วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru
<p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ISSN: 2229-0435 รับตีพิมพ์บทความในกลุ่ม สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยมีกำหนดออกวารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p>
งานประสานการจัดบัณฑิตศึกษา สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน
th-TH
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
2229-0435
<p>บทความนี้ยังไม่เคยลงตีพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p> <p>บทความที่ลงพิมพ์เป็นข้อคิดเห็น/แนวคิด/ทัศนคติของผู้เขียนเท่านั้น หากเกิดผลทางกฎหมายใดๆที่อาจ</p> <p>เกิดขึ้นจากบทความนี้ ผู้เขียนจะเป็นผู้รับผิดชอบ และบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารเท่านั้น</p> <p> </p> <p> </p>
-
กระบวนทัศน์การบริหารจัดการหลักสูตรคณิตศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ ระดับมัธยมศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/299572
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนทัศน์การบริหารจัดการหลักสูตรคณิตศาสตร์ กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และครูผู้สอนรายวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วยจังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี ที่ดีด้านการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 3 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง<br /> ผลการวิจัยพบว่า กระบวนทัศน์การบริหารจัดการหลักสูตรคณิตศาสตร์ กรณีศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ประกอบไปด้วย 6 กระบวนทัศน์ ได้แก่ กระบวนทัศน์ที่ 1 กระบวนทัศน์ฐานทฤษฎีและการเรียนรู้เชิงรุก (Theory-Driven & Active Learning Paradigm) กระบวนทัศน์ที่ 2 การบริหารหลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Education) กระบวนทัศน์ที่ 3 การบริหารหลักสูตรเชิงบูรณาการ (Integrated Curriculum) กระบวนทัศน์ที่ 4 การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมและเครือข่าย (Collaborative & Networked Management Paradigm) กระบวนทัศน์ที่ 5 การบูรณาการและเชื่อมโยงชีวิตจริง (Integration & Real-World Relevance Paradigm) กระบวนทัศน์ที่ 6 การประเมินตามสภาพจริงและความโปร่งใส (Authentic Assessment & Transparency Paradigm)</p>
พนิตนาถ ฟุ้งเฟื่อง
ธัญวรัตน์ สุวพัฒน์
ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-20
2026-05-20
16 2
1
10
-
ผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนแบบนั่งร้านที่มีต่อความสามารถ ในการออกแบบกิจกรรมการสอนการออกเสียงภาษาจีน ของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาจีน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/298729
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการสอนการออกเสียงภาษาจีน ของนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาจีน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนแบบนั่งร้าน และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการสอนภาษาจีน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดผลหลังเรียน (One-shot Case Study) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนแบบนั่งร้าน 2) แบบประเมินความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการสอนการออกเสียงภาษาจีน และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>)<br /> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนแบบนั่งร้าน นักศึกษามีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการสอนการออกเสียงภาษาจีนโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (<em>M</em> = 21.14, <em>SD</em> = 0.54) และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.83, <em>SD</em>= 0.49)</p>
CHENYI MENG
อุบลวรรณ ส่งเสริม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-07
2026-05-07
16 2
11
19
-
อิทธิพลของความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลต่อผลการปฏิบัติงานเชิงนวัตกรรมผ่านพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม: บทบาทของการรับรู้ความสามารถของตนเองเชิงสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงของพนักงานบัญชีบริษัทเอกชน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/300951
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัล พฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลการปฏิบัติงานเชิงนวัตกรรม การรับรู้ความสามารถของตนเองเชิงสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนแปลง 2) อิทธิพลของความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม 3) อิทธิพลของพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งผลต่อผลการปฏิบัติงานเชิงนวัตกรรม และ 4) อิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองเชิงสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลกับพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากพนักงานบัญชีบริษัทเอกชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าการแจกแจงความถี่ ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน วิเคราะห์องค์ประกอบยืนยัน และวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง<br /> ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม (ß = 0.670, p < 0.05) และพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการปฏิบัติงานเชิงนวัตกรรม (ß = 0.919, p < 0.05) นอกจากนี้ การรับรู้ความสามารถของตนเองเชิงสร้างสรรค์มีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลและพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม(ß = 0.585, p < 0.05) ขณะที่ความมุ่งมั่นต่อการเปลี่ยนแปลงมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับเชิงลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลและพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม (ß = -0.552, p < 0.05) โดยความสัมพันธ์ทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยีดิจิทัลและส่งเสริมพฤติกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อยกระดับผลการปฏิบัติงานเชิงนวัตกรรมของพนักงานบัญชี</p>
จิณัชญานันท์ อุดมพงศ์วัฒนา
วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-25
2026-06-25
16 2
20
33
-
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทและความระมัดระวังทางบัญชี ที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/298438
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และศึกษาความสัมพันธ์ของความระมัดระวังทางบัญชีที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 324 บริษัท โดยจำนวนดังกล่าวไม่รวมกลุ่มธุรกิจการเงิน ใช้ประชากรทั้งหมด โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ จากฐานข้อมูล SETSMART และรายงานประจำปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นกระดาษทำการใช้ในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01<br /> ผลการวิจัยพบว่า<br /><span style="font-size: 0.875rem;"> 1.องค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัท ด้านสัดส่วนของกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารและด้านสัดส่วนการถือหุ้น</span><span style="font-size: 0.875rem;">กรรมการบริษัทส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ทางสถิติ ส่วนองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัท ด้านคะแนนการประเมินการกำกับดูแล ด้านสัดส่วนกรรมการบริษัทที่มีความรู้ ความชำนาญด้านบัญชีและการเงิน และด้านกรรมการอิสระดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทไม่ส่งผลต่อความสามารถ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถสร้างสมการถดถอยในรูปแบบคะแนนดิบ คือ</span><span style="font-size: 0.875rem;">PFR = .10 (SLG) + .50(PED) + 7.49 (DAF) -2.69 (ICD) -.10 (PSD) และสามารถสร้างสมการถดถอยในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน PFR = .00 (SLG) + .42 (PED) + .03 (DAF) -.40 (ICD) -.30 (PSD)<br /></span> 2. ความระมัดระวังทางบัญชี ด้านความระมัดระวังทางบัญชีตามตัวแบบ Givoly and Hayn (2000) ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความระมัดระวังทางบัญชีด้านความระมัดระวังทางบัญชีตามตัวแบบ Basu (1997) ไม่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถสร้างสมการถดถอยพหุคูณ สามารถสร้างสมการถดถอยในรูปแบบคะแนนดิบ คือ PFR = .00 (ACB) + .29 (ACG) และสามารถสร้างสมการถดถอยในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ PFR = .00 (ACB) + .32 (ACG)</p>
พันธ์แสน ใจชื้น
ฐิติพร พระโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
16 2
34
42
-
อิทธิพลของแนวปฏิบัติทางการบัญชีแบบลีนต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ของผู้ทำบัญชีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/299856
<p> การค้นคว้าอิสระครั้งนี้ เป็นงานวิจัยเอกสารมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของแนวปฏิบัติทางการบัญชีแบบลีนต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 5 ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ทำบัญชีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 5 จำนวน 123 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย การกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br /> ผลการวิจัยพบว่า แนวปฏิบัติทางการบัญชีแบบลีนมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และได้สมการถดถอยในรูปแบบคะแนนดิบ คือ PA = 0.571 + 0.862 (LP) หรือในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ PA = 0.481 (LP)</p>
พลอยภัทรชา เยี่ยมสวัสดิ์
ขวัญนรี กล้าปราบโจร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
16 2
43
57
-
การวิเคราะห์ความต้องการการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ตามกรอบอ้างอิงมาตรฐานทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) ของนักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/301126
<p> งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความต้องการการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงมาตรฐานทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) ของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงมาตรฐานทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) ของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ระหว่างชั้นปี กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จำนวน 316 นาย ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 0.98 และมีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) และค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI<sub>modified</sub>) การทดสอบสมมติฐานใช้ F-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงมาตรฐานทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) ของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โดยรวมมีค่าดัชนีเท่ากับ 0.133 และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าสมรรถนะด้านการเขียนมีความต้องการในการพัฒนาสูงสุด (PNI<sub>modified </sub>= 0.161) รองลงมาคือสมรรถนะด้านการพูด (PNI<sub>modified</sub> = 0.159) สมรรถนะด้านการฟัง (PNI<sub>modified</sub> = 0.110) และอันดับสุดท้ายคือ สมรรถนะด้านการอ่าน (PNI<sub>modified</sub> = 0.095) และ 2) นักเรียนนายร้อยทั้ง 5 ชั้นปี มีความต้องการการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามกรอบอ้างอิงมาตรฐานทางภาษาของสหภาพยุโรป (CEFR) ที่ไม่แตกต่างกัน สำหรับข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารและคณาจารย์ในการปรับปรุงหลักสูตรภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นสมรรถนะทักษะการผลิตสาร (Productive skills) ด้านการเขียนและการพูดทางการทหาร ตลอดจนจัดกิจกรรมเสริมทักษะแบบบูรณาการในลักษณะเดียวกันให้กับนักเรียนนายร้อยในทุกระดับชั้นปีอย่างต่อเนื่อง</p>
วสันต์ เต็งกวน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
16 2
58
71
-
การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงาน ขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/300532
<p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมผสานเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.935 กับกลุ่มตัวอย่างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จำนวน 324 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้บริหารและนักบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 16 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการศึกษาพบว่า 1) การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านการวัดและการตรวจสอบผลการดำเนินงาน และด้านการให้รางวัลตอบแทน ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีประสิทธิภาพในการทำนายร่วมกันร้อยละ 70.30 2) แนวทางการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี คือ “SPMR Guideline” ประกอบด้วย (1) ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการมีส่วนร่วม (S: Strategic Planning & Participation) (2) ด้านการกำหนดตัวชี้วัดและการวัดผล (P: Performance Indicators & Measurement) (3) ด้านการติดตาม ตรวจสอบ และความโปร่งใส (M: Monitoring, Transparency & Audit) (4) ด้านการให้รางวัลและแรงจูงใจ (R: Reward & Motivation)</p>
วิวรรธน์ สุขสมกิจ
ดารัณ พราหมณ์แก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
16 2
72
82
-
กลยุทธ์การบริหารจัดการหลักสูตรสาขาวิชาเคมีเชิงรุกในยุควิกฤตประชากรลดลง สู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/301898
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการหลักสูตรสาขาวิชาเคมีในยุควิกฤตประชากรลดลง และ 2) พัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการหลักสูตรสาขาวิชาเคมีเชิงรุกสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิระดับบริหารและคณาจารย์ จำนวน 9 คน และกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาสาขาวิชาเคมีจาก 3 สถาบันอุดมศึกษา จำนวน 68 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการหลักสูตรมีการปรับตัวโดยเน้นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบดูแลสุขภาวะนักศึกษา (Well-being) โดยนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการหลักสูตรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.08, <em>SD</em> = 0.69) และพึงพอใจสูงสุดในประเด็นการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต (M = 4.31, <em>SD</em> = 0.89) 2) กลยุทธ์การบริหารจัดการหลักสูตรสาขาวิชาเคมีเชิงรุกประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์และความหลากหลาย 2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกและสมรรถนะนวัตกร 3) ระบบดูแลและสร้างความสุข 4) การสร้างพันธมิตรและเครือข่าย และ 5) การบริหารจัดการโครงสร้างและทรัพยากร ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นแนวทางสำคัญในการพลิกฟื้นหลักสูตรให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านประชากรศาสตร์และสร้างความยั่งยืนทางการศึกษา</p>
วุฒิชัย ฤทธิ
จาตุรงค์ ผลประเสริฐ
วรรณา วัฒนา
มาเรียม นิลพันธุ์
ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-10
2026-08-10
16 2
83
94
-
การประยุกต์ใช้โมเดลบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ (SAE) ของประเทศโคลอมเบีย : บทเรียนเพื่อการจัดการทรัพย์สินในคดีฟอกเงินของประเทศไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/304242
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดและปัญหาของการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ถูกยึด หรืออายัดในคดีฟอกเงินของประเทศไทยในปัจจุบัน ศึกษาโครงสร้างและกลไกความสำเร็จของโมเดลบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ (SAE) ของประเทศโคลอมเบียและเสนอแนวทางการปฏิรูปเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะทางกฎหมายในการประยุกต์ใช้โมเดลบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ในบริบทของประเทศไทย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสารเชิงคุณภาพ (Qualitative Documentary Research) และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis) เป็นวิธีหลัก โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากบทบัญญัติกฎหมายคำพิพากษาศาล และรายงานขององค์กรสากล (UNODC และ FATF) นำมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผ่านการตีความทางกฎหมายและการวิเคราะห์เปรียบเทียบร่วมกับแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) และหลักนิติธรรม<br /> ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยประสบปัญหาคอขวดในกระบวนการหลังการยึดทรัพย์สิน เนื่องจากกระบวนการทางศาลใช้เวลานานส่งผลให้ทรัพย์สินเสื่อมค่า และสำนักงาน ปปง. ขาดโครงสร้างองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์ ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณในการดูแลรักษา ขณะที่ประเทศโคลอมเบียประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านโมเดล SAE ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจกึ่งเอกชนที่ขับเคลื่อนด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีความยืดหยุ่นสูง โดยมีกลไกสำคัญคือ มาตรการจำหน่ายสินทรัพย์เสื่อมราคาล่วงหน้า การบริหารสินทรัพย์เชิงพาณิชย์โดยจ้างมืออาชีพภายนอก และการจัดสรรรายได้ผ่านกองทุน FRISCO กลับไปสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมและปฏิรูปที่ดินเพื่อสังคม การศึกษานี้จึงเสนอแนะให้ประเทศไทยปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายฟอกเงิน โดยตรากฎหมายจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลกึ่งเอกชนเพื่อบริหารสินทรัพย์เชิงรุก และนำมาตรการจำหน่ายทรัพย์สินล่วงหน้ามาใช้ เพื่อลดภาระทางการคลังและเปลี่ยนทุนอาชญากรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
เทิดสยาม บุญยะเสนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
16 2
95
106
-
การพัฒนารูปแบบการวางแผนการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณ ของกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/303915
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ทางการเงิน พฤติกรรมและปัญหาการวางแผนการเงิน การบริหารความเสี่ยงและการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณของกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออก 2) ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการวางแผนการเงิน การบริหารความเสี่ยงและการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณของกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออก และ 3) ศึกษาการพัฒนาและการส่งเสริมทางการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณของกลุ่มวัยทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออก การวิจัยแบบผสมผสานมีกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มวัยทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ธุรกิจส่วนตัว ค้าขาย งานบริการและเดลิเวอรี่ ที่มีอายุระหว่าง 25-59 ปี ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปราจีนบุรี การวิจัยเชิงปริมาณ การเลือกสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 300 ชุด เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติในการวิเคราะห์ใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและถดถอยพหุคูณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ การคัดเลือกสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีส่วนร่วม<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มวัยทำงานมีความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินในระดับมากที่สุดมีแนวทางในการออม การจัดทำรายรับ รายจ่ายของตนเองเป็นอย่างดี 2) ความเป็นไปได้ทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงและการลงทุนต้องมีความเหมาะสมของแต่ละบุคคลให้มีความยืดหยุ่นกับระดับรายได้ ภาระหนี้สิน ค่าครองชีพและความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ได้ร้อยละ 63.40 และ 3) โปรแกรมการสร้างวินัยทางการเงินส่งเสริมให้สถาบันการเงินทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในการออมอย่างมีระบบ การให้ความรู้เกี่ยวกับลงทุนระยะยาว และองค์กรมีสวัสดิการด้านการออมให้กับบุคลากรเพื่อการเกษียณที่มั่นคง</p>
พิพรรธน์ พิเชฐศิรประภา
นรินทร สมทอง
พูนศักดิ์ แสงสันต์
เสาวลักษณ์ เพ็ชรคล้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-23
2026-08-23
16 2
107
118
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร กรมทรัพยากรน้ำในหน่วยงานส่วนกลาง
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/301674
<p> การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำในหน่วยงานส่วนกลาง และ 2) ปัจจัยด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำในหน่วยงานส่วนกลาง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานส่วนกลางของกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 403 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 200 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้สถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ศึกษาและประสิทธิภาพการทำงาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำในหน่วยงานส่วนกลางโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (x ̅ = 4.00, SD = 1.02) และปัจจัยด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง (x ̅ = 3.97, SD = 1.05) นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 6 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารจัดการภายในหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
รุ่งรัศมี ศุภกิจชัยศิลป์
ภาวัจ รุจาฉันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
16 2
119
126
-
ปัจจัยพฤติกรรมสุขภาพที่ทำนายค่าดัชนีมวลกายของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/304139
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยพฤติกรรมสุขภาพที่สามารถทำนายค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) ของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์เพื่อการทำนาย กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายสนับสนุนสังกัดสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 147 คน เลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบมวลร่างกายโดยใช้หลักการวิเคราะห์ความต้านทานทางชีวไฟฟ้า (Bioelectrical Impedance Analysis: BIA) และแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอย<br /> ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 3.99, S.D. = .442) โดยพฤติกรรมทางสังคม มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( x ̅ = 4.18, S.D. = .619) รองลงมา ได้แก่ พฤติกรรมทางอารมณ์ (x ̅ = 4.07, S.D. = .638) พฤติกรรมการทำงาน ( x ̅ = 4.03, S.D. = .422) พฤติกรรมการออกกำลังกาย ( x ̅ = 3.91, S.D. = .558) และพฤติกรรมการพักผ่อน (x ̅ = 3.78, S.D. = .814) ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.9 มี BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อใช้ค่า BMI จริง (กิโลกรัมต่อตารางเมตร; kg/m²) ในการวิเคราะห์ พบว่าพฤติกรรมการพักผ่อน (r = .197, p = .017) พฤติกรรมการออกกำลังกาย (r = .186, p = .024) และพฤติกรรมทางอารมณ์ (r = .214, p = .009) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ BMI ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยแบบขั้นตอน พบว่าพฤติกรรมทางอารมณ์เป็นตัวแปรที่เข้าสู่สมการเพียงตัวเดียว (B = 1.904, β = .214, p = .009) และอธิบายความแปรปรวนของ BMI ได้ร้อยละ 4.6 (R² = .046)</p>
ชนิษศา พุ่มสมบัติ
ธนวัฒน์ บวงสรวง
น้ำฝน แสงอรุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
16 2
127
136
-
ความต้องการจำเป็นและข้อเสนอแนะเชิงสมรรถนะสากลเพื่อการจัดตั้งหลักสูตร ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน ในยุคดิจิทัล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/304280
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินความต้องการจำเป็นของสมรรถนะสากลในยุคดิจิทัลสำหรับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา 2) ประเมินความพร้อมเชิงระบบของการจัดตั้งหลักสูตรสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน และ 3) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์และกรอบโครงสร้างหลักสูตรที่เน้นการบูรณาการข้ามศาสตร์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) รูปแบบเชิงปริมาณนำและขยายความด้วยเชิงคุณภาพ (Explanatory Sequential Design) กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย นิสิตปัจจุบัน 35 คน ศิษย์เก่าในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง 25 คน และผู้ใช้บัณฑิต 25 คน รวมจำนวน 85 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและผู้บริหาร จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (<em>PNI<sub>modified</sub></em>) และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะสากลในยุคดิจิทัลที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดการเรียนการสอนและงานวิจัย (<em>PNI<sub>modified</sub></em> = 0.66, D = 2.90, I = 4.80) 2) ความพร้อมเชิงระบบของสถาบันภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅= 4.17, S.D. = 0.62) โดยมีความโดดเด่นด้านทุนมนุษย์และระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล แต่ควรเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการวิจัยระดับนานาชาติ และ 3) ข้อเสนอแนะเชิงสมรรถนะและกรอบโครงสร้างหลักสูตร มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ (Transdisciplinary) และความยืดหยุ่นผ่านระบบสะสมหน่วยกิต (Micro-credentials)</p>
แสงเดือน เจริญฉิม
สุเทพ อ่วมเจริญ
มีชัย เอี่ยมจินดา
อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-20
2026-08-20
16 2
137
145
-
การพัฒนาระบบบริหารงานประชาสัมพันธ์ข่าวเว็บไซต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/303382
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาระบบบริหารงานประชาสัมพันธ์ข่าวเว็บไซต์คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และ 2) ศึกษาผลการทดลองและประเมินระบบบริหารงานประชาสัมพันธ์ข่าวเว็บไซต์ดังกล่าว ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรและนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม การดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกสำรวจความต้องการ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 89 คน และระยะสองประเมินผลการใช้งานระบบ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 85 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าทีและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการพัฒนาระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.56) โดยเน้นความต้องการให้เว็บไซต์สามารถเชื่อมโยงกับระบบงานอื่นและค้นหาข้อมูลได้ง่าย พัฒนาระบบสารสนเทศที่แบ่งการทำงานเป็นส่วนจัดการข้อมูลหลังบ้านและส่วนแสดงผลหน้าเว็บไซต์หลัก ที่รองรับการใช้งานบนทุกอุปกรณ์ 2) มีความพึงพอใจต่อระบบจัดการข่าวหลังบ้านในภาพรวมระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.57) ความพึงพอใจต่อการใช้งานหน้าเว็บไซต์หลักในระดับมาก ((x ̅= 4.49) โดยจุดเด่นของระบบคือความสมบูรณ์ของการแสดงผลแบบยืดหยุ่น และเครื่องมือที่ใช้งานสะดวก 3) ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจระหว่างกลุ่มบุคลากรและกลุ่มนักศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 4) ประสิทธิภาพการทำงานของระบบหลังบ้าน มีความสอดคล้องและแปรผันตามความพึงพอใจต่อหน้าเว็บไซต์หลักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
โสภณ นิ่มวาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
16 2
146
157
-
การศึกษาเปรียบเทียบการใช้กลวิธีลดทอนความหนักแน่นและอคติของเอไอ ในบทความวิจัยด้านการสอนภาษาอังกฤษของชาวไทยและเจ้าของภาษา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/299631
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความซับซ้อนทางวาทศิลป์ของการใช้กลวิธีลดทอนความหนักแน่น (Hedging) ในส่วนผลการวิจัยและอภิปรายผลของบทความวิจัยด้านการสอนภาษาอังกฤษ (ELT) งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพแบบเปรียบเทียบ (Qualitative comparative design) โดยรวบรวมคลังข้อมูลจากบทความวิจัยที่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed) จำนวน 20 บทความ (ตีพิมพ์ระหว่างปี ค.ศ. 2019 ถึง 2024 แบ่งเป็นบทความที่เขียนโดยนักวิจัยชาวไทย 10 บทความ และเจ้าของภาษา 10 บทความ) ข้อมูลถูกสกัดโดยใช้โปรแกรม AntConc และดำเนินการเข้ารหัสข้อมูลด้วยมนุษย์ (Manual coding) ตามกรอบแนวคิดการใช้คำลดทอนความหนักแน่นของ Hyland (1998) ตามด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยเผยให้เห็นความแตกต่างทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ ผู้เขียนชาวไทยพึ่งพาการใช้กริยาช่วย (Modal verbs) อย่างมาก (ความถี่ 98 ครั้ง) สำหรับแนวทางการเขียนที่เน้นผู้อ่านเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่ผู้เขียนเจ้าของภาษานิยมใช้การระบุเงื่อนไขที่จำกัด (Limiting conditions) (ความถี่ 54 ครั้ง) เพื่อกำหนดขอบเขตข้อกล่าวอ้างของตนอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ รูปแบบการใช้กลวิธีลดทอนความหนักแน่นที่ซ้ำซ้อนของผู้เขียนชาวไทย ซึ่งมีลักษณะความหลากหลายของคำศัพท์ต่ำ พบว่าสอดคล้องกับลักษณะทางภาษาที่มักกระตุ้นให้เครื่องมือตรวจจับ AI ตรวจพบความผิดพลาดแบบผลบวกลวง (False positives) ข้อสังเกตนี้ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการเรียนการสอนเพื่อขยายคลังความรู้วาทศิลป์ของนักวิชาการที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีวิธีตรวจจับ AI ที่มีความเท่าเทียมทางภาษา</p>
ธวัชชัย ใจศิริ
M. Villalobos
อารัมภ์ เอี่ยมละออ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
16 2
158
168
-
กากีคำกลอน : เพราะประมาทใน “ธรรม” จึงนำไปสู่ความพินาศ
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/301073
<p> บทความวิชาการนี้ เขียนขึ้นเพื่อศึกษาชีวิตของตัวละครในวรรณคดีเรื่องกากีคำกลอน ที่ตั้งตนอยู่บนความประมาทใน “ธรรม” โดยตัวละครที่ศึกษา ได้แก่ พระเจ้าพรหมทัต พญาครุฑเวนไตรย นาฏกุเวร และนางกากี ใช้วิธีศึกษาโดยการอ่านตัวบทอย่างละเอียด และวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดทางพุทธศาสนา คือ หลักธรรมขั้นพื้นฐาน 3 ประการ เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ ได้แก่ ศีล 5 อบายมุข 4 ฆราวาสธรรม 4 ผลการศึกษาพบว่า ตัวละครในวรรณคดีเรื่องกากีคำกลอน ต่างใช้ชีวิตที่ประมาทใน “ธรรม” จึงนำไปสู่ความพินาศประการต่าง ๆ โดยพระเจ้าพรหมทัตประมาทใน “ธรรม” เรื่องอบายมุข 4 จึงต้องพบกับความพินาศด้านการครองเรือน พญาครุฑเวนไตรย ประมาทใน “ธรรม” เรื่องศีล 5 ข้อที่ 2 และข้อที่ 3 ทั้งยังประมาทใน “ธรรม” เรื่อง ฆราวาสธรรม 4 ข้อ สัจจะ ทำให้เกิดความพินาศด้านการเสื่อมมิตร เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ นาฏกุเวร ประมาทใน “ธรรม” เรื่อง ศีล 5 ข้อ 3 จึงพบกับความพินาศด้านการเสื่อมมิตร ส่วนนางกากี ประมาทใน “ธรรม” เรื่องศีล 5 ข้อที่ 3 และ ข้อที่ 4 ทั้งยังประมาทใน “ธรรม” เรื่อง ฆราวาสธรรม 4 ข้อ สัจจะ จึงต้องพบกับความพินาศด้านการครองเรือน ความพินาศด้านชื่อเสียงและเกียรติยศ ทั้งนี้ผลการศึกษายังช่วยทำให้เกิดมุมมองต่อการดำเนินชีวิตจริงของมนุษย์ว่า หากดำเนินชีวิตโดยปราศจาก “ธรรม” ย่อมส่งผลกระทบในแง่ลบ อันเป็นหนทางไปสู่ความพินาศ เช่น ถูกตัดขาดจากมิตร สูญเสียความไว้วางใจจากมิตร เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง สูญสิ้นทรัพย์สิน ทั้งนี้หากมนุษย์ปฏิบัติตามหลักธรรม ความพินาศย่อมไม่บังเกิด เพราะมี “ธรรม” ที่คอยควบคุมจิตใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควร</p>
ณัฐวุฒิ คล้ายสุวรรณ
พระครูวินัยธร สุขุม สุขวฒฺฑโก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-09
2026-07-09
16 2
169
180
-
การพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล: บทเรียนสำหรับองค์กรไทย
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/303151
<p> การเปลี่ยนผ่านดิจิทัลขององค์กรไทยขึ้นอยู่กับทั้งความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของบุคลากร แต่งานสังเคราะห์องค์ความรู้ที่บูรณาการมุมมองทุนมนุษย์เข้ากับบริบทเฉพาะขององค์กรไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด บทความวิชาการเชิงแนวคิดและสังเคราะห์ฉบับนี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการ (Integrative Review) ครอบคลุมช่วง พ.ศ. 2564–2568 จากงานวิจัยระดับสากล รายงานองค์กรระหว่างประเทศ และเอกสารนโยบายไทย รวม 34 รายการตามเกณฑ์คัดเข้า-คัดออกที่กำหนดเพื่อ 1) วิเคราะห์แนวคิด องค์ประกอบ และความท้าทายเชิงโครงสร้างของทุนมนุษย์ในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย 2) สังเคราะห์บทเรียนและแนวปฏิบัติจากงานวิจัยไทยและต่างประเทศที่องค์กรไทยนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง และ 3) นำเสนอกรอบแนวคิดทุนมนุษย์เพื่อการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล (HCDT Framework) ที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะขององค์กรไทย รายงานของ World Bank และ EEF (2024) ระบุว่า ประชากรวัยทำงานไทยอายุ 15–64 ปี ร้อยละ 74.1 มีทักษะดิจิทัลพื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียผลิตภาพที่ประเมินไว้ราวร้อยละ 20.1 ของ GDP ในปี พ.ศ. 2565 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเร่งด่วนของประเด็นที่บทความนี้มุ่งตอบ วรรณกรรมที่ทบทวนสะท้อนว่าความพร้อมของบุคลากร วัฒนธรรมองค์กร และระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ปัจจัยเหล่านี้มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่าความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี การสังเคราะห์ยังชี้ให้เห็นแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันตามบริบทองค์กร ตั้งแต่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไปจนถึงองค์กรภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ จากการสังเคราะห์วรรณกรรม ผู้เขียนเสนอว่าทุนมนุษย์อาจทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมระหว่างกลยุทธ์ดิจิทัลกับผลลัพธ์ขององค์กร และนำไปสู่กรอบ HCDT ที่มี 5 องค์ประกอบหลัก องค์ประกอบดังกล่าวได้แก่ ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ดิจิทัล ระบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ วัฒนธรรมการเรียนรู้และนวัตกรรม โครงสร้างและเทคโนโลยีสนับสนุนและระบบติดตามประเมินผลและการใช้ข้อมูล ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทองค์กรไทย ข้อเสนอทั้งด้านกลไกเชื่อมและความเหมาะสมของกรอบแนวคิดนี้ยังอยู่ในระดับแนวคิดที่รอการทดสอบเชิงประจักษ์ในภาคสนามต่อไป</p>
ธาริณีย์ คงดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
16 2
181
195