วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc <p>วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา เป็นแหล่งรวบรวมวารสารทางวิชาการ ของวิทยาลัยนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางด้านวิชาการและงานวิจัยแก่บุคคลทั่วไป และส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ</p> th-TH <p><strong>จรรยาบรรณผู้เขียนบทความ</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เขียนบทความต้องรับรองว่าบทความนี้ไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ มาก่อน &nbsp;ต้องไม่คัดลอกผลงานผู้อื่นมาปรับแต่งเป็นบทความของตน และไม่ได้อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ อีกทั้งยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาและการตรวจแก้ไขบทความต้นฉบับโดยกองบรรณาธิการวารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจพิจารณาทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาของบทความ ซึ่งผู้เขียนต้องแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่เป็นไปตามกำหนดกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์และยกเลิกการตีพิมพ์โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อความที่ปรากฏในบทความของวารสารนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยนครราชสีมาแต่อย่างใด และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตรวจประเมินบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารของวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> journal@nmc.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สำราญ บุญเจริญ) journal@nmc.ac.th (ดร.ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี) Wed, 29 Apr 2026 13:52:28 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Application TikTok ของคนวัยทำงานในจังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/282719 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลทั่วไปคนวัยทำงานในเขตจังหวัดปทุมธานีต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Application Tik Tok ของคนวัยทำงานในจังหวัดปทุมธานี และ (2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Application Tik Tok ของคนวัยทำงานในจังหวัดปทุมธานีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือคนวัยทำงานในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 30-39 ปี เป็นพนักงานเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ต่อเดือน 30,001-40,000 ระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. (2) พฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Application Tik Tok ของคนวัยทำงานในจังหวัดปทุมธานี ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านเหตุผลในการซื้อ รองลงมาคือ ด้านผู้มีอิทธิพลในการซื้อ ด้านช่วงเวลาที่ทำการซื้อ ด้านวิธีการซื้อ ด้านช่องทางที่ทำการซื้อ และ ด้านสินค้าที่สนใจซื้อ ตามลำดับ (3) ปัจจัยส่วนบุคคลต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Application Tik Tok ของคนวัยทำงานในจังหวัดปทุมธานี แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> บุษรินทร์ จีนเกิดทรัพย์, นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ, ทิวากร ถาโท , ธัญชนก จิตระทศ, ศรินทร์ทิพย์ ผลชูศรี, นันทาพร แหวนทองคำ, จอมขวัญ วัฒนกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/282719 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 The Guidelines for Developing a Student Support System to Address the Challenges of Stateless Students in Special Educational Zones of Tak Province https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/297215 <p>This study aimed to (1) examine the problems and challenges faced by stateless students in schools located in special educational zones of Tak Province and (2) develop practical guidelines for strengthening a student support system to address those challenges. A mixed-methods sequential explanatory design was applied to ensure comprehensive analysis and actionable outcomes. In Phase 1, quantitative data were collected from a representative sample of 136 primary schools selected from 231 special-zone schools. Three key informants from each school an administrator or deputy administrator, a teacher responsible for the student support system, and a homeroom teacher participated, yielding 693 respondents. A structured questionnaire was used to measure perceived challenges across multiple dimensions, and the data were analyzed using descriptive statistics, including frequencies, percentages, means, and standard deviations. Phase 2 consisted of semi-structured interviews with nine expert practitioners who had direct experience supporting stateless or marginalized learners in border-area schools. Qualitative findings were analyzed thematically and integrated with quantitative results to clarify underlying causes and implementation constraints. Results indicated that stateless students faced a high overall level of challenges, particularly in relation to remote residence and travel hardship, delayed enrollment and dropout risk, limited opportunities for progression to higher education, inadequate access to basic learning resources, and insufficient parental support driven by economic pressures. Based on integrated findings, the study generated eight guidelines for strengthening student support systems: enhancing awareness and capacity building, promoting collaborative community engagement, implementing targeted supplementary programs for language development and remediation, fostering inclusive school culture, improving comprehensive record-keeping, strengthening continuous professional development, establishing systematic referral procedures, and formalizing external partnerships. Collectively, these recommendations support coordinated, multi-level interventions to improve educational equity and continuity for stateless students in special educational zones.</p> Jirapan Sangawittayakul, Somirt Chankhan, Kajornatthapol Pongwiritthon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/297215 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291223 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดปทุมธานี (2) วิเคราะห์อิทธิพลของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ (3) เสนอแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธี อ้างอิงกรอบแนวคิดจากทฤษฎีของ Almond &amp; Powell และทินพันธ์ นาคะตะ (2546) ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน จากประชากรทั้งสิ้น 1,190,060 คน โดยใช้ตารางของเครจซี่ และมอร์แกน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากปลัดเทศบาล 5 คน และผู้นำชุมชน 10 คน รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน โดยด้านการติดตามข่าวสารมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (2) วิเคราะห์วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย 8 ด้าน เช่น ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย การยึดหลักสิทธิมนุษยชน และการมีจิตสำนึกพลเมือง สามารถร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ร้อยละ 91.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 และ (3) แนวทางส่งเสริมควรมุ่งสร้างความศรัทธาในประชาธิปไตย ผ่านโครงการส่งเสริมประชาธิปไตย วัฒนธรรมชาติ และการรณรงค์เพื่อส่วนรวม</p> ชนพัฒน์ โภคาเจริญเกียรติ, ธนกฤต โพธิ์เงิน, วิทยา สุจริตธนารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291223 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนผ่านการพัฒนามาตรฐานการบริการและ การมีส่วนร่วมของชุมชน กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291252 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับและลักษณะของมาตรฐานการบริการในการท่องเที่ยวชุมชนของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (2) เพื่อประเมินระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่ศึกษา (3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานการบริการและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของชุมชน (4) เพื่อพัฒนาและเสนอรูปแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และ (5) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนามาตรฐานการบริการและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวและความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการ สมาชิก และผู้ที่เกี่ยวข้องพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน จำนวน 600 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคำญ จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติแบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า (1) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ด้วยค่าดัชนี χ²/df = 0.111, CFI = 1.000, GFI = 1.000, AGFI = 0.999, RMSEA = 0.000 และ SRMR = 0.000 (3) องค์ประกอบย่อยทั้ง 7 มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p&lt; .01) (4) โมเดลมีความเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ (5) ใช้เป็นแนวทางและการพัฒนา สนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชาวบ้าน</p> สมพร แทนสกุล, อุทัยรัตน์ เมืองแสน, นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291252 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลางเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิพากษ์ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยในสถาบันอุดมศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294970 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลางเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิพากษ์ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ตามเกณฑ์ 75/75 (2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิพากษ์ของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลาง (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลาง (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น ชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนรายวิชาการพัฒนาหลักสูตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 42 คน ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลาง (2) แบบวัดความสามารถในการคิดวิพากษ์ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลาง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที. ผลวิจัย พบว่า (1) การจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลางเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิพากษ์ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 76.93/76.26 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 (2) ความสามารถในการคิดวิพากษ์ของนักศึกษาหลังเรียนการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลางสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลางสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05 (4) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้อิงแนวคิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านสื่อกลาง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> กรรณิการ์ ทองรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294970 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กรณีศึกษา กลุ่มอาชีพแม่บ้านผลิตครีมอาบน้ำสมุนไพรว่านหางจระเข้ จังหวัดชลบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293523 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนวทางในการพัฒนากระบวนการธุรกิจของผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำสมุนไพรว่านหางจระเข้ ในจังหวัดชลบุรี การศึกษาเชิงคุณภาพนี้ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 10 ท่าน ซึ่งได้แก่ กำนัน ประธานกลุ่ม ตัวแทนสมาชิกในชุมชน ผู้ขายวัตถุดิบ ผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่าย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ผลการศึกษาพบว่า การกระบวนการดำเนินธุรกิจ เริ่มจากพัฒนาการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการจัดการวัตถุดิบผ่านความร่วมมือกับเกษตรกรในชุมชนที่เป็นแหล่งปลูกว่านหางจระเข้ เพื่อรับซื้อผลผลิตในปริมาณและคุณภาพที่สม่ำเสมอ เป็นการรับประกันแหล่งวัตถุดิบ ลดความผันผวนด้านราคาและปริมาณ พัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลแบบดิจิทัล เพื่อติดตามปริมาณวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคงคลังแบบเรียลไทม์และกำหนดจุดสั่งซื้ออัตโนมัติ รวมทั้งปรับกระบวนการผลิตจากการผลิตแบบตามความต้องการไปเป็นการผลิตตามแผน ส่งเสริมการตลาดและการสร้างแบรนด์ โดยการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างคุณค่าและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และขยายช่องทางการจำหน่าย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยการสร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ผ่านการเล่าเรื่องราวของกลุ่มแม่บ้านและความมุ่งมั่นในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจากวัตถุดิบในท้องถิ่น และพัฒนาองค์ความรู้ โดยการฝึกอบรม ให้สมาชิกในกลุ่มมีความรู้ด้านการจัดการธุรกิจเบื้องต้น เช่น การตลาดออนไลน์ การบริหารการเงิน และการจัดการสินค้าคงคลัง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น</p> กิตติยา ปริญญาสุรเดช, จตุรวิทย์ ศศิธรานนท์, ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293523 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาศักยภาพและความสามารถของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา : กรณีศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293458 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกำหนดความสำคัญและศักยภาพและความสามารถของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยผู้บริหาร 4 คน บุคลากรศูนย์บ่มเพาะ 4 คน และนักศึกษา 20 คน รวม 28 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยได้แก่ การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างผู้บริหาร การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างบุคลากรศูนย์บ่มเพาะ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่มนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กับการเรียน ส่งเสริมการสร้างรายได้ระหว่างเรียน รวมถึงบุคลากรมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางและสนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน เกิดศักยภาพการพัฒนานักศึกษาให้มีความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการมีความรู้ที่ทันสมัย และใช้ประโยชน์จากการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีภายนอก ทำให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สร้างความมั่นใจ แรงจูงใจ และทัศนคติที่ดีต่อการประกอบธุรกิจ</p> พรวิวาห์ กึกก้อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293458 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 Innovative Leadership and Its Influence on Innovation Creation Behavior among Five-Star OTOP Textile and Garment Entrepreneurs in Upper Northern Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295104 <p>This study investigates the relationship between innovative leadership and innovative work behavior among five-star entrepreneurs participating in Thailand’s One Tambon One Product (OTOP) program, with a specific focus on the textiles and clothing sector. The sample consisted of 322 entrepreneurs, selected from a population of 1,643 using Yamane’s (1973) sampling formula. Data were obtained from entrepreneurs registered with the Ministry of Interior’s Office of Local Wisdom and Community Enterprise Promotion through structured questionnaires. The data were analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression analysis. The findings indicate that the majority of respondents were female, over 50 years old, married, and possessed educational qualifications below the bachelor’s degree level. Most enterprises operated with capital investments of less than three million Baht and reported annual revenues between 500,000 and 1,000,000 Baht. Overall, entrepreneurs demonstrated high levels of innovative leadership, particularly in the dimensions of Guarantee Creation and Risk Management, highlighting strong capabilities in trust-building, accountability, and strategic risk planning. Innovative work behavior was also rated at a high level, with Creativity and General Innovative Behavior receiving the highest mean scores. Correlation analysis revealed statistically significant positive relationships between all dimensions of innovative leadership and innovative work behavior (p &lt; 0.05). Furthermore, multiple regression results showed that Direction Setting, Opportunity Exploitation, Strategic Management, and Creativity significantly predicted innovative work behavior, explaining 65.8 percent of the variance (adjusted R² = 0.658). The results underscore the critical role of innovative leadership in fostering creativity and innovation within community-based enterprises. The study recommends that government agencies strengthen leadership development programs, particularly in strategic management, risk planning, and innovation enhancement, to improve competitiveness and long-term sustainability among OTOP entrepreneurs.</p> Pimporn Tawian, Wipawan Pisitwej , Kajornatthapol Pongwiritthon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295104 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องอลูมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295258 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องอลูมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร โดยพิจารณาจากปัจจัยทางประชากรศาสตร์และพฤติกรรมตามแผน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน อายุ 20-60 ปีขึ้นที่ซื้อเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์จากร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบสมมติฐานด้วย Multiple Regression และ ANOVA ผลการวิจัยพบว่า อายุและรายได้มีผลต่อการตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มรายได้สูงมักให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำเน้นความคุ้มค่าและราคาที่เหมาะสม ส่วนปัจจัยด้านพฤติกรรมตามแผนทั้งห้าด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ สิ่งแวดล้อม สังคม และจิตวิทยาของผู้บริโภค ล้วนมีอิทธิพลในระดับปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และแรงจูงใจทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อการซื้อซ้ำและความภักดีต่อแบรนด์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน การสื่อสารแบรนด์อย่างจริงแท้ และการสร้างประสบการณ์เชิงบวก เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการตัดสินใจซื้ออย่างยั่งยืนในตลาดเครื่องดื่มยุคใหม่</p> ณัฐนันท์ นนตรีนอก, อัฏฐมา บุญปาลิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295258 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 Technology and Innovation Adoption Among Small and Medium Sized Enterprises in Upper Northern Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295105 <p>This study aimed to (1) analyze the factors influencing the acceptance of technology and innovation among entrepreneurs in small and medium-sized enterprises (SMEs) in Upper Northern Thailand and (2) propose strategies to enhance the development and promotion of appropriate technologies and innovations. The study was grounded in Rogers’ Innovation-Decision Process Theory, which explains technology adoption through sequential stages of awareness, interest, evaluation, trial, and adoption. A total of 400 SME entrepreneurs (n = 400) were selected using quota sampling based on business type and size. Data were collected through structured questionnaires and analyzed using descriptive statistics and multiple linear regression analysis. The results indicated that most respondents were aged 31–40 years, held a bachelor’s degree, and had 11–15 years of work experience. The overall level of technology and innovation acceptance was high. Regression analysis revealed that technological, organizational, and environmental factors significantly influenced technology adoption (R = 0.67, R² = 0.45, F = 45.61, p &lt; .05), explaining 45% of the variance in adoption behavior. Technological readiness and partner pressure were among the strongest predictors. The findings suggest that targeted policy support, capacity-building programs, and enhanced access to technological resources are essential to accelerate digital transformation and promote sustainable SME growth in Upper Northern Thailand</p> Rumbhee Pornkong, Kajornatthapol Pongwiritthon, Wipawan Pisitwej ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295105 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มผู้ประกอบการในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295539 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและอิทธิพลของปัจจัยส่งเสริม รวมทั้งพัฒนาและตรวจสอบแบบจำลองโครงสร้างการส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการในประเทศไทย การวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่าง 300 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ²/df = 2.877, RMSEA = 0.079) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จในธุรกิจได้ร้อยละ 36 และการรับรู้คุณค่าได้ร้อยละ 49 ผลการทดสอบสมมติฐานยืนยันว่าการสนับสนุนจากภาครัฐ ความรู้ความเข้าใจด้านคาร์บอนเครดิต และการยอมรับทางสังคม มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และความสำเร็จในธุรกิจ โดยความรู้ความเข้าใจด้านคาร์บอนเครดิตเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลรวมสูงสุดต่อความสำเร็จ ผลการศึกษานี้ช่วยยกระดับองค์ความรู้เชิงทฤษฎี โดยนำเสนอกรอบแบบจำลองเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการที่วิเคราะห์บทบาทของการสนับสนุนเชิงนโยบาย ความรู้ความสามารถระดับองค์กร และความชอบธรรมทางสังคมไปพร้อมกัน ภายใต้บริบทของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจที่กำลังพัฒนา ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาทางประจักษ์อย่างจำกัดในประเทศกำลังพัฒนา</p> ภิญญลักษณ์ เอกวราเลิศวงศ์, ธนพล ก่อฐานะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295539 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/284706 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และ (2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงานของผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 150 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มจากครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามสถิติที่ใช้ใช้ในการวิจัย คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า ผลการวิจัยพบว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจาก ทักษะด้านการศึกษาและการสอน ทักษะด้านความรู้ความคิด ทักษะทางความคิดรวบยอด ทักษะทางเทคนิค และทักษะทางมนุษย์สัมพันธ์ ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีการรับรู้เกี่ยวกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนผู้บริหารที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกันมี การรับรู้เกี่ยวกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> สรัญธร ฉันทบวรภาพ, ณัฏฐภรณ์ ปะพาน, ฐิติวัสส์ สุขป้อม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/284706 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเชิงสาเหตุของความได้เปรียบการแข่งขันและการขยายสาขาธุรกิจการที่ปรึกษากฎหมายและบัญชี : กรณีศึกษากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291290 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสมรรถนะการทางาน ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อผลการดาเนินงานธุรกิจการให้บริการที่ปรึกษาของสานักงานบัญชี และทนายความในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันผ่านความได้เปรียบทางการแข่งขัน (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการทางาน ภาวะผู้นาการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีสารสนเทศ ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ที่ส่งผลต่อผลการดาเนินงานธุรกิจการให้บริการที่ปรึกษาของสานักงานบัญชีและทนายความในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และ (3) สร้างแบบจาลองของปัจจัยเชิงสาเหตุของความได้เปรียบทางการแข่งขันธุรกิจการให้บริการที่ปรึกษาที่มีอิทธิพลต่อผลการดาเนินงานและการขยายสาขาของสานักงานบัญชีและทนายความในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หัวหน้าหรือผู้บริหารสานักงานบัญชีและทนายความ ที่ได้จดทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมในราชูปถัมภ์และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ จานวน 402 คน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติแบบจาลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า (1) โดยภาพรวมอยู่ในระดับความสำคัญมาก (𝑥̅ = 4.38, S.D. = 0.63) (2) มีค่าดัชนี χ²/df = 1.169, CFI = 0.999, GFI = 0.982, AGFI = 0.962, RMSEA = 0.021 และ SRMR= 0.002 (3) โมเดลมีความเหมาะสมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยจัดการฐานข้อมูลลูกค้า และความเชี่ยวชาญของบุคลากรมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของลูกค้างานวิจัยนี้มีประโยชน์ที่ได้รับหากเจ้าของธุรกิจเข้าใจบริบทท้องถิ่นและกฎหมายท้องถิ่น กับการใช้เทคโนโลโนยีในการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ</p> พีระพงศ์ คงช่วย, อุทัยรัตน์ เมืองแสน, นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291290 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบความสำเร็จของธุรกิจการให้บริการให้คำปรึกษาทางด้านวีซ่าและการขอใบอนุญาตทำงานแบบออนไลน์ให้กับชาวต่างชาติในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291288 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับศักยภาพทรัพยากรบุคคล กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ การบริหารจัดการ ความได้เปรียบทางการตลาด และความสำเร็จของธุรกิจการให้บริการให้คำปรึกษาด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานแบบออนไลน์ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (2) วิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุของปัจจัยดังกล่าวต่อความสำเร็จของธุรกิจ และ (3) พัฒนารูปแบบความสำเร็จของธุรกิจบริการให้คำปรึกษาออนไลน์สำหรับชาวต่างชาติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารหรือผู้แทนธุรกิจจำนวน 266 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและแบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ²/df = 1.101, CFI = 0.996, GFI = 0.960, RMSEA = 0.019, SRMR = 0.044) และตัวแปรกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ การบริหารจัดการ และศักยภาพทรัพยากรบุคคล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความได้เปรียบทางการตลาดและความสำเร็จของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ <strong>ในเชิงการนำไปใช้ประโยชน์</strong> ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการวางกลยุทธ์ธุรกิจบริการออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน หน่วยงานส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล และผู้กำหนดนโยบายด้านการพัฒนาธุรกิจบริการระหว่างประเทศ นอกจากนี้ โมเดลที่พัฒนาขึ้นยังสามารถประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบริการในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือพื้นที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้</p> ไปรมา เสณีตันติสกุล, อุทัยรัตน์ เมืองแสน, นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291288 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธนบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294795 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ปัจจัยแรงจูงใจ และปัจจัยการตัดสินใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธนบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) กลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวน 284 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง และการทดสอบสมมติฐาน สมการถดถอยพหุคูณ และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์แบบกลุ่ม Focus Group Discussion และมีรูปแบบคำถามอ้างอิงตามผลการวิจัยทางสถิติและการทดสอบสมมติฐาน สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้</p> <p> ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านราคา และปัจจัยแรงจูงใจที่มีระดับความคิดเห็นเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านปัจจัยค้ำจุน เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธนบุรี พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการในด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด รวมถึงปัจจัยแรงจูงใจทั้งด้านปัจจัยกระตุ้นและด้านปัจจัยค้ำจุน ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการด้านอื่นๆ ได้แก่ ด้านสถานที่และทำเลที่ตั้ง ด้านบุคลากร ด้านกระบวนการให้บริการ และด้านลักษณะทางกายภาพภายนอก ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่ออย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> สำหรับผลการวิจัยระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้บัณฑิต กลุ่มนักศึกษาปัจจุบันชั้นปีที่ 4 และกลุ่มศิษย์เก่า จำนวน 12 คน พบว่า ทุกกลุ่มมีความคิดเห็นสอดคล้องกับผลการวิจัยในระยะที่ 1 เนื่องจากเห็นว่าทางหลักสูตรมีผลการดำเนินงานที่เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ทั้งในด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจดังกล่าว </p> ชนัญชิดา วังทอง, ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294795 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนของนักลงทุนเจเนอเรชั่นวายในกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295578 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนของนักลงทุนเจเนอเรชั่นวาย ในกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Analysis) และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า นักลงทุนเจเนอเรชั่นวายในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจ แรงจูงใจ และการรับรู้ข่าวสารในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนอยู่ในระดับมาก ขณะที่มีพฤติกรรมการลงทุนและการยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนอยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า (1) การจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า นักลงทุนเจเนอเรชั่นวายที่มีช่วงปีเกิด สถานภาพ ระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกันมีพฤติกรรมการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (2) แรงจูงใจในการลงทุนและการรับรู้ข่าวสารต่อการลงทุนมีผลต่อพฤติกรรมการลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนของนักลงทุนเจเนอเรชั่นวายในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการลงทุนได้ร้อยละ 25.3 (Adjusted R² = 0.253) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 34.825, Sig. &lt; 0.001)</p> ธันญ์วริน วัชรปริญพัฒน์, ฉัตรพล มณีกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295578 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 The Study of Reading Comprehension Ability and Satisfaction on English Reading Using Jigsaw II Cooperative Learning Technique for The First Year Majoring in International Trade Students https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289353 <p>The purposes of the research were (1) To compare post-test learning and pretest score. (2) To compare post-test score with 75% criterion of full score 3) To study the students’ learning satisfaction level on English reading comprehension by using jigsaw II cooperative learning technique. The sample groups were 1st year students of<br />International Trade major at Guangxi Vocational Institute of Technology at Semester 1, Academic Year 2024 consisting of 30 students conducted by cluster random sampling. The research instruments included of 1) lesson plan on English reading comprehension using Jigsaw II cooperative learning technique. 2) the achievement test with 30 questions which had a difficulty value (0.40–0.67), discriminant value (0.20–0.67) and Lovett reliability value (0.86). 3) the satisfaction questionnaire consisted of 15 items which had the Item Objective Congruence value (0.60 ≤ IOC≤ 1.00) and Alpha Cronbach reliability value (0.86). One-Group Pretest–Posttest design was the research design. The statistics used for data analysis were mean, percentage, standard deviation and t-test.<br /> The results of the research were 1) The post-test score on English reading comprehension ability by using Jigsaw II cooperative learning technique for first year students majoring in International Trade is higher than the criteria 75% of full score at 0.05 statistical significance level. 2) The students were satisfied with the learning activities. Overall, all aspects had a mean of 4.71 which was the highest satisfaction level</p> Xuejing He, Tidarat Samanpan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289353 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 A study on the oral Mandarin language ability and satisfaction of the first year of primary education major of Guangxi Normal University for Nationalities using STAD Cooperative learning technique https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289357 <p>The purpose of this study is to: (1) Study the organization of cooperative learning; STAD technology, including a series of Mandarin oral proficiency activities for first-year primary education students of Guangxi Normal University for Nationalities; (2) Compare the learning performance between pre-test, post-test and post-test with 75% as the standard; (3) Study the satisfaction of first-year primary education students of Guangxi Normal University for Nationalities in organizing cooperative learning activities using STAD technology and a series of Mandarin oral proficiency activities. The sample is a simple random sampling, including 25 first-year primary education students of Guangxi Normal University for Nationalities in the first semester of the 2024 academic year. The research tools included: 1) A collaborative Mandarin speaking proficiency management program using STAD technology and learning activities targeting Mandarin speaking proficiency, 2) A 30-item achievement test with difficulty value (0.40–0.68), discrimination value (0.35–0.5 2) and Lovett reliability value (0.84) with Alpha Cronbach reliability value (0.87), 3 A 15-item satisfaction questionnaire with item objective consistency value (0.60≤IOC≤1.00) The research design was a one-group pretest-posttest design. The statistics used for data analysis were mean, percentage, standard deviation and t-test.</p> <p>The research results are as follows: 1) The posttest scores were significantly higher than the pretest scores at the 0.05 level, and the posttest scores were significantly higher than the 75% standard at the 0.01 level. 2) Students were satisfied with the learning activities. Overall, the average score for each aspect was 4.84, with the highest satisfaction.</p> Cen Cui, Tidarat Samapan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289357 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 The development of English reading and writing ability and satisfaction using CIRC cooperative learning technique for the first year of marketing students https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289354 <p>The research purposes were 1) to compare post-test and pre-test ability using CIRC Cooperative Learning Technique of English reading and writing for Marketing students , 2) to compare post-test ability using the CIRC Cooperative Learning Technique of English reading and writing for Marketing students and the criteria 75 percent of full score, and 3) to study the students’ satisfaction level of CIRC Cooperative Learning Technique on English reading and writing for Marketing students. The research design was one-group pre-test post-test design. The samples used were simple random sampling consisting of 30 Marketing students in Class 3 of GuangXi College of Occupational Technology. The research instruments included 1) Lesson plan of English reading and writing based on CIRC Cooperative Learning Technique, 2) the learning achievement test of 20 questions and 1 writing task which had the difficulty value (0.40–0.67), the discriminant value (0.2–0.67) and had an Alpha Cronbach reliability value (0.709), and 3) the Satisfaction questionnaire with 15 items which had the Item Objective Congruence value (IOC= 1.00) and Alpha Cronbach reliability value (0.721). The statistics used for data analysis were mean, percentage, standard deviation, and t-test. The results of the research were as follows; (1) The post-test ability was statistically higher than that of pretest at .05 level, and (2) the post-test ability was significantly higher than the criteria of 75 percent criterion at .05 level. (3) The students were satisfied with the learning activities. Overall, all aspects had a mean of 4.83 with the highest satisfaction level.</p> YueRu Wu, Khongsak Sangkhamanon ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289354 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 The study of speaking skill and satisfaction on basic Thai language using situational teaching method of twelfth-grade students https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289355 <p>The purposes of this research were to (1) compare the post-test and the pre-test scores of Basic Thai language speaking skill, (2) compare the post-test score and 75 percent of full score criterion of speaking ability on Basic Thai language speaking skill, and (3) study the students’ satisfaction level by using STM for 12<sup>th</sup> grade student. The research design was the pre-experimental research, one-group pre-test post-test design. The samples was 30 students of class 1 12<sup>th</sup> grade in Ningming High School from in academic year 2024, which were obtained by cluster random sampling. The research instruments consisted of 4 learning management plans, a learning achievement test of Basic Thai language seaking skill, and a satisfaction questionnaire. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, and t-test (t-test: dependent sample and on sample). The results of the research found that: 1) the post-test score of speaking ability on Basic Thai language speaking skill ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 17.53, S.D. = 2.37) was higher than pre-test scores ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 10.47, S.D. = 3.56) with statistically significant at the 0.05 level, 2) the post-test score (87.67% of full score) was higher than 75% criteria of full score at the 0.05 statistically significant level, and 3) the students’ satisfaction levels by using STM which totally at highest level ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.82).</p> Pan Wang, Tidarat Samanpan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289355 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการทรัพยากรมนุษย์กับประสิทธิภาพการทำงานตามมุมมองของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294362 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความคิดเห็นต่อการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของบุคลากรในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา (2) ศึกษาความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมา และ (3) เปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จังหวัดนครราชสีมาที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างบุคลากรในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน ด้วยการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 สถิติการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Tukey ผลการวิจัยพบว่า (1) บุคลากรในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก และเรียงตามลำดับคะแนนเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการให้รางวัลทรัพยากรมนุษย์ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการจัดหาทรัพยากรมนุษย์ และ ด้านการปกป้องและธำรงรักษาทรัพยากรมนุษย์ ตามลำดับ (2) ความคิดของบุคลากรในสังกัดสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามลำดับคะแนนเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านค่าใช้จ่าย ด้านปริมาณงาน ด้านคุณภาพของงาน และด้านเวลาในการทำงาน ตามลำดับ และ (3) การเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรในสังกัดอุดมศึกษาเอกชนที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ที่มีเพศ อายุ และประสบการณ์ทำงานต่างกันมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ ระดับการศึกษา และรายได้ ต่างกันมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> นฤชล ธนจิตชัย, สำราญ บุญเจริญ, ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294362 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ราบรื่น หลักฐานทางสังคม ความเสี่ยงที่รับรู้ และความเชื่อมั่นที่มีผลต่อการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293306 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของประสบการณ์ผู้ใช้ที่ราบรื่น หลักฐานทางสังคม ความเสี่ยงที่รับรู้ ความเชื่อมั่น และการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (2) ศึกษาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของตัวแปรดังกล่าว และ (3) พัฒนาแบบจำลองแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคชาวไทยที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าออนไลน์ภายใน 6 เดือน จำนวน 500 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ในแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์และกลุ่มชุมชนช้อปปิ้ง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (IOC &gt; 0.80, α ≥ .927, CR ≥ .928, AVE ≥ .758) วิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรทุกตัวอยู่ในระดับสูง ยกเว้นความเสี่ยงที่รับรู้อยู่ในระดับปานกลาง โมเดลมีความกลมกลืน (<em>χ</em>²/df = 3.418, CFI = .969, TLI = .956, RMSEA = .070) อธิบายความแปรปรวนของการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ร้อยละ 33.8 ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ราบรื่นลดความเสี่ยงที่รับรู้ (β = -.201) และเพิ่มความเชื่อมั่น (β = .188) หลักฐานทางสังคมเพิ่มความเชื่อมั่น (β = .261) และส่งผล direct ต่อการบอกต่อ (β = .265) ความเสี่ยงที่รับรู้ลดความเชื่อมั่น (β = -.488) และการบอกต่อ (β = -.249) ขณะที่ความเชื่อมั่นเพิ่มการบอกต่อ (β = .271) ผลการวิจัยนำไปสู่แบบจำลองสองเส้นทางที่เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทยในการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้และหลักฐานทางสังคมเพื่อเสริมสร้างการบอกต่อเชิงบวก</p> ชณันรัตน์ บุษยะอรุณวิทย์, ธนพล ก่อฐานะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293306 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ที่เน้นความสำคัญของปัจจัยด้านเครือข่าย ปัจจัยด้านองค์กร และปัจจัยด้านบุคคล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294232 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของสมรรถนะทางวิชาการของครู ในโรงเรียนมัธยมศึกษา (2) เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครู ในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ (3) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นครู จำนวน 395 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งเป็นชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบวัดมาตรประเมินค่า 16 แบบวัด มีค่าความเที่ยง (α) ตั้งแต่ .775 ถึง .886 และแบบประเมินรูปแบบการบริหารการพัฒนา สถิติที่ใช้มีทั้งสถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มตัวแปรปัจจัยด้านเครือข่าย กลุ่มตัวแปรปัจจัยด้านองค์กร และกลุ่มตัวแปรปัจจัยด้านบุคคล ร่วมกันอธิบายสมรรถนะทางวิชาการของครู ได้ร้อยละ 45.5 โดยมีตัวแปรสำคัญ คือ ประสบการณ์ที่ได้จากเครือข่าย การมีสิ่งสนับสนุนการทำงานวิชาการ การสื่อสารกับเครือข่าย การได้ทำงานเป็นทีมในเครือข่าย และการมีตัวแบบที่ดีทางวิชาการ (2) รูปแบบปัจจัยเชิงสาเหตุการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) รูปแบบการบริหารการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาการของครูที่ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ได้จริง</p> ภาคภูมิ ทองลาด, โกศล มีคุณ , ศักดิ์ชัย นิรัญทวี , อัจฉรา วัฒนาณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294232 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 แบบจำลองความสำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยีแฝดดิจิทัลเพื่อการบำรุงรักษาเครื่องจักรการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293366 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีแฝดดิจิทัล (Digital Twin: DT) สำหรับการบำรุงรักษาเครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ของประเทศไทย เทคโนโลยีแฝดดิจิทัลสามารถสร้างแบบจำลองดิจิทัลของระบบกายภาพแบบเวลาจริง เพื่อสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ ซึ่งช่วยลดการหยุดทำงานของเครื่องจักร ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในบริบทของประเทศกำลังพัฒนายังเผชิญข้อจำกัดด้านความพร้อมของบุคลากร การสื่อสาร และความซับซ้อนของเทคโนโลยี การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 320 คน ซึ่งประกอบด้วยพนักงานโรงงานและผู้ให้บริการเทคโนโลยีแฝดดิจิทัล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 6 ตัว ได้แก่ ผู้รับเทคโนโลยี ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ความซับซ้อนของเทคโนโลยี การสื่อสาร ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร และปัจจัยเชิงบริบท ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเชิงบริบทและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะที่ความซับซ้อนของเทคโนโลยีส่งผลเชิงลบต่อความสำเร็จ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จในการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ร้อยละ 84.9 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเชิงบริบท ความร่วมมือระหว่างองค์กร และความพร้อมของบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีแฝดดิจิทัลไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภา</p> อุดมศักดิ์ อภิชาติธนพัฒน์, ธนพล ก่อฐานะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293366 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนในอำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295389 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครู และ (2) เพื่อเปรียบเทียบระดับปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนในอำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี จำแนกตามระดับการศึกษาและวิทยฐานะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนในอำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการควบคุมการประกอบวิชาชีพครู ด้านการส่งเสริมวิชาชีพครู และ ด้านการควบคุมตามมาตรฐานวิชาชีพครู (2) การเปรียบเทียบปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามระดับการศึกษา และวิทยฐานะ พบว่า (2.1) ครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนในอำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยรวมแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการควบคุมการประกอบวิชาชีพครู และ ด้านการควบคุมตามมาตรฐานวิชาชีพครู แตกต่างกัน ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน และ (2.2) ครูโรงเรียนที่มีวิทยฐานะต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัญหาครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่บัญญัติในกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนในอำเภอเมืองปทุมธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> วิชาญ สาคุณ, อรวรรณ พิมพ์พระธรรม, กล้าศักดิ์ จิตต์สงวน, บงกช ชินนพคุณ, วราภรณ์ แผ่นทอง, พิชญาภา ขาวนิ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295389 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พุทธศักราช 2543 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/284302 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ การจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ของไทยและต่างประเทศ ตลอดจน แนวคำพิพากษาศาลฎีกา มาตรการทางกฎหมายและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาถึงสภาพปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ของไทย ศึกษาถึงแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ผลการวิจัย พบว่า ผู้พักอาศัยบางรายไม่เข้าใจบทบาทและประโยชน์ของการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่ส่วนกลางจากผู้พัฒนาโครงการ เช่น การส่งมอบพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุง หรือมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ส่วนกลางอาจไม่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงไว้ในสัญญา การรวบรวมรายชื่อผู้พักอาศัย ข้อมูลของผู้พักอาศัย ขาดการสนับสนุนจากผู้พัฒนาโครงการ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้กำหนดความชัดเจนของพื้นที่ส่วนกลางบัญญัติกรอบระยะเวลาเพิ่มเติม ตาม มาตรา 39 แก้ใขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 14 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 โดยให้ผู้อยู่อาศัย มีสิทธิขอจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรได้เช่นเดียวกับ เจ้าของร่วมในโครงการสามารถร่วมกันร้องขอให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ ให้บัญญัติบทลงโทษ ผู้จัดสรรโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการที่ไม่ดูแลสาธารณูปโภคและบริการอื่นในพื้นที่ส่วนกลางก่อนส่งมอบหรือก่อนจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร ตาม มาตรา 23 และต้องบัญญัติบทลงโทษ ในมาตรา 41ของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 หากไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือมีการจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรรล่าช้าเกินกำหนดระยะเวลา ที่กำหนด</p> นที วรรธนะโกวินท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/284302 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางกฎหมายเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293778 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น ศึกษาวิเคราะห์หลักการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับรอง ศึกษาแนวทางในการแก้ใขปรับปรุงกฎหมาย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงเอกสารทางวิชาการ งานวิจัย บทความ หนังสือกฎหมาย และวิทยานิพนธ์ ใช้เอกสารทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ</p> <p> จากการศึกษาพบว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 จะรับรองสิทธิการมีส่วนร่วม แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีอุปสรรค ทั้งขั้นตอนที่ซับซ้อน เกณฑ์ผู้เข้าชื่อสูง การรับฟังความคิดเห็นเชิงพิธีการ และการขาดความรู้ของประชาชน จึงเสนอให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น กำหนดกระบวนการและสิทธิในการตรวจสอบให้ชัดเจน พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ เช่น ลดเกณฑ์ผู้เข้าชื่อ กำหนดเวทีสาธารณะตามกฎหมาย และพัฒนาระบบ การมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเกิดผลเป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นที่โปร่งใสและยั่งยืน</p> อดุลย์ ทานาราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293778 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบัญชีสมัยใหม่ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีวิชาชีพในองค์กรธุรกิจบริการ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291085 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะของระบบบัญชีสมัยใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในองค์กรธุรกิจบริการในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (2) ประเมินผลกระทบของการใช้ระบบบัญชีสมัยใหม่ต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีวิชาชีพ และ (3) สำรวจความคิดเห็นของ นักบัญชีวิชาชีพเกี่ยวกับการใช้งานและปัจจัยที่มีผลต่อการนำไปใช้ในองค์กร การวิจัยเป็นเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากนักบัญชีมืออาชีพ 300 คน ในธุรกิจบริการพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ในการทดสอบสมมติฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ระบบบัญชีที่ใช้ในองค์กรธุรกิจบริการมีคุณลักษณะสนับสนุนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านการประเมินผลและการฝึกอบรม ช่วยให้นักบัญชีสามารถใช้ระบบได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ (2) ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร ลักษณะของระบบบัญชี และการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ ส่งผลต่อความเร็ว ความแม่นยำ การแก้ปัญหา การปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ และความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการทำงานได้ถึงร้อยละ 68.5 (R² = 0.685) และ (3) นักบัญชีวิชาชีพส่วนใหญ่มีความคิดเห็นในระดับมาก เกี่ยวกับลักษณะระบบ การฝึกอบรม และการสนับสนุนจากผู้บริหารมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านการปรับตัว ความถูกต้อง และความรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบควบคู่กับศักยภาพบุคลากร</p> กาญจนา พงค์อำไพ, นฤมล ตีระพัฒนเกียรติ, อุทัยรัตน์ เมืองแสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291085 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ ศึกษากรณี การกระทำความผิดปลอมแปลงเอกสารรถยนต์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291186 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทฤษฎีกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการโจรกรรมรถและความคิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสาร (2) ศึกษาปัญหาทางกฎหมายที่ส่งผลกระทบให้ในทางปฏิบัติไม่สามารถปราบปรามผู้กระทำความผิดได้ (3) ศึกษามาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยเอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การกระทำความผิดฐานโจรกรรมรถยนต์เกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารนั้น เป็นการกระทำความผิดที่ควรได้รับการลงโทษตามกฎหมายอาญา (2) ปัญหาการกระทำความผิดกรณีการปลอมแปลงหมายเลขตัวรถ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก หากเป็นการกระทำโดยเป็นการตัดต่อ หรือดัดแปลงเอกสารไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารส่งผลให้อาชญากรอาศัยช่องว่างของกฎหมาย นอกจากนี้การลงโทษผู้กระทำความผิดฐานโจรกรรมรถยนต์ ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ยังไม่เหมาะสมเมื่อพิจารณาความเสียหายร้ายแรงที่กระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ การลงโทษควรจะเป็นบทหนักเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์การลงโทษทางอาญา (3) ควรแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก โดยเพิ่มเติมคำว่า “...หรือตัดต่อหรือดัดแปลง...” และควรเพิ่มอัตราโทษจำคุก มาตรา 334 แก่ผู้กระทำความผิดกรณีการโจรกรรมรถซึ่งถือเป็นความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก</p> กรรศร บัณฑิตานุกูล, บัญชา วิทยอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291186 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจในการเลือกบริโภคอาหารเจ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294161 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และกระบวนการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารเจของผู้บริโภค ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และ (2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารเจของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคอาหารเจในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จำนวน 400 ตัวอย่าง ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.923 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ระดับของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ของผู้บริโภคอาหารเจ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมอยู่ระดับความสำคัญมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านผลิตภัณฑ์ และกระบวนการตัดสินใจเลือกบริโภคโดยรวม อยู่ระดับความสำคัญปานกลาง โดยขั้นตอนที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การประเมินทางเลือก รองลงมา คือ การค้นหาข้อมูลข่าวสาร และ (2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีผลต่อระบวนการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารเจของผู้บริโภคในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 มี 3 ด้าน โดยด้านที่มีผลมากที่สุดคือด้านผลิตภัณฑ์ รองลงมาคือ ด้านส่งเสริมการตลาด และด้านที่มีผลต่อตัดสินใจเลือกบริโภคน้อยที่สุด คือ ด้านกระบวนการ ตามลำดับ</p> อานนท์ นาคอินทร์, นลินฉัตร์ ธราสิริวีรภัทร, ฟ้าวิกร อินลวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/294161 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 นิติปรัชญาสำนักกฎหมายธรรมชาติกับการบัญญัติพระวินัยในพุทธปรัชญา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291035 <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสารมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1)เพื่อศึกษาแนวคิดของนิติปรัชญากลุ่มกฎหมายธรรมชาติ (2) เพื่อศึกษาการบัญญัติพระวินัยในพุทธปรัชญา (3) เพื่อวิเคราะห์นิติปรัชญาสำนักกฎหมายธรรมชาติกับการบัญญัติพระวินัยในพุทธปรัชญา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ธรรมชาติของมนุษย์จะอยู่รวมกันเป็นสังคม และการอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้น ย่อมมีความจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์กำหนดความประพฤติของคนในสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ กฎหมายที่ออกมารับใช้สังคมจะต้องเป็นกฎหมายที่เป็นธรรมและมีความชอบธรรม เพื่อนำสังคมไปสู่สังคมแห่งความยุติธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของกฎหมาย (2) พระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นในท่ามกลางผู้ที่มีความคิดในเรื่องระบบวรรณะและพระพุทธศาสนาได้ปฏิเสธในระบบวรรณะเพราะมีความเชื่อว่าคนทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันและทุกคนควรได้รับการยอมรับในสังคมนั้นๆเช่นเดียวกัน ไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลที่สูงส่งหรือผู้นั้นจะมาจากตระกูลที่ต่ำเพียงใด เมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาทุกคนจึงมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นทันที เมื่อมีผู้ศรัทธามาบวชในพระพุทธศาสนามากขึ้นและมีผู้ประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นพระพุทธองค์จึงได้ทรงบัญญัติพระวินัยขึ้น และทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นตามความผิดเรื่องนั้นๆโดยพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นแบ่งเป็นระดับหนักและระดับเบา (3) แนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติและการบัญญัติพระวินัยในพุทธปรัชญา จะมีจุดร่วมกันในเรื่องของเจตนา ซึ่งในการบัญญัติกฎหมายในทางโลกและการบัญญัติพระวินัยในพระพุทธศาสนานั้นกระทำเพื่อให้สังคมทั้งทางโลกและสังคมทางธรรมที่มีสมาชิกของสังคมนั้นได้อยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสงบสุขแต่มีประเด็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสำนักกฎหมายธรรมชาติและการบัญญัติพระวินัยในพระพุทธศาสนา อันได้แก่ เรื่องของเจตนาในพระพุทธศาสนาโดยพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้นแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1.ระดับหนัก หมายถึง (1) ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระภิกษุ (2) สังฆาทิเสส คือ มีโทษรองลงมาจากปาราชิก 2.ระดับเบา คือ (1) ถุลลัจจัย (2) ปาจิตตีย์ (3) ปาฏิเทสนียะ (4) ทุกกฎ (5) ทุพภาสิต อาบัติทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นอาบัติที่มีโทษเบา ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้นจะมองในเรื่องของกรรมดีและกรรมชั่วหากกระทำผิดต้องรับกรรมในชาติหน้าหรือหลังความตาย ส่วนสำนักกฎหมายธรรมชาติจะมีบทลงโทษในสังคมที่ชัดเจน อันได้แก่ โทษประหารชีวิต จำคุก ขังกัก ปรับ และริบทรัพย์สิน ซึ่งเป็นโทษที่สามารถใช้บังคับกับสังคมได้ทันทีเมื่อกระทำความผิด ผู้ทำการวิจัยเห็นด้วยกับแนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติ และการบัญญัติพระวินัยในพุทธศาสนาเนื่องจากการดำรงอยู่อย่างสันติสุขของทั้งสังคมฆราวาสและสังคมของพระสงฆ์จำเป็นจะต้องมีการจัดระเบียบโครงสร้างของสังคมโดยใช้หลักของกฎหมายทางโลกและพระวินัยเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบความถูก ผิด ของสังคม เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังนั้น การบัญญัติกฎหมายของประเทศไทยจึงควรนำหลักของพระวินัยหรือศีลธรรมเข้ามามีส่วนร่วมบัญญัติเป็นกฎหมายด้วย</p> อัฏฐพนธ์ ทรัพย์มาก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291035 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความสำเร็จของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295467 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบแบบจำลองปัจจัยความสำเร็จของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยนำเสนอแบบจำลอง “Success of Elderly Care Centers BKK Model” ซึ่งศึกษาผลของนวัตกรรมด้านสภาพแวดล้อม แนวทางปฏิบัติการจัดการ และคุณภาพการดูแล ที่มีต่อความไว้วางใจในบริการและความสำเร็จทางธุรกิจ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวน 366 คน และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่าแบบจำลอง BKK มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (<em>χ</em>²/df = 3.033, CFI = 0.960, RMSEA = 0.075) โดยแนวทางปฏิบัติการจัดการมีอิทธิพลทางตรงสูงสุดต่อความไว้วางใจในบริการ (β = .328) รองลงมาคือคุณภาพการดูแล (β = .264) และนวัตกรรมด้านสภาพแวดล้อม (β = .251) สำหรับความสำเร็จทางธุรกิจ แนวทางปฏิบัติการจัดการยังคงมีอิทธิพลทางตรงสูงสุด (β = .264) ขณะที่ความไว้วางใจในบริการมีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญ (β = .221) และทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญ แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จทางธุรกิจได้ร้อยละ 50 ผลการศึกษานี้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และให้แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ</p> กริชวัฒน์ วิวัฒน์ปิยะวงศ์, ธนพล ก่อฐานะ, บัณฑิต ผังนิรันดร์, ชมภู สายเสมา, ธนกร คุ้มเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295467 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 A Study of Causal Factors and Guidelines for Promoting Telemedicine Services in Thailand https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293234 <p>This study examines the determinants and causal mechanisms underlying telemedicine adoption in Thailand using an integrated Technology Acceptance Model and Theory of Planned Behavior framework. The model includes perceived ease of use, perceived usefulness, attitude, subjective norms, perceived behavioral control, and behavioral intention. Data were collected from 440 adults through online and on-site surveys. Confirmatory factor analysis supported reliability and validity, and structural equation modeling indicated acceptable fit, with <em>χ</em>²/df = 3.387, GFI = .904, NFI = .937, TLI = .929, CFI = .954, and RMSEA = .075. All hypothesized relationships were significant. Perceived ease of use enhanced perceived usefulness and attitude, while perceived usefulness influenced both attitude and intention. Attitude emerged as the strongest predictor of intention, with subjective norms and perceived behavioral control also contributing significantly. The model explained 57.2 percent of the variance in behavioral intention. Findings indicate that usability influences intention indirectly through value perceptions and attitude, while social influence and capability provide additional support. These results inform a five-dimensional guideline for promoting telemedicine adoption.</p> Ampon Promyok, Tanapol Kortana, Chompoo Saisema ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293234 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัญหากฎหมายว่าด้วยการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293769 <p>งานวิจัยเรื่อง ปัญหากฎหมายว่าด้วยการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกำหนดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ตลอดจนเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบัน การวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้แหล่งข้อมูลจากบทบัญญัติกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติมหลายฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขมาตรา 12 กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี แทนการดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ 60 ปี รวมถึงการพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า โครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวาระการดำรงตำแหน่ง ความไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องของบทบัญญัติกฎหมาย ผลกระทบของ “การไม่มีวาระ” หรือ “วาระยาวเกินไป” เปรียบเทียบกับระบบต่างประเทศหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น</p> <p> ข้อเสนอแนะของงานวิจัยนี้คือ การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยอาจพิจารณาปรับปรุง แก้ใข มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ให้กำหนดวาระที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกตรวจสอบและประเมินผลการทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการรักษาขนบธรรมเนียมท้องถิ่นกับหลักนิติธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ</p> นที วรรธนะโกวินท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/293769 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความตระหนักรู้เชิงกลยุทธ์ต่อมาตรการการค้าด้านสภาพภูมิอากาศ: นัยเชิงการบริหารจัดการธุรกิจ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/297702 <p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกำหนดกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะการนำมาตรการการค้าด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้เพื่อสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิตระหว่างประเทศ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ทบทวนแนวคิดและกรอบการวิเคราะห์เกี่ยวกับ ความตระหนักรู้เชิงกลยุทธ์ ในการบริหารจัดการธุรกิจภายใต้บริบทของมาตรการการค้าด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นกรณีของมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน และมาตรการการค้าที่เชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล</p> <p>บทความใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการและเอกสารเชิงนโยบายจากแหล่งข้อมูลทั้งในระดับสากลและระดับประเทศ เพื่อวิเคราะห์ประเภทของมาตรการการค้าด้านสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในมิติต้นทุน โครงสร้างการแข่งขัน และการเข้าถึงตลาด รวมถึงการสังเคราะห์บริบทของภาคธุรกิจไทยภายใต้กติกาการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ผลการทบทวนชี้ให้เห็นว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะถูกกำหนดขึ้นในระดับนโยบายมหภาค แต่ผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจมีความแตกต่างกันตามลักษณะอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิต ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขีดความสามารถขององค์กรในการบริหารจัดการและรายงานข้อมูลด้านคาร์บอน</p> <p>บทความเสนอว่า ความตระหนักรู้เชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารระดับสูง มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการรับรู้ความเสี่ยงจากมาตรการการค้าด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การปรับตัวขององค์กร และการพัฒนาขีดความสามารถภายในองค์กร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้บริบทดังกล่าว บทความนี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ โดยเสนอกรอบแนวคิดที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมาตรการการค้าด้านสภาพภูมิอากาศ ความตระหนักรู้เชิงกลยุทธ์ และการตอบสนองขององค์กรธุรกิจในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา</p> นาทพลินท์ ทัศนปริชญานนท์, สราวุธ จันทร์ผง, นันทิ สุทธิการนฤนัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/297702 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการศึกษารูปแบบพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295629 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประสิทธิผลทางวิชาการของครู เนื้อหาสาระในบทความนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารการศึกษากับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งประกอบด้วย แนวคิดทางการบริหารต่าง ๆ ที่สำคัญ และประสิทธิผลทางวิชาการของครู ส่วนที่ 2 ปัจจัยเชิงสาเหตุของประสิทธิผลทางวิชาการของครูซึ่งมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มปัจจัยด้านเครือข่าย กลุ่มปัจจัยด้านองค์กร และกลุ่มปัจจัยด้านบุคคล ความเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิผลทางวิชาการกับกลุ่มปัจจัยเชิงสาเหตุสามารถกำหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัยในการศึกษารูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครู ผลการวิจัยจะได้องค์ความรู้ใหม่ของการบริหารการศึกษา นวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัย และแนวทางการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ทั้งที่เป็นกลุ่มโดยรวม และกลุ่มครูที่ได้รับการพัฒนาก่อน องค์ความรู้จากงานวิจัยยังสามารถนำไปกำหนดนโยบายการบริหารการศึกษาหรือทำวิจัยต่อยอดได้อีกด้วย</p> อภิชาติ ลำภูพินิจพงศ์ , โกศล มีคุณ , ศักดิ์ชัย นิรัญทวี , อัจฉรา วัฒนาณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295629 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 Discussion on the Spatial Design of the Integration of Daur Ethnic Settlements and Modern Communities https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/292612 <p>With the rapid advancement of modernization and globalization, traditional Daur settlements are facing multiple challenges, including functional decline, spatial transformation, and weakening cultural identity. Interethnic marriages with the Han population, harsh climatic conditions, and the modernization of infrastructure have significantly altered the original settlement patterns, social structures, and modes of production and living. Against this backdrop, the urgent issue arises of how to preserve the unique cultural characteristics of Daur settlements while promoting their integration with contemporary communities. This study investigates the spatial characteristics of Daur settlements-such as site selection principles, architectural forms, functional zoning, and interactions with the natural environment—and analyzes the evolving needs of modern communities. From the perspectives of functional diversity, spatial openness, cultural heritage preservation, and ecological sustainability, the paper explores integration strategies between traditional settlements and modern communities. Based on theoretical analysis and case studies, key design strategies are proposed: optimizing spatial structure to enhance livability, strengthening public spaces to promote cultural expression and social interaction, integrating green technologies to achieve sustainable development, and encouraging community participation to reinforce cultural identity and a sense of belonging. This article aims to establish a balanced approach between cultural preservation and modern development, providing a scientific and operable framework for spatial planning. The findings offer valuable insights for the sustainable transformation of Daur settlements and serve as a reference for other ethnic communities undergoing modernization.</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>Keywords: </strong>Daur Settlements, Cultural Heritage Preservation, Spatial Transformation, Sustainable Community Development Ethnic-Majority Integration</p> Qiao Yina, Phuvanart Rattanarungsiku ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/292612 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700