วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc
<p>วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา เป็นแหล่งรวบรวมวารสารทางวิชาการ ของวิทยาลัยนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางด้านวิชาการและงานวิจัยแก่บุคคลทั่วไป และส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ</p>วิทยาลัยนครราชสีมาth-THวารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์1906-1056<p><strong>จรรยาบรรณผู้เขียนบทความ</strong></p> <p><strong> </strong> ผู้เขียนบทความต้องรับรองว่าบทความนี้ไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ มาก่อน ต้องไม่คัดลอกผลงานผู้อื่นมาปรับแต่งเป็นบทความของตน และไม่ได้อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ อีกทั้งยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาและการตรวจแก้ไขบทความต้นฉบับโดยกองบรรณาธิการวารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจพิจารณาทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาของบทความ ซึ่งผู้เขียนต้องแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่เป็นไปตามกำหนดกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์และยกเลิกการตีพิมพ์โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป</p> <p> ข้อความที่ปรากฏในบทความของวารสารนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยนครราชสีมาแต่อย่างใด และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตรวจประเมินบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารของวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p>การสื่อสารนวัตกรรมด้านปศุสัตว์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299133
<p> บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของการสื่อสารนวัตกรรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้บริบทการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหารของรัฐบาล การศึกษานี้ได้บูรณาการกรอบแนวคิด ทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรม (DOI) ของ Rogers ร่วมกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ของ Davisเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยกำหนดการยอมรับนวัตกรรมของผู้ใช้ซึ่งได้แก่ เกษตรกร เป็นต้น</p> <p> ผลการวิเคราะห์เสนอว่านวัตกรรมปศุสัตว์สมัยใหม่ เช่น ปศุสัตว์แบบแม่นยำ (PLF) และการจัดการตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG จะได้รับการยอมรับเมื่อเกษตรกรรับรู้ถึงประโยชน์และความง่ายในการใช้งาน โดยเฉพาะความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในรูปของผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยกลยุทธ์พหุช่องทางที่บูรณาการระหว่างสื่อบุคคล (เกษตรกรต้นแบบ) สื่อดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Chatbot) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและความเสี่ยงในการทดลองใช้ การปรับเนื้อหาให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นและการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมผ่านศูนย์เรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการยอมรับนวัตกรรมอย่างยั่งยืน</p>รัศมี สีตลวรางค์วิทยาธร ท่อแก้วกานต์ บุญศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202519531กิจกรรมทางโลจิสติกส์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299132
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับกิจกรรมทางโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร (2) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร และ 3) ศึกษากิจกรรมทางโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน HACCP จำนวน 100 โรงงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง โดยมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งในสถานประกอบการระหว่าง 1–5 ปี สถานประกอบการส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่ (จำนวนพนักงานมากกว่า 200 คน) ประเภทผลิตภัณฑ์แปรรูปหลักเป็นอาหารทะเลแช่แข็ง และมีอายุการดำเนินกิจการมากกว่า 15 ปี (2) ระดับกิจกรรมทางโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) ระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ (4) กิจกรรมทางโลจิสติกส์ ด้านบริหารสินค้าคงคลัง ด้านโลจิสติกส์ย้อนกลับ และด้านการบริการลูกค้า มีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลที่ได้รับมาตรฐาน HACCP ในจังหวัดสมุทรสาคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>ธิยานันท์ ธนวีราสุรกิตติ์ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202118แนวทางพัฒนาการให้บริการของเทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295634
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการของเทศบาลนครสกลนคร จำนวน 4 งาน เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการให้บริการของเทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร ปีงบประมาณ 2568 เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 397 คน และสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่าความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการ ภาพรวม ค่าเฉลี่ย 4.77 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .33 อยู่ในระดับมากที่สุด จำแนกเป็นรายด้านโครงการส่งเสริมและพัฒนาเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และครอบครัว ค่าเฉลี่ย 4.86 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .34 โครงการสำรวจข้อมูลภาคสนาม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ค่าเฉลี่ย 4.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .34 รองลงมาอีกเป็นโครงการอบรมและส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ค่าเฉลี่ย 4.77 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .34 และโครงการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนผู้ป่วยติดเตียง คนชรา และผู้พิการจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ งบประมาณ 2568 มีค่าเฉลี่ย 4.67 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .33 ตามลำดับ และมีข้อเสนอแนะด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการจัดการ และด้านนโยบายและกลยุทธ์</p>สามารถ อัยกรเกศนรินทร์ อัยกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-282021933The study of learning achievement and satisfaction on python programming language using STAD Cooperative Learning Technique for grade 8 students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289365
<p>The purposes of this research were to (1) compare the post-test score and pre-test score and compare the post-test scores with 75 percentage criteria of full scores. (2) study the students' satisfaction on Python Programming Language by using STAD cooperative learning techniques. This research design was one-group pre-test and post-test design. The samples were 30 students in 8th grade students of Honggui Middle School which obtains by cluster random sampling.</p> <p>The research instruments consist of (1) learning management plan based on STAD cooperative learning techniques (2) Python Programming Language course test which contains 30 single-choice questions and (3) Satisfaction Questionnaire, it is 15 items rating scale. The data were analyzed using percentage, mean, standard deviation and t-test </p> <p>The results were as follow: (1) The post-test score was higher than the pre-test score on Python Programming Language by using STAD cooperative learning techniques with statistically significant at the 0.01 level and the post-test higher than 75 percentage of full score criterion with statistically significant. (2) The students' satisfaction on Python Programming Language by using STAD cooperative learning techniques is at the highest level. The mean was 4.82 and standard deviation was 0.47.</p>Qiuhua ChenTidarat Samanpan
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-282023447The Study of Speaking Ability and Satisfaction on Basic English using TGT Cooperative Learning Technique for Grade Four Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289359
<p>The objectives of this research were to (1) compare the post-test and the pre-test scores of speaking ability on English, (2) compare the post-test score and 75 percent of full score criterion of speaking ability on English, and 3) study the students’ satisfaction level by using TGT cooperative learning technique for grade four student. The research design was the pre-experimental research, one-group pre-test post-test design. The samples was 44 students of class 1 grade 4 in Primary School Affiliated to Mingyang Middle School from Guangxi Zhuang Autonomous Region in academic year 2024, which were obtained by cluster random sampling. The research instruments consisted of 4 learning management plans, a learning achievement test of english speaking abilities, and a satisfaction questionnaire. The statistics used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, and t-test (dependent sample and on sample).</p> <p>The results of the research found that: (1) the post-test score of speaking abilities on English ( = 26.77, S.D. = 2.37) was higher than pre-test scores ( = 17.95, S.D. = 3.06) with statistically significant at the 0.05 level, (2) the post-test score of speaking ability on English (89.24% of full score) was higher than 75% criteria of full score at the 0.05 statistically significant level, and 3) the students’ satisfaction levels by using TGT cooperative learning technique which totally at highest level ( = 4.71).</p>Xueying hePadung Petsuk
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-282024865The Study of Reading Ability and Satisfaction on Basic Chinese Reading Comprehension Using STAD Cooperative Learning Technique of the Second Year Chinese Language and Literature Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289362
<p> The purposes of this research were to: (1) compare the pretest and posttest of reading ability on basic Chinese reading comprehension using STAD cooperative learning technique of the second year Chinese language and literature students (2) compare posttest reading ability learning achievement with the standard of 75%. (3) study the second year Chinese language and literature students’ satisfaction with the collaborative learning STAD cooperative learning technique. The sample consisted of 30 second-year students majoring in Chinese language and literature at Guangxi Normal University for Nationalities in the first semester of the 2024 academic year, using cluster random sampling.</p> <p> The research instruments were: (1) the STAD cooperative learning method was used to develop a basic Chinese reading comprehension lesson plan; (2) an achievement test consisting of 30 questions with a difficulty level (0.40–0.67), a discrimination level (0.20–0.67), and a Lovett reliability (0.86); and (3) a satisfaction questionnaire consisting of 15 questions with an objective consistency level (0.60≤IOC≤1.00) and a Cronbach’s Alpha reliability (0.86). The research design was a one-group pre- and post-test. The statistics used for data analysis were means, percentages, standard deviations, and t-tests.</p> <p> The results of the research were as follows: (1) The post-test scores of second-year Chinese language and literature students who used STAD cooperative learning technology for basic Chinese reading comprehension were higher than 75% of the full standard score at the 0.05 statistical significance level. (2) The students were satisfied with the learning activities. Overall, the average satisfaction in all aspects was 4.47, which was the highest.</p>Nengjing YaoAdisorn Bansong
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-282026680The Study of Learning Achievement and Satisfaction using STAD Cooperative Learning Technique on Cooking Course of Grade 11 Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289364
<p>The purposes of this research were: (1) to study the learning by using STAD cooperative learning techniques together with a series of activities on hot dishes area and stir-fried of effective grade 11 students (Criteria 75%) (2) to compare the learning achievement between post-test and pre-test at school and post-test and pre-test Criteria. (3) to study the satisfaction level of grade 11 students with the use of learning by using STAD cooperative learning technique together with the activity series on hot dishes area and stir-fried. This research used one-group pre-test and post-test design. The sample group was 30 Grade 11 students at Guangxi secondary vocational school which obtained by simple random sampling. Research instruments consisted of (1) learning management plan with the STAD Technique, (2) achievement test, multiple choice, 4 choice, 30 items, (3) 15 items of satisfaction assessment form, 5 rating Scales.</p> <p> The results were as follow. (1) The post-test achievement on cooking course was significantly higher than pre-test at the 0.01 level. (2) The post-test achievement on cooking course was significantly higher than the criteria of 75% of the full score at the 0.01 level. (3) The students were satisfied in cooking course of grade 11 student at Guangxi secondary vocational school with the learning by using STAD cooperative learning technique in all aspects, namely teachers, teaching media, and learning activities, at the highest level, ( = 4.53, S.D.=0.59).</p>Haowei WangKhongsak Sangkhamanon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-282028195Developing Language Skills and Satisfaction Based on Task-Based Hierarchical Language Teaching Methods for Vocational Students at Chongzuo Early Childhood Teacher Education College Guangxi China
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299569
<p>The purposes of this research were to (1) compare students’ language skills before and after the implementation of Task-Based Hierarchical Language Teaching Methods. (2) examine students’ satisfaction toward Task-Based Hierarchical Language Teaching Methods on Language skills. The sample group used in this study is one class, 30 of Vocational Students at Chongzuo Early Childhood Teacher Education College Guangxi China students which was conducted by cluster random sampling. The research design was one-group pretest posttest design. The research instruments are included of (1) Task-Based Hierarchical Language Teaching Methods lesson plans which has the IOC The average of Content Validity is 0.94 (2) Language skills assessment test with The Average IOC = 0.91, the difficulty Index (P) Range: 0.42 – 0.78, Reliability coefficient = 0.89 3) Students’ satisfaction questionnaire of a five-point Likert scale, which was value of reliability was 0.86.</p> <p> The finding was as follow: (1) The post-test of language skills by using Task-Based Hierarchical Language Teaching Methods was higher than pretest with statistically significant at 0.05 level (2) The students’ satisfaction on language skills by using Task-Based Hierarchical Language Teaching Methods was at very high level in total ( = 4.55, S.D.=0.61<strong>)</strong></p>Liang QianhuiPhitorn Bhothisarn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-2820296109อิทธิพลของประสิทธิภาพทุนทางปัญญาที่ส่งผลต่อมูลค่ากิจการ ผ่านการกำกับดูแลกิจการ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/300571
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของประสิทธิภาพทุนทางปัญญาที่ส่งผลต่อมูลค่ากิจการ ผ่านการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย <br />กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงปี <br />พ.ศ. 2565 – 2567 รวม 3 ปี และมีข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วน จำนวน 417 บริษัท ยกเว้นบริษัทที่เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินและกองทุนรวม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านการเงินจากฐานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SETSMART) งบการเงินประจำปี และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (56-1 One Report) ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทาง ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพทุนทางปัญญามีอิทธิพลทางบวกต่อมูลค่ากิจการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.001 โดยผ่านคะแนนการกำกับดูแลกิจการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม สะท้อนให้เห็นว่า ประสิทธิภาพทุนทางปัญญาไม่ได้ส่งผลต่อการสร้างมูลค่าให้กับกิจการโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลผ่านกลไกการกำกับดูแลกิจการซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางที่สำคัญ อิทธิพลทางตรงของประสิทธิภาพทุนทางปัญญา<br />ซึ่งหมายถึงความสามารถของกิจการในการใช้ทรัพยากรทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินได้<br />อย่างมีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนขณะเดียวกัน อิทธิพลทางอ้อมผ่านการกำกับดูแลกิจการชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่มีประสิทธิภาพทุนทางปัญญาสูงมักมีระบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง และการเปิดเผยข้อมูลที่มีคุณภาพ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ส่งผลให้ระดับคะแนนการกำกับดูแลกิจการอยู่ในเกณฑ์สูง และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของมูลค่ากิจการในระยะยาว</p>รสา เฉื่อยมณีนวลปรางค์ แจบไธสงพร้อมพร ภูวดิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202110128รูปแบบการบริหารการพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาของจังหวัด เขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร ที่ให้ความสำคัญกับอิทธิพลของปัจจัยด้านผู้บริหาร ด้านสถานศึกษา และด้านบุคคล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/298792
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาของจังหวัดเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร 2) ศึกษารูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาของจังหวัดเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร และ 3) ศึกษารูปแบบการบริหารการพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาของจังหวัดเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร ที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างเป็นครู จำนวน 395 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งเป็นชั้นภูมิกำหนดโควตา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบวัดมาตรประเมินรวมค่า 12 แบบวัด มีค่าความเที่ยง (α) ตั้งแต่ .963 ถึง .970 และแบบประเมินรูปแบบการบริหารการพัฒนา สถิติที่ใช้มีทั้งสถิติพื้นฐานและสถิติอ้างอิง สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) 6 จาก 9 ตัวแปรของกลุ่มตัวแปรปัจจัยด้านบุคคล กลุ่มตัวแปรปัจจัยด้านผู้บริหาร และกลุ่มตัวแปรปัจจัยด้านสถานศึกษา ร่วมกันอธิบายประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาของจังหวัดเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร ได้ร้อยละ 88.7 2) รูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาในเขตปริมณฑลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) รูปแบบการบริหารการพัฒนาประสิทธิผลทางวิชาการของครูระดับประถมศึกษาของจังหวัดเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร ที่ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านเกณฑ์ความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ได้จริง</p>อภิชาติ ลำภูพินิจพงศ์ โกศล มีคุณศักดิ์ชัย นิรัญทวี อัจฉรา วัฒนาณรงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202129144การพัฒนาแบบจำลองเชิงกลยุทธ์สำหรับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเชิงสร้างสรรค์ในกรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/301320
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ประกอบและระดับของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (SP) การบริหารจัดการวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ (CM) การสื่อสารอัตลักษณ์วัฒนธรรม (CI) การจัดการคุณภาพประสบการณ์ (EQ) และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว (BI) (2) ทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปร และ (3) พัฒนาแบบจำลองเชิงกลยุทธ์ การวิจัยใช้ตัวแบบผสมผสานลำดับสำรวจ โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 30 คน และเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 480 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน การวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง และการทดสอบอิทธิพลส่งผ่านด้วยวิธี Bootstrapping</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าตัวแปรทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี (χ²/df = 1.087, CFI = 0.997, TLI = 0.997, RMSEA = 0.014) โดย EQ มีอิทธิพลทางตรงต่อ BI สูงที่สุด (β = 0.652, p < .001) ขณะที่ SP และ CM ทำหน้าที่เป็นปัจจัยต้นน้ำที่ส่งผลต่อ CI และ EQ อย่างมีนัยสำคัญ และพบอิทธิพลส่งผ่านทั้งแบบขนานและแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทาง SP → CM → EQ → BI ผลการวิเคราะห์เชิงธีมเมื่อบูรณาการร่วมกับผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณและการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ นำไปสู่การพัฒนา CREATE Model เพื่อเป็นกรอบเชิงกลยุทธ์สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเชิงสร้างสรรค์ในกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยชี้ว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเชิงสร้างสรรค์ควรมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การใช้ทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า และการยกระดับคุณภาพประสบการณ์อย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมืองเชิงสร้างสรรค์ในระยะยาว</p>ปรียนันท์ ประยูรศักดิ์ปรียพิมพ์ กวางรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202145160คุณลักษณะนักบัญชียุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชี ที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการของสำนักงานบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/300507
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ (1) คุณลักษณะนักบัญชียุคดิจิทัลส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีและคุณภาพการบริการของสำนักงานบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ และ (2) ประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีส่งผลต่อคุณภาพการบริการของสำนักงานบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ หัวหน้าสำนักงานบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ จำนวน 90 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) คุณลักษณะนักบัญชียุคดิจิทัลด้านทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี ด้านการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชี และด้านทักษะการสื่อสารและความหลากหลายทางภาษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกและส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พยากรณ์ได้ถึงร้อยละ 74.50 (R<sup>2</sup>adj =0.745) และด้านทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี ด้านการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชี และด้านทักษะการสื่อสารและความหลากหลายทางภาษา มีความสัมพันธ์ เชิงบวกและส่งผลต่อคุณภาพการบริการของสำนักงานบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พยากรณ์ได้ถึงร้อยละ 68.80 (R<sup>2</sup>adj =0.688) (2) ประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีด้านความทันต่อเวลา ด้านคุณภาพงาน และด้านปริมาณงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกและส่งผลต่อคุณภาพการบริการของสำนักงานบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 พยากรณ์ได้ถึงร้อยละ 82.60 (R<sup>2</sup>adj =0.826) และคุณลักษณะนักบัญชียุคดิจิทัลทั้ง 5 ด้านยังส่งผลทางอ้อมต่อคุณภาพการบริการของสำนักงานบัญชีโดยผ่านประสิทธิภาพการทำงานของนักบัญชีกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์</p>ฐิติรัตน์ มีมากรติกร บุญสวาท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202161178การประเมินภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวระดับตำบลผ่านกลไกการมีส่วนร่วมฐานชุมชน กรณีศึกษาอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/298998
<p>ภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวระดับตำบลยังขาดกระบวนการประเมินภาพลักษณ์ที่เป็นระบบ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์สภาพการณ์และความต้องการของกระบวนการประเมินภาพลักษณ์ และ (2) เพื่อประเมินศักยภาพของกระบวนการการประเมินภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวระดับตำบล ในพื้นที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เชิงใจความหลักเป็นแนวทางหลัก คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 22 คน ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ และนักวิชาการ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบประเด็นสำคัญใน 2 มิติ มิติสภาพการณ์และความต้องการ พบว่า ช่องว่างระหว่างศักยภาพทรัพยากรท่องเที่ยวกับระบบการประเมินภาพลักษณ์ ความต้องการกระบวนการประเมินแบบมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน และความต้องการเครื่องมือที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ มิติศักยภาพกระบวนการประเมินภาพลักษณ์ พบว่า มิติที่ต้องการยกระดับผ่านกลไกการมีส่วนร่วมฐานชุมชน และเครื่องมือประเมินภาพลักษณ์ที่พร้อมสำหรับการบูรณาการใช้งาน การวิจัยสรุปว่ากลไกการมีส่วนร่วมฐานชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการประเมินภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวระดับตำบล โดยต้องบูรณาการเครื่องมือหลากหลายเพื่อให้ดำเนินการประเมินได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ</p>ณัฐวุฒิ วิทารัฐทิตยา หิรัณยหาดศุภกิจ จงศักดิ์สวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202179193ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์บนแพลตฟอร์ม LAZADA ของร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/298818
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และระดับของการตัดสินใจซื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์บนแพลตฟอร์ม Lazada ของร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์ และ (2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์บนแพลตฟอร์ม Lazada ของร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างตามสะดวก จำนวน 385 คน จากกลุ่มตัวอย่าง ลูกค้าชื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์กับร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์ บนแพลตฟอร์มดังกล่าว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.969 ซึ่งใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาณ และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับของปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และระดับของการตัดสินใจซื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์บนแพลตฟอร์ม Lazada ของร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์บนแพลตฟอร์ม Lazada ของร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์ คือ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านส่งเสริมการตลาด และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านการบริการส่วนบุคคล ไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออะไหล่เครื่องบรรจุภัณฑ์บนแพลตฟอร์ม Lazada ของร้านทัตชญา อิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>ยุทธนา อินทร์ศรบุญสม รัศมีโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202194211การศึกษาความสุขของประชาชนต่อการดำเนินงานบริการสาธารณะของเมืองพัทยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/300848
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสุขของประชาชนต่อการดำเนินงานบริการสาธารณะของเมืองพัทยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการดำเนินงานบริการสาธารณะของเมืองพัทยา จำนวน 42 คน โดยใช้เครื่องมือแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการประเมินผลตามกรอบ และวิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานบริการสาธารณะของเมืองพัทยา ประจำปีงบประมาณ <br />พ.ศ. 2567 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการเรียนรู้และการบริหารจัดการที่ดี และผลผลิตจากการดำเนินงานบริการสาธารณะของเมืองพัทยาได้สร้างความสุขให้กับประชาชนใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านเมืองอยู่ดี ประชาชนจำนวนมากได้รับความสุข เนื่องจากการดำเนินงานบริการสาธารณะทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอสำหรับคนทุกกลุ่ม ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัย เศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่มีความมั่นคง มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว และสภาพภูมิทัศน์ของเมืองพัทยามีความสวยงาม 2) ด้านคนมีสุข ประชาชนจำนวนมากได้รับความสุข เนื่องจากการดำเนินงานบริการสาธารณะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี ประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และประชาชนได้รับสวัสดิการและการพิทักษ์สิทธิ์ที่เหมาะสมและเท่าเทียม 3) ด้านสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ประชาชนจำนวนมากได้รับความสุข เนื่องจากการดำเนินงานบริการสาธารณะทำให้มีพื้นที่สีเขียวเพียงพอสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สภาพภูมิทัศน์ของเมืองพัทยามีความสวยงาม และขยะ ของเสียและมลพิษถูกจัดการอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ 4) ด้านเมืองแห่งการเรียนรู้และการบริหารจัดการที่ดี ประชาชนจำนวนมากได้รับความสุข เนื่องจากการดำเนินงานบริการสาธารณะแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ดีของเมืองพัทยา การมีนวัตกรรมการพัฒนาเมือง การมีวิสัยทัศน์และแผนงานที่ชัดเจน และระบบการทำงานของเมืองพัทยาได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>ธาริกานต์ ธนัญชยะกุลจรัสพล ชนะสิทธิ์อารญา สุขหอมอาภาภรณ์ สุขหอมกิจฐเชต ไกรวาส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202212226Development of Computer Application Ability and Satisfaction using STAD Technique of Chinese Second-Year College Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299567
<p>The purposes of this study were to: (1) compare the learning achievement of computer application ability between the pre-test and post-test. (2) compare the learning achievement of computer application ability with the 75% criteria. 3) study students’ satisfaction with computer application learning using STAD. The sample consisted of 23 second-year Computer Science majors from Guangxi Polytechnic Vocational College, selected through simple random sampling, who participated in the study during the second semester of the 2025 academic year. A one-group pre-test post-test design was adopted as the research framework. The research instruments included: (1) a learning management plan with a quality reliability coefficient ranging from 0.85 to 1.00; (2) an achievement test with a Cronbach’s α reliability of 0.67; and (3) a satisfaction evaluation form with a Content Validity Index (CVI) of 0.85 and reliability values between 0.60 and 1.00. Data were analyzed using descriptive statistics (mean, standard deviation, percentage) and inferential statistics (paired samples t-test, one-sample t-test).</p> <p> The research findings indicated that: (1) The post-test scores of students’ computer application competence were significantly higher than the pre-test scores at the 0.01 2) The post-test scores significantly exceeded the 75% passing criterion at the 0.01 and 3) Students exhibited the highest level of with an overall mean score of 4.82 (SD = 0.37)</p>Wei Danni Kesinee Phonpraphuet
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202227243The Development Modern Chinese Dance Skills and Perceptions Using Task-based Teaching Method for students of Guangxi Polytechnic and Vocational Technical College in China
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299568
<p>The purposes of this research were to (1) to compare students’ modern Chinese dance skills before and after the implementation of task-based teaching, and (2) to examine students’ perceptions toward task-based learning in modern Chinese dance instruction. The sample group used in this study was one class, 30 of Guangxi Polytechnic and Vocational Technical College students which was conducted by cluster random sampling. The research design was one-group pretest posttest design. The research instruments included (1) Task-based teaching method lesson plans which has the mean of experts’ assessment at the highest level (2) Dance performance assessment test with the mean of experts’ assessment at 4.80, is appropriate at the highest level and (3) Students’ perception questionnaire of a five-point Likert scale, which had the value of reliability at 0.86.</p> <p> The finding were as follow, The post-test of modern Chinese Dance skills by using Task-based teaching method was higher than pretest with statistically significant at 0.05 level and the students’ perception on modern Chinese Dance skills by using Task-based teaching method was at the most level in total ( = 4.53, S.D.=0.62<strong>).</strong></p>Wang MinghuiPhitorn Bhothisarn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202244258The Research on the Ethical Motivation and Teaching Ability Using Jigsaw II Cooperative Learning Technique of Teachers in Rural Inclusive Kindergartens in Guangxi
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299566
<p>This study aimed to achieve the following objectives: (1) To compare changes in ethical motivation test scores among teachers at a rural inclusive kindergarten in Guangxi before and after ethical training; (2) To conduct comparative analysis between teachers 'teaching ability test results and the standard threshold of 80% full score; and 3) To evaluate teachers' satisfaction with the correlation between their ethical motivation and teaching ability. The study adopted a single-group pretest posttest design, with samples selected from 25 in-service teachers at a rural inclusive kindergarten in Guangxi through comprehensive sampling.The research tools included: 1) An ethical motivation training program based on teacher ethical norms; 2) A 40-item multiple-choice ethical motivation assessment and a 35-item multiple-choice teaching ability assessment; 3) A teacher satisfaction questionnaire comprising 18 items and 5 rating levels. The data analysis employed statistical methods that was mean, percentage, standard deviation, and t-test.</p> <p>The results were as follows: (1) The scores of teachers' ethical motivation test were significantly higher than those before the training (X=68.52, S.D.=7.31; X=82.15, S. D.=5.48, t=8.92, p<0.01). (2) At the 0.01 significance level, the test scores of teachers' teaching ability was significantly higher than the 80% full-score threshold (test score X=83.67, S.D.=4.93, t=4.15, p<0.01). and (3) The highest satisfaction was for the correlation between ethical motivation and teaching ability, and the second was for the synchronicity of ethical training and teaching ability.</p>Zhang Jingling Phitorn Bhothisarn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202259273แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/296195
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 และ (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการเทียบตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้วิธีการเลือกแบบจาะจง และการสุ่มแบ่งชั้นภูมิ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวนทั้งสิ้น 210 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 18 คน และครูผู้สอน จำนวน 198 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีลักษณะเป็นแบบตอบสนองคู่ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.35-0.87 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index : (PNI<sub>modified</sub>) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นและวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.04) และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ( = 4.03) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ( = 4.05) (2) สภาพที่พึงประสงค์การดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.85) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ( = 4.84) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ( = 4.83) (3) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 โดยรวมเท่ากับ 0.175 เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล, ด้านการคัดกรองนักเรียน, ด้านการส่งต่อ, ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน และ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตามลำดับ (4) แนวทางพัฒนาการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 มีทั้งหมด 5 ด้าน 15 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล จำนวน 3 แนวทาง 2) ด้านการคัดกรองนักเรียน จำนวน 3 แนวทาง 3) ด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน จำนวน 3 แนวทาง 4) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา จำนวน 3 แนวทาง และ 5) ด้านการส่งต่อ จำนวน 3 แนวทาง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4.86, S.D.=0.32) และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.97, S.D.=0.17)</p>วีนัส สิงห์กลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202274289ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่มเพื่อพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาระดับปริญญาตรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/302374
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาระดับปริญญาปริญญาตรี ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่ม และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่ม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนครราชสีมา ที่ลงทะเบียนรายวิชา 0003104 การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน เลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เนื่องจากผู้เรียนทุกห้องมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่ม 2) แบบประเมินทักษะการทำงานเป็นทีม และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาปริญญาตรีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การเปรียบเทียบทักษะการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่ม สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม (2) ความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วยการสืบสอบหาความรู้เป็นกลุ่ม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>สุระสิทธิ์ เขียวเชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202290306นวัตกรรมการจัดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ความคล่องตัวขององค์กรและความสามารถ เชิงพลวัตรขององค์กรที่มีต่อผลการดำเนินงานของบริษัทรักษาความปลอดภัย ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/296182
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลเชิงโครงสร้างของนวัตกรรมการจัดการ ทรัพยากรบุคคลในองค์กร และการจัดระเบียบความคล่องตัวขององค์กร ที่มีต่อความสามารถเชิงพลวัตรและผลการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งในการศึกษานี้วัดผลการดำเนินงานผ่านสามมิติ ได้แก่ ประสิทธิภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของลูกค้า และความสามารถในการแข่งขัน ของบริษัทรักษาความปลอดภัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คน และวิเคราะห์ด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี (χ² = 205.462, df = 77, χ²/df = 2.668, CFI = 0.954, RMSEA = 0.075) โดยตัวแปรอิสระทั้งสามด้านสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความสามารถเชิงพลวัตรได้ร้อยละ 46 (R² = 0.46) และผลการดำเนินงานขององค์กรได้ร้อยละ 45 (R² = 0.45) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าการจัดระเบียบความคล่องตัวขององค์กรมีอิทธิพลรวมสูงสุดต่อผลการดำเนินงาน ในขณะที่ทรัพยากรบุคคลในองค์กรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงสูงสุดต่อความสามารถเชิงพลวัตร นอกจากนี้ความสามารถเชิงพลวัตรยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในการเชื่อมโยงทรัพยากรและโครงสร้างการบริหารไปสู่ผลการดำเนินงานที่ยั่งยืนขององค์กร</p>ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ชมภู สายเสมาบัณฑิต ผังนิรันดร์ธนพล ก่อฐานะจงดี ลิ่มชูเชื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202307324ปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานฝ่ายผลิต บริษัทอุตสาหกรรมโลหะแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/296312
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของปัจจัยแรงจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุนกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานฝ่ายผลิต บริษัทอุตสาหกรรมโลหะแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ พนักงานฝ่ายผลิตจำนวน 162 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มากกว่า 0.50 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s Alpha เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ หัวหน้าฝ่ายผลิตจำนวน 11 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยแรงจูงใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านความสำเร็จในการทำงานและความรับผิดชอบในงาน ขณะที่ปัจจัยค้ำจุนและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยพนักงานมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผลการทดสอบสมมติฐานยืนยันว่า ทั้งปัจจัยแรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจัยด้าน "นโยบายบริษัทและการบริหาร" และ "ความก้าวหน้าในงาน" เป็นปัจจัยที่พนักงานมีความพึงพอใจต่ำที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การสื่อสารแบบสั่งการจากบนลงล่าง การขาดช่องทางรับฟังความคิดเห็น และการขาดเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารควรให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการปฏิรูประบบการสื่อสารสองทาง และการจัดทำโครงสร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพที่เป็นรูปธรรม เพื่อลดความไม่พึงพอใจและส่งเสริมแรงจูงใจในการยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างยั่งยืน</p>ธนกร เดชมากวิชากร เฮงษฎีกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202325344การวิเคราะห์ต้นทุนและการตัดสินใจลงทุนรถขนส่งผลปาล์มน้ำมัน: กรณีศึกษาสวนปาล์มน้ำมัน ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/303876
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนและลักษณะการดำเนินงานด้านการขนส่งผลปาล์มน้ำมัน เปรียบเทียบทางเลือกการขนส่งระหว่างการจ้างผู้ให้บริการขนส่งภายนอกและการลงทุนรถขนส่งด้วยตนเอง รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนรวมการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI) และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) โดยดำเนินการวิจัยกรณีศึกษาในสวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกตการดำเนินงาน และข้อมูลต้นทุนการขนส่งย้อนหลังระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการประสบปัญหาการควบคุมระยะเวลาในการขนส่งผลผลิต โดยการจ้างผู้ให้บริการขนส่งภายนอกทำให้ระยะเวลาในการขนส่งแล้วเสร็จมีความผันผวนอยู่ในช่วง 2–6 วัน และมีค่าเฉลี่ย 4.11 วันต่อรอบการเก็บเกี่ยว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลปาล์มน้ำมันสดภายหลังการเก็บเกี่ยว ผลการวิเคราะห์ต้นทุนพบว่า การจ้างผู้ให้บริการขนส่งภายนอกมีต้นทุนเฉลี่ย 174,748 บาทต่อปี ขณะที่การลงทุนรถขนส่งด้วยตนเองมีต้นทุนเฉลี่ย 109,375 บาทต่อปี ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนได้ 65,373 บาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 37.41 ของต้นทุนเดิม นอกจากนี้ การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนพบว่ามีค่า ROI เท่ากับร้อยละ 11.14 ต่อปี และมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 8.98 ปี ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการลงทุนรถขนส่งด้วยตนเองจะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง แต่สามารถช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความสามารถในการควบคุมการดำเนินงาน และสนับสนุนการวางแผนการขนส่งให้สอดคล้องกับรอบการเก็บเกี่ยวได้ดียิ่งขึ้น จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการสวนปาล์มน้ำมันที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขนส่งในระยะยาว</p>ศิริรัตน์ ห่อสุวรรณเกศรา สุพรศิลป์ชัยนันทิ สุทธิการนฤนัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202345364แนวทางการสื่อสารความหมายเชิงวัฒนธรรมอาหารผ่านซีรีส์เกาหลี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299595
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาและนำเสนอแนวทางการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมอาหารผ่านซีรีส์เกาหลี โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง “อาหาร” กับ “การประกอบสร้างภาพลักษณ์ทางชนชั้น” ผ่านการวิเคราะห์ตัวบทเชิงคุณภาพ (textual analysis) บนกรอบแนวคิดวัฒนธรรมอาหารเกาหลี กระแสเกาหลี ทฤษฎีชนชั้น สัญญะวิทยา และแนวคิดภาพตัวแทน/มายาคติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ซีรีส์เกาหลีที่ฉายในระบบสตรีมมิงช่วงปี พ.ศ. 2563–2566 จำนวน 10 เรื่อง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากซีรีส์ที่ได้รับความนิยมสูง และมีตัวละครหลักเป็นชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกลาง พร้อมมีฉากอาหารที่เชื่อมโยงบริบทสังคม</p> <p>ผลการวิจัยสังเคราะห์แนวทางการสื่อสารวัฒนธรรมอาหารที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอ 6 ประการ ได้แก่ 1) ใช้อาหารเป็นสัญลักษณ์ชนชั้นและตัวชี้วัดสถานะ 2) ใช้พื้นที่อาหารเป็นศูนย์กลางการเล่าเรื่องและอัตลักษณ์ชุมชน 3) ใช้อาหารเป็นภาษาของความสัมพันธ์และทุนทางสังคม (4) สอดแทรกอาหารในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างความสมจริงและการซึมซับวัฒนธรรม 5) ใช้อาหารเป็นแรงขับทางอารมณ์เพื่อเยียวยาและสร้างพื้นที่ปลอดภัย และ 6) เชื่อมอาหารกับโครงสร้างสังคม เช่น ทุน การศึกษา เพศ และองค์กร ผลการศึกษาชี้ว่าอาหารในซีรีส์เกาหลีมิใช่เพียงองค์ประกอบประกอบฉาก แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนสังคมและสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถประยุกต์เป็นต้นแบบในการพัฒนาแนวทางการสื่อสารวัฒนธรรมอาหารไทยผ่านซีรีส์เพื่อเสริมศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในอนาคต</p>ต้นฝน ทรัพย์นิรันดร์ สมศักดิ์ คล้ายสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202365383ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคอาหารกับคุณภาพชีวิตของนักกีฬา วิทยาลัยนครราชสีมา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/301832
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนักกีฬา (2) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของนักกีฬา และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริโภคอาหารกับคุณภาพชีวิตของนักกีฬา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและความสัมพันธ์ โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือนักกีฬาตามทะเบียนนักกีฬาจำนวน 103 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักกีฬาที่ได้จากการเก็บข้อมูลภาคสนามจำนวน 99 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารภาพรวมอยู่ในระดับดี ( = 3.52, S.D. = 0.54) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านโภชนาการสำหรับนักกีฬา รองลงมาคือ ด้านการเลือกบริโภคและเครื่องดื่ม และด้านระเบียบวินัยและมื้ออาหาร ตามลำดับ คุณภาพชีวิตภาพรวมอยู่ในระดับดี ( = 3.82, S.D. = 0.52) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก รองลงมาอยู่ในระดับดี คือด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ และพบว่า ความสัมพันธ์พฤติกรรมการบริโภคอาหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตของนักกีฬาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (r = .705) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าพฤติกรรมด้านระเบียบวินัยและมื้ออาหารไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม (r = 0.184, p > 0.05)</p>วันฉัตร โสฬสธนาคาร เสถียรพูนสุขรัชตะ รอสูงเนินศญาดา ด่านไทยวัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202384402The Study of Learning Achievement and Satisfaction on Mathematics using STAD Cooperative Learning Technique for Grade 4 Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289358
<p>The objective of this research were to (1) compare the post-test and the pre-test scores, (2) compare the post-test score and criterion (75 percentage of full score) and (3) study the satisfaction level by using STAD cooperative learning technique of integer multiplication law. The pre-experimental research, the one group pre-test and post-test design. The samples was class 2 grade 4 students at Kunming Haiyuan primary school Kunming city Yunnan province in academic year 2024 which was obtained 28 students from cluster random sampling. The research instruments demonstrated satisfactory quality. The learning plan received a mean expert evaluation score of 4.92 out of 5.00. The achievement test had IOC values ranging from 0.60 to 1.00 and a reliability coefficient of 0.92, while the satisfaction questionnaire had IOC values ranging from 0.60 to 1.00. The statistic used for data analysis were percentage, mean, standard deviation, and t-test (dependent samples and one samples).<br /> The results of the research found that: (1) the learning achievement post-test score (\bar{X} = 27.93, S.D. = 1.92) higher than pre-test score (\bar{X} = 16.89, S.D. = 2.92) at 0.05 statistical significance level, (2) the learning achievement post-test score (93.10 percent of full score) higher than criterion 75 percent of full score at 0.05 statistical significance level. and (3) the students were satisfied using STAD learning techniques on integer multiplication law which the total at the highest level (\bar{X} = 4.53). </p>Yidan YuanPadung Petsuk
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202403419The Study of Reading Skill and Satisfaction on Chinese Course by using Jigsaw II Cooperative Learning Technique for Grade 5 Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289360
<p>The objectives of this research were to: (1) compare students’ Chinese reading skills before and after learning through the Jigsaw II Cooperative Learning Technique; (2) compare the students’ post-test scores with the criterion score of 80% of the total score; and (3) investigate students’ satisfaction with learning Chinese reading skills through the Jigsaw II Cooperative Learning Technique. This study employed a one-group pretest-posttest design. The sample consisted of 30 fifth-grade students from Xincheng Primary School, selected through cluster random sampling. The research instruments included: (1) Chinese reading skill lesson plans based on the Jigsaw II Cooperative Learning Technique; (2) a 30-item multiple-choice Chinese reading achievement test; and (3) a 15-item satisfaction questionnaire using a five-point rating scale. The statistical methods used for data analysis were mean, percentage, standard deviation, and t-test.</p> <p> The research findings were as follows:</p> <ol> <li>The students’ post-test scores were significantly higher than their pre-test scores at the .01 level of significance.</li> <li>The students’ post-test scores were significantly higher than the criterion score of 80% of the total score at the .01 level of significance.</li> <li>The students’ satisfaction with learning Chinese reading skills through the Jigsaw II Cooperative Learning Technique was at the highest level.</li> </ol>Ruifang XieTidarat Samanpan
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202420431The Study of Learning Achievement and Satisfaction with Learning using STAD Cooperative Learning Technique of the Third Year Journalism Students
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289361
<p>The purposes of this research were: (1) to compare the learning achievement of third-year journalism students after learning through the STAD cooperative learning technique with the criterion of 75 percent, and (2) to study the students’ satisfaction with learning through the STAD cooperative learning technique in the Documentary Production course. The sample consisted of 55 third-year students majoring in Journalism at Guangxi Normal University for Nationalities during the second semester of the 2024 academic year. The sample was selected using cluster random sampling. The research instruments were: (1) lesson plans based on the STAD cooperative learning technique, (2) a 30-item achievement test with difficulty indices ranging from 0.40 to 0.67, discrimination indices ranging from 0.20 to 0.67, and a Lovett reliability coefficient of 0.85, and (3) a 20-item satisfaction questionnaire with item-objective congruence (IOC) values ranging from 0.60 to 1.00 and a Cronbach’s alpha reliability coefficient of 0.88.</p> <p>The research employed a one-group posttest-only design. Data were analyzed using percentage, mean, standard deviation, and one-sample t-test.</p> <p> The findings revealed that: (1) The students’ learning achievement after learning through the STAD cooperative learning technique was significantly higher than the 75 percent criterion at the .05 level of significance (t = 26.75, p < .05). (2) The students’ overall satisfaction with the learning activities was at the highest level (x̄ = 4.86, S.D.=0.32).</p>Xixi LiuAdisorn Bansong
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202432443การให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวง ตำบลคูบางหลวง อำเภอคูบางหลวง จังหวัดปทุมธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289375
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการให้บริการสาธารณะ (2) เปรียบเทียบการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จำแนกตาม เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และอาชีพ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กรอบแนวคิดใช้แนวคิดและทฤษฎีของมิลเล็ต ประชากร ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จำนวน 21,526 คน นำไปคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน ได้จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษา พบว่า (1) ระดับการให้บริการสาธารณะ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านค่าเฉลี่ยมากไปน้อย พบว่า อยู่ในระดับมาก 4 ด้านและปานกลาง 1 ด้าน ได้แก่ ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด และ (2) ผลการเปรียบเทียบการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พบว่า ประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษาต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวง ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีอายุ สถานภาพ และอาชีพ ต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>ศักดา ศิลปาภิสันทน์บุญเพ็ง จันทร์งามอนันต์ มณีรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202444456คุณภาพการให้บริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289376
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ และ (2) เปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการประชาชนของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กรอบแนวความคิดศึกษามาจาก Millet ประชากร ได้แก่ ประชาชนผู้มารับการบริการขององค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี คือประชาชน ที่อาศัยอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร จำนวนประชากร 6,171 คน นำไปคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน่ ได้ จำนวน 376 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าเอฟ</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษา พบว่า (1) ระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปน้อย พบว่า อยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ด้านการให้บริการที่ตรงเวลา ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ และด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ตามลำดับ (2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการประชาชนของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พบว่า ประชากรที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่างกัน มีคุณภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ไม่แตกต่างกัน</p>ศักดา ศิลปาภิสันทน์บุญเพ็ง จันทร์งามชานนท์ คันธฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202457471แนวทางการพัฒนาการให้บริการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/295683
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการพัฒนาการให้บริการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จำนวน 5 งาน คือ 1) งานด้านการศึกษา 2) งานด้านรายได้หรือภาษี 3) งานด้านพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม 4) งานด้านโยธา และ 5) งานด้านสาธารณสุข เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 400 คน และสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่าความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.97 อยู่ในระดับมากที่สุด และมีค่าเฉลี่ยระดับสูงสุดทุกงาน เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่างานด้านการศึกษา ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.97 งานด้านรายได้หรือภาษี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.97 งานด้านพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.98 งานด้านโยธา ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.96 และงานด้านสาธารณสุข ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.98 และมีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการให้บริการจำนวน 11 ข้อ</p>สามารถ อัยกรพัลลภ จันทร์กระจ่างเกศนรินทร์ อัยกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202472485บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299216
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรง ทางอ้อม และโดยรวมของภาวะผู้นำ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ และการจัดการนวัตกรรมที่มีต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตกรุงเทพมหานครผ่านความพึงพอใจในการทำงาน และพัฒนาแบบจำลองเชิงโครงสร้าง (LHIJ-C Model) ของบุพปัจจัยดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรสายวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตกรุงเทพมหานคร 5 แห่ง จำนวน 300 คน โดยขนาดตัวอย่างดังกล่าวสอดคล้องกับเกณฑ์ที่แนะนำสำหรับการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างที่มีตัวแปรสังเกตได้ 15 ตัว และเครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นจากการทดสอบนำร่อง (n = 50) ระหว่าง 0.842–0.951 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ด้วยโปรแกรม AMOS โมเดลการวัดหลังปรับปรุง (χ² = 178.377, df = 66, χ²/df = 2.702, RMSEA = 0.075) และโมเดลโครงสร้าง (χ² = 191.185, df = 70, χ²/df = 2.731, RMSEA = 0.076) ผ่านเกณฑ์ความสอดคล้อง (GFI, NFI, IFI, CFI > 0.90) ผลการทดสอบสนับสนุนสมมติฐานทั้ง 7 ข้อ โดย LES, HRM และ INM มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อ JOS (β = .241, .497, .294; R² = .49) และมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่าน JOS ต่อ ORC (อิทธิพลรวม = .400, .389, .406) ขณะที่ JOS มีอิทธิพลทางตรงต่อ ORC (β = .200; R² = .63) โดยทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนมิใช่ตัวแปรส่งผ่านสมบูรณ์ งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลอง LHIJ-C Model ซึ่งเติมเต็มช่องว่างเชิงบริบท เชิงบูรณาการ และเชิงกลไกของวรรณกรรม พร้อมข้อเสนอแนะเชิงบริหารที่เชื่อมโยงกับขนาดอิทธิพลของแต่ละปัจจัย</p>อรพรรณ เดชาธนพล ก่อฐานะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202486504Using Double-Person Teaching Method Enhances the Effectiveness of Students' Sports Learning at Guangxi Vocational Institute of Technology
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/299559
<p>This study aimed to 1) to study the connotation, extension, and classification of the double-person teaching method, and investigate the implementation path and practical mode of the double-person teaching method, 2) to compare the double-person teaching method and traditional teaching method, and compare the teaching effects before and after using the double-person teaching method and 3) to study examines the effectiveness of sports learning among students at the college using the paired teaching method. A quantitative research design was employed. The sample consisted of 86 students selected through stratified convenience sampling. Data were collected using structured questionnaires, a sports knowledge test, a motor skill assessment, and a physical activity perception scale to evaluate students’ learning outcomes. The data were analyzed using SPSS 26.0 and AMOS 24.0. Statistical techniques included descriptive statistics, reliability and validity analyses, correlation analysis, multiple regression analysis, and group difference analysis.</p> <p> The findings revealed that the implementation of the double-person teaching method in physical education courses was generally effective. Among its six dimensions, the task division model received the highest rating, whereas the encouragement mechanism received the lowest and requires further improvement. All six dimensions were found to have significant positive effects on students’ sports learning effectiveness, particularly in sports knowledge, sports skill mastery, and movement perception. The feedback mechanism and task division model emerged as the strongest predictors of learning effectiveness. Significant differences were also observed across student groups. Male students achieved higher learning outcomes than female students, sophomores outperformed freshmen, and students enrolled in ball sports courses demonstrated greater learning effectiveness than those participating in track and field or other sports courses. The study concludes that the double-person teaching method effectively enhances students’ sports learning. The findings provide practical implications for teachers, students, and educational institutions seeking to improve the quality of physical education...</p>Zhang YuPhitorn Bhothisarn
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-08-282026-08-28202505518