ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับวัฒนธรรมองค์กร ในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยาเขต 2

ผู้แต่ง

  • กัญญารัตน์ ดีขันคำ Master of Education Program in Educational Administration Graduate School, Chiangrai College
  • คฑาเทพ จันทร์เจริญ Lecturer of Chiangrai College
  • วีรพันธุ์ ศิริฤทธิ์ Lecturer of Chiangrai College Corresponding author

คำสำคัญ:

บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา, วัฒนธรรมองค์กรของสถานศึกษา, การบริหารสถานศึกษา

บทคัดย่อ

          บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยาเขต 2 (2) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยาเขต 2 และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยาเขต 2 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 36 คน ครูผู้สอน จำนวน 266 คน รวม 302 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสหสัมพันธ์เพียร์สัน

           ผลการวิจัยพบว่า

  1. บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1) บทบาทในฐานะผู้รักษาระเบียบวินัยของนักเรียน 2) บทบาทในการทบทวนนโยบายและกระบวนการภายใน และ 3) บทบาทในฐานะผู้ประเมิน กับ บทบาทในการกำหนดตาราง ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ บทบาทในการมอบหมายงาน
  2. วัฒนธรรมองค์กรในการบริหารในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ความไว้วางใจและเชื่อมั่น 2) การตัดสินใจ 3) ความเป็นเลิศ ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ เป้าประสงค์ของสถานศึกษา
  3. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษากับวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารสถานศึกษา พบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ในระดับสูง กับวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารสถานศึกษา

         

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-10-02

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research article)