https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/issue/feed วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 2026-04-30T23:55:10+07:00 ผศ.ดร.จุติพร อินทะนิน acad@mail.pbru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมีศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย ISSN: 2229-0435&nbsp; รับตีพิมพ์บทความในกลุ่ม สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยมีกำหนดออกวารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/296869 อิทธิพลของความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและคุณธรรม และภาวะผู้นำเชิงประสิทธิภาพงาน 2026-01-27T15:56:35+07:00 ดิเรก สุขสุนัย direk@eau.ac.th <p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรงของความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำ (LSE) ที่มีต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและคุณธรรม (EML) และภาวะผู้นำเชิงประสิทธิภาพงาน (OEL) และ อิทธิพลทางอ้อมของความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำ (LSE) ที่ส่งผ่านภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและคุณธรรม (EML) ไปยังภาวะผู้นำเชิงประสิทธิภาพงาน (OEL) ของนักศึกษาสาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษา จำนวน 431 คน ซึ่งเป็นบุคลากรทางการศึกษาจากทั่วประเทศ ที่มาเข้าศึกษาในโปรแกรมดังกล่าว กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยเกณฑ์ ตัวแปรสังเกตได้ 1 ตัว ต่อ 20 ตัวอย่าง สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบวัด LSE, EML และ OEL แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์สมการโครงสร้างเชิงเส้น ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในการเป็นผู้นำส่งผลทางบวกโดยตรงต่อภาวะผู้นำเชิงคุณจริยธรรมและคุณธรรม และภาวะผู้นำเชิงประสิทธิภาพงาน และส่งผลโดยอ้อมทางบวกต่อภาวะผู้นำเชิงประสิทธิภาพงานผ่านภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมและคุณธรรม</p> <p>ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคลากรทางการศึกษาที่มีความเชื่อว่าตนเองมีความสามารถในการเป็นผู้นำนั้น จะส่งผลให้เป็นบุคลากรที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง และการเป็นคนดีก็ยังส่งผลต่อไปทำให้เป็นคนเก่งอีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้มีความเชื่อประสิทธิภาพแห่งตนในเป็นผู้นำสูงขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพราะจะเป็นสร้างให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นคนดีและคนเก่ง</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/297995 อคติทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ของ Generation Z ในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-02-04T13:52:19+07:00 เพิ่มพร ณ นคร permporn89@gmail.com ธรรมรัตน์ พลอยเพ็ชร thammarat_pl@rumail.ru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้อคติทางการตลาด (2) ศึกษาระดับการตัดสินใจซื้อ และ (3) วิเคราะห์อิทธิพลของการรับรู้อคติทางการตลาดต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของ Generation Z ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 15–25 ปี จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้อคติทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยอคติด้านมาตรฐานความงามถูกรับรู้สูงที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานชี้ว่า อคติทางการตลาดทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ อคติทางการตลาดทางด้านความงาม ทางเพศ สีผิว และชนชั้นทางสังคมและความเป็นเมืองสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอคติด้านสีผิวมีอิทธิพลเชิงลบต่อการตัดสินใจซื้อ สะท้อนว่าการสื่อสารที่ตอกย้ำค่านิยมความขาวแบบเดิมอาจไม่ส่งเสริมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ ในขณะที่อคติด้านมาตรฐานความงาม บทบาททางเพศ และชนชั้นทางสังคมยังคงมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อ ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า Generation Z เป็นผู้บริโภคที่มีความตระหนักรู้ต่อสารทางการตลาด นักการตลาดจึงควรพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารที่เน้นความจริงใจและความหลากหลายเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ในระยะยาว</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/297871 การปรับปรุงมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ : ศึกษาเฉพาะกรณีอัตราค่าจ้างแรกบรรจุ 2026-02-02T15:37:37+07:00 มโหสถ เกิดเดช mahosot1976@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมเกี่ยวกับค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจเมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานของรัฐประเภทอื่น ๆ เพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษามาทำการเสนอแนะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ การวิจัยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษารวบรวม ค้นคว้า และสังเคราะห์เอกสารทางกฎหมายไทย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นพนักงานของรัฐที่เกิดขึ้นเป็นประเภทแรกของประเทศไทย แต่ปัจจุบันลูกจ้างรัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังได้รับค่าจ้างแรกบรรจุที่ต่ำกว่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนและค่าจ้างแรกบรรจุของพนักงานของรัฐประเภทอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลัง เช่น พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่องค์การมหาชน เป็นต้น การวิจัยเสนอแนะให้นำผลการศึกษาไปทำการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง ในรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายแรงงาน (ฉบับที่ ...) ด้วยการใช้อัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการพลเรือนเป็นฐานในการกำหนดค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดยกำหนดให้ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจสายหลัก จ้างในอัตราข้าราชการพลเรือนแรกบรรจุ บวกด้วยอัตราเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของอัตราแรกบรรจุ สำหรับลูกจ้างรัฐวิสาหกิจสายทั่วไป บวกด้วยอัตราเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของอัตราแรกบรรจุ ทั้งนี้ การกำหนดค่าจ้างดังกล่าวให้พิจารณาถึงอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของพนักงานของรัฐประเภทอื่น ๆ ที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันและฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/297840 การพัฒนาระบบตรวจสอบวันลาออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับการบริหารวันลา ของสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด 2026-02-04T13:45:43+07:00 ปราริชาติ รื่นพงษ์พันธ์ prarichart.rue@rru.ac.th พีรพงษ์ พลีสุดใจ phiraphong62@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการพัฒนาระบบตรวจสอบวันลาออนไลน์ 2) พัฒนาระบบตรวจสอบวันลาออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสำหรับสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis &amp; McTaggart กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการธุรการ จำนวน 64 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาหลักคือการเข้าถึงข้อมูลวันลาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใช้เวลานาน บุคลากรต้องโทรศัพท์สอบถามเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและภาระงานซ้ำซ้อน 2) ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด(x ̅ = 4.78, S.D. = 0.29) สามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์หลากหลาย แสดงข้อมูลวันลาครบถ้วนถูกต้อง และ 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.60, S.D. = 0.52) โดยเฉพาะด้านความสวยงามและการออกแบบ ระบบช่วยลดภาระงาน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และสนับสนุนนโยบายสำนักงานไร้กระดาษ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/297885 การพัฒนาคู่มือปฏิบัติงานช่างเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย สำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม ระดับปริญญาตรี สังกัดคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2026-03-18T11:33:52+07:00 ไพโรจน์ เนียมนาค niamnak.p@gmail.com สมพร ไชยะ niamnak.p@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาคู่มือปฏิบัติงานช่างเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยสำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมระดับปริญญาตรี 2) ประเมินคุณภาพของคู่มือปฏิบัติงานช่าง และ 3) ศึกษาผลการใช้คู่มือปฏิบัติงานช่างที่มีต่อความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยของนักศึกษา รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาช่างอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 45 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) คู่มือปฏิบัติงานช่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัย (2) แบบประเมินคุณภาพคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญ และ (3) แบบทดสอบวัดความรู้ด้านความปลอดภัยก่อนและหลังการใช้คู่มือ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คู่มือปฏิบัติงานช่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมระดับปริญญาตรีที่พัฒนาขึ้น พบว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (x ̅=4.71) 2) ผลการประเมินคุณภาพของคู่มือปฏิบัติงานช่างอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅=4.79, S.D=0.42) และ 3) ผลการเปรียบเทียบความรู้ด้านความปลอดภัยก่อนและหลังใช้การใช้คู่มือที่พัฒนาขึ้น พบว่านักศึกษามีคะแนนความรู้ด้านความปลอดภัยหลังใช้ คู่มือสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (x ̅ <sub>ก่อน</sub>=12.45, S.D=2.10, x ̅ <sub>หลัง</sub>=17.82, S.D=1.65)</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/296464 การพัฒนาหลักสูตรเสริมโดยใช้แนวคิด TPACK ร่วมกับการใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกแบบสื่อการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับนักศึกษาครู 2026-01-06T19:07:39+07:00 วุฒิชัย ฤทธิ ritti59@gmail.com จาตุรงค์ ผลประเสริฐ phonprasert_j@su.ac.th ณัฐนันท์ เจียรประดิษฐ Xiaoyun.liyun@gmail.com เฉินยี้ เมิ่ง chenyi_m@su.ac.th วรรณา วัฒนา wanna.wat@mail.pbru.ac.th ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย wantoo_@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาคุณภาพของหลักสูตรเสริมโดยใช้แนวคิด TPACK ร่วมกับการใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกแบบสื่อการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับนักศึกษาครู และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรเสริมที่พัฒนาขึ้น โดยดำเนินการวิจัยตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา ผสมผสานวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาครูระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หลักสูตรเสริมฯ คู่มือการใช้หลักสูตร แบบทดสอบวัดความรู้ แบบวัดความสามารถในการออกแบบสื่อการสอน และแบบประเมินความพึงพอใจสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /> ผลการวิจัย พบว่า 1. หลักสูตรเสริมที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ 1) หลักการ 2) จุดมุ่งหมาย 3) โครงสร้าง 4) เนื้อหาสาระ 5) การจัดการเรียนรู้ และ 6) การวัดประเมินผล และมีกระบวนการพัฒนาหลักสูตร 7 ขั้นตอน คือ 1) การวิเคราะห์ความต้องการในการพัฒนาหลักสูตร 2) การกำหนดจุดมุ่งหมาย 3) การคัดเลือกและจัดเนื้อหาสาระ 4) การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้ 5) การดำเนินการใช้หลักสูตร 6) การประเมินและทบทวนหลักสูตร และ 7) การปรับปรุงและให้ข้อเสนอแนะ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความรู้เนื้อหา วิธีการสอน และเทคโนโลยี (TPACK) ผ่านกลยุทธ์การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-Based Learning) และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ผลการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า หลักสูตรเสริมมีคุณภาพในระดับเหมาะสมมากที่สุด (x ̅ =4.78; SD= 0.43) และคู่มือการใช้หลักสูตรมีความเหมาะสมมากที่สุด (x ̅ =4.86; SD=0.29) 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตร พบว่า 1) นักศึกษาครูมีความรู้เกี่ยวกับการออกแบบสื่อการสอนวิทยาศาสตร์หลังการอบรมอยู่ในระดับดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 17.53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.63 2) ความสามารถในการออกแบบสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาครูอยู่ในระดับดี (x ̅ =15.74; SD=3.07) โดยนักศึกษาร้อยละ 89.47 มีความสามารถอยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม จุดเด่นคือความถูกต้องของเนื้อหาและความคิดสร้างสรรค์ และ 3) นักศึกษาครู มีความพึงพอใจต่อหลักสูตรเสริมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅ =4.59; SD=0.51) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการนำไปประยุกต์ใช้จริง</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/298323 การพัฒนาคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษผ่านระบบ PBRU LMS: ปัจจัยการยอมรับ เทคโนโลยีและความเชื่อมั่นของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 2026-04-20T12:56:21+07:00 เจษฎารัตน์ กล่ำศรี jetsadarat.k@ku.th อาพร สุนทรวัฒน์ aporn.soo@mail.pbru.ac.th <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความสะดวกในการใช้งาน<span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ทัศนคติต่อการใช้งาน และความเชื่อมั่นของนักศึกษาในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">เพชรบุรี (PBRU LMS) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิจัยได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ตามสมมติฐาน 5 ประการ ได้แก่ 1) อิทธิพลของ</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">การรับรู้ประโยชน์ต่อทัศนคติต่อการใช้งาน 2) อิทธิพลของการรับรู้ความสะดวกในการใช้งานต่อทัศนคติต่อการใช้งาน 3) อิทธิพลของ</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">การรับรู้ความง่ายในการใช้งานต่อความเชื่อมั่นของนักศึกษา 4) อิทธิพลของการรับรู้ประโยชน์ต่อความเชื่อมั่นของนักศึกษา และ </span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">5) อิทธิพลของทัศนคติต่อการใช้งานต่อความเชื่อมั่นของนักศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 400 คน ที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประเทศไทย ซึ่งได้รับ</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">การคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่ายเพื่อทดสอบความสัมพันธ์ตามสมมติฐาน</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ผลการวิจัยเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ตามสมมติฐานทั้ง 5 ประการ </span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ประการแรก การรับรู้ต่อประโยชน์มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อทัศนคติในการใช้งาน (β = 0.747, p &lt; 0.01) </span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ประการที่สอง การรับรู้ต่อความสะดวกมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อทัศนคติต่อการใช้งาน (β = 0.552, p &lt; 0.01) </span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ประการที่สาม การรับรู้ต่อความสะดวกในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความเชื่อมั่นของนักศึกษา </span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">(β = 0.582, p &lt; 0.01) ประการที่สี่ การรับรู้ต่อประโยชน์มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความเชื่อมั่นของนักศึกษา </span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">(β = 0.860, p &lt; 0.01) และประการสุดท้าย ทัศนคติในการใช้งานมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความเชื่อมั่น</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ของนักศึกษา (β = 0.814, p &lt; 0.01) ความสัมพันธ์ทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งบ่งชี้ถึงความตรงเชิงพยากรณ์</span><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;">ที่แข็งแกร่ง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem; -webkit-text-size-adjust: 100%;"> </span>ผลการวิจัยนี้มีส่วนสนับสนุนต่อความเข้าใจเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการยอมรับเทคโนโลยีในบริบทของการเรียนรู้ภาษาและนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่ดำเนินการใช้ระบบการจัดการเรียนรู้ ผลการวิจัยยืนยันว่าปัจจัยทั้งด้านประโยชน์ใช้สอย (การรับรู้ประโยชน์) และด้านความพึงพอใจ (การรับรู้ความสะดวกในการใช้งาน) เป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญต่อทัศนคติและความเชื่อมั่นของนักศึกษาในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านระบบ PBRU LMS ผู้บริหารสถาบันการศึกษาและนักออกแบบการเรียนการสอนควรให้ความสำคัญกับความสามารถในการใช้งานระบบและคุณค่าเชิงหน้าที่เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและความเชื่อมั่นของนักศึกษา</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/300322 การวิเคราะห์ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว ชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี 2026-04-07T07:00:46+07:00 สุทธิดา แสงพระจันทร์ suttida.san@rmutto.ac.th เจตน์จรรย์ อาจไธสง jetchan_at@rmutto.ac.th ยุบุญ พฤหัสไพลิน yuboon_ph@rmutto.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี การวิจัยนี้ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ สุ่มตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี จำนวน 400 คน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแจกแจงไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เพศหญิง อายุ 20-24 ปี รายได้ต่อเดือน 10,000-19,999 บาท ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นนักเรียน/นักศึกษา และมีภูมิลำเนาจังหวัดจันทบุรี พฤติกรรมการท่องเที่ยว พบว่า มีจุดประสงค์ในการเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ มีช่วงเวลาในการท่องเที่ยว วันเสาร์-วันอาทิตย์ จำนวนครั้งที่เคยเดินทางมาท่องเที่ยวมากกว่า 3 ครั้ง ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ต่ำกว่า 1,000 บาท และ 1,000-2,999 บาท แหล่งข้อมูลที่ทำให้รู้จักชุมชนริมน้ำจันทบูร จากสื่อสังคมออนไลน์ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยว 1. มิติด้านลักษณะส่วนบุคคล พบว่า เพศไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้พบว่า อายุและภูมิลำเนา มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยว 2. มิติด้านดัชนีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้เนื่องจากสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร และคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันของบุคคล</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/298755 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2026-04-20T12:59:44+07:00 เกษม สวัสดี kasem250088@gmail.com นวพร สมัครอภิรักษ์ kasem250088@gmail.com <p>วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา1) ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนทางการเงินและราคาหุ้นจำแนกรายบริษัท 2) ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับราคาหุ้น ของบริษัทกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลอัตราส่วนทางการเงินจากแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) จากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และข้อมูลราคาหุ้นจากเว็บไซต์ finnomena. com ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ถึง 2567 จำนวน 14 บริษัท ใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน พบว่า 1) บริษัทมีค่าเฉลี่ยอัตราส่วนทางการเงินและราคาหุ้นสูงต่ำไม่เท่ากันแสดงถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เช่นบริษัท CM มีค่าเฉลี่ยอัตราส่วนสภาพคล่อง (CR) สูงที่สุดเท่ากับ 12.750 เท่า (S.D.= 3.748) บริษัท SST มีค่าเฉลี่ย CR ต่ำที่สุดเท่ากับ 0.483 เท่า (S.D.=0.175) บริษัท TVO มีค่าเฉลี่ยอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงที่สุดเท่ากับ 19.922 % (S.D. = 7.138) บริษัท SST มีค่าเฉลี่ย ROE ต่ำที่สุดเท่ากับ -3.436 % (S.D. = 6.915)บริษัท CHOTI มีค่าเฉลี่ยมูลค่าทางบัญชีสูงที่สุดเท่ากับ 137.816 บาท (S.D. = 20.537) และมีค่าเฉลี่ยราคาหุ้นสูงที่สุดเท่ากับ 118.531 บาท (S.D. = 41.056) บริษัท CFRESH มีค่าเฉลี่ยมูลค่าทางบัญชีต่ำที่สุดเท่ากับ 3.261 บาท (S.D. = 0.779) และมีค่าเฉลี่ยราคาหุ้นต่ำที่สุดเท่ากับ 2.824 บาท (S.D. = 1.447) 2) กําไรต่อหุ้น และมูลค่าทางบัญชีมีความสัมพันธ์กับราคาหุ้นในทิศทางเดียวกัน แต่อัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตรากําไรสุทธิ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ไม่มีความสัมพันธ์กับราคาหุ้น นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะการวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้สนใจลงทุนควรวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน โดยให้ความสำคัญกับกำไรต่อหุ้น และมูลค่าทางบัญชี เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับราคาหุ้น เพื่อประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสม ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไปคือ ใช้สถิติอื่น เช่นการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ เพิ่มอัตราส่วนทางการเงิน และเลือกบริษัทกลุ่มอื่นๆ&nbsp; &nbsp;</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/299171 การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านการประยุกต์ใช้การตลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์ ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-04-20T11:20:45+07:00 อมลวรรณ ขันงาม khemika.kha@vecmail.org ธรรมรัตน์ พลอยเพ็ชร thammarat_pl@rumail.ru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้การประยุกต์ใช้การตลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์และการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ (2) ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามกับการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ และ (3) ศึกษาอิทธิพลของการประยุกต์ใช้การตลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 405 คน ซึ่งได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Cochran (1977) และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยวิธีดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) มีค่าเท่ากับ 1.00 แสดงว่าเครื่องมือมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.978 ซึ่งอยู่ในระดับสูง สามารถนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-wayANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีระดับการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยส่วนบุคคลบางประการมีความแตกต่างต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการประยุกต์ใช้การตลาดด้วยปัญญาประดิษฐ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค ระบบแนะนำสินค้า และการนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ขณะที่การสื่อสารผ่านแชตบอตไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและนำเสนอสินค้าแบบเฉพาะบุคคล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/300526 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมคำศัพท์เพื่อพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์และการสะกดคำภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2026-04-20T11:14:49+07:00 ณยศ อาจบรรจง artbanjongnut@gmail.com สัจธรรม พรทวีกุล artbanjongnut@gmail.com <p><span class="s22">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้</span><span class="s22"> 1) </span><span class="s22">เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษา</span><span class="s22">ปีที่</span><span class="s22"> 4 </span><span class="s22">ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์</span><span class="s22"> 75/75 2) </span><span class="s22">เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้านคำศัพท์ </span><span class="s22">และการสะกดคำภาษาอังกฤษโดยใช้เกมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ</span><span class="s22"> 3) </span><span class="s22">เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม</span> <span class="s22">และ</span><span class="s22"> 4) </span><span class="s22">เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ</span> <span class="s22">กลุ่มเป้าหมายที่ใช้</span><span class="s22">ในการวิจัย</span> <span class="s22">ได้แก่</span> <span class="s22">นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่</span><span class="s22"> 4 </span><span class="s22">โรงเรียนบ้านคำโพนสูง</span> <span class="s22">อำเภอหนองพอก</span> <span class="s22">จังหวัดร้อยเอ็ด</span> <span class="s22">สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด</span> <span class="s22">เขต</span><span class="s22"> 3 </span><span class="s22">ภาคเรียนที่</span><span class="s22"> 2 </span><span class="s22">ปีการศึกษา</span><span class="s22"> 2568 </span><span class="s22">จำนวน</span><span class="s22"> 14 </span><span class="s22">คน</span> <span class="s22">ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง</span> <span class="s22">เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย</span><span class="s22"> 1) </span><span class="s22">แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมคำศัพท์</span><span class="s22"> 2) </span><span class="s22">แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน</span><span class="s22"> 3) </span><span class="s22">แบบทดสอบวัดความคงทนทางการเรียนรู้</span> <span class="s22">และ</span><span class="s22"> 4) </span><span class="s22">แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน</span> <span class="s22">ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ</span> <span class="s22">ได้แก่</span> <span class="s22">ค่าร้อยละ</span> <span class="s22">ค่าเฉลี่ย</span> <span class="s22">ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span> <span class="s22">และใช้สถิติ</span> <span class="s22">Wilcoxon Signed-Rank Test </span><span class="s22">เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน</span> <span class="s22">ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้</span><span class="s22">และวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้</span> <span class="s22">ผลการวิจัยพบว่า</span><span class="s22"> 1</span><span class="s22">)</span> <span class="s22">กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ</span><span class="s22">มีประสิทธิภาพเท่ากับ</span><span class="s22"> 88.33/89.29 </span><span class="s22">ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้</span><span class="s22"> 75/75 2</span><span class="s22">)</span> <span class="s22">นักเรียนมีคะแนนด้านการจดจำคำศัพท์และการสะกดคำภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ</span><span class="s22"> .05 (</span><span class="s22">Z = -</span><span class="s22">3.296</span><span class="s22">, p = .</span><span class="s22">001) </span><span class="s22">และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับสูงมาก </span><span class="s22">(</span><span class="s22">r = </span><span class="s22">0.88) 3</span><span class="s22">)</span> <span class="s22">นักเรียนมีความคงทนในการจดจำคำศัพท์และการสะกดคำภาษาอังกฤษผ่านไป</span><span class="s22"> 14 </span><span class="s22">วันสูงกว่าคะแนนผลการเรียนรู้หลังเรียน</span><span class="s22">ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</span><span class="s22"> (</span><span class="s22">Z = -</span><span class="s22">1.134</span><span class="s22">, p = .</span><span class="s22">257) </span><span class="s22">โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ</span><span class="s22"> 26.79 </span><span class="s22">และ</span><span class="s22"> 27.07 </span><span class="s22">คะแนน</span> <span class="s22">และ</span><span class="s22"> 4. </span><span class="s22">นักเรียนมีความพึงพอใจ</span><span class="s22">ต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด </span></p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/299191 การประเมินความต้องการจำเป็นด้านภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย และด้านการจัดการความรู้ ของนักศึกษาวิชาชีพครู ในยุคการศึกษา 5.0 2026-03-29T11:25:29+07:00 แสงเดือน เจริญฉิม sangduandr@gmail.com สุเทพ อ่วมเจริญ sangduandr@gmail.com มีชัย เอี่ยมจินดา sangduandr@gmail.com พิจิตรา ธงพานิช sangduandr@gmail.com ปรัชญา ธงพานิช sangduandr@gmail.com <p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็น&nbsp; 1) ด้านภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย ของนักศึกษาวิชาชีพครู 2) ด้านการจัดการความรู้ตามหลักการ 5 ประการ และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยกับการจัดการความรู้ตามหลักการ 5 ประการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 2 ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย สังกัด คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี และสำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมจำนวน 99 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์&nbsp; PNI <sub>Modified</sub> &nbsp;และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า </span><span style="font-weight: 400;">1</span><span style="font-weight: 400;">) ผลการประเมินความจำเป็นด้านภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย มีความต้องการจำเป็นระดับปานกลาง ควรพัฒนา </span>( PNI <sub>Modified</sub><span style="font-weight: 400;"> =</span><span style="font-weight: 400;"> 0.2</span><span style="font-weight: 400;">03) </span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">2) </span><span style="font-weight: 400;">ความต้องการจำเป็นของนักศึกษาวิชาชีพครู ตามหลักการ 5 ประการ โดยรวมมีความต้องการจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาตามความเหมาะสม เมื่อจัดลำดับความสำคัญโดยใช้ดัชนี (</span><span style="font-weight: 400;">Priority Needs Index : PNI)</span><span style="font-weight: 400;"> มีค่าระหว่าง 0.1</span><span style="font-weight: 400;">-</span><span style="font-weight: 400;"> 0.2 ระดับที่จะต้องได้รับการพัฒนาตามความเหมาะสม ลำดับแรก ได้แก่ ด้านการมีแบบแผนความคิด &nbsp;( </span><span style="font-weight: 400;">PNI = 0.176) </span><span style="font-weight: 400;">รองลงมา ด้านความรอบรู้แห่งตน (</span><span style="font-weight: 400;">PNI = 0.173</span><span style="font-weight: 400;">) ด้านการเรียนรู้เป็นทีม</span><span style="font-weight: 400;"> (PNI = 0.164) &nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม</span><span style="font-weight: 400;"> (PNI = 0.158) &nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">และ ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ (</span><span style="font-weight: 400;">PNI = 0.157) </span><span style="font-weight: 400;">ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย กับ การจัดการความรู้ตามหลัก 5&nbsp; ประการ มีความสัมพันธ์กันระดับสูง (0.71) จำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีแบบแผนความคิด (</span><span style="font-weight: 400;">r<sub>x2y</sub> = </span><span style="font-weight: 400;">0.745) และ ด้านการเรียนรู้เป็นทีม (</span><span style="font-weight: 400;">r<sub>x4y</sub> = 0.708) &nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">และมีความสัมพันธ์กันระดับปานกลาง (0.31 -0.70) จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม (</span><span style="font-weight: 400;">r<sub>x3y</sub> = 0.695) </span><span style="font-weight: 400;">ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ (</span><span style="font-weight: 400;"> r<sub>x5y</sub> = 0.691) </span><span style="font-weight: 400;">และ ด้านความรอบรู้แห่งตน </span><span style="font-weight: 400;">( r<sub>x1y</sub>= 0.675)</span><span style="font-weight: 400;"> ตามลำดับ</span></p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/297011 การใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะทางการเมืองกับหลักการการคุ้มครองรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 49 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 2026-03-12T16:53:58+07:00 พัชรภรณ์ อินทรปรุง patcharaporn14.in@gmail.com ดลนภา นันทวโรไพร patcharaporn14.in@gmail.com <p> บทความฉบับนี้ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะทางการเมืองกับหลักการคุ้มครองรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 ซึ่งเสรีภาพในการชุมนุมเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่บรรดารัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยต่างให้การรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ สำหรับประเทศไทยมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และการจำกัดเสรีภาพสามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่ออาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี โดยผู้วิจัยใช้วิธีศึกษาเปรียบเทียบหลักเกณฑ์และวิเคราะห์ข้อมูลทางเอกสาร (Documentary Research) และวิธีการในการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะทางการเมืองในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส และประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามการใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะทางการเมืองของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมาหลายเหตุการณ์ในประเทศไทยมีการเสนอข้อเรียกร้องและกระทำการอันมีลักษณะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองและการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่งคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่มีหน้าที่และอำนาจต่างจากศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร คือ มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมายและกรณีอื่นที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นกำหนด หรือเรียกว่า “คดีรัฐธรรมนูญ” ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำคำวินิจฉัยในคดีการชุมนุมสาธารณะทางการเมือง ในการทำคำวินิจฉัยนอกจากจะต้องคำนึงถึงสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองแล้วยังต้องคำนึงถึงมาตรการในการป้องกันการกระทำที่อาจเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังจะเห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 19/2564</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ajpbru/article/view/297475 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวคิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมการบูรณาการเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษา : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2026-01-30T16:37:48+07:00 ทิวาพร อรรคอำนวย akkaamnuai900@reru.ac.th <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ จากบทความวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวคิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมการบูรณาการเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้กระบวนการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) กำหนดหัวข้อและวัตถุประสงค์ 2) กำหนดเกณฑ์การคัดเลือก 3) กำหนดวิธีการสืบค้นเอกสาร 4) กำหนดการประเมินคุณภาพบทความ 5) วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล 6) การรายงานผล เกณฑ์การคัดเลือกประกอบด้วย 1) บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูลในประเทศและต่างประเทศ 2) บทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในระยะเวลา 5 ปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2568 3) บทความวิจัยที่เกี่ยวข้องผลการสังเคราะห์องค์ความรู้ พบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวคิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการบูรณาการเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา มี 4 องค์ประกอบ คือ 1) ด้านรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านองค์ประกอบของกิจกรรม 3) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ 4) ด้านการวัดและประเมินผล การจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวคิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมควรถูกมองในฐานะกรอบการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ที่เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรม กระบวนการสร้างสรรค์และการเรียนรู้เชิงมีส่วนร่วมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ข้อค้นพบนี้ช่วยยกระดับความเข้าใจจากการจัดกิจกรรมรายกรณีไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เชิงแนวคิด ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานในการต่อยอดการวิจัยและการพัฒนาทฤษฎีด้านการจัดการเรียนรู้ศิลปศึกษาในบริบทพหุวัฒนธรรม</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี