอบด้านสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/289026 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยโครงงานผ่านระบบเสมือนช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างรอบด้าน และ 2) เพื่อศึกษาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างรอบด้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยโครงงานผ่านระบบเสมือน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน จำนวน 7 กลุ่ม ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) ด้วยวิธีจับสลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยผู้วิจัยใช้เวลาในการทดลองสัปดาห์ละ 2 คาบเรียน คาบละ 50 นาที จำนวน 8 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 16 คาบเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน 2) ระบบเสมือน 3) แบบประเมินทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม และ 4) แบบประเมินชิ้นงานเพื่อวัดระดับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การเรียนรู้ด้วยโครงงานผ่านระบบเสมือนเน้นการทำงานกลุ่มและการแก้ปัญหาจริง นักเรียนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ส่งผลให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมอยู่ในระดับดีขึ้นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้</p> เบญจวรรณ ขุนประเสริฐ นฤมล ศิระวงษ์ นิพาดา ไตรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 99 118 การออกแบบเครื่องประดับจากอัตลักษณ์ภูมิปัญญาวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/289443 <p>งานวิจัยเรื่องนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบภูมิปัญญาในวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 2) ศึกษาความเห็นด้านอัตลักษณ์และความต้องการของนักท่องเที่ยววัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และ 3) ออกแบบเครื่องประดับจากอัตลักษณ์ภูมิปัญญาภายในวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ นักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องประดับ จำนวน 108 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภูมิปัญญาที่พบในพื้นที่ศึกษา ได้แก่ สถานที่ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรม ซึ่งพระปรางค์ถือเป็นจุดเด่นของอัตลักษณ์ภูมิปัญญาที่มีการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบที่สะท้อนทั้งคติความเชื่อทางศาสนา ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และความวิจิตรเชิงช่าง จึงมีความโดดเด่นที่สุดในเชิงภูมิปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่ระบุว่า พระปรางค์เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของไทยและวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารจึงมีการออกแบบเครื่องประดับจากอัตลักษณ์ภูมิปัญญาภายในวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารโดยใช้แรงบันดาลใจจากรูปแบบกระเบื้องเคลือบ ผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า เครื่องประดับแบบที่ 3 ได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.55, S.D. = 0.48) และสามารถนำไปพัฒนาเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารได้อย่างเหมาะสม</p> ฤทธิรัตน์ ดารารัตน์ อนุชา กลมเกลี้ยง กรกฎ ศิริสวัสดิ์ วีระยุทธ รัตนศิริวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 119 138 การศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมการศึกษาที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษและการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/289462 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมการศึกษาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมการศึกษาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมการศึกษา จำนวน 7 แผน 6 หน่วยการเรียนรู้ โดยดำเนินการวิจัยเป็นเวลา 6 สัปดาห์ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษมีค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.38 - 0.41 ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.86 - 0.87 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 3) แบบวัดการรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมีค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.32 - 0.73 ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.24 - 0.72 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า3 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1) ความสามารถในการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมการศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>2) การรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเกมการศึกษาอยู่ในระดับมาก</p> เชิดธวัช จินดา สุธิดา กรรณสูตร พีชาณิกา เพชรสังข์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 139 167 กลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจ ร้านอาหารอีสานในจังหวัดอุบลราชธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/289527 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบกลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขัน 2) พัฒนารูปแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขัน และ 3) ประเมินรูปแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารอีสานในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในจังหวัดอุบลราชธานีที่ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบของกลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขันมีจำนวน 14 องค์ประกอบ ได้แก่ เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ความเป็นอีสาน กลยุทธ์ด้านราคา กลยุทธ์ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย กลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการตลาด คุณภาพอาหารและการนำเสนอ คุณภาพการบริการของพนักงาน บรรยากาศและภาพลักษณ์ร้าน ความรวดเร็วและประสิทธิภาพ การบริหารทรัพยากร การวางแผนการผลิตและบริการ ความสัมพันธ์กับลูกค้า กลยุทธ์การบริหารบุคลากร นวัตกรรมและการพัฒนา และกลยุทธ์เชิงรุกและแข่งขัน 2) การพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขันได้รูปแบบชื่อว่า <strong>“</strong>ISAN<strong>”</strong> ได้แก่ กลยุทธ์เอกลักษณ์และนวัตกรรม กลยุทธ์ความเป็นเลิศด้านบริการ กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก และกลยุทธ์การบริหารจัดการที่โดดเด่น และ 3) ผลการประเมินการพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อความสำเร็จทางการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารอีสานในจังหวัดอุบลราชธานีโดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> อิษยา ทองบ่อ ธนัทเมศร์ วัชราพิบูลวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 168 194 คุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามทัศนคติของประชาชน ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hssj/article/view/291373 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามทัศนคติของประชาชนในเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 2) ศึกษาเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามทัศนคติของประชาชนในเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา และ 3) ศึกษาแนวทางส่งเสริมคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามทัศนคติของประชาชนในเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยศึกษาคุณลักษณะที่ดีของผู้บริหารด้านบุคลิกภาพ ด้านความเป็นผู้นำ ด้านความรู้ความสามารถและด้านคุณธรรมและจริยธรรม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งมีอายุ 18 ปี ขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 395 คนโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ประชาชนมีทัศนคติต่อคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์โดยรวมทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามทัศนคติของประชาชนจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) แนวทางส่งเสริมคุณลักษณะของผู้บริหารท้องถิ่นที่พึงประสงค์ตามทัศนคติของประชาชน คือ ผู้บริหารควรสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และผลงาน ทำงานโดยยึดถือผลประโยชน์แก่ส่วนรวม และให้ความสำคัญกับการพัฒนาโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า</p> ภัทรภณ อินทร์เนตร จิตรกร ลากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-18 2026-06-18 14 1 195 212