วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO <h3><img src="https://so03.tci-thaijo.org/public/site/images/kkhongthong/page-charges-3-08e4c22f71337fb81dab48d4a42e651f.jpg" alt="" width="1614" height="1614" /></h3> <p>วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ <span style="font-weight: 400;"><strong>ISSN 3027-6225 (Online)</strong></span></p> <p>เป็นวารสารที่เปิดรับบทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) และบทความปริทัศน์จากหนังสือ (Book Reviews) ในสาขาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเปิดรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้</p> <p>1. มนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย 6 สาขา ดังนี้<br /> 1.1) ภาษาศาสตร์<br /> 1.2) ภาษา<br /> 1.3) วรรณกรรม<br /> 1.4) คติชน<br /> 1.5) วัฒนธรรมศึกษา<br /> 1.6) ปรัชญาและศาสนา</p> <p>2. สังคมศาสตร์ ประกอบด้วย 4 สาขาวิชา<br /> 2.1) สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา<br /> 2.2) ประวัติศาสตร์<br /> 2.3) เศรษฐศาสตร์<br /> 2.4) สังคมสงเคราะห์<br /><br />โดยวารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ <br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน <br /> ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม<br /><br />มีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviews) ที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ อย่างน้อย 3 ท่าน โดยเป็นการประเมินแบบ ปกปิดข้อมูลทั้งสอง (Double-Blinded Peer Review)</p> en-US <p>This article has been published in the Journal of Humanities and Social Sciences at Prince of Songkla University, Pattani Campus.</p> husojournal@gmail.com (Associate Professor Dr. Chakorn Praprom) kanjanaporn.k@psu.ac.th (Kanjanaporn Khongthong) Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบการสร้างคุณภาพชีวิตของคนสองวัยในพื้นที่ชายขอบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/277866 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและรูปแบบการสร้างคุณภาพชีวิตของคนสองวัยในพื้นที่ชายขอบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณกับกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ จำนวน 265 คน ซึ่งได้จากการคำนวณตามสูตรของ Krejcie และ Morgan โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมาย 42 คน โดยใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีสภาพปัญหาด้านร่างกายมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.86 รองลงมาคือปัญหาด้านงบประมาณ และรายได้/สวัสดิการ ขณะเดียวกันมีความต้องการสูงในด้านรายได้และสวัสดิการ ครอบครัวและสังคม รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพ นอกจากนี้ยังพบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนสองวัยควรอยู่ภายใต้บริบทของชุมชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมรุ่นที่เอื้อให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดประสบการณ์ สู่วัยเยาว์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การจัดตั้งศูนย์สองวัย ห้องเรียนสองวัย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน และลานวัฒนธรรมชุมชน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างบทบาทผู้สูงอายุ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนสองวัย และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างรุ่นในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> เอกศักดิ์ เฮงสุโข, ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว, อภิฤดี ทองพล, ฉัตรชนก เฮงสุโข, นุสรา สัมปชัญญานนท์, ยุวธิดา หงส์ชูตา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/277866 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การตัดสินใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีของประชาชนวัยทำงาน เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/286028 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการลงทุน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีของประชาชนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ <br />เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation, SD) การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ F-Test (ANOVA) และสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ประชาชนวัยทำงานที่ตัดสินใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง การศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน อาชีพพนักงานเอกชน เป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์น้อยกว่า 1 ปี ตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง ความถี่ในการลงทุนน้อยกว่า 1 สัปดาห์ เน้นการลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร โดยมีแหล่งเงินทุนจากรายได้ประจำ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุน ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ด้านความรู้ และด้านผลกระทบอื่น ๆ โดยพบว่าปัจจัยด้านความรู้มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ ระดับการศึกษา รายได้ อาชีพ และประสบการณ์ลงทุนที่ต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีไม่แตกต่างกัน ปัจจัยสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ ด้านความรู้ และด้านผลกระทบ มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ในขณะที่ปัจจัยด้านสังคมและการเมืองไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> ณวรรณพร สมบุศย์รุ่งเรือง, ชฎาพร ฑีฆาอุตมากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/286028 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างกองทัพอาชีพของกองทัพบกสหราชอาณาจักร ภายหลังการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/287744 <p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาพัฒนาการของการสร้างกองทัพอาชีพ (Military Professionalism) ของกองทัพบกสหราชอาณาจักร (British Army) ภายหลังการยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหารในช่วงปี ค.ศ. 1960 ถึง 2025 ผ่านการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีการทางประวัติศาสตร์ โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสารชั้นต้น (Primary Sources) ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร รวมถึงเอกสารราชการจาก House of Commons, Ministry of Defence, UK Government และ UK Parliament ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการยกเลิกระบบเกณฑ์ทหารเป็นผลจากการทบทวนการจัดสรรทรัพยากรด้านความมั่นคง ซึ่งระบุว่ากองกำลังขนาดใหญ่ไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ในยุคสงครามเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับการพัฒนาและการนำยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้ รวมถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของสหราชอาณาจักรบนเวทีโลกที่เน้นภารกิจรักษาสันติภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางทหารและการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามใหม่ ส่งผลให้กองทัพบกสหราชอาณาจักรต้องประเมินสถานการณ์และปรับยุทธศาสตร์ด้านบุคลากรอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการรับทหารเกณฑ์รุ่นสุดท้ายในปี ค.ศ. 1960 และการปลดประจำการทั้งหมดในปี ค.ศ. 1963 ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบทหารอาสาสมัครเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผลักดันให้กองทัพดำเนินการปฏิรูปการบริหารจัดการบุคลากรอย่างครอบคลุม ทั้งด้านการสรรหาบุคลากรที่มีศักยภาพ การฝึกอบรมที่เน้นการพัฒนาภาวะผู้นำ การสร้างระบบความก้าวหน้าในอาชีพ การส่งเสริมภาพลักษณ์และค่านิยมของทหารอาชีพผ่านการสื่อสารสู่สาธารณชน รวมถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์และการปรับค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพอย่างยั่งยืน</p> ณัฐหทัย มานาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/287744 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบจากปัจจัยของนักศึกษาต่อทักษะการพูด จากมุมมองของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/282285 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลกระทบของปัจจัยด้านนักศึกษาที่มีต่อทักษะการพูดภาษาอาหรับจากมุมมองของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยอ้างอิงทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีความรู้ความเข้าใจ และทฤษฎีการเกิดตามธรรมชาติ ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างนักศึกษาแบบง่ายและแบบแบ่งกลุ่มจำนวน 274 คน จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ<br />คณะวิทยาการอิสลาม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งนำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีระดับความเห็นด้วยสูงต่อทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับการพูดภาษาอาหรับ โดยข้อความที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ “ฉันไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอาหรับ” (36.1) และ “ฉันไม่ชอบพูดภาษาอาหรับ” (34.7) โดยรวมแล้ว ระดับความเห็นด้วยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.42 ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มโดยรวมที่เห็นด้วยกับความท้าทายในการพูดที่ระบุไว้ ผู้วิจัยเสนอแนะให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของปัจจัยจากมหาวิทยาลัยและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีต่อทักษะการพูด งานวิจัยนี้มีความสำคัญต่อการเรียนการสอนภาษาอาหรับ เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจ ความมั่นใจ และการมีส่วนร่วมของผู้เรียนส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการพูดของพวกเขา การระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาเหล่านี้ช่วยให้นักการศึกษาสามารถปรับวิธีการสอนเพื่อสนับสนุนความต้องการด้านการสื่อสารของนักเรียน พัฒนาความสามารถในการพูด และสร้างสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้นสำหรับการเรียนรู้ภาษาอาหรับ</p> ประเสริฐ ผันแปร, รุชดี ตาเห, มุฮัมมัด อิรฟาน พีร มุฮัมมัด, ซอฮีบูลบะห์รี บินโมง, อายุ คางา, มนูศักดิ์ โต๊ะเถื่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/282285 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประกอบสร้างวีรบุรุษในภาพยนตร์ เรื่อง เพอร์ซี แจ็คสัน กับสายฟ้าที่หายไป ของ ริค ไรเออร์แดน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/282341 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างวีรบุรุษที่ปรากฏในภาพยนตร์ เรื่อง เพอร์ซี แจ็คสัน กับสายฟ้าที่หายไป ของ ริค ไรเออร์แดน โดยใช้แนวคิดการประกอบสร้าง ของ สจ๊วต ฮอลล์ (Stuart Hall) และแนวคิดสัญญะ ของ โรลองด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นำเสนอผลการศึกษาด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การประกอบสร้างวีรบุรุษที่ปรากฏในภาพยนตร์ เรื่อง เพอร์ซี แจ็คสัน กับสายฟ้าที่หายไป ของ ริค ไรเออร์แดน พบการประกอบสร้างวีรบุรุษ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) การประกอบสร้างวีรบุรุษผ่านความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว 2) การประกอบสร้างวีรบุรุษผ่านความสัมพันธ์กับผู้ช่วยเหลือวีรบุรุษ 3) การประกอบสร้างวีรบุรุษผ่านบุคลิกภาพ และ 4) การประกอบสร้างวีรบุรุษผ่านอาวุธและของวิเศษ การประกอบสร้างวีรบุรุษจึงเปรียบเสมือนการประกอบสร้างมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาที่จำเป็นต้องอาศัยสถาบันครอบครัว กัลยาณมิตรผู้ใกล้ชิดที่คอยส่งเสริม ช่วยเหลือให้ก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นบททดสอบในวิถีชีวิตมนุษย์ และเป็นดังสะพานนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต ดังนั้น วีรบุรุษที่แท้จริง ประกอบด้วยสัญญะดังนี้ น้ำ คือ สัญญะของวีรบุรุษเป็นผู้มีความแข็งแกร่งคอยปกป้องคุ้มครองผู้อ่อนแอกว่า ดาบ คือ สัญญะของวีรบุรุษเป็นผู้มีความสุขุม โล่ คือ สัญญะของวีรบุรุษเป็นผู้มีความรู้ ฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณ และรองเท้า คือ สัญญะของวีรบุรุษเป็นผู้มีความคล่องแคล่วว่องไว พร้อมในทุกสถานการณ์</p> อุไรวรรณ สิงห์ทอง, ชนะภัย ราชวัตร์, ศันสนีย์ เทินสะเกษ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/282341 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การยกระดับผู้ประกอบการโฮมสเตย์สู่มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย: กรณีศึกษาเกาะแรต จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/282932 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับผู้ประกอบการโฮมสเตย์บนเกาะแรต จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เข้าสู่มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และประยุกต์ใช้แผนผังโมเดลธุรกิจ พื้นที่ศึกษาคือเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นชุมชนประมงที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีวัฒนธรรมเฉพาะและทรัพยากรท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงาม ใช้วิธีการสนทนากลุ่มและแบบสำรวจในการเก็บข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการยกระดับผู้ประกอบการดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการมีแนวทางเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับรองมาตรฐาน<br />โฮมสเตย์ไทย พัฒนาคุณภาพการให้บริการตามมาตรฐาน และเพิ่มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว<br />การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางธุรกิจช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจภาพรวมของธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์การดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สิริภัทร์ โชติช่วง, นงค์รัตน์ แสนสมพร, จิรยุทธ์ จันทนพันธ์, ชมพูนุท ด้วงจันทร์, สุภาภรณ์ ชัยอารยะเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/282932 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษากลวิธีการแปลชื่อสถานที่ท่องเที่ยวจากภาษาไทยเป็นภาษาจีนในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/283274 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลชื่อสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงาจากภาษาไทยเป็นภาษาจีน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่แปลจากภาษาไทยเป็นภาษาจีนในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา จำนวนทั้งสิ้น 79 ชื่อ ซึ่งรวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยแบ่งกลวิธีการแปลออกเป็น 4 กลวิธี ได้แก่ 1.การแปลแบบทับศัพท์ 2.การแปลตามความความหมาย 3.การแปลแบบผสมผสาน 4.การแปลแบบตามความนิยม ผลงานวิจัยพบว่า กลวิธีการแปลชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การแปลแบบผสมผสาน เพราะสามารถช่วยเพิ่มมโนทัศน์การรับรู้สภาพแหล่งท่องเที่ยวผ่านการแปลชื่อสถานที่ท่องเที่ยวไทยบางชื่อที่ไม่สามารถเลือกใช้กลวิธีการแปลเพียงวิธีเดียวมาใช้ในการแปล ทั้งยังสามารถถ่ายทอดความหมายให้สมบูรณ์ได้ รองลงมาคือกลวิธีการแปลแบบทับศัพท์ การแปลตามความหมาย และการแปลตามความนิยม ตามลำดับ งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า กลวิธีการแปลชื่อสถานที่ท่องเที่ยวจากภาษาไทยเป็นภาษาจีนสามารถเลือกใช้จาก 4 กลวิธีข้างต้นหรือใช้ตามความนิยม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจได้ง่ายที่สุดเป็นสำคัญ</p> ชุติมาภรณ์ บัตรประโคน, ภูเทพ ประภากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/283274 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 CAUSAL FACTORS AFFECTING SATISFACTION WITH LIFE SKILLS LEARNING AND COGNITIVE COMPETENCY OF EDUCATIONAL PERSONNEL IN PUBLIC UNIVERSITIES PARTICIPATING IN BUDDHIST PILGRIMAGE PROJECTS IN THAILAND, INDIA, AND NEPAL https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/285925 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระบุปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อประสบการณ์การแสวงบุญ 2) สำรวจระดับการพัฒนาทักษะชีวิตและความสามารถทางปัญญาของผู้เข้าร่วมผ่านการเข้าร่วมโครงการ และ 3) วิเคราะห์ผลกระทบเชิงพยากรณ์ของปัจจัยเชิงสาเหตุต่อความพึงพอใจ และผลกระทบของความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะชีวิตและความสามารถทางปัญญา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรทางการศึกษา 120 คน จากมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศไทย จำนวนประชากร 5,449 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการแสวงบุญทางพระพุทธศาสนาครบวงจร (ประเทศไทย อินเดีย และเนปาล) อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และได้ทำกิจกรรมการทำสมาธิและธัมมะ ณ สถานที่ทั้งสามประเทศ ระหว่างปี 2565-2567 ข้อมูลเชิงปริมาณที่รวบรวมจากแบบสอบถามได้รับการวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ข้อมูลเชิงคุณภาพที่รวบรวมจากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่ม ได้รับการวิเคราะห์เนื้อหาและมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ระหว่างผลการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรทางการศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐที่เข้าร่วมโครงการแสวงบุญทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย อินเดีย และเนปาล ประกอบด้วยคุณภาพของการสอน สภาพแวดล้อมที่สงบและศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แสวงบุญ และการใคร่ครวญส่วนบุคคลที่ได้รับจากประสบการณ์ <strong><br /></strong>2) กิจกรรมแสวงบุญทางพระพุทธศาสนามีส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะชีวิต อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับและทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ 3) ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาทักษะชีวิตและความสามารถทางปัญญา โดยผู้ที่มีความพึงพอใจสูงจะมีการพัฒนาทักษะดังกล่าวเพิ่มขึ้น</p> ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/285925 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทความ บทปริทัศน์หนังสือ มองคติชนเห็นตัวตนและชาติพันธุ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/279522 <p>มองคติชนเห็นตัวตนและชาติพันธุ์ เป็นหนังสือในชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. เรื่อง “คติชนสร้างสรรค์: พลวัตและการนำคติชนไปใช้ในสังคมไทยร่วมสมัย (2554-2557)” หนังสือเล่มนี้รวมบทความวิจัย 4 เรื่อง ได้แก่ (1) งานปอยไทยใหญ่: “เวที” แห่งการนำเสนออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยศิราพร ณ ถลาง และสุพิน ฤทธิ์เพ็ญ (2) ทานมหาปาง: พิธีกรรมบอกตัวตนของคนไทลื้อพลัดถิ่น หมู่บ้านร่มโพธิ์ทอง ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยวกุล มิตรพระพันธ์ (3) ประเพณีตั้งธัมม์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทที่วัดผาแตก ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยจตุพร เพชรบูรณ์ (4) เทศกาลตามประเพณีจีนในย่านเยาวราช: พื้นที่เพื่อการนำเสนออัตลักษณ์เชิงซ้อนทางวัฒนธรรมความเป็นจีนในบริบทการท่องเที่ยว โดยนรุตม์ คุปต์ธนไพโรจน์ และประกอบด้วยบทสังเคราะห์: มองชาติพันธุ์ผ่านคติชน โดยศิราพร ณ ถลาง และส่งท้ายด้วยภาคผนวก เรื่อง “คติชนสร้างสรรค์: พลวัตและการนำคติชนไปใช้ในสังคมไทยร่วมสมัย” หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการศึกษาคติชนสร้างสรรค์ อันประกอบไปด้วยบทความที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งเป็นบทความที่เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลภาคสนามในลักษณะการเข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นผู้สังเกตการณ์ ทั้งยังเป็นการสังเกตการณ์ที่มีความต่อเนื่องมากกว่า 1 ครั้ง ต่อ 1 ปี การเก็บข้อมูลลักษณะนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาคติชนสร้างสรรค์ เนื่องจากสามารถเห็นถึงความคงอยู่ ปรับเปลี่ยน ต่อยอด ผลิตซ้ำ รวมถึงการตีความใหม่ และการสร้างความหมายใหม่ในบริบทสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการศึกษาคติชนสร้างสรรค์ เนื่องจากสามารถเห็นถึงพลวัตที่เกิดขึ้นกับปรากฏการณ์ทางคติชนและปรากฏการณ์ทางสังคมดังกล่าว</p> อามานี อาบูดอแล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/279522 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 สหายสัตว์เลี้ยงและมิติทางวัฒนธรรม: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบระหว่างอิตาลีและไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/288343 <p>ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การมีสัตว์เลี้ยงหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นเพื่อนในครอบครัวได้กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนมองว่าสัตว์เหล่านี้เป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นเสมือนพี่น้อง หรือแม้กระทั่งเสมือนบุตร ความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นภาพของแมวลายที่เล่นกับเด็ก ๆ ในสวน หรือสุนัขที่ช่วยเหลือผู้พิการทางการมองเห็น แม้ความสัมพันธ์เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในสังคม แต่กลับมีช่องว่างในงานวิจัยระดับนานาชาติโดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าวัฒนธรรมและศาสนามีอิทธิพลต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยงอย่างไร โดยการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศยังคงมีอยู่อย่างจำกัด บทความนี้จึงมุ่งสำรวจแนวทางที่แตกต่างกันในการดูแลสัตว์เลี้ยงระหว่างประเทศอิตาลีและประเทศไทย โดยในอิตาลี สังคมให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยความเมตตาและให้คุณค่าในฐานะสมาชิกในครอบครัว ขณะที่ในประเทศไทย แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์ในฐานะ “ลูก” หรือ “สมาชิกในครอบครัว” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เลือกเลี้ยงสัตว์แทนการมีบุตร นอกจากนี้ การประกอบพิธีศพทางพุทธศาสนาให้กับสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีความพิถีพิถันและมีแบบแผนคล้ายกับพิธีศพของมนุษย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อว่าสัตว์ควรได้รับการดูแลด้วยเมตตาและมีโอกาสไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าในชาติหน้า ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม แต่ยังตอกย้ำอิทธิพลของหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมไทย แม้ว่าอิตาลีและไทยจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านวัฒนธรรมและภูมิหลังทางศาสนา แต่ทั้งสองประเทศต่างก็แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและบูรณาการสัตว์เลี้ยงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ช่วงเวลา และวิถีชีวิตในแต่ละวัน</p> จารุวรรณ หัตถผสุ, ฟาบิโอ คัลโซลารี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/eJHUSO/article/view/288343 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700