วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc
<p>วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา เป็นแหล่งรวบรวมวารสารทางวิชาการ ของวิทยาลัยนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางด้านวิชาการและงานวิจัยแก่บุคคลทั่วไป และส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ</p>
วิทยาลัยนครราชสีมา
th-TH
วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
1906-1056
<p><strong>จรรยาบรรณผู้เขียนบทความ</strong></p> <p><strong> </strong> ผู้เขียนบทความต้องรับรองว่าบทความนี้ไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ มาก่อน ต้องไม่คัดลอกผลงานผู้อื่นมาปรับแต่งเป็นบทความของตน และไม่ได้อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ อีกทั้งยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาและการตรวจแก้ไขบทความต้นฉบับโดยกองบรรณาธิการวารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> บทความทุกเรื่องได้รับการตรวจพิจารณาทางวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาของบทความ ซึ่งผู้เขียนต้องแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่เป็นไปตามกำหนดกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์และยกเลิกการตีพิมพ์โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป</p> <p> ข้อความที่ปรากฏในบทความของวารสารนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยนครราชสีมาแต่อย่างใด และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตรวจประเมินบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารของวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p>
-
กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษา โรงเรียนดนตรี กรณีศึกษาโรงเรียนดนตรีบาวซี่ (BOUNCY MUSIC SCHOOL) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/279220
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครองในการจัดส่วนประสมทางการตลาดกรณีศึกษาของโรงเรียนดนตรีบาวซี่ของนักเรียนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาเหตุผลในการตัดสินใจเรียนดนตรีโรงเรียนดนตรีบาวซี่ของนักเรียนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อนำเสนอแผนกลยุทธ์ทางการตลาดของกรณีศึกษาโรงเรียนดนตรีบาวซี่ของนักเรียนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยนี้เปนการวิจัยแบบผสมผสาน กลุมตัวอยาง ได้แก่ผู้ปกครองของนักเรียน จํานวน 108 คน ใชแบบสอบถามเปนเครื่องมือในการวิจัย สถิติในการวิเคราะห์ขอมูลเชิงพรรณนาในรูปแบบของค่าเฉลี่ย , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าร้อยละ การวิเคราะห์ SWOT</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองโรงเรียนดนตรี กรณีศึกษาโรงเรียนดนตรีบาวซี่ (BOUNCY MUSIC SCHOOL) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวิเคราะห์ในภาพรวมพบว่าปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญมากที่สุด จำนวน 3 ด้าน คือ ด้านกระบวนการการให้บริการ ด้านลักษณะทางกายภาพของโรงเรียนด้านสถานที่ตั้งของโรงเรียน รองลงมาผู้ปกครองให้ความสำคัญระดับมาก จำนวน 4 ด้านคือ ด้านบุคลากร/เจ้าหน้าที่ ด้านหลักสูตรของโรงเรียนและหลักสูตรทีเปิดสอน ด้านราคาค่าเรียนของโรงเรียนดนตรี และด้านการส่งเสริมการตลาด โดยใช้การวิเคราะห์ SWOT Analysis TOWS Matrix เครื่องมือสำหรับการสร้างกลยุทธ์ใหม่จากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ปัจจุบัน Market Segmentation ส่วนแบ่งทางการตลาด Target Market Product Positioning ของโรงเรียนดนตรีดนตรีบาวซี่ (BOUNCY MUSIC SCHOOL) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่</p>
ชณัฎฐ์ชฎา ชัยรัตนางค์กูล
สิรินี ว่องวิไลรัตน์
วลัยลักษณ์ พันธุรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
1
14
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่า จังหวัดลำพูนของนักท่องเที่ยวชาวไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/286603
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวและกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าจังหวัดลำพูนของนักท่องเที่ยวชาวไทย (2) ศึกษาปัจจัยองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าลำพูนของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในเขตเมืองเก่าของจังหวัดลำพูน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยองค์ประกอบของแหล่งท่องเที่ยวที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าจังหวัดลำพูนของนักท่องเที่ยวชาวไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งดึงดูดใจของแหล่งท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว และด้านการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว ส่วนตัวแปรต้น ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว และด้านที่พักในแหล่งท่องเที่ยว มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าจังหวัดลำพูนของนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาน้ำหนักของผลกระทบของตัวแปรอิสระ พบว่า ด้านการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเขตเมืองเก่าจังหวัดลำพูนของนักท่องเที่ยวชาวไทย มากที่สุด รองลงมาคือ ด้านกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว และด้านสิ่งดึงดูดใจของแหล่งท่องเที่ยว</p>
กชกานต์ วัฒนวิวัฒน์
นลินฉัตร์ ธราสิริวีรภัทร
ฟ้าวิกร อินลวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
15
28
-
การวิเคราะห์ความคาดหวังของผู้มีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีการบิน ในการยกระดับการบริการสู่ท่าอากาศยานแห่งอนาคตของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/282428
<p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยประเภทผสมผสาน มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้มีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีการบินในการยกระดับการบริการสู่ท่าอากาศยานแห่งอนาคตของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 2) เพื่อวิเคราะห์ความคาดหวังของผู้มีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีการบินในการยกระดับการบริการ สู่ท่าอากาศยานแห่งอนาคตของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม จำนวน 400 คน ด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์ จำนวน 30 คน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้มีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีการบิน มีความคาดหวังต่อการยกระดับการบริการสู่ท่าอากาศยานแห่งอนาคต ตามกลุ่มเทคโนโลยีการบินเรียงตามลำดับดังนี้ 1.1) กลุ่มเทคโนโลยีระบบไร้สัมผัสในการเดินทาง 1.2) กลุ่มเทคโนโลยีเสมือนจริง 1.3) กลุ่มเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการเดินทาง 1.4) กลุ่มเทคโนโลยีสร้างความยั่งยืนท่าอากาศยานและอากาศยาน และ 1.5) กลุ่มเทคโนโลยีบริหารจัดการการไหลเวียนของผู้โดยสาร และ 2) ผู้โดยสารมีลักษณะความคาดหวังรูปแบบปฐมภูมิ เป็นความต้องการรับบริการขั้นพื้นฐาน ในการนำเทคโนโลยีการบินมาช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเรียงตามลำดับดังนี้ 2.1) ระบบหุ่นยนต์นำทางในท่าอากาศยาน 2.2) ระบบยืนยันตัวตนก่อนขึ้นเครื่อง 2.3) ระบบชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสดผ่านระบบโมบายล์เพย์เมนต์ เพื่อยกระดับการให้บริการที่เน้นสร้างความสะดวก รวดเร็ว ลดความแออัดในอาคารผู้โดยสาร และสร้างประสบการณ์ที่ดีในการเดินทางในรูปแบบการขนส่งทางอากาศ รวมทั้งมีความคาดหวังต่อทิศทางความเป็นไปได้สู่ท่าอากาศยานแห่งอนาคตของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยแผนพัฒนาระยะสั้นแบบ 1-3 ปี มากที่สุด</p>
วรรษมนต์ สันติศิริ
บุญญวัฒน์ อักษรกิตติ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
29
43
-
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพคลังเวชภัณฑ์ ด้วยวิธี ABC Analysis กรณีศึกษา โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/285870
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1).ศึกษาปัญหาและสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการคลังเวชภัณฑ์ และ 2) ศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังเวชภัณฑ์ผ่านการใช้วิธี ABC Analysis งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้จัดการคลังเวชภัณฑ์ 1 คน หัวหน้าคลังเวชภัณฑ์ 1 คน เจ้าหน้าที่คลังเวชภัณฑ์ 5 คน และนักวิชาการซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการคลังเวชภัณฑ์ 1 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ปัญหาด้วยแผนผังก้างปลา และจัดกลุ่มสินค้าโดยอ้างอิงมูลค่าและปริมาณการเบิกเวชภัณฑ์ย้อนหลัง 1 ปี</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สินค้ากลุ่ม A มี 16 รายการ มูลค่า 15,723,016.39 บาท กลุ่ม B มี 18 รายการ มูลค่า 4,433,106.97 บาท และกลุ่ม C มี 26 รายการ มูลค่า 2,231,671.88 บาท การประเมินประสิทธิภาพตามตัวชี้วัดโลจิสติกส์ (ILPI) ด้านการจัดการคลังสินค้า (ILPI6) พบว่าระยะเวลาเฉลี่ยของการจัดเก็บ (ILPI6T) ลดลงจาก 23 วัน เหลือ 17 วัน และความแม่นยำของสินค้าคงคลัง (ILPI6R) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87.52 เป็นร้อยละ 99.96 ซึ่งแสดงถึงการพัฒนาด้านความรวดเร็วและความถูกต้องของการจัดการคลังเวชภัณฑ์ ส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
ภัทรพงศ์ สุรัตน์
ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
44
58
-
การปรับปรุงประสิทธิภาพโครงข่ายการกระจายสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : กรณีศึกษาบริษัท ABC
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289658
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงข่ายการกระจายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และ 2) ศึกษาแนวทางการลดต้นทุนการกระจายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัท ABC จำกัด อาศัยการรวบรวมและสืบค้นข้อมูลทางธุรกิจภายในองค์กร และฐานข้อมูลด้านธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระยะเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2567 โดยการรวบรวมข้อมูลจากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงาน และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมกับการดําเนินงานด้านการขนส่ง ทฤษฎีการขนส่ง วิเคราะห์ต้นทุนเชิงเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันและเสนอการณ์ที่เสนอโดยอาศัยโปรแกรม Excell คำนวณระยะทางโดยใช้ Google Map เพื่อทำการเปรียบเทียบระยะทางการขนส่ง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย พนักงานตั้งแต่ระดับผู้จัดการทั่วไปถึงระดับพนักงาน จำนนวน 24 คน พนักงานคลังสินค้า 8 จำนวน พนักงานบัญชี 4 คน เจ้าหน้าที่ธุรกิจขนส่ง จำนวน 4 คน และพนักงานขนส่ง จำนวน 8 คน จากการศึกษาพบว่า บริษัท ABC จำกัด มีหน้าที่หลักในการให้บริการด้านการวางแผน การบริหารคลังสินค้า สินค้าคงคลังและการขนส่งสินค้าในรูปแบบ Multimodal มีศูนย์กระจายสินค้าตามภูมิภาคจังหวัดใหญ่ ๆ ได้แก่ ลำปาง ขอนแก่น นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (ศูนย์กระจายสินค้าโมเดิร์นเทรด) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งโครงข่ายการกระจายสินค้าในปัจจุบันพบว่า มีกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันและก่อให้เกิดต้นทุนรวมในด้านต่าง ๆ ที่สูงเกินความจำเป็น ในขณะที่การศึกษาการยุบรวมคลังสินค้าจังหวัด จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ คลังสินค้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คลังสินค้าจังหวัดสระบุรี และ คลังสินค้าจังหวัดลพบุรี มารวมไว้ที่ศูนย์กระจายสินค้าหลักเพียงแห่งเดียวจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดต้นทุนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าลง 11,230,571 บาท/ปี (2) ต้นทุนค่าเช่าคลังสินค้าลง 9,845,435 บาท /ปี (3) ต้นทุนค่าอุปกรณ์ยกและเคลื่อนย้ายสินค้า 600,000 บาท/ปี และ (4) จำนวนแรงงานลง 45 คน</p>
ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี
จตุรวิทย์ ศศิธรานนท์
นันทิ สุทธิการนฤนัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
59
73
-
ปัจจัยในการเลือกใช้บริการท่าอากาศยานนานาชาติในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นของผู้โดยสารชาวไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291441
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้โดยสารชาวไทยในการเลือกใช้ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงโตเกียว และ (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทยที่เคยเดินทางไปโตเกียวจำนวน 400 คน โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 28–44 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–30,000 บาท และเดินทางไปโตเกียวเพื่อการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว (2) ปัจจัยที่มีความสำคัญกับการเลือกใช้ท่าอากาศยานมี 6 ด้านเรียกจากความสำคัญมากที่สุด คือ ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน, จำนวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง, ความสะดวกสบายเดินทางไปยังตัวเมือง, ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง และค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยาน และจากผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ: พบว่าปัจจัยทั้ง 6 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจเลือกใช้ท่าอากาศยานได้ร้อยละ 65.1 (R² = 0.651) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) เรียงตามลำดับ คือ: ความคุ้มค่าในการใช้บริการท่าอากาศยาน (β = 0.318) มีอิทธิพลมากที่สุด สิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน (β = 0.247) จำนวนตารางเที่ยวบินที่ออกเดินทาง (β = 0.236) ความสะดวกในการเดินทางไปยังตัวเมือง (β = 0.201) ความรวดเร็วการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง (β = 0.178) ส่วนค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าอากาศยาน แม้จะมีอิทธิพลเชิงบวก แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.118)</p>
ณัฏฐ์พงษ์ จันทชโลบล
สิรวิชญ์ ผึ้งแตง
ชิตพงษ์ อัยสานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
74
89
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับเข้าทำงานของผู้ประกอบการในธุรกิจอุตสาหกรรมภาคเหนือของประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/284108
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ประกอบการต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของภาคเหนือ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของภาคเหนือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดภาคเหนือ จำนวน 99 คน กลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดภาคเหนือจำนวน 80 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างการเก็บแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงหาค่าความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (t-test หรือ One-way ANOVA Analysis) วิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน (Pearson’ s product moment correlation coefficient)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 45-55 ปี การศึกษาระดับปริญญาโท ทัศนคติและพฤติกรรมของนายจ้างที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยการรับเข้าทำงานของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ด้านพฤติกรรม ประกอบด้วย บุคลิกระหว่างการสมัคร ลักษณะงานที่เคยทำมา การเป็นผู้นำ ด้านความรู้สึก และด้านความเชื่อ ตามลำดับ 2) เมื่อจำแนกปัจจัยการรับเข้าทำงานของผู้ประกอบการ พบว่า ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ มีความสำคัญมากที่สุด ปัจจัยทางด้านการเงินและปัจจัยทางด้านการเมือง มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ 3) ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ประกอบการมีอิทธิพลต่อการรับเข้าทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมภาคเหนือของประเทศไทยโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง มีค่าเฉลี่ยสัมประสิทธิ์สัมพันธ์ (rxy = 0.646) และมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับที่ 0.01</p>
เขมจินันท์ เทิดทูนการค้า
ชัชรพันธ์ ใจกล้ารวีกิตติ์
สุดารัตน์ ทิพนานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
90
103
-
คุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการสถานธนานุบาล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนครราชสีมา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/288141
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้ใช้บริการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 402 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการโดยรวมและรายด้านทั้ง 5 มิติ ได้แก่ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ ด้านการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ ด้านการให้ความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการ และด้านการรู้จักและเข้าใจผู้ใช้บริการ ส่งผลเชิงบวกต่อความภักดีของผู้ใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยตัวแปรคุณภาพการบริการทั้ง 5 มิติสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของความภักดีของผู้ใช้บริการได้ร้อยละ 75.6 (Adjusted R² = 0.756) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพการบริการในทุกมิติเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างและธำรงรักษาความภักดีของลูกค้า อันจะนำไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันและความยั่งยืนของสถานธนานุบาลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p>
กัลยาณี วาทสิทธิ์
ชาตยา นิลพลับ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
104
116
-
การศึกษาต้นทุน ผลตอบแทนทางการเงินการผลิตผ้าทอใยกัญชง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/288221
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาต้นทุน ผลตอบแทนทางการเงินการผลิตผ้าทอใยกัญชง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก (2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการควบคุมต้นทุนของการผลิตผ้าทอใยกัญชง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านใหม่ยอดคีรี ประกอบด้วย ประธานกลุ่ม ผู้ผลิตผ้าใยกัญชง และสมาชิกในกลุ่มจำนวน 12 คน ใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา ค่าร้อยละ คำนวณต้นทุน รายได้ กำไรขาดทุน การวิเคราะห์อัตรากำไรต่อยอดขาย ระยะเวลาคืนทุน และการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนต่อต้นทุน ผลการศึกษาพบว่า (1) ผ้าใยกัญชงมีต้นทุนรวมเท่ากับ 58,465 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากค่าวัตถุดิบทางตรง เท่ากับ 48,750 บาท คิดเป็นร้อยละ 83.38 ของต้นทุนทั้งหมด และต้นทุนต่อผืน เท่ากับ 3,898 บาท ส่วนผ้าฝ้ายมีต้นทุนรวม เท่ากับ 13,465 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากค่าแรงในการเขียนลวดลาย เท่ากับ 8,925 บาท คิดเป็นร้อยละ 66.28 ของต้นทุนทั้งหมด และต้นทุนต่อผืน เท่ากับ 898 บาท (2) การวิเคราะห์ผลตอบแทนผ้าใยกัญชง ประกอบด้วย กำไรจากการจำหน่ายผ้าใยกัญชงต่อเดือน แบ่งเป็นผ้าใยกัญชง เท่ากับ 2,352 บาท และผ้าฝ้าย เท่ากับ 1,510 บาท สำหรับการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนต่อยอดขายผ้าใยกัญชง คิดเป็นร้อยละ 37.63 ผ้าฝ้าย คิดเป็นร้อยละ 25.17 ระยะเวลาคืนทุน ผ้าฝ้าย 3 เดือน ผ้าใยกัญชง 10 เดือน และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน ผ้าใยกัญชง เท่ากับ 1.60 ผ้าฝ้าย เท่ากับ 1.34 แสดงให้เห็นว่า การผลิต และจำหน่ายผ้าเขียนเทียนนั้นมีผลตอบแทนค่อนข้างสูงและคืนทุนเร็วดังนั้นผ้าใยกัญชงถือเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนที่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนเป็นอย่างมาก</p>
พรพรรณ สีเทียน
กำไรทอง อรรถสัตย์
พรรณทิมา วรรณสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
117
129
-
การมีส่วนร่วมของประชาชนและการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดนครนายก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/290437
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดนครนายก (2) วิเคราะห์อิทธิพลของการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมผสาน โดยอ้างอิงแนวคิดของโคเฮนและอัฟฮอฟฟ์ แนวทางของกรมการพัฒนาชุมชน แผนปฏิบัติราชการ ปี 2566–2570 และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 384 คน จากประชากร 260,117 คน ใช้ตารางของเครจีและมอร์แกน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ และประชาชน รวม 15 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือการพัฒนาองค์กร และต่ำสุดคือการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก (2) ปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความพอประมาณ ความรู้ ความมีเหตุผล คุณธรรม และการตัดสินใจ ซึ่งสามารถพยากรณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 42.8 และ (3) แนวทางการพัฒนาควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนทำงานร่วมกับรัฐอย่างมีระบบและมีแผนงานรองรับที่ชัดเจน</p>
สมชาย เพิ่มเพียร
ธนกฤต โพธิ์เงิน
วิทยา สุจริตธนารักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
130
145
-
การสื่อสารการเมืองและความสำนึกทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนในจังหวัดชลบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/290435
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (2) วิเคราะห์การสื่อสารการเมืองและความสำนึกทางการเมืองที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กรอบแนวคิดจากทฤษฎีของ Mc Quail, Almond และ Verba รวมถึง Nie และ Kim การวิจัยเชิงปริมาณประชากรได้แก่ ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในจังหวัดชลบุรี จำนวน 1,188,405 คน นำมาคำนวณกลุ่มตัวอย่างสูตรของทาโร ยามาเน่ ได้ จำนวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพการสัมภาษณ์กำนันอำเภอละ 2 คน รวม 22 คน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์นำข้อมูลคุณภาพมาวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ. ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พบว่ามี 1 ด้านอยู่ในระดับมาก คือด้านการใช้สิทธิเลือกตั้ง และอยู่ในระดับปานกลาง 3 ด้าน คือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง การจัดตั้งและการเป็นสมาชิกกลุ่มการเมือง การปฏิบัติตามบทบาทตามรัฐธรรมนูญ และอยู่ในระดับน้อย ด้านการชุมนุมทางการเมือง (2) การวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารการเมืองและความสำนึกทางการเมือง พบว่าตัวแปร 5 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลทางการเมือง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ทางการเมือง และการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมทางการเมือง ได้ร้อยละ 30.1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ควรมุ่งเน้นการเลือกใช้สื่อการสื่อสารทางการเมืองที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและการมีส่วนร่วมในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับท้องถิ่น</p>
พระนพภัณฑ์ พลอยแสนรัก
ธนกฤต โพธิ์เงิน
วิทยา สุจริตธนารักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
146
160
-
การพัฒนาปัจจัยด้านการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/283765
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาปัจจัยด้านการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นที่มีความสำคัญในบริบทของการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางกีฬาในระดับอุดมศึกษา การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการฝึกซ้อมและการแข่งขัน แต่ยังส่งผลต่อการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับนักกีฬาในการพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง การศึกษาในครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะวิเคราะห์และระบุปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการบริหารกีฬาในวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น รวมถึงการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริหารที่มีคุณภาพต่อความสำเร็จในด้านกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบริหารที่สามารถนำไปใช้ในองค์กรการศึกษาต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างจากการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r<sub>xy</sub>) ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาปัจจัยด้านการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านทักษะความสามารถและภาวะผู้นำของผู้บริหารมีอิทธิพลสูงสุดต่อผลการดำเนินงานด้านกีฬา ส่วนปัจจัยด้านระบบการบริหารมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลและงบประมาณให้มีความชัดเจนมากขึ้น ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของกีฬาในระดับสูง (R = 0.864) และสามารถร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 74.60 (R² = 0.746) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
นิตินัย สงวนศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
161
172
-
ปัญหาการคุ้มครองเด็กและบุคคลที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/287307
<p>วิจัยเรื่องปัญหาการคุ้มครองเด็กและบุคคลที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ปัญหาการคุ้มครองเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และ (2) หาแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยศึกษาวิจัยเอกสาร จากการศึกษา พบว่า (1) ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไม่ได้กำหนดความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา จากการศึกษากฎหมายของรัฐนิวยอร์ค รัฐโอคลาโฮมา รัฐโอไฮโอของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรมีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนและมีอัตราโทษจำคุกสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติมาตรการพิเศษสำหรับการสอบปากคำบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปีต่างกับรัฐฟลอริด้า และสหราชอาณาจักรที่มีกฎหมายกำหนดมาตรการพิเศษในการสอบปากคำผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (2) ข้อเสนอแนะ ควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยเพิ่มฐานความผิดและบทลงโทษความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา และแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ</p>
รัชฏาพร บุญยอ
วรรณวิภา เมืองถ้ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
173
181
-
กลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการเชิงดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ในยุคสมาร์ตโซไซตี้
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289584
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ (1) ศึกษากลยุทธ์การตลาดเชิงดิจิทัลแบบบูรณาการและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคสมาร์ตโซไซตี้ (2) ศึกษาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างตัวแปรพยากรณ์และตัวแปรเกณฑ์ (3) สร้างสมการพยากรณ์ของพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคสมาร์ตโซไซตี้ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 400 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีความเที่ยง 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) กลยุทธ์การตลาดเชิงดิจิทัลแบบบูรณาการและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคสมาร์ตโซไซตี้อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านโซเชียลมีเดีย การเพิ่มประสิทธิภาพการแปลง และระบบอัตโนมัติทางการตลาดที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคสมาร์ตโซไซตี้ (2) ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์การตลาดเชิงดิจิทัลแบบบูรณาการ (X) กับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคสมาร์ตโซไซตี้ (Y) พบว่า กลยุทธ์การตลาดแบบ Inbound (X<sub>9</sub>) มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ในขณะที่กลยุทธ์การตลาดเนื้อหา (X<sub>4</sub>), การตลาดผ่านอีเมล (X<sub>5</sub>) และระบบอัตโนมัติทางการตลาด (X<sub>6</sub>) มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกที่มีนัยสำคัญระหว่างบางคู่ของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลด้วยกันเอง เช่น ระหว่างการตลาดแบบ Inbound กับการเพิ่มประสิทธิภาพการแปลง และระหว่างการโฆษณาดิจิทัลกับการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาและข้อความของเว็บไซต์ และ (3) กลยุทธ์การตลาดเชิงดิจิทัลแบบบูรณาการสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคสมาร์ตโซไซตี้ (Y) ได้ร้อยละ 73.70 ถือว่ามีความสามารถในการพยากรณ์ในระดับสูง</p>
ปริญญา โกวิทย์วิวัฒน์
อรณิชชา ทศตา
วิศาล ภุชฌงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
182
199
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกําไรและการจ่ายเงินปันผล ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291953
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสามารถในการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 28 บริษัท รวมทั้งสิ้น 84 ตัวอย่าง โดยเลือกวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เก็บข้อมูลจากงบการเงินบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเลือกเฉพาะบริษัทที่มีข้อมูลครบถ้วนต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2564–2566) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สมการถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า (1) บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีความสามารถในการทำกำไรและนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยแสดงถึงความหลากหลายทั้งในด้านผลกำไรและการจัดการทางการเงิน รวมถึงระดับการจ่ายเงินปันผลที่มีตั้งแต่ต่ำมากไปจนถึงสูง ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แตกต่างกันในแต่ละบริษัท (2) ความสามารถในการทำกำไรไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม</p>
จีรนันท์ ถีระภาพร
สุกฤตา บุรินทร์วัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
200
213
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน ความเข้มแข็งทางใจ และกรอบความคิดแบบเติบโตของวัยรุ่นหญิงในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ในจังหวัดภาคใต้ของไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/289100
<p>ช่วงวัยรุ่นถือเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสครั้งที่สองในการพัฒนาและการเรียนรู้ แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนการเรียนรู้ในเชิงบวกเพื่อเลี่ยงพฤติกรรมในเชิงลบ การศึกษานี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน ความเข้มแข็งทางใจ และกรอบความคิดแบบเติบโต โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นวัยรุ่นหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 54 คน ในสถานเลี้ยงกำพร้าแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 3 ฉบับที่มีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่ .86 - .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ทั้ง 3 ตัวแปรมีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยกรอบความคิดแบบเติบโตกับความเข้มแข็งทางใจมีความสัมพันธ์กันมากที่สุด (=.434, <em>p </em>< .01) รองลงมา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างกรอบความคิดแบบเติบโตกับความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน (=.343, <em>p </em>< .05) โดยความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแข็งทางใจกับความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อนมีความสัมพันธ์กันน้อยที่สุด (=.267, <em>p </em>< .05) ผลการวิจัยนี้จะเป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปวางแผนหาแนวทางในการเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน ความเข้มแข็งทางใจ และกรอบความคิดแบบเติบโตเพื่อส่งเสริมการมีทุนชีวิตและทุนทางจิตวิทยาที่ดีแก่เด็กกำพร้าที่เป็นวัยรุ่นให้มีสุขภาวะที่ดี </p>
นดา หลงโสะ
ฮานานมูฮิบบะตุดดีน นอจิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
214
232
-
Development of learning achievement and interest on learning English of Grade Three students in Guangxi Chongzuo Jiangzhou District No. 1 Primary School using cooperative learning
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/277250
<p>The objectives of this study were (1) Cultivate students' interest in English learning through cooperative learning method. (2) Through cooperative learning method, the students' cooperative consciousness is cultivated. The samples were 60 students in Grade3 Class1 and Class2 Guangxi Chongzuo Jiangzhou District No. 1 Primary School. Research tools combine of testing, classroom, observation, questionnaire and interview was used for quantitative and qualitative analysis. The Index of Item–Objective Congruence (IOC) values of questionnaire ranged from 0.80 to 1.00, indicating that all items were appropriate. The reliability of the instrument was tested using Cronbach’s alpha coefficient, which yielded an overall value of 0.93, confirming a high level of internal consistency. The statistics used for data analysis were means, standard deviation and t-test.</p> <p> The result of this study found that cooperative learning can greatly improve students' interest in learning English and cooperative consciousness. By using cooperative learning, students are able to actively participate in classroom interactions and learn English on their own. Their learning interest, learning attitude and interpersonal skills have been improved to a certain extent. First of all, cooperative learning provides students with the opportunity to study independently and can provide students with more classroom teaching activities. The change of students' role from passive to active in class has changed their learning attitude and made them start to learn actively and creatively. Second, cooperative learning can stimulate and cultivate students' interest in English learning. Third, through cooperative learning, students learn to cooperate with others, and respect and help others in cooperation. Before the teaching intervention, the interest level of the experimental class and the control class is the same, both at the medium level, but after the teaching intervention, the interest of the experimental class is significantly higher than that of the control class. ...</p>
Chengcheng Qin
Sirikarn Thanawutpornphinit
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
233
247
-
The Relationship between Mastery Motivation and Ability of Children in Guangxi Zhihui Mingzhu Kindergarten
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/277248
<p>The objectives of this study were (1) Study the content of children's learning and Mastery Motivation in Guangxi Kindergarten Zhihui Mingzhu Kindergarten (2) To analyze the relationship between learning Mastery Motivation and learning ability of children in Guangxi Kindergarten Zhihui Mingzhu Kindergarten. Guangxi Kindergarten Zhihui Mingzhu Kindergarten in this study has a certain reputation in the education industry in Guangxi. A representative study was conducted on 270 preschool children aged 3-6 in the kindergarten. Through a questionnaire survey, demographic analysis was conducted on preschool children in the kindergarten, and the relationship between control motivation and ability was analyzed. Data was collected through online distribution of questionnaires, and descriptive statistical analysis was used Pearson correlation analysis and other methods are used to test hypotheses.</p> <p> The result of this study found that found that in children's Mastery Motivation(instrumental indicators), object control motivation, action control motivation, peer control motivation, and adult control motivation all have a significant positive impact on learning ability, language ability, action skill ability, and emotional control ability. In children's Mastery Motivation (expressive indicators), happy emotions control motivation has a significant positive impact on learning ability, language ability, motor skill ability, and emotional control ability, while negative emotion control motivation does not have an impact on learning ability, language ability, or emotional control ability, but has a significant positive impact on motor skill ability. Develop precise object control, movement skills, and social awareness control skills for children of different ages and genders, focusing on individual and gender differences, enhancing children's enjoyable experiences in games, including establishing harmonious interpersonal relationships and ensuring full interaction between children and the environment.</p>
Shijian Wei
Tidarat Samanpan
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
248
263
-
กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/283561
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์ทางการตลาดกับประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รูปแบบของการวิจัยใช้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการด้านการผลิตสินค้าที่มีการนำเข้าและส่งออก และมีโรงงานอยู่ในเขตนิคมอุตสาหรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 322 ราย สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์รายละเอียดทั้งตัวแปรอิสระและตัวแปรตามที่มีความสัมพันธ์กันตามข้อสมมติฐานของการวิจัย สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พบว่า (1) กลยุทธ์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับมาก ถ้าพิจารณารายด้านพบว่า มากที่สุดได้แก่ การส่งเสริมการตลาดการบริการ DDP หรือ EXW และน้อยที่สุดได้แก่ รูปแบบกายภาพ การบริการ DDP หรือ EXW (2) ประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยระดับมาก ถ้าพิจารณารายด้าน พบว่า มากที่สุดได้แก่ ด้านการตรงต่อเวลา และน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกลยุทธ์ กับประสิทธิภาพการบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศทุกตัว</p> <p>จากการสัมภาษณ์และการศึกษากลยุทธ์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพ การบริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศในครั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีการส่งออกและการนำเข้าส่วนใหญ่สามารถเข้าใจกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากวิวัฒนาการตามข้อตกลงการค้า และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยองค์การการค้าโลก (WTO - World Trade Organization) มากขึ้น</p>
วิสนุ สาตร์เพ็ชร์
วัชรีพร พวงเพชร
กันตภณ ธรรมวัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
264
283
-
The Development of learning achievement on English Reading for 2nd year students in Guangxi Agricultural Vocational and Technical University Using Task-based Language Teaching
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/277249
<p>The objectives of this study were to (1) compare learning achievement between pre-test and post- test on English reading using task based language teaching of 2nd year Chinese students at Guangxi Agricultural Vocational and Technical University (2) compare learning achievement between post- test on English reading with a 75 percent criterion using task based language teaching. (3) study the students’ satisfaction on English reading using TBLT techniques together with a set of activities English reading. The sample was the one class of 25-2nd-year English majors students Guangxi Agricultural Vocational and Technical University for, Guangxi Province, obtained by simple random sampling. The research instruments included collaborative English reading learning management plan using TBLT technique together with a reading activity set on English reading comprehension. 2) the achievement test of 30 questions 3) the satisfaction questionnaire consisted of 15 items. had the Item Objective Congruence value (0.60 ≤ IOC≤ 1.00) and had a difficulty value (0.40–0.68), discriminant value (0.35–0.52) and Lovett reliability value (0.84) 4) the Satisfaction questionnaire with 15 items had an Alpha Cronbach reliability value (0.87). One - Group Pretest – Posttest Design was the research design. The statistics used for data analysis were mean, percentage, standard deviation, and t-test. The result of this study found that The posttest learning achievement was statistically higher than that of pretest at .01 level, significantly higher than the criteria of 75 percent criterion at .01 level and the students were satisfied with the learning activities at the highest level. (=4.84)</p>
Yulian Nong
Tidarat Samanpan
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
284
294
-
การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/288494
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภค และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนที่เป็นลูกค้าสบู่สมุนไพรในกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า 1) ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21 -30 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่า 10,000 บาท และส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน มีสถานภาพเป็นโสด 2) ความตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพร ได้แก่ ความตั้งใจและแนวโน้มที่จะซื้อ ความชอบมากกว่าแบรนด์คู่แข่ง และความเต็มใจที่จะจ่ายเพิ่ม ผลการวิเคราะห์การตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพร พบว่า ค่าเฉลี่ยภาพรวมของการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภคทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก ( = 4.10) 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภค พบว่า ค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <em>= </em>4.00) ผลการสำรวจทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ ( <em>= </em>4.09) รองลงมาคือ อิทธิพลทางสังคม ( <em>= </em>4.01) รองลงมาคือ การส่งมอบคุณค่ากับลูกค้า ( <em>= </em>4.01) คุณค่าที่รับรู้ของผลิตภัณฑ์ ( <em>= </em>4.01) การรับรู้ของลูกค้า ( <em>= </em>3.97) และภาพลักษณ์ของตราสินค้า ( <em>= </em>3.91) ตามลำดับ 4) ผลการทดสอบสมมติฐานที่ว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภคภาพรวม พบว่า ได้ค่าปัจจัยที่มีอิทธิพล R2 = .069 (ร้อยละ 6.90) ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตั้งใจซื้อสบู่สมุนไพรของผู้บริโภคภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p><strong> </strong></p>
จุทาราชห์ สุขเกษม
อัฏฐมา บุญปาลิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
295
308
-
นวัตกรรมการจัดการที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจที่ปรึกษาในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/288231
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยนวัตกรรมการจัดการที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจที่ปรึกษาทางในประเทศไทย และเพื่อนำเสนอนวัตกรรมการจัดการที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจที่ปรึกษาในประเทศไทย ด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือแล้ว และเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร พนักงานของบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจแบบที่ปรึกษา จำนวน 220 คน ทำการวิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ. ผลการวิจัยจากการศึกษาครั้งนี้เป็นปัจจัยนวัตกรรมการจัดการที่ผู้วิจัยทำการศึกษาทบทวนวรรณกรรมต่าง ๆ และแยกออกมาเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญได้แก่ นวัตกรรมองค์กรดิจิทัล นวัตกรรมระบบธุรกิจอัจฉริยะ และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจที่ปรึกษาในประเทศไทย ซึ่งผลการวิเคราะห์ปัจจัยนวัตกรรมการจัดการจากการวิจัยนี้พบว่า ปัจจัยนวัตกรรมธุรกิจอัจฉริยะและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์มีอิทธิพลที่ส่งผลในเชิงบวกต่อนวัตกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจที่ปรึกษาในประเทศไทย ทั้งในส่วนของปัจจัยนวัตกรรมระบบธุรกิจอัจฉริยะที่ประกอบด้วยด้านความได้เปรียบทางการแข่งขัน และด้านการตัดสินใจและการปรับปรุงการดำเนินงานธุรกิจ และในส่วนของปัจจัยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งประกอบด้วย ด้านความสะดวกต่อการใช้งานระบบ AI และด้านประสบการณ์ทางการเงินกับระบบ AI ส่วนปัจจัยนวัตกรรมองค์กรดิจิทัลไม่มีอิทธิพลที่ส่งผลในเชิงบวกต่อนวัตกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจที่ปรึกษาในประเทศไทย จากการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุได้สมการ Y = 1.640 - 0.112 (TB) + 0.737 (TC) ในส่วนของการนำเสนอนั้นผลการวิจัยได้นำเสนอแนวทางในการประยุกต์ใช้กระบวนการนวัตกรรม ได้แก่ (1) การเป็นบุคคลรอบรู้ (2) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (3) การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และ (4) การคิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งล้วนส่งเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด</p>
ฐานทอง สุทธิบรรจง
นันทยา คงประพันธ์
สมพงษ์ พิพัฒน์เอกสกุล
กนกวรรณ แยกผิวผ่อง
สุภาวดี เผือกฟัก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
309
326
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนวัตกรรมโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/285031
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนวัตกรรมโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี ประชากรในการวิจัย คือ บริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี มีจำนวนสาขาการให้บริการของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ครอบคลุม 6 อำเภอ จำนวน 520 สาขา กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนสาขาละ 1 คน จำนวน 180 คน โดยการสุ่มจะเป็นการสุ่มแบบชั้นภูมิ คือ การแบ่งกลุ่มประชากรออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ หรือเป็นชั้นภูมิที่มีลักษณะของกลุ่มประชากรที่เหมือนกัน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1) นวัตกรรมโลจิสติกส์ 2) สมรรถนะโลจิสติกส์ 3) ผลการดำเนินงานด้านการจัดการโลจิสติกส์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูปจาโมวี (JAMOVI). ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนวัตกรรมโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ค่าสถิติไค – สแควร์ มีค่าเท่ากับ 30.2 องศาอิสระ มีค่าเท่ากับ 22 ค่าความน่าจะเป็นของไคสแควร์ (p – value) มีค่าเท่ากับ 0.114 มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าไค – สแควร์สัมพัทธ์ มีค่าเท่ากับ 1.37 เป็นไปเกณฑ์</p>
ธีรัตม์ ไอยราสิริวัชร
ศิริรัตน์ สัยวุฒิ
พรเทพ แก้วเชื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
327
342
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการของโรงพยาบาลเอกชน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/286248
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการของโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้รับบริการจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า อายุที่แตกต่างกันส่งผลต่อการรับรู้คุณภาพการบริการด้านสิ่งที่จับต้องได้และความเอาใจใส่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปัจจัย 7Ps พบว่าด้านผลิตภัณฑ์ (สถานที่สวยงาม), ด้านสถานที่ (ทำเลสะดวกและเครือข่ายสาขา), ด้านบุคลากร (ความเอาใจใส่), ด้านกระบวนการ (ความไม่ยุ่งยาก) และด้านหลักฐานทางกายภาพ (สภาพแวดล้อมดีและอุปกรณ์พร้อม) ส่งผลทางบวกต่อคุณภาพการบริการในมิติต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะสำคัญคือโรงพยาบาลควรเน้นการจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพและกระบวนการบริการที่ลดความซับซ้อนเพื่อเพิ่มความพึงพอใจในระยะยาว</p>
อัฑฒวิชญ์ นิ่มพิทักษ์พงศ์
อัฏฐมา บุญปาลิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
343
359
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าในร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า เขตอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/287086
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคลและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าในร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า เขตอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือผู้ที่เคยซื้อสินค้าในร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าในเขตพื้นที่ดังกล่าวจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ได้แก่ สถานะภาพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในส่วนของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) พบว่าปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะคุณภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าและความน่าเชื่อถือของตราสินค้า มีความสัมพันธ์กับกระบวนการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านราคาเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันในตลาด และปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายที่เป็นทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทาง ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกัน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการควรเน้นการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและการตั้งราคาที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าในพื้นที่</p>
ทวีโชค นามวงษ์
อัฏฐมา บุญปาลิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
360
374
-
การรับรู้ตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อกระบวนการ การตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงของกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/287087
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเปรียบเทียบกระบวนการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงของกลุ่มเจเนอเรชั่นวายตามปัจจัยส่วนบุคคล (2) ศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ตราสินค้า และ (3) ศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือประชากรเพศหญิงกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (เกิด พ.ศ. 2523-2539) ที่เคยซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.924 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาและอาชีพแตกต่างกัน มีกระบวนการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การรับรู้ตราสินค้าในด้านความภักดีต่อตราสินค้า ด้านการรับรู้คุณภาพ และด้านสินทรัพย์อื่น ๆ ส่งผลทางบวกต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 52.4 ส่วนประสมทางการตลาดในด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านกระบวนการส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยด้านกระบวนการมีอิทธิพลสูงสุด (beta = 0.444) และร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 61.8 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับระบบการสั่งซื้อที่รวดเร็วและการสร้างความภักดีต่อแบรนด์เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีสถานภาพโสด ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 - 30,000 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้ตราสินค้า ส่วนประสมทางการตลาด และ กระบวนการการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงของกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย อยู่ในระดับมาก ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีระดับการศึกษา และ อาชีพต่างกัน จะมีการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การรับรู้ตราสินค้า ประกอบด้วยด้านความภักดีในตราสินค้า ด้านการรับรู้ถึงคุณภาพของสินค้า และ ด้านสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงของกลุ่มเจเนอเรชั่นวายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ ส่วนประสมทางการตลาด ประกอบด้วยด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และ ด้านกระบวนการ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงของกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
ปิยะพงษ์ เจนอนุวัฒน์
เสาวนีย์ สมันต์ตรีพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
375
390
-
คุณลักษณะของผู้ประกอบการที่มีต่อความสำเร็จในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรณีศึกษา ผู้ประกอบการสินค้า OTOP ในประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/287180
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่มีต่อความสำเร็จในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนที่เป็นผู้ประกอบการสินค้า OTOP วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า (1) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21 -30 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท (2) คุณลักษณะของผู้ประกอบการที่มีต่อความสำเร็จในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่า คุณลักษณะด้านการตระหนักในความเป็นไปได้ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน มีความคิดเห็นในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านการเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง ด้านการเข้าใจตนเอง ด้านความเป็นอิสระ และด้านความมุมานะอุตสาหะ ด้านความสามารถในการโน้มน้าว ด้านการวางแผนเพื่ออนาคต และด้านอำนาจการตัดสินใจ ตามลำดับ (3) ด้านความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่า ความสามารถในการขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องนั้นอยู่ในระดับที่มาก รองลงมา คือ ความสามารถในการทำยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ กำไรเฉลี่ยต่อเดือนของท่านเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งถือว่าได้ผลกำไรค่อนข้างสูง และการมีสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าเพื่อกระจายสู่กลุ่มเป้าหมาย สามารถให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ ธุรกิจของท่านมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่เป็นไปตามเป้าหมาย ตามลำดับ 4) ผลการทดสอบสมมติฐาน คุณลักษณะของผู้ประกอบการสินค้า OTOP ในประเทศไทยมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พบว่า 6 ด้านที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านความสามารถในการโน้มน้าว ด้านการวางแผนเพื่ออนาคต ด้านอำนาจการตัดสินใจ ด้านการตระหนักในความเป็นไปได้ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ด้านการเข้าใจตนเอง และด้านความมุมานะอุตสาหะ</p>
วิสสุตา สุนทรทัศน์
กัญชพร ศรมณี
จุฑาทิพย์ ลีลาธนาพิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
391
405
-
วัฒนธรรมองค์กรและคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/285920
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการและวัฒนธรรมองค์กรเชิงสร้างสรรค์และคุณภาพชีวิตในการทำงาน (2) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการ วัฒนธรรมองค์กรเชิงสร้างสรรค์และคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบุคลากรในสาธารณสุขอำเภอ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 16 อำเภอ ทั้งหมด 316 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณแบบตัวแปรเข้าทั้งหมด ผลการวิจัยพบว่า (1) ระดับความคิดเห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบราชการและเชิงสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (2) วัฒนธรรมองค์กรแบบราชการทุกด้าน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) วัฒนธรรมองค์กรเชิงสร้างสรรค์ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ส่วนด้านความกระตือรือร้น ด้านท้าทายความสามารถ ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) คุณภาพชีวิตในการทำงาน ทุกด้านส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยกเว้นด้านค่าตอบแทนที่ยุติธรรมและเพียงพอ และด้านความสมดุลระหว่างชีวิตงานกับชีวิตส่วนตัวที่ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน</p>
กชกร อินทโชติ
ภิญญดา รื่นสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
406
423
-
การวางผังคลังสินค้าเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดในการดำเนินงาน กรณีศึกษา : บริษัท SSS จำกัด
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/288444
<p> บริษัท SSS จำกัด ประสบปัญหาการจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าภายในคลังสินค้าที่ไม่เป็นระเบียบ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและความผิดพลาดในการดำเนินงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและปรับปรุงผังการจัดวางพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบและสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความผิดพลาดในกระบวนการจัดการสินค้าคงคลัง โดยใช้หลักการจัดผังคลังสินค้าแบบ Class-based Dedicated Location Layout ร่วมกับการพิจารณาความถี่การเคลื่อนไหวของสินค้าเป็นเกณฑ์ในการกำหนดตำแหน่งจัดเก็บ ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากบริษัท ได้แก่ ปริมาณสินค้า ระยะทางการเคลื่อนย้าย และข้อมูลการปฏิบัติงานจริงของพนักงานคลังสินค้า รวมทั้งข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบผังคลังสินค้าเป็นทางเลือก 2 รูปแบบ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผังคลังสินค้าแบบ B เหมาะสมที่สุด เนื่องจากสามารถลดระยะทางการเคลื่อนย้ายได้มากกว่าผังแบบ A และลดความผิดพลาดในกระบวนการจัดการสินค้า หลังการปรับปรุง พบว่าอัตราความผิดพลาดในการจัดสินค้าให้ลูกค้าลดลงร้อยละ 16.61 และอัตราความผิดพลาดในการจัดวัตถุดิบไม่ตรงตามจำนวนลดลงร้อยละ 22.22 แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงผังคลังสินค้าและกระบวนการทำงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
ศุทธินี ทองขาวขำ
นันทิ สุทธิการนฤนัย
ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
424
441
-
การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความสามารถทางนวัตกรรม ผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานที่ยั่งยืนที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/287315
<p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความสามารถทางนวัตกรรม ผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก และอิทธิพลของการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความสามารถทางนวัตกรรม และผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานที่ยั่งยืนต่อผลการดำเนินงานธุรกิจของธุรกิจค้าปลีก ประชากร ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก จำนวน 3,450 บริษัท โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำนวน 336 บริษัท เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลแบบออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงอนุมานด้วยเทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความสามารถทางนวัตกรรม ผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และผลการดำเนินงานธุรกิจของธุรกิจค้าปลีก อยู่ในระดับมากทุกด้าน , และข้อมูลขนาดใหญ่มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานที่ยั่งยืน และผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก, มีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก ทั้งนี้ความสามารถทางนวัตกรรมมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและผลการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานธุรกิจค้าปลีก</p>
ปิติพจน์ แซ่เล็ก
วิศวะ อุนยะวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
442
459
-
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการปฏิบัติงานราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 ศึกษากรณี : รูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในสถานที่ท่องเที่ยว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/hsjournalnmc/article/view/291756
<p>การจัดเก็บค่าธรรมเนียมในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานราชการ ซึ่งการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบริการของส่วนงานราชการ ต่างๆยังไม่มีกฎหมายรองรับจึงทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของแนวทางปฏิบัติ อีกทั้งวิธีการในการจัดเก็บบรรดาค่าธรรมเนียมต่างๆทั้งในสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในความดูแลของส่วนงานราชการที่ผู้เข้าใช้บริการยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้บริการในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆนั้นส่วนใหญ่ยังคงมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบเดิมคือการใช้เงินสดจ่ายและใช้วิธีการแบบจ่ายบัตรเข้าใช้บริการแบบกระดาษซึ่งอาจจะมีช่องว่างของความไม่ชัดเจน หรือขาดการควบคุมของบรรดาค่าธรรมเนียมนั้นๆ กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการบังคับใช้ในการปฏิบัติงานราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ในด้านการเก็บค่าธรรมเนียมสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยหากมีการบูรณาการนำเอาในส่วนเทคโนโลยีหรือระบบการปฏิบัติงานของหน่วยงานในระบบอิเล็กทรอนิกส์มาปรับใช้ในส่วนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆหรือแม้กระทั่งในส่วนบรรดาค่าธรรมเนียมของหน่วยงานราชการมาใช้จะเป็นการสร้างความชัดเจนของรายได้และบรรดาเงินค่าธรรมเนียมต่างๆได้ โดยเป็นการออกมาตราการหรือประกาศในรูปแบบของกฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานทางอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p>
อุบล อุ่นนา
ขนิษฐา สุขสวัสดิ์
สุรพล สินธุนาวา
นิษฐนาถ บุลสถาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยนครราชสีมา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-26
2025-12-26
19 3
460
474