https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/issue/feed JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE 2022-06-26T20:33:51+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง jagcad@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสาร ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมและเผยแพร่การศึกษาค้นคว้าและวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ซึ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ภาษา ศาสนา และวัฒธรรม และ 2) เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดทางวิชาการรวมทั้งการเผยแพร่ผลงานวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ วารสารมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) ตีพิมพ์ทั้งแบบรูปเล่มและแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เผยแพร่ผ่านระบบฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์กลางของประเทศไทย (Thai Journals Online - ThaiJO)</p> <p>บทความทุกเรื่องที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้นั้นจะต้องผ่านการพิจารณาคุณภาพใน 2 ขั้นตอน กล่าวคือ ขั้นตอนแรก เป็นการพิจารณาเบื้องต้นจากบรรณาธิการ หากได้รับความเห็นชอบจากบรรณาธิการแล้ว จะส่งไปพิจารณาในขั้นตอนที่สอง<strong><u>โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ท่าน (ต่อ 1 บทความ)</u></strong> ทั้งนี้ ทางวารสารฯ จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จากผู้นิพนธ์บทความซึ่งไม่สามารถเรียกเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวคืนไม่ว่ากรณีใด ๆ</p> <p>บทความที่ส่งมารับการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารภาษา ศาสนา และวัฒธรรม ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ใน<strong><u>ด้านภาษา ภาษาศาสตร์ คติชนวิทยา วรรณกรรม ปรัชญา ศาสนา วัฒนธรรม และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</u></strong> <strong><u>โดยเปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์ รวมทั้งบทวิจารณ์หนังสือ </u></strong><strong><u>(book review)</u></strong> ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ บทความต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น และผู้นิพนธ์บทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อขอรับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารฯ</p> <p> อนึ่ง ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความ ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/261848 ปกวารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2565 2022-06-26T19:42:40+07:00 ปก วารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ปีที่ 11 ฉบับ 1 มกราคม-มิถุนายน 2565 amporu@kku.ac.th <p>ปกวารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2565</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/261849 บทบรรณาธิการ 2022-06-26T19:46:31+07:00 บทบรรณาธิการ วารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม ปีที่ 11 ฉบับ 1 มกราคม-มิถุนายน 2565 amporu@kku.ac.th <p>บทบรรณาธิการ</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/253897 Game Localization Strategy for Chinese to Thai Online Gaming Term and Expression 2021-12-22T16:38:27+07:00 Tawatchai Chaichanakijpong chaipong14@gmail.com Chatuwit Keawsuwan fhumcwk@ku.ac.th <p> This study has the objective to study about translation strategies of technical words and phrases in the user interface from Mandarin to Thai in 5 Chinese online games, which uses the qualitative method with Baker Theory as a research criterion. In this study, we found that the difference between game translation and articles, books, and novels translation because other factors such as letters, symbols, soundtracks, graphics, and cultural appropriation, also known as “game localization” has influence on the translation. Researchers conclude 4 strategies in translating which are Thai literal translation, Thai free translation, Paraphrase into Thai then use Loanword proper translation, and English literal translation. The translation strategies above need to take into consideration of the recipient base terminology and make a poetic flavor equivalent to the original. Many of the online games will initially lunch with only English translation resulting in Thai players accepting English technical terms and expressions till the modern days. Likewise, the computer symbols accompanying the original must be preserved. Therefore, these words have a great influence on how to translate Chinese games into Thai.</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลคำศัพท์และวลีทางเทคนิคบนหน้าจอของผู้เล่นในเกมออนไลน์ภาษาจีนจำนวน 5 เกม โดยใช้ทฤษฎีการแปลของ Baker เป็นเกณฑ์การวิจัย ผลการวิจัยพบว่า การแปลเกมออนไลน์แตกต่างจากการแปลบทความ นิยาย หนังสือ เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาควบคุมการแปลอีกชั้นหนึ่ง อาทิ ตัวอักษร สัญลักษณ์คอมพิวเตอร์ ภาพกราฟฟิก รวมถึงการทำให้เหมาะกับวัฒนธรรมปลายทาง การแปลนี้จะเรียกว่า Game Localization ผู้วิจัยสรุปกลวิธีเป็น 4 แนวทางได้แก่ การแปลตรงตัวภาษาไทย การแปลเอาความภาษาไทย การแปลถอดความเป็นภาษาอังกฤษแล้วทับศัพท์เป็นภาษาไทย และการแปลตรงตัวโดยใช้คำเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งกลวิธีการแปลคำศัพท์เทคนิคในเกมออนไลน์ ต้องคำนึงถึงผู้รับสารและทำให้ได้อรรถรสเทียบเท่ากับต้นฉบับ เพราะเกมรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในประเทศ เป็นฉบับภาษาอังกฤษไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย ส่งผลให้ผู้เล่นไทยยอมรับคำศัพท์เทคนิคภาษาอังกฤษไปโดยปริยายจนถึงปัจจุบัน และพบอีกว่าต้องคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์ทางคอมพิวเตอร์ที่มากับต้นฉบับ ดังนั้นคำศัพท์ที่ศึกษาในงานวิจัยฉบับนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการนำไปใช้เพื่อแปลเกมภาษาจีนเข้าสู่ภาษาไทย</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/256471 A Study of Translation Problems and Translation Editing of the Thai Literary Work “Behind The Picture” 2021-12-23T15:42:24+07:00 Manus Painarin patumpzmanus@gmail.com Nakonthep Tipayasuparat nakonthep@yahoo.com <p> This research aims to investigate translation problems and translation editing techniques of the Thai literary novel “Behind The Picture”, written by Sriburapa (1973)and translated into the English language by Marcel Barang (1936). The framework was adopted from the translation editing techniques created by Chaweang Chantaket (1985), Mona Baker (1992), and Sanchwi Saibua (1999), and the purposive sampling was employed. Forty samples from 20 chapters were collected through the analysis of three levels: sound and orthographical, lexical, and syntactic levels.</p> <p> The results revealed that, in terms of the sound and orthographical level, the most frequently employed technique was structure of words (10.30 %), and the least found was sound (9.27 %). As for the lexical level, the most found technique was using a more neutral or less expressive word (10.30 %), and the least found were using a loanword or a loanword plus explanation (0.51 %) and cultural substitution (0.51 %). For the syntactic level, the most found technique was changing sentences to phrases and vice versa (17.52 %), and the least found were paraphrasing using a related word (0.51 %) and adding or cutting words (0.51 %). In addition, the results disclosed that most of the techniques belonged to the literal and free translation and reflected that most translation problems originated from cultural differences that could be handled with different translation editing techniques.</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการแปลและการปรับบทแปลวรรณกรรมไทยเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ประพันธ์โดย ศรีบูรพา (2479) และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย มาร์เซล บารัง (1936) ผู้วิจัยนำหลักเกณฑ์และกลวิธีในการปรับบทแปลของ เชวง จันทเขต (1985) โมนา เบเกอร์ (1992) และสัญฉวี สายบัว (1999) ใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์และยังเป็นแบบการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 ตัวอย่างจาก 20 บทของนวนิยายข้างหลังภาพ ซึ่งผ่านระดับในการวิเคราะห์ 3 ระดับคือ 1) ระดับเสียงและการสร้างคำ 2) ระดับคำ และ 3) ระดับโครงสร้าง</p> <p> ผลงานวิจัยครั้งนี้พบว่า ในระดับการสร้างคำและการสะกดคำ กลวิธีที่พบมากที่สุดคือ กลวิธีการสร้างคำ ร้อยละ 10.30 กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ กลวิธีทับศัพท์ ร้อยละ 9.27 ในระดับคำ กลวิธีที่พบมากที่สุดคือ กลวิธีการใช้คำที่มีความหมายเป็นกลาง ร้อยละ 10.30 กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ กลวิธีการใช้คำยืมหรือคำยืมพร้อมกับคำอธิบาย ร้อยละ 0.51 และ การทดแทนวัฒนธรรม ร้อยละ 0.51 และระดับสุดท้ายคือระดับโครงสร้าง กลวิธีที่พบมากที่สุดคือ กลวิธีการเปลี่ยนวลีเป็นประโยคและเปลี่ยนประโยคเป็นวลี ร้อยละ 17.52 กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ การถอดความโดยใช้คำที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 0.51 และ กลวิธีการเพิ่มหรือการตัดคำ ร้อยละ 0.51 นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าเป็นการแปลแบบตรงตัวและแบบเอาความ แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการแปลที่สำคัญซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน โดยสามารถแก้ไขด้วยกลวิธีการปรับบทแปลที่แตกต่างกันออกไป</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/255419 The Semantics Relationship of Noun and Verb Pairs in Tai Phuan 2021-12-23T10:40:46+07:00 Usana Aree usana_a@rmutt.ac.th <p> In this research, the common properties of the categories of Tai Phuan words, which are both nouns and verbs from the Tai Phuan dictionary are investigated to analyze the semantic relationship of noun-verb pairs. The concept of categorization according to the prototype theory was used.</p> <p> The research results show that the vocabulary of noun-verb pairs from Tai Phuan dictionary consists of 73 words. They were divided into 2 groups: 1) noun-verb pairs that have no semantic properties are related to each other and include a total of 47 words, accounting for 64.38%. 2) noun-verb pairs that have semantic properties are related, totaling 26 words, which corresponds to 36.62%. Divided into words with relative semantic properties, 7 words. Partially related semantic terms, 14 words. Moreover, a group of lexical pairs that have no semantic properties but are related, 5 words. It can be analyzed that there are 23 prototypical verbs and 3 prototypical nouns.</p> <p> </p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาคุณสมบัติร่วมของหมวดหมู่ของคำศัพท์ภาษาไทพวนที่ทำหน้าที่เป็นทั้งคำนามและคำกริยาจากพจนานุกรมภาษาไทพวน ฉบับเฉลิมฉลอง 90 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พุทธศักราช 2557 เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงทางความหมายของคู่คำนาม-กริยา โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องการจัดประเภท (categorization) ตามทฤษฎีต้นแบบ (prototype theory)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าคำศัพท์ที่เป็นคู่คำนาม-กริยาจากพจนานุกรมภาษาไทพวนมีจำนวนทั้งสิ้น 73 คำ พบกลุ่มคำพ้องที่ไม่ปรากฏคุณสมบัติร่วมของหมวดหมู่ระหว่างคำนามและคำกริยา จำนวน 47 คำ คิดเป็นร้อยละ 64.38 และพบกลุ่มที่ปรากฏคุณสมบัติร่วมของหมวดหมู่ระหว่างคำนามและคำกริยา จำนวน 26 คำ คิดเป็นร้อยละ 36.62 ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นกลุ่มคู่คำศัพท์ที่มีคุณสมบัติทางความหมายร่วมกัน จำนวน 7 คำ กลุ่มคู่คำศัพท์ที่มีคุณสมบัติทางความหมายร่วมกันบางส่วน จำนวน 14 คำ และกลุ่มคู่คำศัพท์ที่ไม่มีคุณสมบัติทางความหมายร่วมกันแต่มีความเชื่อมโยงกัน จำนวน 5 คำ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีคำกริยาเป็นต้นแบบ จำนวน 23 คำ และมีคำนามเป็นต้นแบบ จำนวน 3 คำ</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/255899 Lexical variation, Thai Phuan language by age, Thung Hong Subdistrict, Mueang District, Phrae Province 2021-12-28T17:05:38+07:00 Wilaiwan Kemkan viewwiwan1912@gmail.com <p>This article aimed to study the lexical variation among three generations of Thai Phuan, Thung Hong Sub-district, Mueang District, Phrae Province and to determine whether linguistic attitudes were consistent with lexical changes. The researcher collected the data using 120 semantic units by interviewing.</p> <p>The results of the first issued study revealed that the same lexical was used in 2 generation speakers was most found and the same lexical was used in 3 generation speakers was less found while the lexical was used in different ways in 3 generations was least found. Most different lexical used found in the third generation. In terms of lexical variation, there was the variation in consonant, vowel and tone sounds. However; in terms of meaning, the meaning of most lexical remained the same. Secondly, according to the attitude survey, most of the Thai Phuan people have a positive attitude towards ethnic language. The results of the study concluded that attitudes were consistent with lexical changes.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/257271 Language Attitude and Language Choice of Thai - Chinese in Betong District, Yala Province 2022-02-08T09:22:45+07:00 Fan Mingxin nareerat.s@psu.ac.th Nareerat Watthanawelu nareerat.s@psu.ac.th <p>The purpose of this paper is to study the language attitude and language choice of Thai - Chinese in Betong District, Yala Province. This research is quantitative research. The data were collected from questionnaires, with a total number of 60 samples, divided into 3 age groups, the young-age group (namely under 25 years old), the middle-age group (30-45 years old) and the old-age group (over 60 years old), 20 people for each group. Data were analyzed by using mean average and percentage.</p> <p>The study shows that compared with the 3 age groups, the old-age group has a more positive attitude towards Mandarin (4.83). The middle-age group and the young-age group had more positive attitudes towards standard Thai (4.44, 4.42). The comparison of the language attitudes of the three age groups shows that the old-age group’s positive attitudes towards Mandarin and Chinese dialects are higher than those of the middle-age group and the young-age group. Compared with the other two groups, the middle-age group had a more positive attitude towards standard Thai.</p> <p>An analysis of language choice by percentage revealed that the 3age groups did not choose only one language in accordance with domains of language. In informal domains of language, the old-age group chose the Chinese dialect or language mixed with Chinese dialect. The middle-age group and the young-age group chose standard Thai. In formal domains language, the old-age group chose Mandarin at school domain and standard Thai in work domain. The middle-age group chose standard Thai in both circles. The young-age group chose standard Thai in school domain and Mandarin in work domain. Language attitude affected language choice. For example, the middle-age group had the most positive attitude towards the standard Thai. Therefore, this group chose the standard Thai more than other groups. In addition, it was discovered that Chinese dialect is in a state of language shift. Because the young-age group is less likely to choose the Chinese dialect.</p> <p><strong>Keyword:</strong> language attitude; language choice; Thai - Chinese; Betong District, Yala Province &nbsp;</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/254842 Language structures, contents, and values of district slogans in the Northeastern region 2022-04-21T16:35:01+07:00 Chanaphon Khwanpla Maw_penprapa@hotmail.com Penprapa Singsawat maw_penprapa@hotmail.com <p>The purpose of this article was to study the language structure, content, and values ​​of the district slogans in the northeastern region. The data was collected from the Wikipedia, free encyclopedia website, from 20 provinces, 322 districts, and 317 slogans. The results of the study on language structure were found. Most phrase + sentence structure. It was followed by phrase-level structure and no sentence-level structure. Based on the study of content. The common location-related content was found the most. It was followed by product content, religious content, local people content, tradition and culture content, festival and tradition content, geography content, history and background content, and the least found was content on current events and discoveries, respectively. Values ​​, namely values ​​promoting religion, art, and national culture, sports, local wisdom, Thai wisdom, and universal knowledge, which were found the most. It was followed by values ​​of respect for nature and the environment, values ​​of respect for one's ancestors and one's own locality, values ​​of upholding an agricultural lifestyle, and the least were psychological values by developing the mind to be moral, ethical, and cultural in life, respectively.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/255203 Male Protagonist’s Realization the Value of Life in His Afterlife in Mitch Albom’s Novel “For One More Day” 2021-12-22T16:35:55+07:00 Kanyaruk Manhadee kanyaruk.28@gmail.com <p> This article examines the novel For One More Day, 2006, written by Mitch Albom, in terms of analyzing the mental problems of the male protagonist. This is due to a patriarchal society in which male success is transmitted through family institutions. The solution was found in a spiritual way that emphasized the value of women in tenderness. Empathy for others can help alleviate the male protagonist's desire to commit suicide. The text presents that patriarchal power is passed through the father. A father clinging to material success results in his son having mental problems when he is unable to maintain success and fame, so he desires to commit suicide. The author, therefore, presents the protagonist on a near-death journey. This area presents the limitation of the worldview that values external objects and assets. And offer a solution by changing the perspective of life. The protagonist revisits the problems and sees the value of life in finding a balance between work and life in a spiritual way. Through a near-death experience and returning to the real world, the protagonist is able to go on with his life and changed his mind not to commit suicide.</p> <p> </p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/255935 Implementation of an Integration of Linguistic Approach for Developing English Pronunciation, Vocabulary, and Sentence Creating of Ethnic Students in Phayao Province 2021-12-17T14:56:28+07:00 Phitsinee Sathientharadol phitsineesai@gmail.com Narisa Paicharoen phitsineesai@gmail.com Krerk Chetsadanuwat phitsineesai@gmail.com Darinthorn Inthapthim phitsineesai@gmail.com <p> The research aims to develop English pronunciation, vocabulary, and sentence creating potentials of ethnic students in Phayao Province with the implementation of linguistic approaches and to survey the students’ satisfaction with the integration methods used by the participating teachers. The sample group of this research included 36 ethnic students of Prathomsuksa 4 from 6 schools around Phayao Province. Research instruments consisted of the following items: lesson plans, teaching materials, and teaching activities. Data collection tools included pre-test and post-test, teaching-learning behavior observation form, satisfactory evaluation form, and interview.</p> <p> The results of the study found that the students’ potentials in English pronunciation, vocabulary, and sentence creating were developed significantly at 0.01. Besides, the result from the satisfactory evaluation form revealed that the students evaluated their satisfaction with the integration methods at 4.23 referring to very satisfied.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/257942 Thai EFL Trainee Teachers’ Perceptions on Teacher Training 2022-05-02T15:08:00+07:00 Pasara Namsaeng pasaranamsaeng@live.com <p> Teacher training is a compulsory requirement in teacher education, in which trainee teachers are obliged to perform teaching in actual schools. The current study aims to investigate the Thai EFL trainee teachers’ perceptions of teacher training as well as any problems that may have occurred. A mixed-methods approach and purposive sampling were used to collect quantitative data from participants who had completed at least one semester of teacher training. The questionnaire was completed by 70 people out of a total of 104, accounting for 72.8 percent of the total. In addition, qualitative data were gathered through semi-structured interviews with 16 individuals, accounting for 15.4% of the total. The results showed that participants expressed both positive and negative perceptions of teacher training. The participants highly perceived positive attitudes in two main areas: the aspect of their relationships with others (87.45%) and the aspect of the school and program (85.10%), such as their relationship with mentor teachers, mentor teachers’ administration, and school supervision. It is highly perceived due to interpersonal skills and adaptability being nurtured before teacher training took place. It is also found that participants show low perception towards two main aspects: the aspect of trainee teachers themselves (76.31%) and the aspect of their teaching performance (72.20%), such as their readiness, confidence, and teaching matters. It is poorly perceived due to the inadequate English language proficiency, insufficient knowledge of English subjects and exposure provided in the curriculum, the unreadiness of the overloading tasks of teachers, and the unexpected pandemic affecting teacher training entirely.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/257615 Alcohol in Ayurveda 2022-04-20T15:58:52+07:00 Wutthiphong Thawinsombat wonderful.alie@gmail.com Chainarong Klinnoi wonderful.alie@gmail.com <p> This research aimed to study the content of alcohol as appeared in Ayurvedic text through a thorough study of Aṣṭāṅgahṛdya that is the India’s Arurvedic Sanskrit text. It was found that there are 15 types of alcohol which are 1) alcohol that made from rice or grains are Surā, Yavasurā, Ariṣṭa, Dhanyāmla and Sauvīraka; 2) alcohol that made from plants are Vāruṇī, Vaibhītaka Surā, Sukta and Śanḍākī; 3) alcohol that made from fruits are Mārdavīka and Khārjūra; and 4) alcohol that made from sugar are Śarkara, Gauḍa, Sīdhu and Madhavāsava. These alcohols have different medicinal properties depending on main ingredients of each type of alcohols. The principle of Ayurveda states that drinking alcohol provides both pro and cons for physical health. However, drinking alcohol must be properly practiced along with holistic health care. It can provide a good health in both physically life and mind and achieve true Ayurvedic goals.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/255623 Buddhism Moral Code for Preventing and Solving Bullying Problems 2022-02-17T10:58:49+07:00 Pradit Pawanna pradit44@hotmail.com <p> This qualitative and documentary research, aimed to (1) explored bullying in The Tipitaka, and (2) analyze The Buddhism Moral Code that can be adopted to prevent and solve bullying problems. Sources of this study were from both primary and secondary sources; the former included The Tipitaka, Atthakatha (commentaries), Tika (sub-commentaries), and Anutika (sub-sub commentaries); the latter included textbooks, documents, and other related research papers.</p> <p> Findings are as follows: (1) There were many bullying cases found in The Tipitaka: at least 17 cases in The Vinaya Pitaka and 10 cases in The Sutta Pitaka. (2) The Buddhism Moral Code for preventing and solving bullying problems for the ones who commit bullying are kindliness (Metta) and Right Speech (Sammavaca); for the ones who are bullied are Forbearance (Khanti) and Forgiveness (Abhayadana).</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/256648 A Study of Faith and Rites Related to Spirit Houses of Thai Buddhists in Khok Pho District, Pattani Province 2021-12-29T01:18:11+07:00 Aomchai Vongmonta omjai.w@psu.ac.th Banchar Sumrejkit omjai.w@psu.ac.th <p> This research was conducted to study the historical background of the rites of setting up a spirit house and the faith which influenced in Khok Pho district, Pattani province. Document data collection and interviews with the locals and folk intellectuals at Makrut, Bangkro, and Naket villages were utilized to obtain the process of setting up a spirit house. The findings were as follows.</p> <p> The rites of setting up a spirit house influenced people’s way of life in different aspects.</p> <ol> <li>Social aspect: Concrete influences of the rites were not obviously witnessed. However, the morality of the householders was indirectly refined via the appropriate practice towards the spirit house.</li> <li>Educational aspect: The wisdom of setting up a spirit house should be inherited since the knowledge could be linked to different fields of study.</li> <li>Economic aspect: The rites of setting up a spirit house resulted in economic circulation. There were connections between buyers and sellers, householders and setting-up specialists, householders and votive offerings sellers, as well as sellers and agriculturists. </li> <li>Environmental aspect: The people believed that the spirit house should be cleaned and the trees around the area should be protected so as to avoid punishment. The research suggestions included 1) the conservation and promotion of local wisdom regarding faith and the rites of setting up a spirit house, and 2) the promotion of exquisite designs of spirit houses by the Thai artists as another form of tourist attraction.</li> </ol> <p> Therefore, it is significant that to the villagers, a spirit house should be set up as it had direct spiritual influences on the residents in terms of their comfort, safety, and well-being.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/258922 Phra Buddhabat Bua Bok Worship Ceremony: Development of the Ceremony which Becomes the Cultural Heritage of Udonthani 2022-03-28T13:17:14+07:00 Thatchawat Nukaew tai_udru@hotmail.com Krairoek Silakhom tai_udru@hotmail.com Supat Srichomchuen tai_udru@hotmail.com <p> This article aimed to study 1) the development of the Phra Buddhabat Bua Bok worship ceremony, 2) the customs, rites, and beliefs related to the Phra Buddhabat Bua Bok Worship ceremony, and 3) the cultural value of the Bua Bok Buddha worship ceremony at Phra Phutthabat Bua Bok, Ban Phue District, Udon Thani Province. The qualitative research method was used. The study was conducted by document reviews, participant observation, and in-depth interviews. The findings of this study indicated that the Phu Phra Bat has been a sacred religious place and a place of beliefs throughout the prehistoric age, the Dvaravati period, and the times of the Khmer and the Lan Xang cultures. Phra Phutthabat Bua Bok is a replica of the Buddha’s footprint located on the slope of Phu Phrabat Mountain. Originally, Phra Buddhabat Bua Bok was covered with a Mondapa building. Later, around 1922, Venerable Phra Ajarn Sithat Suwanmajo had the old Mondapa shrine demolished, and then built a new Phrathat Chedi there instead. After the construction was finished, there was a merit-making fair to celebrate this important religious structure. The worshipping event is held as the Temple annual fair and has developed into a tradition of worshiping the Buddha's footprints today. The main events consisted of Buddha Footprint worshipping and the rite related to the legend of Naga-king Milinthanak. It is considered as an important annual event of both the temple and the community for almost 100 years which is important for the continuation of Buddhism in the local area. Buddhists and the communities surrounding Phu Phra Bat play an important role in helping this tradition continue to the present day. In addition, these communities took their important part in preserving the identity of the traditional event, along with preserving the legend of Usa-Baros, as well as preserving the natural environment in Phu Phra Bat Historical Park. It is a cultural heritage that is nearly losing. It is deserved to be preserved, promoted, and maintained by the government and local authorities to ensure their survival for future generations.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/257667 Harming as Self-Caring: Moral Life and Moral Struggle of the People Living with Depression 2022-02-02T14:01:58+07:00 Poramin Tangopasvilaisakul poramin.tang@gmail.com <p> This article explores the moral life world of ‘Meena,’ a Malay-Muslim living with depression in Sai Mhok community (assumed name), Yala, using the illness narrative interviewing method. This is done in order to develop an argument against the Durkheimian mainstream moral perspective (or the third-person ethical perspective) that often showcases morality as a matter external to an individual and in which the moral actor is obliged to act within the norms and traditions that they live. This does not only simplify moral phenomena into moral dichotomies of good/bad, normal/abnormal, and caring/harming but also obstruct the efficiency of an individual’s ability to search for techniques and to transform their moral self to create the best life possible under the difficult situation in which they are currently facing.</p> <p> Meena’s life story has shown that moral actions and decisions are not completely bound to rules and social norms, but are shaped within the practice and relationships in everyday life. Therefore, the paper proposes that the moral life should be considered under the framework of ‘first-person ethics’ (Mattingly, 2014) that regard morality as the cultivation of wisdom and the experimentation with various techniques for their lives (though they sometimes may contradict the mainstream standard or are a danger to themselves such as drug abuse or illegal abortions). Such actions are done to ameliorate and cope with the moral suffering and discomfort that happen in daily life, and to create new imagery of self, leading to a better life in the eyes of the moral actor. At least, they can help an individual return to their normal life in the accustomed moral world. Under the mentioned framework, we have come to understand that morality is enacted and accumulated within the relationships of everyday life. Accordingly, living a good life and owning a good thing should be considered and defined by relations between the context and the milieu that envelope the life world of each moral actor, instead of the worldview deformity of patients with depression or direct moral failure of religious beliefs.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE https://so03.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/255971 The Use of German Adjectives in Literary Translation in Terms of Religious Belief and Culture 2021-12-02T13:58:08+07:00 Wassamill Watcharakaweesilp wassamill@gmail.com <p> This article mainly focuses on the use of German adjectives for literary translation based on religious beliefs and cultural aspects. In this regard, the translation work Phädang-Nangai, translated from Thai into German, was examined. For the data collection and data analysis, adjectives indicating religious belief and culture were specifically collected and purposively analyzed for conducting a semantic method to analyze texts in terms of conveying religious and cultural meanings. Hence, the analysis was performed qualitatively based on the conceptual framework of the study. This leads to the conclusion that adjectives found in the data have both linguistic and communicative functions. Regarding linguistics, they have helped translation work construct the concept of semantic transfer for cross-cultural communication between the two languages. In relation to communicative translation and culture, the use of adjectives is crucial to create and convey the meanings based on attitudes through the text according to the intention of the translator. It is also recommended that this area of study can be further examined in terms of other branches of linguistics and language teaching.</p> 2022-06-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 JOURNAL OF LANGUAGE, RELIGION AND CULTURE