https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/issue/feed
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
2026-01-09T14:12:50+07:00
ดร.จุติพร อินทะนิน
acad@mail.pbru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ISSN: 2229-0435 รับตีพิมพ์บทความในกลุ่ม สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยมีกำหนดออกวารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/295449
การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วม ในเส้นทางหุบเขาศรีลานนา บ้านแม่แพง ตำบลแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่
2025-11-19T15:28:28+07:00
โฆษิต ไชยประสิทธิ์
khosit_cha@cmru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพและทรัพยากรการท่องเที่ยวของบ้านแม่แพงตามเส้นทางชุมชนหุบเขาศรีลานนา 2) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนกับนักศึกษาต่างประเทศเพื่อสร้างแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ และ 3) พัฒนาแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผสานแนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism: CBT) การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ SWOT–TOWS และกิจกรรม Design Thinking กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหุบเขาศรีลานนา 30 คน และนักศึกษาจาก Temasek Polytechnic ประเทศสิงคโปร์ จำนวน 35 คน ภายใต้โครงการ Passage to ASEAN ในฐานะนักท่องเที่ยวทดลองเส้นทาง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) บ้านแม่แพงมีศักยภาพด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น ต้นฉำฉากลางน้ำ น้ำตกม่อนหินไหล น้ำพุร้อนโป่งบัวบาน วัดแม่ปั๋ง และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล รวมถึงผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น สมุนไพร ผ้าทอ จักสาน และอาหารท้องถิ่น โดยมีข้อจำกัดสำคัญคือการขาดระบบบริหารจัดการ การจัดลำดับจุดท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ครบถ้วน 2) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนกับนักศึกษาต่างประเทศนำไปสู่แนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ คือ “Youth Adventure & Eco Destination” ที่ผสานประสบการณ์เชิงนิเวศ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต พร้อมการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และ 3) การวิเคราะห์ SWOT–TOWS ทำให้เกิดแนวทางการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวที่ชัดเจน และนำไปสู่การออกแบบเส้นทาง “Mae Pang Eco–Cultural Route” ซึ่งรวมกิจกรรมล่องเรือ เดินป่า ตลาดชุมชน และเวิร์กช็อปหัตถกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมข้อเสนอจัดตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลและผลิตภัณฑ์ชุมชน</p> <p> สรุปผลการวิจัยพบว่า การบูรณาการการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนสู่มาตรฐานเชิงสร้างสรรค์ เชื่อมโยงแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) ของประเทศ</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/296440
มาตรการทางกฎหมายในการเปลี่ยนประเภทโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา เป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเอกชน
2025-12-18T15:59:39+07:00
มโหสถ เกิดเดช
mahosot1976@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการเปลี่ยนประเภทโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษาที่มีความพร้อมและศักยภาพสามารถจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาได้เป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเอกชน การวิจัยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษา รวบรวม ค้นคว้าและสังเคราะห์เอกสารทางกฎหมายไทย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การเปลี่ยนประเภทโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา เป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเอกชน จำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติขึ้นมารองรับ โดยพระราชบัญญัติมีโครงสร้างประกอบด้วย ขอบวัตถุประสงค์ ผู้รับใบอนุญาต หลักเกณฑ์การเปลี่ยนประเภท การจัดการศึกษา การกำกับดูแล มาตรฐานการอาชีวศึกษา และกองทุนส่งเสริมการอาชีวศึกษาเอกชน เป็นต้น การวิจัยเสนอแนะให้นำผลการศึกษาไปตราเป็นพระราชบัญญัติสถาบันการอาชีวศึกษาเอกชน พ.ศ. .... เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายมาตรฐานกลางรองรับการเปลี่ยนประเภทโรงเรียนในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา เป็นสถาบันการอาชีวศึกษาเอกชน รวมถึงการออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/294137
ผลของการใช้ศิลปะบำบัดแมนดาลาต่อการเสริมสร้างทักษะทางอารมณ์ และสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6
2025-11-27T15:40:50+07:00
กานต์ หงษ์เพ็ชร
karnhongphet@hotmail.com
ศรียา นิยมธรรม
Karnhongphet@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และเปรียบเทียบทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 ที่มีคะแนนทักษะทางอารมณ์และสังคมอยู่ในระดับน้อยและน้อยที่สุดก่อนและหลังการใช้ศิลปะบำบัดแมนดาลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนบ้านท่ายาง จ.เพชรบุรี จำนวน 15 คน ที่มีคะแนนทักษะทางอารมณ์และสังคมอยู่ในระดับน้อยและน้อยที่สุด ด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการทดลองจำนวน 20 ครั้ง ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันจันทร์ - วันศุกร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 -6 และศิลปะบำบัดแมนดาลา แล้วทำการประเมินซ้ำหลังการทดลองครบ 20 ครั้ง ด้วยแบบวัดทักษะทางอารมณ์และสังคม นำคะแนนของทักษะทางอารมณ์และสังคมก่อน-หลังไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test for dependent samples เปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ของโรงเรียนบ้านท่ายาง จ.เพชรบุรี มีทักษะทางอารมณ์และสังคมอยู่ในระดับสูงและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ที่มีคะแนนทักษะทางอารมณ์และสังคมอยู่ในระดับน้อยและน้อยที่สุดที่เข้าร่วมศิลปะบำบัดแมนดาลามีคะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางอารมณ์และสังคมหลังการเข้าร่วมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/293990
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้าใจโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล
2025-12-25T15:55:45+07:00
สุภาวดี มะณีวงค์
supawadi.man@rmutr.ac.th
พิมพ์ปวีณ์ พลมณี
supawadi.man@rmutr.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้าใจโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อโมเดลเศรษฐกิจ BCG และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ประชากรคือกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล จำนวน 1,083 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 321 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.946 ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ (Google Forms) และแบบสอบถามฉบับกระดาษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านการรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้านการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของสถาบัน ร่วมกันพยากรณ์ความเข้าใจโมเดลเศรษฐกิจ BCG ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 25.30 (R<sup>2</sup> = 0.253) โดยการรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.38) รองลงมาคือการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (β = 0.29) และการเข้าร่วมกิจกรรมของสถาบัน (β = 0.18) ตามลำดับ 2) นักศึกษามีความคิดเห็นต่อโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.17, S.D. = 0.58) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า มิติเศรษฐกิจสีเขียวมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̄ = 4.25) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ มิติเศรษฐกิจชีวภาพ (𝑥̄ = 4.15) และมิติเศรษฐกิจหมุนเวียน (𝑥̄ = 4.11) ตามลำดับ และ 3) แนวทางการส่งเสริมความเข้าใจควรเน้นการพัฒนาสื่อความรู้ดิจิทัลในรูปแบบวิดีโอสั้น (Short Video) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ควบคู่กับการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ เช่น การประกวดแผนธุรกิจ สีเขียว เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และการนำไปประยุกต์ใช้จริง</p>
2026-01-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/296523
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรื่องร้องเรียน ของประชาชน: กรณีศึกษาสำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
2026-01-09T14:12:50+07:00
พรวดี กสิกุล
sukxnyxsxy2545@gmail.com
ณัชพล นิลนพคุณ
aksorn.ni@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดของการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนของสำนักงานเขตหนองแขมกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนของสำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยใช้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 13 คน ได้แก่ ผู้บริหารเขตทั้งหมด 8 คน ผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด 5 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดของการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนของสำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปัญหาด้านบุคลากร ความล่าช้าและงบประมาณ ด้านวัสดุและครุภัณฑ์ ด้านความเข้าใจในอำนาจหน้าที่และขอบเขตของกฎหมายแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนของประชาชนของสำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร 1) ต้องมีรายละเอียดของการร้องเรียนให้มีความชัดเจนมากที่สุด 2) ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนฝ่ายใดที่มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา 3) ตรวจสอบการร้องเรียนเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ 4) ตรวจสอบว่าสำนักงานเขตมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้นหรือไม่ 5) ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ต้องมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว และการสำรวจพื้นที่เชิงรุกสำรวจวางแผนการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ต่าง ๆที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานพื้นที่ใกล้เคียงในการวางแผนการปฏิบัติงาน เพื่อแก้ไขให้ปัญหาเรื่องร้องเรียนลดลงและประชาชนเกิดความพึงพอใจสูงสุด</p>
2026-01-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/295889
ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบายการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของเทศบาลในเขต อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
2025-12-26T17:30:21+07:00
จิรภัทร์ สงด้วง
Jirapat.songduang2@gmail.com
ณัชพล นิลนพคุณ
Jirapat.songduang2@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบายการให้บริการงานทะเบียนราษฎร 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของเทศบาลในเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของเทศบาลในเขตอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามประชาชนที่รับบริการงานทะเบียนราษฎรในช่วงปี 2567 จำนวน 376 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลและความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนโยบายการให้บริการงานทะเบียนราษฎร โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความถี่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับการวิเคราะห์ความแตกต่างใช้การทดสอบ t-test และ One-Way ANOVA</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการให้บริการงานทะเบียนราษฎรในภาพรวมและในรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.25, SD = 0.669) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ปรากฎว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงสุด คือ ด้านนโยบายความรวดเร็วและถูกต้องทันต่อเวลา (x̄ = 4.30, SD = 0.619) รองลงมาคือ ด้านนโยบายด้านความเสมอภาคในการให้บริการ (x̄ = 4.26, SD = 0.670) ด้านนโยบายด้านระบบการให้บริการ (x̄ = 4.26, SD = 0.702) ด้านนโยบายด้านสถานที่ที่ให้บริการ (x̄ = 4.25, SD = 0.654) และด้านนโยบายด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ (x̄ = 4.20, SD = 0.704) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ อาชีพระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
2026-01-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/295263
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองผ่านโปรแกรม SPEEXX ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
2026-01-06T18:11:51+07:00
นิสันติ ศิลประเสริฐ
nisanti.sin@mail.pbru.ac.th
เสาวภา พงษ์พิพัฒน์
Nisanti.sin@mail.pbru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ภายหลังการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านโปรแกรม SPEEXX และเพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนในระดับ A1–A2 และ B1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 439 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR และแบบสอบถามความพึงพอใจ เก็บข้อมูลเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยกำหนดให้ผู้เรียนมีชั่วโมงเรียนสะสมไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังเรียนมีแนวโน้มพัฒนาสูงขึ้นอย่างชัดเจน ผู้เรียนส่วนใหญ่สามารถเลื่อนระดับความสามารถจากระดับเริ่มต้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นตามมาตรฐาน CEFR อีกทั้งยังมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ผ่านโปรแกรม SPEEXX อยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อค้นพบของการวิจัยสะท้อนว่า โปรแกรม SPEEXX เป็นเครื่องมือ e-Learning ที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาในบริบทอุดมศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-01-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี